คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๔๗ บรรทัด๑ ฉบับ

๑๐. อรรถกถาสังขารูปปัตติสูตร

สังขารูปปัตติสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในสังขารูปปัตติสูตรนั้นดังต่อไปนี้.

ความว่า ความเกิดขึ้นแห่งสังขารทั้งหลายเท่านั้น ชื่อว่า สงฺขารูปปตฺติ ไม่ใช่การอุปบัติของสัตว์ ของบุคคล. อีกอย่างหนึ่ง อุปปัตติภพ คือความอุบัติแห่งขันธ์ทั้งหลายด้วยปุญญาภิสังขาร ชื่อว่า สงฺขารูปปตฺติ.

บทว่า สทฺธาย สมนฺนาคโต ความว่า ธรรม ๕ ประการมีศรัทธาเป็นต้น เป็นโลกิยะ.

บทว่า ทหติ แปลว่า ตั้งไว้.

บทว่า อธิฏฺฐาติ ได้แก่ ประดิษฐานไว้.

บทว่า สงฺขารา จ วิหารา จ (แปลว่า ความปรารถนาและวิหารธรรม) ได้แก่ ธรรม ๕ ประการมีศรัทธาเป็นต้นนั่นแหละ พร้อมด้วยความปรารถนา.

บทว่า ตตฺรูปปตฺติยา คือ เพื่อต้องการเกิดในที่นั้น.

บทว่า มคฺโค ปฏิปทา ได้แก่ ธรรม ๕ ประการนั่นแหละพร้อมกับความปรารถนา.

อธิบายว่า บุคคลใดมีธรรม ๕ ประการ แต่ไม่มีความปรารถนา คติของบุคคลนั้นไม่ต่อเนื่องกัน. บุคคลใดมีความปรารถนา แต่ไม่มีธรรม ๕ ประการ คติแม้ของบุคคลนั้นก็ไม่ต่อเนื่องกัน. บุคคลเหล่าใดมีธรรม ๕ ประการและความปรารถนาทั้งสองอย่าง คติของบุคคลเหล่านั้นต่อเนื่องกัน. อุปมาเหมือนบุคคลยิงลูกศรไปในห้วงอากาศ กำหนดไม่ได้ว่าจะเอาปลาย หรือตรงกลาง หรือเอาโคนลงฉันใด การถือปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นก็ฉันนั้น เอาแน่นอนไม่ได้ เพราะฉะนั้น กระทำกุศลกรรมแล้วทำความปรารถนาในที่แห่งหนึ่งย่อมควร.

บทว่า อามณฺฑํ ได้แก่ ผลมะขามป้อม. ผลมะขามป้อมนั้นย่อมปรากฏโดยประการทั้งปวงทีเดียวแก่บุรุษผู้มีตาดีฉันใด พันแห่งโลกธาตุพร้อมทั้งสัตว์ผู้เกิดในนั้น ย่อมปรากฏแก่พรหมนั้นฉันนั้น.

ในทุกบทก็มีนัยดังกล่าวนี้.

บทว่า สุโภ แปลว่า งาม.

บทว่า โชติมา คือ ถึงพร้อมด้วยอาการ.

บทว่า สุปริกมฺมกโต ได้แก่ มีบริกรรมอันทำไว้ดีแล้วด้วยการเจียระไนเป็นต้น.

บทว่า ปณฺฑุกมฺพเล นิกฺขิตโต ได้แก่ วางไว้บนผ้ากัมพลแดง.

บทว่า สตสหสฺโส ได้แก่ พรหมผู้แผ่แสงสว่างไปในแสนโลกธาตุ.

บทว่า นิกฺขํ ได้แก่ เครื่องประดับที่ทำด้วยทองนิกขะ ๕ สุวัณณะ ทองเนื้อห้า ชื่อว่านิกขะ ก็เครื่องประดับที่ทำด้วยทองหย่อนนิกขะจะไม่ทนต่อการตีและการขัดสี แต่ที่ทำด้วยทองเกินนิกขะจะทนต่อการตีและการขัดสี แต่มีสีไม่สวย ปรากฏเป็นธาตุหยาบ. ที่ทำด้วยทองนิกขะจะทนต่อการตีและการขัดสี.

บทว่า ชมฺโพนทํ คือ เกิดในแม่น้ำชมพู.

ก็กิ่งหนึ่งๆ ของต้นหว้าใหญ่ (มหาชมพู) แผ่กว้างไปกิ่งละ ๕๐ โยชน์. แม่น้ำสายใหญ่ๆ ไหลผ่านไปทางพื้นที่ทั้งหลายเหล่านั้น หน่อทองคำเกิดขึ้นในที่ที่ผลชมพูตกลง ณ สองฟากฝั่งของแม่น้ำเหล่านั้น ถูกน้ำในแม่น้ำนั้นพัดพาไหลเข้าไปสู่มหาสมุทรโดยลำดับ. ท่านหมายถึงทองที่เกิดดังกล่าวนั้น จึงกล่าวว่า ชมฺโพนทํ (ทองนิกขะที่เกิดในแม่น้ำชมพู) ดังนี้.

บทว่า ทกฺขกมฺมารปุตฺตอุกฺกามุขสุกุสลสมฺปหฏฺฐํ ความว่า อันบุตรช่างทองผู้ฉลาด ผู้ขยัน หลอมในเบ้าให้ได้ที่แล้ว.

บทว่า อุกฺกามุเข ได้แก่ ในเตา.

บทว่า สมฺปหฏฺฐํ คือ ทั้งสุม (ไล่ขี้) ทั้งตีและขัด.

ก็ในวัตถูปมสูตรและธาตุวิภังคสูตร ตรัสการทำทองทั้งก้อนให้บริสุทธิ์ แต่ในพระสูตรนี้ ตรัสการทำทองรูปพรรณให้บริสุทธิ์.

ก็ในคำว่า ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา ซึ่งตรัสไว้ในทุกวาระนั้น การแผ่ไปมี ๕ อย่าง คือแผ่ไปด้วยจิต ๑ แผ่ไปด้วยกสิณ ๑ แผ่ไปด้วยทิพยจักษุ ๑ แผ่ไปด้วยแสงสว่าง ๑ แผ่ไปด้วยสรีระ ๑.

ในการแผ่ ๕ อย่างนั้น การรู้จิตของสัตว์ทั้งหลายในพันโลกธาตุ ชื่อว่าแผ่ไปด้วยจิต. การแผ่กสิณไปในพันโลกธาตุ ชื่อว่าแผ่ไปด้วยกสิณ. การขยายแสงสว่างออกไปแล้วดูพันโลกธาตุ ชื่อว่าแผ่ไปด้วยทิพยจักษุ. แม้การแผ่ไปด้วยแสงสว่าง ก็คือการแผ่ไปด้วยทิพยจักษุนั่นแหละ. การแผ่รัศมีแห่งสรีระไปในพันโลกธาตุ ชื่อว่าการแผ่ไปด้วยสรีระ.

ในที่ทุกแห่ง ควรกล่าวการแผ่ ๕ ประการนี้ ไม่ให้แตกแยกกัน.

ส่วนพระติปิฎกจุลลาภยเถระกล่าวว่า ในการเปรียบด้วยแก้วมณี การแผ่ไปย่อมปรากฏเหมือนแผ่ด้วยกสิณ ในการเปรียบด้วยทองนิกขะ การแผ่ย่อมปรากฏเหมือนแผ่ไปด้วยรัศมีแห่งสรีระ. ดูเหมือนท่านจะปฏิเสธวาทะของท่านติปิฎกจุลลาภยเถระว่า ชื่อว่าอรรถกถา (การอธิบายความอย่างที่ท่านว่านั้น) ไม่มี แล้วกล่าวว่า การแผ่รัศมีแห่งสรีระไม่มีตลอดกาล ควรกล่าวโดยไม่ทำให้การแผ่ ๔ ประการเสียหาย.

บทว่า อธิมุจฺจติ เป็นไวพจน์ (คำใช้แทนกันได้) ของบทว่า ผรณะ (คือการแผ่).

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ผรติ ได้แก่ แผ่ไป.

บทว่า อธิมุจฺจติ ได้แก่ รู้อยู่.

ในบทว่า อาภา เป็นต้น เทวดาอีกเหล่าหนึ่งต่างหาก ชื่อว่าอาภาเป็นต้น ไม่มี (มีแต่) เทวดา ๓ เหล่า มีเหล่าปริตตาภาเป็นต้น ชื่อว่าอาภา. เทวดาเหล่าปริตตาสุภาเป็นต้น และเหล่าสุภกิณหาเป็นต้น ชื่อว่าสุภา. เทวดาเหล่าเวหัปผลาเป็นต้นปรากฏชัดแล้ว.

บุคคลอบรมธรรม ๕ ประการเหล่านี้ จะเกิดในสวรรค์ชั้นกามาวจรได้ (ก็ไม่ว่ากระไร) ก่อน แต่ท่านจะบังเกิดในพรหมโลก และถึงความสิ้นอาสวะได้ อย่างไร?

ธรรม ๕ ประการ (คือศรัทธา ศีล สุตะ จาคะและปัญญา) เหล่านี้เป็นศีล. บุคคลนั้นตั้งอยู่ในศีลนี้แล้วกระทำกสิณบริกรรม ทำสมาบัติทั้งหลายเหล่านั้นให้เกิดขึ้นในกาลนั้น ย่อมบังเกิดในพรหมโลกที่มีรูป. ทำอรูปฌานทั้งหลายให้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมบังเกิดในพรหมโลกที่ไม่มีรูป. เจริญวิปัสสนาอันมีสมาบัติเป็นปทัฏฐานแล้วทำให้แจ้งอนาคามิผล ย่อมเกิดในชั้นสุทธาวาส ๕. เจริญมรรคให้สูงขึ้น ย่อมถึงความสิ้นอาสวะแล.

จบอรรถกถาสังขารูปปัตติสูตรที่ ๑๐ -----------------------------------------------------

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อนุปทสูตร

๒. ฉวิโสธนสูตร

๓. สัปปุริสสูตร

๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร

๕. พหุธาตุกสูตร

๖. อิสิคิลิสูตร

๗. มหาจัตตารีสกสูตร

๘. อานาปานสติสูตร

๙. กายคตาสติสูตร

๑๐. สังขารูปปัตติสูตร -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร