๒
อรรถกถาแปลไทย
อาสีวิสวรรคที่ ๔ อรรถกถาอาสีวิสสูตรที่ ๑
อาสีวิสวรรค อาสีวิสสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ภิกฺขู อามนฺเตสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุเหล่าโยคาวจรผู้ชอบจาริกไปรูปเดียว ๒ รูป ๓ รูป ๔ รูป ๕ รูป ผู้มีความประพฤติต้องกัน ผู้ปฏิบัติ ผู้ขะมักเขม้น แม้ทุกรูปซึ่งนั่งล้อมเหล่าภิกษุผู้บำเพ็ญกรรมฐานมีทุกขลักษณะเป็นอารมณ์ แท้จริงพระสูตรนี้ ตรัสด้วยอัธยาศัยของบุคคล.
จริงอยู่ ในบรรดาบุคคลทั้งหลาย ตรัสด้วยอำนาจเหล่าภิกษุอุคฆฏิตัญญูบุคคลที่อยู่ในทิศต่างๆ ผู้บำเพ็ญกรรมฐานมีทุกขลักขณะเป็นอารมณ์ ซึ่งมาในเวลาเฝ้า นั่งแวดล้อมพระศาสดา แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ข้อนี้จึงเป็นปัจจัยแก่บุคคล ๔ เหล่ามีอุคฆฏิตัญญูบุคคลเป็นต้น.
จริงอยู่ อุคฆฏิตัญญูบุคคลจักบรรลุพระอรหัตด้วยยกหัวข้อแห่งพระสูตรขึ้นเท่านั้น. วิปจิตัญญูบุคคลบรรลุพระอรหัต ด้วยการแจกหัวข้อธรรมโดยพิสดาร เนยยบุคคลท่องบ่นพระสูตรนี้เท่านั้น ใส่ใจโดยแยบคาย คบหาเข้าใกล้กัลยาณมิต จึงจักบรรลุพระอรหัต สำหรับปทปรมบุคคล พระสูตรนี้จักเป็นวาสนาเครื่องอบรมบ่มบารมีในอนาคตแล ด้วยประการดั่งว่ามานี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าพระองค์ทรงมีอุปการะแก่สัตว์แม้ทุกหมู่เหล่า ทรงเป็นประหนึ่งยกภูเขาสิเนรุขึ้น ประหนึ่งทำอากาศให้กว้างขวาง และประหนึ่งทำภูเขาจักรวาลให้หวั่นไหว จึงเริ่มอาสีวิสสูตรนี้ ด้วยความอุตสาหะอย่างใหญ่ว่า เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตฺตาโร อาสีวิสา ความว่า อสรพิษ (งู) ๔ จำพวก คือ กัฏฐมุขะ ปูติมุขะ อัคคิมุขะ สัตถมุขะ.
ในงู ๔ จำพวกนั้น ทั่วเรือนร่างของคนที่ถูกงูกัฏฐมุขะกัด จะแข็งกระด้างเหมือนไม้แห้งในข้อต่อทั้งหลาย ข้อต่อจะแข็งกระด้างตั้งอยู่เหมือนเสียบไว้ด้วยหลาวเหล็ก. เรือนร่างของผู้ถูกงูปูติมุขะกัด ก็จะมีน้ำหนองไหลเยิ้มอยู่ เหมือนขนุนสุกเน่า เป็นดั่งน้ำที่เขาใส่ไว้ในหม้อเกรอะ. ทั่วเรือนร่างของผู้ถูกงูอัคคิมุขะกัด จะไหม้กระจายไป เป็นเหมือนกำขี้เถ้าและเป็นเหมือนกำแกลบ ทั่วเรือนร่างของผู้ถูกงูสัตถมุขะกัด ย่อมขาดเป็นช่อง เป็นเหมือนสถานที่ฟ้าผ่า และเป็นเหมือนปากที่ต่อเรือนที่ถูกสว่านใหญ่เจาะ. อสรพิษทั้ง ๔ จำแนกโดยพิเศษด้วยประการฉะนี้.
แต่เมื่อว่าโดยอาการแผกกันแห่งกำลังเร็วของพิษอสรพิษทั้ง ๔ ชนิดนั้นรวมเป็น ๑๖ จำพวก. จริงอยู่ งูกัฏฐมุขะมี ๔ ชนิด คือมีพิษที่กัด มีพิษที่พบ มีพิษที่ถูกต้องมัน มีพิษที่ลม.
จริงอยู่ เรือนร่างของคนที่ถูกงูกัฏฐมุขะนั้นกัดก็ดี เห็นก็ดี ถูกต้องก็ดี ถูกลมกระทบก็ดี ย่อมแข็งกระด้างโดยประการดั่งกล่าวแล้ว.
แม้ในงูที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
อสรพิษย่อมมี ๑๖ ด้วยอำนาจความแผกกันแห่งกำลังเร็วแห่งพิษด้วยประการฉะนี้
งูพิษย่อมมี ๖๔ ชนิดด้วยอำนาจบุคคลบัญญัติอีก คืออย่างไร.
คืออย่างนี้ อันดับแรก บรรดางูกัฏฐมุขะ งูกัฏฐมุขะมีพิษที่กัดมี ๔ ชนิด คือพิษแล่นแต่พิษไม่ร้าย พิษร้ายแต่พิษไม่แล่น พิษแล่นและพิษร้าย และพิษไม่แล่นพิษไม่ร้าย.
ในจำนวนงู ๔ ประเภทนั้น พิษของงูใดควรกล่าวได้ว่า แล่นเร็วขึ้นจับตา จับคอ จับศีรษะ เหมือนไฟไม้คบหญ้าลุกโชน เช่นพิษงูมณีสัปปะ (งูเห่าปีแก้ว). อนึ่ง เมื่อคนร่ายมนต์ เป่าลมเข้าทางช่องหู พอเอาไม้ตี พิษก็จะแล่นลงมาหยุดอยู่ตรงที่ถูกกัดเท่านั้น. งูนี้นั้นชื่อว่ามีพิษแล่นเร็ว แต่พิษไม่ร้าย.
ส่วนพิษของงูใดค่อยๆ แล่นขึ้น แต่ในที่ๆ พิษแล่นขึ้น ก็เป็นเหมือนน้ำที่ดื่มเข้าไป แม้โดยล่วงไปสิบ ๑๒ ปีก็ยังปรากฏที่ข้างหลังหูและหลังคอเป็นต้น เป็นเหมือนพิษของงูน้ำ แต่เมื่อหมองูทำการร่ายมนต์เป็นต้น พิษก็ไม่ลดลงเร็ว. งูนี้นั้นชื่อว่ามีพิษร้าย แต่พิษไม่แล่นเร็ว.
ส่วนพิษของงูใดขึ้นเร็วแต่ไม่ลงเร็ว เช่น พิษของงูจงอางเป็นต้น. งูนี้นั้นชื่อว่าทั้งมีพิษแล่นเร็ว ทั้งมีพิษร้าย.
พิษของงูใด แม้ถูกหมองูเป่ามนต์ให้ลดลง ก็ลงง่ายๆ เช่น พิษของงูเขียวและงูเรือนเป็นต้น. งูนี้นั้นชื่อว่ามีพิษไม่แล่นเร็ว และมีพิษไม่ร้าย.
พิษที่ถูกกัดในจำพวกงูกัฏฐมุขะและพิษที่ถูกกัดในจำพวกงูปูติมุขะเป็นต้นก็พึงทราบ โดยอุบายนี้ เพราะเหตุนั้น อสรพิษจึงมี ๖๔ ประเภทด้วยอำนาจบุคคลบัญญัติด้วยประการฉะนี้.
ใน ๖๔ ประเภทนั้น แต่ละประเภทยังแยกออกอย่างละ ๔ ตามกำเนิดโดยนัยว่า งูเกิดแต่ฟองไข่เป็นต้น จึงรวมเป็นงู ๒๕๖ ประเภท. งูเหล่านั้นเอา ๒ คูณด้วยงูที่เกิดในน้ำและบนบกเป็นต้น จึงเป็นงู ๕๑๒. งูเหล่านั้นเอา ๒ คูณด้วยสามารถกามรูปและอกามรูป จึงนับได้ ๑,๐๒๔.
งูเหล่านั้น เมื่อย่อเข้าโดยปฏิโลม ย้อนกลับแห่งทางที่งูเลื้อยไปอีก จึงเป็นอสรพิษ ๔ ประเภทด้วยอำนาจงูกัฏฐมุขะเป็นต้น ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอางูเหล่านั้น จึงตรัสว่า เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว จตฺตาโร อาสีวิสา เป็นต้น.
ก็งูเหล่านั้น ท่านถือเอาด้วยอำนาจตระกูล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสีวิสา ความว่า ชื่อว่าอาสีวิสา เพราะมีพิษที่รดก็มี ชื่อว่าอาสีวิสา เพราะมีพิษที่ลิ้มก็มี อาสีวิสา เพราะมีพิษเช่นกับดาบก็มี.
บทว่า อาสิตฺตวิสา ความว่า มีพิษที่ดังเขารดน้ำชโลมทั่วกาย และพิษที่รดลงที่กายของผู้อื่น.
บทว่า อสิตวิสา ความว่า สิ่งใดๆ อันงูเหล่านั้นลิ้มแล้ว กินแล้ว สิ่งนั้นๆ ย่อมกลายเป็นพิษไป เพราะฉะนั้น ที่ชื่อว่าอสิตวิสา เพราะสิ่งที่มันลิ้มกลายเป็นพิษ.
บทว่า อสิสทิสวิสา ความว่า ที่ชื่อว่าอสิสทิสวิสา เพราะพิษของงูเหล่านั้นคมกริบ สามารถตัดขาดได้อย่างยอดเหมือนดาบ.
พึงทราบความแห่งคำในที่นี้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อุคฺคเตชา ได้แก่ มีเดชสูง คือมีอำนาจแรง.
บทว่า โฆรวิสา ได้แก่ มีพิษที่แก้ไขได้ยาก.
บทว่า เอวํ วเทยฺยุํ ได้แก่ พึงกล่าวอย่างนี้ เพื่อจะให้เขาบำรุงเลี้ยง.
จริงอยู่ พระราชาทั้งหลายสั่งให้จับงูพิษทั้งหลายไว้ทรงพระดำริว่า เราจะให้งูเหล่านี้กัดโจรเช่นนี้ให้ตาย หรือปล่อยมันไปที่กองทัพข้าศึกเวลาที่ข้าศึกประชิดนคร เราเมื่อไม่สามารถจะต่อต้านกำลังข้าศึกได้ ก็จะกินอาหารดีๆ แล้ว ขึ้นสู่ที่นอนอย่างดี ให้งูเหล่านั้นกัดตนเอง ไม่ยอมติดอยู่ในอำนาจของเหล่าศัตรู ให้ตายสมความพอใจของตน ดังนี้แล้ว ให้บำรุงเลี้ยงอสรพิษทั้งหลายไว้ พระราชาเหล่านั้นไม่ปรารถนาจะทำบุรุษใดให้ตายโดยฉับพลัน ก็ปรารถนาว่าผู้นั้นจักต้องประสบทุกข์นานๆ แล้วตายไป ด้วยอาการอย่างนี้ จึงตรัสกะบุรุษนั้นอย่างนี้ว่า ก็พวกนี้มันคืออสรพิษ ๔ จำพวก นี่พ่อมหาจำเริญ.
บทว่า กาเลน กาลํ ได้แก่ ทุกเวลา. บทว่า ปเวเสตพฺพา ได้แก่ ให้นอน.
บทว่า อญฺญตโร วา อญฺญตโร วา ความว่า บรรดาอสรพิษ ๔ ประเภทมีกัฏฐมุขะเป็นต้นตัวใดตัวหนึ่ง.
คำว่า ดูก่อนพ่อมหาจำเริญ ขอท่านจงกระทำกิจที่ท่านพึงกระทำเสีย นี้พึงทราบว่าเป็นคำของผู้บำเพ็ญประโยชน์.
ได้ยินว่า พระราชาทั้งหลายทรงมอบอสรพิษทั้งหลายแก่บุรุษนั้นด้วยอาการอย่างนี้ แล้วทรงบอกกล่าวแก่เหล่าอสรพิษที่เขาวางไว้ในกะโปรงทั้ง ๔ กะโปรงว่า นี้เป็นผู้บำรุงเจ้านะ.
ลำดับนั้น งูตัวหนึ่งก็เลื้อยออกมา เลื้อยขึ้นตามเท้าขวาของบุรุษนั้นแล้วพันมือขวาตั้งแต่ข้อมือ แผ่พังพาน ใกล้ช่องหูขวา นอนกระทำเสียงว่า สุสุ ดังนี้. อีกตัวหนึ่งเลื้อยไปตามเท้าซ้ายแล้วพันมือซ้าย ในที่นั้นนั่นเอง แผ่พังพานที่ใกล้ช่องหูซ้าย แล้วนอนกระทำเสียงว่า สุสุ ดังนี้. ตัวที่ ๓ เลื้อยออกขึ้นไปตรงหน้าพันท้อง แผ่พังพาน ใกล้หลุมคอ นอนทำเสียงว่า สุสุ ดังนี้. ตัวที่ ๔ เลื้อยไปตามส่วนข้างหลัง พันคอ วางพังพานบนกระหม่อม นอนกระทำเสียงว่า สุสุ ดังนี้.
เมื่ออสรพิษ ๔ ประเภทนั้นอยู่ที่ร่างกายอย่างนี้ บุรุษผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อบุรุษนั้น เห็นเขาเข้าจึงถามว่า พ่อมหาจำเริญ ท่านได้อะไร?
ลำดับนั้น เมื่อบุรุษผู้ถูกงูพันนั้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ อสรพิษเหล่านี้ พระราชาพระราชทานให้เป็นเครื่องประดับเป็นพิเศษบางประการที่มือทั้งสองเหมือนกำไลมือ ที่แขนเหมือนกำไลต้นแขน ที่ท้องเหมือนผ้าคาดท้อง ที่หูเหมือนตุ้มหู ที่คอเหมือนสร้อยมุกดา และที่ศีรษะเหมือนเครื่องประดับศีรษะ จึงกล่าวว่า
ท่านผู้เจริญช่างโง่เขลาจริง ท่านอย่าเข้าใจอย่างนี้ว่า พระราชาทรงยินดีพระราชทานเครื่องประดับนั่นแก่เรา ท่านเป็นโจรทำความผิดร้าย ทั้งอสรพิษ ๔ ประเภทเหล่านี้ก็บำรุงยาก ปฏิบัติยาก เมื่อตัวหนึ่งต้องการจะลุกขึ้น ตัวหนึ่งต้องการจะอาบน้ำ เมื่อตัวหนึ่งต้องการจะอาบน้ำ ตัวหนึ่งต้องการจะกิน เมื่อตัวหนึ่งต้องการจะกิน ตัวหนึ่งก็ต้องการจะอาบน้ำ. ในงู ๔ ประเภทนั้นตัวใดยังไม่เต็มความต้องการตัวนั้นก็จะกัดให้ตายในที่นั้นนั่นแล. ท่านผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครๆ ผู้ถึงความสวัสดีปลอดภัยยังจะมีอยู่หรือ.
เขากล่าวว่า จริงสิ รู้ว่าพวกราชบุรุษเจ้าหน้าที่ฟุ้งเฟ้อเผลอตัวหนีไปเสียก็จะปลอดภัย ก็พึงกล่าวว่า ท่านจงกระทำกิจที่ท่านควรกระทำเถิด.
ฝ่ายบุรุษที่ถูกจับเป็นโจรรู้เรื่องนั้นแล้ว เห็นขณะที่อสรพิษทั้ง ๔ เผลอตัว และปลอดจากราชบุรุษเจ้าหน้าที่จึงเอามือขวาพันมือซ้าย แล้ววางพังพานไว้ใกล้จอนหู ทำทีประจงลูบคลำร่างอสรพิษตัวที่นอนหลับ ค่อยๆ แกะให้มันออกไป แล้วแกะตัวอื่นๆ ออกไป ด้วยอุบายอย่างนี้นั่นแล กลัวต่อพวกมันแล้วพึงหนีไป.
ครั้งนั้น อสรพิษเหล่านั้นพากันติดตามบุรุษนั้นมาด้วยคิดว่าบุรุษนี้ พระราชาพระราชทานให้เป็นผู้บำรุงเลี้ยงพวกเรา.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาเรื่องนี้ จึงตรัสว่า อถ โข ภิกฺขเว ปุริโส ภีโต จตุนฺนํ อาสีวิสานํ ฯเปฯ ปลาเปถ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล บุรุษนั้นกลัวต่ออสรพิษเหล่านั้น ฯลฯ พึงหนีไปเสีย.
ก็เมื่อบุรุษนั้นตรวจดูแล้วดูอีกซึ่งหนทางที่มาอย่างนั้นแล้วกำลังหนีไป พระราชาทรงสดับว่าบุรุษนั้นหนีไปแล้ว จึงทรงดำริว่า ใครหนอจักอาจติดตามไปฆ่าบุรุษนั้นได้ จึงเลือกได้คน ๕ คนผู้เป็นศัตรูต่อบุรุษนั้นนั่นแล้ว ทรงส่งไปด้วยดำรัสสั่งว่า พวกเธอจงไป จงติดตามไปฆ่าบุรุษนั้นเสีย.
ลำดับนั้น เหล่าบุรุษผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อบุรุษนั้น ทราบเรื่องนั้นแล้วพึงได้บอก บุรุษนั้นกลัวเหลือประมาณ พึงหนีไป.
ท่านหมายเอาเนื้อความนี้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ ดังนี้.
บทว่า ฉฏฺโฐ อนฺตรจโร วธโก ความว่า พวกอำมาตย์กราบทูลว่า บุรุษโจรผู้นี้ถูกพวกอสรพิษติดตามไปก่อน ลวงอสรพิษเหล่านั้น ท่าโน้นท่านี้หนีไป บัดนี้เขาถูกศัตรู ๕ คนติดตามก็หนีเตลิดไป ใครๆ ไม่อาจจะจับเขาได้อย่างนี้ แต่สามารถจะจับได้ด้วยการหลอกลวง เพราะฉะนั้น ขอทรงโปรดส่งคนผู้สนิทสนม เป็นคนภายในเคยกินเคยดื่มร่วมกันตั้งแต่รุ่นหนุ่มไปมอบแก่เพชฌฆาต พระราชาก็ทรงส่งเพชฌฆาตผู้สอดแนม ให้ไปเสาะหาเขา.
บทว่า โส ปสฺเสยฺย สุญฺญํ คามํ ความว่า บุรุษโจรนั้นกลับเหลียวดูเห็นอสรพิษทั้ง ๔ ศัตรูผู้ฆ่า ๕ คนกำลังสูดดมกลิ่นรอยเท้าไปโดยเร็ว เห็นเพชฌฆาตผู้สอดแนมคำรบ ๖ มาพูดเกลี้ยกล่อมว่า ดูราท่านผู้เจริญ ท่านจงกลับเสียอย่าหนีเลย บริโภคกามกับบุตรภรรยา ก็จักอยู่เป็นสุข. เขากลัวเหลือประมาณก็หนีซอกซอนไป พึงเห็นบ้านร้างหมู่หนึ่งซึ่งมีกระท่อม ๖ หลังอยู่ตรงหน้า ปลายเขตแคว้น.
บทว่า ริตฺตกํเยว ปวิเสยฺย ความว่า พึงเข้าไปยังกระท่อมที่ว่างเปล่าเท่านั้น เพราะเว้นจากทรัพย์ ธัญญาหาร เตียงและตั่งเป็นต้น.
บทว่า ตุจฺฉกํ สุญฺญตํ นี้ เป็นไวพจน์ของบทว่า ริตฺตกํเยว นั่นแล.
บทว่า ปริมเสยฺย ความว่า พึงเที่ยวไปด้วยหวังว่า ถ้าน้ำดื่มมีเราจักดื่ม ข้าวมีก็จักกิน ดังนี้แล้ว สอดมือเข้าไปข้างในแล้วคลำดู.
บทว่า ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ ความว่า บุรุษนั้นไม่ได้อะไรๆ แม้ในเรือนสักหลังเดียวในจำนวนเรือนทั้ง ๖ หลัง แต่แล้วก็เห็นแผ่นกระดานคดๆ ที่เขาปูไว้ที่ต้นไม้ที่มีเงาสงบต้นหนึ่งซึ่งมีอยู่กลางหมู่บ้าน แล้วคิดจักนั่งในที่นี้ก่อน แล้วก็ไปนั่งในที่นั้น ถูกลมอ่อนๆ พัดโชยมา ทำให้หวลระลึกถึงความสุขแม้มีประมาณเท่านั้นโดยสงบ บุรุษผู้บำเพ็ญประโยชน์บางเหล่ารู้เรื่องภายนอกแล้ว ก็พึงพูดกะเขาอย่างนั้น.
บทว่า อิทานิมฺโภ ปุริส ตัดเป็น อิทานิ อมฺโภ ปุริส แปลว่า ดูราบุรุษผู้เจริญ บัดนี้.
บทว่า โจรา คามฆาตกา ได้แก่ โจรผู้ฆ่าชาวบ้าน ๖ จำพวกผู้มาด้วยหมายว่า จักยึดเอาทรัพย์ที่จักได้ในที่นั้น หรือฆ่าเจ้าทรัพย์เสีย.
บทว่า อุทกณฺณวํ ได้แก่ น้ำลึกและน้ำกว้าง.
จริงอยู่ น้ำลึกแต่ไม่กว้าง หรือน้ำกว้างแต่ไม่ลึก. ท่านไม่เรียกว่า ห้วงน้ำ. ส่วนน้ำที่ทั้งลึกทั้งกว้างเท่านั้นจึงจะเป็นชื่อห้วงน้ำนั้นนั่นแล.
บทว่า สาสงฺกํ สปฺปฏิภยํ ความว่า ฝั่งนี้ ชื่อว่าน่ารังเกียจและน่ามีภัยเฉพาะหน้า เพราะอำนาจอสรพิษทั้ง ๔ ศัตรูผู้ฆ่าทั้ง ๕ เพชฌฆาตผู้สอดแนมคำรบ ๖ และโจรผู้ฆ่าชาวบ้าน ๖ จำพวก.
บทว่า เขมํ อปฺปฏิภยํ ความว่า ฝั่งโน้น ชื่อว่าเป็นแดนเกษมและไม่มีภัยเฉพาะหน้า เพราะไม่มีอสรพิษเป็นต้นเหล่านั้นนั่นแล. เป็นสวนที่วิจิตรประเสริฐ เป็นดังบ่อน้ำที่ดื่มของชนหมู่มาก เช่นกับเทพนคร.
บทว่า นตฺถสฺส นาวา สนฺตารณี ความว่า เรือข้ามฟากที่เขาจัดไว้ด้วยประสงค์อย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายจักข้ามจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้นดังนี้ก็ไม่พึงมี.
บทว่า อุตฺตรเสตุ วา ความว่า หรือบรรดาสะพานไม้ สะพานเดินเท้าและสะพานเกวียน สะพานข้ามอย่างใดอย่างหนึ่งไม่พึงมี.
บทว่า ติฏฺฐติ พฺราหฺมโณ ความว่า นั่นแหละไม่ใช่ พราหมณ์จะถามว่า เพราะเหตุไรจึงตรัสบุรุษนั้นว่าเป็นพราหมณ์ เพราะพวกข้าศึกมีประมาณเท่านั้น ถูกพราหมณ์นั้นลอยเสียแล้ว.
อีกนัยหนึ่ง เมื่อจะทรงเปลี่ยนเทศนา จึงได้ตรัสอย่างนั้น เมื่อทรงแสดงพราหมณ์ผู้เป็นพระขีณาสพองค์หนึ่ง.
ก็เมื่อบุรุษผู้นั้นข้ามฟากได้อย่างนี้แล้ว อสรพิษทั้ง ๔ กล่าวว่า เราไม่ได้ตัวท่านแล้ว วันนี้พวกเราจะรุมกันกัดชีวิตของท่านทิ้งเสีย. ศัตรูทั้ง ๕ ก็กล่าวว่า เราไม่ได้ตัวท่านแล้ว วันนี้เราจะล้อมตัดอวัยวะน้อยใหญ่ของท่านเสียแล้วไปในสำนักของพระราชาพึงได้ทรัพย์ ๑๐๐ หรือ ๑,๐๐๐. ผู้สอดแนมคำรบ ๖ กล่าวว่า เราไม่ได้ตัวท่านแล้ว วันนี้เราจะเอาดาบสีแก้วผลึกตัดศีรษะท่าน แล้วพึงได้ตำแหน่งเสนาบดี เสวยสมบัติ. พวกโจรทั้ง ๖ คิดว่า เราไม่ได้ตัวท่านแล้ว วันนี้เราจะให้ทำกรรมกรณ์ (ลงโทษ) ต่างๆ แล้วให้ท่านนำทรัพย์เป็นอันมากมามอบ ดังนี้แล้ว เมื่อไม่สามารถจะข้ามห้วงน้ำได้ ทั้งไม่สามารถจะไปข้างหน้าได้ เพราะถูกพระราชากริ้วลงราชอาชญา ก็จะพึงซูบซีดตายอยู่ในที่นั้นนั่นเอง.
ในบทว่า อุปมา โข มฺยายํ นี้ พึงทราบการเทียบเคียงข้ออุปมาตั้งแต่ต้นดังต่อไปนี้.
จริงอยู่ กรรมพึงเห็นเหมือนพระราชา.
ปุถุชนผู้อาศัยวัฏฏะ พึงเห็นเหมือนบุรุษผู้ทำผิดกฏหมาย
มหาภูตรูป ๔ เหมือนอสรพิษทั้ง ๔ เวลาที่กรรมให้แก่มหาภูตรูป ๔ ในขณะปฏิสนธิของมหาชนนั่นเอง เหมือนในเวลาที่พระราชาทรงให้ปกปิดอสรพิษทั้ง ๔,
เวลาที่พระศาสดาตรัสกรรมฐานมีมหาภูตรูปเป็นอารมณ์แก่ภิกษุนี้ แล้วตรัสว่าเมื่อเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในมหาภูตรูป ๔ นี้ก็จักหลุดพ้นจากวัฏฏะด้วยอาการอย่างนี้ เหมือนเวลาที่ตรัสว่า ท่านจงออกไปในขณะที่อสรพิษเผลอและในขณะที่ราชบุรุษสงัดเงียบแล้วหนีไปตามคำว่า บุรุษผู้เจริญ กิจใดที่ท่านควรทำ จงทำกิจนั้นเสีย เวลาที่ภิกษุนี้ได้กรรมฐานในสำนักพระศาสดา แล้วหนีไปด้วยการหนีคือญาณ เพื่อประโยชน์แก่การหลุดพ้นจากอสรพิษคือมหาภูตรูป เหมือนการได้ยินคำของผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อบุรุษนั้นแล้วออกในขณะที่อสรพิษทั้ง ๔ เผลอและในขณะที่ราชบุรุษสงัดเงียบแล้วหนีซอกซอนไป.
พึงทราบกถาว่าด้วยมหาภูตรูป ๔ อุปาทานขันธ์ ๕ และอายตนกถา ในคำว่า จตุนฺนํ มหาภูตานํ ปฐวีธาตุยา อาโปธาตุยา เป็นต้น โดยนัยที่กล่าวไว้พิสดารแล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแล.
ก็ในที่นี้ ปฐวีธาตุพึงเห็นเหมือนงูกัฏฐมุขะ (ปากไม้) ธาตุที่เหลือพึงเห็นเหมือนงูปูติมุขะ (ปากเน่า) งูอัคคิมุขะ (ปากไฟ) และงูสัตถมุขะ (ปากศัสตรา). กายทั้งสิ้นของบุคคลผู้ถูกงูปากไม้กัด ย่อมแข็งกระด้างฉันใด แม้กายทั้งสิ้นย่อมแข็งกระด้าง เพราะปฐวีธาตุกำเริบก็ฉันนั้น.
อนึ่ง กายทั้งสิ้นของผู้ถูกงูปากเน่าเป็นต้นกัด ย่อมน้ำเหลืองไหลออก ย่อมไหม้และย่อมทรุดโทรมฉันใด กายทั้งสิ้นย่อมน้ำเหลืองไหลออก ย่อมไหม้ และย่อมทรุดโทรม แม้เพราะความกำเริบของอาโปธาตุ เตโชธาตุและวาโยธาตุ ฉันนั้น.
ด้วยเหตุนั้น อรรถกถาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า
ร่างกายที่ถูกงูปากไม้กัดเอาแล้ว ย่อมแข็ง
กระด้างไป ร่างกายนั้น เพราะปฐวีธาตุกำเริบ ก็
ย่อมแข็งกระด้าง ดังงูปากไม้กัดฉะนั้น ก็มี
ร่างกายที่ถูกงูปากเน่ากัดเอาแล้ว ย่อมเน่า
ไป ร่างกายนั้น เพราะอาโปธาตุกำเริบ ก็ย่อมเน่า
ดังงูปากเน่ากัดฉะนั้น ก็มี
ร่างกายที่ถูกงูปากไฟกัดเอาแล้ว ย่อมร้อน
ไหม้ ร่างกายนั้น เพราะเตโชธาตุกำเริบ ก็ย่อม
ร้อนไหม้ ดังงูปากไฟกัดฉะนั้น ก็มี
ร่างกายที่ถูกงูปากศัสตรากัดเอาแล้ว ย่อม
ขาดแหว่ง ร่างกายนั้น เพราะวาโยธาตุกำเริบ ก็
ย่อมขาดแหว่ง ดังงูปากศัสตรากัดฉะนั้น.
ในข้อนี้ พึงทราบส่วนประกอบของสรีระโดยพิเศษ ด้วยประการฉะนี้ก่อน
แต่เมื่อว่าโดยไม่แผกกัน พึงทราบว่าธาตุเหล่านั้นมีภาวะเสมือนกันกับอสรพิษ โดยเหตุเหล่านี้ คือโดยที่อาศัย โดยความผิดกันแห่งกำลังเร็วแห่งพิษ โดยถือเอาแต่สิ่งไม่น่าปรารถนา โดยบำรุงเลี้ยงยาก โดยเข้าไปหาได้ยาก โดยเป็นสัตว์ไม่รู้คุณคน โดยมีปกติกัดไม่เลือก โดยมีโทษและอันตรายอย่างอนันต์.
ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสยโต ความว่า จริงอยู่ จอมปลวกชื่อว่าเป็นที่อาศัยของอสรพิษทั้งหลาย. ก็อสรพิษเหล่านั้นย่อมอยู่อาศัยที่จอมปลวกนั้น. จอมปลวกคือกายเป็นที่อาศัย แม้ของมหาภูตรูปทั้งหลาย.
จริงอยู่ โพรงต้นไม้ ใบหญ้า ใบไม้ ที่รกและกองหยากเยื่อ ก็เป็นที่อาศัยของอสรพิษทั้งหลาย. อสรพิษเหล่านั้นย่อมอยู่ในที่แม้เหล่านั้น. โพรงไม้คือกาย ที่รกคือกาย กองหยากเยื่อคือกายก็เป็นที่อาศัย แม้ของมหาภูตรูปทั้งหลาย พึงทราบความที่มหาภูตรูปเหล่านั้นเหมือนกันดังพรรณนามาอย่างนี้ก่อน.
บทว่า วิสเวควิการโต ความว่า อสรพิษทั้งหลายโดยประเภทมี ๔ มีงูปากไม้เป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งตระกูล.
ในอสรพิษเหล่านั้น ตระกูลหนึ่งๆ เมื่อแบ่งโดยความผิดแผกกันแห่งพิษก็มี ๔ อย่าง คือมีพิษที่ถูกกัดเป็นต้น แม้มหาภูตรูปก็มี ๔ โดยต่างเป็นปฐวีธาตุเป็นต้นด้วยอำนาจลักษณะจำเพาะตัว. ในมหาภูตรูปเหล่านี้ มหาภูตรูปอย่างหนึ่งๆ ย่อมมี ๔ อย่างด้วยอำนาจมหาภูตรูปมีกรรมเป็นสมุฏฐานเป็นต้น
พึงทราบว่า มหาภูตรูปเหล่านั้นเสมือนกันโดยความผิดแผกกันแห่งกำลังเร็วของพิษด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อนตฺถคหณโต ความว่า อสรพิษทั้งหลาย เมื่อจะยึดเอาย่อมยึดเอาสิ่งซึ่งไม่น่าปรารถนา ๕ อย่าง คือย่อมถือเอาแต่ของเหม็น ถือเอาของไม่สะอาด ย่อมถือเอาแต่ตัวโรค ย่อมถือเอาแต่ของมีพิษ ย่อมถือเอาแต่ความตาย แม้มหาภูตรูป เมื่อถือเอา ย่อมถือเอาแต่สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ๕ อย่าง คือ ย่อมถือเอาแต่ของเหม็น ถือเอาแต่ของไม่สะอาด ถือเอาแต่ความเจ็บ ถือเอาแต่ความแก่ ถือเอาแต่ความตาย.
ด้วยเหตุนั้น พระโปราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมจับงูอันเปื้อนคูถ
มีพิษมาก เป็นผู้เพลิดเพลินงูในโลก ชื่อว่าจับเอา
ภาวะที่ไม่น่าปรารถนาทั้ง ๕ คือ ของเหม็น ของไม่
สะอาด พยาธิ ชรา มรณะเป็นที่ ๕ ภาวะที่ไม่น่า
ปรารถนา ๕ อย่างเหล่านี้ มีอยู่ในงูที่เปื้อนคูถ.
ปุถุชนผู้บอดและเขลาไม่ฉลาด ก็อย่างนั้น
เหมือนกัน เป็นผู้เพลิดเพลินความเกิดในภพ ชื่อว่า
จับอนัตถะภาวะที่ไม่น่าปรารถนา คือของเหม็น ของ
ไม่สะอาด พยาธิ ชรา มรณะเป็นที่ ๕ ภาวะที่ไม่น่า
ปรารถนา ๕ เหล่านี้ มีอยู่ในกายอันเป็นดังงูที่เปื้อน
คูถฉะนั้น.
พึงทราบว่ามหาภูตรูป เหมือนกันโดยถือเอาแต่อนัตถะภาวะที่ไม่น่าปรารถนา ด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า ทุรูปปฏฺฐานโต ดังต่อไปนี้.
อสรพิษเหล่านั้นบำรุงเลี้ยงได้ยาก เมื่อตัวหนึ่งประสงค์จะลุก ตัวหนึ่งประสงค์จะอาบน้ำ เมื่อตัวนั้นประสงค์จะอาบน้ำ อีกตัวหนึ่งประสงค์จะกิน เมื่อตัวนั้นประสงค์จะกิน อีกตัวหนึ่งประสงค์จะนอน. บรรดางูเหล่านั้น งูตัวใดๆ ยังไม่เต็มประสงค์ งูตัวนั้นก็จะกัดให้ตายในที่นั้นนั่นเอง แต่เหล่าภูตรูปนั่นแลบำรุงเลี้ยงยากกว่าอสรพิษเหล่านี้.
จริงอยู่ เมื่อปรุงยาแก่ปฐวีธาตุ อาโปธาตุก็กำเริบ. เมื่อผู้นั้นปรุงยา เตโชธาตุก็กำเริบดังกล่าวมานี้ เมื่อปรุงยาแก่ธาตุอันหนึ่ง ธาตุอีกอันหนึ่งก็กำเริบ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ธาตุทั้งหลายเหมือนกันโดยบำรุงเลี้ยงได้ยากด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า ทุราสทโต ดังต่อไปนี้
จริงอยู่ อสรพิษทั้งหลาย ชื่อว่าพบได้ยาก คนทั้งหลายพบอสรพิษที่หน้าเรือน ก็จะหนีไปทางหลังเรือน พบที่หลังเรือนก็จะหนีไปทางหน้าเรือน พบกลางเรือนก็จะหนีเข้าห้อง พบที่ห้องก็จะหนีขึ้นเตียงตั่ง. มหาภูตรูปทั้งหลาย ชื่อว่าพบได้ยากมากกว่านั้น.
จริงอยู่ เมื่อคนเป็นโรคเรื้อน หูจมูกเป็นต้นก็จะจะขาดตกไป เป็นที่เนื้อตัว ฝูงแมลงวันหัวเขียวก็จะตอม กลิ่นตัวก็จะคลุ้งไปไกล บุรุษโรคเรื้อนนั้นกำลังด่าก็ดี กำลังร้องครวญครางก็ดี คนทั้งหลายก็ไม่อาจเข้าไปด่าใกล้ๆ ได้ ไม่อาจเข้าไปช่วยใกล้ๆ ได้ ต้องปิดจมูก บ้วนน้ำลาย ห่างบุรุษโรคเรื้อนนั้นไปเสียไกลๆ พึงทำความข้อนี้ให้แจ่มแจ้งอย่างนั้น โดยโรคอย่างอื่นๆ เช่นโรคบานทะโรค โรคท้องโรคลมเป็นต้น และโรคที่ทำความขยะแขยงน่าเกลียด เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า มหาภูตรูปทั้งหลายก็เหมือนกัน โดยพบได้ยากด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อกตญฺญุตโต ดังต่อไปนี้.
จริงอยู่ อสรพิษทั้งหลายย่อมไม่รู้อุปการะอันผู้อื่นกระทำแล้ว แม้เมื่อเขาให้ก็ดี ให้บริโภคก็ดี บูชาอยู่ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นก็ดี ใส่ในกระโปรงบริหารอยู่ก็ดี แสวงหาแต่โอกาสเท่านั้น ได้โอกาสในที่ใดก็กัดเขาให้ตายในที่นั้นนั่นแล. มหาภูตรูปทั้งหลายต่างหากไม่รู้อุปการะที่ผู้อื่นกระทำแล้วยิ่งกว่าอสรพิษทั้งหลาย.
จริงอยู่ สิ่งที่ชอบใจอันมหาภูตรูปเหล่านั้นทำแล้ว ไม่มีเลย แม้เขาให้อาบน้ำที่ไม่มีมลทิน ไม่ว่าจะเป็นน้ำเย็นหรือน้ำร้อนก็ดี สักการะอยู่ด้วยธูปของหอมและดอกไม้เป็นต้นก็ดี ประคบประหงมอยู่ด้วยผ้าอันนุ่ม ที่นอนอันนุ่มและที่นั่งอันนุ่มเป็นต้นก็ดี ให้กินอาหารอย่างดีก็ดี ให้ดื่มน้ำอย่างดีก็ดี ก็ยังคอยแสวงหาแต่โอกาสอยู่นั้นเอง ได้โอกาสในที่ใด โกรธขึ้นมาก็ทำให้ถึงความย่อยยับในที่นั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า มหาภูตรูปเสมือนกันโดยไม่รู้คุณคนด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบวินิจฉัยใน บทว่า อวิเสสการิโต ดังต่อไปนี้.
จริงอยู่ อสรพิษไม่ได้เลือกว่า ผู้นี้เป็นกษัตริย์หรือพราหมณ์ เป็นแพศย์หรือศูทร เป็นคฤหัสถ์หรือเป็นบรรพชิต ย่อมกัดผู้ที่มาประจวบเข้าๆ ให้ตายไปทั้งนั้น.
แม้มหาภูตรูปก็ย่อมไม่เลือกว่า ผู้นี้เป็นกษัตริย์หรือพราหมณ์ เป็นแพศย์หรือศูทร เป็นคฤหัสถ์หรือเป็นบรรพชิต เป็นเทพหรือมนุษย์ เป็นมารหรือพรหม ไม่มีคุณหรือมีคุณ. ก็ถ้าพวกมันเกิดความอายขึ้นว่า ผู้นี้เป็นผู้มีคุณไซร้ พวกมันก็จะพึงให้เกิดความละอายขึ้นในพระตถาคตผู้เป็นพระอัครบุคคล ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก. แม้ถ้าพวกมันเกิดความละอายขึ้นโดยนัยมีอาทิว่า ผู้นี้เป็นผู้มีปัญญามาก ผู้นี้เป็นผู้มีฤทธิ์มากและผู้นี้เป็นผู้ทรงคุณทางธุดงค์ แม้ถ้าพวกมันพึงให้เกิดความละอายขึ้นในพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระเป็นต้น. ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกมันก็ว่าพึงเกิดความกลัวขึ้นว่า ผู้นี้ไม่มีคุณ เป็นผู้ทารุณ กระด้าง พวกมันก็พึงกลัวต่อพระเทวทัต, ผู้เลิศ หรือต่อศาสดาทั้ง ๖ ผู้ไม่มีคุณ ผู้ทารุณ ผู้กระด้างในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ก็จะไม่ละอายและไม่กลัว โกรธขึ้นมาก็ทำให้ถึงความย่อยยับอย่างใดอย่างหนึ่งได้ทั้งนั้น พึงทราบว่า มหาภูตรูปเป็นเหมือนกัน โดยไม่เลือกด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบวินิจฉัย ในบทว่า อนนฺตโทสุปทฺทวโต นี้ดังต่อไปนี้.
จริงอยู่ โทษและอันตรายที่อาศัยอสรพิษเกิดขึ้นไม่มีประมาณ. จริงอย่างนั้น อสรพิษเหล่านั้นกัดแล้ว ทำให้ตาบอดบ้าง ให้เป็นคนกระจอกบ้าง ให้เป็นคนเปลี้ยบ้าง ให้เป็นคนร่างพิการไปแถบหนึ่งบ้าง เพราะฉะนั้นเหล่าอสรพิษย่อมแสดงความพิการหาประมาณมิได้ ด้วยประการฉะนี้.
แม้ภูตรูปทั้งหลาย โกรธขึ้นมาแล้วย่อมกระทำความพิการบางอย่าง บรรดาความพิการทั้งหลายมีตาบอดเป็นต้น โทษและอันตรายของภูตรูปเหล่านั้นหาประมาณมิได้ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่าภูตรูปเหล่านั้นเสมือนกัน โดยมีโทษและอันตรายหาประมาณมิได้ ด้วยประการฉะนี้
บัดนี้ ในที่นี้ควรแสดงกรรมฐาน ด้วยอำนาจมหาภูตรูป ๔ จนถึงพระอรหัต กรรมฐานนั้นก็กล่าวไว้แล้วทั้งนั้น ในจตุธาตุววัฏฐานนิทเทศ คัมภีร์วิสุทธิมรรคแล.
ในคำว่า ปญฺจ วธกา ปจฺจตฺถิกาติ โข ภิกฺขเว ปญฺจนฺเนตํ อุปาทานกฺขนฺธานํ อธิวจนํ ภิกษุทั้งหลาย คำว่า ปญฺจ วธกา ปจฺจตฺถิกา ศัตรูผู้ฆ่า ๕ นี้แลเป็นชื่อของอุปาทานขันธ์ ๕ นี้พึงทราบว่า ขันธ์ทั้งหลายเสมือนกับศัตรูผู้ฆ่าด้วยอาการ ๒ อย่าง.
จริงอยู่ ขันธ์ทั้งหลายย่อมฆ่าซึ่งกันและกัน เมื่อขันธ์เหล่านั้นมีอยู่ ชื่อว่าผู้ฆ่าก็ย่อมปรากฏอย่างไร.
อันดับแรก รูปย่อมฆ่าทั้งรูปทั้งอรูป อรูปย่อมฆ่าทั้งอรูปทั้งรูป อย่างไร.
ปฐวีธาตุแม้นี้ เมื่อแตก ย่อมพาเอาธาตุ ๓ นอกนี้แตกไปด้วย. แม้ในอาโปธาตุเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน. รูปชื่อว่าฆ่ารูปนั่นแหละก่อน ด้วยอาการอย่างนี้. ส่วนรูปขันธ์ เมื่อแตกก็พาเอารูปขันธ์ ๔ แตกด้วยไป เพราะฉะนั้น รูปถือว่าฆ่าอรูปด้วยอาการอย่างนี้.
แม้เวทนาขันธ์ เมื่อแตกก็พาเอาสัญญาขันธ์ สังขารขันธ์และวิญญาณขันธ์ แตกไปด้วย. แม้ในสัญญาขันธ์เป็นต้นก็นัยนี้. อรูปชื่อว่าย่อมฆ่าอรูปอย่างนี้. ส่วนอรูปขันธ์ ๔ ในขณะจุติ เมื่อแตกก็พาวัตถุรูป (หทยวัตถุ) แตกไปด้วย. อรูปชื่อว่าฆ่ารูปด้วยอาการอย่างนี้.
ที่ชื่อว่า วธกา เพราะฆ่าซึ่งกันและกันก่อนด้วยอาการอย่างนี้.
ก็ขันธ์มีในที่ใด การตัด การทำลาย การฆ่าและการจองจำเป็นต้นก็มีในที่นั้นนั่นแล ไม่มีในที่อื่น. เมื่อขันธ์มีอยู่ ผู้ฆ่าย่อมปรากฏ แม้เพราะเหตุนั้น ขันธ์จึงชื่อว่าผู้ฆ่า.
บัดนี้ พึงแสดงกรรมฐานตั้งต้นแต่แยกขันธ์ ๕ ออกเป็น ๒ ส่วน คือส่วนรูปและอรูป (นาม) แล้วแยกนามด้วยอำนาจรูป หรือแยกรูปด้วยอำนาจนามจนถึงพระอรหัตแล. แม้คำนั้นก็กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคเหมือนกัน
ในคำว่า ฉฏฺโฐ อนฺตรจโร วธโก อุกฺขิตฺตาสิโกติโข ภิกฺขเว นนฺทิราคสฺเสตํ อธิวจนํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า เพชฌฆาต สอดแนม (ลึกลับ) คำรบ ๖ ผู้เงื้อดาบเป็นชื่อของนันทิราคะนี้ พึงทราบว่า ความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดี เป็นเสมือนกับเพชฌฆาตผู้เงื้อดาบโดยอาการ ๒ อย่าง คือโดยทำศีรษะคือปัญญาให้ตกไป และโดยทำให้เข้าถึงกำเนิด.
อย่างไร.
ความจริง เมื่ออิฏฐารมณ์มาปรากฏทางจักขุทวาร โลภะอาศัยอารมณ์นั้นย่อมเกิดขึ้น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ศีรษะคือปัญญาเป็นอันชื่อว่าตกไป. แม้ในโสตทวารเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
พึงทราบ นันทิราคะเป็นเสมือนโดยการทำศีรษะคือปัญญาให้ตกไปอย่างนี้ก่อน.
ก็นันทิราคะนั่นย่อมนำเข้าไปสู่กำเนิด ๔ อย่างด้วยอัณฑชกำเนิดเป็นต้น นันทิราคะนั้นมีมหาภัย ๒๕ อย่างและกรรมกรณ์ ๓๒ อย่าง มีการทำให้เข้าถึงกำเนิดเป็นมูล ๓๒ ก็มาถึงเหมือนกัน เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า นันทิราคะนั้นเสมือนเพชฌฆาตเงื้อดาบ แม้โดยการนำเข้าถึงกำเนิด ด้วยอาการอย่างนี้.
กรรมฐาน เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง แม้ด้วยอำนาจนันทิราคะ ด้วยประการฉะนี้.
อย่างไร.
จริงอยู่ นันทิราคะนี้จัดเป็นสังขารขันธ์.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงกำหนด นันทิราคะนั้นว่าเป็นสังขารขันธ์ดังนี้แล้ว จึงทรงกำหนดขันธ์ ๕ อย่างนี้ว่า เวทนาที่สัมปยุตด้วยสังขารขันธ์นั้น จัดเป็นเวทนาขันธ์ สัญญาเป็นสัญญาขันธ์ จิตเป็นวิญญาณขันธ์ อารมณ์ของขันธ์เหล่านั้นจัดเป็นรูปขันธ์. บัดนี้ ภิกษุรูปหนึ่งกำหนดขันธ์ ๕ เหล่านั้นด้วยอำนาจนามและรูป แล้วเจริญวิปัสสนา ตั้งแต่การแสวงหาปัจจัยแห่งขันธ์เหล่านั้น บรรลุอรหัตโดยลำดับ เพราะฉะนั้น เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกรรมฐาน ด้วยอำนาจนันทิราคะอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ความที่อายตนะภายใน ๖ เป็นเสมือนบ้านร้าง มาแล้วในพระบาลีนั่นแล.
ก็ในข้อนี้มีนัยแห่งกรรมฐานดังต่อไปนี้.
เหมือนอย่างว่า โจรทั้ง ๖ นั้นเข้าไปสู่หมู่บ้านร้างอันมีกะท่อม ๖ หลังเทียวไปเทียวมา ไม่ได้อะไรๆ ก็ไม่ต้องการบ้านฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยึดมั่นเลือกเฟ้นในอายตนะภายใน ๖ ไม่เห็นอะไรๆ ที่ควรถือเอาว่าเรา ว่าของเรา ก็ไม่มีความต้องการอายตนะภายในเหล่านั้น. ภิกษุนั้นคิดว่าเราจะเริ่มวิปัสสนา จึงกำหนดเอาจักขุปสาทเป็นต้นด้วยอำนาจรูปกรรมฐานที่ยังมีอุปาทาน กำหนดว่านี้เป็นรูปขันธ์ กำหนดมนายตนะว่าอรูปขันธ์. และกำหนดอายตนะทั้งหมดนั้น ด้วยอำนาจนามรูปว่ามีแต่นามกับรูปเท่านั้น แล้วแสวงหาปัจจัยของนามรูปเหล่านั้น เจริญวิปัสสนา พิจารณาสังขารทั้งหลาย ดำรงอยู่ในพระอรหัต โดยลำดับด้วยประการฉะนี้แล.
นี้เป็นอันตรัสกรรมฐานแก่ภิกษุรูปหนึ่งจนถึงพระอรหัต.
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงว่า อายตนะภายนอกเป็นเสมือนพวกโจรผู้ปล้นฆ่าชาวบ้าน จึงตรัสคำอาทิว่า โจรา คามฆาตกา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนาปามนาเปสุ นี้เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถตติยาวิภัตติ. ความว่า มนาปามนาเปหิ ด้วยอารมณ์อันน่าพอใจและไม่พอใจ เมื่อพวกโจรพากันปล้นฆ่าชาวบ้านในที่นั้น ดำเนินกิจ ๕ ประการ คือ พวกโจรยืนล้อมบ้าน ยืนจุดไฟเผา ทำเป็นส่งเสียงทะเลาะกัน แต่นั้น คนทั้งหลายต่างก็จะถือเอาสิ่งของสำคัญติดมือออกไปนอกบ้าน ต่อนั้นมันก็เอามือรวบทรัพย์สิ่งของ พร้อมด้วยผู้คนแม้เหล่านั้น. บางพวกก็ต้องประหารในที่นั้นเอง บางพวกก็ล้มลงในที่ประหาร. ส่วนผู้คนที่ไม่บาดเจ็บนอกนั้นก็พานำไปสู่ที่อยู่ของตน มัดด้วยเครื่องผูกคือเชือกเป็นต้น ใช้สอยเยี่ยงทาส.
พึงทราบความเร่งร้อนคือกิเลสที่เกิดขึ้น เมื่ออารมณ์มาปรากฏในทวารทั้ง ๖ เหมือนพวกโจรผู้ปล้นฆ่าชาวบ้านในที่นั้น พากันล้อมบ้านจุดไฟเผา เวลาที่ภิกษุต้องอาบัติทุกกฏ ทุพภาสิต ปาจิตตีย์และถุลลัจจัย ก็เหมือนผู้คนถือทรัพย์สิ่งของที่สำคัญติดมือไปนอกบ้าน เหมือนโจรในขณะนั้นที่ละกุศลกรรม ประกอบอกุศลกรรม ใช้มือรวบทรัพย์สิ่งของ. เวลาที่ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ก็เหมือนเวลาชาวบ้านที่ได้รับประหาร เวลาที่ภิกษุต้องอาบัติปาราชิกแล้ว ไม่เป็นสมณะ ก็เหมือนเวลาที่ชาวบ้านล้มในที่ได้รับการประหาร เวลาที่ภิกษุทั้งปวงผู้อาศัยอารมณ์นั้นนั่นแล ทั้งที่พิจารณาเห็นอยู่นั่นแหละ ทำลายจุลศีล มัชฌิมศีลและมหาศีล แล้วบอกคืนสิกขาถึงความเป็นคฤหัสถ์ เหมือนเวลาที่พวกโจรมัดคนที่เหลือ (ในปัจจุบัน) นำไปสู่ที่อยู่ใช้สอยเยี่ยงทาส.
ในข้อนั้น พึงทราบทุกขขันธ์ของผู้ทำกาละของผู้เลี้ยงบุตรและภรรยา พึงทราบทุกขขันธ์ในภพหน้าที่เห็นได้เอง (ตาย) แล้วบังเกิดในอบาย.
อายตนะภายนอกแม้เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วแก่ภิกษุรูปหนึ่งโดยเป็นกรรมฐานเท่านั้น.
จริงอยู่ ในที่นี้อุปาทายรูป ๔ มีรูปายตนะเป็นต้น, โผฏฐัพพายตนะคือธาตุ ๓, ภูตรูป ๔ เหล่านี้คือธาตุ ๓ เหล่านั้นกับอาโปธาตุในธัมมายตนะจึงเป็น ๔ อากาสธาตุคือปริเฉทรูปแห่งภูตรูปเหล่านั้น วิหารรูป ๕ มีลหุตาเป็นต้น รวมความว่า ภูตรูปและอุปาทายรูปทั้งหมดนี้ จัดเป็นรูปขันธ์.
ขันธ์ ๔ มีเวทนาเป็นต้นซึ่งมีรูปขันธ์นั้นเป็นอารมณ์ จัดเป็นอรูปขันธ์ สำหรับภิกษุผู้กำหนดนามรูป ในบรรดาขันธ์เหล่านั้นว่า รูปขันธ์จัดเป็นรูป อรูปขันธ์ ๔ จัดเป็นนาม แล้วปฏิบัติตามนัยก่อนนั่นแล เป็นอันชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกรรมฐานจนถึงพระอรหัต.
ความของ โอฆศัพท์ในคำว่า โอฆานํ นี้มีความว่าข้ามได้ยาก.
จริงอยู่ ภิกษุผู้ตั้งความประสงค์ไว้ว่า เราจักบำเพ็ญศีลสังวรแล้วบรรลุพระอรหัต อาศัยกัลยาณมิตรพยายามชอบพึงข้ามโอฆะเหล่านั้น. ท่านเรียกว่าโอฆะ ก็เพราะอรรถว่าข้ามได้โดยยาก ด้วยเหตุดังกล่าวนี้นี่เอง โอฆะแม้เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยอำนาจกรรมฐานสำหรับภิกษุรูปหนึ่ง.
จริงอยู่ โอฆะแม้ทั้ง ๔ ก็จัดเป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้น พึงประกอบความให้พิสดาร โดยนัยที่โอฆะเหล่านั้นก็กล่าวไว้แล้วในนันทิราคะ.
บทว่า สกฺกายสฺเสตํ อธิวจนํ ความว่า แท้จริง สักกายตรัสว่า น่ารังเกียจและมีภัยเฉพาะหน้า ก็ด้วยมหาภูตรูป ๔ เป็นต้น เหมือนฝั่งนี้ของห้วงน้ำน่ารังเกียจและมีภัยเฉพาะหน้า ก็ด้วยภัยมีอสรพิษเป็นต้น สักกายะแม้นั้น ก็ตรัสด้วยอำนาจกรรมฐานเท่านั้นสำหรับภิกษุรูปหนึ่ง.
จริงอยู่ สักกายะก็คือปัญจขันธ์ที่เป็นไปในภูมิ ๓ และปัญจขันธ์เหล่านั้น โดยย่อก็คือนามรูปนั่นเอง. เพราะฉะนั้น ในข้อนี้พึงกล่าวกรรมฐานให้พิสดาร ตั้งต้นแต่กำหนดนามรูปเป็นอารมณ์ จนถึงพระอรหัตด้วยประการฉะนี้.
บทว่า นิพฺพานสฺเสตํ อธิวจนํ ความว่า ความจริง พระนิพพานชื่อว่าเป็นแดนเกษม ไม่มีภัยเฉพาะหน้าจากมหาภูตรูป ๔ เหมือนฝั่งโน้นของห้วงน้ำ.
ในคำว่า วิริยารมฺภสฺเสตํ อธิวจนํ นี้ เพื่อแสดงถึงการทำความเพียรทางจิต จึงทรงยึดเฉพาะความพยายามที่ได้รู้ไว้ในหนหลังแสดงว่า วิริยะ ดังนี้.
บทว่า ติณฺโณ ปารคโต แปลว่า ข้ามถึงฝั่ง.
ในข้อนั้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ผู้ยืนอยู่ฝั่งนี้อันน่ารังเกียจ ประสงค์จะข้ามห้วงน้ำพักอยู่ ๒-๓ วัน ค่อยๆ ตระเตรียมเรือแล้วขึ้นเรือ เป็นเหมือนเล่นน้ำ แม้เมื่อเขาทำอย่างนั้น ก็ยังขึ้นเรือไม่ได้ย่อมถึงความพินาศฉันใด ภิกษุผู้ใคร่จะข้ามห้วงน้ำคือกิเลสก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ควรทำความเนิ่นช้าว่า เรายังเป็นหนุ่มอยู่ จักผูกแพคือมรรคมีองค์ ๘ ต่อเวลาเราแก่เสียก่อน.
จริงอยู่ ภิกษุเมื่อทำอยู่อย่างนี้ แม้เวลาแก่ก็ยังไม่ถึง ก็ถึงความพินาศ แม้แก่ก็ยังไม่ถึง ก็ไม่อาจทำได้. แต่ควรระลึกถึงภัทเทกรัตตสูตรเป็นต้น แล้วรีบเร่งผูกแพคืออริยมรรคนี้ทันที.
ก็บุคคลจะผูกแพ ควรมีมือเท้าบริบูรณ์.
จริงอยู่ คนมีเท้าเป็นโรคพุพอง หรือมีเท้าหงิกง่อย ไม่สามารถจะยืนได้ บุคคลผู้มีมือเป็นแผลเป็นต้น ไม่อาจจับใบหญ้าใบไม้เป็นต้นได้ฉันใด ภิกษุผู้จะผูกแพคืออริยมรรคนี้ก็ฉันนั้น พึงปรารถนาความบริบูรณ์ ด้วยเท้าคือศีล และด้วยมือคือศรัทธา.
จริงอยู่ บุคคลผู้ทุศีลผู้ไม่มีศรัทธา ไม่ตั้งมั่นในพระศาสนา ไม่เชื่อข้อปฏิบัติ ไม่อาจจะผูกแพคืออริยมรรคได้.
อนึ่ง แม้บุคคลผู้มือเท้าบริบูรณ์ แต่ไม่มีเรี่ยวแรง ถูกพยาธิเบียดเบียน ก็ไม่สามารถจะผูกแพได้ ต่อสมบูรณ์ด้วยกำลังเท่านั้นจึงสามารถฉันใด แม้คนมีศีลมีศรัทธาก็ฉันนั้น แต่เป็นคนเกียจคร้าน นั่งจมน่าเกลียด ก็ไม่สามารถจะผูกแพคือมรรคนี้ได้ ผู้ปรารภความเพียรเท่านั้นจึงสามารถ ฉะนั้น ผู้ประสงค์จะผูกแพคือมรรคนี้ จึงควรปรารภความเพียร.
อนึ่ง บุรุษนั้นผูกแพยืนอยู่ที่ริมฝั่ง เมื่อจะข้ามห้วงน้ำ ซึ่งกว้างประมาณโยชน์หนึ่ง จึงผูกใจว่า เราต้องอาศัยความเพียรของลูกผู้ชาย พึงข้ามห้วงน้ำนี้ได้ฉันใด แม้พระโยคีก็ฉันนั้น ลงจงกรมพึงผูกใจว่าวันนี้ เราข้ามห้วงน้ำคือกิเลส ที่มรรคทั้ง ๔ พึงฆ่าได้แล้วก็พึงดำรงอยู่ในพระอรหัต.
อนึ่ง บุรุษอาศัยแพ เมื่อจะข้ามห้วงน้ำ เดินทางได้คาวุตหนึ่ง กลับเหลียวดู ย่อมรู้ว่าเราข้ามส่วนหนึ่งได้แล้วยังเหลืออยู่อีก ๓ ส่วน เดินทางไปอีกคาวุตหนึ่งกลับเหลียวดู ก็รู้ว่าข้ามได้ ๒ ส่วนแล้วยังเหลืออยู่ ๒ ส่วน เดินทางไปอีกคาวุตหนึ่ง ต่อนั้นก็กลับเหลียวดู รู้ว่าเราข้ามได้ ๓ ส่วนแล้วยังเหลืออยู่ส่วนเดียว แม้ล่วงส่วนนั้นไปแล้ว กลับเหลียวดูก็รู้ว่า เราข้ามได้ ๔ ส่วนแล้วและใช้เท้าถีบแพนั้นทิ้งไป มุ่งตรงไปตามกระแสน้ำข้ามได้แล้ว ยืนอยู่ที่ฝั่งฉันใด
ภิกษุแม้นี้ก็ฉันนั้น อาศัยแพคืออริยมรรค เมื่อจะข้ามห้วงน้ำคือกิเลส ข้ามกิเลสอันปฐมมรรคคือโสดาปัตติมรรคจะพึงฆ่า ดำรงอยู่ในผลจิตในลำดับต่อจากมรรคจิต กลับตรวจดูด้วยปัจจเวกขณญาณย่อมรู้ว่า บรรดากิเลสทั้งหลายที่มรรคทั้ง ๔ พึงฆ่า ส่วนหนึ่งเราละได้แล้ว ยังเหลืออยู่อีก ๓ ส่วน.
เมื่อประชุมอินทรีย์ พละและโพชฌงค์เหมือนอย่างนั้นนั่นแลอีก พิจารณาสังขาร ข้ามกิเลสอันมรรคจิตที่ ๒ คือสกทาคามิมรรคจะพึงฆ่า แล้วดำรงอยู่ในผลจิตในลำดับต่อจากมรรคจิต แล้วกลับตรวจดูด้วยปัจจเวกขณญาณย่อมรู้ว่า บรรดากิเลสทั้งหลายที่มรรคจิตทั้ง ๔ พึงฆ่า เราละได้แล้ว ๒ ส่วนยังเหลืออยู่อีก ๒ ส่วน.
เมื่อประชุม อินทรีย์ พละและโพชฌงค์ เหมือนอย่างนั้นนั่นแลอีกพิจารณาสังขาร ข้ามกิเลสทั้งหลายที่มรรคจิตที่ ๓ คืออนาคามิมรรคจะพึงฆ่า แล้วดำรงอยู่ในผลจิต ในลำดับต่อจากมรรคจิต กลับตรวจดูด้วยปัจจเวกขณญาณย่อมรู้ว่า บรรดากิเลสทั้งหลายที่มรรคจิตทั้ง ๔ พึงฆ่าเราละได้แล้ว ๓ ส่วนยังเหลืออยู่ส่วนเดียว.
เมื่อประชุม อินทรีย์ พละและโพชฌงค์ เหมือนอย่างนั้นนั่นแลอีก พิจารณาสังขาร ข้ามกิเลสทั้งหลายที่มรรคจิตที่ ๔ คืออรหัตตมรรคจิตจะพึงฆ่า ดำรงอยู่ในผลจิต ในลำดับต่อจากมรรคจิต กลับตรวจดูด้วยปัจจเวกขณญาณย่อมรู้ว่า กิเลสทั้งหมดเราละได้แล้ว.
ลำดับนั้น ภิกษุนั้นนั่งบนอาสนะนั่นแล หรือในที่อื่น มีที่สถานที่พักกลางวันและที่พักกลางคืนแห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วคิดว่า เราพ้นแล้วจากอนัตถะภาวะที่ไม่น่าปรารถนามีประมาณเท่านี้หนอ แล้วแนบสนิทผลสมาบัติ อันมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งมีใจร่าเริงนั่งอยู่ เปรียบเหมือนบุรุษนั้นลอยแพไปในกระแสน้ำ ขึ้นน้ำยืนอยู่บนบก หรือเข้าไปยังพระนคร ไปปราสาทชั้นบนอันประเสริฐ คิดว่าเราพ้นแล้วจากอนัตถะภาวะที่ไม่น่าปรารถนามีประมาณเท่านี้หนอ มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง มีใจร่าเริงยินดี นั่งอยู่ ฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาข้อนี้จึงตรัสไว้ว่า ติณฺโณ ปารคโต ถเล ติฏฺฐติ พฺราหฺมโณติ โข ภิกฺขเว อรหโต เอตํ อธิวจนํ.
ก็ในคำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า ข้ามถึงฝั่งอยู่บนบก คือพราหมณ์นี้เป็นชื่อของพระอรหันต์ที่นี้ ตรัสกรรมฐานต่างๆ ไว้อย่างนี้ก่อน.
แต่พึงรวบรวมพระสูตรทั้งหมด แสดงรวมกัน อนึ่ง เมื่อแสดงรวมกัน ควรอธิบายโดยอำนาจปัญจขันธ์ เท่านั้น.
อย่างไร.
ความจริงในข้อนี้ มหาภูตรูป ๔ อายตนะภายใน ๕ อายตนะภายนอก ๕ สุขุมรูป ๑๕ ในธรรมายตนะเป็นส่วนหนึ่งแห่งสักกายะ ดังกล่าวมานี้ชื่อว่ารูปขันธ์ มนายตนะ วิญญาณขันธ์ ส่วนหนึ่งแห่งธรรมายตนะ โอฆะ ๔ เป็นส่วนหนึ่งแห่งสักกายะ ดังกล่าวมานี้ จัดเป็นอรูปขันธ์ ๔.
____________________________
จูฬเวทัลลสูตร ว่าได้แก่อุปทานขันธ์
ใน ๒ อย่างนั้น รูปขันธ์คงเป็นรูป อรูปขันธ์จัดเป็นนาม ดังกล่าวมานี้จัดเป็นนามรูป. นันทิราคะ กาโมฆะ ภโวฆะ ส่วนหนึ่งแห่งธรรมายตนะ เป็นส่วนหนึ่งแห่งสักกายะ ดังกล่าวมานี้ธรรมเหล่านี้เป็นปัจจัยแก่นามรูปนั้น ภิกษุนั้นกำหนดนามรูปพร้อมทั้งปัจจัยดังว่ามานี้ ยกขึ้นสู่ไตรลักษณะ เจริญวิปัสสนา พิจารณาสังขารย่อมบรรลุพระอรหัต นี้เป็นมุขคือข้อปฏิบัตินำออกจากทุกข์สำหรับภิกษุรูปหนึ่ง.
ในธรรมเหล่านั้น มหาภูตรูป ๔ อุปาทานขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๑ ทั้งที่เป็นภายในและภายนอก เป็นส่วนหนึ่งแห่งธรรมายตนะ ทิฏโฐฆะ อวิชโชฆะ เป็นส่วนหนึ่งแห่งสักกายะ ดังว่านี้จัดเป็นทุกขสัจ,
ส่วนนันทิราคะเป็นส่วนหนึ่งแห่งธรรมายตนะ กาโมฆะ ภโวฆะ เป็นส่วนหนึ่งแห่งสักกายะ ดังกล่าวนี้จัดเป็นสมุทยสัจ,
นิพพานกล่าวคือฝั่งโน้น จัดเป็นนิโรธสัจ, อริยมรรคจัดเป็นมรรคสัจ.
ในสัจจะ ๔ นั้น สัจจะ ๒ (ข้างต้น) เป็นวัฏฏะ สัจจะ ๒ (ข้างหลัง) เป็นวิวัฏฏะ.
สัจจะ ๒ (ข้างต้น) จัดเป็นโลกิยะ สัจจะ ๒ (ข้างหลัง) จัดเป็นโลกุตตระ,
สัจจะ ๔ ดังกล่าวมานี้ พึงแสดงจำแนกด้วยอาการ ๑๖ หกหมื่นนัยแล.
ในเวลาจบเทศนา ภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้เป็นวิปจิตัญญู ดำรงอยู่ในพระอรหัต. แต่พระสูตรทรงแสดงด้วยอำนาจทุกขลักขณะ.
อรรถกถาอาสีวิสสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------