คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระวินัยปิฎก

ทรงอนุญาตรองเท้า

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๕–๑๒พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒8 ข้อ2 ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒ ทรงอนุญาตรองเท้า

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ด้วยวิธีอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ที่พวกกุลบุตรพยากรณ์อรหัตกล่าวแต่เนื้อความ และไม่น้อมเข้าไปหาตน ก็แต่ว่า โมฆบุรุษบางจำพวกในธรรมวินัยนี้พยากรณ์อรหัต ทำทีเหมือนเป็นของสนุก ภายหลังต้องทุกข์ เดือดร้อน ดังนี้. ต่อแต่นั้นพระองค์รับสั่งกะท่านพระโสณะว่า ดูกรโสณะ เธอเป็นสุขุมาลชาติ เราอนุญาตรองเท้าชั้นเดียวแก่เธอ. ท่านพระโสณะกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าละเงินประมาณ ๘๐ เล่มเกวียน และละกองพล กอปรด้วยช้าง ๗ เชือก ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว จักมีผู้กล่าวแก่พระพุทธเจ้าว่า โสณโกฬิวิสะละเงินประมาณ ๘๐ เล่มเกวียน และละกองพลกอปรด้วยช้าง ๗ เชือก ออกจาก เรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว เดี๋ยวนี้ยังข้องอยู่ในเรื่องรองเท้าชั้นเดียว ถ้าพระผู้มีพระภาคจักได้ ทรงอนุญาตแก่พระภิกษุสงฆ์ แม้ข้าพระพุทธเจ้าจักใช้สอย ถ้าจักไม่ทรงอนุญาตแก่พระภิกษุสงฆ์ แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็จักไม่ใช้สอย พระพุทธเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรองเท้าชั้นเดียว ภิกษุ ไม่พึงสวมรองเท้า ๒ ชั้น ไม่พึงสวมรองเท้า ๓ ชั้น ไม่พึงสวมรองเท้าหลายชั้น รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ. พระพุทธบัญญัติห้ามสวมรองเท้าสีต่างๆ

อถโข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ เอวํ โข ภิกฺขเว กุลปุตฺตา อญฺญํ พฺยากโรนฺติ อตฺโถ จ วุตฺโต อตฺตา จ อนุปนีโต อถ จ ปนิเธกจฺเจ โมฆปุริสา หสมานกํ มญฺเญ อญฺญํ พฺยากโรนฺติ เต ปจฺฉา วิฆาตํ อาปชฺชนฺตีติ ฯ อถโข ภควา อายสฺมนฺตํ โสณํ อามนฺเตสิ ตฺวํ โขสิ โสณ สุขุมาโล อนุชานามิ เต โสณ เอกปลาสิกํ อุปาหนนฺติ ฯ อหํ โข ภนฺเต อสีติสกฏวาเห หิรญฺญํ โอหาย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต สตฺตหตฺถิกญฺจ อนีกํ ตสฺส เม ภวิสฺสนฺติ วตฺตาโร โสโณ โกฬิวิโส อสีติสกฏวาเห หิรญฺญํ โอหาย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต สตฺตหตฺถิกญฺจ อนีกํ โสทานายํ เอกปลาสิกาสุ อุปาหนาสุ สตฺโตติ สเจ ภควา ภิกฺขุสงฺฆสฺส อนุชานิสฺสติ อหํปิ ปริภุญฺชิสฺสามิ โน เจ ภควา ภิกฺขุสงฺฆสฺส อนุชานิสฺสติ อหํปิ น ปริภุญฺชิสฺสามีติ ฯ อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อนุชานามิ ภิกฺขเว เอกปลาสิกํ อุปาหนํ น ภิกฺขเว ทิคุณา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น ติคุณา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น คณงฺคณุปาหนา ธาเรตพฺพา โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์สวมรองเท้าสีเขียวล้วน .... สวมรองเท้าสีเหลือง ล้วน .... สวมรองเท้าสีแดงล้วน .... สวมรองเท้าสีบานเย็นล้วน .... สวมรองเท้าสีดำล้วน .... สวมรองเท้า สีแสดล้วน .... สวมรองเท้าสีชมพูล้วน ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวก คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้าสีเขียวล้วน ไม่พึงสวมรองเท้า สีเหลืองล้วน ไม่พึงสวมรองเท้าสีแดงล้วน ไม่พึงสวมรองเท้าสีบานเย็นล้วน ไม่พึงสวมรองเท้า สีดำล้วน ไม่พึงสวมรองเท้าสีแสดล้วน ไม่พึงสวมรองเท้าสีชมพูล้วน รูปใดสวม ต้องอาบัติ ทุกกฏ. พระพุทธบัญญัติห้ามสวมรองเท้ามีหูไม่สมควร สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สวมรองเท้ามีหูสีเขียว .... สวมรองเท้ามีหูสีเหลือง .... สวมรองเท้า มีหูสีแดง .... สวมรองเท้ามีหูสีบานเย็น .... สวมรองเท้ามีหูสีดำ .... สวมรองเท้ามีหูสีแสด .... สวมรองเท้า มีหูสีชมพู ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติห้ามว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีเขียว ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีเหลือง ไม่พึงสวมรองเท้า มีหูสีแดง ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีบานเย็น ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีดำ ไม่พึงสวมรองเท้ามีหู สีแสด ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีชมพู รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ. พระพุทธบัญญัติทรงห้ามสวมรองเท้าบางชนิด สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สวมรองเท้าติดแผ่นหนังหุ้มส้น .... สวมรองเท้าหุ้มแข้ง .... สวมรองเท้าปกหลังเท้า .... สวมรองเท้ายัดนุ่น .... สวมรองเท้ามีหูลายคล้ายขนปีกนกกระทา .... สวม รองเท้าที่ทำหูงอนมีสัณฐานดุจเขาแกะ .... สวมรองเท้าที่ทำหูงอนมีสัณฐานดุจเขาแพะ .... สวมรองเท้า ที่ทำประกอบหูงอนดุจหางแมงป่อง .... สวมรองเท้าที่เย็บด้วยปีกนกยูง .... สวมรองเท้าอันวิจิตร คนทั้งหลายเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้าติดแผ่นหนังหุ้มส้น ไม่พึงสวมรองเท้าหุ้มแข้ง ไม่พึงสวมรองเท้าปกหลังเท้า ไม่พึงสวมรองเท้ายัดนุ่น ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูลายคล้ายขนปีกนกกระทา ไม่พึงสวมรองเท้า ที่ทำหูงอนมีสัณฐานดุจเขาแกะ ไม่พึงสวมรองเท้าที่ทำหูงอนมีสัณฐานดุจเขาแพะ ไม่พึงสวม รองเท้าที่ทำประกอบหูงอนดุจหางแมงป่อง ไม่พึงสวมรองเท้าที่เย็บด้วยขนปีกนกยูง ไม่พึงสวม รองเท้าที่อันวิจิตร รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ. พระพุทธบัญญัติทรงห้ามสวมรองเท้าขลิบหนัง สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังราชสีห์ .... สวมรองเท้าขลิบด้วย หนังเสือโคร่ง .... สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังเสือเหลือง .... สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังชะมด .... สวม รองเท้าขลิบด้วยหนังนาก .... สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังแมว .... สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังค่าง .... สวม รองเท้าขลิบด้วยหนังนกเค้า คนทั้งหลายเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติ ห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังราชสีห์ ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วย หนังเสือโคร่ง ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังเสือเหลือง ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังชะมด ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังนาก ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังแมว ไม่พึงสวมรองเท้า ขลิบด้วยหนังค่าง ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังนกเค้า รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ. ทรงอนุญาตรองเท้าหลายชั้นที่ใช้แล้ว

เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู สพฺพนีลิกา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯเปฯ สพฺพปีติกา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ สพฺพโลหิติกา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ สพฺพมญฺเชฏฺฐิกา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ สพฺพกณฺหา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ สพฺพมหารงฺครตฺตา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ สพฺพมหานามรตฺตา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว สพฺพนีลิกา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น สพฺพปีติกา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น สพฺพโลหิติกา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น สพฺพมญฺเชฏฺฐิกา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น สพฺพกณฺหา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น สพฺพมหารงฺครตฺตา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น สพฺพมหานามรตฺตา อุปาหนา ธาเรตพฺพา โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๖.๑} เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู นีลกวทฺธิกา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ ปีตกวทฺธิกา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ โลหิตกวทฺธิกา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ มญฺเชฏฺฐิกวทฺธิกา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ กณฺหวทฺธิกา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ มหารงฺครตฺตวทฺธิกา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ มหานามรตฺตวทฺธิกา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว นีลกวทฺธิกา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น ปีตกวทฺธิกา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น โลหิตกวทฺธิกา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น มญฺชิฏฺฐิกาวทฺธิกา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น กณฺหวทฺธิกา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น มหารงฺครตฺตวทฺธิกา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น มหานามรตฺตวทฺธิกา อุปาหนา ธาเรตพฺพา โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๖.๒} เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ขลฺลกวทฺธา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ ปุฏวทฺธา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ ปาลิคุณฺฐิมา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ ตูลปุณฺณิกา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ ติตฺติรปตฺติกา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ เมณฺฑวิสาณวทฺธิกา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ อชวิสาณวทฺธิกา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ วิจฺฉิกาฬิกา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ โมรปิญฺชปริสิพฺพิตา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ จิตฺรา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว ขลฺลกวทฺธา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น ปุฏวทฺธา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น ปาลิคุณฺฐิมา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น ตูลปุณฺณิกา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น ติตฺติรปตฺติกา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น เมณฺฑวิสาณวทฺธิกา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น อชวิสาณวทฺธิกา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น วิจฺฉิกาฬิกา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น โมรปิญฺชปริสิพฺพิตา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น จิตฺรา อุปาหนา ธาเรตพฺพา โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๖.๓} เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู สีหจมฺมปริกฺขฏา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ พฺยคฺฆจมฺมปริกฺขฏา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ ทีปิจมฺมปริกฺขฏา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ อชินจมฺมปริกฺขฏา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ อุทฺทจมฺมปริกฺขฏา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ มชฺชาริจมฺมปริกฺขฏา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ กาฬกจมฺมปริกฺขฏา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ อุลูกจมฺมปริกฺขฏา อุปาหนาโย ธาเรนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว สีหจมฺมปริกฺขฏา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น พฺยคฺฆจมฺมปริกฺขฏา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น ทีปิจมฺมปริกฺขฏา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น อชินจมฺมปริกฺขฏา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น อุทฺทจมฺมปริกฺขฏา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น มชฺชาริจมฺมปริกฺขฏา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น กาฬกจมฺมปริกฺขฏา อุปาหนา ธาเรตพฺพา น อุลูกจมฺมปริกฺขฏา อุปาหนา ธาเรตพฺพา โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวร เสด็จพระพุทธดำเนินเข้าไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ มีภิกษุรูปหนึ่งเป็นปัจฉาสมณะ แต่ภิกษุ รูปนั้นเดินเขยกตามพระผู้มีพระภาคไปเบื้องพระปฤษฎางค์ อุบาสกคนหนึ่งสวมรองเท้าหลายชั้น ได้เห็นพระผู้มีพระภาคกำลังเสด็จพระพุทธดำเนินมาแต่ไกลเทียว ครั้นแล้วจึงถอดรองเท้า เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น อภิวาทแล้วจึงได้ถามว่า เพราะอะไร พระผู้เป็นเจ้าจึงเดินเขยก ขอรับ? ภิกษุรูปนั้นตอบว่า เพราะเท้าทั้งสองของอาตมาแตก จ้ะ. อุ. นิมนต์พระผู้เป็นเจ้ารับรองเท้า ขอรับ. ภิ. อย่าเลย ท่าน เพราะผู้มีพระภาคทรงห้ามรองเท้าหลายชั้น. พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า เธอรับรองเท้านั้นได้ ภิกษุ. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรองเท้าหลายชั้นที่ ใช้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย รองเท้าหลายชั้นที่ใหม่ ภิกษุไม่พึงสวม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ. ห้ามสวมรองเท้าในที่บางแห่ง

อถโข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ราชคหํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ อญฺญตเรน ภิกฺขุนา ปจฺฉาสมเณน ฯ อถโข โส ภิกฺขุ ขญฺชมาโน ภควนฺตํ ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพนฺธิ ฯ อทฺทสา โข อญฺญตโร อุปาสโก คณงฺคณุปาหนํ อาโรหิตฺวา ภควนฺตํ ทูรโต ว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน อุปาหนา โอโรหิตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เยน โส ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ อภิวาเทตฺวา เอตทโวจ กิสฺส ภนฺเต อยฺโย ขญฺชตีติ ฯ ปาทา เม อาวุโส ผาลิตาติ ฯ คณฺห ภนฺเต อุปาหนาโยติ ฯ อลํ อาวุโส ปฏิกฺขิตฺตา ภควตา คณงฺคณุปาหนาติ ฯ คณฺหาเหตา ภิกฺขุ อุปาหนาโยติ ฯ อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อนุชานามิ ภิกฺขเว โอมุกฺกํ คณงฺคณุปาหนํ น ภิกฺขเว นวา คณงฺคณุปาหนา ธาเรตพฺพา โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงฉลองพระบาทเสด็จพระดำเนินอยู่ในที่แจ้ง ภิกษุเถระทั้งหลายทราบว่า พระศาสดามิได้ทรงฉลองพระบาทเสด็จพระพุทธดำเนินอยู่ ดังนี้ จึงเดินไม่สวมรองเท้า เมื่อพระศาสดาเสด็จพระพุทธดำเนินมิได้ทรงฉลองพระบาท แม้เมื่อภิกษุ ผู้เถระทั้งหลายเดินก็ไม่สวมรองเท้า แต่พระฉัพพัคคีย์เดินสวมรองเท้า บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เมื่อพระศาสดาเสด็จพระพุทธดำเนินมิได้ทรงฉลองพระบาท แม้เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลายเดินก็ไม่สวมรองเท้า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้สวมรองเท้าเล่า? แล้ว กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าเมื่อเราผู้ศาสดา เดินมิได้สวมรองเท้า แม้เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลายเดินก็ไม่สวมรองเท้า แต่พระฉัพพัคคีย์เดินสวม รองเท้า จริงหรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริงพระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราผู้ศาสดาเดินมิได้สวม รองเท้า แม้เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลายเดินก็ไม่สวมรองเท้า แต่ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้เดิน สวมรองเท้าเล่า อันคฤหัสถ์ชื่อเหล่านี้นุ่งห่มผ้าขาว ยังมีความเคารพ มีความยำเกรง มีความ ประพฤติเสมอภาค ในอาจารย์ทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งศิลปะซึ่งเป็นเครื่องเลี้ยงชีพอยู่ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย พึงงามในธรรมวินัยนี้เป็นแน่ ถ้าพวกเธอบวชในธรรมวินัยอันเรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ จะพึงมีความเคารพ มีความยำเกรง มีความประพฤติเสมอภาค อยู่ในอาจารย์ ในภิกษุปูนอาจารย์ ในอุปัชฌายะ ในภิกษุปูนอุปัชฌายะ การกระทำของเหล่าโมฆบุรุษนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เมื่ออาจารย์ ภิกษุปูนอาจารย์ อุปัชฌายะ ภิกษุปูนอุปัชฌายะ เดินมิได้สวมรองเท้า ภิกษุไม่พึงเดินสวมรองเท้า รูปใดเดินสวมรองเท้า ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ไม่พึงสวมรองเท้าภายในอาราม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ. ภิกษุอาพาธเป็นหน่อที่เท้า

เตน โข ปน สมเยน ภควา อชฺโฌกาเส อนุปาหโน จงฺกมติ ฯ สตฺถา อนุปาหโน จงฺกมตีติ เถรา ภิกฺขู อนุปาหนา จงฺกมนฺติ ฯ ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู สตฺถริ อนุปาหเน จงฺกมมาเน เถเรสุปิ ภิกฺขูสุ อนุปาหเนสุ จงฺกมมาเนสุ สอุปาหนา จงฺกมนฺติ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู สตฺถริ อนุปาหเน จงฺกมมาเน เถเรสุปิ ภิกฺขูสุ อนุปาหเนสุ จงฺกมมาเนสุ สอุปาหนา จงฺกมิสฺสนฺตีติ ฯ {๘.๑} อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู สตฺถริ อนุปาหเน จงฺกมมาเน เถเรสุปิ ภิกฺขูสุ อนุปาหเนสุ จงฺกมมาเนสุ สอุปาหนา จงฺกมนฺตีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม เต ภิกฺขเว โมฆปุริสา สตฺถริ อนุปาหเน จงฺกมมาเน เถเรสุปิ ภิกฺขูสุ อนุปาหเนสุ จงฺกมมาเนสุ สอุปาหนา จงฺกมิสฺสนฺติ อิเม หิ นาม ภิกฺขเว คิหิโน โอทาตวสนา อภิชีวนิกสฺส สิปฺปสฺส การณา อาจริเยสุ สคารวา สปฺปติสฺสา สภาควุตฺติกา วิหริสฺสนฺติ อิธ โข ตํ ภิกฺขเว โสเภถ ยํ ตุเมฺห เอวํ สฺวากฺขาเต ธมฺมวินเย ปพฺพชิตา สมานา อาจริเยสุ อาจริยมตฺเตสุ อุปชฺฌาเยสุ อุปชฺฌายมตฺเตสุ สคารวา สปฺปติสฺสา สภาควุตฺติกา วิหเรยฺยาถ เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว อาจริเยสุ อาจริยมตฺเตสุ อุปชฺฌาเยสุ อุปชฺฌายมตฺเตสุ อนุปาหเนสุ จงฺกมมาเนสุ สอุปาหเนน จงฺกมิตพฺพํ โย จงฺกเมยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส น ภิกฺขเว อชฺฌาราเม อุปาหนา ธาเรตพฺพา โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นหน่อที่เท้า ภิกษุทั้งหลายพยุงภิกษุรูปนั้น ให้ถ่ายอุจจาระบ้าง ให้ถ่ายปัสสาวะบ้าง พระผู้มีพระภาคเสด็จเที่ยวจาริกตามเสนาสนะ ได้ ทอดพระเนตรเห็นพวกภิกษุกำลังพยุงภิกษุรูปนั้นให้ถ่ายอุจจาระบ้าง ให้ถ่ายปัสสาวะบ้าง จึง เสด็จเข้าไปใกล้ภิกษุพวกนั้น แล้วได้ตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้อาพาธเป็นอะไร? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ท่านรูปนี้อาพาธเป็นหน่อที่เท้า พวกข้าพระพุทธเจ้าต้องพยุงท่านรูปนี้ ให้ถ่ายอุจจาระบ้าง ให้ถ่ายปัสสาวะบ้าง พระพุทธเจ้าข้า. พระพุทธานุญาตให้สวมรองเท้าเป็นพิเศษ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน ปาทขีลาพาโธ โหติ ฯ ภิกฺขู ตํ ภิกฺขุํ ปริคฺคเหตฺวา อุจฺจารํปิ ปสฺสาวํปิ นิกฺขาเมนฺติ ฯ อทฺทสา โข ภควา เสนาสนจาริกํ อาหิณฺฑนฺโต เต ภิกฺขู ตํ ภิกฺขุํ ปริคฺคเหตฺวา อุจฺจารํปิ ปสฺสาวํปิ นิกฺขาเมนฺเต ทิสฺวาน เยน เต ภิกฺขู เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เต ภิกฺขู เอตทโวจ กึ อิมสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อาพาโธติ ฯ อิมสฺส ภนฺเต อายสฺมโต ปาทขีลาพาโธ อิมํ มยํ ปริคฺคเหตฺวา อุจฺจารํปิ ปสฺสาวํปิ นิกฺขาเมมาติ ฯ

๑๐

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้มี เท้าชอกช้ำ หรือมีเท้าแตก หรืออาพาธมีหน่อที่เท้า สวมรองเท้าได้ สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายมีเท้ามิได้ล้าง ขึ้นเตียงบ้าง ขึ้นตั่งบ้าง ทั้งจีวร ทั้งเสนาสนะ ย่อมเสียหาย พวกภิกษุจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวมรองเท้าในขณะที่คิดว่าประเดี๋ยวจักขึ้นเตียง หรือขึ้นตั่ง. สมัยต่อมา เวลากลางคืน ภิกษุทั้งหลายเดินไปสู่โรงอุโบสถก็ดี สู่ที่ประชุมก็ดี ย่อม เหยียบตอบ้าง หนามบ้าง ในที่มืด เท้าทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภายในอาราม เรา อนุญาตให้สวมรองเท้า และใช้คบเพลิง ประทีป ไม้เท้าได้. พระพุทธบัญญัติห้ามสวมเขียงเท้าไม้ ครั้นต่อมา ถึงเวลาปัจจุสมัยแห่งราตรี พระฉัพพัคคีย์ลุกขึ้นสวมเขียงเท้าที่ทำด้วยไม้ แล้วเดินอยู่กลางแจ้ง มีเสียงขฏะขฏะ ดังอึกทึก กล่าวดิรัจฉานกถา มีเรื่องต่างๆ คือ พูดเรื่อง พระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องขุนพล เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับ ไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้นๆ เหยียบแมลงตายเสียบ้าง ยังภิกษุทั้งหลายให้เคลื่อนจากสมาธิบ้าง บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย .... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์ เมื่อเวลาปัจจุสมัยแห่งราตรี ได้ ลุกขึ้นสวมเขียงเท้าที่ทำด้วยไม้แล้วเดินอยู่กลางแจ้ง มีเสียงขฏะขฏะ ดังอึกทึก กล่าวดิรัจฉานกถา มีเรื่องต่างๆ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร .... เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้นๆ เหยียบแมลงตายเสียบ้าง ยังภิกษุทั้งหลายให้เคลื่อนจากสมาธิบ้าง แล้วจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุฉัพพัคคีย์ เมื่อปัจจุสมัยแห่งราตรี ได้ลุกขึ้นสวมเขียงเท้าที่ทำด้วยไม้ แล้วเดินอยู่กลางแจ้ง มีเสียงขฏะขฏะ ดังอึกทึก กล่าวดิรัจฉานกถา มีเรื่องต่างๆ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร .... เรื่องความเจริญ และความเสื่อมด้วยประการนั้นๆ เหยียบแมลงตายเสียบ้าง ยังภิกษุทั้งหลายให้เคลื่อนจากสมาธิ บ้าง จริงหรือ? ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เขียงเท้าที่ทำด้วยไม้ อันภิกษุไม่พึงสวม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ. พระพุทธบัญญัติห้ามสวมเขียงเท้าใบตาล

อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อนุชานามิ ภิกฺขเว ยสฺส ปาทา วา ทุกฺขา ปาทา วา ผาลิตา ปาทขีลาพาโธ วา อุปาหนํ ธาเรตุนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู อโธเตหิ ปาเทหิ มญฺจํปิ ปีฐํปิ อภิรูหนฺติ จีวรมฺปิ เสนาสนมฺปิ ทุสฺสติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อิทานิ มญฺจํ วา ปีฐํ วา อภิรูหิสฺสามีติ อุปาหนํ ธาเรตุนฺติ ฯ {๑๐.๑} เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู รตฺติยา อุโปสถคฺคํปิ สนฺนิสชฺชํปิ คจฺฉนฺตา อนฺธกาเร ขาณุํปิ กณฺฏกํปิ อกฺกมนฺติ ปาทา ทุกฺขา โหนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อชฺฌาราเม อุปาหนํ ธาเรตุํ อุกฺกํ ปทีปํ กตฺตรทณฺฑนฺติ ฯ {๑๐.๒} เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย กฏฺฐปาทุกาโย อภิรูหิตฺวา อชฺโฌกาเส จงฺกมนฺติ อุจฺจาสทฺทา มหาสทฺทา ขฏขฏสทฺทา อเนกวิหิตํ ติรจฺฉานกถํ กเถนฺตา เสยฺยถีทํ ราชกถํ โจรกถํ มหามตฺตกถํ เสนากถํ ภยกถํ ยุทฺธกถํ อนฺนกถํ ปานกถํ วตฺถกถํ สยนกถํ มาลากถํ คนฺธกถํ ญาติกถํ ยานกถํ คามกถํ นิคมกถํ นครกถํ ชนปทกถํ อิตฺถีกถํ ปุริสกถํ สูรกถํ วิสิขากถํ กุมฺภฏฺฐานกถํ ปุพฺพเปตกถํ นานตฺตกถํ โลกกฺขายิกํ สมุทฺทกฺขายิกํ อิติภวาภวกถํ อิติ วา กีฏกํปิ อกฺกมิตฺวา มาเรนฺติ ภิกฺขูปิ สมาธิมฺหา จาเวนฺติ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย กฏฺฐปาทุกาโย อภิรูหิตฺวา อชฺโฌกาเส จงฺกมิสฺสนฺติ อุจฺจาสทฺทา มหาสทฺทา ขฏขฏสทฺทา อเนกวิหิตํ ติรจฺฉานกถํ กเถนฺตา เสยฺยถีทํ ราชกถํ โจรกถํ ฯเปฯ อิติภวาภวกถํ อิติ วา กีฏกํปิ อกฺกมิตฺวา มาเรสฺสนฺติ ภิกฺขูปิ สมาธิมฺหา จาเวสฺสนฺตีติ ฯ {๑๐.๓} อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย กฏฺฐปาทุกาโย อภิรูหิตฺวา อชฺโฌกาเส จงฺกมนฺติ อุจฺจาสทฺทา มหาสทฺทา ขฏขฏสทฺทา อเนกวิหิตํ ติรจฺฉานกถํ กเถนฺตา เสยฺยถีทํ ราชกถํ โจรกถํ ฯเปฯ อิติภวาภวกถํ อิติ วา กีฏกํปิ อกฺกมิตฺวา มาเรนฺติ ภิกฺขูปิ สมาธิมฺหา จาเวนฺตีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว กฏฺฐปาทุกา ธาเรตพฺพา โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

๑๑

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินไปสู่จาริกทางพระนครพาราณสี เสด็จพระพุทธดำเนินสู่จาริกโดยลำดับ ถึงพระนครพาราณสี ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนคร พาราณสีนั้น. ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์คิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงห้ามเขียงเท้าไม้ จึงให้ตัด ต้นตาลเล็กๆ แล้วเอาใบตาลมาทำเขียงเท้าสวม ต้นตาลเล็กๆ นั้นถูกตัดแล้วย่อมเหี่ยวแห้ง. ชาวบ้านจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ให้ตัด ต้นตาลเล็กๆ แล้วเอาใบตาลมาทำเขียงเท้าสวมเล่า ต้นตาลเล็กๆ ถูกตัดแล้วย่อมเหี่ยวแห้ง พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะ ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาว บ้านเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุฉัพพัคคีย์ สั่งให้ตัดต้นตาลเล็กๆ แล้วเอาใบตาลมาทำเขียงเท้าสวม ต้นตาลเล็กๆ นั้นถูกตัดแล้ว ย่อม เหี่ยวแห้ง จริงหรือ? ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าจึงทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้นจึง ได้ให้ตัดต้นตาลเล็กๆ แล้วเอาใบตาลทำเขียงเท้าสวมเล่า ต้นตาลเล็กๆ นั้นถูกตัดแล้ว ย่อม เหี่ยวแห้ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชาวบ้านมีความสำคัญในต้นไม้ว่ามีชีวะ การกระทำของ เหล่าโมฆบุรุษนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำ ธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เขียงเท้าสานด้วยใบตาล อันภิกษุไม่พึง สวม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ. พระพุทธบัญญัติห้ามสวมเขียงเท้าไม้ไผ่ สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์คิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงห้ามเขียงเท้าสานด้วยใบตาล จึง ได้ให้ตัดไม้ไผ่เล็กๆ แล้วเอาใบไผ่มาทำเขียงเท้าสวม ไม้ไผ่เล็กๆ นั้น ถูกตัดแล้ว ย่อมเหี่ยว แห้ง. ชาวบ้านจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ ให้ตัดไม้ไผ่เล็กๆ แล้วเอาใบไผ่มาทำเขียงเท้าสวมเล่า ไม้ไผ่เล็กๆ นั้นถูกตัดแล้วย่อมเหี่ยวแห้ง พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรย่อมเบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะ. ภิกษุทั้งหลายได้ยิน ชาวบ้านเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า .... ครั้นแล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เขียงเท้าสานด้วยใบไผ่ อันภิกษุไม่พึงสวม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ. พระพุทธบัญญัติห้ามสวมเขียงเท้าต่างชนิด

อถโข ภควา ราชคเห ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน พาราณสี เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน พาราณสี ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา พาราณสิยํ วิหรติ อิสิปตเน มิคทาเย ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ภควตา กฏฺฐปาทุกา ปฏิกฺขิตฺตาติ ตาลตรุเณ เฉทาเปตฺวา ตาลปตฺตปาทุกาโย ธาเรนฺติ ตานิ ตาลตรุณานิ ฉินฺนานิ มิลายนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา ตาลตรุเณ เฉทาเปตฺวา ตาลปตฺตปาทุกาโย ธาเรสฺสนฺติ ตาลตรุณานิ ฉินฺนานิ มิลายนฺติ เอกินฺทฺริยํ สมณา สกฺยปุตฺติยา ชีวํ วิเหเฐนฺตีติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ {๑๑.๑} อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ตาลตรุเณ เฉทาเปตฺวา ตาลปตฺตปาทุกาโย ธาเรนฺติ ตานิ ตาลตรุณานิ ฉินฺนานิ มิลายนฺตีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม เต ภิกฺขเว โมฆปุริสา ตาลตรุเณ เฉทาเปตฺวา ตาลปตฺตปาทุกาโย ธาเรสฺสนฺติ ตานิ ตาลตรุณานิ ฉินฺนานิ มิลายนฺติ ชีวสญฺญิโน หิ ภิกฺขเว มนุสฺสา รุกฺขสฺมึ เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว ตาลปตฺตปาทุกา ธาเรตพฺพา โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๑๑.๒} เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ภควตา ตาลปตฺตปาทุกา ปฏิกฺขิตฺตาติ เวฬุตรุเณ เฉทาเปตฺวา เวฬุปตฺตปาทุกาโย ธาเรนฺติ ตานิ เวฬุตรุณานิ ฉินฺนานิ มิลายนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา เวฬุตรุเณ เฉทาเปตฺวา เวฬุปตฺตปาทุกาโย ธาเรสฺสนฺติ ตานิ เวฬุตรุณานิ ฉินฺนานิ มิลายนฺติ เอกินฺทฺริยํ สมณา สกฺยปุตฺติยา ชีวํ วิเหเฐนฺตีติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ น ภิกฺขเว เวฬุปตฺตปาทุกา ธาเรตพฺพา โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

๑๒

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครพาราณสีตามพระพุทธาภิรมย์ แล้ว เสด็จพระพุทธดำเนินจาริกทางพระนครภัททิยะ เสด็จพระพุทธดำเนินจาริกโดยลำดับถึงพระนคร ภัททิยะ ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ในป่าชาติยาวันเขตพระนครภัททิยะนั้น. ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวพระนครภัททิยะ ตั้งหน้าพากเพียรตกแต่งเขียงเท้า หลากหลายอยู่ คือ ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้า ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้าปล้อง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสาน ด้วยแฝก ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์ พวกเธอละเลยอุเทศ ปริปุจฉา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาเสีย. บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย .... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ว่า ไฉนเล่าพวกภิกษุชาวพระนครภัททิยะ จึงได้ตั้งหน้าพากเพียรตกแต่งเขียงเท้าหลากหลายอยู่ คือ ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้า ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้าปล้อง ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยแฝก ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์ ภิกษุเหล่านั้น ได้ละเลยอุเทศ ปริปุจฉา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาเสีย แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกภิกษุชาว พระนครภัททิยะตั้งหน้าพากเพียรตกแต่งเขียงเท้าหลากหลายอยู่ คือ ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้า ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย ทำเอง บ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้าปล้อง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสาน ด้วยใบเป้ง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยแฝก ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์ ย่อมละเลยอุเทศ ปริปุจฉา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาเสีย จริงหรือ? ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนเล่าโมฆบุรุษเหล่านั้น จึงได้ตั้งหน้าพากเพียรตกแต่งเขียงเท้าหลากหลายอยู่ คือ ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่ง เขียงเท้าสานด้วยหญ้า ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้าปล้อง ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง ได้ทำเองบ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าสานด้วยแฝก ได้ทำเอง บ้าง ได้สั่งให้ทำบ้าง ซึ่งเขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์ โมฆบุรุษเหล่านั้นได้ละเลยอุเทศ ปริปุจฉา อธิจิต อธิปัญญาเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของเหล่าโมฆบุรุษนั่นไม่เป็นไปเพื่อความ เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมเขียงเท้าสานด้วยหญ้าเขียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย เขียงเท้าสาน ด้วยหญ้าปล้อง เขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง เขียงเท้าสานด้วยแฝก เขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์ เขียงเท้าประดับด้วยทองคำ เขียงเท้าประดับด้วยเงิน เขียงเท้าประดับด้วยแก้วมณี เขียงเท้า ประดับด้วยแก้วไพฑูรย์ เขียงเท้าประดับด้วยแก้วผลึก เขียงเท้าประดับด้วยทองสัมฤทธิ์ เขียงเท้า ประดับด้วยกระจก เขียงเท้าทำด้วยดีบุก เขียงเท้าทำด้วยสังกะสี เขียงเท้าทำด้วยทองแดง รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เขียงเท้าบางชนิดที่สำหรับสวมเดิน อันภิกษุไม่พึงสวม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเขียงเท้าที่ตรึงอยู่กับที่ ไม่ใช่สำหรับใช้สวมเดิน ๓ ชนิด คือ เขียงเท้าที่สำหรับเหยียบถ่ายอุจจาระ ๑ เขียงเท้าที่สำหรับเหยียบถ่ายปัสสาวะ ๑ เขียงเท้าที่ สำหรับเหยียบในที่ชำระ ๑.

อถโข ภควา พาราณสิยํ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน ภทฺทิยํ เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน ภทฺทิยํ ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา ภทฺทิเย วิหรติ ชาติยาวเน ฯ เตน โข ปน สมเยน ภทฺทิยา ภิกฺขู อเนกวิหิตํ ปาทุกมณฺฑนานุโยคมนุยุตฺตา วิหรนฺติ ติณปาทุกํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ มุญฺชปาทุกํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ ปพฺพชปาทุกํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ หินฺตาลปาทุกํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ กมลปาทุกํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ กมฺพลปาทุกํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ ริญฺจนฺติ อุทฺเทสํ ปริปุจฺฉํ อธิสีลํ อธิจิตฺตํ อธิปญฺญํ ฯ {๑๒.๑} เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ภทฺทิยา ภิกฺขู อเนกวิหิตํ ปาทุกมณฺฑนานุ- โยคมนุยุตฺตา วิหริสฺสนฺติ ติณปาทุกํ กริสฺสนฺติปิ การาเปสฺสนฺติปิ มุญฺชปาทุกํ กริสฺสนฺติปิ การาเปสฺสนฺติปิ ปพฺพชปาทุกํ กริสฺสนฺติปิ การาเปสฺสนฺติปิ หินฺตาลปาทุกํ กริสฺสนฺติปิ การาเปสฺสนฺติปิ กมลปาทุกํ กริสฺสนฺติปิ การาเปสฺสนฺติปิ กมฺพลปาทุกํ กริสฺสนฺติปิ การาเปสฺสนฺติปิ ริญฺจิสฺสนฺติ อุทฺเทสํ ปริปุจฺฉํ อธิสีลํ อธิจิตฺตํ อธิปญฺญนฺติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ภทฺทิยา ภิกฺขู อเนกวิหิตํ ปาทุกมณฺฑนานุโยคมนุยุตฺตา วิหรนฺติ ติณปาทุกํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ มุญฺชปาทุกํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ ปพฺพชปาทุกํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ หินฺตาลปาทุกํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ กมลปาทุกํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ กมฺพลปาทุกํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ ริญฺจนฺติ อุทฺเทสํ ปริปุจฺฉํ อธิสีลํ อธิจิตฺตํ อธิปญฺญนฺติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ {๑๒.๒} วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม เต ภิกฺขเว โมฆปุริสา อเนกวิหิตํ ปาทุกมณฺฑนานุโยคมนุยุตฺตา วิหริสฺสนฺติ ติณปาทุกํ กริสฺสนฺติปิ การาเปสฺสนฺติปิ มุญฺชปาทุกํ กริสฺสนฺติปิ การาเปสฺสนฺติปิ ปพฺพชปาทุกํ กริสฺสนฺติปิ การาเปสฺสนฺติปิ หินฺตาลปาทุกํ กริสฺสนฺติปิ การาเปสฺสนฺติปิ กมลปาทุกํ กริสฺสนฺติปิ การาเปสฺสนฺติปิ กมฺพลปาทุกํ กริสฺสนฺติปิ การาเปสฺสนฺติปิ ริญฺจิสฺสนฺติ อุทฺเทสํ ปริปุจฺฉํ อธิสีลํ อธิจิตฺตํ อธิปญฺญํ เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว ติณปาทุกา ธาเรตพฺพา น มุญฺชปาทุกา ธาเรตพฺพา น ปพฺพชปาทุกา ธาเรตพฺพา น หินฺตาลปาทุกา ธาเรตพฺพา น กมลปาทุกา ธาเรตพฺพา น กมฺพลปาทุกา ธาเรตพฺพา น โสวณฺณมยา ปาทุกา ธาเรตพฺพา น รูปิยมยา ปาทุกา ธาเรตพฺพา น มณิมยา ปาทุกา ธาเรตพฺพา น เวฬุริยมยา ปาทุกา ธาเรตพฺพา น ผลิกมยา ปาทุกา ธาเรตพฺพา น กํสมยา ปาทุกา ธาเรตพฺพา น กาจมยา ปาทุกา ธาเรตพฺพา น ติปุมยา ปาทุกา ธาเรตพฺพา น สีสมยา ปาทุกา ธาเรตพฺพา น ตมฺพโลหมยา ปาทุกา ธาเรตพฺพา โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส น จ ภิกฺขเว กาจิ สงฺกมนียา ปาทุกา ธาเรตพฺพา โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส อนุชานามิ ภิกฺขเว ติสฺโส ปาทุกาโย ธุวฏฺฐานิยา อสงฺกมนียาโย วจฺจปาทุกํ ปสฺสาวปาทุกํ อาจมนปาทุกนฺติ ฯ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย