๑
อรรถกถาแปลไทย
อรรถกถาฌานันตริกกถา ว่าด้วยฌานคั่น
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องฌานคั่น.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายสมิติยะและอันธกะทั้งหลายบางพวกว่า ผู้ไม่รู้โอกาส คือการปรากฏแห่งสมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารในลัทธิปัญจกนัย ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกฌาน ๕ อย่าง สมาธิทั้งสิ้นทรงยกขึ้นแสดงไว้ ๓ อย่าง ข้อนี้ชื่อว่าฌานคั่นในระหว่างฌานที่ ๑ และฌานที่ ๒ ดังนี้.
คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า ผัสสะคั่นมีอยู่หรือ เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ฌานก็ดี เจตสิกธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้นก็ดี มีอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าว่าฌานคั่นพึงมีไซร้ ผัสสะคั่นเป็นต้นก็ต้องมี ดังนี้.
ข้อว่า ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงว่า ถ้าว่า ฌานคั่นพึงมีไซร้ ฌานทั้งหลายมีทุติยฌานและตติยฌานเป็นต้นนั่นแหละมีอยู่ อันฌานคั่นแห่งฌานเหล่านั้นก็พึงมีด้วย.
ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วย ตอบรับรองด้วย เพราะความไม่มีในลัทธิทั้งหมด.
ถูกถามว่า ฌานคั่นในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌาน ปรวาทีตอบรับรองด้วยสามารถแห่งลัทธิ.
คำว่า วิตกวิจาร เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงด้วยคำว่า เมื่อความเป็นสมาธิแห่งสมาธิแม้ทั้ง ๓ มีอยู่ สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่เพียงวิจารเท่านั้นเป็นฌานคั่น สมาธินอกจากนี้ไม่ใช่ไซร้ ก็เมื่อเป็นเช่นนี้อะไรเป็นเหตุแปลกกันในที่นี้.
คำว่า ในระหว่างฌานทั้ง ๒ เกิดคล่องแคล่วสกวาทีถามหมายถึงปฐมฌานและทุติยฌาน. ปรวาทีตอบรับรองด้วยลัทธิว่า สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารในระหว่างแห่งฌานทั้ง ๒ เกิดคล่องแคล่วเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นฌานคั่น.
ถูกถามว่า ปฐมฌานดับแล้ว ทุติยฌานก็ยังไม่เกิดขึ้น ปรวาทีตอบรับรอง เพราะความเป็นไปในขณะหนึ่งแห่งฌานทั้ง ๓ ไม่ประกอบกัน.
ปรวาทีถามด้วยความสามารถแห่งจตุกกนัยว่า สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นปฐมฌาน ฯลฯ เป็นทุติยฌาน ฯลฯ สกวาทีตอบปฏิเสธเพราะความไม่มีแห่งฌานนั้น ในนัยนั้น.
ในคำนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสมาธิไว้ ๓ อย่าง มิใช่หรือ อธิบายว่า บรรดาสมาธิ ๓ นั้นๆ สมาธิ ๒ เป็นฌานอย่างเดียวไม่เป็นฌานคั่นฉันใด อันฌานแม้นี้นั่นแหละก็ไม่พึงเป็นฌานคั่นฉันนั้น ด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถาฌานันตริกกถา จบ. -----------------------------------------------------