คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๖. อุปัชฌายสูตร

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๕๖พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต1 ข้อ2 ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๖. อุปัชฌายสูตร

๕๖

ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปหาอุปัชฌาย์ของตนถึงที่อยู่ ครั้น แล้ว ได้กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ กายของผมหนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อม ไม่ปรากฏแก่ผม ธรรมทั้งหลายย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่ผม ถีนมิทธะย่อมครอบงำจิต ของผม ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และผมมีความสงสัยในธรรมทั้งหลาย ครั้งนั้น ภิกษุนั้นพาภิกษุสัทธิวิหาริกนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ภิกษุนี้กล่าวอย่างนี้ว่า บัดนี้ กายของผมหนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมไม่ ปรากฏแก่ผม ธรรมทั้งหลายย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่ผม ถีนมิทธะย่อมครอบงำจิต ของผม ผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และผมมีความสงสัยในธรรมทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ การที่กายของเธอหนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมไม่ ปรากฏแก่เธอ ธรรมทั้งหลายย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่เธอ เธอไม่ยินดีประพฤติ พรหมจรรย์ และเธอมีความสงสัยในธรรมทั้งหลายนี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่คุ้มครอง ทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบความเพียรเป็นเครื่อง ตื่นอยู่ ไม่เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรม ทั้งหลายทุกวัน ทุกคืน ดูกรภิกษุ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบ ความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบการเจริญโพธิ- *ปักขิยธรรมทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน ดังนี้ ดูกรภิกษุ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ครั้งนั้นแล ภิกษุนั้นอันพระผู้มีพระภาคตรัสสอนด้วยพระโอวาทนี้แล้ว ลุกขึ้น จากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วหลีกไป ภิกษุนั้นหลีกออก จากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจแน่วแน่อยู่ ไม่นานเท่าไร ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็น บรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความ เป็นอย่างนี้มิได้มีอีก ก็แลภิกษุนั้นได้เป็นพระอรหันต์ รูปหนึ่ง ในจำนวน พระอรหันต์ทั้งหลาย ครั้งนั้น ภิกษุนั้น ได้บรรลุอรหัตแล้ว จึงเข้าไปหาอุปัชฌาย์ ของตนถึงที่อยู่ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ กายผมไม่หนักขึ้น ทิศ ทั้งหลายย่อมปรากฏแก่ผม ธรรมทั้งหลายย่อมแจ่มแจ้งแก่ผม ถีนมิทธะย่อมไม่ ครอบงำจิตของผม ผมยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และผมไม่มีความสงสัยในธรรม ทั้งหลาย ครั้งนั้น ภิกษุนั้น พาภิกษุผู้สัทธิวิหาริกนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึง ที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ กายของผมไม่ หนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมปรากฏแก่ผม ธรรมทั้งหลายย่อมแจ่มแจ้งแก่ผม ถิ่น- *มิทธะย่อมไม่ครอบงำจิตของผม ผมยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และผมไม่มีความ สงสัยในธรรมทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ การที่กายของเธอไม่ หนักขึ้น ทิศทั้งหลายย่อมปรากฏแก่เธอ ธรรมทั้งหลายย่อมแจ่มแจ้งแก่เธอ ถิ่น- *มิทธะย่อมไม่ครอบงำจิตของเธอ เธอยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และเธอไม่มี ความสงสัยในธรรมทั้งหลายนี้ ย่อมมีได้แก่ภิกษุผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เห็นแจ้งกุศลธรรม ทั้งหลาย ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจัก เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบความ เพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบการเจริญโพธิปักขิย- *ธรรมทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๖

อถโข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยน สโก อุปชฺฌาโย เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา สกํ อุปชฺฌายํ เอตทโวจ เอตรหิ เม ภนฺเต มธุรกชาโต เจว กาโย ทิสา จ เม น ปกฺขายนฺติ ธมฺมา จ มํ นปฺปฏิภนฺติ ถีนมิทฺธญฺจ เม จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐติ อนภิรโต จ พฺรหฺมจริยํ จรามิ อตฺถิ จ เม ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉาติ ฯ อถโข โส ภิกฺขุ ตํ สทฺธิวิหาริกํ ภิกฺขุํ อาทาย เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ อยํ ภนฺเต ภิกฺขุ เอวมาห เอตรหิ เม ภนฺเต มธุรกชาโต เจว กาโย ทิสา จ เม น ปกฺขายนฺติ ธมฺมา จ มํ นปฺปฏิภนฺติ ถีนมิทฺธญฺจ เม จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐติ อนภิรโต จ พฺรหฺมจริยํ จรามิ อตฺถิ จ เม ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉาติ ฯ {๕๖.๑} เอวเญฺหตํ ภิกฺขุ โหติ อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารสฺส โภชเน อมตฺตญฺญุโน ชาคริยํ อนนุยุตฺตสฺส อวิปสฺสกสฺส กุสลานํ ธมฺมานํ ปุพฺพรตฺตาปรรตฺตํ โพธิปกฺขิกานํ ธมฺมานํ ภาวนานุโยคํ อนนุยุตฺตสฺส วิหรโต ยํ มธุรกชาโต เจว กาโย โหติ ทิสา จสฺส น ปกฺขายนฺติ ธมฺมา จ ตํ นปฺปฏิภนฺติ ถีนมิทฺธญฺจสฺส จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐติ อนภิรโต จ พฺรหฺมจริยํ จรติ โหติ จสฺส ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉา ตสฺมา ติห เต ภิกฺขุ เอวํ สิกฺขิตพฺพํ อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาโร ภวิสฺสามิ โภชเน มตฺตญฺญู ชาคริยํ อนุยุตฺโต วิปสฺสโก กุสลานํ ธมฺมานํ ปุพฺพรตฺตาปรรตฺตํ โพธิปกฺขิกานํ ธมฺมานํ ภาวนานุโยคํ อนุยุตฺโต วิหริสฺสามีติ เอวํ หิ เต ภิกฺขุ สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ {๕๖.๒} อถโข โส ภิกฺขุ ภควตา อิมินา โอวาเทน โอวทิโต อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ อถโข โส ภิกฺขุ เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต นจิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ อพฺภญฺญาสิ อญฺญตโร จ ปน โส ภิกฺขุ อรหตํ อโหสิ อถโข โส ภิกฺขุ อรหตฺตปฺปตฺโต เยน สโก อุปชฺฌาโย เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา สกํ อุปชฺฌายํ เอตทโวจ เอตรหิ เม ภนฺเต น เจว มธุรกชาโต กาโย ทิสา จ เม ปกฺขายนฺติ ธมฺมา จ มํ ปฏิภนฺติ ถีนมิทฺธญฺจ เม จิตฺตํ น ปริยาทาย ติฏฺฐติ อภิรโต จ พฺรหฺมจริยํ จรามิ นตฺถิ จ เม ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉาติ ฯ {๕๖.๓} อถโข โส ภิกฺขุ ตํ สทฺธิวิหาริกํ ภิกฺขุํ อาทาย เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ อยํ ภนฺเต ภิกฺขุ เอวมาห เอตรหิ เม ภนฺเต น เจว มธุรกชาโต กาโย ทิสา จ เม ปกฺขายนฺติ ธมฺมา จ มํ ปฏิภนฺติ ถีนมิทฺธญฺจ เม จิตฺตํ น ปริยาทาย ติฏฺฐติ อภิรโต จ พฺรหฺมจริยํ จรามิ นตฺถิ จ เม ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉาติ ฯ {๕๖.๔} เอวเญฺหตํ ภิกฺขุ โหติ อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารสฺส โภชเน มตฺตญฺญุโน ชาคริยํ อนุยุตฺตสฺส วิปสฺสกสฺส กุสลานํ ธมฺมานํ ปุพฺพรตฺตาปรรตฺตํ โพธิปกฺขิกานํ ธมฺมานํ ภาวนานุโยคํ อนุยุตฺตสฺส วิหรโต ยํ น เจว มธุรกชาโต กาโย โหติ ทิสา จสฺส ปกฺขายนฺติ ธมฺมา จ ตํ ปฏิภนฺติ ถีนมิทฺธญฺจสฺส จิตฺตํ น ปริยาทาย ติฏฺฐติ อภิรโต จ พฺรหฺมจริยํ จรติ น จสฺส โหติ ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉา ตสฺมา ติห โว ภิกฺขเว เอวํ สิกฺขิตพฺพํ อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารา ภวิสฺสาม โภชเน มตฺตญฺญุโน ชาคริยํ อนุยุตฺตา วิปสฺสกา กุสลานํ ธมฺมานํ ปุพฺพรตฺตาปรรตฺตํ โพธิปกฺขิกานํ ธมฺมานํ ภาวนานุโยคํ อนุยุตฺตา วิหริสฺสามาติ เอวํ หิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย