๑
อรรถกถาแปลไทย
วรรณนาปัญหาปุจฉกะ
ในปัญหาปุจฉกะ บัณฑิตพึงทราบความที่อิทธิบาททั้งหลายเป็นกุศลเป็นต้น โดยทำนองแห่งพระบาลีนั่นแหละ. แต่ในอารัมมณติกะทั้งหลาย อิทธิบาทเหล่านี้แม้ทั้งหมดเป็นอัปปมาณารัมมณะเท่านั้น เพราะปรารภพระนิพพานอันเป็นอัปปมาณธรรมเป็นไปไม่เป็นมัคคารัมมณะ. แต่เป็นมัคคเหตุกะด้วยสามารถแห่งสหชาตเหตุ ไม่เป็นมัคคาธิปติ. เพราะว่า อธิปติ ๔ ย่อมไม่กระทำซึ่งกันและกันให้เป็นใหญ่. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะความที่ตนเองเป็นใหญ่ที่สุด.
เหมือนอย่างว่า พระราชบุตร ๔ องค์ ผู้มีพระชาติเสมอกัน มีวัยเสมอกัน มีกำลังเสมอกัน มีศิลปะเสมอกัน ย่อมไม่ให้ความเป็นใหญ่แก่กัน เพราะความที่พระราชบุตรทั้ง ๔ พระองค์เป็นผู้สูงสุดฉันใด อธิปติทั้ง ๔ แม้เหล่านี้ก็ฉันนั้น ย่อมไม่กระทำซึ่งกันและกันให้เป็นใหญ่ เพราะความที่ธรรมเหล่านั้นแต่ละข้อต่างก็เป็นใหญ่ที่สุดด้วยกัน เพราะฉะนั้น อธิปติเหล่านั้นจึงไม่เป็นมัคคาธิปติ โดยส่วนเดียวเท่านั้น. ในอดีตเป็นต้นก็ไม่พึงกล่าวแม้ในความเป็นเอการัมมณะ. ก็อธิปติเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นพหิทธารัมมณะ เพราะความที่พระนิพพานเป็นธรรมภายนอก ดังนี้แล. ในปัญหาปุจฉกะนี้ ท่านกล่าวว่า อิทธิบาททั้งหลายเป็นโลกุตตระที่เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ทีเดียว. จริงอยู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอิทธิบาททั้งหลายอันเป็นโลกิยะและโลกุตตระปนกันไว้ในสุตตันตภาชนีย์นั่นแหละ แต่ในอภิธรรมภาชนีย์และในปัญหาปุจฉกะ ตรัสว่าเป็นโลกุตตระอย่างเดียว. แม้อิทธิปาทวิภังค์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงนำออกจำแนกแสดงแล้ว ๓ ปริวัฏอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
วรรณนาปัญหาปุจฉกะ จบ อรรถกถาอิทธิปาทวิภังค์ จบ. -----------------------------------------------------