This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๘

Other items in this volume

ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ รายนามพระเถระผู้ทรงจำพระวินัยสืบกันมา ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ รวมสิกขาบทที่มีในปาราชิกกัณฑ์๑. สุกกวิสัฏฐิสิกขาบท รายนามพระเถระผู้ทรงจำพระวินัยสืบกันมา ๒. กายสังสัคคสิกขาบท ๓. ทุฏฐุลลวาจาสิกขาบท ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท ๕. สัญจริตตสิกขาบท ๖. กุฏิการสิกขาบท ๗. วิหารการสิกขาบท ๘. ปฐมทุฏฐโทสสิกขาบท ๙. ทุติยทุฏฐโทสสิกขาบท ๑๐. สังฆเภทสิกขาบท ๑๑. สังฆเภทานุวัตตกสิกขาบท ๑๒. ทุพพจสิกขาบท ๑๓. กุลทูสกสิกขาบท รวมสิกขาบทที่มีในสังฆาทิเสสกัณฑ์๑. ปฐมอนิยตสิกขาบท รายนามพระเถระผู้ทรงจำพระวินัยสืบกันมา ๒. ทุติยอนิยตสิกขาบท รวมสิกขาบทที่มีในอนิยตกัณฑ์๑. กฐินวรรค(จีวรวรรค) รวมสิกขาบทที่มีในกฐินวรรค๒. โกสิยวรรค รวมสิกขาบทที่มีในโกสิยวรรค๓. ปัตตวรรค รวมสิกขาบทที่มีในปัตตวรรค๑. มุสาวาทวรรค รวมสิกขาบทที่มีในมุสาวาทวรรค๒. ภูตคามวรรค รวมสิกขาบทที่มีในภูตคามวรรค๓. โอวาทวรรค รวมสิกขาบทที่มีในโอวาทวรรค๔. โภชนวรรค รวมสิกขาบทที่มีในโภชนวรรค๕. อเจลกวรรค รวมสิกขาบทที่มีในอเจลกวรรค๖. สุราปานวรรค รวมสิกขาบทที่มีในสุราปานวรรค๗. สัปปาณกวรรค รวมสิกขาบทที่มีในสัปปาณกวรรค๘. สหธัมมิกวรรค รวมสิกขาบทที่มีในสหธัมมิกวรรค๙. ราชวรรค(รตนวรรค) รวมสิกขาบทที่มีในราชวรรค รวมวรรคที่มีในปาจิตติยกัณฑ์๑. ปฐมปาฏิเทสนียสิกขาบท ๒. ทุติยปาฏิเทสนียสิกขาบท ๓. ตติยปาฏิเทสนียสิกขาบท ๔. จตุตถปาฏิเทสนียสิกขาบท รวมสิกขาบทที่มีในปาฏิเทสนียกัณฑ์๑. ปริมัณฑลวรรค๒. อุชชัคฆิกวรรค๓. ขัมภกตวรรค๔. ปิณฑปาตวรรค(สักกัจจวรรค)๕. กพฬวรรค๖. สุรุสุรุวรรค๗. ปาทุกวรรค รวมสิกขาบทที่มีในเสขิยกัณฑ์๑. ปาราชิกกัณฑ์ คำถาม - คำตอบจำนวนอาบัติในปาราชิกกัณฑ์๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์ คำถาม - คำตอบจำนวนอาบัติในสังฆาทิเสสกัณฑ์๔. นิสสัคคิยกัณฑ์ คำถาม - คำตอบจำนวนอาบัติในนิสสัคคิยกัณฑ์๕. ปาจิตติยกัณฑ์ คำถาม - คำตอบจำนวนอาบัติในปาจิตติยกัณฑ์๖. ปาฏิเทสนียกัณฑ์ คำถาม - คำตอบจำนวนอาบัติในปาฏิเทสนียกัณฑ์๗. เสขิยกัณฑ์ คำถาม - คำตอบจำนวนอาบัติในเสขิยกัณฑ์๓. วิปัตติวาร วาระว่าด้วยเป็นวิบัติ ๔. สังคหิตวาร วาระว่าด้วยจัดเข้ากองอาบัติ ๕. สมุฏฐานวาร วาระว่าด้วยสมุฏฐาน ๖. อธิกรณวาร วาระว่าด้วยจัดเป็นอธิกรณ์ ๗. สมถวาร วาระว่าด้วยการระงับด้วยสมถะ ๘. สมุจจยวาร วาระว่าด้วยการสรุปรวม รวมวาระแรกที่มีในภิกขุวิภังค์ ๘ วาระ๑. ปาราชิกกัณฑ์ คำถาม - คำตอบในปาราชิกกัณฑ์๒. สังฆาทิเสสกัณฑาทิ คำถาม - คำตอบในสังฆาทิเสสกัณฑ์เป็นต้น๗. เสขิยกัณฑ์ คำถาม - คำตอบในเสขิยกัณฑ์๑. ปาราชิกกัณฑ์ คำถาม - คำตอบจำนวนอาบัติในปาราชิกกัณฑ์ ๒. สังฆาทิเสสกัณฑาทิ คำถาม - คำตอบจำนวนอาบัติในสังฆาทิเสสกัณฑ์เป็นต้น ๗. เสขิยกัณฑ์ คำถาม - คำตอบจำนวนอาบัติในเสขิยกัณฑ์๓. วิปัตติวาร วาระว่าด้วยเป็นวิบัติ ๔. สังคหิตวาร วาระว่าด้วยจัดเข้ากองอาบัติ ๕. สมุฏฐานวาร วาระว่าด้วยสมุฏฐาน ๖. อธิกรณวาร วาระว่าด้วยจัดเป็นอธิกรณ์ ๗. สมถวาร วาระว่าด้วยระงับด้วยสมถะ ๘. สมุจจยวาร วาระว่าด้วยการสรุปรวมปาราชิกสิกขาบทที่ ๕ รายนามพระเถระผู้ทรงจำพระวินัยสืบกันมา ปาราชิกสิกขาบทที่ ๖ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๗ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๘ รวมสิกขาบทที่มีในปาราชิกกัณฑ์สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ ... ๑๐ รวมสิกขาบทที่มีในสังฆาทิเสสกัณฑ์สิกขาบทที่ ๑ ... สิกขาบทที่ ๑๒ รวมสิกขาบทที่มีในนิสสัคคิยกัณฑ์๑. ลสุณวรรค๒. รัตตันธการวรรค(อันธการวรรค)๓. นหานวรรค(นัคควรรค)๔. ตุวัฏฏวรรค๕. จิตตาคารวรรค๖. อารามวรรค๗. คัพภินีวรรค๘. กุมารีภูตวรรค๙. ฉัตตุปาหนวรรค รวมวรรคที่มีในปาจิตติยกัณฑ์คำถามและคำตอบในปาฏิเทสนียะ ๘ สิกขาบท รวมสิกขาบทที่มีในปาฏิเทสนียะกัณฑ์๑. ปาราชิกกัณฑ์ คำถาม - คำตอบจำนวนอาบัติในปาราชิกกัณฑ์๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์ จำนวนอาบัติในสังฆาทิเสสกัณฑ์๓. นิสสัคคิยกัณฑ์ จำนวนอาบัติในนิสสัคคิยกัณฑ์๑. ลสุณวรรค ๒. รัตตันธการวรรค ๓. นหานวรรค(นัคควรรค) ๔. ตุวัฏฏวรรค ๕. จิตตาคารวรรค ๖. อารามวรรค ๗. คัพภินีวรรค ๘. กุมารีภูตวรรค ๙. ฉัตตุปาหนวรรค๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์ จำนวนอาบัติในปาฏิเทสนียกัณฑ์๓. วิปัตติวาร วาระว่าด้วยเป็นวิบัติ ๔. สังคหิตวาร วาระว่าด้วยจัดเข้ากองอาบัติ ๕. สมุฏฐานวาร วาระว่าด้วยสมุฏฐาน ๖. อธิกรณวาร วาระว่าด้วยจัดเป็นอธิกรณ์ ๗. สมถวาร วาระว่าด้วยระงับด้วยสมถะ ๘. สมุจจยวาร วาระว่าด้วยการสรุปรวม๑. ปาราชิกกัณฑ์ คำถาม - คำตอบในปาราชิกกัณฑ์๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์ คำถาม - คำตอบในสังฆาทิเสสกัณฑ์ ... ๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์ คำถาม - คำตอบในปาฏิเทสนียกัณฑ์๑. ปาราชิกกัณฑ์ คำถาม - คำตอบจำนวนอาบัติในปาราชิกกัณฑ์๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์ จำนวนอาบัติในสังฆาทิเสสกัณฑ์ ... ๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์ จำนวนอาบัติในปาฏิเทสนียกัณฑ์๓. วิปัตติวาร วาระว่าด้วยเป็นวิบัติ ๔. สังคหิตวาร วาระว่าด้วยจัดเข้ากองอาบัติ ๕. สมุฏฐานวาร วาระว่าด้วยสมุฏฐาน ๖. อธิกรณวาร วาระว่าด้วยจัดเป็นอธิกรณ์ ๗. สมถวาร วาระว่าด้วยระงับด้วยสมถะ ๘. สมุจจยวาร วาระว่าด้วยการสรุปรวมสมุฏฐาน ๑๓ ๑. ปฐมปาราชิกสมุฏฐาน ๒. ทุติยปาราชิกสมุฏฐาน ๓. สัญจริตตสมุฏฐาน ๔. สมนุภาสนาสมุฏฐาน ๕. กฐินสมุฏฐาน ๖. เอฬกโลมสมุฏฐาน ๗. ปทโสธัมมสมุฏฐาน ๘. อัทธานสมุฏฐาน ๙. เถยยสัตถสมุฏฐาน ๑๐. ธัมมเทสนาสมุฏฐาน ๑๑. ภูตาโรจนสมุฏฐาน ๑๒. โจรีวุฏฐาปนสมุฏฐาน ๑๓. อนนุญญาตสมุฏฐานอาบัติ ๕ กองอาบัติ ๕ วินีตวัตถุ ๕ อาบัติ ๗ กองอาบัติ ๗ วินีตวัตถุ ๗ ความไม่เคารพ ๖ ความเคารพ ๖ วินีตวัตถุ ๖ วิบัติ ๔ สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖มูลเหตุแห่งวิวาท ๖ มูลเหตุแห่งการโจท ๖ สาราณียธรรม ๖ ประการ สังฆเภท ๑๘ ประการ อธิกรณ์ ๔ สมถะ ๗ หัวข้อประจำวาร๑. ฉอาปัตติสมุฏฐานวาร วาระว่าด้วยสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน๒. กตาปัตติวาร วาระว่าด้วยต้องอาบัติเท่าไร๓. อาปัตติสมุฏฐานคาถา ว่าด้วยคาถาแสดงสมุฏฐานแห่งอาบัติ๔. วิปัตติปัจจยวาร วาระว่าด้วยความวิบัติเป็นปัจจัย๕. อธิกรณปัจจยวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์เป็นปัจจัยสมถเภท ว่าด้วยประเภทแห่งสมถะ ๖. อธิกรณปริยายวาร วาระว่าด้วยการอธิบายอธิกรณ์๗. สาธารณวาร วาระว่าด้วยสมถะทั่วไป๘. ตัพภาคิยวาร วาระว่าด้วยเป็นส่วนนั้น๙. สมถาสมถัสสสาธารณวาร วาระว่าด้วยสมถะทั่วไปและไม่ทั่วไปแก่สมถะ๑๐. สมถาสมถัสสตัพภาคิยวาร วาระว่าด้วยสมถะเป็นส่วนนั้นแห่งสมถะ๑๑. สมถสัมมุขาวินยวาร วาระว่าด้วยสมถะคือสัมมุขาวินัย ๑๒. วินยวาร วาระว่าด้วยวินัย ๑๓. กุสลวาร วาระว่าด้วยเป็นกุศล ๑๔. ยัตถวารปุจฉาวาร วาระว่าด้วย ณ ที่ใดและวาระว่าด้วยการถาม ๑๕. สมถวารวิสัชชนาวาร วาระว่าด้วยเรื่องสมถะและวาระว่าด้วยการตอบ๑๖. สังสัฏฐวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์กับสมถะรวมกัน ๑๗. สัมมติวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์ระงับ ๑๘. สัมมันตินสัมมันติวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์ระงับและไม่ระงับ ๑๙. สมถาธิกรณวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๒๐. สมุฏฐาเปติวาร วาระว่าด้วยอธิกรณ์ยังอธิกรณ์ให้เกิดขึ้น ๒๑. ภชติวาร วาระว่าด้วยจัดเป็นอธิกรณ์ไหน รวมวาระที่มีในสมถเภทคำถามและคำตอบเกี่ยวกับอาบัติ หัวข้อประจำวารว่าด้วยธรรมก่ออาบัติเป็นต้น หัวข้อประจำวารว่าด้วยสัญญาวิโมกข์เป็นต้น ว่าด้วยวันอุโบสถ เป็นต้น ว่าด้วยปาราชิก เป็นต้น ว่าด้วยบุคคล ว่าด้วยปฏิกโกสนา เป็นต้น ว่าด้วยปลิโพธ เป็นต้น ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ ๒ อย่าง เป็นต้น ว่าด้วยไม่เอื้อเฟื้อ เป็นต้น ว่าด้วยบุคคลโง่เขลาและบัณฑิต เป็นต้น ว่าด้วยอาสวะ หัวข้อประจำวารว่าด้วยพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่เป็นต้น ว่าด้วยวัตถุแห่งการโจท เป็นต้น ว่าด้วยภิกษุโง่เขลาและฉลาด เป็นต้น ว่าด้วยการปิด เป็นต้น ว่าด้วยอาพาธ เป็นต้น ว่าด้วยงดปาติโมกข์ เป็นต้น ว่าด้วยต้องอาบัติภายใน เป็นต้น ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง เป็นต้น ว่าด้วยข้อที่สงฆ์มุ่งหวัง เป็นต้น ว่าด้วยอุโบสถ เป็นต้น หัวข้อประจำวารว่าด้วยการต้องและออกจากอาบัติเป็นต้น ว่าด้วยอนริยโวหาร เป็นต้น ว่าด้วยอาบัติปาราชิก ว่าด้วยบริขาร ว่าด้วยการต้องอาบัติและออกจากอาบัติ เป็นต้น ว่าด้วยการต้องอาบัติ เป็นต้น ว่าด้วยพระอาคันตุกะ เป็นต้น ว่าด้วยสิกขาบทมีวัตถุต่างกัน เป็นต้น ว่าด้วยพระอุปัชฌาย์ต้องอาบัติ เป็นต้น ว่าด้วยปัจจัยแห่งการขาดพรรษา เป็นต้น ว่าด้วยถือเอาทรัพย์ เป็นต้น ว่าด้วยบุคคลควรอภิวาท เป็นต้น ว่าด้วยต้องอาบัติในกาล เป็นต้น ว่าด้วยการโจท เป็นต้น ว่าด้วยภิกษุเป็นไข้ต้องอาบัติ เป็นต้น ว่าด้วยงดปาติโมกข์ หัวข้อประจำวารว่าด้วยอาบัติเป็นต้น ว่าด้วยองค์คุณของพระวินัยธร ว่าด้วยภิกษุอยู่ป่า เป็นต้น ว่าด้วยองค์ของภิกษุผู้ต้องถือนิสัย ว่าด้วยโทษในกรรมไม่น่าเลื่อมใส เป็นต้น ว่าด้วยพืชและผลไม้ ว่าด้วยวิสุทธิ ๕ ว่าด้วยอานิสงส์การทรงวินัย เป็นต้น หัวข้อประจำวารว่าด้วยความไม่เคารพเป็นต้น องค์ ๖ แห่งพระอุปัชฌาย์ ว่าด้วยการงดปาติโมกข์ หัวข้อประจำวารว่าด้วยอาบัติเป็นต้น ว่าด้วยองค์ของพระวินัยธร ว่าด้วยอสัทธรรมและสัทธรรม หัวข้อประจำวารว่าด้วยอานิสงส์เป็นต้น หัวข้อประจำวารว่าด้วยอาฆาตวัตถุเป็นต้น หัวข้อประจำวารว่าด้วยอาฆาตวัตถุเป็นต้น ว่าด้วยองค์ของพระวินัยธร ว่าด้วยอุพพาหิกาสมมติ เป็นต้น หัวข้อประจำวารว่าด้วยบุคคลเป็นต้น หัวข้อประจำวาร หัวข้อลำดับหมวดอุโปสถาทิปุจฉาวิสัชชนา คำถาม - คำตอบเรื่องอุโบสถ เป็นต้น อาทิมัชฌันตปุจฉนะ ว่าด้วยคำถามถึงเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด อาทิมัชฌันตวิสัชชนา ว่าด้วยคำตอบถึงเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดอัตถวสปกรณ์ ว่าด้วยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ห้อข้อประจำเรื่อง๑. สัตตนคเรสุปัญญัตตสิกขาบท ว่าด้วยสิกขาบทที่ทรงบัญญัติใน ๗ พระนคร พระอุบาลีเข้าเฝ้าทูลถามปัญหา สิกขาบทบัญญัติ ๒. จตุวิบัติ ว่าด้วยวิบัติ ๔ สีลวิบัติ และอาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ อาชีววิบัติ ยาวตติยกสิกขาบท ๓. เฉทนกาทิ ว่าด้วยเฉทนกสิกขาบท เป็นต้น ทรงพยากรณ์เฉทนกสิกขาบท และเภทนกสิกขาบท เป็นต้น๔. อสาธารณาทิ ว่าด้วยอสาธารณสิกขาบท เป็นต้น จำนวนสิกขาบทของภิกษุ เป็นต้น ประเภทสิกขาบทของภิกษุ ประเภทสิกขาบทของภิกษุณี อสาธารณสิกขาบทของภิกษุ อสาธารณสิกขาบทของภิกษุณี สิกขาบทที่ไม่ทั่วไปแก่สองฝ่าย สิกขาบทของทั้งสองฝ่ายที่ศึกษาร่วมกัน อาบัติที่ระงับไม่ได้ อาบัติที่ระงับได้ ส่วนที่ทรงจำแนก อธิกรณ์วิเคราะห์ปาราชิก วิเคราะห์สังฆาทิเสส วิเคราะห์อนิยต วิเคราะห์ถุลลัจจัย วิเคราะห์นิสสัคคีย์ วิเคราะห์ปาจิตตีย์ วิเคราะห์ปาฏิเทสนียะ วิเคราะห์ทุกกฏ วิเคราะห์ทุพภาสิต วิเคราะห์เสขิยะ อุปมาอาบัติ และอนาบัติ หัวข้อประจำวารอธิกรณเภท ว่าด้วยประเภทแห่งอธิกรณ์ ๑. อุกโกฏนเภทาทิ ว่าด้วยประเภทการรื้อฟื้น เป็นต้น ว่าด้วยการรื้อฟื้นอธิกรณ์ เป็นต้น ๒. อธิกรณนิทานาทิ ว่าด้วยนิทานแห่งอธิกรณ์ เป็นต้น ๓. อธิกรณมูลาทิ ว่าด้วยมูลเหตุอธิกรณ์ เป็นต้น ๔. อธิกรณปัจจยาปัตติ ว่าด้วยอาบัติมีอธิกรณ์เป็นปัจจัย ว่าด้วยอนุวาทาธิกรณ์เป็นอาบัติหรืออนาบัติ เป็นต้น ว่าด้วยอาปัตตาธิกรณ์เป็นอาบัติหรืออนาบัติ เป็นต้น ว่าด้วยกิจจาธิกรณ์เป็นอาบัติหรืออนาบัติ เป็นต้น๕. อธิกรณาธิปปายะ ว่าด้วยอธิบายอธิกรณ์ วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ กิจจาธิกรณ์ ๖. ปุจฉาวาร ว่าด้วยวาระแห่งการถาม อธิบายสมถะว่าด้วยสมถะรวมกัน เป็นต้น๘. สังสัฏฐวาร ว่าด้วยวาระที่ว่าด้วยการรวมกัน ๙. สัตตสมถนิทาน ว่าด้วยนิทานแห่งสมถะ ๗ ว่าด้วยมูลเหตุ และสมุฏฐานแห่งสมถะ ๑๐. สัตตสมถนานัตถาทิ ว่าด้วยสมถะ ๗ มีอรรถต่างกัน เป็นต้น วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ กิจจาธิกรณ์ หัวข้อประจำเรื่อง๑. โจทนาทิปุจฉาวิสัชชนา ว่าด้วยคำถาม และคำตอบการโจท เป็นต้น อลัชชีบุคคล ลัชชีบุคคล บุคคลผู้โจทก์ไม่เป็นธรรม บุคคลผู้โจทก์เป็นธรรม คนโจทก์ผู้โง่เขลา คนโจทก์ผู้ฉลาด การโจท๑. อนุวิชชกอนุโยค ว่าด้วยข้อซักถามของภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ เปรียบเทียบอธิกรณ์ ข้อซักถามของภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ ๒. โจทกาทิปฏิปัตติ ว่าด้วยข้อปฏิบัติของโจทก์ เป็นต้น ว่าด้วยอุโบสถ เป็นต้น ๓. โจทกัสสอัตตฌาปนะ ว่าด้วยการเผาตนของภิกษุผู้เป็นโจทก์ หัวข้อประจำกัณฑ์๑. อนุวิชชกัสสปฏิปัตติ ว่าด้วยข้อปฏิบัติของภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ ว่าด้วยประโยชน์แห่งสูตร เป็นต้น ประโยชน์แห่งวินัย เป็นต้น อนุโยควัตร(วัตรในการซักถาม) หัวข้อประจำเรื่องว่าด้วยการรู้วิบัติ ว่าด้วยการรู้อาบัติ ว่าด้วยการรู้นิทาน ว่าด้วยการรู้อาการ ว่าด้วยการรู้คำต้นและคำหลัง ว่าด้วยการรู้สิ่งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ ว่าด้วยการรู้กรรม ว่าด้วยการรู้อธิกรณ์ ว่าด้วยการรู้สมถะว่าด้วยไม่ลำเอียงเพราะชอบ ว่าด้วยไม่ลำเอียงเพราะชัง ว่าด้วยไม่ลำเอียงเพราะหลง ว่าด้วยไม่ลำเอียงเพราะกลัว นิคมคาถาไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ นิคมคาถา๔. สัญญาปนียาทิ ว่าด้วยการชี้แจง เป็นต้น ว่าด้วยการพิจารณา ว่าด้วยการเพ่งเล็ง ว่าด้วยการเลื่อมใส ๕. ปรปักขาทิอวชานนะ ว่าด้วยการดูหมิ่นฝ่ายอื่น เป็นต้น ว่าด้วยดูหมิ่นภิกษุมีสุตะน้อย ว่าด้วยดูหมิ่นภิกษุผู้อ่อนพรรษากว่า ว่าด้วยไม่พึงพูดเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ว่าด้วยธรรมวินัยสัตถุศาสน์ ๖. อนุวิชชกัสสอนุโยคะ ว่าด้วยข้อซักถามของภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์เปรียบเทียบอธิกรณ์ ๗. ปุจฉาวิภาค ว่าด้วยการจำแนกคำถาม หัวข้อประจำเรื่อง๑. กฐินอัตถตาทิ ว่าด้วยกรานกฐิน เป็นต้น ไม่ได้กรานกฐิน ได้กรานกฐิน เหตุกฐินไม่เป็นอันกราน อธิบายเหตุที่ไม่เป็นอันกรานบางข้อ เหตุกฐินเป็นอันกราน ธรรมที่เกิดพร้อมกัน ๒. กฐินอนันตรปัจจยาทิ ว่าด้วยอนันตรปัจจัยแห่งกฐิน เป็นต้น บุพพกรณ์เป็นปัจจัย การถอนผ้าเป็นปัจจัย การอธิษฐานผ้าเป็นปัจจัย การกรานผ้าเป็นปัจจัย มาติกาและปลิโพธเป็นปัจจัย ๓. ปุพพกรณนิทานาทิวิภาค ว่าด้วยการจำแนกนิทานแห่งบุพพกรณ์ เป็นต้น สงเคราะห์ธรรม มูลเหตุแห่งกฐิน เป็นต้น เบื้องต้นแห่งกฐิน องค์ของภิกษุผู้กรานกฐินการกรานกฐิน วัตถุวิบัติ เป็นต้น ๔. กฐินาทิชานิตัพพวิภาค ว่าด้วยการจำแนกข้อควรรู้มีกฐิน เป็นต้น ควรรู้กฐิน เป็นต้น อธิบายการกรานกฐิน ๕. ปุคคลัสเสวกฐินัตถาร ว่าด้วยบุคคลกรานกฐินเท่านั้น ๖. ปลิโพธปัญหาพยากรณ์ ว่าด้วยการแก้ปัญหาปลิโพธ การเดาะกฐิน การเดาะกฐินภายในสีมา เป็นต้น หัวข้อประจำเรื่ององค์ของภิกษุผู้ต้องถือนิสัย องค์ของภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสัย ภิกษุที่ไม่พึงให้อุปสมบท เป็นต้น ภิกษุที่พึงให้อุปสมบท เป็นต้น องค์ ๕ ของภิกษุผู้ถูกลงโทษ หัวข้อประจำวรรคคุณสมบัติของภิกษุผู้เข้าสงคราม องค์ของภิกษุผู้พูดในสงฆ์ อานิสงส์ในการเรียนวินัย หัวข้อประจำวรรคภิกษุไม่ควรพูดในสงฆ์ ภิกษุควรพูดในสงฆ์ หัวข้อประจำวรรคความเห็นที่ไม่ชอบธรรม ความเห็นที่ชอบธรรม การรับประเคนที่ใช้ไม่ได้ การรับประเคนที่ใช้ได้ ของที่ไม่เป็นเดน ของที่เป็นเดน การห้ามภัตร ปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรม ปฏิญญาตกรณะที่ชอบธรรม ไม่ควรทำโอกาส ควรทำโอกาส ไม่ควรสนทนาวินัย ควรสนทนาวินัย เหตุที่ถามปัญหา ๕ อย่าง การอวดอ้างมรรคผล วิสุทธิ โภชนะ ๕ หัวข้อประจำวรรคคุณสมบัติที่ผู้โจทก์พึงพิจารณา คุณสมบัติที่โจทก์พึงตั้งไว้ในตน โจทก์ควรใฝ่ใจถึงธรรม องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรให้ทำโอกาส องค์ของภิกษุผู้ควรให้ทำโอกาส องค์แห่งอธิกรณ์ที่ตนพึงรับ องค์ของภิกษุผู้มีอุปการะมาก องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรซักถาม องค์ของภิกษุผู้ควรซักถาม หัวข้อประจำวรรคถืออยู่ป่า เป็นต้น หัวข้อประจำวรรคมุสาวาท งดอุโบสถหรือปวารณา องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรให้คำซักถาม องค์ของภิกษุผู้ควรให้คำซักถาม ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๕ อย่าง เวร ๕ งดเว้นเวร ๕ ความเสื่อม ๕ สัมปทา ๕ หัวข้อประจำวรรคองค์สำหรับลงโทษ องค์สำหรับลงโทษภิกษุณี องค์ของภิกษุไม่ควรให้โอวาท องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรสนทนาด้วย องค์ของภิกษุผู้ควรสนทนาด้วย หัวข้อประจำวรรคไม่แต่งตั้งด้วยอุพพาหิกา แต่งตั้งด้วยอุพพาหิกา องค์ของภิกษุผู้โง่เขลา องค์ของภิกษุผู้ฉลาด หัวข้อประจำวรรคองค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์ องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ สงฆ์แตกกัน สังฆราชี และสังฆเภท หัวข้อประจำวรรคองค์ของภิกษุผู้ทำลายสงฆ์มีโทษ หัวข้อประจำวรรคองค์ของภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ไม่มีโทษ หัวข้อประจำวรรคองค์ของภิกษุผู้อยู่ในอาวาส การชี้แจงพระวินัยไม่ชอบธรรม องค์ของภิกษุผู้แจกภัตร องค์ของภิกษุผู้แต่งตั้งเสนาสนะ เป็นต้น หัวข้อประจำวรรคอานิสงส์กรานกฐิน โทษของการนอนลืมสติ อานิสงส์ของการนอนมีสติ บุคคลไม่ควรไหว้ บุคคลควรไหว้ ข้อปฏิบัติของภิกษุผู้อ่อนกว่า หัวข้อประจำวรรค หัวข้อบอกวรรค๑. ปาราชิก ว่าด้วยอาบัติปาราชิก ๒. สังฆาทิเสส ว่าด้วยอาบัติสังฆาทิเสส เสขิยวัตร ๓. ปาราชิกาทิ ว่าด้วยอาบัติปาราชิก เป็นต้น หัวข้อประจำเรื่อง๑. กายิกาทิอาปัตติ ว่าด้วยอาบัติทางกาย เป็นต้น ๒. เทสนาคามินิยาทิอาปัตติ ว่าด้วยอาบัติเป็นเทสนาคามินี เป็นต้น ๓. ปาจิตติยะ ว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์ต้องอาบัติในเขตเดียวกัน ๔. อวันทนียปุคคลาทิ ว่าด้วยบุคคลไม่ควรไหว้ เป็นต้น ๕. โสฬสกัมมาทิ ว่าด้วยกรรม ๑๖ อย่าง เป็นต้น๑. อวิปปวาสปัญหา ปัญหาว่าด้วยการไม่อยู่ปราศ ๒. ปาราชิกาทิปัญหา ปัญหาว่าด้วยอาบัติปาราชิก เป็นต้น ๓. ปาจิตติยาทิปัญหา ปัญหาว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์ เป็นต้น หัวข้อประจำเรื่องกรรม ๔ วัตถุวิบัติ ญัตติวิบัติ อนุสาวนาวิบัติ สีมาวิบัติ บริษัทวิบัติ กรรมอันสงฆ์จตุวรรคพึงทำ เป็นต้น อปโลกนกรรม เป็นต้น ฐานะแห่งอปโลกนกรรม ฐานะแห่งญัตติกรรม ฐานะแห่งญัตติทุติยกรรม ฐานะแห่งญัตติจตุตถกรรม กรรมอันสงฆ์จตุวรรคพึงทำ เป็นต้น๒. อัตถวสวรรค หมวดว่าด้วยอำนาจประโยชน์ทรงบัญญัติสิกขาบททรงบัญญัติปาติโมกข์ เป็นต้น๔. อปัญญัตเตปัญญัตตวรรค หมวดว่าด้วยทรงบัญญัติในเมื่อยังมิได้บัญญัติสังคหะ ๙ อย่าง ให้บอกเรื่อง พึงรู้วัตถุ เป็นต้น หัวข้อประจำวรรคปริโยสานคาถา

Scripture

ว่าด้วยพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่เป็นต้น ว่าด้วยวัตถุแห่งการโจท เป็นต้น ว่าด้วยภิกษุโง่เขลาและฉลาด เป็นต้น ว่าด้วยการปิด เป็นต้น ว่าด้วยอาพาธ เป็นต้น ว่าด้วยงดปาติโมกข์ เป็นต้น ว่าด้วยต้องอาบัติภายใน เป็นต้น ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง เป็นต้น ว่าด้วยข้อที่สงฆ์มุ่งหวัง เป็นต้น ว่าด้วยอุโบสถ เป็นต้น หัวข้อประจำวาร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

1 items1 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

๓. ติกวาร ว่าด้วยหมวด ๓

๑. อาบัติที่เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่ ภิกษุจึงต้อง เมื่อ ปรินิพพานแล้วไม่ต้อง มีอยู่ ๒. อาบัติที่เมื่อพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว ภิกษุจึงต้อง เมื่อทรง พระชนม์อยู่ไม่ต้อง มีอยู่ ๓. อาบัติที่เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่ก็ดี ปรินิพพานแล้วก็ดี ภิกษุก็ต้อง มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุต้องในกาล ไม่ต้องในเวลาวิกาล มีอยู่ ๒. อาบัติที่ภิกษุต้องในเวลาวิกาล ไม่ต้องในกาล มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งในกาล ทั้งในเวลาวิกาล มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุต้องในกลางคืน ไม่ต้องในกลางวัน มีอยู่ ๒. อาบัติที่ภิกษุต้องในกลางวัน ไม่ต้องในกลางคืน มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งในกลางคืน ทั้งในกลางวัน มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๑๐ จึงต้อง มีพรรษาหย่อน ๑๐ ไม่ต้อง มีอยู่ ๒. อาบัติที่ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๑๐ จึงต้อง มีพรรษา ๑๐ ไม่ต้อง มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุทั้งมีพรรษา ๑๐ ทั้งมีพรรษาหย่อน ๑๐ ก็ต้อง มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๕ จึงต้อง มีพรรษาหย่อน ๕ ไม่ต้อง มีอยู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๓๗} พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร ๒. อาบัติที่ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๕ จึงต้อง มีพรรษา ๕ ไม่ต้อง มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุทั้งมีพรรษา ๕ ทั้งมีพรรษาหย่อน ๕ ก็ต้อง มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นกุศลจึงต้อง มีจิตเป็นอกุศลไม่ต้อง มีอยู่ ๒. อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นอกุศลจึงต้อง มีจิตเป็นกุศลไม่ต้อง มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นอัพยากฤตจึงต้อง มีอยู่ ๑. อาบัติที่ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยสุขเวทนาจึงต้อง มีอยู่ ๒. อาบัติที่ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยทุกขเวทนาจึงต้อง มีอยู่ ๓. อาบัติที่ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยอทุกขมสุขเวทนาจึงต้อง มีอยู่ ว่าด้วยวัตถุแห่งการโจท เป็นต้น วัตถุแห่งการโจทมี ๓ อย่าง คือ ๑. เห็น ๒. ได้ยิน ๓. นึกสงสัย การจับสลากมี ๓ อย่าง คือ ๑. ปกปิด ๒. เปิดเผย ๓. กระซิบที่หู ข้อห้ามมี ๓ อย่าง คือ ๑. ความมักมาก ๒. ความไม่สันโดษ ๓. ความไม่ขัดเกลา ข้ออนุญาตมี ๓ อย่าง คือ ๑. ความมักน้อย ๒. ความสันโดษ ๓. ความขัดเกลา ข้อห้ามแม้อื่นอีกมี ๓ อย่าง คือ ๑. ความมักมาก ๒. ความไม่สันโดษ ๓. ความไม่รู้จักประมาณ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๓๘} พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร ข้ออนุญาตมี ๓ คือ ๑. ความมักน้อย ๒. ความสันโดษ ๓. ความรู้จักประมาณ บัญญัติมี ๓ คือ ๑. บัญญัติ ๒. อนุบัญญัติ ๓. อนุปปันนบัญญัติ บัญญัติแม้อื่นอีกมี ๓ คือ ๑. สัพพัตถบัญญัติ ๒. ปเทสบัญญัติ ๓. สาธารณบัญญัติ บัญญัติแม้อื่นอีกมี ๓ คือ ๑. อสาธารณบัญญัติ ๒. เอกโตบัญญัติ ๓. อุภโตบัญญัติ ว่าด้วยภิกษุโง่เขลาและฉลาด เป็นต้น อาบัติที่ภิกษุผู้โง่เขลาจึงต้อง ผู้ฉลาดไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุผู้ฉลาดจึงต้อง ผู้โง่เขลาไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุทั้งผู้โง่เขลาทั้งผู้ฉลาดก็ต้อง มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องในกาฬปักษ์ ไม่ต้องในชุณหปักษ์ มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องในชุณหปักษ์ ไม่ต้องในกาฬปักษ์ มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งในกาฬปักษ์ ทั้งในชุณหปักษ์ มีอยู่ การเข้าพรรษาย่อมสำเร็จในกาฬปักษ์ ไม่สำเร็จในชุณหปักษ์ มีอยู่ ปวารณาในวันมหาปวารณาย่อมสำเร็จในชุณหปักษ์ ไม่สำเร็จในกาฬปักษ์ มีอยู่ สังฆกิจที่เหลือย่อมสำเร็จทั้งในกาฬปักษ์ ทั้งในชุณหปักษ์ มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องในฤดูหนาว ไม่ต้องทั้งในฤดูร้อน ทั้งในฤดูฝน มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องในฤดูร้อน ไม่ต้องทั้งในฤดูหนาว ทั้งในฤดูฝน มีอยู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๓๙} พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร อาบัติที่ภิกษุต้องในฤดูฝน ไม่ต้องทั้งในฤดูหนาว ทั้งในฤดูร้อน มีอยู่ อาบัติที่สงฆ์ต้อง คณะและบุคคลไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่คณะต้อง สงฆ์และบุคคลไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่บุคคลต้อง สงฆ์และคณะไม่ต้อง มีอยู่ สังฆอุโบสถและสังฆปวารณาย่อมสำเร็จแก่สงฆ์ ไม่สำเร็จแก่คณะและบุคคล มีอยู่ คณะอุโบสถและคณะปวารณาย่อมสำเร็จแก่คณะ ไม่สำเร็จแก่สงฆ์และบุคคล มีอยู่ อธิษฐานอุโบสถและอธิษฐานปวารณาย่อมสำเร็จแก่บุคคล ไม่สำเร็จแก่สงฆ์และ คณะ มีอยู่ ว่าด้วยการปิด เป็นต้น การปิดมี ๓ อย่าง คือ ๑. ปิดวัตถุ ไม่ปิดอาบัติ ๒. ปิดอาบัติ ไม่ปิดวัตถุ ๓. ปิดทั้งวัตถุ ทั้งอาบัติ เครื่องปกปิดมี ๓ อย่าง คือ ๑. เครื่องปกปิดคือเรือนไฟ ๒. เครื่องปกปิดคือน้ำ ๓. เครื่องปกปิดคือผ้า สิ่งที่ปิดบังไม่เปิดเผยไปมี ๓ อย่าง คือ ๑. มาตุคาม ปิดบังไม่เปิดเผยไป ๒. มนต์ของพวกพราหมณ์ ปิดบังไม่เปิดเผยไป ๓. มิจฉาทิฏฐิ ปิดบังไม่เปิดเผยไป สิ่งที่เปิดเผยไม่ปิดบังจึงรุ่งเรืองมี ๓ อย่าง คือ ๑. ดวงจันทร์ เปิดเผยไม่ปิดบังจึงรุ่งเรือง ๒. ดวงอาทิตย์ เปิดเผยไม่ปิดบังจึงรุ่งเรือง ๓. ธรรมวินัย ที่พระตถาคตประกาศแล้ว เปิดเผยไม่ปิดบังจึงรุ่งเรือง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๐} พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร การให้ถือเสนาสนะมี ๓ อย่าง คือ ๑. ให้ถือในวันเข้าพรรษาต้น ๒. ให้ถือในวันเข้าพรรษาหลัง ๓. ให้ถือในช่วงพ้นจากระยะนั้น ว่าด้วยอาพาธ เป็นต้น อาบัติที่ภิกษุอาพาธจึงต้อง ไม่อาพาธไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุไม่อาพาธจึงต้อง อาพาธไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุทั้งอาพาธ ทั้งไม่อาพาธก็ต้อง มีอยู่ ว่าด้วยงดปาติโมกข์ เป็นต้น การงดปาติโมกข์ที่ไม่ชอบธรรมมี ๓ การงดปาติโมกข์ที่ชอบธรรมมี ๓ ปริวาสมี ๓ อย่าง คือ ๑. ปฏิจฉันนปริวาส ๒. อัปปฏิจฉันนปริวาส ๓. สุทธันตปริวาส มานัตมี ๓ อย่าง คือ ๑. ปฏิจฉันนมานัต ๒. อัปปฏิจฉันนมานัต ๓. ปักขมานัต รัตติเฉทของภิกษุผู้อยู่ปริวาสมี ๓ อย่าง คือ ๑. สหวาสะ(การอยู่ร่วมกัน) ๒. วิปปวาสะ(การอยู่ปราศ) ๓. อนาโรจนา(การไม่บอก) ว่าด้วยต้องอาบัติภายใน เป็นต้น อาบัติที่ภิกษุต้องภายใน ไม่ต้องภายนอก มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องภายนอก ไม่ต้องภายใน มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งภายใน ทั้งภายนอก มีอยู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๑} พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร อาบัติที่ภิกษุต้องภายในสีมา ไม่ต้องภายนอกสีมา มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องภายนอกสีมา ไม่ต้องภายในสีมา มีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องทั้งภายในสีมา ทั้งภายนอกสีมา มีอยู่ ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง เป็นต้น ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ๑. ต้องทางกาย ๒. ต้องทางวาจา ๓. ต้องทางกายกับวาจา ภิกษุต้องอาบัติแม้อื่นอีกด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ๑. ต้องในท่ามกลางสงฆ์ ๒. ต้องในท่ามกลางคณะ ๓. ต้องในสำนักบุคคล ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ๑. ออกด้วยกาย ๒. ออกด้วยวาจา ๓. ออกด้วยกายกับวาจา ภิกษุออกจากอาบัติแม้อื่นอีกด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ๑. ออกในท่ามกลางสงฆ์ ๒. ออกในท่ามกลางคณะ ๓. ออกในสำนักบุคคล ให้อมูฬหวินัยที่ไม่ชอบธรรมมี ๓ ให้อมูฬหวินัยที่ชอบธรรมมี ๓ ว่าด้วยข้อที่สงฆ์มุ่งหวัง เป็นต้น สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความ อื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๒} พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงนิยสกรรมแก่ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ฯลฯ ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อเรื่องอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. ประทุษร้ายตระกูล ประพฤติเลวทราม ความประพฤติเลวทราม เขาได้เห็นและได้ยินกันทั่ว สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. ด่าบริภาษคฤหัสถ์ สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. ต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะเห็นว่าเป็นอาบัติ @เชิงอรรถ : @ อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร (วิ.จู. (แปล) ๖/๒๗/๕๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๓} พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่ทำคืนอาบัติแก่ภิกษุผู้ ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. ต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะทำคืนอาบัติ สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่สละทิฏฐิบาป แก่ภิกษุผู้ประกอบ ด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ฯลฯ ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. ไม่ปรารถนาจะสละทิฏฐิบาป สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงตั้งใจมั่นลงอุกเขปนียกรรม แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ฯลฯ ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. เป็นผู้โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อีกอย่าง คือ ๑. มีสีลวิบัติในอธิศีล ๒. มีอาจารวิบัติในอัชฌาจาร ๓. มีทิฏฐิวิบัติในอติทิฏฐิ สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อีกอย่าง คือ ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่นคะนองทางกาย ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่นคะนองทางวาจา ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่นคะนองทางกายและทางวาจา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๔} พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยความประพฤติที่ไม่สมควรทางกาย ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยความประพฤติที่ไม่สมควรทางวาจา ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยความประพฤติที่ไม่สมควรทางกายและทางวาจา สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยการทำลายทางกาย ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยการทำลายทางวาจา ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยการทำลายทางกายและทางวาจา สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางกาย ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางวาจา ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางกายและทางวาจา สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. ต้องอาบัติถูกสงฆ์ลงโทษ แล้วให้อุปสมบท ๒. ให้นิสัย ๓. ให้สามเณรอุปัฏฐาก สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. ต้องอาบัติที่สงฆ์ลงโทษ ๒. ต้องอาบัติอื่นเช่นนั้น ๓. ต้องอาบัติที่เลวทรามกว่านั้น สงฆ์พึงลงโทษภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก คือ ๑. กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๒. กล่าวติเตียนพระธรรม ๓. กล่าวติเตียนพระสงฆ์ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๕} พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร งดอุโบสถในท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกล่าวห้ามว่า “พอทีภิกษุ อย่าก่อความ บาดหมาง อย่าก่อความทะเลาะ อย่าก่อความแก่งแย่ง อย่าก่อความวิวาท” แล้ว จึงทำอุโบสถ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ งดปวารณาในท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกล่าวห้ามว่า “พอทีภิกษุ อย่าก่อความ บาดหมาง อย่าก่อความทะเลาะ อย่าก่อความแก่งแย่ง อย่าก่อความวิวาท” แล้ว พึงปวารณา สงฆ์ไม่พึงให้สังฆสมมติอะไรๆ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ สงฆ์ไม่พึงว่ากล่าวแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ สงฆ์ไม่พึงแต่งตั้งภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ไว้ในตำแหน่งเฉพาะไรๆ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ภิกษุทั้งหลายไม่พึงอาศัยภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ไม่พึงให้นิสัยแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ไม่พึงให้โอกาสภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ที่ขอโอกาส คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. มิใช่เป็นปกตัตตะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๖} พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร ไม่พึงเชื่อถือคำให้การของภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ไม่พึงถามวินัยภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงถามวินัย คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ไม่พึงวิสัชนาวินัยแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงวิสัชนาวินัย คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ไม่พึงให้คำซักถามแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงสนทนาวินัยด้วย คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงให้กุลบุตรอุปสมบท ไม่พึงให้นิสัย ไม่พึงใช้สามเณรอุปัฏฐาก คือ ๑. เป็นอลัชชี ๒. โง่เขลา ๓. ไม่เป็นปกตัตตะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๗} พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร ว่าด้วยอุโบสถ เป็นต้น อุโบสถมี ๓ อย่าง คือ ๑. อุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ ๒. อุโบสถในวัน ๑๕ ค่ำ ๓. อุโบสถสามัคคี อุโบสถแม้อื่นอีกมี ๓ อย่าง คือ ๑. สังฆอุโบสถ ๒. คณอุโบสถ ๓. บุคคลอุโบสถ อุโบสถแม้อื่นอีกมี ๓ อย่าง คือ ๑. สัตตุทเทสอุโบสถ ๒. ปาริสุทธิอุโบสถ ๓. อธิฐานอุโบสถ ปวารณามี ๓ อย่าง คือ ๑. ปวารณาในวัน ๑๔ ค่ำ ๒. ปวารณาในวัน ๑๕ ค่ำ ๓. สามัคคีปวารณา ปวารณาแม้อื่นอีกมี ๓ อย่าง คือ ๑. สังฆปวารณา ๒. คณปวารณา ๓. บุคคลปวารณา ปวารณาแม้อื่นอีกมี ๓ อย่าง คือ ๑. ปวารณา ๓ หน ๒. ปวารณา ๒ หน ๓. ปวารณามีพรรษาเท่ากัน บุคคลต้องไปเกิดในอบาย ต้องไปเกิดในนรกมี ๓ จำพวก คือ ๑. บุคคลที่ไม่เป็นพรหมจารี แต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี ๒. บุคคลผู้ใส่ความพรหมจารีผู้บริสุทธิ์ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ ด้วยอพรหมจรรย์ไม่มีมูล ๓. บุคคลผู้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า โทษในกามไม่มีแล้วถึง ความเป็นผู้หมกมุ่นในกามทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ องฺ.ติก (แปล) ๒๐/๑๑๔/๓๕๗ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๘} พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร อกุศลมูลมี ๓ อย่าง คือ ๑. อกุศลมูลคือโลภะ ๒. อกุศลมูลคือโทสะ ๓. อกุศลมูลคือโมหะ กุศลมูลมี ๓ อย่าง คือ ๑. กุศลมูลคืออโลภะ ๒. กุศลมูลคืออโทสะ ๓. กุศลมูลคืออโมหะ ทุจริตมี ๓ อย่าง คือ ๑. กายทุจริต ๒. วจีทุจริต ๓. มโนทุจริต สุจริตมี ๓ อย่าง คือ ๑. กายสุจริต ๒. วจีสุจริต ๓. มโนสุจริต พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติติกโภชนะในตระกูล โดยอาศัยอำนาจประโยชน์ ๓ ประการ คือ ๑. เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๒. เพื่ออยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม ด้วยประสงค์ว่า “พวกมักมาก อย่าอาศัยฝักฝ่ายทำลายสงฆ์” ๓. เพื่อทรงอนุเคราะห์ตระกูล พระเทวทัตมีจิตถูกอสัทธรรม ๓ อย่าง คือ ๑. ความปรารถนาชั่ว ๒. ความมีมิตรชั่ว ๓. การได้บรรลุคุณวิเศษขั้นต่ำแล้วเลิกเสียกลางคัน ครอบงำย่ำยี จึงไปเกิดในอบาย ไปเกิดในนรก ดำรงอยู่ชั่วกัป แก้ไขไม่ได้ สมมติมี ๓ อย่าง คือ ๑. สมมติไม้เท้า ๒. สมมติสาแหรก ๓. สมมติไม้เท้าและสาแหรก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๔๙} พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] หัวข้อประจำวาร ฐานวางเท้า มี ๓ อย่าง คือ ๑. ฐานวางเท้าถ่ายอุจจาระ ๒. ฐานวางเท้าถ่ายปัสสาวะ ๓. ฐานวางเท้าชำระ สิ่งของสำหรับถูเท้ามี ๓ อย่าง คือ ๑. ศิลา ๒. กรวด ๓. ศิลาฟองน้ำ ติกวาร จบ หัวข้อประจำวาร อาบัติที่ต้องเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์ อาบัติที่ต้องในกาล ในกลางคืน อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๑๐ ต้อง อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๕ ต้อง อาบัติที่ภิกษุมีกุศลจิตต้อง อาบัติที่ภิกษุมีเวทนาต้อง วัตถุแห่งการโจท การจับสลาก ข้อห้าม ๒ เรื่อง ข้อบัญญัติ ข้อบัญญัติอื่นอีก ๒ เรื่อง ภิกษุโง่เขลา การสำเร็จในกาฬปักษ์ การต้องอาบัติในฤดูหนาว สังฆอุโบสถสำเร็จแก่สงฆ์ การปิด เครื่องปกปิด สิ่งปิดบัง สิ่งเปิดเผย การให้ถือเสนาสนะ ภิกษุอาพาธ การงดปาติโมกข์ ปริวาส มานัต ปริวาสิกภิกษุ อาบัติที่ต้องภายใน อาบัติที่ต้องภายในสีมา การต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ การต้องอาบัติอื่นอีก ๓ การออกจากอาบัติ ๓ การออกจากอาบัติอื่นอีก ๓ อมูฬหวินัย ๒ อย่าง ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นอาบัติ ไม่ทำคืนอาบัติ ไม่สละทิฏฐิ การตั้งใจมั่นลงอุกเขปนียกรรม ผู้มีศีลวิบัติในอธิศีล ผู้คะนอง การประพฤติไม่สมควร การทำลาย อาชีววิบัติ ต้องอาบัติ ต้องอาบัติเช่นนั้น การกล่าวติเตียน การงดอุโบสถ การงดปวารณา สมมติ ว่ากล่าว ตำแหน่งเฉพาะ ไม่อาศัย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๕๐} พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๔. จตุกกวาร ไม่ให้นิสัย ไม่ให้โอกาส ไม่เชื่อถือคำให้การ ไม่ถาม ๒ เรื่อง ไม่ตอบ ๒ เรื่อง ไม่พึงให้ซักถาม ไม่สนทนา ไม่พึงอุปสมบท ไม่พึงให้นิสัย ไม่พึงใช้สามเณรอุปัฏฐาก อุโบสถ ๓ หมวด ปวารณา ๓ หมวด ผู้ไปเกิดในอบาย อกุศล กุศล ทุจริต สุจริต ติกโภชนะ อสัทธรรม สมมติ ฐานวางเท้า สิ่งของถูเท้า หัวข้อตามที่กล่าวมานี้ จัดเข้าในหมวด ๓

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้