คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๔๖๘ บรรทัด๑ ฉบับ

๖. อรรถกถาอุปาลิวาทสูตร

อรรถกถาเป็นอุปาลิสูตร

อุปาลิวาทสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาลนฺทายํ ความว่า ณ นครมีชื่ออย่างนี้ว่า นาลันทา เพราะกระทำนครนั้น ให้เป็นโคจรคาม บ้านสำหรับโคจร.

คำว่า ปาวาริกมฺพวเน แปลว่า สวนมะม่วงของทุสสปาวาริกเศรษฐี.

ได้ยินว่า สวนมะม่วงนั้นเป็นสวนของปาวาริกเศรษฐีนั้น. เศรษฐีนั้นฟังพระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเลื่อมใส สร้างวิหารอันประดับด้วยกุฏิ ที่เร้นและมณฑปเป็นต้นในสวนนั้น แล้วมอบถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. วิหารนั้นจึงได้ชื่อว่าปาวาริกัมพวัน เหมือนวิหารชื่อว่าชีวกัมพวันฉะนั้น. อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ปาวาริกัมพวันนั้น.

เดียรถีย์ที่ได้ชื่ออย่างนี้ว่า ทีฆตปัสสี เพราะเป็นผู้บำเพ็ญตบะมานาน.

คำว่า ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต แปลว่า กลับจากบิณฑบาต.

แท้จริง โวหารว่าบิณฑบาต ไม่มีในลัทธิภายนอกเหมือนในพระพุทธศาสนา.

คำว่า ปญฺญเปติ แปลว่า แสดงตั้งไว้.

ทีฆตปัสสีเดียรถีย์ถามตามลัทธินิครนถ์ จึงกล่าวคำนี้ว่า ทณฺฑานิ ปญฺญเปติ.

ในคำนี้ว่า กายทณฺฑํ วจีทณฺฑํ มโนทณฺฑํ พวกนิครนถ์บัญญัติ ๒ ทัณฑะเบื้องต้นว่าเล็กน้อย ว่าไม่มีจิต เขาว่า เมื่อลมพัด กิ่งไม้ก็ไหว น้ำก็กระเพื่อม เพราะกิ่งไม้และน้ำนั้นไม่มีจิตฉันใด แม้กายทัณฑะก็ไม่มีจิตฉันนั้น. อนึ่ง เมื่อลมพัดกิ่งไม้มีใบตาลเป็นต้น จึงมีเสียง น้ำจึงมีเสียง เพราะกิ่งไม้และน้ำนั้นไม่มีจิตฉันใด แม้วจีทัณฑะก็ไม่มีจิตฉันนั้น พวกนิครนถ์บัญญัติทัณฑะทั้งสองนี้ว่าไม่มีจิต ดังกล่าวมาฉะนี้. บัญญัติว่า แต่จิตเป็นมโนทัณฑะ.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระพุทธประสงค์จะให้ทีฆตปัสสีนิครนถ์ยืนยันถ้อยคำนั้นไว้ จึงตรัสถามว่า กึ ปน ตปสฺสี เป็นต้น ในพระบาลีนั้น ถ้อยคำนั่นแลชื่อว่ากถาวัตถุ ในคำที่ว่า กถาวตฺถุสฺมึ อธิบายว่า ทรงให้เขาตั้งอยู่ในถ้อยคำ.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงกระทำอย่างนี้.

ตอบว่า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่า ทีฆตปัสสีนิครนถ์นี้จักเอาถ้อยคำนี้ไปบอกนิครนถ์ใหญ่ผู้เป็นศาสดาของตนและอุบาลีคฤหบดีนั่งอยู่ในบริษัทของนิครนถ์นั้น เขาฟังคำนี้แล้วก็จักมายกวาทะของเราขึ้นได้ เราจักแสดงธรรมแก่เขา เขาจักถึงสรณะ ๓ ครั้ง แต่นั้นเราก็จักประกาศสัจจะ ๔ ด้วยอำนาจการประกาศสัจจะ เขาก็จักดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. แท้จริง เราบำเพ็ญบารมีทั้งหลายก็เพื่อสงเคราะห์บุคคลอื่นๆ เท่านั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นประโยชน์ข้อนี้ จึงได้ทรงกระทำอย่างนี้.

นิครนถ์ถามตามลัทธิของพระพุทธเจ้าจึงกล่าวคำนี้ว่า กมฺมานิ ปญฺญเปสิ.

ในคำนี้ว่า กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ ได้แก่ เจตนา ๒๐ คือเจตนาฝ่ายกามาวจรกุศล ๘ เจตนาฝ่ายอกุศล ๑๒ ที่ถึงการยึดถือ การรับ การปล่อยและการเคลื่อนไหวในกายทวาร ชื่อว่ากายกรรม. เจตนา ๒๐ นั้นแลที่ไม่ถึงการยึดถือเป็นต้นในกายทวาร ที่ให้ถึงการเปล่งวาจาเกิดขึ้นในวจีทวาร ชื่อว่าวจีกรรม. เจตนาฝ่ายกุศลและอกุศล ๒๙ ที่ไม่ถึงความไหวในทวารทั้งสองที่เกิดขึ้นในมโนทวาร ชื่อว่ามโนกรรม.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อว่าโดยสังเขป กายทุจริต ๓ ชื่อว่ากายกรรม, วจีทุจริต ๔ ชื่อว่าวจีกรรม, มโนทุจริต ๓ ชื่อว่ามโนกรรม.

แต่ในพระสูตรนี้ กรรมชื่อว่าธุระ. เจตนา แม้ที่จะถึงในพระสูตรลำดับต่อไป อย่างนี้ว่า บุญกรรม ๔ เหล่านี้ เรากระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองประกาศแล้ว ชื่อว่าธุระ. เจตนาที่เป็นไปในกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ มีประเภทเช่น กรรมดำมีวิบากดำเป็นต้น.

แม้ในนิทเทสวารแห่งกรรมนั้น ท่านก็กล่าวเจตนานั้นไว้โดยนัยว่า ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร พร้อมทั้งความเบียดเบียน ดังนี้เป็นต้น.

ส่วนเจตนาที่เป็นไปในกายทวาร ท่านหมายเอาว่ากายกรรมในสูตรนี้. เจตนาที่เป็นไปในวจีทวาร เป็นวจีกรรม. เจตนาที่เป็นไปในมโนทวารเป็นมโนกรรม เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวว่ากรรมในพระสูตรนี้ชื่อว่าธุระ, เจตนาในพระสูตรลำดับต่อไป ก็ชื่อว่าธุระ. แท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติกรรมว่ากรรม เหมือนอย่างแม้เจตนาในพระสูตรนี้นี่แล ก็ชื่อว่ากรรมเหมือนกัน.

สมดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่ากรรม เพราะคนคิดแล้วจึงทำกรรม.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร จึงตรัสเรียกเจตนาว่ากรรม.

ตอบว่า เพราะกรรมมีเจตนาเป็นมูล.

ก็ในอกุศลและกุศลทั้งสองนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสกายกรรม วจีกรรมที่ถึงอกุศลว่าเป็นใหญ่ ดังนี้ ย่อมไม่ลำบาก ตรัสมโนกรรมฝ่ายกุศลว่าเป็นใหญ่ ดังนี้ ก็ไม่ลำบาก.

จริงอย่างนั้น บุคคลพยายามด้วยกายอย่างเดียวกระทำกรรม ๔ (อนันตริยกรรม) มีมาตุฆาตเป็นต้นก็ด้วยกายเท่านั้น บุคคลกระทำกรรมคือสังฆเภท (ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน) อันจะยังผลให้บุคคลตั้งอยู่ในนรกถึงกัปหนึ่ง ก็ด้วยวจีทวาร ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกายกรรม วจีกรรม ฝ่ายอกุศลว่าเป็นใหญ่ จึงชื่อว่าไม่ลำบาก.

ส่วนเจตนาในฌานอย่างเดียวย่อมนำสวรรค์สมบัติมาให้ถึง ๘๔,๐๐๐ กัป เจตนาในมรรคอย่างเดียวเพิกถอนอกุศลทุกอย่างย่อมถือเอาพระอรหัตได้ ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสมโนกรรมฝ่ายกุศลว่าใหญ่ จึงชื่อว่าไม่ลำบาก.

แต่ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสมโนกรรมฝ่ายอกุศลว่ามีโทษมาก จึงตรัสหมายถึงนิยตมิจฉาทิฏฐิ.

ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรามองไม่เห็นธรรมอย่างหนึ่ง

อันอื่นที่มีโทษมาก เหมือนอย่างมิจฉาทิฏฐิเลย

กระบวนโทษทั้งหลายมิจฉาทิฏฐิมีโทษอย่างยิ่ง.

บัดนี้ แม้นิครนถ์ เมื่อจะเดินทางที่พระตถาคตเจ้าทรงดำเนินแล้ว ถึงมองไม่เห็นความสำเร็จประโยชน์อะไร ก็ทูลถามว่า กึ ปนาวุโส โคตม ดังนี้เป็นต้น.

คำว่า พาลกิมิยา ความว่า บ้านชื่อพาลกคามของอุบาลีคฤหบดีมีอยู่.

คนทั้งหลายยึดถือนิครนถ์ผู้ใดมาแต่บ้านนั้น นิครนถ์ผู้นั้นถูกบริษัทนั้นห้อมล้อมด้วยคิดว่า พวกเราจักเยี่ยมเยียนนิครนถ์ใหญ่ผู้เป็นศาสดาของพวกเราในหมู่นั้นก็ไปที่พาลกคามนั้น ท่านหมายถึงพาลกคามนั้น จึงกล่าวว่า พาลกิมิยา ปริสาย. อธิบายว่า อันบริษัทผู้อาศัยอยู่ในพาลกคาม.

คำว่า อุปาลิปฺปมุขาย แปลว่า มีอุบาลีคฤหบดีเป็นหัวหน้า.

อีกนัยหนึ่งคำว่า พาลกิมิยา แปลว่า ผู้โง่เขลา อธิบายว่า หนาแน่น.

คำว่า อุปาลิปฺปมุขาย ความว่า ในบริษัทนั้น อุบาลีคฤหบดีเท่านั้นเป็นคนมีปัญญาอยู่หน่อย อุบาลีคฤหบดีนั้นเป็นประมุข คือหัวหน้าของคนเหล่านั้น แม้เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อุปาลิปฺปมุขาย.

ศัพท์ว่า หนฺท เป็นนิบาต ลงในอรรถว่า กล่าวเชิญ.

ศัพท์ว่า ฉโว แปลว่า ทราม.

ศัพท์ว่า โอฬาริกสฺส แปลว่าใหญ่.

ศัพท์ว่า อุปนิธาย แปลว่า ยกขึ้นมา.

ท่านอธิบายไว้ว่า นิครนถ์แสดงว่า กายทัณฑะที่ยกขึ้นมามองเห็นได้อย่างนี้ว่า กายทัณฑะนี้หนอใหญ่ กายทัณฑะเป็นใหญ่ มโนทัณฑะต่ำจะงามอะไร จักงามแต่ไหน ไม่งามเลย แม้เพียงแต่ยกขึ้นมาก็ไม่เพียงพอ.

คำว่า สาธุ สาธุ ภนฺเต ตปสฺสี ความว่า อุบาลีคฤหบดีเมื่อให้สาธุการแก่ตปัสสีนิครนถ์ ก็เรียกศาสดานาฏบุตรว่า ภนฺเต.

บทว่า น โข เมตํ ภนฺเต รุจฺจติ ความว่า ทีฆตปัสสีนิครนถ์คัดค้านว่า ท่านเจ้าข้า ข้อนี้จะให้อุบาลีคฤหบดีไปโต้วาทะกับพระสมณโคดมนั้น ไม่ชอบใจข้าพเจ้าเสียเลย. ศัพท์ว่า มายาวี แปลว่า ผู้ทำกลลวง (นักเล่นกล).

ศัพท์ว่า อาวฏฺฏนิมายํ แปลว่า มายาคือการกลับใจ. ศัพท์ว่า อาวฏฺเฏติ แปลว่า ลวง ล้อมจับไว้.

คำว่า คจฺฉ ตฺวํ คหปติ ความว่า เหตุไร นิครนถ์ใหญ่จะส่งอุบาลีคฤหบดีไปถึง ๓ ครั้ง ส่วนทีฆตปัสสีนิครนถ์ก็คัดค้านทุกครั้ง ก็เพราะว่า นิครนถ์ใหญ่ถึงจะอาศัยอยู่นครเดียวกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ไม่เคยเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า.

ด้วยว่า ผู้ใดย่อมปฏิญาณตนด้วยวาทะว่า เป็นศาสดา ผู้นั้นยังไม่ละปฏิญาณนั้น ก็ไม่สมควรเห็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น นิครนถ์นาฏบุตรนั้นไม่รู้ถึงสมบัติ คือการเห็นและภาวะคือกถาที่แสดงนิยยานิกธรรมของพระทศพลเจ้า เพราะไม่เคยได้เห็นพระพุทธเจ้า จึงยืนยันจะส่งอุบาลีคฤหบดีไปถึง ๓ ครั้ง.

ส่วนทีฆตปัสสีนิครนถ์บางครั้งบางคราว เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนบ้าง นั่งบ้าง ถามปัญหาบ้าง เขารู้ถึงสมบัติคือการเห็นบ้าง ภาวะคือกถาแสดงนิยยานิกธรรมบ้างของพระตถาคตเจ้า.

ครั้งนั้น เขาจึงวิตกว่า อุบาลีนี้เป็นคฤหบดีผู้บัณฑิต ไปสำนักพระสมณโคดมแล้วก็จะพึงเลื่อมใสเพราะเห็นบ้าง เลื่อมใสเพราะฟังกถาแสดงนิยยานิกธรรมบ้าง ดังนั้น อุบาลีก็จะไม่พึงกลับมาสำนักของพวกเราอีกเลย. เพราะฉะนั้น เขาจึงคัดค้านถึง ๓ ครั้งเหมือนกัน.

ศัพท์ว่า อภิวาเทตฺวา แปลว่า ไหว้.

ความจริง คนทั้งหลายเห็นพระตถาคตเจ้าแล้ว ทั้งผู้ที่เลื่อมใส ทั้งผู้ที่ไม่เลื่อมใส ส่วนมากไหว้กันทั้งนั้น ผู้ไม่ไหว้มีเป็นส่วนน้อย เพราะเหตุอะไร คนที่เกิดในตระกูลอันสูงยิ่ง แม้ครองเรือนก็ไหว้กันทั้งนั้น. ส่วนคฤหบดีผู้นี้ไหว้เพราะเป็นคนเลื่อมใส เขาว่าพอเห็นเข้าเท่านั้นก็เลื่อมใสเสียแล้ว.

คำว่า อาคมา นุขฺวิธ แยกสนธิเป็น อาคมา นุ โข อิธ.

คำว่า สาธุ สาธุ ภนฺเต ตปสฺสี ความว่า อุบาลีคฤหบดี เมื่อจะให้สาธุการแก่ทีฆตปัสสีนิครนถ์ ก็เรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ภนฺเต.

คำว่า สจฺเจ ปติฏฺฐาย ความว่า ตั้งอยู่ในวจีสัตย์ไม่สั่นคลอนเหมือนหลักที่ปักลงในกองแกลบ.

คำว่า สิยา โน แปลว่า พึงมีแก่พวกเรา. ศัพท์ว่า อิธ แปลว่า ในโลกนี้.

ศัพท์ว่า อสฺส แปลว่า พึงมี.

คำว่า สีโตทกํ ปฏิกฺขิตฺโต ความว่า นิครนถ์ห้ามน้ำเย็นด้วยเข้าใจว่า มีตัวสัตว์. คำนี้ท่านกล่าวหมายถึงน้ำที่มีตัวสัตว์.

คำว่า มโนสตฺตา นาม เทวา ความว่า เทพทั้งหลายผู้ติด ผู้ข้อง ผู้เกี่ยวข้องแล้วในใจ.

คำว่า มโนปฏิพนฺโธ ความว่า อุบาลีคฤหบดีแสดงว่า บุคคลผู้ติดพันอยู่ในใจย่อมกระทำกาละ (ตาย) เพราะเหตุนั้น เขาจึงเกิดในเทพเหล่ามโนสัตว์.

แท้จริง โรคที่เกิดแต่จิตจักมีแก่เขา เพราะเหตุนั้น การดื่มน้ำร้อนหรือนำน้ำร้อนเข้าไป เพื่อประโยชน์แก่การล้างมือและเท้าเป็นต้น หรือเพื่อประโยชน์แก่การรดอาบตนเองและคนอื่น จึงไม่ควรแก่เขา โรคจะกำเริบ. น้ำเย็นจึงควร ระงับโรคได้.

ก็นิครนถ์นี้เสพแต่น้ำร้อนเท่านั้น เมื่อไม่ได้น้ำร้อนก็เสพแต่น้ำข้าวและน้ำผักดองแทน เขาต้องการดื่มและต้องการบริโภคน้ำเย็นนั้นแม้ด้วยจิต เพราะเหตุนั้น มโนทัณฑะของเขาจึงแตก เพราะไม่ได้ดื่มและบริโภคน้ำเย็นนั้น เขาไม่อาจจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าจะรักษากายทัณฑะและวจีทัณฑะ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าต้องการดื่มหรือต้องการบริโภคน้ำเย็น ขอท่านโปรดให้แต่น้ำเย็นเท่านั้นเถิด.

กายทัณฑะและวจีทัณฑะของเขาแม้รักษาไว้อย่างนี้ ก็ไม่สามารถจะชักจุติและปฏิสนธิได้. ส่วนมโนทัณฑะแม้แตกไปแล้วก็ยังชักจุติและปฏิสนธิได้อยู่นั่นเอง ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสกะเขาว่า กายทัณฑะและวจีทัณฑะต่ำทราม มีกำลังอ่อน มโนทัณฑะมีกำลังใหญ่

แม้อุบาสกนั้นก็วิตกว่าเขากำหนดด้วยอำนาจ. คำถามว่า ก็อัสสาสะและปัสสาสะของอสัญญีสัตว์ย่อมเป็นไปไม่ได้แม้ทั้ง ๗ วัน แต่อสัญญีสัตว์เหล่านั้นเขาไม่เรียกว่าตาย เพราะเพียงมีแต่ความเป็นไปแห่งสันตติของจิตเท่านั้น เมื่อใดจิตของอสัญญีสัตว์เหล่านั้นไม่เป็นไป เมื่อนั้นจึงตาย. จะถึงความเป็นผู้ที่เขาควรกล่าวว่า จงนำสัตว์เหล่านั้นไปเผาเสีย. กายทัณฑะปราศจากการไป ไม่ขวนขวาย วจีทัณฑะก็เหมือนกัน แต่สัตว์เหล่านั้นยังจุติบ้าง ปฏิสนธิบ้าง ก็ด้วยจิตอย่างเดียว แม้เพราะเหตุนี้ มโนทัณฑะจึงใหญ่ มโนทัณฑะเท่านั้นชื่อว่าใหญ่ ก็เพราะจิตแม้แตกไปแล้วก็ยังชักจุติและปฏิสนธิได้.

ส่วนถ้อยคำของนิครนถ์ใหญ่ศาสดาของเราเป็นถ้อยคำที่ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์ได้จริง. แต่อุบาลีคฤหบดีนั้นต้องการจะฟังปัญหาปฏิภาณอันวิจิตร ของพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่คล้อยตามเสียก่อน.

คำว่า น โข เตสนฺธิยติ แปลว่า คำของท่านไม่เชื่อมกัน.

คำว่า ปุริเมน วา ปจฺฉิมํ ความว่า คำนี้ว่า มโนทัณฑะใหญ่ ณ บัดนี้ กับคำก่อนที่ว่า กายทัณฑะใหญ่ไม่เชื่อมกัน.

คำว่า ปจฺฉิเมน วา ปุริมํ ความว่า คำก่อนโน้นกับคำหลังไม่เชื่อมกัน.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำเหตุแม้อย่างอื่นๆ มาแก่อุบาลีคฤหบดีนั้น จึงตรัสถามว่า ตํ กึ มญฺญสิ เป็นต้น.

ในคำเหล่านั้นคำว่า จตุยามสํวรสํวุโต ความว่า ผู้สำรวมแล้วด้วยความสำรวม ๔ ส่วน คือไม่ฆ่าสัตว์เอง ไม่ใช้ให้เขาฆ่าสัตว์ ไม่ชอบใจต่อผู้ฆ่าสัตว์ส่วนหนึ่ง ไม่ลักทรัพย์เอง ไม่ใช้ให้เขาลักทรัพย์ ไม่ชอบใจต่อผู้ลักทรัพย์ส่วนหนึ่ง ไม่พูดเท็จเอง ไม่ใช้ให้เขาพูดเท็จ ไม่ชอบใจต่อผู้พูดเท็จส่วนหนึ่ง ไม่หวังกามคุณเอง ไม่ใช้ให้เขาหวังในกามคุณ ไม่ชอบใจต่อผู้หวังกามคุณส่วนหนึ่ง.

ในคำเหล่านั้น คำว่า ภาวิตํ เขาหมายความว่า กามคุณ ๕.

คำว่า สพฺพวาริวาริโต แปลว่า ห้ามน้ำทั้งหมด. อธิบายว่า น้ำเย็นทั้งหมดเขาห้าม. เป็นความจริง นิครนถ์นั้นสำคัญว่ามีตัวสัตว์ในน้ำเย็น เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่ใช้น้ำเย็น.

อีกนัยหนึ่ง คำว่า สพฺพวาริวาริโต หมายความว่า ห้ามบาปด้วยการเว้นบาปทั้งหมด. คำว่า สพฺพวาริยุตฺโต หมายความว่า ประกอบด้วยการห้ามบาปทั้งหมด. คำว่า สพฺพวาริธุโต หมายความว่า กำจัดบาปด้วยการเว้นบาปนั้นหมด.

คำว่า สพฺพวาริผุโฏ หมายความว่า ถูกต้องด้วยการห้ามบาปทั้งหมด.

คำว่า ขุทฺทเก ปาเณ สํฆาตํ อาปาเทติ ความว่า ทำสัตว์เล็กๆ ให้ถึงฆาต.

____________________________

บาลีว่า ผุฏฺโฐ.

เขาว่า นิครนถ์นั้นบัญญัติสัตว์มีอินทรีย์เดียวว่า ปาณะ (สัตว์มีชีวิต) บัญญัติสัตว์มี ๒ อินทรีย์ว่าปาณะ บัญญัติแม้ใบไม้แห้ง ใบไม้เก่าๆ ก้อนกรวด กระเบื้องแตกว่าปาณะ ทั้งนั้น. ในปาณะเหล่านั้น เขาสำคัญว่า หยาดน้ำน้อยๆ ก็ใหญ่ ก้อนหินเล็กๆ ก็ใหญ่.

คำนั้น ท่านกล่าวหมายถึงข้อนั้น.

คำว่า กสฺมึ ปญฺญเปติ ความว่า บัญญัติไว้ที่ส่วนนั้น คือ ส่วนไหน.

มโนทณฺฑสฺมึ คือในส่วนที่เป็นมโนทัณฑะ.

อุบาสกนี้เมื่อกล่าวว่า ภนฺเต ก็กำหนดรู้ด้วยตนเองว่า นิครนถ์ใหญ่ของเราบัญญัติกรรมที่ไม่จงใจ ทำว่ามีโทษน้อย กรรมที่จงใจว่ามีโทษมาก แล้วบัญญัติเจตนาว่ามโนฑัณฑะ ถ้อยคำของเขาไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์จริง ส่วนถ้อยคำของพระผู้มีพระภาคเจ้านำสัตว์ออกจากทุกข์ได้จริง.

คำว่า อิทฺธา แปลว่า มั่งคั่ง.

คำว่า ผีตา แปลว่า มั่งคั่งเหลือเกิน เหมือนดอกไม้บานสะพรั่งทั้งต้น.

บทว่า อากิณฺณมนุสฺสา แปลว่า เกลื่อนกล่นด้วยผู้คน.

บทว่า ปาณา ได้แก่ สัตว์ดิรัจฉานมีช้างม้าเป็นต้น และมนุษย์มีหญิงชายและทารกเป็นต้น.

บทว่า เอกมํสขลํ ได้แก่ กองเนื้อกองเดียว.

บทว่า ปุญฺชํ เป็นไวพจน์ของคำว่า เอกมํสขลํ นั่นเอง.

บทว่า อิทฺธิมา คือ ผู้ถึงพร้อมด้วยอานุภาพ.

บทว่า เจโตวสิปฺปตฺโต คือ ผู้ถึงความชำนาญในจิต.

บทว่า ภสฺมํ กริสฺสามิ แปลว่า จักกระทำให้เป็นเถ้า.

บทว่า กิญฺหิ โสภติ เอกา ฉวา นาลนฺทา ความว่า คฤหบดีนั้น แม้เมื่อกล่าวคำนี้ก็กำหนดได้ว่า ด้วยกายประโยค แม้มนุษย์ ๕๐ คน ก็ไม่อาจทำเมืองนาลันทาเมืองเดียวให้เป็นลานเนื้ออันเดียวกันได้ ส่วนผู้มีฤทธิ์คนเดียวก็สามารถทำเมืองนาลันทาให้เป็นเถ้าได้ด้วยความประทุษร้ายทางใจอย่างเดียวเท่านั้น. ถ้อยคำของนิครนถ์ใหญ่ของเราไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์ ถ้อยคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้จริง.

คำว่า อรญฺญํ อรญฺญภูตํ ความว่า มิให้เป็นบ้าน คือเป็นป่านั่นเอง ชื่อว่าเกิดเป็นป่า.

คำว่า อิสีนํ มโนปโทเสน ความว่า ด้วยการประทุษร้ายทางใจของฤาษีทั้งหลายทำให้พินาศแล้ว. รัฐทั้งหลายเหล่านั้นอันเทวดาผู้ไม่อดกลั้นความประทุษร้ายทางใจนั้นทำให้พินาศแล้ว ก็ชาวโลกสำคัญว่าผู้มีใจประทุษร้ายทำให้พินาศแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ฤาษีทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า เขาตั้งอยู่ในวาทะของโลกอันนี้ จึงยกวาทะนี้ขึ้นกระทำแล้ว.

ในข้อนั้นพึงทราบว่า ป่าทัณฑกีเป็นต้นกลายเป็นป่าดังต่อไปนี้.

เรื่องป่าทัณฑกี

เมื่อบริษัทของพระสรภังคดาบสโพธิสัตว์แผ่ขยายไพบูลย์แล้ว ดาบสชื่อกีสวัจฉะศิษย์ของพระโพธิสัตว์ ประสงค์จะอยู่อย่างสงัด จึงละหมู่ไปอาศัยนครชื่อกุมภปุระ ของพระเจ้าทัณฑกี แคว้นกาลิงคะ ต่อจากฝั่งแม่น้ำโคธาวารี เจริญความสงัดอยู่ในพระราชอุทยาน เสนาบดีของพระเจ้าทัณฑกีนั้นเป็นอุปัฏฐาก.

ครั้งนั้น นางคณิกาคนหนึ่งขึ้นรถมีหญิง ๕๐๐ เป็นบริวาร ทำนครให้งดงามเที่ยวไป. มหาชนมองเห็นก็ห้อมล้อมนางเที่ยวตามไป จนถนนในพระนครไม่พอ. พระราชาเผยพระแกลประทับยืนเห็นนาง จึงตรัสถามพวกราชบุรุษว่า หญิงผู้นั้นเป็นใคร. พวกราชบุรุษทูลว่า ขอเดชะ หญิงนครโสภิณีของพระองค์ พระพุทธเจ้าข้า. ท้าวเธอเกิดริษยาทรงพระดำริว่า นครที่หญิงผู้นี้ทำให้งาม จักงามได้อย่างไร แล้วตรัสสั่งให้ตัดฐานันดรนั้นเสีย.

ตั้งแต่นั้นมา นางคณิกานั้นก็ทำการชมเชยกับคนนั้นๆ เสาะหาฐานันดรเรื่อยไป. วันหนึ่งเข้าไปยังพระราชอุทยานพบดาบสนั่งบนแผ่นหิน พิงแผ่นหินที่ย้อยลงมา ใกล้ปลายที่จงกรม จึงคิดว่า ดาบสผู้นี้สกปรกจริงหนอ นั่งไม่ไหวติง เขี้ยวงอกออกมาปิดปาก หนวดเคราปิดอก รักแร้สองข้างขนรุงรัง.

ครั้งนั้น นางเกิดความเสียใจว่า เราเที่ยวไปด้วยกิจอย่างหนึ่ง ก็มาพบกับคนกาลกัณณี (กาลกิณี) นี้เข้า ท่านทั้งหลายนำน้ำมา เราจักล้างลูกตา ให้เขาเอาน้ำและไม้สีฟันมาแล้ว ก็เคี้ยวไม้สีฟัน ถ่มน้ำลายเป็นก้อนๆ ลงไปบนเนื้อตัวของดาบสนั้น แล้วโยนไม้สีฟันลงบนกลางเซิงผม บ้วนปากตัวเองแล้ว เอาน้ำราดบนศีรษะของดาบส คิดว่า เราล้างลูกตาที่เห็นคนกาลกัณณีแล้ว กลีโทษเราก็ลอยเสียแล้ว ก็ออกไปจากพระราชอุทยาน. ในวันนั้นเอง พระราชาทรงนึกขึ้นได้ก็ตรัสถามว่า พ่อมหาจำเริญ หญิงนครโสภิณีอยู่ไหน. พวกราชบุรุษตอบว่า อยู่ในพระนครนี้เอง พระเจ้าข้า. ตรัสสั่งว่า พวกเจ้าจงให้ฐานันดรเป็นปกติแก่นางอย่างเดิม แล้วทรงสั่งให้คืนฐานันดร.

นางอาศัยกรรมที่ทำดีมาก่อน จึงได้ฐานันดร แต่นางเข้าใจไปเสียว่า ได้เพราะถ่มน้ำลายลงที่เนื้อตัวของดาบส.

ต่อจากวันนั้นไปเล็กน้อย พระราชาทรงถอดฐานันดรของพราหมณ์ปุโรหิต เขาจึงไปยังสำนักหญิงนครโสภินี สอบถามว่า น้องหญิง เธอทำอะไรจึงกลับได้ฐานันดร.

นางก็กล่าวว่า ท่านพราหมณ์จะอะไรเสียอีกเล่า ชฎิลขี้โกงคนหนึ่งเป็นตัวกาลกัณณีที่ไม่ไหวติงอยู่ในพระราชอุทยาน ท่านจงถ่มน้ำลายลงที่ตัวของดาบสนั้น ก็จักได้ฐานันดรอย่างนี้.

ปุโรหิตนั้นก็กล่าวว่า ข้าจักทำอย่างนั้นนะน้องหญิง แล้วก็ไปที่พระราชอุทยานนั้น กระทำอย่างที่นางบอกทุกประการแล้วก็ออกจากพระราชอุทยานไป.

ในวันนั้นนั่นเอง พระราชาทรงนึกขึ้นได้ก็ตรัสถามว่า พ่อมหาจำเริญ พราหมณ์อยู่ไหน ได้รับคำทูลตอบว่า อยู่ในพระนครนี้เอง พระเจ้าข้า. พระราชาทรงมีพระดำรัสว่า เราไม่ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วทำ พวกเจ้าจงคืนฐานันดรให้เขา แล้วตรัสสั่งให้คืนฐานันดรแก่พราหมณ์นั้น. ถึงพราหมณ์นั้นได้ฐานันดร เพราะกำลังบุญแต่ก่อน ก็เข้าใจไปเสียว่าได้ฐานันดรเพราะถ่มน้ำลายลงที่ตัวของดาบส.

ต่อจากวันนั้นไปเล็กน้อย ชนบทชายแดนของพระราชาเกิดกบฏ. พระราชาตรัสว่า เราจักไปปราบกบฏชายแดน จึงเสด็จไปพร้อมด้วยกองทัพ ๔ เหล่า พราหมณ์ปุโรหิตจึงไปยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระราชา ถวายพระพรว่า ชยตุ มหาราชา จงได้ชัยชนะเถิด พระมหาราชเจ้า แล้วทูลถามว่า พระองค์จะเสด็จไปเพื่อชัยชนะ หรือพระมหาราชเจ้า. ตรัสตอบว่า อย่างนั้นซิ พราหมณ์. ทูลว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ชฎิลขี้โกงผู้หนึ่งเป็นคนกาลกัณณีผู้ไม่ไหวติง พำนักอยู่ในพระราชอุทยาน โปรดทรงถ่มเขฬะลงที่ตัวของชฎิลผู้นั้นเถิด พระเจ้าข้า.

พระราชาทรงรับคำของพราหมณ์ปุโรหิตนั้น สั่งให้กระทำเหมือนอย่างที่หญิงคณิกาและพราหมณ์ปุโรหิตนั้นทำทุกอย่าง แล้วตรัสสั่งให้เจ้านายฝ่ายในถ่มเขฬะลงที่ตัวของชลิฎขี้โกงนั้น ต่อจากนั้น ทั้งฝ่ายใน ทั้งเจ้าหน้าที่ผู้คุ้มครองฝ่ายในก็กระทำตามอย่างนั้นเหมือนกัน.

ครั้งนั้น พระราชาทรงสั่งให้ตั้งกองรักษาการณ์ไว้ใกล้ประตูพระราชอุทยาน แล้วสั่งว่า ผู้ตามเสด็จไม่ถ่มน้ำลายลงที่ตัวดาบสให้ทั่วแล้วออกไปไม่ได้. คราวนั้น นายพันนายกองทั้งหมดก็นำน้ำลาย ไม้สีฟันและน้ำบ้วนปาก เอาไปไว้บนตัวดาบสโดยทำนองนั้นนั่นแล. น้ำลายและไม้สีฟันก็ท่วมทั่วตัว.

เสนาบดี (ผู้อุปัฏฐาก) รู้เรื่องภายหลังเขาหมด ก็ครุ่นคิดว่า เขาว่าคนทั้งหลายทำร้ายพระผู้มีพระภาคเจ้าศาสดาของเราซึ่งเป็นเนื้อนาบุญ เป็นบันไดสวรรค์อย่างนี้ หัวใจก็ร้อนระอุ ต้องหายใจทางปาก จึงรุดไปยังพระราชอุทยาน เห็นฤษีประสบความย่อยยับอย่างนั้น ก็นุ่งหยักรั้ง เอามือทั้งสองกวาดไม้สีฟัน ยกขึ้นให้นั่งให้นำน้ำมาอาบ ชะโลมด้วยยาทุกชนิดและของหอม ๔ ชนิด เช็ดด้วยผ้าละเอียด ยืนประนมมืออยู่ข้างหน้า พูดอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ พวกมนุษย์ทำไม่สมควร อะไรจักมีแก่พวกเขา.

ดาบสกล่าวว่า ท่านเสนาบดี เทวดาแบ่งกันเป็น ๓ พวก พวกหนึ่งกล่าวว่า จักทำพระราชาพระองค์เดียวให้พินาศ, พวกหนึ่งกล่าวว่า จักทำพระราชาพร้อมด้วยบริษัทให้พินาศ, พวกหนึ่งกล่าวว่า จักทำแว่นแคว้นทั้งหมดของพระราชาให้พินาศ

ก็แลครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ดาบสมิได้แสดงอาการโกรธแม้แต่น้อย เมื่อจะบอกอุบายสันติแห่งโลก กล่าวว่า ความผิดมีอยู่ แต่เมื่อรู้แสดงความผ่อนโทษเสีย เหตุการณ์ก็จะเป็นปกติอย่างเดิม. เสนาบดีได้นัยแล้วก็เข้าไปเฝ้าพระราชา ถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ทรงประพฤติผิดในท่านดาบสผู้ไม่ผิด ผู้มีฤทธิ์มาก ทรงกระทำกรรมอย่างหนัก ท่านว่า เทวดาแบ่งเป็น ๓ พวกกล่าวกันอย่างนี้ ทูลเรื่องทั้งหมดแล้วกราบทูลว่า ท่านว่าเมื่อพระองค์ทรงขอขมาเสียแล้ว แว่นแคว้นก็จะเป็นปกติ ขอพระองค์อย่าทรงทำให้แว่นแคว้นพินาศเสียเลย ขอพระมหาราชเจ้า โปรดขอขมาท่านดาบสเสียเถิด พระเจ้าข้า.

เสนาบดีกราบทูลถึง ๓ ครั้ง พระราชาก็ไม่ทรงปรารถนาจะขอขมา จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพเจ้าทราบกำลังของดาบส ดาบสนั้นมิใช่พูดไม่จริง ทั้งก็ไม่โกรธด้วย แต่ท่านพูดอย่างนี้ ก็ด้วยความเอ็นดู อนุเคราะห์สัตว์ ขอได้โปรดขอขมาท่านดาบสนั้นเสียเถิด พระเจ้าข้า. พระราชาก็ทรงยืนกรานว่า เราไม่ขอขมา.

เสนาบดีจึงกราบทูลว่า ถ้าอย่างนั้น ขอได้โปรดพระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่คนอื่นเถิด ข้าพเจ้าจักไม่อยู่ในพระราชอาณาเขตของพระองค์ต่อไปละ.

พระราชาตรัสว่า ท่านจะไปก็ตามที เราจักได้เสนาบดีของเราใหม่.

แต่นั้น เสนาบดีก็ไปสำนักดาบส ไหว้แล้วก็กล่าวว่า ข้าพเจ้าปฏิบัติตามคำของท่านแล้ว ท่านเจ้าข้า. ดาบสกล่าวว่า ท่านเสนาบดี คนที่เชื่อฟังจงพาทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเครื่องใช้ ทั้งทรัพย์ ทั้งสัตว์ ๒ เท้า ๔ เท้า ออกไปเสียนอกพระราชอาณาเขตภายใน ๗ วัน เทวดาพิโรธหนัก จักเบียดเบียนแว่นแคว้นแน่นอน.

เสนาบดีก็กระทำตาม พระราชาก็ทรงมัวเมาอย่างเดียว ทรงปราบข้าศึก ทำชนบทชายแดนให้สงบแล้ว ก็เสด็จมาพัก ณ ค่ายฉลองชัย ทรงจัดการพระนครนั้นๆ แล้ว เสด็จเข้าสู่พระราชนิเวศน์.

ครั้งแรกทีเดียว เหล่าเทวดาบันดาลฝนน้ำให้ตกลงมา. มหาชนก็ดีใจว่า ตั้งแต่ทำผิดในชฎิลขี้โกงมา พระราชาของเราก็เจริญอย่างเดียว ทรงปราบข้าศึกได้ ในวันเสด็จกลับฝนก็ตกลงมา.

ต่อมา เหล่าเทวดาก็บันดาลฝนดอกมะลิตกลงมา มหาชนก็ดีใจยิ่งขึ้นไปอีก ต่อมาเหล่าเทวดาก็บันดาลฝนมาสก ฝนกหาปณะให้ตกลงมา เข้าใจว่าคนทั้งหลายจะออกมาเก็บ จึงบันดาลฝนเครื่องประดับมือ ประดับเท้า ประดับเอวเป็นต้นให้ตกลงมา มหาชนก็ลงมายังปราสาท ๗ ชั้นทางข้างหลัง ต่างประดับอาภรณ์ ดีใจว่า การถ่มน้ำลายรดชฎิลขี้โกง สมควรแท้หนอ ตั้งแต่ถ่มน้ำลายลงบนชฎิลขี้โกงนั้น พระราชาของเราก็เจริญ ทรงปราบข้าศึกสำเร็จ วันเสด็จกลับฝนยังตกลงมา ต่อนั้น ฝน ๔ อย่าง คือ ฝนดอกมะลิ ฝนมาสก ฝนกหาปณะ ฝนเครื่องประดับเอว ก็เกิด เปล่งวาจาดีใจอย่างนี้แล้ว ก็อิ่มเอิบในกรรมที่พระราชาทรงทำผิด.

สมัยนั้น เหล่าเทวดาก็บันดาลอาวุธต่างๆ ที่มีคมข้างเดียว สองข้างเป็นต้น ให้ตกลงมาปานเชือดเนื้อมหาชนบนแผ่นเขียง. ต่อจากนั้น ก็บันดาลถ่านเพลิงมีสีดังดอกทองกวาว ปราศจากเถ้าและควัน บันดาลก้อนหินขนาดเรือนยอด บันดาลทรายละเอียดที่กอบกำไม่อยู่ให้ตกลงมา ถมพื้นที่สูงขึ้นถึง ๘๐ ศอก.

ในแว่นแคว้นของพระราชา มนุษย์ ๓ คน คือ ท่านกีสวัจฉดาบส ท่านเสนาบดีและคนที่ยินดีเลี้ยงดูมารดา เป็นผู้ไม่มีโรค. ในแหล่งน้ำดื่มก็ไม่มีน้ำดื่ม ในแหล่งหญ้าก็ไม่มีหญ้า สำหรับสัตว์ดิรัจฉานที่เหลือ ผู้ไม่ได้ร่วมในกรรมนั้น. สัตว์ดิรัจฉานเหล่านั้นก็ไปยังแหล่งที่มีน้ำดื่ม มีหญ้า ไม่ทันถึง ๗ วัน ก็พากันไปนอกราชอาณาจักร.

เพราะเหตุนั้น สรภังคโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า

กีสญฺหิ วจฺฉํ อวกฺรีย ทณฺฑกี

อุจฺฉินฺนมูโล สชโน สรฏฺโฐ

กุกฺกุลนาเม นิรยมฺหิ ปจฺจตี

ตสฺส ผุลฺลิตานิ ปตนฺติ กาเย.

พระเจ้าทัณฑกีทรงให้ร้ายกีสวัจฉดาบส ทรงขาด

คุณธรรมเบื้องต้น พร้อมทั้งมหาชน พร้อมทั้งแว่น

แคว้น ก็ตกนรกขุมกุกกุละ ถ่านไฟคุโชนก็ตกไป

ที่พระกายของท้าวเธอ ดังนี้.

พึงทราบว่า ป่าทัณฑกีเป็นป่าไปดังกล่าวมาฉะนี้.

เรื่องป่ากลิงคะ

บาลีเป็นกาลิงคะ

ดังได้สดับมา ครั้งพระเจ้านาฬิกีระทรงราชย์ ณ แคว้นกลิงคะ ดาบส ๕๐๐ รูป ณ ป่าหิมพานต์ ผู้ไม่เคยได้กลิ่นสตรี ทรงหนังเสือเหลืองชฎาและผ้าเปลือกไม้ มีรากไม้ผลไม้ป่าเป็นอาหารอยู่มานาน ประสงค์จะเสพอาหารมีรสเปรี้ยวเค็ม ก็พากันมายังถิ่นมนุษย์ ถึงนครของพระเจ้านาฬิกีระ แคว้นกลิงคะตามลำดับ.

ดาบสเหล่านั้นทรงชฎาหนังเสือเหลืองและผ้าเปลือกไม้ แสดงกิริยาอันสงบสมควรแก่เพศนักบวช เข้าไปขออาหารยังนคร. ครั้งพระพุทธเจ้ายังไม่เกิด คนทั้งหลายเห็นดาบสนักบวชก็เลื่อมใส จัดแจงที่นั่งและที่ยืน มีมือถือภาชนะใส่อาหาร นิมนต์ให้นั่งแล้ว จัดอาหารถวาย. เหล่าดาบสบริโภคอาหารเสร็จแล้วก็อนุโมทนา. คนทั้งหลายได้ฟังแล้วก็มีจิตเลื่อมใส ถามว่า พระผู้เจริญทั้งหลายจะไปไหน. ดาบสตอบว่า จะไปตามที่ที่มีความผาสุก. คนเหล่านั้นก็พูดเชิงนิมนต์ว่า พระคุณเจ้าไม่ควรไปที่อื่น อยู่เสียที่พระราชอุทยานเถิด พวกเรากินอาหารเช้าแล้ว จักมาฟังธรรมกถา. เหล่าดาบสก็รับ ไปยังพระราชอุทยาน. ชาวเมืองกินอาหารแล้ว ก็นุ่งผ้าสะอาด ห่มผ้าสะอาด หมายจะฟังธรรมกถาเดินกันไปเป็นหมู่ๆ มุ่งหน้าไปยังพระราชอุทยาน.

พระราชาประทับยืนบนปราสาท ทอดพระเนตรเห็นคนเหล่านั้นกำลังเดินไป จึงตรัสถามเจ้าหน้าที่ผู้รับใช้ว่า พนาย ทำไม ชาวเมืองเหล่านั้นจึงนุ่งห่มผ้าสะอาด เดินมุ่งหน้าไปยังสวน ที่สวนนั้น เขามีการชุมนุมหรือฟ้อนรำกันหรือ.

เจ้าหน้าที่กราบทูลว่า ไม่มีดอก พระเจ้าข้า พวกเขาต้องการจะไปฟังธรรมกถาในสำนักเหล่าดาบส.

ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เราจะไปด้วย บอกให้พวกเขาไปกับเรา.

เจ้าหน้าที่ก็ไปบอกแก่คนเหล่านั้นว่า พระราชาก็มีพระราชประสงค์จะเสด็จไป พวกท่านจงแวดล้อมพระราชากันเถิด. โดยปกติ พวกชาวเมืองดีใจกันอยู่แล้ว ครั้นฟังคำนั้นก็ดีใจยิ่งขึ้นไปว่า พระราชาของเราไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ทุศีล เหล่าดาบสมีธรรม อาศัยดาบสเหล่านั้น พระราชาจักตั้งอยู่ในธรรมก็ได้.

พระราชาเสด็จออก มีชาวเมืองแวดล้อม เสด็จไปยังพระราชอุทยานทรงปฏิสันถารกับเหล่าดาบส แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง. เหล่าดาบสเห็นพระราชาก็มอบหมายให้ดาบสรูปหนึ่งผู้ฉลาด กล่าวธรรมกถาถวายพระราชา ด้วยถ้อยคำละเมียดละไม ดาบสมองดูหมู่คน เมื่อจะกล่าวโทษในเวรทั้ง ๕ และอานิสงส์ในศีล ๕ จึงกล่าวโทษในเวรทั้ง ๕ ว่า ไม่ควรฆ่าสัตว์ ไม่ควรลักทรัพย์ ไม่ควรประพฤติผิดในกาม ไม่ควรพูดเท็จ ไม่ควรดื่มน้ำเมา. ขึ้นชื่อว่าปาณาติบาต ย่อมส่งผลให้เกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย อทินนาทานเป็นต้นก็เหมือนกัน เมื่อหมกไหม้ในนรกแล้ว มาสู่มนุษยโลก ปาณาติบาตก็ส่งผลให้เป็นผู้มีอายุสั้น ด้วยเศษแห่งวิบาก อทินนาทานก็ส่งผลให้เป็นผู้มีโภคทรัพย์น้อย มิจฉาจารก็ส่งผลให้เป็นผู้มีศัตรูมาก มุสาวาทก็ส่งผลให้เป็นผู้ถูกกล่าวตู่ (ใส่ความ) มัชชปานะ (ดื่มน้ำเมา) ก็ส่งผลให้เป็นคนบ้า.

แม้โดยปกติ พระราชาก็เป็นผู้ไม่มีความเชื่อ ไม่เลื่อมใสเป็นผู้ทุศีล ธรรมดาว่าสีลกถาเป็นทุกถา (คำเลว) สำหรับคนทุศีล จึงเป็นเสมือนหอกทิ่มหู เพราะฉะนั้น ท้าวเธอจึงทรงดำริว่า เรามาหมายจะยกย่องดาบสเหล่านี้ แต่ดาบสเหล่านี้กลับพูดกระทบกระเทือนทิ่มแทงเราผู้เดียว ท่ามกลางบริษัท ตั้งแต่เรามา เราจักกระทำให้สาสมแก่ดาบสเหล่านั้น. เมื่อจบธรรมกถา ท้าวเธอก็นิมนต์ว่า ท่านอาจารย์ทั้งหลาย พรุ่งนี้ขอได้โปรดรับอาหารที่บ้านโยม แล้วเสด็จกลับ.

วันรุ่งขึ้นท้าวเธอให้นำไหขนาดใหญ่ๆ มาแล้วบรรจุคูถ (อุจจาระ) จนเต็มแล้ว เอาใบกล้วยมาผูกปากไหเหล่านั้นไว้ ให้เอาไปตั้งไว้ ณ ที่นั้นๆ ใส่น้ำผึ้ง น้ำมันยาง ต้นกากะทิงและหนามงิ้วหนาๆ เป็นต้นจนเต็มหม้อ วางไว้หัวบันได ทั้งให้พวกนักมวยร่างใหญ่ผูกสายรัดเอว ถือค้อนคอยทีในที่นั้นแหละ ประทับยืนกล่าวว่า พวกดาบสขี้โกงเบียดเบียนเรายิ่งนัก ตั้งแต่ดาบสเหล่านั้นลงจากปราสาท พวกเจ้าจงเอาหม้อสาดหนามงิ้วไปที่หัวบันได เอาค้อนตีศีรษะ จับคอเหวี่ยงไปที่บันได. ที่เชิงบันไดก็ให้ผูกสุนัขดุๆ เอาไว้.

ฝ่ายเหล่าดาบสก็คิดว่า พวกเราจักบริโภคอาหารในเรือนหลวงวันพรุ่งนี้ ก็สอนซึ่งกันและกันว่า ขึ้นชื่อว่าเรือนหลวง น่าสงสัย น่ามีภัย ธรรมดาบรรพชิตพึงสำรวมในทวารทั้ง ๖ ไม่ควรถือนิมิตในอารมณ์ที่เห็นแล้วๆ พึงตั้งเฉพาะความสำรวมในจักษุทวาร.

วันรุ่งขึ้น เหล่าดาบสก็กำหนดรู้เวลาทำอาหาร จึงนุ่งผ้าเปลือกไม้ ห่มหนังเสือเหลืองเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง มุ่นชฎา ถือภาชนะใส่อาหาร ขึ้นสู่พระราชนิเวศน์ตามลำดับ.

พระราชาทรงทราบว่าดาบสขึ้นมาแล้ว ก็ให้นำเอาใบกล้วยออกจากปากไหคูถ กลิ่นเหม็นก็กระทบโพรงจมูกของดาบส ถึงอาการประหนึ่งเยื่อสมองตกล่วงไป.

ดาบสผู้ใหญ่ก็จ้องมองพระราชา.

พระราชาตรัสว่า มาซิ ท่านผู้เจริญ จงฉัน จงนำไปตามความต้องการ นั่นเป็นของเหมาะแก่พวกท่าน เมื่อวานเรามาหมายจะยกย่องพวกท่าน แต่พวกท่านกลับพูดกระทบเสียดแทงเราผู้เดียว ท่ามกลางบริษัท พวกท่านจงฉันของที่เหมาะแก่พวกท่าน แล้วสั่งให้เอากระบวย ตักคูถไปถวายดาบสผู้ใหญ่.

ดาบสก็ได้แต่พูดว่า ชิชิ แล้วก็กลับไป.

พระราชาตรัสว่า พวกท่านต้องไปทางนี้ทางเดียว แล้วให้สัญญาณแก่คนทั้งหลาย ให้เอาหม้อสาดหนามงิ้วที่บันได. พวกนักมวยก็เอาค้อนตีศีรษะ จับคอเหวี่ยงไปที่บันได. ดาบสแม้รูปเดียวก็ไม่อาจยืนได้ที่บันได. ดาบสทั้งหลายก็กลิ้งลงมาถึงเชิงบันได เมื่อถึงเชิงบันไดแล้ว ฝูงสุนัขดุคิดว่าแผ่นผ้าๆ ก็รุมกันกัดกิน. บรรดาดาบสเหล่านั้นแม้รูปใดลุกขึ้นหนีไปได้ รูปนั้นก็ต้องตกลงไปในหลุม ฝูงสุนัขก็ตามไปกัดกิน ดาบสนั้นในหลุมนั้นนั่นแหละ ดังนั้น ร่างกระดูกของดาบสเหล่านั้นจึงไม่หลงเหลืออยู่เลย.

พระราชาทรงปลงชีวิตดาบส ๕๐๐ รูปผู้สมบูรณ์ด้วยตบะลงด้วยเวลาวันเดียวเท่านั้นด้วยประการฉะนี้.

ครั้งนั้น เหล่าเทวดาบันดาลฝน ๙ ชนิด ให้ตกลงมาอีกในแว่นแคว้นของพระราชาพระองค์นั้นโดยนัยก่อนนั่นแล แคว้นของพระราชาพระองค์นั้นถูกกลบด้วยกองทรายสูงถึง ๖๐ โยชน์.

เพราะเหตุนั้น สรภังคโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า

โย สญฺญเต ปพฺพชิโต อวญฺจยิ

ธมฺมํ ภณนฺเต สมเณ อทูสเก

ตนฺนาฬิกีรํ สุนขา ปรตฺถ

สงฺคมฺม ขาทนฺติ วิผนฺทมานํ.

พระเจ้านาฬิกีระพระองค์ใดทรงลวงเหล่านักบวช

ผู้สำรวม ผู้กล่าวธรรม ผู้สงบ ไม่เบียดเบียนใคร

ฝูงสุนัขย่อมรุมกันกัดกินพระเจ้านาฬิกีระพระองค์

นั้น ผู้ซึ่งกลัวตัวสั่นอยู่ในโลกอื่น.

พึงทราบว่า ป่ากาลิงคะเป็นป่าไปด้วยประการฉะนี้.

____________________________

บาลีสรภังคชาดกว่า อเหฐยิ.

เรื่องป่ามาตังคะ

ในอดีตกาล ณ นครพาราณสี เศรษฐีผู้มีทรัพย์สมบัติ ๔๐ โกฏิมีธิดาคนหนึ่งชื่อทิฏฐมังคลิกา สะสวยน่ารักน่าชม นางเป็นที่ปรารถนาของคนเป็นอันมาก เพราะนางเพียบพร้อมด้วยรูปสมบัติ โภคสมบัติและกุลสมบัติ ชายใดส่งคนไปสู่ขอนาง นางเห็นชายนั้นแล้ว ก็จะยกเรื่องชาติ มิฉะนั้น ก็เรื่องมือเท้าเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นข้อตำหนิ กล่าวว่าผู้นั้นเป็นใคร เกิดไม่ดี ทรวดทรงไม่ดี ดังนี้เป็นต้นแล้ว ก็สั่งให้เชิญเขากลับไปเสีย แล้วพูดสั่งว่า ถ้าข้าได้เห็นคนเช่นนี้ พวกเจ้าจงเอาน้ำมา ข้าจักล้างตา แล้วก็ล้างตา. เพราะเหตุที่นางมีอาการผิดปกติที่เขาเห็นๆ กัน สั่งให้เชิญชายไปเสีย ฉะนั้น จึงเกิดเรียกชื่อนางว่า ทิฏฐมังคลิกา ชื่อเดิมหายไป.

วันหนึ่ง นางตั้งใจจะลงเล่นน้ำในแม่น้ำคงคา จึงสั่งให้จัดตกแต่งท่าน้ำ บรรทุกของเคี้ยวของกินเป็นอันมากเต็มเล่มเกวียน เอาของหอมและดอกไม้เป็นต้น ไปขึ้นยานปิดมิดชิด มีหมู่ญาติแวดล้อมออกจากคฤหาสน์ไป.

สมัยนั้น พระมหาบุรุษเกิดในกำเนิดคนจัณฑาล อาศัยอยู่ในเรือนที่มุงหนังนอกพระนคร เขาชื่อว่ามาตังคะ. เขาอายุ ๑๖ ปี ต้องการจะเข้าไปในพระนครด้วยกิจบางอย่าง จึงนุ่งผ้าเก่า สีเขียวผืนหนึ่ง ผูกข้อมือผืนหนึ่ง มือข้างหนึ่งถือกระเช้า ข้างหนึ่งถือกระดิ่ง ห้ามคนนั้นๆ เพื่อให้เขารู้ว่า นายเจ้าข้า โปรดระลึกไว้ว่า ข้าเป็นจัณฑาล เจียมเนื้อเจียมตัว นบนอบคนทั้งหลายที่เขาพบ เข้าไปยังพระนครเดินถนนใหญ่.

นางทิฏฐมังคลิกาได้ยินเสียงกระดิ่ง ก็มองทางช่องม่าน เห็นนายมาตังคะเดินมาแต่ไกล ถามว่านั่นอะไร. คนของนางตอบว่า นายมาตังคะจ๊ะ นาย. นางพูดว่า ข้าทำอะไรไม่ดีไว้หนอ นี้เป็นผลของกรรมอะไร ความย่อยยับจึงปรากฏแก่ข้าหนอ ข้ากำลังไปด้วยกิจที่เป็นมงคล กลับได้พบคนจัณฑาล รังเกียจจนตัวสั่น ถ่มน้ำลายแล้วบอกพี่เลี้ยง ให้รีบนำน้ำมา ข้าจักล้างลูกตาที่เห็นคนจัณฑาล บ้วนปากที่เอ่ยชื่อ แล้วก็ล้างตาและปาก ให้กลับรถ ส่งสิ่งของที่เตรียมไว้ไปยังคฤหาสน์ ตัวเองก็ขึ้นไปสู่ปราสาท.

พวกนักเลงสุราเป็นต้นและเหล่าคนที่บำรุงนางถามกันว่า นางทิฏฐมังคลิกาไปไหน จึงไม่มาในเวลานี้ ฟังเรื่องราวแล้วก็เคียดแค้นว่า อาศัยเจ้าจัณฑาล พวกเราจึงไม่ได้รับรางวัลใหญ่ เช่นสุรา เนื้อ ของหอม ดอกไม้เป็นต้น จงจับเจ้าจัณฑาลกันเถอะ แล้วเสาะหาจนพบสถานที่ไปตะคอกขู่มาตังคะบัณฑิตผู้ไม่ผิดว่า เฮ้ย เจ้ามาตังคะ เพราะอาศัยเจ้า พวกข้าจึงไม่ได้รางวัลอันนี้ๆ ว่าแล้ว ก็จับผมกระชากล้มลงที่พื้น กระแทกด้วยข้อศอกและก้อนหินเป็นต้น สำคัญว่าตาย จึงพากันจับลากไปทิ้งไว้ที่กองขยะ.

ฝ่ายมหาบุรุษรู้สึกตัว คลำมือเท้าดูคิดว่า ทุกข์อันนี้อาศัยใครหนอจึงเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่อาศัยใครอื่น ต้องอาศัยนางทิฏฐมังคลิกาแน่จึงเกิดขึ้น เราเป็นลูกผู้ชายจักต้องให้นางซบลงแทบเท้าให้ได้ โกรธตัวสั่นอยู่ ไปยังประตูบ้านตระกูลของนางทิฏฐมังคลิกา นอนที่ลานบ้านด้วยตั้งใจว่า เราได้นางทิฏฐมังคลิกาจึงจะลุก เมื่อไม่ได้ก็จะตายเสียที่นี้นี่แหละ.

สมัยนั้น ชมพูทวีปมีประเพณีว่า คนจัณฑาลโกรธนอนตายใกล้ประตูห้องของผู้ใด คนที่อยู่ในห้องของผู้นั้นทั้งหมดต้องตกเป็นจัณฑาล เมื่อคนจัณฑาลตายกลางเรือน คนที่อยู่ในเรือนทั้งหมดต้องเป็นจัณฑาล เมื่อเขาตายที่ประตูเรือน คนที่อยู่ในเรือนระหว่างสองข้างต้องเป็นจัณฑาล เมื่อเขาตายที่ลานบ้าน คนที่อยู่ในเรือนทั้ง ๑๔ หลัง ข้างโน้น ๗ ข้างนี้ ๗ ทั้งหมดต้องตกเป็นจัณฑาล แต่พระโพธิสัตว์นอนที่ลานบ้าน. คนทั้งหลายจึงบอกแก่เศรษฐีว่า นายขอรับ นายมาตังคะนอนที่ลานบ้านของนาย.

เศรษฐีพูดว่า ไปซี พนาย เพราะเหตุอะไรกัน พวกเจ้าจงให้ทรัพย์มันมาสกหนึ่ง ให้มันลุกไป. คนเหล่านั้นออกไปบอกว่า ลุกขึ้นรับมาสกนี้ ลุกขึ้นไปเสีย.

นายมาตังคะบอกว่า ข้าไม่ได้นอนเพื่อต้องการมาสก แต่ข้านอนเพื่อต้องการนางทิฏฐมังคลิกา. คนทั้งหลายถามว่า นางทิฏฐมังคลิกามีโทษอะไรหรือ. เขาตอบว่า พวกท่านมองไม่เห็นโทษอะไรๆ ของนางดอก ข้าไม่มีความผิด พวกคนของนางทำข้าย่อยยับ ข้าได้นางจึงจะลุก เมื่อไม่ได้ก็ไม่ลุก. คนเหล่านั้นจึงพากันไปบอกเศรษฐี เศรษฐีรู้โทษของธิดา จึงส่งคนไปพร้อมกับบอกว่า พวกเจ้าจงไปให้มันกหาปณะหนึ่ง. นายมาตังคะนั้นก็บอกว่า ข้าไม่ปรารถนากหาปณะ แต่ปรารถนานางคนเดียว.

เศรษฐีและภริยาได้ฟังก็ได้แต่สังเวชว่า ธิดาที่เป็นที่รักของเรามีคนเดียว ก็มาทำลายประเพณีเสีย แม้เด็กอื่นก็ไม่มี จึงบอกคนทั้งหลายว่า ไปซี พ่อคุณ เดี๋ยวใครๆ จะปลิดชีวิตมันเสียหรอก เมื่อมันตาย เราทุกคนก็จะฉิบหายกัน พวกเจ้าจงอารักขามันไว้ แล้วก็ห้อมล้อมจัดแจงอารักขา ส่งข้าวต้มข้าวสวยทรัพย์ไปให้.

ถึงอย่างนั้น นายมาตังคะนั้นก็ปฏิเสธทุกอย่าง เวลาก็ล่วงไปวันหนึ่ง สอง-สาม-สี่-ห้าวัน คนที่อยู่เรือนแห่งละ ๗ ต่อจากเรือนนั้นๆ ก็ลุกขึ้นพูดว่า พวกเราไม่อาจจะกลายเป็นจัณฑาล เพราะพวกท่านได้ พวกท่านอย่าทำให้เราฉิบหายกันเลย จงให้ทิฏฐมังคลิกา แล้วให้นายมาตังคะลุกขึ้น.

เศรษฐีและภริยานั้นก็ส่งทรัพย์ไปให้เขาร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง แสนหนึ่งบ้าง นายมาตังคะนั้นก็ปฏิเสธอย่างเดียว หกวันก็ล่วงไปอย่างนี้ ถึงวันที่เจ็ด คนที่อยู่ในเรือนทั้ง ๑๔ สองข้างก็ประชุมกันอีกว่า เราไม่อาจกลายเป็นจัณฑาลทั้งที่พวกท่านก็ไม่ต้องการ เราจักให้ทิฏฐมังคลิกาแก่นายมาตังคะนั้นละ. มารดาบิดาของนางเพียบด้วยความโศกศัลย์ ถึงกับแน่นิ่งล้มลงบนที่นอน.

คนที่อยู่ในเรือนทั้ง ๑๔ หลังสองข้าง ก็พากันขึ้นปราสาท เปลื้องเครื่องประดับทุกอย่างของนาง ประหนึ่งเก็บกิ่งทองกวาวที่ดอกบานแล้ว เอาเล็บทำแสกแล้วผูกผมไว้ ให้นุ่งผ้าเขียวเก่าๆ ผูกชิ้นผ้าเขียวเก่าๆ ไว้ที่มือให้ประดับตุ้มหูดีบุกไว้ที่หูสองข้าง มอบกระเช้าใบตาล ให้ลงจากปราสาท จับแขนทั้งสองข้างไว้ ไปมอบให้มหาบุรุษพร้อมกับกล่าวว่า จงพาสามีของเจ้าไป.

ทิฏฐมังคลิกาเป็นเด็กหญิงสุขุมาลชาติ ไม่เคยยกของหนักที่ว่าแม้แต่ดอกบัวขาบ ก็หนักเสียเหลือเกิน ก็พูดว่า ลุกขึ้นซินาย ไปกันเถอะ. พระโพธิสัตว์ก็นอนเฉยพูดว่าเราไม่ลุก. นางย้อนถามว่า จะให้พูดว่าอะไรเล่า. นายมาตังคะก็สอนว่า เจ้าจงพูดกะเราว่า ท่านมาตังคะจงลุกขึ้นซิ เจ้านาย. นางก็พูดอย่างนั้น. นายมาตังคะบอกว่า พวกคนของเจ้าใช่ไหม ทำให้เราไม่สามารถลุกขึ้น เจ้าจับแขนเราฉุดให้ลุกขึ้นซิ. นางก็กระทำตาม. พระโพธิสัตว์ทำทีว่าลุก แต่ก็กลิ้งล้มลงไปที่พื้น ร้องลั่นว่า แม่มหาจำเริญทิฏฐมังคลิกา ใช้ผู้คนทุบจนยับเยินก่อนแล้ว บัดนี้ตัวเองยังจะทุบอีก. นางพูดว่า ข้าจะทำอย่างไรเล่าเจ้านาย. จงจับสองมือฉุดให้ลุกขึ้น. นางฉุดให้ลุกขึ้นได้แล้ว พูดว่าเราไปกันเถอะนาย.

พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ธรรมดาว่า สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในป่า นี่เราเป็นมนุษย์ ข้าถูกคนของเจ้าทุบบอบช้ำ ไม่สามารถเดินไปด้วยเท้าได้ เจ้าจงเอาหลังแบกข้าไป. นางก็น้อมตัวลงก้มหลังให้ พระโพธิสัตว์ก็ขึ้นหลัง นางพาไปยังประตูเมืองด้านตะวันออก แล้วถามว่า ที่อยู่ของนายอยู่ที่นี้หรือ. เขาตอบว่า ที่ประตูเมืองด้านตะวันออก พวกลูกจัณฑาลอยู่ไม่ได้ดอก. เขาไม่บอกที่อยู่ของตน ให้นางแบกไปยังทุกประตู.

ถามว่า เพราะเหตุไร.

ตอบว่า เขาคิดว่า เราจะทำมานะนางที่ขึ้นถึงยอดภพให้ลดลงให้จงได้.

มหาชนกระทำการแซ่ซ้องกึกก้องว่า นอกจากคนเช่นท่าน ไม่มีคนอื่นที่จะทำลายมานะของนางได้. ถึงประตูเมืองด้านตะวันตก นางถามว่า ที่อยู่ของนายอยู่ที่นี้หรือนาย. เขากลับย้อนถามว่า นั่นที่ไหน. นางตอบว่า ประตูเมืองด้านตะวันตกนาย. เขาบอกว่า ออกทางประตูเมืองด้านตะวันตกแล้ว มองเห็นเรือนมุงหนัง ก็ไปเถอะ. นางเดินไปถึงแล้วก็ถามว่า เรือนมุงหนังหลังนี้เป็นที่อยู่ของนายหรือ. เขาตอบว่า จ้ะ แล้วก็ลงจากหลังนาง เดินเข้าไปยังเรือนมุงหนัง.

พระโพธิสัตว์ผู้เป็นปราชญ์แสวงหาพระสัพพัญญุตญาณอยู่ในเรือนหลังนั้น ๗-๘ วัน มิได้ทำการระคนด้วยชาติ (สมสู่) ในวันเหล่านั้น. เขาคิดแล้วคิดอีกว่าถ้าธิดาของสกุลใหญ่อาศัยเราจะไม่ประสบยศ (เกียรติ, อิสริยะ บริวาร) ยิ่งใหญ่ เราอยู่ในสำนักพระพุทธเจ้าถึง ๒๔ พระองค์ก็ยังไม่สามารถทำกิจคืออภิเษกพระราชาทั้งหลายในสกลชมพูทวีป ด้วยน้ำชำระเท้าของนางได้ ต่อแต่นั้นก็ดำริว่า เราอยู่ท่ามกลางเรือน (เป็นคฤหัสถ์) คงไม่สามารถ แต่บวชแล้วจึงจักสามารถ แล้วก็เรียกนางสั่งว่า เจ้าทิฏฐมังคลิกา แต่ก่อน ข้าอยู่คนเดียวทำงานบ้าง ก็พอเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ข้ามีภริยา ไม่ทำงาน ไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ เจ้าอย่ากระสันไปเลยจนกว่าข้าจะกลับมา.

พระโพธิสัตว์เข้าไปป่า เก็บเอาผ้าเปื้อนๆ ที่ป่าช้าเป็นต้นมาทำผ้านุ่งผ้าห่ม บวชเป็นสมณะเที่ยวไปคนเดียว ได้ความสงัดกาย บริกรรมกสิณ ทำสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดแล้วดำริว่า บัดนี้ เราอาจเป็นที่พึ่งอาศัยของนางทิฏฐมังคลิกาได้ จึงเดินมุ่งหน้าไปยังกรุงพาราณสี ห่มจีวรเที่ยวภิกขาจาร เดินตรงไปยังเรือนของนางทิฏฐมังคลิกา.

นางเห็นพระโพธิสัตว์ยืนอยู่ใกล้ประตู จำไม่ได้ก็บอกว่า โปรดไปข้างหน้าเถิดเจ้าข้า นี้ที่อยู่ของพวกคนจัณฑาล. พระโพธิสัตว์ก็ยืนอยู่ในที่นั้นนั่นแหละ นางดูแล้วดูอีกก็จำได้ เอามือทุบอก ร้องลั่นล้มลงใกล้ๆ เท้า กล่าวว่า นาย ถ้านายยังมีจิตใจอยู่เช่นนี้ เหตุไรนายจึงทำข้าให้เสื่อมจากยศใหญ่ ทำข้าให้ขาดที่พึ่ง แล้วก็คร่ำครวญไปต่างๆ เช็ดตาสองข้างลุกขึ้น รับภาชนะอาหาร นิมนต์ให้เข้าไปนั่งภายในเรือนถวายอาหาร.

พระมหาบุรุษฉันแล้วก็กล่าวว่า ทิฏฐมังคลิกา เจ้าอย่าโศกเศร้า อย่าคร่ำครวญไปเลย เราสามารถทำให้กิจ คือการอภิเษกพระราชาทั้งหลายในสกลชมพูทวีป ด้วยน้ำชำระเท้าของเจ้า แต่เจ้าต้องทำตามคำของเราอย่างหนึ่ง เจ้าจงเข้าไปยังพระนคร ป่าวประกาศไปให้ทั่วพระนครว่า สามีของข้าไม่ใช่จัณฑาล แต่เป็นท้าวมหาพรหม.

เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวอย่างนั้นแล้ว นางทิฏฐมังคลิกาก็พูดว่า นาย แม้โดยปกติ ข้าก็ถึงความย่อยยับ เพราะโทษแห่งปากจึงไม่อาจจะพูดได้. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ก็เมื่อเรายังอยู่ในเรือน เจ้าเคยได้ยินคำพูดเหลวไหลหรือ เราไม่พูดเหลวไหลแม้ในครั้งนั้น บัดนี้เราบวชแล้วจะพูดเหลวไหลได้อย่างไร เราชื่อว่าเป็นบุรุษ พูดแต่คำจริง แล้วกล่าวต่อไปว่า วันนี้เป็นวัน ๘ ค่ำแห่งปักษ์ เจ้าจงป่าวประกาศว่า ในวันอุโบสถล่วงไป ๗ วัน นับแต่วันนี้ ท้าวมหาพรหมสามีของข้าจักทำลายวงพระจันทร์แล้วมายังสำนักของข้า ครั้นกล่าวแล้วก็หลีกไป.

นางเชื่อ ร่าเริงยินดี กล้าหาญ เข้าไปยังพระนคร ในเวลาเช้าเย็นป่าวประกาศอย่างนั้น คนทั้งหลายก็ปรบมือหัวเราะ เย้ยหยันว่า ดูเอาเถิด นางทิฏฐมังคลิกาของพวกเรา ทำลูกจัณฑาลให้เป็นท้าวมหาพรหม. แม้วันรุ่งขึ้น นางก็เข้าไปเช้าเย็น ป่าวประกาศอย่างนั้นนั่นแหละว่า บัดนี้ ล่วงไป ๑ วัน ๒ วัน ๓ วัน ๔ วัน ๕ วัน ๖ วัน บัดนี้ท้าวมหาพรหมสามีของข้า จักทำลายวงพระจันทร์ มายังสำนักของข้า.

พราหมณ์ทั้งหลายคิดกันว่า นางทิฏฐมังคลิกานี้กล้าหาญเกินตัวพูดออกไป บางคราวน่าจะมีจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ มาเถิดเราจักจัดแจงที่อยู่ของนางทิฏฐมังคลิกา แล้วช่วยกันแผ้วถางไปรอบๆ ภายนอกเรือนมุงหนัง โรยทรายไว้ แม้นางก็เข้าไปยังพระนครแต่เช้าในวันอุโบสถ ป่าวประกาศว่า ได้ยินว่า วันนี้ สามีของข้าจักมา.

พราหมณ์ทั้งหลายก็คิดกันว่า นางทิฏฐมังคลิกาผู้นี้อ้างไม่ไกลเลย ได้ยินว่า วันนี้ ท้าวมหาพรหมจักมา พวกเราช่วยจัดแจงที่อยู่กันเถอะ แล้วก็ปัดกวาดเรือนมุงหนังให้สะอาด ทำพื้นที่ให้เขียวชะอุ่ม แวดล้อมด้วยผ้าใหม่ๆ ลาดบัลลังก์ที่สมควรขนาดใหญ่ ระบายเพดานผ้าไว้ข้างบน ห้อยของหอมและพวงดอกไม้ เมื่อพราหมณ์เหล่านั้นกำลังจัดแจงอยู่ ดวงอาทิตย์ก็ตก.

พอดวงจันทร์ขึ้นพระมหาบุรุษก็เข้าปาทกฌานและอภิญญา ออกจากอภิญญาแล้วก็บริกรรม ด้วยจิตฝ่ายกามาวจร เนรมิตอัตภาพพรหมประมาณ ๑๒ โยชน์ ด้วยจิตที่ประกอบด้วยฤทธิ์ เหาะขึ้นสู่เวหาส เข้าไปภายในจันทรวิมาน ทำลายวงพระจันทร์ ซึ่งกำลังลอยขึ้นจากชายป่า ละจันทรวิมานแล้ว ก็อยู่ข้างหน้า อธิษฐานว่า ขอมหาชนจงเห็นเรา. มหาชนเห็นแล้วก็กล่าวว่า ผู้เจริญทั้งหลาย คำของนางทิฏฐมังคลิกาเป็นจริง ท้าวมหาพรหมเสด็จมา พวกเราจักบูชาท่าน แล้วถือเอาของหอมและพวงดอกไม้ยืนล้อมเรือนของนางทิฏฐมังคลิกาไว้.

พระมหาบุรุษเหาะเวียนไปรอบๆ กรุงพาราณสี ๗ ครั้งเหนือศีรษะ รู้ว่ามหาชนเห็นแล้วละอัตภาพประมาณ ๑๒ โยชน์เสีย แล้วเนรมิตอัตภาพเท่าคนธรรมดา เมื่อมหาชนกำลังดูอยู่ ก็เข้ายังเรือนมุงหนัง. มหาชนเห็นแล้วก็พูดว่า ท้าวมหาพรหมของพวกเราเสด็จมาแล้ว พวกเจ้าจงนำม่านมาวงนิเวศน์ไว้ด้วยม่านขนาดใหญ่ยืนล้อมไว้ แม้พระมหาบุรุษก็นั่งกลางที่นอนอันมีสิริ นางทิฏฐมังคลิกาก็ยืนอยู่ใกล้ๆ.

ครั้งนั้น พระมหาบุรุษก็ถามนางว่า ดูก่อน ทิฏฐมังคลิกา เจ้ามีระดูหรือ.

นางตอบว่า จ้ะ นาย. พระมหาบุรุษกล่าวว่า เจ้าจงรับบุตรที่เราให้ไว้ แล้วเอาปลายนิ้วมือแตะบริเวณท้อง. ด้วยการแตะท้องเท่านั้น นางก็ตั้งครรภ์.

พระมหาบุรุษกล่าวว่า ดูก่อนทิฏฐมังคลิกา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ น้ำชำระเท้าของเจ้า จักเป็นน้ำอภิเษกพระราชาทั้งหลายในสกลชมพูทวีป เจ้าจงยืนขึ้น ดังนี้แล้วเนรมิตอัตภาพพรหม เมื่อมหาชนกำลังดูอยู่ก็ออกจากเรือนเหาะขึ้นสู่เวหาส เข้าไปยังวงพระจันทร์นั่นแล.

ตั้งแต่ก่อนที่นางได้ชื่อว่า พรหมปชาบดี ชื่อว่าผู้ที่จะได้น้ำสำหรับล้างเท้าไม่มี. พวกพราหมณ์ปรึกษากันว่าพวกเราจักเชิญพรหมปชาบดีให้เข้าไปอยู่ภายในพระนคร หามไปด้วยวอทอง ไม่ให้คนที่มีชาติไม่บริสุทธิ์ ๗ ชั่วคนหามวอ. พราหมณ์ผู้มีชาติและมนต์ ๑๖ คนหามไป. คนที่เหลือบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น เข้าไปสู่พระนคร ปรึกษากันว่า ผู้เจริญทั้งหลาย พรหมปชาบดีไม่อาจอยู่ในเรือนที่ตนเคยอยู่มาได้แล้ว พวกเราจักหาที่ดินสร้างเรือนแก่นาง นางจงอยู่ที่มณฑปที่พวกเรากำลังสร้างอยู่ ดังนี้ แล้วจัดให้นางอยู่ที่มณฑป.

ตั้งแต่นั้นมา คนทั้งหลายได้แต่ยืนอยู่ พอเห็นนาง ผู้ต้องการไหว้ก็ต้องให้กหาปณะหนึ่งจึงจะไหว้ได้, ผู้ต้องการไหว้ในที่รอบๆ พอได้ยินเสียง ต้องให้ร้อยกหาปณะ จึงไหว้ได้, ผู้ต้องการไหว้ในที่ใกล้ ซึ่งเป็นที่ได้ยินเสียงพูดตามปกติ ต้องให้ห้าร้อยกหาปณะ จึงไหว้ได้, ผู้ต้องการวางศีรษะที่เท้าแล้วไหว้ ต้องให้หนึ่งพันกหาปณะ, ผู้ปรารถนาน้ำชำระเท้า ต้องให้หมื่นกหาปณะ จึงได้. นางมาแต่ภายนอกพระนครจนถึงมณฑปภายในพระนคร ได้ทรัพย์ประมาณร้อยโกฏิ. สกลชมพูทวีปก็เลื่องลือกัน.

พระราชาทั้งปวงคิดว่า เราจักทำการอภิเษกด้วยน้ำชำระเท้าของพรหมปชาบดี ทรงส่งทรัพย์ไปแสนกหาปณะจึงได้น้ำมา. นางกำลังอยู่ในมณฑปนั้นแล ก็คลอดบุตรออกมา กุมารที่อาศัยพระมหาบุรุษได้มาก็ผ่องใส ถึงพร้อมด้วยลักษณะ. สกลชมพูทวีปก็โกลาหลเป็นอันเดียวกันว่า บุตรของท้าวมหาพรหมเกิดแล้ว ทรัพย์ที่ได้มาแต่คนนั้นๆ ก็ประมาณพันโกฏิ ด้วยประสงค์ว่าจะเป็นค่าขีรมณี (คือค่าน้ำนม) ของกุมาร แม้นิเวศน์ (ที่อยู่) ก็สำเร็จด้วยทรัพย์มีประมาณเพียงเท่านั้น. คนทั้งหลายปรึกษากันว่า พวกเราจักขนานนามของกุมาร แล้วตกแต่งนิเวศน์ให้กุมารสรงสนานด้วยน้ำหอม ประดับประดาแล้ว ก็ขนานนามว่ามัณฑพยะ เพราะเกิดในมณฑป กุมารจำเริญมาด้วยความสุข ก็ถึงวัยเล่าเรียนศิลปะ ปราชญ์ผู้รู้ศิลป์ในสกลชมพูทวีปก็มายังสำนักของกุมาร ให้กุมารศึกษาศิลป.

กุมารเฉลียวฉลาดมีปัญญา ก็เล่าเรียนศิลปะที่สดับๆ มาแล้วได้เหมือนร้อยแก้วมุกดาฉะนั้น ศิลปะที่เล่าเรียนๆ ไว้แล้ว ก็ทรงจำไว้ประหนึ่งน้ำมันที่ใส่ในหม้อทองฉะนั้น ตราบจนปริยัติคล่องปาก เพราะเหตุนั้น ปริยัติที่ชื่อว่าไม่เล่าเรียนไม่มี. พราหมณ์ทั้งหลายก็ห้อมล้อมกุมารนั้นเที่ยวไป แม้กุมารนั้นก็เป็นผู้ที่พราหมณ์เลี้ยงดูแล้ว. พราหมณ์แปดหมื่นคนรับนิตยภัตในเรือน แม้เรือนของกุมารนั้นก็ใหญ่โตมีซุ้มประตูถึง ๗ ซุ้ม. ทรัพย์ที่ชาวชมพูทวีปส่งให้ในวันมงคลในเรือนก็ตกประมาณแสนโกฏิ.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ระบุว่า กุมารประมาทหรือไม่ประมาทหนอ ก็ทราบเรื่องราวของกุมารนั้นตลอด ดำริว่า กุมารที่เกิดแล้ว พราหมณ์เลี้ยงไว้ ทานที่ให้ในเขตใดมีผลมาก เขายังไม่รู้ถึงเขตนั้น เราจะไปทรมานเขา แล้วก็ห่มจีวรถือภาชนะใส่อาหาร คิดว่าซุ้มประตูทั้งหลายคับแคบนัก เราไม่อาจเข้าไปทางซุ้มประตูได้ จึงมาทางอากาศ ลง ณ น่านอากาศ ในที่ๆ พวกพราหมณ์ ๘๐,๐๐๐ คนบริโภคอาหาร แม้มัณฑพยกุมารก็ให้คนจับทัพพีทองอังคาสตน โดยสั่งว่าพวกเจ้าจงให้กับข้าวตรงนี้ ให้ข้าวตรงนี้.

ครั้นเห็นพระโพธิสัตว์ ก็โกรธ ประหนึ่งงูพิษถูกตีด้วยท่อนไม้

จึงกล่าวคาถานี้ว่า.

กุโต นุ อาคจฺฉสิ ทุมฺมวาสี

โอคลฺลโก ปํสุปิสาจโกว

สงฺการโจลํ ปฏิมุญฺจ กณฺเฐ

โก เร ตุวํ โหสิ อทกฺขิเณยฺโย.

เจ้านุ่งห่มผ้าเก่าๆ เข็ญใจ รูปร่างดังปีศาจคลุกฝุ่น

คล้องผ้าที่ได้มาในกองขยะไว้ที่คอ เฮ้ย ... เจ้าเป็น

ใคร เจ้าไม่ใช่ทักขิไณยบุคคลนี่.

พระโพธิสัตว์ไม่โกรธ จึงกล่าวสอนเขาว่า

อนฺนํ ตวยิทํ ปกตํ ยสสฺสิ

ตํ ขชฺชเร ภุญฺชเร ปิยฺยเร จ

ชานาสิ มํ ตฺวํ ปรทตฺตูปชีวึ

อุตฺติฏฺฐปิณฺฑํ ลภตํ สปาโก.

ข้าวที่ท่านจัดไว้สำหรับพวกมียศ พวกมียศย่อม

เคี้ยวย่อมกินข้าวนั้นและดื่มน้ำนั้น. ท่านย่อมรู้

จักเรา ผู้ซึ่งเลี้ยงชีวิตด้วยทานที่คนอื่นให้ คน

จัณฑาลควรจะได้อาหารที่คนลุกขึ้นยืนยื่นให้.

มัณฑพยกุมารนั้น เมื่อแสดงว่า ข้าวนี้ไม่ได้จัดไว้สำหรับคนเช่นท่าน

จึงกล่าวว่า

อนฺนํ มมยิทํ ปกตํ พฺราหฺมณานํ

อตฺตตฺถิยา สทฺทหโต มมยิทํ

อเปหิ เอตฺโต กิมิธฏฺฐิโตสิ

น มาทิสา ตุยฺห ททนฺติ ชมฺม.

ข้าวนี้เราจัดไว้สำหรับพราหมณ์ทั้งหลาย ข้าวนี้

เราผู้มีศรัทธา จัดไว้เพื่อประโยชน์ของตนเอง

จงออกไปเสียจากที่นี้ ยังคงยืนอยู่ในที่นี้ทำไม

เล่า คนอย่างเราไม่ให้ทานแก่เจ้าดอก คนถ่อย.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เพื่อแสดงว่า ธรรมดาว่าทานควรให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง ทั้งที่มีคุณธรรมทั้งที่ไม่มีคุณธรรม เหมือนอย่างว่า พืชที่เขาปลูกลงในที่ลุ่มก็ดี ที่ดอนก็ดี อาศัยรสดินและรสน้ำย่อมงอกออกผลฉันใด ทานที่ชื่อว่าไร้ผลย่อมไม่มีฉันนั้น ทานที่ให้แก่ผู้มีคุณธรรม ย่อมมีผลมากเหมือนพืชที่หว่านลงในเนื้อที่นาดีฉะนั้น

จึงกล่าวคาถานี้ว่า

ถเล จ นินฺเน จ วปนฺติ พีชํ

อนูปเขตฺเต ผลมาสมานา

เอตาย สทฺธาย ททาหิ ทานํ

อปฺเปว อาราธเย ทกฺขิเณยฺเย.

คนทั้งหลายผู้หวังผล ย่อมหว่านพืชลงในเนื้อที่

นาดอน นาลุ่ม และนาไม่ลุ่ม ไม่ดอนฉันใด

ท่านจงให้ทานด้วยศรัทธานั้นฉันนั้น ทำไฉน

จะพึงได้ผู้ที่ควรรับทาน.

ครั้งนั้น กุมารโกรธจัด ตะคอกคนรักษาประตูเป็นต้นว่า ใครให้เจ้าคนหัวโล้นนี้เข้ามา แล้วกล่าวคาถาว่า

เขตฺตานิ มยฺหํ วิทิตานิ โลเก

เยสฺวาหํ พีชานิ ปติฏฺฐเปมิ

เย พฺราหฺมณา ชาติมนฺตูปปนฺนา

ตานีธ เขตฺตานิ สุเปสลานิ.

เนื้อนาที่จะปลูกพืชในโลก เรารู้แล้วพราหมณ์เหล่าใด

สมบูรณ์ด้วยชาติและมนต์ พราหมณ์เหล่านั้นคือเนื้อ

นาในที่นี้ มีศีลเป็นที่รักทั้งนั้น ดังนี้.

แล้วสั่งว่า พวกเจ้าจงโบยเจ้าคนถ่อยผู้นี้ด้วยไม้ ลากเขาที่คอให้ออกไปข้างนอกให้พ้นซุ้มประตูทั้ง ๗ ซุ้ม. ครั้งนั้น พระมหาบุรุษจึงกล่าวกะมัณฑพยกุมารนั้นว่า

คิรึ นเขน ขนสิ อโย ทนฺเตภิ ขาทสิ ชาตเวทํ ปทหสิ โย อิสึ ปริภาสสิ. เจ้าผู้ใดบริภาษฤษี เจ้าผู้นั้นก็เหมือนขุดขุนเขาด้วยเล็บ

เคี้ยวเหล็กด้วยฟัน กลืนไฟลงไปในลำคอฉะนั้น.

ครั้นกล่าวดังนั้นแล้ว ดำริว่า ถ้ากุมารนี้จะพึงให้เราจับที่มือที่เท้า ก็จะทำทุกข์ให้เกิดขึ้น จะพึงประสบสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมาก แล้วก็เหาะขึ้นสู่เวหาส เพราะความเอ็นดูสัตว์ ไปลงที่ระหว่างถนน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ เมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสคาถานี้ว่า

อิทํ วตฺวาน มาตงฺโค อิสึ สจฺจปรกฺกโม อนฺตลิกฺขสฺมึ ปกฺกามิ พฺราหฺมณานํ อุทิกฺขตํ. มาตังคฤษีผู้มีสัจจะเป็นเบื้องหน้า ครั้นกล่าวคำนี้แล้ว

ก็หลีกไปในอากาศ ต่อหน้าพราหมณ์ผู้มองดูอยู่ ดังนี้.

ทันใดนั้นนั่นเอง ท้าวเทวราชผู้เป็นหัวหน้าแห่งเหล่าเทวดาผู้รักษาพระนคร ก็บิดคอมัณฑพยกุมาร. หน้าของเขาก็หันไปอยู่ข้างหลัง ตาก็กลับ น้ำลายไหลยืดทางปากตัวก็แข็ง ดังถูกหลาวเสียบฉะนั้น เหล่ายักษ์ที่เป็นข้าจำนวน ๘๐,๐๐๐ คนก็กระทำแก่พราหมณ์ ๘๐,๐๐๐ คนอย่างนั้นเหมือนกัน คนทั้งหลายก็รีบไปบอกแก่พรหมปชาบดี.

นางรีบรุดมาเห็นอาการอันแปลกนั้นแล้ว ก็กล่าวอย่างนี้ว่า

อาเวฐิตํ ปิฏฺฐิโต อุตฺตมงฺคํ

พาหํ ปสาเรติ อกมฺมเนยฺยํ

เสตานิ อกฺขีนิ ยถา มตสฺส

โก เม อิมํ ปุตฺตมกาสิ เอวํ.

หัวถูกบิดไปอยู่ข้างหลัง เหยียดแขนไป ทำอะไรก็ไม่ได้

ลูกตาก็ขาวเหมือนคนตาย ใครทำแก่บุตรนี้ของเราอย่างนี้.

คนทั้งหลายก็บอกแก่นางว่า

อิธาคมา สมโณ ทุมฺมวาสี

โอคลฺลโก ปํสุปิสาจโกว

สงฺการโจลํ ปริมุญฺจ กณฺเฐ

โส เต อิมํ ปุตฺตมกาสิ เอวํ.

สมณะนุ่งผ้าเก่าเข็ญใจ รูปร่างดังปีศาจคลุกฝุ่น

คล้องผ้าที่เก็บมาแต่กองขยะไว้ที่คอ มาที่นี้

สมณะนั้นทำแก่บุตรของท่านอย่างนี้.

นางได้ฟังแล้วก็รู้ชัดว่า เจ้านายผู้ให้ยศแก่เรารู้ว่า บุตรประมาท คงจักมาเพื่ออนุเคราะห์ต่อบุตรนั้น จึงถามคนบำรุงเลี้ยงว่า

กตมํ ทิสํ อคมา ภูริปญฺโญ

อกฺขาถ เม มาณวา เอตมตฺถํ

คนฺตฺวาน ตํ ปฏิกเรมุ อจฺจยํ

อปฺเปว นํ ปุตฺต ลเภมุ ชีวีตํ.

ผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ไปทางทิศไหน

มาณพทั้งหลาย พวกเจ้าจงบอกความ

นี้แก่เรา เราจะไปขอขมาโทษท่าน

ทำไฉน บุตรของเราจะพึงได้ชีวิต.

คนเหล่านั้น ก็บอกว่า

เวหาสยํ อคมา ภูริปญฺโญ

ปถทฺธุโน ปณฺณรเสว จนฺโท

อถาปิ โส ปุริมํ ทิสํ อคญฺฉิ

สจฺจปฺปฏิญฺโญ อิสิ สาธุรูโป.

ท่านผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน เหาะไปในเวหาส

ไปได้ตลอดเหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญ ทั้งท่าน

ก็ไปทางทิศตะวันออก ท่านเป็นฤษี ปฏิญญา

ในสัจจะ เป็นคนดี.

แม้พระมหาบุรุษก็อธิษฐานว่า ตั้งแต่สถานที่ลงระหว่างถนน รอยเท้าของเราอย่าหายไปด้วยอำนาจของช้างม้าเป็นต้นเลย ทิฏฐมังคลิกาคนเดียวจงเห็นเรา คนอื่นอย่าเห็น แล้วออกเที่ยวขออาหาร รับข้าวสุกคลุกพอประทังชีวิต นั่งบริโภคที่ศาลาพักคนเดินทาง วางอาหารที่เหลือบริโภคหน่อยหนึ่งไว้ในภาชนะใส่อาหารนั่นแล.

แม้นางทิฏฐมังคลิกาลงจากปราสาทเดินไปตามระหว่างถนน พบรอยเท้าก็รู้ว่า นี้รอยเท้าของเจ้านายที่ให้ยศเรา ก็เดินไปตามรอยเท้า (พบแล้ว) ไหว้แล้วกล่าวว่า ท่านเจ้าขา ขอท่านโปรดยกโทษผิดที่ทาสของเจ้านายทำไว้ให้ข้าด้วยเถิด ก็ท่านชื่อว่าไม่อยู่ในอำนาจของความโกรธ โปรดให้ชีวิตแก่บุตรของข้าด้วยเถิด

แล้วก็กล่าวเป็นคาถาว่า

อาเวฐิตํ ปิฏฺฐิโต อุตฺตมงฺคํ

พาหํ ปสาเรติ อกมฺมเนยฺยํ

เสตานิ อกฺขีนิ ยถา มตสฺส

โก เม อิมํ ปุตฺตมกาสิ เอวํ.

หัวก็ถูกบิดไปอยู่ข้างหลัง เหยียดแขนไป ทำอะไร

ก็ไม่ได้ ลูกตาทั้งสองก็ขาวเหมือนคนตาย ใครทำ

แก่บุตรนี้ของข้าอย่างนี้.

พระมหาบุรุษกล่าวว่า เราไม่ทำอย่างนั้นดอก แต่เมื่อเหล่าภูตยักษ์และเทวดาผู้เคารพในนักบวช เห็นผู้เบียดเบียนนักบวช จักทำก็ได้กระมัง.

นางกล่าวว่า ท่านเจ้าขา ท่านคงไม่มีใจคิดประทุษร้ายสิ้นเชิง คงเป็นพวกเทวดาทำแน่ พวกเทวดาขอขมาง่ายไหม ข้าจะปฏิบัติอย่างไรเล่า ท่านเจ้าขา.

พระมหาบุรุษกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เราจะบอกยาแก่เจ้า อาหารที่เหลือเรากินยังมีอยู่ในภาชนะใส่อาหารของเรา เจ้าจงเทน้ำหน่อยหนึ่งลงในภาชนะนั้น แล้วถือเอาหน่อยหนึ่งใส่ปากบุตรของเจ้า ส่วนที่เหลือเอาลงคนในภาชนะน้ำแล้วเอาใส่ปากพวกพราหมณ์แปดหมื่นคน. นางก็รับคำว่า จะทำตาม ถืออาหารไหว้พระมหาบุรุษแล้ว ก็ไปทำตามที่สั่ง พออาหารถูกใส่ลงในปาก. ท้าวเทวราชผู้เป็นหัวหน้ารู้ว่า เมื่อเจ้านายทำยาเสียเอง พวกเราก็ไม่อาจทำอะไรได้ แล้วก็ปล่อยกุมาร กุมารนั้นกลืนอาหารแล้วก็มีอาการเป็นปกติเสมือนไม่เคยทุกข์อะไรๆ เลย.

ครั้งนั้น มารดาก็กล่าวกะกุมารนั้นว่า พ่อเอ๋ย เจ้าจงดูอาการอันแปลกของพวกพราหมณ์ประจำตระกูลของเจ้าที่ปราศจากหิริโอตตัปปะนี่สิ เป็นสมณะไม่น่าจะเป็นอย่างนี้เลย เจ้าให้พวกสมณะฉันเสียสิ พ่อ. ต่อนั้นนางก็ให้คนอาหารส่วนที่เหลือลงในภาชนะน้ำให้ใส่ลงในปากพราหมณ์ทั้งหลาย เหล่ายักษ์ก็ปล่อยทันที แล้วหนีไป.

พวกพราหมณ์กลืนอาหารแล้ว ก็ลุกขึ้นถามว่า เอาอะไรใส่ปากพวกเรา. นางตอบว่า อาหารเดนของมาตังคฤษี.

พราหมณ์เหล่านั้นไม่แสดงความเสมอภาคว่า พวกเราถูกบังคับให้กินอาหารเดนของคนจัณฑาล ไม่เป็นพราหมณ์แล้ว บัดนี้ พราหมณ์เหล่านี้ไม่ใช่พราหมณ์บริสุทธิ์ แต่นั้น จึงพากันหนีออกจากที่นั้น ไปยังแคว้นเมชฌะ รำพึงว่า พวกเราชื่อว่าพราหมณ์ผู้ต้องหวาดสะดุ้ง (หลังหวะ) ในนครของพระเจ้าเมชฌะ. ดังนี้แล้ว ก็บริโภคอยู่แต่ในกรุงราชคฤห์.

สมัยนั้น พระโพธิสัตว์เที่ยวกระทำการข่มคนชั่ว ทรมานคนถือมานะอยู่.

ครั้งนั้น ดาบสรูปหนึ่งชื่อชาติมันตะ เข้าใจตนเองว่าไม่มีใครเสมอเรา ไม่ยอมแม้แต่จะเข้าใจคนอื่นๆ พระโพธิสัตว์พบดาบสนั้นอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาก็เดินไปในที่นั้น ด้วยหมายจะข่มมานะของดาบสนั้น.

ชาติมันตดาบสจึงถามว่า พ่อมหาจำเริญ เป็นชาติอะไร. พระโพธิสัตว์ตอบว่า ข้าเป็นชาติจัณฑาล ท่านอาจารย์. ดาบสก็ตะเพิดว่า ไป ไป เจ้าจัณฑาลจงอยู่เสียทางใต้แม่น้ำคงคา อย่าทำน้ำทางเหนือแม่น้ำคงคาให้เป็นเดนเลย.

พระโพธิสัตว์ก็ตอบรับว่า ดีละ ท่านอาจารย์ ข้าจักอยู่ในที่ท่านบอก แล้วก็ไปอยู่ทางใต้แม่น้ำคงคา อธิษฐานว่า น้ำของแม่น้ำคงคาจงไหลทวนกระแส.

เช้าตรู่ ชาติมันตดาบสก็ลงไปยังแม่น้ำคงคา บ้วนปากล้างหน้า ชำระชฎา (ผมที่มวยไว้). พระโพธิสัตว์นั้นเคี้ยวไม้สีฟัน ถ่มเขฬะเป็นก้อนๆ ลงในแม่น้ำ ไม้สีฟันและเขฬะที่ถ่มก็ลอยไปที่ดาบสนั้น พระโพธิสัตว์อธิษฐานว่า ไม้สีฟันและเขฬะนั้นอย่าติดในที่อื่น ให้ติดอยู่ที่ชฎาของดาบสนั้นผู้เดียว ทั้งเขฬะทั้งไม้สีฟันก็ติดอยู่ที่ชฎาของดาบสนั้นเท่านั้น. ดาบสก็เดือดร้อนรำคาญใจว่า การกระทำนี่ต้องเป็นของเจ้าจัณฑาลแน่ จึงเดินไปถามว่า พ่อมหาจำเริญจัณฑาล น้ำของแม่น้ำคงคานี้ เจ้าทำให้มันไหลทวนกระแสหรือ. ขอรับ ท่านอาจารย์. ถ้าอย่างนั้น เจ้าอย่าอยู่ทางใต้แม่คงคาเลย จงอยู่เสียทางเหนือแม่คงคาเถอะ.

พระโพธิสัตว์ก็รับคำว่า ขอรับ ท่านอาจารย์ ข้าจักอยู่ในที่ตามที่ท่านบอก แล้วก็อยู่ ณ ที่นั้น คลายฤทธิ์เสีย น้ำก็ไหลตามปกติ. ดาบสก็ประสบความย่อยยับนั้นอีก จึงไปถามพระโพธิสัตว์ว่า พ่อมหาจำเริญจัณฑาล น้ำของแม่คงคานี้ เจ้าทำให้มันไหลทวนกระแส บางครั้งก็ทำให้มันไหลตามกระแสหรือ. ขอรับ ท่านอาจารย์.

ดาบสจึงสาปว่า เจ้าไม่ให้นักบวชผู้อยู่เป็นปกติสุข อยู่โดยสะดวกเลย ศีรษะของเจ้าจักแตกออก ๗ เสี่ยงในวันที่ครบ ๗ นับแต่วันนี้ไป. ดีละ ท่านอาจารย์ ส่วนข้าก็ไม่ให้ดวงอาทิตย์ขึ้น.

ครั้งนั้น มหาสัตว์คิดว่า คำสาปแช่งจักตกลงเบื้องบนของดาบสนั้นเท่านั้น เราจำต้องรักษาดาบสนั้นไว้. วันรุ่งขึ้น ก็ไม่ให้ดวงอาทิตย์ขึ้นด้วยฤทธิ์ เพราะเอ็นดูสัตว์ ธรรมดาอิทธิวิสัยของผู้มีฤทธิ์เป็นอจินไตย (ไม่ควรคิด) ตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่ปรากฏว่าดวงอาทิตย์ขึ้น ก็กำหนดกลางคืนกลางวันกันไม่ได้ ไม่มีผู้ประกอบการงาน เช่น ทำนา ค้าขายเป็นต้น คนทั้งหลายก็ประสบอันตราย ด้วยไม่รู้ว่า นี้ยักษ์บันดาล หรือภูตผี เทวดา นาค ครุฑบันดาล คิดกันว่าจะควรทำอย่างไรกันหนอ ปรึกษากันว่า ธรรมดาว่าราชสกุลมีปัญญามาก จะไม่อาจคิดถึงประโยชน์ของโลกหรือ มาพวกเราไปราชสกุลกันเถิด แล้วก็พากันไปยังราชสกุลร้องทุกข์.

พระราชาสดับแล้วแม้จะทรงกลัว ก็ทำเป็นไม่กลัว ตรัสว่า อย่ากลัวกันไปเลย พ่อเอ๋ย ดาบสชื่อชาติมันตะอยู่ริมฝั่งแม่คงคา คงจักรู้เหตุอันนั้น เราจักไปถามท่านให้หายสงสัย พอ ๒-๓ วัน ก็เสด็จพร้อมด้วยพวกคนผู้บำเพ็ญประโยชน์เข้าไปหาดาบส ได้รับปฏิสันถารแล้ว ก็ตรัสถามเรื่องนั้น.

ดาบสก็ทูลว่า ถวายพระพรมหาบพิตร มีจัณฑาลอยู่คนหนึ่ง เขาทำน้ำของแม่น้ำคงคานี้บางครั้งก็ให้ไหลตามกระแส บางครั้งก็ให้ไหลทวนกระแส คำอะไรๆ ที่อาตมากล่าวเพื่อประโยชน์นั้นก็มีอยู่ ขอได้โปรดตรัสถามจัณฑาลคนนั้น เขาคงจะรู้.

พระราชาเสด็จไปยังสำนักของมาตังคฤษี ตรัสถามว่า ท่านผู้เจริญ ท่านไม่ให้ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือ. ถวายพระพรมหาบพิตร. เพราะเหตุไรเล่า เจ้าข้า. เพราะชาติมันตดาบสสาปแช่งอาตมภาพผู้ไม่ผิด อาตมภาพจักให้ดวงอาทิตย์ขึ้นก็ต่อเมื่อชาติมันตดาบสนั้นมาไหว้อาตมภาพ ขอขมาแล้ว ถวายพระพร.

พระราชาก็เสด็จไปตรัสชวนว่า มาเถิด ท่านอาจารย์ขอขมาดาบสเสีย. ทูลว่า มหาบพิตร อาตมาไม่ไหว้จัณฑาลดอก. ตรัสว่า อย่าทำอย่างนี้ซิ ท่านอาจารย์ โปรดเห็นแก่หน้าชาวแคว้นเถิด. ชาติมันตดาบสนั้นก็ปฏิเสธอย่างนั้นอีก. พระราชาก็เสด็จเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ตรัสว่า ท่านอาจารย์ ท่านชาติมันตดาบสไม่ปรารถนาขอขมานี่.

พระโพธิสัตว์ทูลว่า เมื่อชาติมันตดาบสไม่ขอขมา อาตมภาพก็ไม่ปล่อยดวงอาทิตย์.

พระราชาทรงดำริว่า ชาติมันตดาบสผู้นี้ไม่ยอมขอขมามาตังคฤษีนี้ เมื่อชาติมันตดาบสไม่ขอขมาก็ไม่ยอมปล่อยดวงอาทิตย์ ประโยชน์อะไรแก่พวกเราด้วยดาบสนั้น เราจักเห็นแก่ชาวโลก แล้วตรัสสั่งคนทั้งหลายว่า ท่านผู้เจริญ พวกท่านจงไปจับมือเท้าชาติมันตดาบสนั้นมายังสำนักของดาบส (มาตังคฤษี) ให้นำชาติมันตดาบสนั้นมาแล้ว ให้หมอบแทบเท้าของมาตังคฤษี ตรัสว่า โปรดเอ็นดูชาวแว่นแคว้นขอขมามาตังคฤษีนั้นเสีย.

พระโพธิสัตว์ทูลว่า อาตมภาพงดโทษกะผู้ขอขมา ก็แต่ว่าคำสาปของชาติมันตดาบสนั้นก็จักตกบนศีรษะของชาติมันตดาบสนั้นนั่นเอง เมื่ออาตมาปล่อยดวงอาทิตย์แล้ว แสงของดวงอาทิตย์จักตกบนศีรษะของชาติมันตดาบสนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ศีรษะของดาบสนั้นจักแตกออก ๗ เสี่ยง ขอดาบสนั้นอย่าประสบความย่อยยับนั้นเลย มาเถิดท่านจงลงน้ำประมาณเพียงคอ จงวางก้อนดินเหนียวขนาดใหญ่ไว้บนศีรษะ เราจักปล่อยดวงอาทิตย์ แสงของดวงอาทิตย์ตกต้องที่ก้อนดินเหนียว จักทำลายก้อนดินเหนียวนั้นแตกเป็น ๗ เสี่ยง. เมื่อดาบสนั้นทิ้งก้อนดินเหนียวเสีย แล้วดำน้ำไปโผล่ขึ้นทางท่าอื่น ท่านทั้งหลายจงบอกดาบสนั้นดังนี้ ดาบสนั้นจักมีความสวัสดีปลอดภัย.

คนทั้งหลายก็รับคำว่าจักทำอย่างนั้น แล้วก็ทำตามสั่งทุกประการ. ความสวัสดีก็มีแก่ดาบสนั้นนั่นเองเหมือนอย่างนั้น. ตั้งแต่นั้นมา ชาติมันตดาบสนั้นก็ได้คิดว่า ขึ้นชื่อว่าชาติไม่เป็นเหตุ คุณภายในของเหล่านักบวชต่างหากเป็นเหตุ ก็ละมานะความถือชาติและโคตร ไม่มัวเมาอีกเลย. ดังนั้น เมื่อชาติมันตดาบสถูกทรมานแล้ว มหาชนก็ได้รู้ถึงเรี่ยวแรงของพระโพธิสัตว์ เกิดโกลาหลเอิกเกริกเป็นการใหญ่ พระราชาตรัสวอนขอให้พระโพธิสัตว์ไปยังพระนครของพระองค์.

พระโพธิสัตว์ก็ถวายปฏิญญารับคำขอ ดำริว่าจักทรมานพราหมณ์แปดหมื่นคนนั้น และจักเปลื้องปฏิญญา แล้วไปยังพระนครของพระเจ้าเมชฌะ.

พราหมณ์ทั้งหลายเห็นพระโพธิสัตว์เท่านั้น ก็ปรึกษากันว่า ท่านผู้เจริญ นี้มหาโจรผู้นั้นแหละมาแล้ว บัดนี้จักทำพวกเราให้ปรากฏ (เปิดโปง) ว่า พวกเราทั้งหมดนี้กินเดนไม่เป็นพราหมณ์แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็จักอยู่แม้ในที่นี้ไม่ได้ จักฆ่ามันก่อนละ แล้วพากันไปเฝ้าพระราชาทูลว่า ขอถวายพระพร ขอมหาบพิตรโปรดอย่าทรงสำคัญนักบวชจัณฑาลผู้นี้ว่าเป็นคนดีเลย นักบวชจัณฑาลผู้นี้รู้มนต์หนัก จับแผ่นดินทำให้เป็นอากาศก็ได้ จับอากาศทำให้เป็นแผ่นดินก็ได้ จับที่ไกลทำให้ใกล้ก็ได้ จับที่ใกล้ทำให้ไกลก็ได้ กลับแม่คงคาทำให้ไหลขึ้นก็ได้ เมื่อปรารถนาอาจพลิกแผ่นดินก็ได้ ทำอันตรายพระชนม์ชีพก็ได้ หรือว่าขึ้นชื่อว่าจิตของคนอื่นไม่อาจยึดไว้ได้ทุกเวลา นักบวชจัณฑาลผู้นี้เมื่อได้ที่พึ่งในนครนี้ก็จะพึงทำแม้ราชสมบัติของมหาบพิตรให้พินาศก็ได้ ทำอันตรายพระชนมชีพก็ได้ ตัดขาดพระราชวงศ์ก็ได้ ขอมหาบพิตรโปรดเชื่อคำของพวกอาตมาเถิด จะฆ่าเขาเสียได้ในวันนี้ก็ควร ขอถวายพระพร.

ขึ้นชื่อว่าพระราชาทั้งหลาย ย่อมมีปรปักษ์ ดังนั้น ท้าวเธอจึงตกลงพระทัยด้วยอำนาจถ้อยคำของพราหมณ์เหล่านั้น.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์เที่ยวขออาหารไปในพระนคร เดินไปยังพระราชอุทยาน ปราศจากความสงสัย เพราะเป็นผู้ไม่มีความผิด นั่งบนแผ่นศิลาอันเป็นมงคล. สติระลึกไม่ได้เลยในเวลาเพียงครู่เดียว เพราะญาณที่สามารถระลึกได้ ๘๐ กัป คืออดีต ๔๐ กัปอนาคต ๔๐ กัป ระลึกไม่ได้.

พระราชาไม่ให้คนอื่นล่วงรู้ เสด็จไปด้วยพระองค์เอง ทรงเอาพระแสงดาบฟันพระมหาบุรุษซึ่งนั่งเผลอตัว เพราะระลึกไม่ได้ ขาด ๒ ท่อน.

ฝนคือพืชโลหะที่ ๘ ฝนคือโคลนตมที่ ๙ ก็ตกลงในแว่นแคว้นของพระราชาพระองค์นั้น ฝน ๙ ชนิดตกลงในแว่นแคว้นของพระราชาแม้พระองค์นี้ด้วยประการฉะนี้. พระราชาพระองค์นั้นพร้อมทั้งบริษัทก็บังเกิดในมหานรก.

ด้วยเหตุนั้น สังกิจจบัณฑิตจึงกล่าวว่า

อุปหจฺจ มนํ เมชฺโฌ มาตงฺคสฺมึ ยสฺสสิเน

สปาริสชฺโช อุจฺฉินฺโน เมชฺฌารญฺญํ ตทา อหุ.

พระเจ้าเมชฌะพร้อมทั้งบริษัท ทรงขาดคุณธรรม

ทรงกระทบพระทัยในเพราะมาตังคะฤษีผู้มีเกียรติยศ

ป่าชื่อว่าเมชฌะ จึงได้มีมาแต่ครั้งนั้น.

พึงทราบว่า ป่าเมชฌะกลายเป็นป่าไปด้วยประการฉะนี้. แต่ป่าเมชฌะนั้น ท่านเรียกว่า ป่ามาตังคะ เพราะอำนาจของฤษีชื่อมาตังคะ.

บทว่า ปญฺหาปฏิภาณานิ คือ ปัญหาพยากรณ์. บทว่า ปจฺจนีกาตพฺพํ ความว่า สำคัญว่า ควรทำให้เป็นข้าศึก คือเป็นเสมือนว่าถือว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม. บทว่า อนุวิจฺจการํ ท่านอธิบายว่า จงกระทำให้เป็นข้อที่พึงพิจารณา คือใคร่ครวญแล้วจึงทำ.

คำว่า สาธุ โหติ แปลว่า เป็นการดี.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ก็เมื่อคนเช่นท่านพบเรา ถึงเราว่าเป็นสรณะ ครั้นพบนิครนถ์แล้วก็ถึงนิครนถ์เป็นสรณะ คำครหาก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้ว่า อุบาลีผู้นี้ถึงทุกคนที่ตนพบเห็นนั่นแลเป็นสรณะหรือ เพราะฉะนั้น การใคร่ครวญเสียก่อนแล้วทำ จึงเป็นการดีสำหรับคนเช่นท่าน.

คำว่า ปฏากํ ปริหเรยฺยุํ ความว่า เขาว่า พวกนิครนถ์เหล่านั้นได้สาวกเห็นปานนั้นแล้วก็ยกธง (โอ้อวด) เที่ยวป่าวประกาศว่า พระราชา อำมาตย์ของพระราชา หรือเศรษฐีชื่อโน้นๆ เป็นสาวก ถึงเราเป็นสรณะ.

ถามว่า เพราะเหตุไร.

ตอบว่า เพราะว่า ความที่พวกเราเป็นใหญ่จักปรากฏชัดแจ้งด้วยวิธีการอย่างนี้ และเพราะว่า ถ้าเขาจะพึงเกิดวิปปฏิสารเดือดร้อนสำคัญว่า เราถึงสรณะด้วยเหตุอะไร หรือเขาก็จะบรรเทาความเดือดร้อนรำคาญแม้อันนั้นว่า คนเหล่านั้นทั้งหมดส่วนมากรู้ถึงความที่ตนมีการถึงสรณะแล้ว มาบัดนี้ ไม่กลับเป็นทุกข์ ในการที่จะถอนตนกลับไป.

เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปฏากํ ปริหเรยฺยุํ ดังนี้.

คำว่า โอปานภูตํ แปลว่า ตั้งอยู่เหนือบ่อน้ำที่จัดไว้.

คำว่า กุลํ คือ นิเวศน์ของท่าน.

คำว่า ทาตพฺพํ มญฺเญยฺยาสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโอวาทว่า เห็นคน ๑๐ คนบ้าง ๒๐ คนบ้าง ๖๐ คนบ้าง ผู้มาแล้ว อย่าพูดว่าไม่มี ให้เถิด อย่าตัดไทยธรรมสำหรับนิครนถ์เหล่านี้ ด้วยเพียงเหตุที่ถึงเราเป็นสรณะ ณ บัดนี้ แท้จริง ควรให้แก่พวกเขาที่มาถึงแล้วโดยแท้.

คำว่า สุตเมตํ ภนฺเต ความว่า อุบาลีคฤหบดีทูลถามว่า ทรงได้ยินมาจากไหน พระเจ้าข้า. ตรัสตอบว่า จากสำนักของนิครนถ์ทั้งหลาย เขาว่านิครนถ์เหล่านั้นนั้น ประกาศในเรือนของสกุลทั้งหลายอย่างนี้ว่า พวกเรากล่าวว่า ควรให้แก่คนใดคนหนึ่งที่มาถึงแล้ว ส่วนพระสมณโคดมกล่าวว่า ควรให้ทานแก่เราเท่านั้น ฯลฯ ทานที่ให้แก่สาวกพวกอื่นไม่มีผลมากเลย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาคำนั้น จึงตรัสว่า อยํ คหปติ สุตเมตํ ดังนี้.

คำว่า อนุปุพฺพิกถํ คือ กถาที่กล่าวตามลำดับอย่างนี้ คือศีลลำดับจากทาน สวรรค์ลำดับจากศีล โทษของกามทั้งหลายลำดับจากสวรรค์.

ในอนุบุพพิกถานั้น คำว่า ทานกถํ คือ กถาที่ประกอบด้วยคุณคือทานเป็นต้นอย่างนี้ว่า ธรรมดาว่า ชื่อว่าทานนี้ เป็นเหตุแห่งสุขทั้งหลาย, เป็นมูลรากของสมบัติทั้งหลายเป็นที่ตั้งแห่งโภคสมบัติทั้งหลาย, เป็นที่ป้องกัน ที่เร้น ที่ไป ที่ไปเบื้องหน้าของคนที่เดินทางไม่เรียบ ที่พึ่งพา ที่ตั้ง ที่หน่วงเหนี่ยว ที่ป้องกัน ที่เร้น ที่ไป ที่ไปเบื้องหน้า เช่นกับทาน ไม่มีในโลกนี้และโลกอื่น.

ด้วยว่า ทานนี้เป็นเช่นกับสิงหาสน์ (ที่นั่งรูปสิงห์) ทำด้วยรัตนะ เพราะอรรถว่าเป็นที่พึ่งพา. เป็นเช่นกับแผ่นดินผืนใหญ่ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง. เป็นเช่นเดียวกับเชือกโยง เพราะอรรถว่าเป็นที่หน่วงเหนี่ยว. แท้จริง ทานนี้เป็นประดุจนาวา เพราะอรรถว่าข้ามทุกข์ได้. เป็นประดุจผู้องอาจในสงคราม เพราะอรรถว่าโล่งใจ. เป็นประดุจพระนครที่ปรับปรุงดีแล้ว เพราะอรรถว่าป้องกันภัยได้. เป็นประดุจปทุม เพราะอรรถว่าอันมลทินคือความตระหนี่เป็นต้นไม่ซึมเข้าไป. เป็นประดุจอัคคี เพราะอรรถว่าเผามลทินเหล่านั้น. เป็นประดุจงูพิษ เพราะอรรถว่าต้องนั่งไกลๆ. เป็นประดุจราชสีห์ เพราะอรรถว่าไม่หวาดกลัว. เป็นประดุจช้าง เพราะอรรถว่ามีกำลัง. เป็นประดุจพญาโคเผือก เพราะอรรถว่าสมมติกันว่าเป็นมิ่งมงคลยิ่ง. เป็นประดุจพญาม้าที่ชื่อวลาหก เพราะอรรถว่าให้ไปถึงแผ่นดินอันเกษม (ปลอดภัย).

ธรรมดาว่า ทานนั้นเป็นทางที่เราดำเนินแล้ว เป็นวงศ์ของเราเท่านั้น เป็นมหายัญของเวลามพราหมณ์ เป็นมหายัญของมหาโควินทศาสดา เป็นมหายัญของพระเจ้ามหาสุทัศนจอมจักรพรรดิ เป็นมหายัญของพระเวสสันดร เป็นมหายัญเป็นอเนกที่เราผู้บำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศบำเพ็ญมาพรั่งพร้อมแล้ว เป็นทานที่เรา สมัยที่เป็นกระต่ายยอมทอดตัวลงในกองเพลิงที่ลุกโชน ยึดจิตใจของพวกยาจกที่มาถึงแล้วได้.

แท้จริง ทานย่อมให้สัคคสมบัติในโลก ให้มารสมบัติ ให้พรหมสมบัติ ให้จักรพรรดิสมบัติ ให้สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ อภิสัมโพธิญาณ. ก็บุคคลเมื่อให้ทาน ย่อมอาจสมาทานศีลได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสศีลกถาไว้ในลำดับจากทานนั้น.

คำว่า สีลกถํ คือ กถาที่ประกอบด้วยคุณคือศีลเป็นต้นอย่างนี้ว่า ธรรมดาว่าศีลนี้ เป็นที่พึ่งพา ที่ตั้ง ที่หน่วงเหนี่ยว ที่ป้องกัน ที่เร้น ที่ไป ที่ไปเบื้องหน้า. ธรรมดาว่า ศีลนี้เป็นวงศ์ของเรา เราบำเพ็ญศีลบริบูรณ์ในอัตภาพทั้งหลายไม่มีที่สุด คือครั้งเป็นพญานาคชื่อสังขปาละ ครั้งเป็นพญานาคชื่อภูริทัตตะ ครั้งเป็นพญานาคชื่อจัมเปยยะ ครั้งเป็นพญานาคชื่อสีลวะ ครั้งเป็นพญาช้างผู้เลี้ยงมารดา ครั้งเป็นพญาช้างชื่อฉัททันตะ แท้จริงที่พึ่งอาศัยแห่งสมบัติทั้งหลายในโลกนี้และโลกอื่น เช่นกับศีล ที่ตั้ง ที่หน่วงเหนี่ยว ที่ป้องกัน ที่เร้น ที่ไป ที่ไปเบื้องหน้าเช่นกับศีลไม่มี เครื่องประดับเช่นกับเครื่องประดับคือศีลไม่มี ดอกไม้เช่นกับดอกไม้คือศีลไม่มี กลิ่นเช่นกับกลิ่นคือศีลไม่มี โลกแม้ทั้งเทวโลกมองดูผู้ประดับด้วยเครื่องประดับคือศีล ผู้มีดอกไม้คือศีลเป็นเครื่องประดับ ผู้อันกลิ่นคือศีลซึมซาบแล้ว ย่อมไม่รู้สึกอิ่ม เพื่อจะทรงแสดงว่า ก็บุคคลอาศัยศีลนี้ ย่อมได้สวรรค์นี้ดังนี้ จึงตรัสสัคคกถาลำดับจากศีลนั้น.

คำว่า สคฺคกถํ ได้แก่ กถาที่ประกอบด้วยคุณคือสวรรค์เป็นต้นอย่างนี้ว่า ธรรมดาว่า สวรรค์นี้น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ในสวรรค์นั้นมีการเล่นเป็นนิตย์ ได้สมบัติทั้งหลายเป็นนิตย์

จาตุมฺมหาราชิกา เทวา นวุติวสฺสสตสหสฺสานิ ทิพฺพสุขํ ทิพฺพสมฺปตฺตึ อนุภวนฺติ ฯ

ตาวตึสา ติสฺโส จ วสฺสโกฏิโย สฏฺฐี จ วสฺสสตสหสฺสานีติ เอวมาทิสคฺคคุณปฏิสํยุตฺตํ กถํ ฯ

เทวดาชั้นจาตุมหาราชเสวยทิพยสุขทิพยสมบัติ ๙ ล้านปี ชั้นดาวดึงส์ ๓ โกฏิปีและ ๖ ล้านปี

พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้กำลังตรัสถึงสวรรค์สมบัติ ก็ไม่มีเพียงพอ.

สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะพึงกล่าวสัคคกถาด้วยปริยายเป็นอเนก ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงประเล้าประโลมด้วยสัคคกถาอย่างนี้แล้ว เป็นประดุจทรงประดับช้างแล้ว ตัดงวงของช้างนั้นเสียอีก ทรงแสดงว่าสวรรค์แม้นี้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่ควรทำความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในสวรรค์นั้น จึงตรัสโทษ ความเลวทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลายโดยนัยเป็นต้นว่า กามทั้งหลายมีรสอร่อยน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้นมียิ่งขึ้น.

ในคำเหล่านั้น คำว่า อาทีนโว แปลว่า โทษ.

คำว่า โอกาโร แปลว่า ต่ำ ทราม.

คำว่า สงฺกิเลโส คือ ความเศร้าหมองในสังสารวัฏของสัตว์ทั้งหลาย เพราะกามเหล่านั้น เหมือนที่ตรัสว่า ผู้เจริญ สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองหนอ. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงขู่ด้วยโทษของกามอย่างนี้แล้ว จึงทรงประกาศอานิสงส์ในเนกขัมมะ การหลีกออกจากกาม.

คำว่า กลฺลจิตฺตํ คือ จิตไม่เสีย.

คำว่า สามุกฺกํสิกา คือ ที่ทรงยกขึ้นเอง คือที่ทรงยกขึ้น ถือเอาด้วยพระองค์เอง. อธิบายว่า ที่ทรงเห็นด้วยพระสยัมภูญาณไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น.

ถามว่า นั่นคืออะไร.

ตอบว่า คืออริยสัจเทศนา. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค.

คำว่า วิรชํ วีตมลํ ความว่า ที่ชื่อว่าปราศจากธุลี เพราะไม่มีธุลีคือราคะเป็นต้น. ที่ชื่อว่าปราศจากมลทิน เพราะปราศจากมลทินคือราคะเป็นต้น.

คำว่า ธมฺมจกฺขุํ นี้เป็นชื่อของมรรค ๓ ในพรหมายุสูตรข้างหน้าและของอาสวักขยญาณในจุลลราหุโลวาทสูตร. ส่วนในที่นี้ ทรงประสงค์เอาโสดาปัตติมรรค.

เพื่อทรงแสดงอาการเกิดขึ้นของธรรมจักษุนั้น จึงตรัสว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดก็มีความดับไปเป็นธรรมดา. ก็ธรรมจักษุนั้นทำนิโรธให้เป็นอารมณ์แล้ว แทงตลอดสังขตธรรมทั้งปวง ด้วยอำนาจกิจนั่นแลเกิดขึ้น.

อริยสัจธรรมอันผู้นั้นเห็นแล้ว เหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่ามีธรรมอันเห็นแล้ว.

แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.

ความสงสัยอันผู้นั้นข้ามเสียแล้ว เหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่ามีความสงสัยอันข้ามเสียแล้ว.

คำกล่าวว่าอย่างไรของผู้นั้นไปปราศแล้ว เหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่ามีคำกล่าวว่าอย่างไรไปปราศแล้ว.

ผู้นั้นถึงแล้วซึ่งความแกล้วกล้า เหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่าถึงความแกล้วกล้า.

ผู้นั้นไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัยในคำสอนของพระศาสดา คือไม่เป็นไปในคำสอนของพระศาสดานั้นด้วยการเชื่อผู้อื่น เหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่าผู้ไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย.

อุบาลีคฤหบดีรับเอาด้วยจิต เพลิดเพลินแล้ว สรรเสริญด้วยวาจา บันเทิงใจแล้ว.

คำว่า อาวรามิ แปลว่า กั้น ปิด. คำว่า อนาวฏํ ได้แก่ ไม่ห้าม คือเปิดประตูแล้ว.

คำว่า อสฺโสสิ โข ทีฆตปสฺสี ความว่า ได้ยินว่า ทีฆตปัสสีนิครนถ์นั้น ตั้งแต่อุบาลีคฤหบดีนั้นไปแล้ว ก็เที่ยวเงี่ยหูฟังว่า คฤหบดีผู้บัณฑิตกับพระสมณโคดมผู้ถึงพร้อมด้วยทัศนะมีถ้อยคำนำสัตว์ออกจากทุกข์ จักเลื่อมใส แม้เพราะเหตุอุบาลีบัณฑิตนั้นจักเลื่อมใสเพราะธรรมกถา ครั้นเลื่อมใสได้แล้วจักถึงสรณะเพราะเหตุนั้น หรือไม่ถึงสรณะเพราะเหตุนั้นก่อนหนอ. เพราะฉะนั้น ทีฆตปัสสีนิครนถ์ได้ฟังเป็นครั้งแรกทีเดียว.

คำว่า เตนหิ สมฺม ความว่า ทีฆตปัสสีนิครนถ์ถูกความเศร้าใจอย่างแรงครอบงำ แม้ได้ยินคำว่า จงหยุดอยู่ในที่นั้นนั่นแล แต่กำหนดใจความไม่ได้ จึงเจรจากับคนเฝ้าประตูอยู่นั่นแหละ.

คำว่า มชฺฌิมายํ ทฺวารสาลายํ ความว่า เรือนหลังใดมี ๗ ซุ้มประตู ซุ้มประตูที่ ๔ ของเรือนหลังนั้นนับแต่ซุ้มประตูในทั้งหมด ชื่อว่าศาลาใกล้ประตูกลาง. เรือนหลังใดมี ๕ ซุ้มประตู ซุ้มประตูที่ ๓ ของเรือนหลังนั้น ชื่อว่าศาลาใกล้ประตูกลาง. เรือนหลังใดมี ๓ ซุ้มประตู ซุ้มประตูที่ ๒ ของเรือนหลังนั้น ชื่อว่าศาลาใกล้ประตูกลาง. ส่วนเรือนที่มีซุ้มประตูเดียว ซุ้มที่อาศัยเสามงคลตรงกลาง ชื่อว่าศาลาใกล้ประตูกลาง.

แต่เรือนของอุบาลีคฤหบดีนั้นมีซุ้มประตู ๗ ซุ้ม. ท่านกล่าวว่า ๕ ซุ้มก็มี.

คำทั้งหมด มีคำว่า อคฺคํ เป็นต้นเป็นไวพจน์ของกันและกัน.

ในคำว่า ยํ สุทํ นี้ คำว่า ยํ หมายถึง นาฏบุตรใด. คำว่า สุทํ เป็นเพียงนิบาต.

คำว่า ปริคฺคเหตฺวา ความว่า เอาผ้าห่มผืนนั้นนั่นแหละคลุมท้องไว้.

คำว่า นิสีทาเปติ ความว่า เชิญให้นั่งว่า ค่อยๆ อาจารย์ ค่อยๆ อาจารย์. ประหนึ่งวางหม้อน้ำมันขนาดใหญ่ ฉะนั้น คำว่า ทตฺโตสิ ความว่า ท่านเกิดโง่ไปแล้วหรือ.

คำว่า ปฏิมุกฺโก ความว่า ใส่ที่ศีรษะไว้ (สวม).

คำว่า อณฺฑหารโก เป็นต้น แม้เป็นคำหยาบ นิครนถ์ก็กำหนดไม่ได้ว่า พูดคำนี้หยาบ ก็พูดออกไป เพราะเกิดความเศร้าใจอย่างแรง เพราะเหตุอุบาลีกลายเป็นอื่น.

คำว่า ภทฺทิกา ภนฺเต อาวฏฺฏนี ความว่า นิครนถ์พูดหมายถึงมายานั่นแล อุบาลีบรรลุโสดาปัตติมรรค แทงตลอดด้วยตนเอง.

คำว่า เตนหิ นี้เป็นเพียงศัพท์นิบาต ความว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจักทำคำเปรียบเทียบแก่ท่าน.

อีกอย่างหนึ่ง เป็นคำบอกเหตุ.

ท่านอธิบายว่า คำสั่งสอนของพวกท่าน มิใช่ธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ ด้วยเหตุอันใดข้าพเจ้าจักทำคำเปรียบเทียบแก่ท่าน ด้วยเหตุนั้น.

คำว่า อุปวิชญฺญา แปลว่า ใกล้เวลาคลอด.

คำว่า มกฺกฏจฺฉาปกํ แปลว่า ลูกลิง.

คำว่า วิกิณิตฺวา อาเนหิ ความว่า จงให้มูลค่านำมา (ซื้อมา). แท้จริง ในท้องตลาด พ่อค้าแม่ค้าย่อมขายของเล่นสำหรับลิง ทั้งที่มีวิญญาณ ทั้งที่ไม่มีวิญญาณ ภริยาสาวของพราหมณ์แก่นั้น พูดหมายถึงของเล่นนั้น.

คำว่า รชิตํ ความว่า เราต้องการของนี้ที่เขาเอาสีย้อม ย้อมไล้ด้วยสีเหลืองหนาๆ ให้.

คำว่า อาโกฏฺฏิตปจฺจาโกฏฺฏิตํ ความว่า ที่เขาทุบกลับไปกลับมาบ่อยๆ.

คำว่า อุภโต ภาควิมฏฺฐํ ความว่า ที่มีผิวอันเขาขัดเกลี้ยงเกลาดีทั้งสองข้างแล้วด้วยไม้ไผ่, มณีและหิน.

คำว่า รงฺคกฺขโม หิ โข ความว่า ของเล่นทั้งที่มีวิญญาณ ทั้งที่ไม่มีวิญญาณย่อมดูดสีย้อม เพราะฉะนั้นจึงกล่าวอย่างนี้.

คำว่า โน อาโกฏฺฏนกฺขโม ความว่า เมื่อของเล่นมีวิญญาณ เขาเอาวางลงที่แผ่นกระดานสำหรับทุบ ทุบที่ท้องก่อน ท้องก็แตก ขี้ก็ไหลออก ทุบที่หัว หัวก็แตก มันสมองก็ไหลออก. ของเล่นที่ไม่มีวิญญาณก็แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เพราะฉะนั้น จึงกล่าวอย่างนี้.

คำว่า วิมชฺชนกฺขโม ความว่า ของเล่นที่มีวิญญาณที่เขาขัดด้วยมณีและหินก็ไร้ขนไร้ผิว ของเล่นที่ไม่มีวิญญาณก็แตกละเอียด จึงกล่าวอย่างนี้.

คำว่า รงฺคกฺขโม หิ โข พาลานํ ความว่า ผู้ควรแก่การย้อม ย่อมให้เกิดเพียงราคะ เป็นที่รักของเหล่าคนเขลา มีความรู้ทราม ส่วนวาทะของนิครนถ์ก็ดี กถามรรคอื่นๆ ที่ไร้ประโยชน์เช่นเรื่องภารตยุทธและรามายนะเป็นต้นก็ดี ไม่เป็นที่รักของเหล่าบัณฑิตเลย.

คำว่า โน อนุโยคกฺขโม โน วิมชฺชนกฺขโม ความว่า ไม่ทนการประกอบตาม หรือการพิจารณาย่อมว่างเปล่า เหมือนฝัดแกลบหาข้าวสารและเหมือนหาแก่นไม้ในต้นกล้วย.

คำว่า รงฺคกฺขโม เจว ปณฺฑิตานํ ความว่า แท้จริง กถาที่ว่าด้วยอริยสัจ ๔ ย่อมเป็นที่รักของเหล่าบัณฑิต ฟังอยู่ถึงร้อยปี ก็ไม่รู้สึกอิ่ม. เพราะฉะนั้น จึงกล่าวอย่างนี้.

ก็พุทธวจนะ ย่อมลึกซึ้งอย่างเดียวเหมือนมหาสมุทร โดยประการที่หยั่งลงได้ เพราะเหตุนั้น อุบาลีคฤหบดีจึงกล่าวว่า อนุโยคกฺขโม จ วิมชฺชนกฺขโม จ.

คำว่า สุณาหิ ความว่า อุบาลีคฤหบดีเริ่มกล่าวพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์ใด โปรดจงฟังพระคุณทั้งหลายของพระศาสดาพระองค์นั้น.

บัณฑิตเรียกว่า ธีระ ในบทว่า ธีรสฺส.

พึงทราบความสัมพันธ์ในบททั้งปวงอย่างนี้ว่า ปัญญา ความรอบรู้ ฯลฯ ความเห็นชอบอันใด ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงประกอบด้วยปัญญาอันนั้น ผู้ทรงเป็นบัณฑิต ฉลาดในธาตุอายตนะ ปฏิจจสมุปบาท ฐานะและอฐานะ พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระศาสดาของข้าพเจ้า.

คำว่า ปภินฺนขีลสฺส แปลว่า ผู้มีกิเลสดุจตะปูตรึงใจอันทำลายได้แล้ว.

สภาวะเหล่าใดชนะแล้ว ชนะอยู่ จักชนะซึ่งปุถุชนทั้งปวง เหตุนั้น สภาวะเหล่านั้นชื่อว่าผู้ชนะ.

ถามว่า สภาวะเหล่านั้นคืออะไร.

ตอบว่า คือ มัจจุมาร กิเลสมาร และเทวปุตตมาร มาร ผู้ชนะเหล่านั้นอันพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงชนะแล้ว เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จึงชื่อว่าผู้มีมารอันทรงชนะแล้ว คือพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีมารผู้ชนะอันทรงชนะแล้วพระองค์นั้น.

คำว่า อนีฆสฺส แปลว่า ผู้ไม่มีทุกข์ ทั้งทุกข์ที่เกิดจากกิเลส ทั้งทุกข์ที่เป็นวิบาก.

คำว่า สุสมจิตฺตสฺส คือ ผู้มีจิตสม่ำเสมอด้วยดีในพระเทวทัต ช้างชื่อธนปาลกะ พระองคุลิมาล และพระราหุลเถระเป็นต้น.

คำว่า พุทฺธสีลสฺส แปลว่า ผู้มีอาจาระ ความประพฤติอันเจริญแล้ว.

คำว่า สาธุปญฺญสฺส แปลว่า ผู้มีปัญญาดี.

คำว่า วิสมนฺตรสฺส แปลว่า ผู้ข้ามที่อันไม่สม่ำเสมอมีราคะเป็นต้น ยืนหยัดอยู่แล้ว.

คำว่า วิมลสฺส แปลว่า ผู้มีมลทินมีราคะเป็นต้นไปปราศจากแล้ว.

คำว่า ตุสิตสฺส แปลว่า ผู้มีจิตยินดีแล้ว.

คำว่า วนฺตโลกามิสสฺส คือ ผู้มีกามคุณอันคายเสียแล้ว.

คำว่า มุทิตสฺส คือ ผู้พลอยยินดีแล้วด้วยอำนาจวิหารธรรม คือมุทิตา.

อีกอย่างหนึ่ง คำนี้ อุบาลีคฤหบดีกล่าวซ้ำนั่นเอง. เป็นความจริง อุบาลีคฤหบดีกล่าวพระคุณแม้อย่างเดียวอยู่บ่อยๆ โดยความเลื่อมใสนั่นแล.

คำว่า กตสมณสฺส แปลว่า ผู้มีคุณเครื่องเป็นสมณะอันทรงกระทำแล้ว. อธิบายว่า ทรงบรรลุที่สุดของสมณธรรม.

คำว่า มนุชสฺส แปลว่า ผู้เป็นสัตว์ผู้หนึ่ง ด้วยอำนาจโวหารโลก.

อุบาลีคฤหบดีกล่าวซ้ำอีกว่า ผู้เป็นนระ (คน) เมื่อเขากล่าวโดยประการอื่น พระคุณ ๑๐ ประการกล่าวด้วยคาถาหนึ่งๆ ย่อมไม่พอ.

คำว่า เวนยิกสฺส แปลว่า ผู้นำของสัตว์ทั้งหลาย.

คำว่า รุจิรธมฺมสฺส แปลว่า ผู้มีธรรมสะอาด.

คำว่า ปภาสกสฺส แปลว่า ผู้กระทำแสงสว่าง.

คำว่า วีรสฺส คือ ถึงพร้อมด้วยความเพียร.

คำว่า นิสภสฺส คือ บรรดาโคชั้นอุสภะ ชั้นวสภะเป็นโคชั้นนิสภะ ด้วยอรรถว่าไม่มีผู้เทียบได้ในที่ทั้งปวง.

คำว่า คมฺภีรสฺส แปลว่า ทรงมีพระคุณลึกซึ้ง หรือผู้ทรงลึกซึ้งด้วยพระคุณทั้งหลาย.

คำว่า โมนปตฺตสฺส คือ ผู้บรรลุญาณ.

ญาณํ ความรู้ชื่อว่าเวท ในคำว่า เวทสฺส. ผู้ทรงเพียบพร้อมด้วยความรู้ที่เรียกว่าเวทนั้น.

คำว่า ธมฺมฏฺฐสฺส แปลว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม.

คำว่า สํวุตตฺตสฺส ผู้มีตนสำรวมแล้ว คือผู้มีตนอันปิดแล้ว.

คำว่า นาคสฺส แปลว่า ผู้ประเสริฐ ด้วยเหตุ ๔ ประการ.

คำว่า ปนฺตเสนสฺส แปลว่า ผู้มีที่นอนและที่นั่งอันสงัด.

คำว่า ปฏิมนฺตกสฺส แปลว่า ผู้เพียบพร้อมด้วยปัญญา ตอบโต้พระเวท.

ความรู้เรียกว่า โมนะ ในคำว่า โมนสฺส ทรงเพียบพร้อมด้วยความรู้นั้น หรือผู้มีกิเลสอันขจัดได้แล้ว.

คำว่า ทนฺตสฺส คือ ผู้หมดพยศ.

คำว่า อิสิสตฺตมสฺส คือ ทรงเป็นฤษีองค์ที่ ๗ นับต่อจากฤษี ๖ พระองค์มีวิปัสสีฤษีเป็นต้น.

คำว่า พฺรหฺมสตฺตสฺส แปลว่า ผู้เป็นสัตว์ประเสริฐ.

คำว่า นหาตกสฺส แปลว่า ผู้มีกิเลสอันล้างแล้ว.

คำว่า ปทกรณสฺส คือ ผู้ฉลาดในการรวบรวมอักษรทั้งหลายแล้วเอามาทำบทคาถา (ร้อยกรอง).

____________________________

บาลี อุปาลิวาทสูตรเป็น ปทกสฺส.

คำว่า วิทิตเวทสฺส แปลว่า ผู้มีญาณอันรู้แจ้ง.

คำว่า ปุรินฺททสฺส แปลว่า ผู้ประทานธรรมทานก่อนผู้อื่นทั้งหมด.

คำว่า สกฺกสฺส แปลว่า ผู้สามารถ.

คำว่า ปตฺติปตฺตสฺส แปลว่า ผู้บรรลุคุณที่ควรบรรลุ.

คำว่า เวยฺยากรณสฺส แปลว่า ผู้แสดงเนื้อความได้กว้างขวาง.

ความจริง บทว่า พฺยากตนฺนาเมตํ ไม่มี. ความของบททั้งปวงพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว.

คำว่า วิปสฺสิสฺส แปลว่า ผู้ทรงเห็นแจ้ง.

คำว่า อนภิณตสฺส แปลว่า มิใช่ผู้สาธยายมนต์.

คำว่า โน อปณตสฺส หมายถึง ผู้ไม่ยืนตาม ไม่เดินตาม คือมีจิตไม่ไปตามกิเลสทั้งหลาย. คำว่า อสตฺตสฺส คือ ไม่ข้อง.

แผ่นดินเรียกว่า ภูริ ในคำว่า ภูริปญฺญสฺส อธิบายว่า ผู้เพียบพร้อมด้วยปัญญาอันไพบูลย์ ใหญ่กว้างเสมอแผ่นดินนั้น.

คำว่า มหาปญฺญสฺส คือ เพียบพร้อมด้วยปัญญาอันใหญ่.

คำว่า อนูปลิตฺตสฺส คือ ผู้อันเครื่องฉาบทา คือตัณหาและทิฏฐิไม่ฉาบทาแล้ว.

คำว่า อาหุเนยฺยสฺส คือ ผู้ควรรับของบูชา.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ยักขะ ในคำว่า ยกฺขสฺส ก็เพราะอรรถว่าทรงแสดงอานุภาพได้ หรือเพราะอรรถว่าอันใครๆ มองไม่เห็น (ไม่ปรากฏพระองค์) เพราะเหตุนั้น อุบาลีคฤหบดีจึงกล่าวว่า ยกฺขสฺส.

คำว่า มหโต แปลว่า ใหญ่.

คำว่า ตสฺส สาวโกมฺหมสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระศาสดาผู้มีพระคุณมีประการดังนั้นพระองค์นั้น ปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานของอุบาสกมาถึงด้วยโสดาปัตติมรรคนั่นแล.

ดังนั้น อุบาลีคฤหบดีดำรงอยู่ในวิสัยแห่งปัญญาแตกฉานแล้ว เมื่อจะกล่าวพระคุณของพระทศพลในการละกิเลสร้อยบท จึงวิสัชนาความของปัญหาที่ว่า ท่านคฤหบดี พวกเรา (พวกนิครนถ์นาฏบุตร) จะทรงจำตัวท่านว่าเป็นสาวกของใคร.

คำว่า กทา สญฺญุฬฺหา แปลว่า รวบรวมไว้เมื่อไร.

ได้ยินว่า นิครนถ์นาฏบุตรนั้นคิดอย่างนี้ว่า อุบาลีคฤหบดีนี้ไปสำนักพระสมณโคดมมาเดี๋ยวนี้นี่เอง เขารวบรวมคุณเหล่านั้นไว้ตั้งแต่เมื่อไรกัน เพราะฉะนั้น นิครนถ์นาฏบุตรจึงกล่าวอย่างนี้.

คำว่า วิจิตฺตมาลํ คนฺเถยฺย ความว่า นายช่างทำดอกไม้ หรือลูกมือนายช่างทำดอกไม้ พึงร้อยระเบียบดอกไม้อันวิจิตรต่างโดยเป็นระเบียบดอกไม้มีขั้วเดียวกันเป็นต้น ด้วยความเป็นคนขยันเองบ้าง ด้วยความที่ดอกไม้ทั้งหลายมีสีต่างๆ กันบ้าง.

ในคำว่า เอวเมว โย ภนฺเต นี้ พึงเห็นการรวบรวมการพรรณนาพระคุณมีประการต่างๆ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่าขุนเขาสิเนรุ เหมือนกองดอกไม้กองใหญ่ ในบรรดาดอกไม้ทั้งหลายนานาชนิด. อุบาลีคฤหบดีเปรียบเหมือนนายช่างทำดอกไม้ผู้ฉลาด. การร้อยกรองพระคุณอันวิจิตรของพระตถาคตเจ้าของคฤหบดี เปรียบเหมือนการร้อยกรองระเบียบดอกไม้อันวิจิตรของนายช่างทำดอกไม้.

คำว่า อุณฺหํ โลหิตํ มุขโต อุคฺคญฺฉิ ความว่า นิครนถ์นาฏบุตรนั้นทนดูสักการะของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ ก็คิดมากว่า ตั้งแต่พรุ่งนี้ เราก็พาคณะ ๕๐-๖๐ คนเข้าไปบ้านเขา บริโภคอาหารไม่ได้ หม้อข้าวของเราแตกเสียแล้ว.

ครั้งนั้น นิครนถ์นาฏบุตรนั้นก็เกิดความโศกอย่างแรง เพราะการแปรเปลี่ยนของผู้ทำนุบำรุง. ความจริง สัตว์เหล่านี้คิดเพื่อตนอย่างเดียว. เมื่อความโศกนั้นเกิดแก่นิครนถ์นาฏบุตรนั้นแล้ว ความร้อนภายในก็มี โลหิตก็ละลาย. โลหิตนั้นถูกกองลมใหญ่พัดดันขึ้นก็พลุ่งออกจากปาก ประมาณบาตรหนึ่ง เหมือนน้ำย้อมที่ใส่ลงในหม้อ. ก็สัตว์จำนวนน้อย สำรอกโลหิตที่คั่งออกแล้ว ยังอาจมีชีวิตอยู่ได้. นิครนถ์คุกเข่า (เข่าอ่อน) ล้มลงในที่นั้นนั่นเอง.

พนักงานคานหามก็นำนิครนถ์นาฏบุตรนั้นออกนอกพระนครพาไปด้วยคันหาม ๕ คน พลันมาถึงนครปาวา. ต่อมาไม่นานนัก นิครนถ์นาฏบุตรก็ทำกาละ (ตาย) ณ นครปาวา.

พระธรรมเทศนาในพระสูตรนี้ ก็สำเร็จลงด้วยอำนาจบุคคลผู้เป็นอุคฆฏิตัญญูแล.

จบอรรถกถาอุปาลิวาทสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร