คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๔๔๐ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถามหาสีหนาทสูตร

มหาสีหนาทสูตร เริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับ ดังนี้ :-

ในมหาสีหนาทสูตรนั้น บทว่า เวสาลิยํ ความว่า ใกล้พระนครซึ่งมีชื่ออย่างนั้น. ได้ยินว่า พระนครนั้นถึงอันนับว่า เวสาลี เพราะเป็นนครเจริญไพศาลบ่อยๆ.

ในมหาสีหนาทสูตรนั้น มีการกล่าวตามลำดับดังนี้.

ได้ยินว่า พระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี ทรงพระครรภ์. พระนางทรงทราบแล้ว ทูลให้พระราชาทรงทราบ. พระราชาได้พระราชทานเครื่องบริหารพระครรภ์. พระนางเมื่อทรงได้รับการบริหารโดยชอบ ก็เสด็จเข้าสู่เรือนเป็นที่ทรงประสูติ ในกาลทรงมีพระครรภ์แก่. ในสมัยใกล้รุ่ง ผู้มีบุญทั้งหลายก็ได้คลอดออกจากพระครรภ์. ก็พระนางนอกจากพระเทวีเหล่านั้น ทรงประสูติชิ้นเนื้อเป็นเช่นกับกลีบดอกชบาที่ไม่เหี่ยวแห้งในสมัยใกล้รุ่งนั้น. พระเทวีเหล่าอื่นจากพระอัครมเหสีนั้น ทรงประสูติพระโอรสทั้งหลายเป็นเช่นกับพิมพ์ทอง. พระนางอัครมเหสีทรงรู้ว่าเป็นชิ้นเนื้อ จึงทรงดำริว่า ความอัปยศของเรา พึงเกิดขึ้นเบื้องพระพักตรของพระราชา ดังนี้ เพราะความทรงกลัวต่อความอัปยศนั้น จึงทรงใส่ชิ้นเนื้อนั้นในภาชนะหนึ่ง ทรงปิด ทรงประทับตราพระราชลัญจกร ทรงให้ทิ้งลงในกระแสน้ำคงคา.

ครั้นเมื่อภาชนะนั้นสักว่ามนุษย์ทิ้งแล้ว เทพยดาทั้งหลายก็เตรียมการรักษา.

ก็มนุษย์ทั้งหลายได้จารึกแผ่นทองคำด้วยชาดสีแดง ผูกไว้ในภาชนะนั้นว่า ราชโอรสของพระอัครมเหสีแห่งพระเจ้าพาราณสี. แต่นั้น ภาชนะนั้นไม่ถูกภัยทั้งหลายมีภัยแต่คลื่นเป็นต้นเบียดเบียนเลย ได้ลอยไปตามกระแสน้ำคงคา.

ก็โดยสมัยนั้น ยังมีดาบสตนหนึ่งอาศัยตระกูลผู้เลี้ยงโคอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา. ดาบสนั้นลงสู่แม่น้ำคงคาแต่เช้าตรู่ ได้เห็นภาชนะนั้นลอยมา จึงจับยกขึ้นด้วยสำคัญว่าเป็นบังสุกุล. ลำดับนั้น ได้เห็นแผ่นอักษรและรอยพระราชลัญจกรนั้นในภาชนะนั้นแล้ว แก้ออกดูเห็นชิ้นเนื้อนั้น. ดาบสนั้นครั้นเห็นแล้วจึงคิดว่า พึงเป็นครรภ์ แต่ทำไมครรภ์นั้นจึงไม่เหม็นและไม่เน่าเล่า จึงนำมาสู่อาศรมตั้งไว้ในโอกาสอันหมดจด. ลำดับนั้นโดยล่วงไปกึ่งเดือน ชิ้นเนื้อก็เป็นสองส่วน. ดาบสเห็นแล้วก็ตั้งไว้ในที่ดีกว่า. โดยล่วงไปอีกกึ่งเดือนจากนั้น ชิ้นเนื้อแต่ละชิ้นก็แบ่งเป็นปมอย่างละห้าปม เพื่อประโยชน์แก่มือเท้าและศีรษะ. ลำดับนั้นโดยล่วงไปกึ่งเดือนจากนั้น ชิ้นเนื้อหนึ่งเป็นเด็กชายเช่นกับพิมพ์ทอง ชิ้นหนึ่งเป็นเด็กหญิง.

ดาบสได้เกิดความรักดุจบุตรในเด็กเหล่านั้น. น้ำนมได้เกิดแม้แต่หัวแม่มือของดาบสนั้น. ก็จำเดิมแต่นั้น ได้น้ำนมเป็นภัต. ดาบสนั้นบริโภคภัตแล้ว หยอดน้ำนมในปากของทารกทั้งหลาย. สถานที่ซึ่งดาบสเข้าไปทั้งหมดปรากฏแก่ทารกเหล่านั้น เหมือนอยู่ในภาชนะแก้วมณี. ทารกทั้งสองปราศจากฉวีอย่างนี้. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า ทารกเหล่านั้นมีฉวีเร้นลับกันและกันดุจเย็บตั้งไว้. ด้วยประการฉะนี้ ทารกเหล่านั้นจึงปรากฏว่า ลิจฉวี เพราะความที่ทารกเหล่านั้นปราศจากผิว หรือมีผิวเร้นลับ.

ดาบสเลี้ยงดูทารกทั้งหลาย เข้าไปสู่บ้านในกลางวันเพื่อภิกษา กลับมาเมื่อสายมาก. คนเลี้ยงโคทั้งหลายรู้ความกังวลนั้นของดาบสนั้น จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ การเลี้ยงดูทารกย่อมเป็นกังวลแก่นักบวช ขอท่านจงให้ทารกเหล่านั้นแก่พวกผมเถิด พวกผมจักเลี้ยงดู ท่านจงทำการงานของตนเถิด. ดาบสรับว่า ดีแล้ว.

ในวันที่สองนายโคบาลทั้งหลายทำทางให้ราบเรียบ โปรยด้วยดอกไม้ทั้งหลาย ยกธงผ้ามีดุริยางค์บรรเลง มาสู่ทางอันไม่ราบเรียบ. ดาบสกล่าวว่า ทารกเป็นผู้มีบุญมาก ท่านทั้งหลายจงให้เจริญด้วยความไม่ประมาท และครั้นให้เจริญแล้ว จงทำอาวาหวิวาหะกะกันและกัน ท่านทั้งหลายต้องให้พระราชาทรงพอพระทัยด้วยปัญจโครส จับจองพื้นที่สร้างนคร อภิเษกกุมารในนครนั้น ดังนี้แล้ว ได้ให้ทารกทั้งหลาย. นายโคบาลเหล่านั้นรับว่า ดีละ นำทารกทั้งหลายไปเลี้ยงดู.

ทารกทั้งหลายอาศัยความเจริญ เล่นอยู่ก็ประหารเด็กนายโคบาลเหล่าอื่นด้วยมือบ้าง ด้วยเท้าบ้าง ในที่ทะเลาะกัน. ก็เด็กของนายโคบาลเหล่านั้นร้องไห้อยู่ผู้อันบิดามารดาพูดว่า พวกเจ้าร้องไห้เพื่ออะไร จึงบอกว่า เด็กผู้ไม่มีบิดามารดาซึ่งดาบสเลี้ยงเหล่านี้ ประหารพวกผมเหลือเกิน.

แต่นั้น บิดามารดาของเด็กเหล่านั้น จึงกล่าวว่า เด็กสองคนนี้ยังเด็กพวกอื่นให้พินาศ ให้ถึงความทุกข์ พวกเราไม่พึงสงเคราะห์เด็กเหล่านี้ ควรไล่เด็กเหล่านี้ออกไปเสีย ดังนี้.

ได้ยินว่า จำเดิมแต่กาลนั้น ประเทศนั้นจึงเรียกว่า วัชชี.

ลำดับนั้น นายโคบาลทั้งหลายยังพระราชาทรงพอพระทัยแล้ว ได้รับประเทศนั้นโดยปริมาณหนึ่งร้อยโยชน์. และได้สร้างนครในประเทศนั้นแล้ว อภิเษกกุมารซึ่งมีอายุได้สิบหกปีให้เป็นพระราชา. ได้ให้พระราชานั้นทรงทำวิวาหะกับเด็กหญิงแม้นั้นแล้ว ทำกติกาว่า พวกเราไม่พึงนำเด็กหญิงมาจากภายนอก ไม่พึงให้เด็กชายจากตระกูลนี้แก่ใคร ดังนี้. ด้วยการอยู่ร่วมกันครั้งแรก เขาทั้งสองคนนั้นมีบุตรแฝดสองคน คือ ธิดา ๑ บุตร ๑ โดยประการฉะนี้ จึงมีบุตรแฝดถึงสิบหกครั้ง.

ต่อแต่นั้น ทารกเหล่านั้นเจริญขึ้นตามลำดับ จึงขยายนครซึ่งไม่เพียงพอ เพื่อเอาเป็นอารามอุทยานสถานที่อยู่ และบริวารสมบัติ ถึง ๓ ครั้ง โดยห่างกันครั้งละหนึ่งคาวุต. นครนั้นจึงมีชื่อว่า เวสาลี เพราะความเป็นนครที่มีความเจริญกว้างขวางบ่อยๆ.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เวสาลิยํ ความว่า ใกล้พระนครที่มีชื่ออย่างนั้น.

บทว่า พหินคเร ความว่า ในภายนอกแห่งพระนคร คือไม่ใช่ภายในพระนครเหมือนอัมพปาลีวัน. ก็นี้คือ ราวป่าภายนอกพระนคร เหมือนชีวกัมพวัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ในภายนอกพระนคร.

บทว่า อปรปุเร ความว่า ตรงกันข้ามกับทิศตะวันออก คือในทิศตะวันตก.

บทว่า วนสณฺเฑ ความว่า ได้ยินว่า ราวป่านั้นอยู่ในที่ประมาณหนึ่งคาวุต ในทิศตะวันตกแห่งพระนคร. ในราวป่านั้น มนุษย์ทั้งหลายทำพระคันธกุฎีถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ล้อมพระคันธกุฎีนั้น ตั้งที่พักกลางคืน ที่พักกลางวัน ที่จงกรม ที่เร้น กุฏิ มณฑปเป็นต้น ถวายแด่พระภิกษุทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในราวป่านั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าในราวป่า ด้านตรงกันข้ามกับทิศตะวันออก.

คำว่า สุนักขัตตะ นั้นเป็นชื่อของเขา ก็สุนักขัตตะนั้นเรียกว่า ลิจฉวีบุตร เพราะความที่เขาเป็นบุตรของลิจฉวีทั้งหลาย.

บทว่า อจิรปกฺกนฺโต ความว่า สึกออกมาเป็นคฤหัสถ์หลีกไปไม่นาน.

บทว่า ปริสติ ได้แก่ ในท่ามกลางบริษัท.

กุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่ามนุษยธรรม ในบทนี้ว่า อุตฺตริมนุสฺสธมฺมา

สุนักขัตตะไม่อาจเพื่อจะปฏิเสธกุศลกรรมบถ ๑๐ เหล่านั้น. เพราะเหตุไร.

เพราะกลัวแต่คำตำหนิ.

ด้วยว่า ในเมืองเวสาลี มนุษย์จำนวนมากเลื่อมใสแล้วในพระรัตนตรัย นับถือพระพุทธเจ้า นับถือพระธรรม นับถือพระสงฆ์ มนุษย์เหล่านั้น ครั้นเมื่อสุนักขัตตะกล่าวว่า แม้สักว่า กุศลกรรมบถสิบของพระสมณโคดมไม่มี ดังนี้ ก็จะกล่าวคำเป็นต้นว่า ท่านได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฆ่าสัตว์ในที่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาของที่ไม่ได้ให้ในที่ไหน แล้วพึงกล่าวว่า ท่านไม่รู้ประมาณของตน ท่านกินหินและก้อนกรวด ด้วยคิดว่าฟันทั้งหลายของเรามีหรือ ท่านพยายามเพื่อจะจับหางงู ท่านปรารถนาเพื่อจะเล่นพวงดอกไม้ในฟันเลื่อย พวกเราจักยังฟันทั้งหลายของท่านให้หลุดร่วงจากปาก ดังนี้.

เขาไม่อาจเพื่อจะกล่าวอย่างนี้ เพราะกลัวแต่การตำหนินั้น. ก็เขาเมื่อจะปฏิเสธการบรรลุคุณพิเศษนอกจากอุตตริมนุษยธรรมนั้น จึงกล่าวว่า ญาณทัสสนะพิเศษอันควรเป็นพระอริยเจ้านอกจากมนุษยธรรม ดังนี้.

ในบทนั้น ชื่อว่า อลมริยะ เพราะควรเพื่อรู้อริยะ.

อธิบายว่า อันสามารถเพื่อความเป็นพระอริยเจ้า. ญาณทัสสนะนั้นเทียวชื่อว่าญาณทัสสนะวิเศษ ญาณทัสสนวิเสสนั้นด้วย เป็นอันควรแก่พระอริยเจ้าด้วย เพราะฉะนั้นจึงชื่อ อลมริยญาณทัสสนวิเสส. ทิพยจักษุก็ดี วิปัสสนาก็ดี มรรคก็ดี ผลก็ดี ปัจจเวกขณญาณก็ดี สัพพัญญุตญาณก็ดี เรียกว่าญาณทัสสนะ.

จริงอยู่ ทิพยจักษุ ชื่อว่าญาณทัสสนะ ในบทนี้ว่า เป็นผู้ไม่ประมาทแล้วย่อมบรรลุญาณทัสสนะ. ก็วิปัสสนาญาณ ชื่อว่าญาณทัสสนะ ในบทนี้ว่า นำไปเฉพาะ น้อมไปเฉพาะซึ่งจิต เพื่อญาณทัสสนะ. มรรคชื่อว่าญาณทัสสนะ ในบทนี้ว่า เขาเหล่านั้นไม่ควรเพื่อญาณทัสสนะ เพื่อตรัสรู้อันยอดเยี่ยม. ผลญาณชื่อว่าญาณทัสสนะ ในบทนี้ว่า ญาณทัสสนะพิเศษอันควรแก่พระอริยเจ้า นอกจากอุตตริมนุษยธรรมนี้อันเป็นการอยู่ผาสุก ได้บรรลุแล้วกระมัง. ปัจจเวกขณญาณชื่อว่าญาณทัสสนะ ในบทนี้ว่า ก็ญาณทัสสนะได้เกิดขึ้นแก่เราแล้ว วิมุตติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพใหม่ไม่มี. สัพพัญญุตญาณชื่อว่าญาณทัสสนะ ในบทนี้ว่า ก็ญาณทัสสนะของเราได้เกิดขึ้นแล้ว อาฬารดาบส กาฬามโคตร ได้ถึงแก่กรรมแล้ว ๗ วัน.

ส่วนโลกุตตรมรรค ท่านประสงค์เอาในที่นี้.

ก็สุนักขัตตะนั้นปฏิเสธโลกุตตรมรรคแม้นั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ห้ามอาจารย์ด้วยบทนี้ว่า ตกฺกปริยาหตํ.

นัยว่า เขามีปริวิตกอย่างนี้ ธรรมดาพระสมณโคดมทรงเข้าหาอาจารย์ทั้งหลายแล้ว ถือเอาลำดับธรรมอันละเอียดไม่มี ก็พระสมณโคดมทรงแสดงธรรม ยึดความตรึก คือทรงตรึก ทรงตรองแล้ว แสดงธรรมยึดความตรึกว่าจักเป็นอย่างนี้ จักมีอย่างนั้น ดังนี้. ย่อมรับรู้โลกิยปัญญาของพระสมณโคดมนั้น ด้วยบทนี้ว่า วีมํสานุจริตํ. พระสมณโคดมทรงมีพระปัญญา. พระสมณโคดมนั้นทรงยังพระวิมังสาอันเปรียบเหมือนอินทวิเชียร กล่าวคือปัญญานั้นให้เที่ยวไปข้างนั้นและข้างนี้ว่า จักเป็นไปอย่างนั้น จักเป็นไปอย่างนี้ ย่อมทรงแสดงธรรมคล้อยตามพระวิมังสา. ห้ามความที่พระสมณโคดมนั้นทรงประจักษ์ในธรรมทั้งหลาย ด้วยบทนี้ว่า สยํ ปฏิภานํ.

ก็สุนักขัตตะนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่าวิปัสสนา หรือมรรค หรือผล อันเป็นลำดับแห่งธรรมอันละเอียดของพระสมณโคดมนั้น ชื่อว่าประจักษ์ย่อมไม่มี ก็สมณโคดมนี้ทรงได้บริษัท วรรณ ๔ ย่อมแวดล้อมพระองค์เหมือนพระจักรพรรดิ ก็ไรพระทนต์ของพระองค์เรียบสนิท พระชิวหาอ่อน พระสุรเสียงอ่อนหวาน พระวาจาไม่มีโทษ พระองค์ทรงถือเอาสิ่งที่ปรากฏแก่เทพแล้ว ตรัสพระดำรัสตามไหวพริบของพระองค์ทรงยังมหาชนให้ยินดี.

บทว่า ยสฺส จ ขฺวสฺส อตฺถาย ธมฺโม เทสิโต ความว่า ก็ธรรมนี้พระองค์ทรงแสดง เพื่อประโยชน์แก่บุคคลใดแล.

อย่างไร

คือ อสุภกรรมฐานเพื่อประโยชน์แก่การกำจัดราคะ เมตตาภาวนาเพื่อประโยชน์แก่การกำจัดโทสะ ธรรม ๕ ประการเพื่อประโยชน์แก่การกำจัดโมหะ อานาปานัสสติเพื่อตัดวิตก.

บทว่า โส นิยฺยาติ ตกฺกรสฺส สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ความว่า สุนักขัตตะแสดงว่า ธรรมนั้นย่อมนำออกคือไป เพื่อความสิ้นไปแห่งวัฏฏทุกข์โดยชอบ คือโดยเหตุ โดยนัย โดยการณ์ แก่ผู้ปฏิบัติตามธรรมที่ทรงแสดงนั้น คือยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จ.

แต่สุนักขัตตะไม่กล่าวถึงเนื้อความนี้นั้นด้วยอัธยาศัยของตน จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ก็ธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเครื่องไม่นำออกจากทุกข์ ดังนี้. แต่ไม่สามารถจะกล่าวได้ เพราะเหตุไร. เพราะกลัวแต่การถูกตำหนิ.

จริงอยู่ ในเมืองเวสาลี มีอุบาสกเป็นโสดาบัน สกทาคามีและอนาคามีจำนวนมาก. อุบาสกเหล่านั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า แน่ะสุนักขัตตะ ท่านกล่าวว่า ธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้ ดังนี้ ผิว่า ธรรมนี้ไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้ไซร้ เพราะเหตุไร ในนครนี้ อุบาสกเหล่านี้เป็นโสดาบันประมาณเท่านี้ เป็นสกทาคามีประมาณเท่านี้ เป็นอนาคามีประมาณเท่านี้เล่า. อุบาสกเหล่านั้นพึงกระทำการคัดค้าน โดยนัยที่กล่าวแล้วในบทก่อน.

สุนักขัตตะนั้น เมื่อไม่อาจเพื่อจะกล่าวว่า ธรรมนี้ไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้ เพราะกลัวถูกตำหนินี้ จึงกล่าวว่า ธรรมของพระสมณโคดมนั้น ไม่เป็นโมฆะ ย่อมนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ เหมือนท่อนไม้ที่เขาทิ้งไว้โดยไม่ถูกเผา แต่พระสมณโคดมนั้นไม่มีอะไรในภายในเลย ดังนี้.

บทว่า อสฺโสสิ โข ความว่า เมื่อสุนักขัตตะกล่าวอย่างนี้ในท่ามกลางบริษัทนั้นๆ ในตระกูลทั้งหลายมีตระกูลพราหมณ์และตระกูลเศรษฐีเป็นต้นในพระนครเวสาลี ท่านพระสารีบุตรได้ฟังคำพูดนั้นแล้ว ไม่คัดค้าน เพราะเหตุไร.

เพราะท่านมีความกรุณา.

นัยว่า ท่านพระสารีบุตรนั้นมีความดำริอย่างนี้ว่า สุนักขัตตะนี้กระเสือกกระสนด้วยอำนาจแห่งความโกรธ เหมือนไม้ไผ่ถูกเผา และเหมือนเกลือที่ถูกใส่ในเตาไฟ ก็สุนักขัตตะถูกเราคัดค้านแล้ว จักผูกความอาฆาตแม้ในเรา เมื่อเป็นอย่างนี้ สุนักขัตตะนั้นก็จักผูกอาฆาตเป็นภาระอย่างยิ่งในชนทั้งสอง คือในพระตถาคตและในเรา เพราะฉะนั้น จึงไม่คัดค้านเพราะท่านมีความกรุณา.

อนึ่ง ท่านพระสารีบุตรนั้นมีความดำริอย่างนี้ว่า ธรรมดาการกล่าวตำหนิพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็เป็นเช่นกับโปรยโทษในพระจันทร์เต็มดวงฉะนั้น ใครเล่าจักถือเอาถ้อยคำของสุนักขัตตะนี้ เขาเองนั้นแหละ ครั้นหมดน้ำลาย ปากแห้งแล้วจักงดการกล่าวตำหนิ เพราะฉะนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงไม่คัดค้าน เพราะความกรุณานี้.

บทว่า ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต ความว่า กลับจากการแสวงหาบิณฑบาตแล้ว.

บทว่า โกธโน คือ เป็นผู้ดุร้าย คือเป็นผู้หยาบคาย.

บทว่า โมฆปุริโส ความว่า บุรุษเปล่า จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเรียกบุรุษผู้ไม่มีอุปนิสัยแห่งมรรคและผลในอัตภาพนั้นว่าโมฆบุรุษ. ครั้นเมื่ออุปนิสัยแม้มีอยู่ แต่มรรคหรือผลไม่มีในขณะนั้น ก็เรียกว่า โมฆบุรุษเหมือนกัน. แต่สุนักขัตตะนี้ได้ตัดขาดอุปนิสัยแห่งมรรคและผลทั้งหลายแล้วในอัตภาพนั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกสุนักขัตตะนั้นว่า โมฆบุรุษ.

บทว่า โกธา จ ปนสฺส เอสา วาจา ภาสิตา ความว่า ก็วาจาของสุนักขัตตะนั้นนั่นและ ได้กล่าวแล้วด้วยความโกรธ.

ก็เพราะเหตุไร สุนักขัตตะนั้นจึงโกรธพระผู้มีพระภาคเจ้า. เพราะในกาลก่อน สุนักขัตตะนี้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามถึงการบริกรรมทิพยจักษุ.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแก่สุนักขัตตะนั้นแล้ว.

สุนักขัตตะนั้นยังทิพยจักษุให้เกิดขึ้น เจริญอาโลกสัญญา เมื่อมองดูเทวโลก ก็ได้เห็นเทพบุตรทั้งหลายและเทพธิดาทั้งหลาย ซึ่งกำลังเสวยทิพยสมบัติในนันทนวัน จิตตลดาวัน ปารุสกวันและมิสสกวัน เป็นผู้ประสงค์จะฟังเสียงของเทพบุตรและเทพธิดาเหล่านั้น ที่ดำรงอยู่ในอัตภาพสมบัติเห็นปานนั้นว่า จักมีเสียงอ่อนหวานอย่างไรหนอแล จึงเข้าไปเฝ้าพระทศพลแล้วทูลถามการบริกรรมทิพยโสตธาตุ.

แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ว่า สุนักขัตตะนั้นไม่มีอุปนิสัยแห่งทิพยโสตธาตุ จึงไม่ตรัสบอกการบริกรรมแก่เขา. เพราะพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ตรัสบริกรรมแก่ผู้เว้นจากอุปนิสสัย.

เขาได้ผูกอาฆาตในพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว คิดว่า เราได้ทูลถามการบริกรรมถึงทิพยจักษุครั้งแรกกะพระสมณโคดม พระองค์ได้ตรัสแก่เราว่า ทิพยจักษุบริกรรมนั้นจงสำเร็จ หรือว่าจงอย่าสำเร็จ แต่เรายังทิพยจักษุบริกรรมนั้นเกิดขึ้นด้วยการทำของบุรุษจำเพาะตนแล้ว จึงถามถึงการบริกรรมโสตธาตุ พระองค์ไม่ตรัสบอกการบริกรรมโสตธาตุนั้นแก่เรา ชะรอยพระองค์จะมีพระดำริอย่างนี้ว่า สุนักขัตตะนี้บวชจากราชตระกูล ยังทิพยจักษุญาณให้เกิดขึ้นแล้ว ยังทิพยโสตธาตุญาณให้เกิด ยังเจโตปริยญาณให้เกิด ยังญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายให้เกิดแล้ว จักทัดเทียมเราแน่แท้ พระองค์จึงไม่ตรัสบอกแก่เราด้วยอำนาจแห่งความริษยาและความตระหนี่ ดังนี้.

สุนักขัตตะผูกอาฆาตโดยประมาณยิ่งแล้ว ทิ้งผ้ากาสายะทั้งหลายแล้วแม้ถึงความเป็นคฤหัสถ์ ก็ยังไม่นิ่งเที่ยวไป. แต่เขากล่าวตู่พระทศพล ด้วยความเปล่าไม่เป็นจริงเที่ยวไป. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วาจานั้น เขากล่าวเพราะความโกรธ ดังนี้.

บทว่า วณฺโณ เหโส สารีปุตฺต ความว่า ดูกรสารีบุตร ตถาคตบำเพ็ญบารมีทั้งหลายอยู่สี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป ได้กระทำความพยายามเพื่อประโยชน์แห่งบารมีเหล่านั้น เทศนาธรรมของเราจักเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ เพราะฉะนั้น ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ ผู้นั้นชื่อว่ากล่าวสรรเสริญตถาคตนั่นเทียว. พระองค์ทรงแสดงว่า ดูกรสารีบุตร ก็การสรรเสริญนั้นเป็นคุณ นั้นเป็นคุณของตถาคต. ทรงแสดงอะไรด้วยบทเป็นต้นว่า อยํปิ หิ นาม สารีปุตฺต ดังนี้. ทรงแสดงความที่อุตตริมนุษยธรรมที่สุนักขัตตะปฏิเสธมีอยู่ในพระองค์.

ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภเทศนานี้ โดยนัยว่า อยํปิ หิ นาม สารีปุตฺต เป็นต้น เพื่อทรงแสดงอรรถนั้นว่า ดูก่อนสารีบุตร สุนักขัตตะนี้เป็นโมฆบุรุษ ย่อมกล่าวว่า อุตตริมนุษยธรรมของพระตถาคตไม่มี ดังนี้ ก็เรามีสัพพัญญุตญาณ มีอิทธิวิธญาณ มีทิพยโสตธาตุญาณ มีเจโตปริยญาณ มีทศพลญาณ มีจตุเวสารัชชญาณ มีญาณที่ไม่ครั้นคร้ามในบริษัทแปด มีญาณกำหนดกำเนิดสี่ มีญาณกำหนดคติห้า ก็ธรรมเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ก็คืออุตตริมนุษยธรรมนั้นเทียว ก็ธรรมดา แม้สักว่าความคล้อยตามธรรมที่สามารถรู้อุตตริมนุษยธรรมแม้ข้อหนึ่งในบรรดาอุตตริมนุษยธรรมเห็นปานนี้ จักไม่มีแก่โมฆบุรุษนั้น ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น ชื่อว่าอันวยะ เพราะอรรถว่าคล้อยตาม. อธิบายว่า รู้คือรู้ตาม. ความคล้อยตามธรรม ชื่อธัมมันวยะ. นั้นเป็นชื่อของปัญญาเป็นเครื่องรู้ธรรมมีสัพพัญญุตญาณเป็นต้นนั้นๆ. ทรงแสดงว่า แม้ธัมมันวยะจักไม่มีแก่โมฆบุรุษนั้น เพื่อให้รู้อุตตริมนุษยธรรม กล่าวคือสัพพัญญุตญาณแม้เห็นปานนี้ของเรามีอยู่นั่นเทียวว่า มีอยู่ ด้วยบทว่า อิติปิ โส ภควา เป็นต้น. พึงทราบการประกอบอย่างนี้ แม้ในญาณทั้งหลายมีอิทธิวิธญาณ เป็นต้น.

อนึ่ง พึงกล่าววิชชา ๓ ในลำดับแห่งเจโตปริยญาณในบทนั้นโดยแท้.

ถึงกระนั้น ครั้นเมื่อวิชชา ๓ เหล่านั้นกล่าวแล้ว ธรรมดาทศพลญาณเบื้องสูง ย่อมบริบูรณ์ เพราะฉะนั้น จึงไม่ตรัสวิชชา ๓ นั้น ทรงแสดงกระทำให้บริบูรณ์ด้วยทสพลญาณของตถาคตจึงตรัสว่า ทส โข ปนิมานิ สารีปุตฺต เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตถาคตพลานิ ได้แก่ พละของตถาคตเท่านั้น ไม่ทั่วไปกับบุคคลเหล่าอื่น คือพละที่มาแล้วโดยประการที่พละของพระพุทธเจ้าในปางก่อนทั้งหลาย ซึ่งมาด้วยบุญสมบัติและอิสสริยสมบัติ.

ในพละเหล่านั้น พละของตถาคตมี ๒ อย่าง คือ กายพละ ๑ ญาณพละ ๑.

ในพละเหล่านั้น กายพละ พึงทราบโดยทำนองแห่งตระกูลช้าง.

สมดังคาถาประพันธ์ที่โบราณกาจารย์ทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า

ตระกูลช้าง ๑๐ ตระกูลนี้คือ กาฬาวกะ ๑

คังเคยยะ ๑ ปัณฑระ ๑ ตัมพะ ๑ ปิงคละ ๑

คันธะ ๑ มังคละ ๑ เหมะ ๑ อุโบสถ ๑ ฉัททันตะ ๑.

ก็ตระกูลแห่งช้าง ๑๐ ตระกูลเหล่านี้.

ในตระกูลช้างเหล่านั้น พึงเห็นตระกูลช้างธรรมดาว่า กาฬาวกะ. กำลังกายของบุรุษ ๑๐ คนเท่ากับกำลังช้างกาฬาวกะ ๑ เชือก. กำลังของช้างกาฬาวกะ ๑๐ เชือกเท่ากับกำลังช้างคังเคยยะ ๑ เชือก. กำลังช้างคังเคยยะ ๑๐ เชือกเท่ากับกำลังช้างปัณฑระ ๑ เชือก. กำลังช้างปัณฑระ ๑๐ เชือกเท่ากับกำลังช้างตัมพะ ๑ เชือก. กำลังช้างตัมพะ ๑๐ เชือกเท่ากับกำลังช้างปิงคละ ๑ เชือก. กำลังช้างปิงคละ ๑๐ เชือกเท่ากับกำลังช้างคันธะ ๑ เชือก. กำลังช้างคันธะ ๑๐ เชือกเท่ากับกำลังช้างมังคละ ๑ เชือก. กำลังช้างมังคละ ๑๐ เชือกเท่ากับกำลังช้างเหมวัต ๑ เชือก. กำลังช้างเหมวัต ๑๐ เชือกเท่ากับกำลังช้างอุโบสถ ๑ เชือก. กำลังช้างอุโบสถ ๑๐ เชือกเท่ากับกำลังช้างฉัททันตะ ๑ เชือก. กำลังช้างฉัททันตะ ๑๐ เชือกเท่ากับกำลังพระตถาคต ๑ พระองค์.

ตถาคตพละนี้นั้นเทียวเรียกว่ากำลังรวมของพระนารายนะบ้าง. กำลังนี้นั้น เป็นกำลังช้างพันโกฏิด้วยการนับช้างธรรมดา เป็นกำลังบุรุษสิบพันโกฏิด้วยการนับบุรุษ. นี้เป็นกำลังกายของพระตถาคตก่อน.

ส่วนญาณพละมาแล้วในบาลีก่อนเทียว. ญาณหลายพันแม้เหล่าอื่นอย่างนี้คือ ทสพลญาณ จตุเวสารัชชญาณ ญาณในไม่ทรงครั้นคร้ามในบริษัทแปด ญาณกำหนดกำเนิดสี่ ญาณกำหนดคติห้า ญาณ ๗๓ ญาณ ๗๗ ที่มาในสังยุตตกนิกายนั่นชื่อ ญาณพละ.

ญาณพละนั้นเทียว ท่านประสงค์แล้วแม้ในที่นี้.

ก็ญาณ ท่านกล่าวว่าพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหว และอรรถว่าอุดหนุน.

บทว่า เยหิ พเลหิ สมนฺนาคโต ความว่า ทรงถึง คือทรงถึงพร้อมด้วยญาณพละ ๑๐ ประการเหล่าใด.

บทว่า อาสภณฺฐานํ คือ ฐานะซึ่งประเสริฐที่สุด คือฐานะอุดม. อธิบายว่า ฐานะแห่งพระพุทธเจ้าในปางก่อน ซึ่งเป็นผู้นำเหล่านั้น. อนึ่ง โคโจกในโคร้อยตัว ชื่ออุสภะ. โคโจกในโคพันตัว ชื่อวสภะ.

อีกประการหนึ่ง โคโจกในคอกโคร้อยตัว ชื่ออุสภะ โคโจกในคอกโคพันตัว ชื่อวสภะ. โคที่เป็นโจกในโคทั้งปวงเป็นตัวนำฝูงโคทั้งหมด ขาวปลอด น่าเลื่อมใส นำภาระมาก ไม่หวั่นไหวด้วยเสียงฟ้าผ่าร้อยครั้ง ชื่อนิสภะ.

นิสภะนั้น ท่านประสงค์ว่าอุสภะในที่นี้.

จริงอยู่ แม้คำนี้เป็นคำโดยทางอ้อมของอุสภะนั้น. ชื่อว่าอาสภะ เพราะอรรถว่านี้ของอุสภะ.

บทว่า ฐานํ ความว่า ก็ฐานะที่ทำลายแผ่นดินด้วยเท้าทั้ง ๔ แล้วไม่หวั่นไหว นี้เป็นราวกะโคอุสภะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอาสภะ. ก็โคอุสภะกล่าวคือนิสภะ ถึงพร้อมด้วยกำลังแห่งโคอุสภะ ทำลายแผ่นดินด้วยเท้าทั้งสี่ แล้วยืนอยู่โดยไม่หวั่นไหวฉันใด แม้พระตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงถึงพร้อมด้วยกำลังของพระตถาคต ๑๐ ประการ ทรงทำลายแผ่นดินคือบริษัทแปดด้วยพระบาท คือเวสารัชชะ ๔ ประการแล้ว ไม่พรั่นพรึงต่อข้าศึก คือปัจจามิตรไรๆ ในโลกพร้อมกับเทวโลก ทรงดำรงอยู่โดยไม่หวั่นไหว.

ก็เมื่อทรงดำรงอยู่อย่างนั้น ชื่อว่าทรงประกาศ คือทรงเข้าถึงฐานะแห่งความเป็นผู้นำนั้น คือทรงยกไว้ในพระองค์โดยไม่ประจักษ์. เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ.

บทว่า ปริสาสุ คือ ในบริษัทแปด. บทว่า สีหนาทํ นทติ ความว่า ทรงบันลือถึงการบันลืออันประเสริฐที่สุด คือที่ไม่มีใครกลัว หรือทรงบันลือถึงการบันลืออันเป็นเช่นกับการบันลือของสีหะ.

เนื้อความนี้พึงแสดงโดยสีหนาทสูตร.

อีกประการหนึ่ง ราชสีห์เรียกว่าสีหะ เพราะครอบงำและเพราะฆ่าฉันใด พระตถาคตเรียกว่าสีหะ เพราะครอบงำโลกธรรมทั้งหลายและเพราะฆ่าลัทธิของศาสดาอื่นๆ ฉันนั้น. การบันลือของสีหะตามที่กล่าวแล้วอย่างนี้ ชื่อว่าสีหนาทะ. ในบทนั้นมีอธิบายว่า สีหะถึงพร้อมด้วยกำลังของสีหะแล้ว แกล้วกล้า ปราศจากขนพอง ย่อมบันลือสีหนาทในที่ทั้งปวงฉันใด แม้สีหะคือพระตถาคต ถึงพร้อมด้วยกำลังของพระตถาคตทั้งหลายแล้ว แกล้วกล้า ปราศจากขนพอง ทรงบันลือสีหนาท ที่ถึงพร้อมด้วยความกว้างขวางแห่งพระเทศนามีวิธีต่างๆ โดยนัยเป็นอาทิว่า รูป ด้วยประการฉะนี้ ในบริษัทแปดฉันนั้น. เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า ทรงบันลือสีหนาทในบริษัททั้งหลาย ดังนี้.

ในบทว่า พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ นี้ บทว่า พฺรหฺมํ ได้แก่ ประเสริฐที่สุด คืออุดม สละสลวย.

ก็ศัพท์แห่งจักรนี้

ย่อมปรากฏในสมบัติ ลักษณะ องค์แห่งรถ อิริยาบถ

ทาน รัตนะ และในจักรทั้งหลายมีธรรมจักรเป็นต้น

ท่านประสงค์เอาในธรรมจักรนี้ ก็ธรรมจักรนั้นแบ่ง

เป็น ๒ อย่าง.

จริงอยู่ ศัพท์จักรนี้ย่อมปรากฏในสมบัติ ในบททั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายถึงพร้อมด้วยจักรเหล่าใด จักรทั้งหลาย ๔ นี้. ในลักษณะ ในบทนี้ว่า จักรทั้งหลายเกิดแล้วในพื้นแห่งพระยุคลบาท. ในองค์แห่งรถ ในบทนี้ว่า จักรเทียวชื่อว่าเป็นบท เพราะนำไป. ในอิริยาบถ ในบทนี้ว่า จักรสี่ ทวารเก้า. ในทาน ในบทนี้ว่า เมื่อให้ทาน จงบริโภคและอย่าประมาท จงหมุนจักรเพื่อสัตว์มีชีวิตทั้งหลาย. ในรัตนจักร ในบทนี้ว่า จักรรัตนะอันเป็นทิพย์ได้ปรากฏแล้ว. ในธรรมจักร ในบทนี้ว่า จักรอันเราให้เป็นไปแล้ว. ในขรุจักร ในบทว่า จักรหมุนบดศีรษะของคนผู้อันริษยาครอบงำแล้ว. ในปหรจักร ในบทนี้ว่า ถ้าแม้โดยจักรอันมีคมแข็งเป็นที่สุดรอบ. ในอสนิมณฑล ในบทนี้ว่า อสนิจักร.

ส่วนศัพท์จักรนี้ ท่านประสงค์ในธรรมจักรนี้.

ก็ธรรมจักรนั้นมี ๒ อย่างคือ ปฏิเวธญาณ ๑ เทสนาญาณ ๑.

ในธรรมจักร ๒ อย่างนั้น ธรรมจักรที่ปัญญาอบรมแล้ว นำมาซึ่งอริยผลแก่ตน ชื่อว่าปฏิเวธญาณ. ธรรมจักรที่กรุณาอบรมแล้ว นำมาซึ่งอริยผลแก่สาวกทั้งหลาย ชื่อว่าเทสนาญาณ.

ในญาณทั้ง ๒ นั้น ปฏิเวธญาณมี ๒ อย่าง คือเกิดขึ้นอยู่ เกิดขึ้นแล้ว. ก็ปฏิเวธญาณนั้น ตั้งแต่การเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ ถึงพระอรหัตมรรค ชื่อว่าเกิดขึ้นอยู่. ปฏิเวธญาณในขณะแห่งผล ชื่อว่าเกิดขึ้นแล้ว.

อนึ่ง ปฏิเวธญาณตั้งแต่ชั้นดุสิต จนถึงพระอรหัตมรรคในมหาโพธิบัลลังก์ ชื่อว่าเกิดขึ้นอยู่. ปฏิเวธญาณในขณะแห่งผล ชื่อว่าเกิดขึ้นแล้ว. ปฏิเวธญาณตั้งแต่พระพุทธเจ้าทีปังกรจนถึงพระอรหัตมรรค ชื่อว่าเกิดขึ้นอยู่. ในขณะแห่งผล ชื่อว่าเกิดขึ้นแล้ว.

ฝ่ายเทสนาญาณก็มี ๒ อย่าง คือเป็นไปอยู่ เป็นไปแล้ว.

จริงอยู่ เทสนาญาณนั้น ตั้งแต่พระอัญญาโกญฑัญญะบรรลุพระโสดาปัตติมรรค ชื่อว่าเป็นไปอยู่. ในขณะแห่งผล ชื่อว่าเป็นไปแล้ว.

ในญาณทั้ง ๒ อย่างนั้น ปฏิเวธญาณเป็นโลกุตตระ เทสนาญาณเป็นโลกิยะ. ก็ญาณแม้ทั้งสองนั้นไม่ทั่วไปแก่บุคคลเหล่าอื่น เป็นญาณของโอรสของพระพุทธเจ้าทั้งหลายอย่างเดียว.

พระตถาคตทรงถึงพร้อมด้วยพละเหล่าใด ทรงประกาศฐานะแห่งความเป็นผู้นำ และพละเหล่าใดที่ยกขึ้นในเบื้องต้นว่า ดูก่อนสารีบุตร ก็ตถาคตพละของตถาคต ๑๐ อย่างนี้แล บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงพละเหล่านั้นโดยพิสดาร จึงตรัสว่า กตมานิ ทส อิธ สารีปุตฺต ตถาคโต ฐานญฺจ ฐานโต ดังนี้เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ฐานญฺจ ฐานโต ความว่า ซึ่งการณ์ โดยการณ์.

จริงอยู่ การณ์เรียกว่าฐานะ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งผล คือเป็นที่เกิดและเป็นที่เป็นไปแห่งผล เพราะความที่ผลเป็นไปเนื่องจากการณ์นั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงรู้ชัดฐานะนั้นว่า ธรรมเหล่าใดๆ เป็นเหตุปัจจัยแก่ธรรมเหล่าใดๆ เพราะอาศัยธรรมนั้นๆ จึงชื่อว่าฐานะ. ธรรมเหล่าใดๆ ไม่เป็นเหตุปัจจัยแก่ธรรมเหล่าใดๆ เพราะอาศัยธรรมนั้นๆ จึงชื่อว่าอฐานะ. ชื่อว่าทรงรู้ชัดฐานะโดยฐานะ และอฐานะโดยอฐานะ ตามความเป็นจริง.

ก็การณ์นั้นได้ให้พิสดารแล้วในอภิธรรม โดยนัยเป็นต้นว่า ในญาณเหล่านั้น การรู้ฐานะโดยฐานะ และอฐานะโดยอฐานะตามความเป็นจริงของตถาคตเป็นไฉน ดังนี้.

บทว่า ยํปิ ความว่า ด้วยญาณใด.

บทว่า อิทํปิ สารีปุตฺต ตถาคตสฺส ความว่า ก็ฐานาฐานญาณแม้นี้ชื่อว่าเป็นกำลังของตถาคต.

พึงทราบโยชนาในบททั้งปวงอย่างนี้.

บทว่า กมฺมสมาทานานํ ความว่า แห่งกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่สมาทานแล้วกระทำ หรือกรรมนั้นเทียว เป็นกรรมสมาทาน.

บทว่า ฐานโส เหตุโส ได้แก่ โดยปัจจัยและโดยเหตุ.

ในบทนั้น คติ อุปธิ กาลและปโยคเป็นฐานะ คือเป็นกรรม เป็นเหตุของวิบาก.

ก็กถาโดยพิสดารแห่งญาณนี้มาแล้วในอภิธรรมโดยนัยเป็นต้นว่า กรรมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่างมีอยู่ อันคติสมบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผล ดังนี้.

บทว่า สพฺพตฺถคามินึ ความว่า อันให้ไปสู่คติในที่ทั้งปวงและอันไม่ให้ไปสู่คติ.

บทว่า ปฏิปทํ ได้แก่ มรรค.

บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ ความว่า ทรงรู้สภาพโดยไม่ผิดเพี้ยนแห่งการปฏิบัติทั้งหลาย กล่าวคือกุศลเจตนาและอกุศลเจตนา แม้ในวัตถุหนึ่ง โดยนัยนี้ว่า ครั้นเมื่อมนุษย์ทั้งหลายแม้มากฆ่าสัตว์แม้ตัวหนึ่ง เจตนาของคนนี้จักยังให้ไปสู่นรก เจตนาของคนนี้จักยังให้ไปสู่กำเนิดดิรัจฉาน. ก็กถาโดยพิสดารแห่งญาณแม้นี้ มาแล้วในอธิธรรมนั่นเทียว โดยนัยเป็นต้นว่า ในญาณเหล่านั้น ความรู้ตามความเป็นจริง อันเป็นปฏิปทาให้ไปในที่ทั้งปวงของตถาคตเป็นไฉน ตถาคตในโลกนี้ย่อมรู้ชัดว่า นี้มรรค นี้ปฏิปทาอันยังสัตว์ให้ไปสู่นรก.

บทว่า อเนกธาตุํ ความว่า ธาตุเป็นอันมากด้วย ธาตุทั้งหลายมีจักขุธาตุเป็นต้น หรือกามธาตุเป็นต้น. บทว่า นานาธาตุํ ความว่า ธาตุมีประการต่างๆ เพราะความที่ธาตุเหล่านั้นมีลักษณะพิเศษ. บทว่า โลกํ คือ โลกอันได้แก่ขันธ์ อายตนะและธาตุ.

บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ ความว่า ทรงแทงตลอดสภาพโดยไม่ผิดเพี้ยนแห่งธาตุทั้งหลายเหล่านั้นๆ.

ญาณแม้นี้ให้พิสดารแล้วในอภิธรรมนั่นเทียว โดยนัยมีอาทิว่า ในญาณเหล่านั้น ความรู้ตามความจริงซึ่งโลกอันเป็นอเนกธาตุ นานาธาตุของตถาคตเป็นไฉน ตถาคตในโลกนี้ย่อมรู้ชัดถึงความเป็นต่างๆ แห่งขันธ์.

บทว่า นานาธิมุตติกตํ ได้แก่ความมีอธิมุตติต่างๆ ด้วยอธิมุตติทั้งหลายมีเลวเป็นต้น.

ญาณแม้นี้ก็ให้พิสดารในอภิธรรมนั่นเทียว โดยนัยมีอาทิว่า ในญาณเหล่านั้น ความรู้ตามความจริงซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายมีอธิมุตติต่างๆ ของตถาคตเป็นไฉน ตถาคตในโลกนี้ย่อมรู้ชัดว่า สัตว์ทั้งหลายที่มีอธิมุตติเลวมีอยู่.

บทว่า ปรสตฺตานํ ได้แก่ สัตว์เป็นประธานทั้งหลาย.

บทว่า ปรปุคฺคลานํ คือ สัตว์เลวทั้งหลายเหล่าอื่นจากสัตว์เป็นประธานนั้น.

อนึ่ง สองบทนั้นมีอรรถเป็นอย่างเดียวกัน แต่กล่าวไว้เป็น ๒ อย่างด้วยสามารถแห่งเวไนยสัตว์.

บทว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ ได้แก่ ความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้นยิ่งและหย่อน ได้แก่ความเจริญและความเสื่อม. กถาพิสดารแห่งญาณแม้นี้ มาแล้วในอภิธรรมนั่นเทียว. โดยนัยมีอาทิว่า ในญาณเหล่านั้น ความรู้ตามความจริงถึงความที่สัตว์อื่นทั้งหลายบุคคลอื่นทั้งหลายมีอินทรีย์หย่อนและยิ่งของตถาคตเป็นไฉน ตถาคตในโลกนี้ย่อมรู้อาสัยย่อมรู้อนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย.

บทว่า ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ ความว่า ฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น วิโมกข์ ๘ มีอาทิว่า ผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลาย สมาธิ ๓ ที่มีวิตกและมีวิจารเป็นต้น และอนุปุพพสมาบัติ ๙ มีปฐมฌานสมาบัติเป็นต้น.

บทว่า สงฺกิเลสํ ได้แก่ ธรรมอันเป็นส่วนฝ่ายเสื่อม.

บทว่า โวทานํ ได้แก่ ธรรมอันเป็นส่วนฝ่ายพิเศษ.

บทว่า วุฏฺฐานํ ความว่า ฌานที่คล่องแคล้วและภวังคผลสมาบัติที่กล่าวแล้วอย่างนี้ว่า แม้ความผ่องแผ้วก็คือความออก แม้ความออกจากสมาธินั้นๆ ก็เป็นความออก.

จริงอยู่ ฌานที่คล่องแคล้วอันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ย่อมเป็นปทัฏฐานของฌานสูงๆ แม้ความผ่องแผ้วจากฌานนั้น เรียกว่าความออก. ความออกจากฌานทั้งปวงย่อมมีโดยภวังคะ. ความออกจากนิโรธสมาบัติ ย่อมมีโดยผลสมาบัติ. ท่านหมายถึงความออกนั้น จึงกล่าวว่า แม้ความออกจากสมาธินั้นๆ ว่า เป็นความออก. ญาณแม้นี้ให้พิสดารในอภิธรรม โดยนัยมีอาทิว่า ในญาณเหล่านั้น ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌานวิโมกข์สมาธิและสมาบัติทั้งหลาย อันเป็นยถาภูตญาณของตถาคตเป็นไฉน ผู้มีฌานสี่ ชื่อว่าฌายี ฌายีบางคนมีอยู่ ย่อมเสวยสมบัติที่มีอยู่นั้นเทียว. ก็การวินิจฉัยถึงสัพพัญญุตญาณ ด้วยการกล่าวโดยพิสดาร ได้กล่าวแล้วในวิภังคอรรถกถาชื่อ สัมโมหวิโนทนี. กถาว่าด้วยบุพเพนิวาสานุสสติและทิพยจักษุญาณ ให้พิสดารแล้วในวิสุทธิมรรค. กถาว่าด้วยความสิ้นไปแห่งอาสวะให้พิสดารแล้ว ในภยเภรวสูตร.

บทว่า อิมานิ โข สารีปุตฺต ความว่า ย่อมทำอัปปนาว่า เราได้กล่าวว่า ดูก่อนสารีบุตร ตถาคตพละของตถาคต ๑๐ ในกาลก่อนเหล่าใด ตถาคตพละเหล่านี้นั้น.

ในบทนั้นมี ปรวาทิกถา ดังนี้.

ชื่อว่าทศพลญาณ ไม่มีการแยกออกเป็นส่วนหนึ่ง สัพพัญญุตญาณเท่านั้นมีการแยกประเภทอย่างนี้. ข้อนั้นไม่พึงเห็นอย่างนั้น.

จริงอยู่ ทศพลญาณเป็นอย่างหนึ่ง สัพพัญญุตญาณเป็นอย่างหนึ่ง. ก็ทศพลญาณย่อมรู้เฉพาะกิจของตนๆ เท่านั้น สัพพัญญุตญาณย่อมรู้กิจของตนๆ นั้นบ้าง กิจที่เหลือจากกิจของตนๆ นั้นบ้าง.

ก็ในทศพลญาณทั้งหลาย ญาณที่หนึ่งย่อมรู้เฉพาะเหตุและไม่ใช่เหตุเท่านั้น. ญาณที่สองย่อมรู้ลำดับแห่งกรรมและลำดับแห่งวิบากเท่านั้น. ญาณที่สามย่อมรู้การกำหนดกรรมเท่านั้น. ญาณที่สี่ย่อมรู้เหตุแห่งความที่ธาตุเป็นต่างๆ กันเท่านั้น. ญาณที่ห้าย่อมรู้อัธยาศัย และอธิมุตติของสัตว์ทั้งหลายเท่านั้น. ญาณที่หกย่อมรู้ความที่อินทรีย์ทั้งหลายแก่กล้าและอ่อนเท่านั้น. ญาณที่เจ็ดย่อมรู้กิจมีความเศร้าหมองเป็นต้นแห่งอินทรีย์เหล่านั้นพร้อมกับฌานเป็นต้นเท่านั้น. ญาณที่แปดย่อมรู้ความสืบต่อแห่งขันธ์ที่เคยอยู่ในชาติปางก่อนเท่านั้น. ญาณที่เก้าย่อมรู้จุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเท่านั้น. ญาณที่สิบย่อมรู้การกำหนดสัจจะเท่านั้น.

ส่วนสัพพัญญุตญาณย่อมรู้ชัดกิจที่ควรรู้ด้วยญาณเหล่านั้น และสิ่งอันยิ่งกว่ากิจนั้น. ก็กิจแห่งญาณเหล่านั่นย่อมไม่ทำกิจทุกอย่าง. เพราะญาณนั้นเป็นฌานแล้ว ย่อมไม่อาจเพื่อเป็นอัปปนา เป็นอิทธิแล้ว ย่อมไม่อาจเพื่อแสดงฤทธิ์ได้ เป็นมรรคก็ไม่อาจเพื่อยังกิเลสทั้งหลายให้สิ้นไปได้.

อีกประการหนึ่ง ปรวาทีพึงถูกถามอย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่าทศพลญาณนั้นมีวิตกหรือมีวิจาร สักแต่ไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร เป็นโลกียะ เป็นโลกุตตระ ดังนี้. เมื่อรู้ก็จักตอบว่า ญาณ ๗ ตามลำดับมีวิตกมีวิจาร. จักตอบว่า ญาณสองอื่นจากญาณ ๗ นั้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร. จักตอบว่า อาสวักขยญาณพึงมีวิตกมีวิจาร พึงสักว่าไม่มีวิตกมีวิจาร. จักตอบว่า ญาณ ๗ ตามลำดับอย่างนั้น เป็นกามาวจร ญาณสองจากนั้นเป็นรูปาวจร ญาณหนึ่งสุดท้ายเป็นโลกุตตระ. จักตอบว่า ส่วนสัพพัญญุตญาณมีวิตกมีวิจารด้วย เป็นกามาวจรด้วย เป็นโลกิยะด้วย.

บัณฑิตรู้การพรรณนาตามลำดับบทในที่นี้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว.

บัดนี้ พึงทราบทศพละเหล่านี้ว่า ได้กล่าวแล้วตามลำดับนี้ เพราะพระตถาคตทรงเห็นภาวะมีกิเลสเป็นเครื่องกั้น อันเป็นฐานะและอฐานะแห่งการบรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะและการไม่บรรลุของเวไนยสัตว์ ด้วยฐานาฐานญาณก่อนทีเดียว เพราะทรงเห็นฐานะแห่งความเห็นชอบเป็นโลกิยะและทรงเห็นความเป็นฐานะแห่งความเห็นผิดดิ่งลงไป.

ลำดับนั้น ทรงเห็นภาวะมีวิบากเป็นเครื่องกั้นของเวไนยสัตว์เหล่านั้น ด้วยกรรมวิปากญาณ เพราะทรงเห็นเหตุปฏิสนธิสาม ทรงเห็นภาวะมีกรรมเป็นเครื่องกั้น ด้วยสัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณเพราะทรงเห็นความไม่มีแห่งอนันตริยกรรม ทรงเห็นจริยพิเศษ เพื่อทรงแสดงธรรมที่สมควรแก่เวไนยสัตว์ทั้งหลายผู้ไม่มีความอาลัยอย่างนี้ ด้วยอเนกธาตุนานาธาตุญาณ เพราะทรงเห็นความเป็นไปต่างๆ แห่งธาตุ.

ลำดับนั้น ทรงเห็นอธิมุตติของเวไนยสัตว์เหล่านั้นด้วยนานาธิมุตติกตาญาณ เพื่อแม้ไม่ทรงประกอบความเพียรก็ทรงแสดงพระธรรม ด้วยอำนาจแห่งอธิมุตติ.

ลำดับนั้น เพื่อทรงแสดงธรรมตามสติ ตามกำลังแก่เวไนยสัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุตติได้เห็นแล้วอย่างนี้ ย่อมทรงเห็นความที่สัตว์มีอินทรีย์หย่อนและยิ่ง ด้วยอินทรียปโรปริยัตติญาณ เพราะทรงเห็นความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้น เป็นธรรมชาติแก่กล้าและอ่อน ก็ถ้าความที่เวไนยสัตว์เหล่านั้นมีอินทรีย์ที่กำหนดรู้แล้วอย่างนี้หย่อนและยิ่ง ย่อมอยู่ในที่ไกล เพราะความที่เวไนยสัตว์เป็นผู้ชำนาญในฌานทั้งหลายมีปฐมฌานเป็นต้น แต่เข้าถึงได้รวดเร็ว ด้วยอิทธิพิเศษนั้นเทียว และครั้นเข้าถึงแล้ว ก็เข้าถึงชั้นบุรพชาติของสัตว์เหล่านั้นด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เมื่อทรงเห็นสมบัติจิตพิเศษด้วยเจโตปริยญาณ อันทรงบรรลุโดยอานุภาพทิพยจักษุ ชื่อว่าทรงแสดงธรรม เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ เพราะความที่พระองค์ทรงปราศจากความหลุ่มหลงด้วยปฏิปทาอันยังสัตว์ให้ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ ด้วยอานุภาพแห่งอาสวักขยญาณ.

ก็ในบทเป็นต้นว่า ตํ สารีปุตฺต วาจํ อปฺปหาย ดังนี้.

บุคคลกล่าวว่า เราจักไม่กล่าววาจาเห็นปานนี้ ชื่อว่าละวาจานั้น. เมื่อคิดว่า เราจักไม่ยังความคิดเห็นปานนี้ เกิดขึ้นอีกชื่อว่าสละความคิด. เมื่อสละว่าเราจักไม่ยึดถือความเห็น เห็นปานนี้อีก ชื่อว่าสลัดความเห็น. เมื่อไม่กระทำอย่างนั้น ชื่อว่าไม่สละ ไม่สลัด. บุคคลนั้นก็เที่ยงแท้ที่จะตกนรก

เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ดำรงอยู่ในนรกนั้นเทียว เหมือนถูกนายนิรยบาลทั้งหลายนำมาตั้งอยู่ในนรก. บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงอุปมาอันให้สำเร็จประโยชน์แก่เขา จึงตรัสว่า เสยฺยถาปิ เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น พึงทราบศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นโลกิยะและโลกุตตระในบทเป็นต้นว่า สีลสมฺปนฺโน ดังนี้. ภิกษุย่อมควรแม้เพื่อจะให้หมุนกลับด้วยอำนาจแห่งโลกุตตระนั่นเทียว. ก็ภิกษุนี้ถึงพร้อมด้วยศีล ด้วยวาจาชอบ การงานชอบและการเลี้ยงชีพชอบ. ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ด้วยความเพียรชอบ ระลึกชอบและตั้งใจชอบ. ถึงพร้อมด้วยปัญญา ด้วยความเห็นชอบและความดำริชอบ.

ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นต้นอย่างนี้นั้น ย่อมกระหยิ่มอรหัต คือย่อมบรรลุอรหัตในทิฏฐธรรมเทียว คือในอัตภาพนี้นั้นเทียวฉันใด ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมกล่าวข้ออุปไมยนี้ คือการณ์แม้นี้ เห็นปานนี้ฉันนั้น.

ทรงแสดงว่า ก็ผลไม่คลายในลำดับแห่งมรรค ย่อมเกิดขึ้นฉันใด ปฏิสนธิในนรกไม่คลายในลำดับแห่งจุติของบุคคลแม้นี้ ก็ย่อมมีได้ฉันนั้นเหมือนกัน. ก็ขึ้นชื่อว่าอุปมาที่ตรัสให้หนักแน่นยิ่งขึ้นด้วยอุปมานี้ย่อมไม่มีในพุทธพจน์ทั้งสิ้น.

ในบทว่า เวสารชฺชานิ นี้ ความปฏิปักษ์ต่อความครั่นคร้าม ชื่อว่าเวสารัชชะ นั้นเป็นชื่อของญาณอันสำเร็จแต่โสมนัส ซึ่งเกิดขึ้นแก่ผู้พิจารณาถึงความครั่นคร้ามในฐานะสี่.

บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส เต ปฏิชานโต ความว่า ท่านปฏิญญาณอย่างนี้ว่า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมทั้งหมดเราได้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว.

บทว่า อนภิสมฺพุทฺธา ความว่า ธรรมเหล่านี้ท่านยังไม่ได้ตรัสรู้แล้ว.

บทว่า ตตฺร วต ความว่า ในธรรมที่แสดงอย่างนี้ว่า ยังไม่ได้ตรัสรู้แล้ว เหล่านั้นหนอ.

บทว่า สห ธมฺเมน ความว่า โดยคำที่มีเหตุมีการณ์ เหมือนสุนักขัตตะบ่นเพ้อไม่มีประมาณฉะนั้น. บุคคลก็ดี ธรรมก็ดี ท่านประสงค์ว่า นิมิต ในบทว่า นิมิตฺตเมตํ นี้.

ในบทนั้นมีอธิบายอย่างนี้ว่า เราไม่เห็นบุคคลที่ทักท้วงว่า เราไม่เห็นธรรมที่เขาแสดงแล้ว ทักท้วงเราว่า ธรรมชื่อนี้ ท่านยังไม่ได้ตรัสรู้แล้ว.

บทว่า เขมปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงความเกษม.

สองบทที่เหลือเป็นไวพจน์ของบทนี้นั้นเทียว.

ก็บทนั้นทั้งหมด ตรัสหมายถึงเวสารัชชญาณเท่านั้น. ก็เมื่อพระทศพลไม่เห็นบุคคลผู้ทักท้วง หรือธรรมอันเป็นเหตุทักท้วง ที่ยังไม่ได้ตรัสรู้แล้วว่า ธรรมชื่อนี้ ท่านยังไม่ได้ตรัสรู้แล้ว ดังนี้ หรือเมื่อพิจารณาว่า เราเป็นพระพุทธเจ้าโดยสภาพนั้นเทียว กล่าวว่าเราเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้ ความโสมนัสอันมีกำลังยิ่ง ก็ย่อมเกิดขึ้น. ญาณที่สัมปยุตด้วยโสมนัสนั้น ชื่อว่าเวสารัชชะ. ทรงหมายถึงเวสารัชชะนั้น จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า เขมปฺปตฺโต ดังนี้.

พึงทราบอธิบายในบททั้งปวงดังนี้.

ก็ธรรมทั้งหลาย ชื่อว่าอันตรายิกะ เพราะอรรถว่าทำอันตราย ในบทนี้ว่า อนฺตรายิกาธมฺมา ดังนี้. ธรรมเหล่านั้นโดยเนื้อความก็ได้แก่ กองอาบัติ ๗ ที่แกล้งล่วงละเมิด.

จริงอยู่ กองอาบัติที่แกล้งล่วงละเมิดแล้ว โดยที่สุดแม้ทุกกฏและทุพภาษิต ก็ทำอันตรายแก่มรรคและผลทั้งหลายได้. แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เมถุนธรรม. ก็ความปราศจากความสงสัยอย่างเดียวของภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ผู้เสพเมถุนย่อมเป็นอันตรายแก่มรรคและผลทั้งหลายได้.

บทว่า ยสฺส โข ปน เตสุ อตฺถาย ความว่า เพื่อประโยชน์ใดในประโยชน์ทั้งหลายมีความสิ้นไปแห่งราคะเป็นต้น. บทว่า ธมฺโม เทสิโต ความว่า ธรรมมีการเจริญอสุภเป็นต้น อันท่านแสดงแล้ว. บทว่า ตตฺร วต มํ ได้แก่ กะเราในธรรมอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์นั้น.

บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นเทียว.

บทว่า อถโข อิเม สารีปุตฺต นี้ ทรงปรารภเพราะเหตุอะไร. เพราะเพื่อทรงแสดงกำลังแห่งเวสารัชชญาณ. เหมือนอย่างพระธรรมกถึกหยั่งลงสู่บุรุษผู้ฉลาดแล้ว ย่อมปรากฏเป็นผู้ฉลาดด้วยถ้อยคำที่สามารถยังจิตของวิญญูชนทั้งหลายให้ยินดีฉันใด ความที่เวสารัชชญาณเป็นธรรมชาติให้แกล้วกล้า แม้อันบริษัท ๘ เหล่านี้อาจเพื่อรู้ได้ฉันนั้น เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงกำลังแห่งเวสารัชชญาณ จึงตรัสพระดำรัสว่า อถโข อิมา สารีปุตฺต ดังนี้เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ขตฺติยปริสา ได้แก่ สถานที่นั่งประชุมของกษัตริย์ทั้งหลาย.

ในบททั้งปวงก็มีนัยเช่นเดียวกัน. ก็สถานที่ที่หมู่มารทั้งหลายนั่งประชุม พึงทราบว่า มารบริษัท

อนึ่ง บริษัทนั้นแม้ทั้งหมดของมารทั้งหลาย ไม่ได้ถือเอาด้วยสามารถแห่งการเห็นสถานที่เลิศ. เพราะมนุษย์ทั้งหลายย่อมไม่อาจเพื่อจะกล่าวแม้คำปกติว่า พระราชาประทับนั่งในที่นี้ เหงื่อทั้งหลายย่อมไหลออกจากรักแร้. ขัตติยบริษัทเลิศอย่างนี้. พราหมณ์ทั้งหลายย่อมเป็นผู้ฉลาดในเวทสาม. คหบดีทั้งหลายย่อมเป็นผู้ฉลาดในโวหารต่างๆ และในการคิดอักษร. สมณะทั้งหลายย่อมเป็นผู้ฉลาดในวาทะของตนและวาทะของคนอื่น. ชื่อว่าการกล่าวธรรมกถาในท่ามกลางบริษัทเหล่านั้น เป็นภาระหนักอย่างยิ่ง. แม้อมนุษย์ทั้งหลายก็เป็นผู้เลิศ. เพราะครั้นแม้เพียงกล่าวว่า อมนุษย์ สรีระทั้งสิ้นย่อมสั่น. สัตว์ทั้งหลายได้เห็นรูป หรือฟังเสียงของอมนุษย์นั้น ย่อมปราศจากสัญญาได้. บริษัทของอมนุษย์เลิศอย่างนี้. ชื่อว่าการแสดงธรรมกถาในอมนุษย์บริษัทแม้เหล่านั้น ย่อมเป็นภาระหนักมาก. อมนุษย์บริษัทเหล่านั้น พึงทราบว่า ท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจแห่งการเห็นฐานะอันเลิศ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อชฺโฌคาหติ คือ ตามเข้าไป. บทว่า อเนกสตํ ขตฺติยปริสํ คือ เช่น สมาคมพระเจ้าพิมพิสาร สมาคมพระญาติและสมาคมเจ้าลิจฉวี. ย่อมได้ในจักรวาลแม้เหล่าอื่น.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปสู่แม้จักรวาลเหล่าอื่นหรือ. เออ เสด็จไป. เป็นเช่นไร. เขาเหล่านั้นเป็นเช่นใด พระองค์ก็เป็นเช่นนั้นเทียว.

เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ก็เราเข้าไปหาขัตติยบริษัทหลายร้อย ย่อมรู้เฉพาะแล ว่า ในบริษัทนั้น พวกเขามีวรรณะเช่นใด เราก็มีวรรณะเช่นนั้น พวกเขามีเสียงเช่นใด เราก็มีเสียงเช่นนั้น และเราให้เห็นแจ้งให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถา และพวกเขาไม่รู้เราผู้กล่าวอยู่ว่า ผู้กล่าวนี้เป็นใครหนอ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ และครั้นให้เห็นแจ้งแล้ว ให้สมาทานแล้ว ให้อาจหาญแล้ว ให้รื่นเริงแล้วด้วยธรรมีกถาก็หายไป และพวกเขาไม่รู้เราผู้หายไปว่า ผู้ที่หายไปนี้เป็นใครหนอแล เป็นเทพหรือมนุษย์ ดังนี้.

เหล่ากษัตริย์ทรงประดับประดาด้วยสังวาลมาลาและของหอมเป็นต้น ทรงผ้าหลากสี ทรงสวมกุณฑลแก้วมณี ทรงโมลี ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประดับพระองค์เช่นนั้นหรือ กษัตริย์แม้เหล่านั้นมีพระฉวีขาวบ้าง ดำบ้าง คล้ำบ้าง แม้พระศาสดาทรงเป็นเช่นนั้นหรือ.

พระศาสดาเสด็จไปด้วยเพศบรรพชิตของพระองค์เอง แต่ทรงปรากฏเป็นเช่นกับกษัตริย์เหล่านั้น ครั้นเสด็จไปแล้วทรงแสดงพระองค์ซึ่งประทับนั่งบนพระราชอาสน์ ย่อมเป็นเช่นกับกษัตริย์เหล่านั้นว่า ในวันนี้พระราชาของพวกเรารุ่งโรจน์ยิ่งนักดังนี้. ถ้ากษัตริย์เหล่านั้น มีพระสุรเสียงแตกพร่าบ้าง ลึกบ้าง ดุจเสียงกาบ้าง พระศาสดาก็ทรงแสดงธรรมด้วยเสียงแห่งพรหมนั้นเทียว ก็บทนี้ว่า เราก็มีเสียงเช่นนั้น ตรัสหมายถึงลำดับภาษา. ก็มนุษย์ทั้งหลายได้ฟังเสียงนั้นแล้ว ย่อมมีความคิดว่า วันนี้ พระราชาตรัสด้วยเสียงอันอ่อนหวาน. ก็ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วเสด็จหลีกไป เห็นพระราชาเสด็จมาอีก ก็เกิดการพิจารณาว่า บุคคลนี้ใครหนอแล. พระองค์จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า บุคคลนี้ใครหนอแลอยู่ในที่นี้ บัดนี้ แสดงด้วยเสียงอ่อนหวานด้วยภาษามคธ ด้วยภาษาสีหล หายไป เป็นเทพหรือมนุษย์ ดังนี้.

ถามว่า ทรงแสดงธรรมแก่บุคคลทั้งหลายผู้ไม่รู้อย่างนี้เพื่ออะไร.

ตอบว่า เพื่อประโยชน์แก่วาสนา. พระองค์ทรงแสดงมุ่งอนาคตว่า ธรรมแม้ได้ฟังอย่างนี้ ย่อมเป็นปัจจัยในอนาคตนั้นเทียว.

บทว่า สนฺนิสินฺนปุพฺพํ ได้แก่ เคยร่วมนั่งประชุม.

บทว่า สลฺลปิตปุพฺพํ คือ เคยทำการสนทนา.

บทว่า สากจฺฉา ความว่า เคยเข้าสนทนาธรรม.

ก็พึงทราบการเข้าร่วมประชุมด้วยอำนาจสมาคมมีสมาคมโสณฑัณฑพราหมณ์เป็นต้น และด้วยสามารถแห่งจักรวาลอื่น ด้วยบทเป็นต้นว่า อเนกสตํ พฺรหฺมณปริสํ.

คำว่า โยนิ ในบทนี้ว่า จตสฺโส โข อิมา สารีปุตฺต โยนิโย เป็นชื่อของส่วนขันธ์บ้าง ของการณ์บ้าง ของทางปัสสาวะบ้าง.

ส่วนของขันธ์ชื่อว่า โยนิ ในบทนี้ว่า ขันธ์ของนาค ๔ ขันธ์ของครุฑ ๔. การณ์ชื่อว่าโยนิ ในบทนี้ว่า ก็การณ์นั้นเป็นภูมิแห่งการบรรลุพืชผล. ทางปัสสาวะชื่อว่าโยนิ ในบทนี้ว่า ก็เราไม่เรียกเปตติสมภพทางปัสสาวะ ว่าเป็นพราหมณ์.

ก็ในที่นี้ส่วนของขันธ์ ท่านประสงค์เอาว่า โยนิ.

ในกำเนิดเหล่านั้น สัตว์ที่เกิดในไข่ ชื่อว่าอัณฑชะ. สัตว์ที่เกิดในครรภ์ชื่อว่าชลาพุชะ. สัตว์ที่เกิดในเหงื่อไคล ชื่อสังเสทชะ. สัตว์ที่เกิดขึ้นเฉพาะเว้นเหตุเหล่านั้น ดุจผุดขึ้นเกิด ชื่อว่าอุปปาติกะ.

บทว่า อภินิพฺภชฺช ชายนฺติ คือ ย่อมเกิดด้วยอำนาจแห่งการทำลายแล้วออกมา. ท่านแสดงฐานะอันไม่น่าปรารถนาทั้งหลายด้วยบทเป็นต้นว่า ปูติกุณเป. สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดในฐานะที่น่าปรารถนามีเนยใส น้ำตาล น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นเหมือนกัน. เทพชั้นสูงตั้งแต่จาตุมมหาราชิก ในบทเป็นต้นว่า เทวา จัดเป็นอุปปาติกะเหมือนกัน. ส่วนภุมมเทวดาทั้งหลาย มีกำเนิด ๔.

บทว่า เอกจฺเจ จ มนุสฺสา ความว่า ในมนุษย์ทั้งหลาย มนุษย์บางพวกเป็นอุปปาติกะเหมือนเทวดา. แต่มนุษย์เหล่านั้นโดยมากเกิดจากครรภ์. ในที่นี้ แม้ที่เกิดจากไข่ ก็เหมือนภาติยเถระ ๒ รูปผู้เป็นบุตรของโกนตะ. แม้ที่เกิดจากเหงื่อไคลก็มีโปกขรสาติพราหมณ์และพระนางปทุมวดีเทวีที่เกิดในกลีบประทุมเป็นต้น. ในวินิปาติกะทั้งหลาย. นิชฌามเปรตและตัณหิกเปรต เป็นอุปปาติกเหมือนกัน ดุจสัตว์นรกทั้งหลาย. ที่เหลือมีกำเนิด ๔. ยักษ์ทั้งหลายก็ดี สัตว์ทั้งหลายมีสัตว์ ๔ เท้า นกและงูทั้งปวงเป็นต้นก็ดี ทั้งหมดมีกำเนิด ๔ เหมือนวินิปาติกะเหล่านั้น.

คติทั้งหลายแม้พึงไปด้วยสามารถแห่งกรรมที่ทำไว้ดีและทำไว้ชั่ว ในบทนี้ว่า ดูก่อนสารีบุตร คติ ๔ อย่างนี้แล.

อีกประการหนึ่ง ชื่อว่าคติ มีหลายอย่างคือ คติคติ นิพพัตติคติ อัชฌายคติ วิภวคติและนิปผัตติคติ.

ในคติเหล่านั้น คตินี้ว่า เราละไปสู่คติอะไร และว่า เทวดาคนธรรพ์และมนุษย์ ย่อมไม่รู้คติของผู้ใด ดังนี้ ชื่อว่าคติคติ. คตินี้ว่าเราไม่รู้คติหรืออคติของภิกษุทั้งหลายผู้มีศีลเหล่านี้ ดังนี้ ชื่อว่านิพพัตติคติ. คตินี้ว่า ดูก่อนพรหม เรารู้ชัดคติ และรู้ชัดจุติของท่านอย่างนี้แล ชื่อว่าอัชฌาสยคติ. คตินี้ว่า วิภวะเป็นคติธรรมทั้งหลาย นิพพานเป็นคติของพระอรหันต์ ชื่อว่าวิภวคติ. คตินี้ว่า คติมี ๒ อย่างเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ชื่อว่านิปผัตติคติ.

ในคติเหล่านั้น ท่านประสงค์เอา คติคติ ในที่นี้.

ชื่อว่านิรยะ ด้วยอรรถว่าปราศจากความยินดี ด้วยอรรถว่าไม่มีความสบายใจ ในบทเป็นต้นว่า นิรโย. ชื่อว่าดิรัจฉาน เพราะอรรถว่าเดินขวาง. กำเนิดของดิรัจฉานเหล่านั้น ชื่อว่าดิรัจฉานโยนิ. ชื่อว่าเปรตวิสัย เพราะอรรถว่าเป็นวิสัยแห่งสัตว์ทั้งหลายที่ถึงความละไปแล้ว. ชื่อว่ามนุษย์ เพราะความเป็นผู้มีใจสูงแล้ว. ชื่อว่าเทพ เพราะวิเคราะห์ว่า เล่นกับกามคุณ ๕ และอานุภาพของตนๆ.

ขันธ์ทั้งหลายพร้อมกับโอกาส ชื่อว่านิรยะ ในบทเป็นต้นว่า นิรยํ จาหํ สารีปุตฺต.

ในบทว่า ติรจฺฉานโยนึ จ แม้เป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน. ทรงแสดงกรรมอันเป็นไปสู่คติเท่านั้นที่ตรัสไว้ด้วยบทแม้ทั้งสองว่า มคฺคํ ปฏิปทํ.

บทว่า ยถา จ ปฏิปนฺโน ความว่า ดำเนินไปโดยทางใด โดยปฏิปทาใด เพราะฉะนั้น แม้ทั้ง ๒ บทรวมเข้ากัน ย่อมปรากฏ ชื่อว่าอบาย เพราะความเป็นที่ปราศจากความงอกงาม กล่าวคือความเจริญ หรือความสุขในบทเป็นต้นว่า อปายํ ดังนี้. ชื่อว่าทุคคติ เพราะอรรถว่าเป็นคติ คือเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. ชื่อว่าวินิบาต เพราะเป็นที่ตกไปแห่งสัตว์ทั้งหลายที่ทำความชั่ว.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบทนี้ว่า นิพฺพานญฺจาหํ เพื่อทรงแสดงว่า เราย่อมรู้คติคติอย่างเดียวก็หามิได้ เราย่อมรู้แม้นิพพานอันเป็นเครื่องสลัดออกจากคติด้วย. ท่านกล่าวอริยมรรคด้วยบทแม้ทั้งสอง คือมรรค และปฏิปทาในที่นี้. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงอาการที่เป็นไปแล้วแก่ญาณของพระองค์ในฐานะทั้งหลายตามที่กล่าวแล้ว จึงตรัสว่า อิธาหํ สารีปุตฺต เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า เอกนฺตทุกฺขา คือ มีทุกข์เป็นนิจ ได้แก่มีทุกข์ชั่วนิรันดร์.

บทว่า ติปฺปา คือ มาก. บทว่า กฏุกา ได้แก่กล้าแข็ง. บทว่า เสยฺยถาปิ เป็นต้น ตรัสแล้ว เพื่อทรงแสดงข้อเปรียบเทียบ. หลุมก็ดี กองก็ดี เรียกว่า กาสุ ในบทนั้น. ก็หลุมชื่อว่า กาสุ ในคาถานี้ว่า

ดูก่อนสารถี ท่านเดือดร้อนอะไรหนอจึงขุดหลุม

ดูก่อนเพื่อน ท่านผู้อันเราถามแล้วจงบอก จักทำ

อะไรในหลุม.

กองชื่อว่า กาสุ ในคาถานี้ว่า

คนทั้งหลายอื่นร้องไห้อยู่ มีตัวร้อนรุมขุดหลุมถ่านอยู่.

แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาหลุม. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สาธิกโปริสํ ลึกยิ่งกว่าชั่วบุรุษ. ในบทนั้น หลุมนั้น ลึกยิ่งกว่าชั่วบุรุษเป็นประมาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าลึกยิ่งกว่าชั่วบุรุษ. อธิบายว่า ลึกเกินกว่าห้าศอก.

บทว่า ปราศจากเปลว ปราศจากควัน นั้น ตรัสเพื่อทรงแสดงความที่ความเร่าร้อนเป็นธรรมชาติมีกำลัง. ครั้นเมื่อเปลวมีอยู่ หรือควันมีอยู่ ลมย่อมตั้งขึ้น เพราะเหตุนั้น ความเร่าร้อนจึงไม่มีกำลัง.

บทว่า ฆมฺมปเรโต ได้แก่ ถึงความร้อนแผดเผา. บทว่า ตสิโต ความว่า เกิดความทะยานอยาก. บทว่า ปิปาสิโต ได้แก่ ประสงค์จะดื่มน้ำ. บทว่า เอกายเนน มคฺเคน ความว่า โดยทางสายเดียวซึ่งมีหนาม ต้นไม้รกชัฏชั่วนิรันดร์ในข้างทั้งสองที่จะพึงเดินตาม. บทว่า ปณิธาย ความว่า ชื่อว่าความปรารถนาในหลุมถ่านเพลิงไม่มี ทรงปรารภถึงหลุมถ่านเพลิง จึงตรัสอย่างนั้นเพราะความที่อิริยาบถตั้งแล้ว.

การแสดงข้ออุปมาในบทว่า เอวเมว โข นั้นมีดังนี้.

ก็พึงเห็นนรกเหมือนหลุมถ่านเพลิง. พึงเห็นกรรมอันเป็นเหตุเข้าถึงนรก เหมือนทางไปสู่หลุมถ่านเพลิง. พึงเห็นบุคคลผู้สะพรั่งด้วยกรรมเหมือนคนขึ้นสู่หนทาง. พึงเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีทิพยจักษุ เหมือนบุรุษมีจักษุ. บุรุษนั้นเห็นบุคคลผู้ขึ้นสู่หนทางเทียว ย่อมรู้ว่า บุคคลนี้ไปโดยทางนี้จักตกในหลุมถ่านเพลิงฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้กรรมอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งฆ่าอายุในการฆ่าสัตว์เป็นต้นอย่างนี้ว่า บุคคลนี้ทำกรรมนี้แล้ว จักตกนรกฉันนั้นเหมือนกัน. ในกาลส่วนอื่น บุรุษนั้นเห็นบุคคลนั้นตกลงในหลุมถ่านเพลิงฉันใด

ในกาลส่วนอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังแสงสว่างให้เจริญแล้วว่า บุรุษนั้นทำกรรมนั้นแล้ว เกิดแล้วในที่ไหนทรงแลดูด้วยทิพยจักษุ ย่อมเห็นบุรุษผู้เกิดแล้วในนรก ซึ่งเสวยมหาทุกข์มีการจองจำ ๕ ประการเป็นต้นฉันนั้นเหมือนกัน. เมื่อทรงแลดูว่า ในนรกนั้น สัตว์นั้นมีวรรณะอย่างอื่น ในเวลาสั่งสมกรรม สัตว์ที่เกิดในนรกมีวรรณะเป็นอย่างอื่น แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น สัตว์นั้นทำกรรมนั้นแล้ว เกิดแล้วในนรกนั้น สัตว์นี้แม้ดำรงอยู่ในท่ามกลางสัตว์หลายแสน เพราะฉะนั้น สัตว์นั้นเทียวย่อมมาสู่ทาง เพราะเหตุนั้น อาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า นั้นชื่อว่ากำลังแห่งทิพยจักษุ.

พึงทราบอธิบายในอุปมาข้อที่ ๒

เพราะความเร่าร้อนในหลุมคูถ เหมือนในหลุมถ่านเพลิงไม่มี เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสว่า เอกนฺตทุกฺขา ตรัสคำว่า ทุกฺขา เป็นต้น. พึงทราบการเปรียบเทียบอุปมาโดยนัยก่อนนั้นเที่ยวแม้ในบทนั้น.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นบุคคลแม้นี้เกิดในกำเนิดใดกำเนิดหนึ่ง ในบรรดากำเนิดทั้งหลายมีกำเนิดช้างเป็นต้น เสวยทุกข์มากด้วยการฆ่า การจองจำ การคร่ามาและการคร่าไปเป็นต้น.

พึงทราบอธิบายในอุปมาข้อที่ ๓

ก็บทว่า ตนุปตฺตปลาโส ได้แก่ ใบอ่อน ไม่เหมือนแผ่นหมอกเมฆ แต่บทนี้ ตรัสหมายถึงมีใบบางเบา. บทว่า กพรจฺฉาโย ได้แก่ มีเงาห่าง. บทว่า ทุกฺขพหุลํ ความว่า ก็ทุกข์ในเปรตวิสัยมีมาก แต่พึงเสวยสุขนิดหน่อยในบางเวลา เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนี้. พึงทราบการเปรียบเทียบข้ออุปมาโดยนัยก่อนในที่นี้นั่นเทียว.

พึงทราบอธิบายในอุปมาข้อที่ ๔

บทว่า พหลปตฺตปลาโส ได้แก่ มีใบเนืองนิจ คือปกปิดด้วยใบ. บทว่า สณฺฑจฺฉาโย ความว่า มีเงาหนาดุจร่มหีน. บทว่า สุขพหุลา เวทนา ความว่า เวทนาในตระกูลทั้งหลายมีขัตติยตระกูลเป็นต้นในมนุษย์โลกเป็นอันพึงทราบว่า เวทนามากด้วยความสุข ทรงแสดงว่า เราเห็นบุคคลนอนหรือนั่งเสวยเวทนานั้น. พึงทราบข้อเปรียบเทียบอุปมาแม้นี้โดยนัยก่อนนั้นเทียว.

พึงทราบอธิบายในอุปมาข้อที่ ๕

บทว่า ปาสาโท ได้แก่ ปราสาทยาว.

บทว่า อุลฺลิตฺตาวลิตฺตํ ความว่า ฉาบทาข้างในและฉาบทาข้างนอก.

บทว่า ผุสิตคฺคฬํ ได้แก่ บานประตูหน้าต่าง ปิดสนิทดีพร้อมกับรอบวงกบ.

บทว่า โคนกตฺถโต ความว่า ลาดด้วยผ้าโกเชาว์สีดำ ขนยาวเกินกว่าสี่นิ้ว.

บทว่า ปฏิกตฺถโต ได้แก่ ลาดด้วยเครื่องลาดสีขาวอันสำเร็จแต่ขน.

บทว่า ปฏลิกตฺถโต คือ ลาดด้วยเครื่องลาดอันสำเร็จด้วยขนมีพื้นหนา.

บทว่า กทฺทลิมิคปวรปจฺจตฺถรโณ ความว่า ลาดด้วยเครื่องปูลาดชั้นสูง อันสำเร็จด้วยหนังชะมด.

ได้ยินว่า ชนทั้งหลายลาดหนังชะมดเบื้องบนผ้าขาวแล้วเย็บทำเครื่องปูลาดนั้น.

บทว่า สอุตฺตรจฺฉโท ความว่า มีเพดานกั้นในเบื้องบน คือมีเพดานสีแดงกั้นไว้เบื้องบน.

บทว่า อุภโต โลหิตกูปธาโน ได้แก่ มีหมอนแดงวาง ณ ข้างทั้งสองของบัลลังก์ คือ หมอนหนุนศีรษะ และหมอนวางเท้า. พึงทราบการเปรียบเทียบข้ออุปมา โดยนัยก่อนแม้ในที่นี้.

ก็โยชนาส่วนอื่นในบทนี้มีดังนี้.

บุรุษนั้นย่อมรู้บุคคลที่ขึ้นสู่ทางนั้นเทียวว่า บุคคลนี้ไปโดยทางนั้น ขึ้นสู่ประสาท เข้าไปยังกุฏาคาร จักนั่งหรือจักนอนบนบัลลังก์ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นบุคคลผู้สั่งสมกุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาบุญกิริยาวัตถุมีทานเป็นต้น ย่อมทรงรู้ว่า บุคคลนี้ทำกรรมนี้แล้ว จักเกิดในเทวโลกฉันนั้นเหมือนกัน. ในกาลส่วนอื่น บุรุษนั้นย่อมเห็นบุคคลนั้นขึ้นสู่ปราสาทนั้นแล้ว เข้าไปสู่กุฏาคาร นั่งหรือนอนบนบัลลังก์เสวยเวทนามีความสุขโดยส่วนเดียวฉันใด ในกาลส่วนอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเจริญอาโลกสัญญาว่าบุคคลนั้นทำกรรมดีนั้นแล้ว เกิดในที่ไหน เมื่อทรงแลดูด้วยทิพยจักษุ ย่อมทรงเห็นบุคคลนั้นเกิดในเทวโลก อันหมู่นางฟ้าแวดล้อมในสวนทั้งหลายมีนันทนวันเป็นต้น เสวยทิพย์สมบัติอยู่ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

พึงทราบวินิจฉัยในอาสวักขยวาร

หากจะมีคำถามว่า ข้อนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสว่า ด้วยทิพยจักษุ แต่ตรัสว่า เราเห็นบุคคลนั้นนั่น เพราะเหตุไร. เพราะไม่มีการกำหนด. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงเห็นบุคคลนี้ด้วยทิพยจักษุบ้าง จักทรงรู้ด้วยเจโตปริยญาณบ้าง จักทรงรู้ด้วยสัพพัญญุตญาณบ้าง.

คำว่า เอกนฺตสุขา เวทนา นี้ โดยพยัญชนะเป็นสุขอันเดียวกันกับสุขในเทวโลกแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น โดยอรรถเป็นสุขต่างกัน เพราะสุขในเทวโลก ไม่เป็นเอกันตสุขโดยส่วนเดียว เพราะยังมีความเร่าร้อน มีความเร่าร้อนเพราะราคะเป็นต้น.

แต่สุขในนิพพาน เป็นเอกันตสุขโดยอาการทั้งปวง เพราะเข้าไปสงบความเร่าร้อนทั้งหมด. สุขใดที่กล่าวแม้ในข้ออุปมาว่า สุขโดยส่วนเดียวในปราสาท ก็สุขนั้น ชื่อว่าสุขโดยส่วนเดียวเหมือนกัน เพราะความที่ความเร่าร้อนในทาง ยังไม่สงบ เพราะยังมีความหิวแผดเผา เพราะยังมีความกระหายครอบงำ. แต่ในราวป่าก็ชื่อว่าเป็นสุขโดยส่วนเดียวโดยอาการทั้งปวง เพราะความที่มลทินคือธุลีอันบุคคลนั้นลงสู่สระโบกขรณี ลอยหมดแล้ว เพราะความที่ความเหน็ดเหนื่อยในทางสงบระงับแล้ว เพราะความที่หิวกระหายทั้งหลายถูกกำจัดแล้วด้วยการกินเหง้าบัว และด้วยการดื่มน้ำอร่อย และเพราะความที่เขาผลัดผ้าอาบน้ำแล้ว นุ่งผ้าเนื้อละเอียดนอนหนุนถุงข้าวสาร บีบผ้าอาบน้ำวางไว้ที่หฤทัย ถูกลมอ่อนๆ พัดนอนหลับ.

ในบทนี้ว่า เอวเมว โข มีการเปรียบเทียบข้ออุปมาดังนี้.

พึงเห็นอริยมรรคเหมือนสระโบกขรณี. พึงเห็นการปฏิบัติในส่วนเบื้องต้นเหมือนทางไปสระโบกขรณี. พึงเห็นบุคคลพร้อมพรั่งด้วยการปฏิบัติเหมือนบุคคลขึ้นสู่ทาง พึงเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีทิพยจักษุเหมือนบุรุษผู้มีจักษุ พึงเห็นนิพพานเหมือนราวป่า.

บุรุษนั้นเห็นบุคคลผู้ขึ้นสู่ทางเทียวย่อมรู้ว่าบุคคลนี้ไปโดยทางนี้ อาบน้ำในสระโบกขรณีแล้ว จักนั่งหรือจักนอนที่โคนต้นไม้ในราวป่าอันน่ารื่นรมย์ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงรู้บุคคลผู้บำเพ็ญปฏิปทา กำหนดนามรูป กระทำการกำหนดปัจจัย กระทำการงานด้วยวิปัสสนาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ว่า บุคคลนี้บำเพ็ญปฏิปทานี้แล้ว ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป เข้าถึงผลสมาบัติที่กล่าวแล้วอย่างนี้ว่า เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้อยู่.

ในกาลส่วนอื่น บุรุษนั้นเห็นบุคคลนั้นอาบน้ำในสระโบกขรณีนั้นแล้ว เข้าไปสู่ราวป่าแล้วนั่งหรือนอน เสวยเวทนาอันมีความสุขโดยส่วนเดียวฉันใด ในกาลส่วนอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นบุคคลนั้นบำเพ็ญปฏิปทา เจริญมรรค กระทำให้แจ้งซึ่งผล บรรลุผลสมาบัติซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์ อันถึงการนอนที่ประเสริฐคือนิโรธ เสวยเวทนาอันมีสุขโดยส่วนเดียวฉันนั้นเหมือนกัน.

บทนี้ว่า ดูกรสารีบุตร อนึ่ง เราย่อมเข้าใจประพฤติพรหมจรรย์ประกอบด้วยองค์ ๔ ดังนี้ ทรงปรารภเพราะเหตุไร. ทรงปรารภด้วยอำนาจการต่อเนื่องเป็นขั้นตอน.

ได้ยินว่า สุนักขัตตะนี้มีลัทธิอย่างนี้ว่า ความหมดจดย่อมมีด้วยการบำเพ็ญทุกกรกิริยา. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภเทศนานี้เพื่อทรงแสดงแก่สุนักขัตตะนั้นว่า เราดำรงในอัตภาพหนึ่งได้กระทำทุกกรกิริยาอันประกอบด้วยองค์สี่แล้ว บุคคลที่ชื่อว่าทำทุกกรกิริยาเช่นกับเราไม่มี เมื่อความหมดจดมีด้วยการทำทุกกรกิริยา เราเองพึงเป็นพระพุทธเจ้าดังนี้.

อนึ่ง สุนักขัตตะนี้เลื่อมใสในการทำทุกกรกิริยา ความที่เขาเป็นผู้เลื่อมใสแม้นั้น พึงทราบโดยนัยอันมาแล้วในปาฏิกสูตร มีอาทิอย่างนี้ว่า สุนักขัตตลิจฉวีบุตรได้เห็นชีเปลือยชื่อโกรกขัตติกะ ประพฤติวัตรคลานเคี้ยว กินภักษาที่เขาเทลงในแผ่นดินด้วยปาก เขาครั้นเห็นแล้ว ได้มีความคิดนี้ว่า สมณะผู้คลาน เคี้ยว กินภักษาที่เทลงในแผ่นดินด้วยปากนั้นเทียวนี้ดีหนอ.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงว่า สุนักขัตตะเลื่อมใสในทุกกรกิริยา ก็เราดำรงในอัตภาพหนึ่งได้กระทำทุกกรกิริยาอันประกอบด้วยองค์สี่แล้ว สุนักขัตตะนี้แม้เมื่อจะเลื่อมใสในการทำทุกกรกิริยา ก็ควรเลื่อมใสในเรา เขาหามีความเลื่อมใสในเรานั้นไม่ดังนี้ ได้ทรงปรารภเทศนานี้.

ทานก็ดี ไวยาวัจจ์ก็ดี สิกขาบทก็ดี พรหมวิหารก็ดี ธรรมเทศนาก็ดี เมถุนวิรัติก็ดี สทารสันโดษก็ดี วิริยก็ดี อุโบสถก็ดี อริยมรรคก็ดี ศาสนาทั้งสิ้นก็ดี อัชฌาสัยก็ดี เรียกว่าพรหมจรรย์ ในที่นี้.

ก็ทานเรียกว่าพรหมจรรย์ ในปุณณกชาดกนี้ว่า

อะไรเป็นวัตรของท่าน ก็อะไรเป็นพรหมจรรย์

ความสำเร็จ ความรุ่งเรือง พละ ความเพียร และอุบัตินี้

เป็นวิบากของผู้ประพฤติดีอะไร ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ

ขอท่านจงบอกมหาวิมานแก่ข้าพเจ้าเถิด

ข้าพเจ้าและภริยาทั้งสอง เป็นผู้มีศรัทธาเป็น

ทานบดีในมนุษยโลก ในกาลนั้น เรือนของข้าพเจ้า

เป็นโรงทาน และสมณพราหมณ์ทั้งหลาย อันเราได้

เลี้ยงดูให้อิ่มหนำสำราญแล้ว นั้นเป็นวัตรของข้าพเจ้า

ก็นั้นเป็นพรหมจรรย์ ความสำเร็จ ความรุ่งเรือง

พละ ความเพียรและอุบัตินี้เป็นวิบากของผู้ประพฤติดี

นั้น ท่านธีระก็นี้เป็นมหาวิมานของข้าพเจ้า.

ไวยาวัจจ์เรียกว่าพรหมจรรย์ ในอังกุรเปตวัตถุนี้ว่า

ฝ่ามือของท่านให้สิ่งที่น่าปรารถนา เป็นที่ไหล

ออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย ผลบุญย่อมสำเร็จที่ฝ่ามือของ

ท่าน เพราะพรหมจรรย์อะไร

ฝ่ามือของเราให้สิ่งที่น่าปรารถนา เป็นที่ไหล

ออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย ผลบุญย่อมสำเร็จที่ฝ่ามือของ

เรา เพราะพรหมจรรย์นั้น.

สิกขาบทห้าเรียกว่าพรหมจรรย์ ในติตติรชาดกนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่า ติตติริยวัตร์นี้แล เป็นพรหมจรรย์ ดังนี้.

พรหมวิหารเรียกว่าพรหมจรรย์ ในมหาโควินทสูตรนี้ว่า ดูก่อนปัญจสิกขะ ก็พรหมจรรย์นั้นแล ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ย่อมไม่เป็นไปเพื่อคลายความกำหนด ย่อมเป็นไปเพียงเพื่อความอุบัติในพรหมโลกเท่านั้น.

ธรรมเทศนาเรียกว่าพรหมจรรย์ ในบทนี้ว่า ในพรหมจรรย์หนึ่ง มีผู้ละมัจจุได้พันคน.

เมถุนวิรัติเรียกว่าพรหมจรรย์ ในสัลเลขสูตรว่า พวกอื่นจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ พวกเราจักประพฤติพรหมจรรย์ ในที่นี้.

สทารสันโดษเรียกว่าพรหมจรรย์ ในมหาธัมมปาลชาดกว่า

เราไม่นอกใจภริยา และภริยาก็ไม่ล่วงเกินเรา

เราประพฤติพรหมจรรย์ เว้นภริยาเหล่านั้น

เพราะฉะนั้นแล เด็กๆ ของเรา จึงไม่พึงตาย.

อุโบสถอันประกอบด้วยองค์แปดที่รักษาแล้วด้วยอำนาจในการฝึกตน เรียกว่าพรหมจรรย์ ในนิมิชาดก อย่างนี้ว่า

บุคคลย่อมเกิดในขัตติยะ ด้วยพรหมจรรย์ที่เลว

และย่อมเกิดในเทพทั้งหลายด้วยพรหมจรรย์

ปานกลาง ย่อมหมดจดด้วยพรหมจรรย์ชั้นสูง.

อริยมรรคเรียกว่าพรหมจรรย์ ในมหาโควินทสูตรนั้นเทียวว่า

ดูก่อนปัญจสิกขะ ก็พรหมจรรย์นี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อความคลายกำหนัด ฯลฯ คือ มรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐนี้นั้นเทียว.

ศาสนาทั้งสิ้นอันสงเคราะห์เข้ากับสิกขา ๓ อย่าง เรียกว่าพรหมจรรย์ ในปาสาทิกสูตรว่า พรหมจรรย์นี้นั้นกว้างขวางและแพร่หลายอันพิสดาร ชนรู้มาก เป็นปึกแผ่นจนมนุษย์ทั้งหลายประกาศดีแล้วนั้นเทียว.

อัธยาศัยเรียกว่าพรหมจรรย์ ในบทนี้ว่า

อนึ่ง ความหวังในผลเทียว ย่อมสำเร็จแก่คน

ผู้ไม่รีบร้อน เราเป็นผู้มีพรหมจรรย์ สุกแล้ว

ดูก่อนคามิณี ท่านจงรู้อย่างนี้.

ก็ความเพียร ท่านประสงค์ว่าพรหมจรรย์ในสูตรนี้.

ก็สูตรนี้นั้นเทียวเป็นสูตรแห่งพรหมจรรย์ คือความเพียร ความเพียรนี้นั้น ท่านกล่าวว่า ประกอบด้วยองค์สี่ เพราะความที่ทุกกรกิริยา ๔ อย่างอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบำเพ็ญแล้วในอัตตภาพหนึ่ง.

คำว่า สุทํ ในบทว่า ตปสฺสี สุทํ โหมิ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า เราเป็นผู้อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส.

บทว่า ปรมตปสฺสี ความว่า มีความเพียรเครื่องเผากิเลสยอดเยี่ยม คือสูงสุดของบุคคลทั้งหลายผู้อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส. บทว่า ลูโข สุทํ โหมิ ความว่า เราเป็นผู้เศร้าหมอง.

บทว่า เชคุจฺฉิ ได้แก่ ผู้เกลียดชังบาป. บทว่า ปวิวิตฺโต สุทํ โหมิ ความว่า เราเป็นผู้สงัด.

บทว่า ตตฺรสฺส เม อิทํ สารีปุตฺต ความว่า ในพรหมจรรย์มีองค์ ๔ นั้น พรหมจรรย์นี้เป็นวัตรในความที่มีความเพียรเครื่องเผากิเลสของเรา ทรงแสดงว่า พรหมจรรย์นี้เป็นอันเรากระทำแล้วในความที่มีความเพียรเผากิเลสมีของชีเปลือยเป็นต้น ในความที่พระองค์ทรงอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อเจลโก ได้แก่ ผู้ปราศจากผ้า คือคนเปลือย.

บทว่า มุตฺตาจาโร ได้แก่ เรามีมรรยาทสละแล้ว คือเว้นจากมรรยาทของกุลบุตรชาวโลกในกรรมทั้งหลายมีการถ่ายอุจจาระเป็นต้น เป็นผู้ยืนถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ เคี้ยว บริโภค.

บทว่า หตฺถาวเลขโน ความว่า ทรงแสดงว่า ครั้นเมื่อก้อนข้าวอยู่ในมือ เราก็ใช้ลิ้นเลียมือ ครั้นถ่ายอุจจาระ เราก็เป็นผู้มีความสำคัญในมือนั้นเทียวว่า เป็นท่อนไม้ใช้มือเช็ด ดังนี้.

ได้ยินว่า พวกเขาบัญญัติท่อนไม้ว่า เป็นสัตว์ เพราะฉะนั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญปฏิปทาของพวกเขา จึงทรงกระทำอย่างนั้น. ทรงแสดงว่า ผู้อันเขากล่าวเพื่อให้รับภิกษาว่า มาเถิด ท่านก็ไม่มา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เขาเชิญให้มารับภิกษาก็ไม่มา. แม้ผู้อันเขากล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น จงหยุดๆ เถิดท่าน ก็ไม่หยุด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เขาเชิญให้หยุดก็ไม่หยุด.

ก็เดียรถีย์ทั้งหลายย่อมไม่กระทำการแม้ทั้ง ๒ อย่างนั้น ด้วยเข้าใจว่า คำของเขาจักกระทำแล้ว แม้เราก็ได้กระทำอย่างนี้.

บทว่า อภิหตํ ได้แก่ ภิกษาที่เขาแบ่งไว้ก่อนแล้วนำมาให้. บทว่า อุทฺทิสฺส กตํ คือ ภิกษาที่เขาบอกอย่างนี้ว่า ได้ทำเจาะจงท่านนี้. บทว่า นิมนฺตนํ ความว่า เราไม่ยินดี ไม่ถือ แม้ภิกษาที่เขานิมนต์อย่างนี้ว่า ท่านพึงเข้าไปสู่ตระกูล ถนนหรือบ้านชื่อโน้น. บทว่า น กุมฺภิมุขา คือ เราไม่รับภิกษาอันเขาตักจากหม้อให้.

บทว่า น กโฬปิมุขา ความว่า หม้อข้าวหรือปัจฉิ ชื่อว่า กโฬปิ เราไม่รับภิกษาจากหม้อข้าวนั้น เพราะเหตุไร เพราะว่า เจ้าของหม้อข้าว อาศัยเรา จะได้การประหารด้วยทัพพี.

บทว่า น เอฬกมนฺตรํ ความว่า เราไม่รับภิกษาที่เขายืนคร่อมธรณีประตูให้ เพราะเหตุไร เพราะว่า บุคคลนี้อาศัยเราแล้ว ย่อมได้กระทำในระหว่าง.

แม้ในท่อนไม้และสากทั้งหลาย ก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า น ทฺวินฺนํ ความว่า ครั้นเมื่อคนสองคนกำลังบริโภค คนหนึ่งลุกขึ้นให้ เราก็ไม่รับ เพราะเหตุไร เพราะว่า จะมีอันตรายจากการทะเลาะ.

ก็ในบททั้งหลายมีบทว่า น คพฺภินิยา เป็นต้น ทารกในท้องของหญิงมีครรภ์ จะลำบาก เมื่อหญิงให้ดื่มน้ำนมอยู่ ทารกก็จะมีอันตรายแต่น้ำนม.

บทว่า ปุริสนฺตรคตาย ความว่า เราไม่รับด้วยคิดว่าจะมีอันตรายแต่ความยินดี.

บทว่า น สํกิตฺตีสุ ความว่า ไม่รับภิกษาที่นัดแนะกันทำไว้.

ได้ยินว่า ในเวลาข้าวยากหมากแพง สาวกของอเจลกทั้งหลายก็จะชักชวนกันรวบรวมข้าวสารเป็นต้นจากที่นั้นๆ หุงภัตเพื่อประโยชน์แก่อเจลกทั้งหลาย อเจลกผู้เคร่งครัดไปแล้วไม่รับ.

บทว่า น ยตฺถ สา ความว่า ในที่ใด สุนัขได้รับการเลี้ยงดูว่า เราจักได้ก้อนข้าว เราไม่รับภิกษาที่เขาไม่ให้แก่สุนัขในที่นั้นแล้วนำมา เพราะเหตุไร เพราะว่า สุนัขนั้นจะมีอันตรายจากก้อนข้าว.

บทว่า สณฺฑสณฺฑจารินี ความว่า มีแมลงวันไต่ตอมเป็นกลุ่มๆ ก็ถ้ามนุษย์ทั้งหลายเห็นอเจลกแล้ว คิดว่า เราจักให้ภิกษาแก่อเจลกนี้ เข้าไปสู่โรงครัว ก็ครั้นพวกเขาเข้าโรงครัว แมลงวันทั้งหลายที่จับอยู่ที่ปากหม้อข้าวเป็นต้น ก็จะบินไต่ตอมเป็นกลุ่มๆ เราไม่รับภิกษาที่เขานำมาจากหม้อข้าวนั้น เพราะเหตุไร เพราะว่า แมลงวันทั้งหลายจะมีอันตรายจากอาหาร เพราะอาศัยเรา แม้เราก็ได้ทำอย่างนั้นแล้ว.

บทว่า น ถุโสทกํ ความว่า น้ำที่หมักเกลือที่เขาทำด้วยข้าวหมักทั้งหมด ก็ในที่นี้ การดื่มสุรานั้นเทียวมีโทษ ก็คนนี้มีความสำคัญว่ามีโทษ.

ผู้ได้ภิกษาในเรือนเดียวเท่านั้นแล้วกลับ ชื่อว่า เอกาคาริกะ. ผู้เลี้ยงชีพด้วยภิกษาคำเดียวเท่านั้น ชื่อว่า เอกาโลปิกะ. แม้ในบททั้งหลายมี ทฺวาคาริกา เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า เอกิสฺสาปิ ทตฺติยา ความว่า ด้วยถาดใบน้อยหนึ่ง ถาดเล็กๆ ใบหนึ่ง ซึ่งเขาใส่ภิกษาอย่างเลิศไว้ ชื่อว่า ทัตติ.

บทว่า เอกาหิกํ ได้แก่ ภิกษาที่เก็บค้างในระหว่างหนึ่งวัน.

บทว่า อฑฺฒมาสิกํ ได้แก่ ภิกษาที่เก็บค้างในระหว่างกึ่งเดือน.

บทว่า ปริยายภตฺตโภชนํ ความว่า บริโภคภัตตวาระ คือบริโภคภัตที่เวียนมาตามวาระแห่งวันอย่างนี้ คือวาระหนึ่งวัน วาระสองวัน วาระเจ็ดวัน วาระกึ่งเดือน.

บทว่า สากภกฺโข ได้แก่ มีผักดองสดเป็นภักษา. บทว่า สามากภกฺโข ได้แก่ มีข้าวสารแห่งข้าวฟ่างเป็นภักษา. ข้าวเหนียวที่เกิดเองในป่า ชื่อว่าลูกเดือย ในบททั้งหลายมีนีวาราเป็นต้น.

บทว่า ททฺทุลํ ได้แก่ กากข้าวซึ่งเขาขัดเอาเปลือกออกหมดแล้วทิ้ง. เปลือกไม้ก็ดี สาหร่ายก็ดี ยางไม้มีกรรณิกาเป็นต้นก็ดี เรียกว่า หฏะ.

บทว่า กณํ ได้แก่ รำข้าว. บทว่า อาจาโม ได้แก่ ข้าวที่ไหม้เกรียมติดหม้อข้าว ถือเอาข้าวตังนั้นในที่ซึ่งเขาทิ้งแล้วเคี้ยวกิน. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า น้ำข้าวดังนี้บ้าง. วัตถุทั้งหลายมีแป้งเป็นต้น ปรากฏแล้ว.

บทว่า ปวตฺตผลโภชี ได้แก่ บริโภคผลไม้ที่หล่นแล้ว. บทว่า สาณานิ ได้แก่ ผ้าเปลือกป่าน. บทว่า มสาณานิ คือ ผ้าแกมกัน. บทว่า ฉวทุสฺสานิ ได้แก่ ผ้าที่เขาทิ้งจากศพ. หรือผ้าที่เขาถักวัตถุมีหญ้าตะไคร้น้ำเป็นต้นทำเป็นผ้านุ่ง. บทว่า ปํสุกูลานิ ได้แก่ ผ้าเปื้อนที่เขาทอดทิ้งในแผ่นดิน. บทว่า ติริฎานิ ได้แก่ ผ้าเปลือกไม้. บทว่า อชินํ คือ หนังเสือ. บทว่า อชินกฺขิปํ คือ หนังเสือนั้นเอง มีทาฬิกะในท่ามกลาง บางท่านกล่าวว่า มีเล็บ ดังนี้บ้าง. บทว่า กุสจีรํ คือ ผ้าที่เขาถักหญ้าคาทำเป็นผ้า. แม้ในผ้าเปลือกปอ และผ้าที่ทำจากผลไม้ทั้งหลาย ก็มีนัยเช่นเดียวกัน.

บทว่า เกสกมฺพลํ ได้แก่ ผ้ากัมพลที่ทำด้วยผมมนุษย์ทั้งหลาย. ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผ้าบางอย่างที่เขาทอแล้ว ผ้ากัมพลที่ทำด้วยผมมนุษย์ เลวกว่าผ้าเหล่านั้น ในเวลาหนาวก็จะเย็น ในเวลาร้อนก็จะร้อน มีราคาน้อย มีสัมผัสหยาบและระเหยกลิ่นเหม็น.

บทว่า วาลกมฺพลํ คือ ผ้ากัมพลที่ทำด้วยขนม้าเป็นต้น.

บทว่า อุลูกปกฺขํ ได้แก่ ผ้าที่เขาถักขนปีกนกเค้าทำเป็นผ้านุ่ง.

บทว่า อุพฺภฎฺฐโก ได้แก่ เป็นผู้ยืนขึ้น.

บทว่า อุกฺกุฎิกปฺปธานมนุยุตฺโต คือ ผู้ตามประกอบความเพียรนั่งกระโหย่ง แม้เมื่อจะเดินก็เป็นผู้กระโหยง เหยียบพื้นไม่เต็มเท้าเดินไป.

บทว่า กณฺฏกาปสฺสยิโก ความว่า ทรงแสดงว่า เราตอกหนามเหล็ก หรือหนามปกติในแผ่นดินแล้ว ลาดหนังบนหนามนั้นแล้วทำกิจมีการยืนและการจงกรมเป็นต้น.

บทว่า เสยฺยํ ความว่า เราแม้เมื่อจะนอน ก็สำเร็จการนอนบนหนามนั้นนั่นเทียว.

บทว่า สายตติยกํ คือ วันละสามครั้ง ทรงแสดงว่า เราขวนขวายการประกอบเนืองๆ ซึ่งการลงน้ำอยู่ว่า เราจักลอยบาปวันละสามครั้ง คือเวลาเช้า เวลาเที่ยง เวลาเย็น.

บทว่า เนกวสฺสคณิกํ ได้แก่ สั่งสมในการนับด้วยปีมิใช่น้อย.

บทว่า รโชชลฺลํ ได้แก่ มลทินคือธุลี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงกาลแห่งสมาทานรโชชัลลกวัตรของพระองค์ จึงตรัสถึงมลทินคือ ธุลีนี้.

บทว่า เชคุจฺฉิสฺมึ คือ ในภาวะทรงเกลียดบาป.

บทว่า ยาว อุทกพินฺทุมฺหิปิ ความว่า เราได้ตั้งความเอ็นดูแม้ในหยดน้ำ ก็จะกล่าวไปใยในก้อนกรวด ก้อนดิน ท่อนไม้และทรายเป็นต้นเหล่าอื่นเล่า.

ได้ยินว่า เขาเหล่านั้นบัญญัติหยดน้ำ และวัตถุทั้งหลายมีก้อนกรวดและก้อนดินเป็นต้นเหล่านั้นว่าเป็นสัตว์เล็กๆ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า เราได้ตั้งความเอ็นดูเพียงในหยดน้ำ ดังนี้. เราไม่ฆ่าไม่ล้างผลาญแม้หยดน้ำ เพราะเหตุไร. เพราะเราอย่าได้ล้างผลาญสัตว์เล็กๆ ที่อยู่ในที่อันไม่สม่ำเสมอเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่ล้างผลาญ คือฆ่าสัตว์เล็กๆ กล่าวคือ หยดน้ำที่อยู่ในที่เสมอดุจในเนิน บนบก ปลายหญ้าและกิ่งไม้เป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงทรงแสดงเนื้อความนั่นว่า เรามีสติก้าวไปข้างหน้า ดังนี้.

นัยว่า ในอเจลกทั้งหลาย อเจลกชื่อว่าเป็นผู้มีศีล จำเดิมแต่กาลแห่งตนเหยียบแผ่นดินไม่มี อเจลกทั้งหลายถึงไปสู่ภิกษาจารก็เป็นผู้ทุศีลไป ถึงบริโภคในเรือนอุปัฏฐากทั้งหลาย ก็เป็นผู้ทุศีลบริโภค แม้กลับมาก็เป็นผู้ทุศีลกลับมา. แต่ในเวลาอเจลกทั้งหลายเข้าสู่กระดานโดยแววหางนกยูง อธิษฐานศีลนั่งอยู่ ในเวลานั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้มีศีล.

บทว่า วนกมฺมิกํ ได้แก่ ผู้เที่ยวไปในป่า เพื่อประโยชน์แก่เหง้ารากและผลไม้เป็นต้น. บทว่า วเนน วนํ คือ จากป่าสู่ป่า. ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้. บทว่า ปปตามิ คือ เราไป.

บทว่า อารญฺญโก คือ เนื้ออยู่ประจำในป่า ทรงหมายถึงกาลแห่งอาชีวกของพระองค์ จึงตรัสคำนี้.

นัยว่า พระโพธิสัตว์บวชเป็นอาชีวกนั้น เพื่อประโยชน์แก่ทรงยึดการอยู่ป่าเป็นวัตร แม้ทรงรู้ถึงความบรรพชานั้นไม่มีประโยชน์แต่ก็ไม่ได้สึก เพราะพระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เวียนกลับจากฐานะที่เข้าถึงเป็นธรรมดา แต่ครั้นบวชแล้ว ก็ทรงคิดว่า ใครๆ อย่าได้เห็นเรา แต่นั้นเทียวจึงเสด็จเข้าป่า เพราะเหตุนั้นแลจึงตรัสว่า ชนเหล่านั้นอย่าได้เห็นเรา และเราก็อย่าได้เห็นชนเหล่านั้น ดังนี้.

บทว่า โคฏฺฐา ได้แก่ คอกโค. บทว่า ปติฏฺฐิตคาโว คือ เหล่าโคออกไปแล้ว.

ในบทเหล่านั้น บทว่า จตุกุณฺฑิโก ความว่า เที่ยวไป ยืนมองเห็นคนเลี้ยงโค ออกไปพร้อมกับโคทั้งหลายแล้ว วางมือทั้งสองข้าง และเข่าทั้งสองลงบนแผ่นดินคลานเข้าไปอย่างนี้.

บทว่า ตานิ สุทํ อาหาเรมิ ความว่า กากโคมัยของลูกโคแก่ย่อมไม่มีโอชารส เพราะฉะนั้น เว้นกากโคมัยเหล่านั้น จึงกินโคมัยที่มีรสโอชะของลูกโคอ่อนซึ่งยังดื่มน้ำนมเต็มท้องแล้ว เข้าสู่ราวป่าอีกนั้นเทียว. ทรงหมายถึงคำนี้ จึงตรัสว่า นัยว่า เรากินโคมัยเหล่านั้น ดังนี้.

บทว่า ยาว กีวญฺจ เม ความว่า มูตรและกรีสของตนของเรา ยังไม่สิ้นไปตลอดกาลใด รอยเท้าที่ประตูของเรายังเป็นไปเพียงใด เราก็กินมูตรและกรีสนั้นเทียวตลอดกาลเพียงนั้น. ก็ครั้นเมื่อกาลล่วงไปๆ เนื้อและโลหิตสิ้นไป รอยเท้าในประตูหมดไป เราก็กินโคมัยของลูกโคอ่อน.

บทว่า มหาวิกฏโภชนสฺมึ ได้แก่ ในโภชนะชนิดใหญ่. อธิบายว่า ในโภชนะผิดปกติ.

คำว่า ตตฺร ในบทว่า ตตฺร สุทํ สารีปุตฺต ภึสนกสฺส วนสณฺ ฑสฺส ภีสนกสฺมึ โหติ เป็นคำบ่งถึงคำต้น. ศัพท์ว่า สุทํ เป็นนิบาตในคำสักว่าทำบทให้เต็ม. บทว่า สารีปุตฺต เป็นคำร้องเรียก.

ก็อรรถโยชนาในบทนั้นมีดังนี้.

บทว่า ตตฺร ความว่า เป็นความน่ากลัวแห่งราวป่าที่น่ากลัวที่ตรัสไว้ในบทว่า ในราวป่าอันน่ากลัว แห่งใดแห่งหนึ่ง. อธิบายว่า เป็นการกระทำที่น่ากลัว.

เป็นอย่างไร เป็นอย่างนี้ว่า บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งยังไม่ปราศจากราคะเข้าไปสู่ป่านั้น โดยมากขนพอง ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตตฺร เป็นสัตตมีวิภัติลงในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ.

คำว่า สุ เป็นนิบาต เหมือนในคำเป็นต้นว่า กึสุ นาม โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา.

บทว่า อิทํ เป็นคำแสดงทำเนื้อความที่ประสงค์แล้วดุจให้ประจักษ์.

บทว่า สุอิทํ เป็น สุทํ พึงทราบการลบอิอักษร ด้วยอำนาจสนธิ ดุจในคำเป็นต้นว่า จกฺขุนฺทฺริยํ อิตฺถินฺทฺริยํ อนญฺญตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ กึสูธ วิตฺตํ ดังนี้.

ก็โยชนา ในบทนั้นดังนี้.

ดูก่อนสารีบุตร นี้แลเป็นความน่ากลัวแห่งแนวป่าอันน่ากลัวนั้น.

บทว่า ภึสนกตสฺมึ ความว่า ในภาวะอันน่ากลัว. พึงเห็นการลบ ต อักษรตัวหนึ่ง. บาลีว่า ภึสนกตสฺมึเยว ดังนี้ก็มี.

อีกอย่างหนึ่ง ครั้นเมื่อกล่าวว่า ภึสนกตาย เป็นอันกระทำความคลาดเคลื่อนทางลิงค์. ก็ในบทนี้ เป็นสัตตมีวิภัตติ ลงในอรรถว่าเครื่องหมาย. เพราะฉะนั้น พึงทราบความสัมพันธ์อย่างนี้.

นี้แลเป็นความน่ากลัว คือมีความน่ากลัวเป็นนิมิต มีความน่ากลัวเป็นเหตุ มีความน่ากลัวเป็นปัจจัย บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งยังไม่ปราศจากราคะเข้าไปสู่ป่านั้นโดยมากขนพอง คือขนมากกว่าย่อมพอง มีปลายตั้งขึ้นเป็นเช่นกับเข็ม และเป็นเช่นกับหนามตั้งอยู่ ที่ไม่พองมีน้อย หรือขนของสัตว์ทั้งหลายมากกว่าย่อมพอง ขนของบุรุษผู้กล้าหาญมาก มีน้อย ย่อมไม่พองดังนี้.

บทว่า อนฺตรฏฺฐกา ความว่า แปดราตรีในระหว่างสองเดือนอย่างนี้ คือในสุดท้ายเดือนสาม สี่ราตรี ในต้นเดือนสี่ สี่ราตรี.

บทว่า อพฺโภกาเส ความว่า พระมหาสัตว์ประทับอยู่ในกลางแจ้ง ตลอดราตรีในสมัยหิมะตก. ลำดับนั้น หยดหิมะทั้งหลายปกคลุมขุมพระโลมาทุกขุมขนของพระมหาสัตว์นั้น ดุจแก้วมุกดา สรีระทั้งหมดเป็นเหมือนคลุมด้วยผ้าหยาบสีขาวฉะนั้น.

บทว่า ทิวา วนสณฺเฑ ความว่า ครั้นเมื่อหยดหิมะทั้งหลายไปปราศแล้ว เพราะสัมผัสแสงพระอาทิตย์ในกลางวัน แม้พระอัสสาสะพึงมี แต่พระมหาสัตว์นี้ ครั้นพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ก็เสด็จเข้าไปสู่ราวป่า. แม้ในราวป่านั้น หิมะละลาย เพราะแสงพระอาทิตย์ก็ตกลงในพระสรีระของพระโพธิสัตว์นั้นเทียว.

บทว่า ทิวา อพฺโภกาเส วิหรามิ รตฺตึ วนสณฺเฑ ความว่า

ได้ยินว่า พระโพธิสัตว์นั้นประทับในกลางแจ้งตลอดวันในคิมหกาล. ด้วยเหตุนั้น สายพระเสโทจึงไหลออกจากพระกัจฉะทั้งสองข้างของพระโพธิสัตว์นั้น พึงมีพระอัสสาสะตลอดคืน ก็พระโพธิสัตว์นี้ ครั้นพระอาทิตย์อัศดงคต ก็เสด็จเข้าไปสู่ราวป่า. ลำดับนั้น ในราวป่าที่มีไอร้อนระอุในกลางวัน อัตตภาพของพระองค์ก็เร่าร้อนเหมือนถูกใส่ในหลุมถ่านเพลิงฉะนั้น.

บทว่า อนจฺฉริยา ได้แก่ อัศจรรย์น้อย.

บทว่า ปฏิภาสิ ได้แก่ ปรากฏแล้ว.

บทว่า โส ตตฺโต ความว่า ร้อนแผดเผาด้วยแสงแดดในกลางวัน ด้วยไอร้อนระอุในป่าใหญ่ในกลางคืน.

บทว่า โส สิโน ความว่า เปียกชุ่มด้วยดีด้วยหิมะในกลางคืน ด้วยน้ำหิมะในกลางวัน.

บทว่า ภิสนเก ได้แก่ อันให้เกิดความกลัว.

บทว่า นคฺโค ได้แก่ ปราศจากผ้า ท่านแสดงว่า ก็ครั้นเมื่อมีผ้านุ่งและผ้าห่ม หนาวหรือร้อนไม่พึงเบียดเบียนยิ่ง ผ้านุ่งและผ้าห่ม แม้นั้นของเราก็ไม่มี.

บทว่า น จคฺคิมาสิโน คือ ไม่ได้ผิงแม้ไฟ.

บทว่า เอสนาปสุโต ได้แก่ ขวนขวาย คือประกอบเพื่อประโยชน์แก่การแสวงหาความหมดจด.

บทว่า มุนี ความว่า ในกาลนั้น พระองค์ทรงทำพระองค์เป็นมุนีแล้วตรัส.

บทว่า ฉวฏฺฐิกานิ ได้แก่ กระดูกทั้งหลายที่ทอดทิ้งเรี่ยราด.

บทว่า อปณิธาย คือ ทรงแสดงว่า หมอนหนุนศีรษะและหมอนหนุนเท้าย่อมปรากฏฉันใด พระองค์ทรงลาดแล้วสำเร็จการบรรทมบนกองกระดูกนั้นฉันนั้น.

บทว่า โคมณฺฑลา ได้แก่ พวกเด็กเลี้ยงโค.

ได้ยินว่า เด็กเหล่านั้นไปสู่สำนักของพระโพธิสัตว์แล้วกล่าวว่า ข้าแต่สุเมธะ ท่านนั่งกล่าวอยู่ในที่นี้ เพราะเหตุไร. พระโพธิสัตว์ทรงนั่งก้มพระพักตร์ ไม่ตรัส.

ลำดับนั้น เด็กเลี้ยงโคเหล่านั้นล้อมพระโพธิสัตว์นั้นแล้วร้องตะโกนว่า พวกเราจักไม่ให้เพื่อให้ตรัส จึงถ่มน้ำลายรดพระสรีระ. พระโพธิสัตว์ก็ไม่ตรัสแม้อย่างนั้น.

ลำดับนั้น พวกเด็กเลี้ยงโคโกรธพระโพธิสัตว์ว่า ท่านไม่ยอมกล่าว จึงถ่ายปัสสาวะรดเบื้องบนพระโพธิสัตว์นั้น. แม้อย่างนั้น พระโพธิสัตว์ก็ไม่ตรัสเลย. แต่นั้นจึงโปรยฝุ่นรดพระโพธิสัตว์นั้นว่า ท่านจงพูด ท่านจงกล่าว ดังนี้. แม้อย่างนี้ พระโพธิสัตว์ก็ไม่ตรัสนั้นเทียว.

ลำดับนั้น จึงกล่าวว่า ท่านไม่พูด แล้วเอาดิ้วไม้ยอนที่ช่องพระกรรณทั้งสองข้างของพระโพธิสัตว์นั้น. พระโพธิสัตว์ทรงอดกลั้นทุกขเวทนาอันแรงกล้า เผ็ดร้อน ย่อมปรารถนาเหมือนคนตายว่า เราจักไม่กล่าวคำอะไรแก่ใครเลย.

ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร ก็เราไม่รู้สึกว่า ยังจิตอันลามกให้เกิดขึ้นในพวกเด็กเหล่านั้นเลย ดังนี้. อธิบายว่า แม้จิตชั่วอันเราไม่ให้เกิดแล้วในพวกเด็กเหล่านั้น.

บทว่า อุเปกฺขาวิหารสฺมึ โหติ คือ เป็นผู้อยู่ด้วยอุเบกขา.

ก็วิหารเทียว เรียกว่า วิหารสฺมึ ก็ด้วยบทนั้นเทียว พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า อยํสุ เม แม้ในบทนี้ว่า อิทํสุ เม ในที่นี้. พึงทราบแม้บทเห็นปานนี้แม้เหล่าอื่นโดยนัยนี้. ทรงแสดงอุเบกขาวิหารที่ทรงบำเพ็ญแล้วตลอด ๙๑ กัปแต่นี้ ด้วยบทนี้.

ทรงหมายถึงอุเบกขาวิหาร จึงตรัสว่า

เมื่อประสบสุข เราก็ไม่ยินดี เมื่อประสบทุกข์

เราก็ไม่เสียใจ เราไม่ติดในสุขและทุกข์ทั้งปวง

นั่นเป็นอุเบกขาบารมีของเรา.

บทว่า อาหาเรน สุทฺธิ คือ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายอาจเพื่อหมดจดด้วยอาหารนิดหน่อยบางอย่าง เช่นพุทราเป็นต้น.

บทว่า เอวมาหํสุ ได้แก่ พูดอย่างนี้.

บทว่า โกเลหิ ได้แก่ พุทราทั้งหลาย. บทว่า โกโลทกํ คือ น้ำดื่มที่เขาขยำผลพุทราทั้งหลายแล้วทำ. บทว่า โกลวิกตึ ได้แก่ ชนิดแห่งพุทรา เช่นสลัดพุทรา ขนมพุทราและก้อนพุทราเป็นต้น.

บทว่า เอตปรโม ความว่า นั่นเป็นประมาณอย่างยิ่งของพุทรานั้น เพราะฉะนั้น พุทรานั้นจึงชื่อว่า เอตปรโม มีผลใหญ่. อธิบายว่า ก็ในกาลนั้นในที่สุด ๙๑ กัป พุทราไม่ใหญ่เท่าผลมะตูมสุกและผลตาลสุก คงใหญ่เท่าพุทราในบัดนี้เท่านั้น.

บทว่า อธิมตฺตกสีมานํ ความว่า ทรงผอมอย่างยิ่ง.

บทว่า อสีติกปพฺพานิ วา กาฬปพฺพานิ วา คือ ทรงแสดงว่า เถาวัลย์ที่มีข้อมาก หรือเถาวัลย์มีข้อดำ ที่เหี่ยวแห้งในที่ต่อ ย่อมนูนขึ้นและแฟบลงในท่ามกลางฉันใด อวัยวะน้อยใหญ่ของเราก็เป็นฉันนั้น.

บทว่า โอฏฺฐปทํ ความว่า เท้าอูฐเป็นธรรมชาติลึกในท่ามกลางฉันใด ครั้นเมื่อเนื้อและเลือดเหือดแห้ง ตะโพกของพระโพธิสัตว์ก็ลึกในท่ามกลาง เพราะความที่วัจจทวาร เข้าไปในภายในฉันนั้นเหมือนกัน. ที่นั้น สถานที่นั่งในแผ่นดินของพระโพธิสัตว์นั้น ก็จะนูนขึ้นในท่ามกลาง เหมือนประทับด้วยกระบอกลูกศร.

บทว่า วฏฺฏนาวลี ความว่า เถาสะบ้าที่เขาฟั่นทำเป็นเชือกก็จะแฟบในระหว่างๆ แห่งเถาสะบ้าจะนูนขึ้นในที่เป็นเกลียวฉันใด กระดูกสันหลังนูนขึ้นเป็นปุ่มๆ ฉันนั้น.

บทว่า ชรสาลาย โคปานสิโย ได้แก่ กลอนแห่งศาลาเก่า.

กลอนเหล่านั้นหลุดจากโครงแล้วตั้งอยู่ในบริเวณ กลอนที่อยู่ในบริเวณก็จะหลุดอยู่ในที่พื้นดิน เพราะฉะนั้น ก็จะเหลื่อมขึ้นและเหลื่อมลง คือตัวหนึ่งอยู่บน ตัวหนึ่งอยู่ข้างล่าง. ก็กระดูกซี่โครงของพระโพธิสัตว์ไม่เป็นอย่างนั้น. เพราะครั้นพระโลหิตขาด พระมังสะเหี่ยวแห้ง พระโพธิสัตว์นั้นก็มีพระจัมมะโดยระหว่างกระดูกซี่โครง เหลื่อมลง ทรงหมายถึงกระดูกซี่โครงนั้น จึงตรัสบทนี้.

บทว่า โอกฺขายิกา ได้แก่ ลึกเข้าไปในเบื้องล่าง.

นัยว่า ครั้นเมื่อพระโลหิตขาด พระมังสะเหี่ยวแห้ง เบ้าตาของพระโพธิสัตว์นั้น ก็ลึกจดมันสมอง เพราะเหตุนั้น ดวงตาของพระโพธิสัตว์นั้นจึงเป็นอย่างนั้น.

บทว่า อามกจฺฉินฺโน ได้แก่ ตัดแล้วในเวลายังอ่อน. ก็น้ำเต้าขมนั้นสัมผัสกับลมและแดดย่อมเหี่ยวแห้ง.

บทว่า ยาวสฺสุ เม สารีปุตฺต ความว่า ดูก่อนสารีบุตร ผิวหนังท้องของเราเหี่ยวติดกระดูกสันหลัง.

อีกประการหนึ่ง พึงทราบความสัมพันธ์ในบทนั้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนสารีบุตร การบำเพ็ญทุกกรกิริยาของเรายังเป็นภาระหนักเพียงใด ผิวหนังท้องของเราก็เหี่ยวติดกระดูกสันหลังเพียงนั้น.

บทว่า ปิฏฺฐิกณฺฏกญฺเญว ปริคฺคณฺหามิ ความว่า เราคิดว่าจะจับผิวหนังท้อง ลูบคลำผิวหนังท้องอย่างเดียว ก็คลำถูกกระดูกสันหลังทีเดียว.

บทว่า อวกุชฺโช ปปตามิ ความว่า เมื่อพระองค์นั้นนั่งเพื่อประโยชน์แก่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ปัสสาวะไม่ออกเลย แต่วัจจะมีเพียงเม็ดตุมกา ๑-๒ ก้อน ก็ยังทุกข์อันมีกำลังให้เกิดขึ้น เหงื่อทั้งหลายก็ไหลออกจากสรีระ. พระองค์ก็ซวนล้มลงในพื้นดินในที่นั้นเอง. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า เราซวนล้ม ดังนี้.

บทว่า ตเมว กายํ ได้แก่ กายที่สุดใน ๙๑ กัป. ก็ทรงหมายถึงกายในภพสุดท้ายในมหาสัจจกสูตร จึงตรัสว่า อิมเมว กายํ ดังนี้.

บทว่า ปูติมูลานิ ความว่า เมื่อพระมังสะหรือพระโลหิตยังมีอยู่ พระโลมาทั้งหลายก็ตั้งอยู่ได้ แต่ในเพราะไม่มีพระมังสะพระโลหิตนั้น พระโลมาทั้งหลายดุจติดอยู่ในแผ่นหนัง ก็หลุดติดพระหัตถ์ด้วย ทรงหมายถึงอาการนั้น จึงตรัสว่า ขนทั้งหลายมีรากอันเน่าก็หลุดจากกายดังนี้.

บทว่า อลมริยญาณทสฺสนวิเสสํ ได้แก่ โลกุตตรมรรคอันสามารถเพื่อกระทำความเป็นอริยะได้.

บทว่า อิมิสสฺสาเยว อริยาย ปญฺญาย ความว่า เพราะไม่บรรลุวิปัสสนาปัญญา.

บทว่า ยายํ อริยา ได้แก่ บรรลุมรรคปัญญานี้ใด.

ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า ชื่อว่าบรรลุมรรคปัญญา เพราะความที่วิปัสสนาปัญญาได้บรรลุแล้วในบัดนี้ฉันใด เราไม่บรรลุโลกุตตรมรรคปัญญา เพราะความที่วิปัสสนาปัญญาไม่ได้บรรลุแล้วในที่สุด ๙๑ กัปฉันนั้น.

ส่วนมัชฌิมภาณกเถระกล่าวว่า ปัญญาที่กล่าวว่า อิมิสฺสาเยว ก็ดี ปัญญาที่กล่าวว่า ยายํ อริยา ก็ดี คือมรรคปัญญานั้นเทียว.

ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวกะมัชฌิมภาณกเถระนั้นว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้น คำว่า เราไม่ได้บรรลุมรรคเพราะความที่มรรคได้บรรลุแล้วนี้ ท่านได้กล่าวแล้ว.

พระเถระตอบว่า ดูก่อนอาวุโส เราไม่อาจเพื่อแสดงก็จริง แต่ปัญญาแม้สองอย่างนั้น คือมรรคปัญญานั้นเทียว.

ก็คำนั้นเทียวสมควรแล้วในที่นี้. ก็โดยประการนี้ นิทเทสว่า ยา อยํ ก็ไม่สมควร.

บทว่า สํสาเรน สุทฺธิ คือ กล่าวว่า สัตว์ทั้งหลายท่องเที่ยวมากย่อมหมดจด.

บทว่า อุปปตฺติยา สุทฺธิ ได้แก่ กล่าวว่า เกิดขึ้นมาก ย่อมหมดจด.

บทว่า อาวาเสน สุทฺธิ คือ กล่าวว่าอยู่ในที่ทั้งหลายมาก ย่อมหมดจด. ท่านกล่าวถึงขันธ์ทั้งหลายนั้นเทียวในฐานะแม้สามว่า สังสารด้วยสามารถผู้ท่องเที่ยว อุบัติด้วยสามารถผู้เกิด อาวาสด้วยสามารถผู้อยู่.

บทว่า ยญฺเญน ได้แก่ กล่าวว่า บูชายัญมากย่อมหมดจด.

บทว่า มุทฺธาวสิตฺเตน ความว่า อภิเษกเป็นกษัตริย์ ด้วยสังข์สาม.

บทว่า อคฺคิปาริจริยาย ได้แก่ กล่าวว่า ย่อมหมดจดด้วยการบำเรอไฟมาก. บทว่า ทหโร คือ หนุ่ม.

บทว่า ยุวา ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยความเป็นหนุ่ม. บทว่า สุสุกาฬเกโส คือ มีผมดำสนิท.

บทว่า ปญฺญาเวยฺยตฺติเยน ได้แก่ ความเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม.

บทว่า ชิณฺโณ คือ ผู้อันชราครอบงำ. บทว่า วุฑฺโฒ ได้แก่ มีอวัยวะน้อยใหญ่เจริญเต็มที่แล้ว.

บทว่า มหลฺลโก คือ ผู้ใหญ่โดยชาติ. บทว่า อทฺธคโต ได้แก่ ถึงกาลมาก คือผ่านกาลนาน.

บทว่า วโย อนุปฺปตฺโต ความว่า ผ่านปัจฉิมวัยอันเป็นส่วนที่สามแห่งร้อยปี.

บทว่า อสีติโก เม วโย วตฺตติ ความว่า นัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้ในปีแห่งปรินิพพาน เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนี้.

บทว่า ปรมาย คือ อุดม. ย่อมกล่าวถึงร้อยบทบ้าง พันบทบ้าง ในบทว่า สติยา เป็นต้น ความเป็นผู้สามารถเรียน ชื่อว่าสติ. ความเป็นผู้สามารถทรงไว้และผูกไว้ ชื่อว่าคติ. ความเพียรที่สามารถเพื่อทำการสาธยายที่เรียนแล้ว ทรงจำแล้วอย่างนี้ ชื่อว่าธิติ. ความเป็นผู้สามารถเห็นเนื้อความและการณ์แห่งธิตินั้น ชื่อว่าปัญญาเวยยัตติยะ.

บทว่า ทฬฺหธมฺโม ธนุคฺคโห ความว่า นักธนูยืนจับธนู มั่นคง. กำลังสองพันเรียกชื่อว่าทัฬหธนู ธนูใดที่ยกขึ้นแล้ว มีสายผูก มีความหนักเท่าท่อนเหล็กเป็นต้น จับคันยกขึ้นพ้นจากดิน ประมาณคอ ธนูนั้น ชื่อว่ามีกำลังสองพัน.

บทว่า สิกฺขิโต ความว่า มีศิลปะที่เรียนแล้วในตระกูลอาจารย์ถึงสิบสองปี.

บทว่า กตหตฺโถ ความว่า บางคนเรียนเพียงศิลปะเท่านั้น ไม่ได้รับการฝึกหัด แต่นายธนูนี้ได้รับการฝึกหัดแล้วชำช่อง ชำนิชำนาญ เคยแสดงฝีมือมาแล้ว คือมีศิลปะที่ได้แสดงแล้วในที่ทั้งหลายมีราชตระกูลเป็นต้น.

บทว่า ลหุเกน อสเนน ความว่า ด้วยลูกศรขนาดเบา ซึ่งบริกรรมด้วยครั่งที่ทำร่องไว้ภายในทำให้เต็มสายเป็นต้น ก็ลูกศรที่ทำอย่างนี้ ผ่านโคอสุภหนึ่งตัว ทะลุโคอสุภสองตัวได้ ศรที่ผ่านโคอสุภแปดตัวทะลุโคอสุภสิบหกตัวได้.

บทว่า อปฺปกสิเรน ได้แก่ โดยไม่ยาก.

บทว่า อติปาเตยฺย คือ พึงให้ทะลุ.

บทว่า เอวํ อธิมตฺตสติมนฺโต ความว่า นักธนูนั้นย่อมยิงเงาหนึ่งคืบสี่นิ้ว ได้รวดเร็วฉันใด สามารถเพื่อเรียน เพื่อทรงจำ เพื่อสาธยาย ร้อยบทบ้าง พันบทบ้าง และเพื่อใคร่ครวญเนื้อความและเหตุทั้งหลายได้ฉันนั้น.

บทว่า อญฺญตฺร อสิตปีตขายิตสายิตา ความว่า ก็กิจทั้งหลายมีการกินและการดื่มเป็นต้น เป็นกิจอันพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ดี ภิกษุทั้งหลายก็ดี พึงทำ เพราะฉะนั้น จึงทรงแสดงว่า เว้นเวลาสักว่าทำกิจทั้งหลายมีการกินและการดื่มเป็นต้นนั้น.

บทว่า อปริยาทินฺนาเยว ความว่า อันไม่รู้จักจบสิ้น.

ก็ถ้าภิกษุรูปหนึ่งถามกายานุปัสสนา อีกรูปถามเวทนานุปัสสนา อีกรูปถามจิตตานุปัสสนา อีกรูปถามธัมมานุปัสสนา ภิกษุแต่ละรูปย่อมไม่มองดูกันว่า เราถูกภิกษุนี้ถามแล้วก็จักถาม.

แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น วาระของภิกษุเหล่านั้นย่อมปรากฏ. แต่วาระของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่ปรากฏอย่างนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกายานุปัสสนาโดยสิบสี่วิธี เวทนานุปัสสนาโดยเก้าวิธี จิตตานุปัสสนาโดยสิบหกวิธี ธัมมานุปัสสนาโดยห้าวิธี ก่อนกว่าการยิงเงาหนึ่งคืบสี่นิ้วอย่างรวดเร็วเสียอีก.

สติปัฏฐาน ๔ นั้น จงยกไว้ก่อน.

ก็ถ้าภิกษุสี่รูปอื่นพึงถามปัญหาในสัมมัปปธานทั้งหลาย อีกพวกหนึ่งถามปัญหาในอิทธิบาท อีกพวกหนึ่งพึงถามปัญหาในอินทรีย์ห้า อีกพวกหนึ่งพึงถามปัญหาในพละห้า อีกพวกหนึ่งพึงถามปัญหาในโพชฌงค์เจ็ด อีกพวกหนึ่งพึงถามปัญหาในองค์มรรคแปดไซร้

พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงตรัสปัญหาแม้นั้นได้.

อนึ่ง องค์มรรคแปดนั่นจงยกไว้. ถ้าชน ๓๗ คนอื่นพึงถามปัญหาในโพธิปักขิยธรรมทั้งหลายไซร้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงตรัสปัญหาแม้นั้นได้ก่อนทีเดียว. เพราะเหตุไร. เพราะมหาชนชาวโลกย่อมกล่าวได้บทหนึ่งโดยประมาณเท่าใด พระอานนทเถระย่อมกล่าวได้แปดบทโดยประมาณเท่านั้น. ก็ครั้นเมื่อพระอานนทเถระกล่าวได้บทเดียวเท่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสได้สิบหกบท.

เพราะเหตุไร. เพราะพระชิวหาของพระผู้มีพระภาสเจ้าอ่อน ไรพระทนต์เรียบสนิท พระวจนะไม่ติดขัด ภวังคปริวาสเบา. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร ธรรมเทศนาของตถาคตนั้น จึงไม่รู้จักจบสิ้น ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมเทสนา ได้แก่ วางระเบียบแบบแผน.

บทว่า ธมฺมปทพฺยญฺชนํ ความว่า บทพยัญชนะแห่งบาลี คืออักษรอันเป็นตัวพยัญชนะแห่งอรรถนั้นๆ.

บทว่า ปญฺหปฏิภานํ ได้แก่ ปัญหาพยากรณ์.

ทรงแสดงอะไรด้วยบทนี้.

ทรงแสดงอย่างนี้ว่า ในกาลก่อนเวลายังหนุ่ม ตถาคตย่อมอาจเพื่อประมวลอักษรทั้งหลายกล่าวเป็นบทได้ ย่อมอาจเพื่อประมวลบททั้งหลายกล่าวเป็นคาถาได้ ย่อมอาจเพื่อกล่าวอรรถะ ด้วยคาถาอันประกอบด้วยบท มีสี่อักษรบ้าง มีสิบหกอักษรบ้าง แต่ในเวลาแก่ ณ บัดนี้ ไม่อาจเพื่อประมวลอักษรทั้งหลายกล่าวเป็นบท หรือประมวลบททั้งหลาย กล่าวเป็นคาถา หรือกล่าวอรรถะด้วยคาถาได้ ดังกล่าวมานี้ย่อมไม่มี ในเวลาหนุ่มและในเวลาแก่ ธรรมเทศนาเป็นต้นทั้งหมดนั้นของตถาคตไม่รู้จักจบสิ้น.

บทว่า มญฺจเกน เจ มํ ความว่า ทรงกำหนดบทนี้แล้วตรัส เพื่อทรงแสดงกำลังของพระพุทธเจ้านั้นเอง. ก็ชื่อว่ากาลในการยกพระทศพลขึ้นสู่เตียงน้อยแล้ว บริหารทั่วคาม นิคมและราชธานี ไม่มี. ก็พระตถาคตทั้งหลายผู้อันลักษณะมีฟันหลุดเป็นต้น ไม่ครอบงำแล้วในส่วนแห่งอายุที่ห้า เมื่อความเปลี่ยนแปลงทางวรรณะของสรีระอันมีวรรณะดุจทองไม่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมปรินิพพานในกาลเป็นที่รักเป็นที่ชอบของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนั้นเทียว.

บทว่า นาคสมาโล เป็นชื่อของพระเถระนั้น.

ก็ในปฐมโพธิกาลระหว่างภายใน ๒๐ ปี พระนาคสมาละแม้นี้เป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนพระอุปวานเถระ พระนาคิตเถระและพระเมฆิยเถระ.

บทว่า วีชยมาโน คือ ยังความสุขในฤดูให้ตั้งขึ้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยลมจากพัดใบตาลอันอ่อน.

บทว่า เอตทโวจ ความว่า พระเถระฟังพระสูตรทั้งสิ้นจบแล้ว อาศัยการบำเพ็ญทุกกรกิริยาซึ่งเคยบำเพ็ญแล้วในกาลก่อนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเลื่อมใสแล้ว จึงกราบทูลคำเป็นอาทิว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อนั้นอัศจรรย์ ดังนี้.

ในบทนั้น ชื่อว่า อัจฉริยะ เพราะควรแล้วเพื่อปรบมือ.

ชื่อว่า อภูตะ เพราะไม่เคยมีกลับมีแล้ว.

พระเถระแสดงความแปลกประหลาดของตนเทียว ด้วยบทแม้ทั้งสอง. กราบทูลคำนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมปริยายนี้ชื่ออะไร ด้วยความประสงค์ว่า ธรรมปริยายนี้ดีหนอ เอาเถิด เราจักทูลขอพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงระบุชื่อธรรมปริยายนี้.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงระบุชื่อธรรมปริยายนั้น จึงตรัสว่า ตสฺมา ติห ตฺวํ เป็นต้น. เนื้อความแห่งธรรมปริยายนั้นว่า ขนทั้งหลายของเธอพองขึ้น เพราะฟังพระสูตรนี้ เพราะเหตุนั้นแล นาคสมาละ เธอจงทรงจำธรรมปริยายนี้ว่า โลมหังสนปริยาย ดังนี้แล.

จบอรรถกถามหาสีหนาทสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร