คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระวินัยปิฎก

พระพุทธานุญาตให้มอบปาริสุทธิ

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๑๘๑–๑๘๔พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑4 ข้อ2 ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ พระพุทธานุญาตให้มอบปาริสุทธิ

๑๘๑

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ จงประชุมกัน สงฆ์จักทำอุโบสถ. เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ยังมีภิกษุอาพาธ ท่านมาไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุอาพาธมอบปาริสุทธิ. วิธีมอบปาริสุทธิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พึงมอบปาริสุทธิ อย่างนี้:- ภิกษุอาพาธนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคอง อัญชลี แล้วกล่าวคำมอบปาริสุทธิอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอมอบปาริสุทธิ ขอท่านจงนำปาริสุทธิของ ข้าพเจ้าไป ขอท่านจงบอกปาริสุทธิของข้าพเจ้า. ภิกษุรับด้วยกาย รับด้วยวาจา รับด้วยทั้งกายและวาจาก็ได้ เป็นอันภิกษุอาพาธมอบ ปาริสุทธิแล้ว. ไม่รับด้วยกาย ไม่รับด้วยวาจา ไม่รับด้วยทั้งกายและวาจา ไม่เป็นอันภิกษุอาพาธ มอบปาริสุทธิ. ถ้าได้ภิกษุเช่นนั้นอย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ ภิกษุทั้งหลายพึงใช้เตียงหรือ ตั่ง หามภิกษุอาพาธนั้นมาในท่ามกลางสงฆ์ แล้วทำอุโบสถ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกภิกษุผู้พยาบาลไข้คิดอย่างนี้ว่า ถ้าพวกเราจักย้ายภิกษุอาพาธ อาพาธจักกำเริบหนัก หรือมิฉะนั้นก็จักถึงมรณภาพ ดังนี้ ไม่พึงย้ายภิกษุอาพาธ สงฆ์พึงไปทำ อุโบสถในสำนักภิกษุอาพาธนั้น แต่สงฆ์เป็นวรรค ไม่พึงทำอุโบสถเลย ถ้าขืนทำ ต้องอาบัติ- ทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปาริสุทธิแล้ว ถ้าภิกษุผู้นำปาริสุทธิ หลบไปจาก ที่นั้น ภิกษุอาพาธพึงมอบปาริสุทธิแก่รูปอื่น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปาริสุทธิแล้ว ถ้าภิกษุผู้นำปาริสุทธิสึกเสียในที่ นั้นแหละ ถึงมรณภาพ ปฏิญาณเป็นสามเณร ปฏิญาณเป็นผู้บอกลาสิกขา ปฏิญาณเป็นผู้ต้อง อันติมวัตถุ ปฏิญาณเป็นผู้วิกลจริต ปฏิญาณเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน ปฏิญาณเป็นผู้กระสับกระส่าย เพราะเวทนา ปฏิญาณเป็นผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ปฏิญาณเป็นผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐาน ไม่ทำคืนอาบัติ ปฏิญาณเป็นผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่สละคืนทิฏฐิอันลามก ปฏิญาณเป็นบัณเฑาะก์ ปฏิญาณเป็นไถยสังวาส ปฏิญาณเป็นผู้เข้ารีตเดียรถีย์ ปฏิญาณเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ปฏิญาณเป็นผู้ ฆ่ามารดา ปฏิญาณเป็นผู้ฆ่าบิดา ปฏิญาณเป็นผู้ฆ่าพระอรหันต์ ปฏิญาณเป็นผู้ประทุษร้ายภิกษุณี ปฏิญาณเป็นผู้ทำลายสงฆ์ ปฏิญาณเป็นผู้ทำร้ายพระศาสดาจนถึงห้อพระโลหิต ปฏิญาณเป็นอุภโต- *พยัญชนก ภิกษุอาพาธพึงมอบปาริสุทธิแก่รูปอื่น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปาริสุทธิแล้ว ถ้าภิกษุผู้นำปาริสุทธิหลบไปเสีย ในระหว่างทาง. ปาริสุทธิไม่เป็นอันนำมา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปาริสุทธิแล้ว ถ้าภิกษุผู้นำปาริสุทธิสึกเสียใน ระหว่างทาง ถึงมรณภาพ ... ปฏิญาณเป็นอุภโตพยัญชนก ปาริสุทธิไม่เป็นอันนำมา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปาริสุทธิแล้ว ถ้าภิกษุผู้นำปาริสุทธิเข้าประชุมสงฆ์ แล้วหลบไปเสีย ปาริสุทธิเป็นอันนำมาแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปาริสุทธิแล้ว ถ้าภิกษุผู้นำปาริสุทธิเข้าประชุมสงฆ์ แล้ว สึกเสีย ถึงมรณภาพ ... ปฏิญาณเป็นอุภโตพยัญชนก ปาริสุทธิเป็นอันนำมาแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปาริสุทธิแล้ว ถ้าภิกษุผู้นำปาริสุทธิเข้าประชุมสงฆ์ แล้ว หลับเสียไม่ได้บอก เผลอไปไม่ได้บอก เข้าสมาบัติไม่ได้บอก ปาริสุทธิเป็นอันนำ มาแล้ว. ภิกษุผู้นำปาริสุทธิไม่ต้องอาบัติ. ดูกรกุมารทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบปาริสุทธิแล้ว ถ้าภิกษุผู้นำปาริสุทธิเข้าประชุมสงฆ์ แล้ว แกล้งไม่บอก ปาริสุทธิเป็นอันนำมาแล้ว แต่ภิกษุผู้นำปาริสุทธิ ต้องอาบัติทุกกฏ. พระพุทธานุญาตให้มอบฉันทะ

อถโข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ สนฺนิปตถ ภิกฺขเว สงฺโฆ อุโปสถํ กริสฺสตีติ ฯ เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ อตฺถิ ภนฺเต ภิกฺขุ คิลาโน โส อนาคโตติ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว คิลาเนน ภิกฺขุนา ปาริสุทฺธึ ทาตุํ ฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ทาตพฺพา ฯ เตน คิลาเนน ภิกฺขุนา เอกํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสิทีตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เอวมสฺส วจนีโย ปาริสุทฺธึ ทมฺมิ ปาริสุทฺธึ เม หร ปาริสุทฺธึ เม อาโรเจหีติ ฯ กาเยน วิญฺญาเปติ วาจาย วิญฺญาเปติ กาเยน วาจาย วิญฺญาเปติ ทินฺนา โหติ ปาริสุทฺธิ ฯ น กาเยน วิญฺญาเปติ น วาจาย วิญฺญาเปติ น กาเยน วาจาย วิญฺญาเปติ น ทินฺนา โหติ ปาริสุทฺธิ ฯ เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ โส ภิกฺขเว คิลาโน ภิกฺขุ มญฺเจน วา ปีเฐน วา สงฺฆมชฺเฌ อาเนตฺวา อุโปสโถ กาตพฺโพ ฯ {๑๘๑.๑} สเจ ภิกฺขเว คิลานุปฏฺฐากานํ ภิกฺขูนํ เอวํ โหติ สเจ โข มยํ คิลานํ ฐานา จาเวสฺสาม อาพาโธ วา อภิวฑฺฒิสฺสติ กาลกิริยา วา ภวิสฺสตีติ น ภิกฺขเว คิลาโน ฐานา จาเวตพฺโพ สงฺเฆน ตตฺถ คนฺตฺวา อุโปสโถ กาตพฺโพ ฯ น เตฺวว วคฺเคน สงฺเฆน อุโปสโถ กาตพฺโพ กเรยฺย เจ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ {๑๘๑.๒} ปาริสุทฺธิหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปาริสุทฺธิยา ตตฺเถว ปกฺกมติ อญฺญสฺส ทาตพฺพา ปาริสุทฺธิ ฯ ปาริสุทฺธิหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปาริสุทฺธิยา ตตฺเถว วิพฺภมติ กาลํ กโรติ สามเณโร ปฏิชานาติ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาตโก ปฏิชานาติ อนฺติมวตฺถุํ อชฺฌาปนฺนโก ปฏิชานาติ อุมฺมตฺตโก ปฏิชานาติ ขิตฺตจิตฺโต ปฏิชานาติ เวทนฏฺโฏ ปฏิชานาติ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺขิตฺตโก ปฏิชานาติ อาปตฺติยา อปฺปฏิกมฺเม อุกฺขิตฺตโก ปฏิชานาติ ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา อปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺขิตฺตโก ปฏิชานาติ ปณฺฑโก ปฏิชานาติ เถยฺยสํวาสโก ปฏิชานาติ ติตฺถิยปกฺกนฺตโก ปฏิชานาติ ติรจฺฉานคโต ปฏิชานาติ มาตุฆาตโก ปฏิชานาติ ปิตุฆาตโก ปฏิชานาติ อรหนฺตฆาตโก ปฏิชานาติ ภิกฺขุนีทูสโก ปฏิชานาติ สงฺฆเภทโก ปฏิชานาติ โลหิตุปฺปาทโก ปฏิชานาติ อุภโตพฺยญฺชนโก ปฏิชานาติ อญฺญสฺส ทาตพฺพา ปาริสุทฺธิ ฯ {๑๘๑.๓} ปาริสุทฺธิหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปาริสุทฺธิยา อนฺตรามคฺเค ปกฺกมติ ฯ อนาหฏา โหติ ปาริสุทฺธิ ฯ ปาริสุทฺธิหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปาริสุทฺธิยา อนฺตรามคฺเค วิพฺภมติ กาลํ กโรติ ฯเปฯ อุภโตพฺยญฺชนโก ปฏิชานาติ อนาหฏา โหติ ปาริสุทฺธิ ฯ ปาริสุทฺธิหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปาริสุทฺธิยา สงฺฆปฺปตฺโต ปกฺกมติ อาหฏา โหติ ปาริสุทฺธิ ฯ ปาริสุทฺธิหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปาริสุทฺธิยา สงฺฆปฺปตฺโต วิพฺภมติ กาลํ กโรติ ฯเปฯ อุภโตพฺยญฺชนโก ปฏิชานาติ อาหฏา โหติ ปาริสุทฺธิ ฯ ปาริสุทฺธิหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปาริสุทฺธิยา สงฺฆปฺปตฺโต สุตฺโต น อาโรเจติ ปมตฺโต น อาโรเจติ สมาปนฺโน น อาโรเจติ อาหฏา โหติ ปาริสุทฺธิ ฯ ปาริสุทฺธิหารกสฺส อนาปตฺติ ฯ ปาริสุทฺธิหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺนาย ปาริสุทฺธิยา สงฺฆปฺปตฺโต สญฺจิจฺจ น อาโรเจติ อาหฏา โหติ ปาริสุทฺธิ ปาริสุทฺธิหารกสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

๑๘๒

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรกุมารทั้งหลาย พวก เธอจงประชุมกัน สงฆ์จักทำกรรม. เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ยังมีภิกษุอาพาธ ท่านมาไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรกุมารทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุอาพาธมอบฉันทะ. วิธีมอบฉันทะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พึงมอบฉันทะ อย่างนี้:- ภิกษุอาพาธนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคอง อัญชลี แล้วกล่าวคำมอบฉันทะอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอมอบฉันทะ ขอท่านจงนำฉันทะของข้าพเจ้าไป ขอท่านจงบอกฉันทะของ ข้าพเจ้า. ภิกษุรับด้วยกาย รับด้วยวาจา รับด้วยทั้งกายและวาจาก็ได้ เป็นอันภิกษุอาพาธมอบ ฉันทะแล้ว. ไม่รับด้วยกาย ไม่รับด้วยวาจา ไม่รับด้วยทั้งกายและวาจา ไม่เป็นอันภิกษุอาพาธ มอบฉันทะ. ถ้าได้ภิกษุผู้รับอย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ ภิกษุทั้งหลายพึงใช้เตียงหรือตั่ง หามภิกษุอาพาธนั้นมาในท่ามกลางสงฆ์แล้วทำกรรม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกภิกษุผู้พยาบาลไข้คิดอย่างนี้ว่า ถ้าพวกเราจักย้ายภิกษุอาพาธ อาพาธจักกำเริบหนัก หรือมิฉะนั้นก็จักถึงมรณะภาพ ดังนี้ ไม่พึงย้ายภิกษุอาพาธ สงฆ์พึงไป ทำกรรมในสำนักภิกษุอาพาธนั้น แต่สงฆ์เป็นวรรค ไม่พึงทำกรรมเลย ถ้าขืนทำ ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบฉันทะแล้ว ถ้าภิกษุผู้นำฉันทะหลบไปเสียจากที่ นั้น ภิกษุอาพาธพึงมอบฉันทะแก่รูปอื่น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบฉันทะแล้ว ถ้าภิกษุผู้นำฉันทะสึกเสียในที่ นั้นแหละ ถึงมรณภาพเสีย ปฏิญาณเป็นสามเณร ปฏิญาณเป็นผู้บอกลาสิกขา ปฏิญาณเป็นผู้ ต้องอันติมวัตถุ ปฏิญาณเป็นผู้วิกลจริต ปฏิญาณเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน ปฏิญาณเป็นผู้กระสับกระส่าย เพราะเวทนา ปฏิญาณเป็นผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่เห็นอาบัติ ปฏิญาณเป็นผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐาน ไม่ทำคืนอาบัติ ปฏิญาณเป็นผู้ถูกสงฆ์ยกเสียฐานไม่สละคืนทิฏฐิอันลามก ปฏิญาณเป็นบัณเฑาะก์ ปฏิญาณเป็นไถยสังวาส ปฏิญาณเป็นผู้เข้ารีตเดียรถีย์ ปฏิญาณเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ปฏิญาณเป็นผู้ ฆ่ามารดา ปฏิญาณเป็นผู้ฆ่าบิดา ปฏิญาณเป็นผู้ฆ่าพระอรหันต์ ปฏิญาณเป็นผู้ประทุษร้ายภิกษุณี ปฏิญาณเป็นผู้ทำลายสงฆ์ ปฏิญาณเป็นผู้ทำร้ายพระศาสดาจนถึงห้อพระโลหิต ปฏิญาณเป็น อุภโตพยัญชนก ภิกษุอาพาธพึงมอบฉันทะแก่รูปอื่น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบฉันทะแล้ว ถ้าภิกษุผู้นำฉันทะหลบไปเสีย ในระหว่างทาง ฉันทะไม่เป็นอันนำมา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบฉันทะแล้ว ถ้าภิกษุผู้นำฉันทะสึกเสียในระหว่าง ทาง ถึงมรณะภาพ ... ปฏิญาณเป็นอุภโตพยัญชนก ฉันทะไม่เป็นอันนำมา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบฉันทะแล้ว ถ้าภิกษุผู้นำฉันทะเข้าประชุมสงฆ์ แล้วหลบไปเสีย ฉันทะอันเป็นนำมาแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบฉันทะแล้ว ถ้าภิกษุผู้นำฉันทะเข้าประชุมสงฆ์ แล้วสึกเสีย ถึงมรณภาพ ... ปฏิญาณเป็นอุภโตพยัญชนก ฉันทะเป็นอันนำมาแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบฉันทะแล้ว ถ้าภิกษุผู้นำฉันทะเข้าประชุมสงฆ์ แล้วหลับเสียไม่ได้บอก เผลอไปไม่ได้บอก เข้าสมาบัติไม่ได้บอก ฉันทะเป็นอันนำมาแล้ว. ภิกษุผู้นำฉันทะไม่ต้องอาบัติ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอาพาธมอบฉันทะแล้ว ถ้าภิกษุผู้นำฉันทะเข้าประชุมสงฆ์ แล้วแกล้งไม่บอก ฉันทะเป็นอันนำมาแล้ว. แต่ภิกษุผู้นำฉันทะ ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในวันอุโบสถ เราอนุญาตให้ภิกษุผู้มอบปาริสุทธิมอบฉันทะด้วย เผื่อสงฆ์จะมีกรณียกิจ. พวกญาติเป็นต้นจับภิกษุ

อถโข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ สนฺนิปตถ ภิกฺขเว สงฺโฆ กมฺมํ กริสฺสตีติ ฯ เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ อตฺถิ ภนฺเต ภิกฺขุ คิลาโน โส อนาคโตติ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว คิลาเนน ภิกฺขุนา ฉนฺทํ ทาตุํ ฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ทาตพฺโพ ฯ เตน คิลาเนน ภิกฺขุนา เอกํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เอวมสฺส วจนีโย ฉนฺทํ ทมฺมิ ฉนฺทํ เม หร ฉนฺทํ เม อาโรเจหีติ ฯ กาเยน วิญฺญาเปติ วาจาย วิญฺญาเปติ กาเยน วาจาย วิญฺญาเปติ ทินฺโน โหติ ฉนฺโท ฯ น กาเยน วิญฺญาเปติ น วาจาย วิญฺญาเปติ น กาเยน วาจาย วิญฺญาเปติ น ทินฺโน โหติ ฉนฺโท ฯ {๑๘๒.๑} เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ โส ภิกฺขเว คิลาโน ภิกฺขุ มญฺเจน วา ปีเฐน ว สงฺฆมชฺเฌ อาเนตฺวา กมฺมํ กาตพฺพํ สเจ ภิกฺขเว คิลานุปฏฺฐากานํ ภิกฺขูนํ เอวํ โหติ สเจ โข มยํ คิลานํ ฐานา จาเวสฺสาม อาพาโธ วา อภิวฑฺฒิสฺสติ กาลกิริยา วา ภวิสฺสตีติ น ภิกฺขเว คิลาโน ฐานา จาเวตพฺโพ สงฺเฆน ตตฺถ คนฺตฺวา กมฺมํ กาตพฺพํ น เตฺวว วคฺเคน สงฺเฆน กมฺมํ กาตพฺพํ กเรยฺย เจ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๑๘๒.๒} ฉนฺทหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺเน ฉนฺเท ตตฺเถว ปกฺกมติ อญฺญสฺส ทาตพฺโพ ฉนฺโท ฯ ฉนฺทหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺเน ฉนฺเท ตตฺเถว วิพฺภมติ กาลํ กโรติ สามเณโร ปฏิชานาติ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาตโก ปฏิชานาติ อนฺติมวตฺถุํ อชฺฌาปนฺนโก ปฏิชานาติ อุมฺมตฺตโก ปฏิชานาติ ขิตฺตจิตฺโต ปฏิชานาติ เวทนฏฺโฏ ปฏิชานาติ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺขิตฺตโก ปฏิชานาติ อาปตฺติยา อปฺปฏิกมฺเม อุกฺขิตฺตโก ปฏิชานาติ ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา อปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺขิตฺตโก ปฏิชานาติ ปณฺฑโก ปฏิชานาติ เถยฺยสํวาสโก ปฏิชานาติ ติตฺถิยปกฺกนฺตโก ปฏิชานาติ ติรจฺฉานคโต ปฏิชานาติ มาตุฆาตโก ปฏิชานาติ ปิตุฆาตโก ปฏิชานาติ อรหนฺตฆาตโก ปฏิชานาติ ภิกฺขุนีทูสโก ปฏิชานาติ สงฺฆเภทโก ปฏิชานาติ โลหิตุปฺปาทโก ปฏิชานาติ อุภโตพฺยญฺชนโก ปฏิชานาติ อญฺญสฺส ทาตพฺโพ ฉนฺโท ฯ {๑๘๒.๓} ฉนฺทหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺเน ฉนฺเท อนฺตรามคฺเค ปกฺกมติ อนาหโฏ โหติ ฉนฺโท ฯ ฉนฺทหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺเน ฉนฺเท อนฺตรามคฺเค วิพฺภมติ กาลํ กโรติ ฯเปฯ อุภโตพฺยญฺชนโก ปฏิชานาติ อนาหโฏ โหติ ฉนฺโท ฯ ฉนฺทหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺเน ฉนฺเท สงฺฆปฺปตฺโต ปกฺกมติ อาหโฏ โหติ ฉนฺโท ฯ ฉนฺทหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺเน ฉนฺเท สงฺฆปฺปตฺโต วิพฺภมติ กาลํ กโรติ ฯเปฯ อุภโตพฺยญฺชนโก ปฏิชานาติ อาหโฏ โหติ ฉนฺโท ฯ ฉนฺทหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺเน ฉนฺเท สงฺฆปฺปตฺโต สุตฺโต น อาโรเจติ ปมตฺโต น อาโรเจติ สมาปนฺโน น อาโรเจติ อาหโฏ โหติ ฉนฺโท ฯ ฉนฺทหารกสฺส อนาปตฺติ ฯ ฉนฺทหารโก เจ ภิกฺขเว ทินฺเน ฉนฺเท สงฺฆปฺปตฺโต สญฺจิจฺจ น อาโรเจติ อาหโฏ โหติ ฉนฺโท ฯ ฉนฺทหารกสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ตทหุโปสเถ ปาริสุทฺธึ เทนฺเตน ฉนฺทํปิ ทาตุํ สนฺติ สงฺฆสฺส กรณียนฺติ ฯ

๑๘๓

ก็โดยสมัยนั้นแล ถึงวันอุโบสถ หมู่ญาติได้จับภิกษุรูปหนึ่งไว้. ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ในวันอุโบสถ หมู่ญาติจับภิกษุในศาสนานี้ไว้. หมู่ญาติเหล่านั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าว อย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย ขอท่านกรุณาปล่อยภิกษุรูปนี้สักครู่หนึ่ง พอภิกษุรูปนี้ทำอุโบสถเสร็จ. ถ้าได้ตามขอร้องอย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ หมู่ญาติเหล่านั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าว อย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย ขอท่านกรุณารออยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งสักครู่ก่อน พอภิกษุนี้มอบ ปาริสุทธิเสร็จ. ถ้าได้ตามขอร้องอย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ หมู่ญาติเหล่านั้น อันภิกษุ ทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย ขอท่านกรุณานำภิกษุนี้ไปนอกสีมาสักครู่หนึ่ง พอ พระสงฆ์ทำอุโบสถเสร็จ. ถ้าได้ตามขอร้องอย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ สงฆ์เป็นวรรค ไม่พึงทำอุโบสถ ถ้าขืนทำ ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่งในวันอุโบสถ พระราชาทั้งหลายได้จับภิกษุในศาสนานี้ไว้ ... พวกโจรได้จับ ... พวกนักเลงได้จับ ... พวกภิกษุที่เป็นข้าศึกได้จับภิกษุในศาสนานี้ไว้ พวกนั้น อันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าว อย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย ขอท่านกรุณาปล่อยภิกษุรูปนี้สักครู่หนึ่ง พอภิกษุรูปนี้ทำอุโบสถเสร็จ. ถ้าได้ตามขอร้องอย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ พวกนั้นอันภิกษุ ทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย ขอท่านกรุณารออยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งสักครู่ก่อน พอภิกษุรูปนี้มอบปาริสุทธิเสร็จ. ถ้าได้ตามขอร้องอย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ พวกนั้น อันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย ขอท่านกรุณานำภิกษุรูปนี้ไปนอกสีมาสักครู่ หนึ่ง พอพระสงฆ์ทำอุโบสถเสร็จ. ถ้าได้ตามขอร้องอย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ สงฆ์เป็น วรรค ไม่พึงทำอุโบสถเลย ถ้าขืนทำ ต้องอาบัติทุกกฏ. ภิกษุวิกลจริต

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรํ ภิกฺขุํ ตทหุโปสเถ ญาตกา คณฺหึสุ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ตทหุโปสเถ ญาตกา คณฺหนฺติ ฯ เต ญาตกา ภิกฺขูหิ เอวมสฺสุ วจนียา อิงฺฆ ตุเมฺห อายสฺมนฺโต อิมํ ภิกฺขุํ มุหุตฺตํ มุญฺจถ ยาวายํ ภิกฺขุ อุโปสถํ กโรตีติ ฯ เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ เต ญาตกา ภิกฺขูหิ เอวมสฺสุ วจนียา อิงฺฆ ตุเมฺห อายสฺมนฺโต มุหุตฺตํ เอกมนฺตํ โหถ ยาวายํ ภิกฺขุ ปาริสุทฺธึ เทตีติ ฯ {๑๘๓.๑} เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ เต ญาตกา ภิกฺขูหิ เอวมสฺสุ วจนียา อิงฺฆ ตุเมฺห อายสฺมนฺโต อิมํ ภิกฺขุํ มุหุตฺตํ นิสฺสีมํ เนถ ยาว สงฺโฆ อุโปสถํ กโรตีติ ฯ เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ น เตฺวว วคฺเคน สงฺเฆน อุโปสโถ กาตพฺโพ กเรยฺย เจ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตทหุโปสเถ ราชาโน คณฺหนฺติ ฯเปฯ โจรา คณฺหนฺติ ... ธุตฺตา คณฺหนฺติ ... ภิกฺขุปจฺจตฺถิกา คณฺหนฺติ ฯ เต ภิกฺขุปจฺจตฺถิกา ภิกฺขูหิ เอวมสฺสุ วจนียา อิงฺฆ ตุเมฺห อายสฺมนฺโต อิมํ ภิกฺขุํ มุหุตฺตํ มุญฺจถ ยาวายํ ภิกฺขุ อุโปสถํ กโรตีติ ฯ เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ เต ภิกฺขุปจฺจตฺถิกา ภิกฺขูหิ เอวมสฺสุ วจนียา อิงฺฆ ตุเมฺห อายสฺมนฺโต มุหุตฺตํ เอกมนฺตํ โหถ ยาวายํ ภิกฺขุ ปาริสุทฺธึ เทตีติ ฯ เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ เต ภิกฺขุปจฺจตฺถิกา ภิกฺขูหิ เอวมสฺสุ วจนียา อิงฺฆ ตุเมฺห อายสฺมนโต อิมํ ภิกฺขุํ มุหุตฺตํ นิสฺสีมํ เนถ ยาว สงฺโฆ อุโปสถํ กโรตีติ ฯ เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ลเภถ น เตฺวว วคฺเคน สงฺเฆน อุโปสโถ กาตพฺโพ กเรยฺย เจ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

๑๘๔

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ จงประชุมกัน กรณียกิจของสงฆ์มีอยู่. เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ยังมีภิกษุชื่อคัคคะ เป็นผู้วิกลจริต ท่านไม่มา พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุวิกลจริตนี้มี ๒ จำพวก คือ ภิกษุที่ วิกลจริตระลึกอุโบสถได้บ้าง ระลึกไม่ได้บ้าง ระลึกสังฆกรรมได้บ้าง ระลึกไม่ได้บ้าง ระลึก ไม่ได้เสียเลยทีเดียวก็มี มาสู่อุโบสถบ้าง ไม่มาบ้าง มาสู่สังฆกรรมบ้าง ไม่มาบ้าง ไม่มา เสียเลยทีเดียวก็มี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุวิกลจริตเหล่านั้น รูปใดที่ยังระลึกอุโบสถได้บ้าง ระลึก ไม่ได้บ้าง ระลึกสังฆกรรมได้บ้าง ระลึกไม่ได้บ้าง มาสู่อุโบสถบ้าง ไม่มาบ้าง มาสู่สังฆกรรม บ้าง ไม่มาบ้าง. เราอนุญาตให้อุมมัตตกสมมติแก่ภิกษุวิกลจริตเห็นปานนั้น. วิธีให้อุมมัตตกสมมติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงให้อุมมัตตกสมมติอย่างนี้. ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:- กรรมวาจาให้อุมมัตตกสมมติ ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อคัคคะเป็นผู้วิกลจริต ระลึกอุโบสถได้บ้าง ระลึกไม่ได้บ้าง ระลึกสังฆกรรมได้บ้าง ระลึกไม่ได้บ้าง มาสู่อุโบสถบ้าง ไม่มาบ้าง มาสู่สังฆกรรมบ้าง ไม่มาบ้าง. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้อุมมัตตก สมมติ แก่คัคคะภิกษุผู้วิกลจริต คือ คัคคะภิกษุระลึกอุโบสถได้ก็ตาม ระลึกไม่ได้ก็ตาม ระลึกสังฆกรรมได้ก็ตาม ระลึกไม่ได้ก็ตาม มาสู่อุโบสถก็ตาม ไม่มาก็ตาม มาสู่สังฆกรรม ก็ตาม ไม่มาก็ตาม สงฆ์พร้อมกับคัคคะภิกษุ หรือเว้นจากคัดคะภิกษุ พึงทำอุโบสถได้ พึงทำสังฆกรรมได้. นี้เป็นญัตติ. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อคัคคะเป็นผู้วิกลจริต ระลึกอุโบสถได้บ้าง ระลึกไม่ได้บ้าง ระลึกสังฆกรรมได้บ้าง ระลึกไม่ได้บ้าง มาสู่อุโบสถบ้าง ไม่มาบ้าง มาสู่สังฆกรรมบ้าง ไม่มาบ้าง. สงฆ์ให้อยู่บัดนี้ซึ่งอุมมัตตกสมมติแก่คัคคะภิกษุผู้วิกลจริต คือคัคคะภิกษุระลึกอุโบสถได้ก็ตาม ระลึกไม่ได้ก็ตาม ระลึกสังฆกรรมได้ก็ตาม ระลึก ไม่ได้ก็ตาม มาสู่อุโบสถก็ตาม ไม่มาก็ตาม มาสู่สังฆกรรมก็ตาม ไม่มาก็ตาม สงฆ์ พร้อมกับคัคคะภิกษุ หรือเว้นจากคัคคะภิกษุ จักทำอุโบสถก็ได้ จักทำสังฆกรรมก็ได้. การให้อุมมัตตกสมมติแก่คัคคะภิกษุผู้วิกลจริต คือ คัคคะภิกษุระลึกอุโบสถได้ก็ตาม ระลึก ไม่ได้ก็ตาม ระลึกสังฆกรรมได้ก็ตาม ระลึกไม่ได้ก็ตาม มาสู่อุโบสถก็ตาม ไม่มาก็ตาม มาสู่สังฆกรรมก็ตาม ไม่มาก็ตาม สงฆ์พร้อมกับคัคคะภิกษุ หรือเว้นจากคัคคะภิกษุ จักทำ อุโบสถก็ได้ จักทำสังฆกรรมก็ได้ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่าน ผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด. อุมมัตตกสมมติอันสงฆ์ให้แล้ว แก่คัคคะภิกษุผู้วิกลจริต คือคัคคะภิกษุระลึกอุโบสถ ได้ก็ตาม ระลึกไม่ได้ก็ตาม ระลึกสังฆกรรมได้ก็ตาม ระลึกไม่ได้ก็ตาม มาสู่อุโบสถก็ตาม ไม่มาก็ตาม มาสู่สังฆกรรมก็ตาม ไม่มาก็ตาม สงฆ์พร้อมกับคัคคะภิกษุ หรือเว้นจาก คัคคะภิกษุ จักทำอุโบสถก็ได้ จักทำสังฆกรรมก็ได้ ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้า ทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้.

อถโข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ สนฺนิปตถ ภิกฺขเว อตฺถิ สงฺฆสฺส กรณียนฺติ ฯ เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ อตฺถิ ภนฺเต คคฺโค นาม ภิกฺขุ อุมฺมตฺตโก โส อนาคโตติ ฯ เทฺวเม ภิกฺขเว อุมฺมตฺตกา อตฺถิ ภิกฺขุ อุมฺมตฺตโก สรติปิ อุโปสถํ นปิ สรติ สรติปิ สงฺฆกมฺมํ นปิ สรติ อตฺถิ เนว สรติ อาคจฺฉติปิ อุโปสถํ นปิ อาคจฺฉติ อาคจฺฉติปิ สงฺฆกมฺมํ นปิ อาคจฺฉติ อตฺถิ เนว อาคจฺฉติ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยฺวายํ อุมฺมตฺตโก สรติปิ อุโปสถํ นปิ สรติ สรติปิ สงฺฆกมฺมํ นปิ สรติ อาคจฺฉติปิ อุโปสถํ นปิ อาคจฺฉติ อาคจฺฉติปิ สงฺฆกมฺมํ นปิ อาคจฺฉติ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว เอวรูปสฺส อุมฺมตฺตกสฺส อุมฺมตฺตกสมฺมตึ ทาตุํ ฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ทาตพฺพา ฯ พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สงฺโฆ ญาเปตพฺโพ {๑๘๔.๑} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ คคฺโค ภิกฺขุ อุมฺมตฺตโก สรติปิ อุโปสถํ นปิ สรติ สรติปิ สงฺฆกมฺมํ นปิ สรติ อาคจฺฉติปิ อุโปสถํ นปิ อาคจฺฉติ อาคจฺฉติปิ สงฺฆกมฺมํ นปิ อาคจฺฉติ ฯ ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ คคฺคสฺส ภิกฺขุโน อุมฺมตฺตกสฺส อุมฺมตฺตกสมฺมตึ ทเทยฺย สเรยฺย วา คคฺโค ภิกฺขุ อุโปสถํ น วา สเรยฺย สเรยฺย วา สงฺฆกมฺมํ น วา สเรยฺย อาคจฺเฉยฺย วา อุโปสถํ น วา อาคจฺเฉยฺย อาคจฺเฉยฺย วา สงฺฆกมฺมํ น วา อาคจฺเฉยฺย สงฺโฆ สห วา คคฺเคน วินา วา คคฺเคน อุโปสถํ กเรยฺย สงฺฆกมฺมํ กเรยฺย ฯ เอสา ญตฺติ ฯ {๑๘๔.๒} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ คคฺโค ภิกฺขุ อุมฺมตฺตโก สรติปิ อุโปสถํ นปิ สรติ สรติปิ สงฺฆกมฺมํ นปิ สรติ อาคจฺฉติปิ อุโปสถํ นปิ อาคจฺฉติ อาคจฺฉติปิ สงฺฆกมฺมํ นปิ อาคจฺฉติ ฯ สงฺโฆ คคฺคสฺส ภิกฺขุโน อุมฺมตฺตกสฺส อุมฺมตฺตกสมฺมตึ เทติ สเรยฺย วา คคฺโค ภิกฺขุ อุโปสถํ น วา สเรยฺย สเรยฺย วา สงฺฆกมฺมํ น วา สเรยฺย อาคจฺเฉยฺย วา อุโปสถํ น วา อาคจฺเฉยฺย อาคจฺเฉยฺย วา สงฺฆกมฺมํ น วา อาคจฺเฉยฺย สงฺโฆ สห วา คคฺเคน วินา วา คคฺเคน อุโปสถํ กริสฺสติ สงฺฆกมฺมํ กริสฺสติ ฯ ยสฺสายสฺมโต ขมติ คคฺคสฺส ภิกฺขุโน อุมฺมตฺตกสฺส อุมฺมตฺตกสมฺมติยา ทานํ สเรยฺย วา คคฺโค ภิกฺขุ อุโปสถํ น วา สเรยฺย สเรยฺย วา สงฺฆกมฺมํ น วา สเรยฺย อาคจฺเฉยฺย วา อุโปสถํ น วา อาคจฺเฉยฺย อาคจฺเฉยฺย วา สงฺฆกมฺมํ น วา อาคจฺเฉยฺย สงฺโฆ สห วา คคฺเคน วินา วา คคฺเคน อุโปสถํ กริสฺสติ สงฺฆกมฺมํ กริสฺสติ โส ตุณฺหสฺส ยสฺส นกฺขมติ โส ภาเสยฺย ฯ {๑๘๔.๓} ทินฺนา สงฺเฆน คคฺคสฺส ภิกฺขุโน อุมฺมตฺตกสฺส อุมฺมตฺตกสมฺมติ สเรยฺย วา คคฺโค ภิกฺขุ อุโปสถํ น วา สเรยฺย สเรยฺย วา สงฺฆกมฺมํ น วา สเรยฺย อาคจฺเฉยฺย วา อุโปสถํ น วา อาคจฺเฉยฺย อาคจฺเฉยฺย วา สงฺฆกมฺมํ น วา อาคจฺเฉยฺย สงฺโฆ สห วา คคฺเคน วินา วา คคฺเคน อุโปสถํ กริสฺสติ สงฺฆกมฺมํ กริสฺสติ ฯ ขมติ สงฺฆสฺส ตสฺมา ตุณฺหี ฯ เอวเมตํ ธารยามีติ ฯ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย