๒. อุปาทานสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๒. อุปาทานสูตร
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ- *บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัย แห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมเจริญ เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะ อุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกอง- *ทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
สาวตฺถิยํ วิหรติ ... ตตฺร โข ภควา ... อุปาทานิเยสุ ภิกฺขเว ธมฺเมสุ อสฺสาทานุปสฺสิโน วิหรโต ตณฺหา ปวฑฺฒติ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฟกองใหญ่แห่งไม้สิบเล่มเกวียนบ้าง ยี่สิบ เล่มเกวียนบ้าง สามสิบเล่มเกวียนบ้าง สี่สิบเล่มเกวียนบ้าง พึงลุกโพลง บุรุษ ใส่หญ้าแห้ง ใส่โคมัยแห้ง และใส่ไม้แห้ง ในไฟกองนั้นทุกๆ ระยะ ก็เมื่อ เป็นอย่างนี้ ไฟกองใหญ่นั้น มีอาหารอย่างนั้น มีเชื้ออย่างนั้น พึงลุกโพลงตลอด กาลนาน แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรม ทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมเจริญ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะ ตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมี ด้วยประการอย่างนี้ ฯ
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ทสนฺนํ วา กฏฺฐวาหานํ วีสาย วา กฏฺฐวาหานํ ตึสาย วา กฏฺฐวาหานํ จตฺตารีสาย วา กฏฺฐวาหานํ มหา อคฺคิกฺขนฺโธ ชเลยฺย ตตฺร ปุริโส กาเลน กาลํ สุกฺขานิ เจว ติณานิ ปกฺขิเปยฺย สุกฺขานิ จ โคมยานิ ปกฺขิเปยฺย สุกฺขานิ จ กฏฺฐานิ ปกฺขิเปยฺย เอวญฺหิ โส ภิกฺขเว มหา อคฺคิกฺขนฺโธ ตทาหาโร ตทุปาทาโน จิรํ ทีฆมทฺธานํ ชเลยฺย เอวเมว โข ภิกฺขเว อุปาทานิเยสุ ธมฺเมสุ อสฺสาทานุปสฺสิโน วิหรโต ตณฺหา ปวฑฺฒติ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมดับไป เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและ มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
อุปาทานิเยสุ ภิกฺขเว ธมฺเมสุ อาทีนวานุปสฺสิโน วิหรโต ตณฺหา นิรุชฺฌติ ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธ อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธ ภวนิโรธา ชาตินิโรโธ ชาตินิโรธา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา นิรุชฺฌนฺติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฟกองใหญ่แห่งไม้สิบเล่มเกวียนบ้าง ยี่สิบ เล่มเกวียนบ้าง สามสิบเล่มเกวียนบ้าง สี่สิบเล่มเกวียนบ้าง พึงลุกโพลง บุรุษ ไม่ใส่หญ้าแห้ง ไม่ใส่โคมัยแห้ง และไม่ใส่ไม้แห่งในไฟกองนั้นทุกๆ ระยะ ภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ไฟกองใหญ่นั้น ไม่มีอาหาร พึงดับไป เพราะ สิ้นเชื้อเก่า และเพราะไม่เติมเชื้อใหม่ แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเห็น โทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมดับ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ฯลฯ จบสูตรที่ ๒
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ทสนฺนํ วา กฏฺฐวาหานํ วีสาย วา กฏฺฐวาหานํ ตึสาย วา กฏฺฐวาหานํ จตฺตารีสาย วา กฏฺฐวาหานํ มหา อคฺคิกฺขนฺโธ ชเลยฺย ตตฺร ปุริโส น กาเลน กาลํ สุกฺขานิ เจว ติณานิ ปกฺขิเปยฺย น สุกฺขานิ จ โคมยานิ ปกฺขิเปยฺย น สุกฺขานิ จ กฏฺฐานิ ปกฺขิเปยฺย เอวญฺหิ โส ภิกฺขเว มหา อคฺคิกฺขนฺโธ ปุริมสฺส จ อุปาทานสฺส ปริยาทานา อญฺญสฺส จ อนุปหารา อนาหาโร นิพฺพาเยยฺย เอวเมว โข ภิกฺขเว อุปาทานิเยสุ ธมฺเมสุ อาทีนวานุปสฺสิโน วิหรโต ตณฺหา นิรุชฺฌติ ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหตีติ ฯ ทุติยํ ฯ