คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

ธรรมสังคณีปกรณ์ อัตถุทธารกัณท์ เหตุโคจฉกะเป็นต้น

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๔๖ บรรทัด๑ ฉบับ

อัฏฐกถากัณฑวรรณนา

พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสเหตุโคจฉกทุกะ ต่อไป

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงเหตุโดยนัยมีอาทิว่า ตโย กุสลเหตู ดังนี้แล้ว ทรงประสงค์จะแสดงเหตุเหล่านั้นนั่นแหละโดยฐานะแห่งการเกิดขึ้นอีก จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า จตูสุ ภูมีสุ กุสเลสุ อุปฺปชฺชนฺติ (บังเกิดในกุศลทั้ง ๔ ภูมิ) ดังนี้. นัยแห่งเทศนาแม้ในโคจฉกะที่เหลือบัณฑิตพึงทราบโดยอุบายนี้.

ในนิทเทสแห่งอาสวทุกะ (บาลีข้อ ๙๑๗) ว่า ยตฺถ เทฺว ตโย อาสวา เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ

(อาสวะ ๒-๓ อย่าง บังเกิดร่วมกันในจิตตุปบาทใด) นี้ บัณฑิตพึงทราบ ความเกิดขึ้นแห่งอาสวะรวมกัน ๓ อย่าง.

บรรดาอาสวะเหล่านั้น กามาสวะย่อมเกิดรวมกันโดย ๒ อย่าง คือเกิดขึ้นในทิฏฐิวิปปยุต ๔ ดวงรวมกับอวิชชาสวะ เกิดขึ้นในทิฏฐิสัมปยุต ๔ ดวง พร้อมกับทิฏฐาสวะและอวิชชาสวะ ส่วนภวาสวะย่อมเกิดรวมกันอย่างเดียว คือเกิดในทิฏฐิวิปปยุต ๔ พร้อมกับอวิชชาสวะ.

อนึ่ง ในคำว่า อาสวะ ๒-๓ อย่างบังเกิดร่วมกัน นี้ฉันใด แม้ในคำว่า สัญโญชน์ ๒-๓ บังเกิดรวมกันในจิตตุปบาทใด นี้ก็ฉันนั้น คือการเกิดของสัญโญชน์ทั้งหลายรวมกันพึงมี ๑๐ อย่าง.

บรรดาสัญโญชน์เหล่านั้น กามราคสัญโญชน์ย่อมเกิดร่วมกัน ๔ อย่าง ปฏิฆะย่อมเกิดร่วมกัน ๓ อย่าง มานะย่อมเกิดร่วมกัน ๑ อย่าง วิจิกิจฉาและภวราคะก็เกิดร่วมกันอย่างละ ๑ อย่างเหมือนกัน ข้อนี้เป็นอย่างไร

คือกามราคสัญโญชน์ก่อน เกิดร่วมกัน ๔ อย่างคือ เกิดร่วมกันกับมานสัญโญชน์และอวิชชาสัญโญชน์ ๑ เกิดร่วมกันกับทิฏฐิสัญโญชน์และอวิชชาสัญโญชน์ ๑ เกิดร่วมกันกับสีลัพพตปรามาสและอวิชชาสัญโญชน์ ๑ เกิดร่วมกันกับอวิชชาสัญโญชน์เพียงเท่านั้น ๑.

ก็ปฏิฆสัญโญชน์เกิดร่วมกัน ๓ อย่างนี้ คือ เกิดร่วมกันกับอิสสาสัญโญชน์และอวิชชาสัญโญชน์ ๑ เกิดร่วมกันกับมัจฉริยสัญโญชน์และอวิชชาสัญโญชน์ ๑ เกิดร่วมกันกับอวิชชาสัญโญชน์เพียงเท่านั้น ๑.

มานสัญโญชน์ย่อมเกิดร่วมกันพร้อมกับภวราคสัญโญชน์และอวิชชาสัญโญชน์. วิจิกิจฉาสัญโญชน์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

จริงอยู่ วิจิกิจฉาสัญโญชน์นั้นย่อมเกิดร่วมกันอย่างเดียว คือร่วมกันกับอวิชชาสัญโญชน์. แม้ในภวราคสัญโญชน์ก็นัยนี้แหละ สัญโญชน์ ๒-๓ เกิดร่วมกันในจิตตุปบาทนี้ ด้วยประการฉะนี้.

ว่าด้วยนีวรณโคจฉกทุกะ

พระดำรัสใดที่ตรัสไว้ในนีวรณโคจฉกะ (บาลีข้อ ๙๓๕) ว่า ยตฺถ เทฺว ตีณิ นีวรณานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ (นิวรณ์ ๒-๓ อย่างบังเกิดร่วมกันในจิตตุปบาทใด) ดังนี้ แม้ในพระดำรัสนั้น บัณฑิตก็พึงทราบความบังเกิดร่วมกันแห่งนิวรณ์ทั้งหลายมี ๘ อย่าง.

จริงอยู่ ในบรรดานิวรณ์เหล่านั้น กามฉันทเกิดร่วมกัน ๒ อย่าง พยาบาทเกิดร่วมกัน ๔ อย่าง อุทธัจจะเกิดร่วมกันอย่างเดียว วิจิกิจฉาก็เกิดร่วมกันอย่างเดียวเหมือนกัน ข้อนี้เป็นอย่างไร?

คือ กามฉันทะก่อนย่อมเกิดร่วมกัน ๒ อย่าง คือเกิดร่วมกับอุทธัจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์ในอสังขาริกจิต ๑ เกิดร่วมกันกับถีนนิวรณ์ มิทธนิวรณ์ อุทธัจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์ในสสังขาริกจิต ๑. ก็คำใดที่ตรัสว่า นิวรณ์เกิดร่วมกัน ๒-๓ นั้น คำนั้น ข้าพเจ้ากล่าวโดยการกำหนดไว้ในเบื้องต้นแล้ว เพราะฉะนั้น การบังเกิดร่วมกันแห่งนิวรณ์แม้ทั้ง ๔ ก็ย่อมถูกต้องทีเดียว.

ส่วนพยาบาทบังเกิดร่วมกัน ๔ อย่าง คือเกิดร่วมกับอุทธัจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์ในอสังขาริกจิต ๑ เกิดร่วมกับถีนนิวรณ์ มิทธนิวรณ์ อุทธัจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์ในสสังขาริกจิต ๑ เกิดร่วมกับอุทธัจจนิวรณ์ กุกกุจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์ในอสังขาริกจิต ๑ เกิดร่วมกับถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจนิวรณ์ กุกกุจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์ในสสังขาริกจิต ๑. ส่วนอุทธัจจนิวรณ์เกิดร่วมกันมีอย่างเดียว คือเกิดร่วมกับอวิชชานิวรณ์เพียงอย่างเดียว วิจิกิจฉาก็เกิดร่วมกันอย่างเดียว คือเกิดกับอุทธัจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์.

ว่าด้วยกิเลสโคจฉกทุกะ

แม้พระดำรัสนี้ใดที่ตรัสไว้ในกิเลสโคจฉกะ (ข้อ ๙๖๘) ว่า ยตฺถ เทฺว ตโย กิเลสา เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ (กิเลส ๒-๓ อย่างเกิดร่วมกันในจิตตุปบาทใด) ดังนี้. ในพระบาลีนั้นบัณฑิตพึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า กิเลส ๒-๓ อย่าง เกิดร่วมกับกิเลสเหล่าอื่น หรือกิเลส ๓ อย่าง เกิดร่วมกับกิเลสเหล่าอื่น ดังนี้ เพราะเหตุไร เพราะไม่มีกิเลส ๒ หรือ ๓ อย่างเกิดร่วมกัน ในพระบาลีนั้น การเกิดขึ้นร่วมกันแห่งกิเลสมี ๑๐ อย่าง.

จริงอยู่ ในบรรดากิเลส ๑๐ เหล่านี้ โลภกิเลสย่อมเกิดร่วมกัน ๖ อย่าง ปฏิฆกิเลสเกิดร่วมกัน ๒ อย่าง โมหกิเลสก็พึงทราบ ๒ อย่างเหมือนกัน.

พึงทราบอย่างไร? คือ

โลภะก่อนเกิดร่วมกัน ๖ อย่าง คือ เกิดร่วมกับโมหะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในอสังขาริกทิฏฐิวิปปยุตตจิต ๑

เกิดร่วมกับโมหะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในสสังขาริกทิฏฐิวิปปยุตตจิต ๑

เกิดร่วมกับโมหะ มานะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในอสังขาริกจิตนั่นแหละ ๑

เกิดร่วมกับโมหะ มานะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในสสังขาริกจิตนั่นแหละ ๑

อนึ่ง เกิดร่วมกับโมหะ อุทธัจจะ ทิฏฐิ อหิริกะ อโนตตัปปะในอสังขาริกอันสัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๑

เกิดร่วมกับโมหะ ทิฏฐิ ถีนะ มิทธะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตัปปะในสสังขาริกประกอบด้วยทิฏฐิ ๑.

ส่วนปฏิฆะเกิดร่วมกัน ๒ อย่าง อย่างนี้ คือ เกิดร่วมกับโมหะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในอสังขาริกจิต ๑ เกิดร่วมกับโมหะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในสสังขาริกจิต ๑.

ส่วนโมหะเกิดร่วมกัน ๒ อย่าง คือ เกิดพร้อมกับวิจิกิจฉา อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในจิตที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา ๑ เกิดพร้อมกับอุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะในจิตที่สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ ๑.

คำที่เหลือในที่ทั้งปวงมีเนื้อความตื้นทั้งนั้นแล. อัฏฐกถากัณฑวรรณนา แห่งอัฏฐสาลินี อรรถกถาธรรมสังคณี จบ.

นิคมกถา

ก็ด้วยคำมีประมาณเท่านี้

พระโลกนารถเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกจิตตุปปาทกัณฑ์ รูปกัณฑ์ นิกเขปกัณฑ์ และอัตถุทธารกัณฑ์ อันน่ารื่นรมย์ใจ ทรงแสดงพระธรรมสังคณีใด การพรรณนาเนื้อความแห่งพระธรรมสังคณีที่ได้ทรงรวบรวมธรรมโดยสิ้นเชิงแห่งพระอภิธรรมปิฎก ซึ่งทรงตั้งไว้แล้วนั้น ข้าพเจ้าได้เริ่มแล้ว การพรรณนาเนื้อความนี้นั้นเข้าถึงความสำเร็จแล้วโดยชื่อว่าอัฏฐสาลินี เพราะมีเนื้อความไม่อากูลโดยพระบาลี ๓๙ ภาณวาร เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม.

กุศลใดที่ข้าพเจ้ายังอรรถวรรณนาให้จบลงนั้นสำเร็จแล้วด้วยอานุภาพแห่งกุศลนั้น ขอสัตว์แม้ทั้งหมดจงรู้พระธรรมของพระธรรมราชา อันนำมาซึ่งความสุขแล้ว จงบรรลุสันติสุขคือพระนิพพานอันยอดเยี่ยม หาความโศกมิได้ ไม่มีความคับแค้นใจ ด้วยข้อปฏิบัติอันบริสุทธิ์โดยง่าย.

ขอพระสัทธรรมจงดำรงอยู่สิ้นกาลนาน ขอเหล่าสัตว์แม้ทั้งหมดจงเคารพธรรม ขอฝนจงตกต้องตามฤดูกาล พระราชาแต่เก่าก่อนทรงคุณธรรมอันดีทรงปกครองปวงประชาโดยธรรมฉันใด ขอพระราชาปัจจุบันจงทรงปกครองปวงประชาโดยธรรม ดุจพระโอรสของพระองค์ฉันนั้นเถิด.

อรรถกถาธรรมสังคณี ชื่อว่าอัฏฐสาลินี นี้อันพระเถระผู้มีนามที่ครูทั้งหลายขนาน แล้วว่า พุทธโฆสะ ผู้ประดับด้วย ศรัทธา ปัญญาและวิริยะอันหมดจดอย่างยิ่ง ผู้ยังหมู่แห่งคุณมีศีลอาจาระความซื่อตรง ความอ่อนโยนเป็นต้นให้ตั้งขึ้นแล้ว ผู้สามารถหยั่งลงสู่ชัฏ (การวินิจฉัยข้อความที่ยุ่งยาก) ในความแตกต่างกันแห่งลัทธิของตนและคนอื่น ผู้ประกอบด้วยความเฉลียวฉลาดด้วยปัญญา ผู้มีปรีชาญาณอันไม่ติดขัดในสัตถุศาสน์ อันต่างด้วยปริยัติคือพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถา ผู้เป็นมหาไวยากรณ์ ผู้อธิบายเนื้อความได้กว้างขวาง ผู้ประกอบด้วยถ้อยคำไพเราะอันเลิศซึ่งเปล่งออกไปได้คล่องแคล่วอันเกิดแต่กรณสมบัติ เป็นนักพูดชั้นเยี่ยมโดยทั้งผูกทั้งแก้ เป็นมหากวี เป็นอลังการแห่งวงศ์ของเหล่าพระเถระฝ่ายมหาวิหารซึ่งเป็นประทีปแห่งเถรวงศ์ ผู้มีความรู้อันตั้งมั่นดีแล้วในอุตริมนุสธรรมประดับด้วยคุณมีการแตกฉานในอภิญญา ๖ เป็นต้น มีปฏิสัมภิทาอันแตกฉานแล้วเป็นบริวาร เป็นผู้มีความรู้ไพบูลย์และหมดจดวิเศษแล้ว รจนาไว้.

ขออรรถกถาธรรมสังคณีชื่อ อัฏฐสาลีนีนี้

อันแสดงนัยแห่งปัญญาวิสุทธิ์ แก่กุลบุตรทั้งหลาย

ผู้แสวงหาธรรมเครื่องสลัดออกจากโลก จงดำรง

อยู่ในโลกตราบเท่าพระนามว่า “พุทโธ” ของพระ

โลกเชษฐ์เจ้า ผู้เป็นพระมหาฤาษี ผู้มีพระทัยบริสุทธิ์

ผู้คงที่ ยังเป็นไปในโลก เทอญ.

____________________________

ในที่นี้กล่าว นามเธยฺย (การตั้งชื่อ) เป็นของพระพุทธโฆสาจารย์ที่ครูทั้งหลายขนานให้มีถึง ๑๓ บท.

เถรวงศ์ หมายถึงพระมหากัสสปเถระเป็นต้น และคำว่า " ผู้มีความรู้อันตั้งมั่นดีแล้วในอุตริมนุสธรรมประดับด้วยคุณมีการแตกฉานในอภิญญา ๖ เป็นต้น มีปฏิสัมภิทาอันแตกฉานดีแล้วเป็นบริวาร" เหล่านี้ เป็นคุณของพระมหากัสสปเถระเป็นต้น.

-----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร