คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๓๒๙ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถาเอกนิบาต อารัมภกถา

ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆสาจารย์) ขอไหว้

พระสุคต ผู้หลุดพ้นจากคติ ผู้มีพระทัยเยือกเย็น

ด้วยพระกรุณา ผู้มีมืดคือโมหะ อันแสงสว่างแห่ง

ปัญญาขจัดแล้ว ผู้เป็นครูของชาวโลก พร้อมทั้ง

มนุษย์และเทวดา.

พระพุทธเจ้าทรงเจริญและทำให้แจ้งคุณ

เครื่องเป็นพระพุทธเจ้า เข้าถึงธรรมใดอันปราศ

จากมลทิน ข้าพเจ้าขอไหว้ธรรมนั้นอันยอดเยี่ยม.

ข้าพเจ้าขอไหว้ ด้วยเศียรเกล้าซึ่งพระ

อริยสงฆ์ทั้ง ๘ ผู้เป็นโอรสของพระตถาคตเจ้า

ผู้ย่ำยีเสียซึ่งกองทัพมาร.

บุญใดสำเร็จด้วยการไหว้พระรัตนตรัยของข้าพเจ้าผู้มีจิตเลื่อมใสดังกล่าวมาฉะนี้ ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่อานุภาพแห่งบุญนั้น ช่วยขจัดอันตรายแล้ว จักถอดภาษาสีหลออกจากคัมภีร์อรรถกถา ซึ่งพระอรหันต์ผู้เชี่ยวชาญ ๕๐๐ องค์สังคายนามาแต่ต้น และสังคายนาต่อๆ มา.

แม้ภายหลัง ท่านพระมหินทเถระนำมายังเกาะสีหล จัดทำไว้เป็นภาษาสีหล เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ชาวเกาะ แล้วยกขึ้นสู่ภาษาที่น่ารื่นรมย์ ควรแก่นัยแห่งพระบาลี คือทำเป็นภาษามคธ ไม่ให้ขัดแย้งลัทธิสมัยซึ่งปราศจากโทษของเหล่าพระเถระประทีปแห่งเถรวงศ์ผู้อยู่ในมหาวิหาร ซึ่งมีวินิจฉัยละเอียดดี ละเว้นข้อความความที่ซ้ำซากเสียแล้ว ประกาศเนื้อความแห่งคัมภีร์อังคุตตรนิกายอันประเสริฐ อันประดับด้วยเอกนิบาต ทุกนิบาต ติกนิบาตเป็นต้นเพื่อให้อรรถแจ่มแจ้ง สำหรับให้เกิดปฏิภาณอันวิจิตรแก่เหล่าพระธรรมกถึกที่ดี ซึ่งข้าพเจ้าเมื่อกล่าวเนื้อความแห่งคัมภีร์ทีฆนิกายและคัมภีร์มัชฌิมนิกาย ภายหลังจึงพรรณนาเรื่องราวของพระนครทั้งหลายมีกรุงสาวัตถีเป็นต้น ให้สาธุชนยินดี และเพื่อให้พระธรรมตั้งอยู่ยั่งยืน.

ได้ยินว่า เรื่องเหล่าใดที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ทั้งสองนั้น (ทีฆ, มัชฌิม) พิสดารในคัมภีร์อังคุตตรนิกายนี้ ข้าพเจ้าจักไม่กล่าวเรื่องเหล่านั้นให้พิสดารยิ่งขึ้นไปอีก แต่สำหรับสูตรทั้งหลาย เนื้อความเหล่าใดเว้นเรื่องราวเสียจะไม่แจ่มแจ้ง ข้าพเจ้าจักกล่าวเรื่องราวทั้งหลายไว้ เพื่อความแจ่มแจ้งแห่งเนื้อความเหล่านั้น.

พระพุทธวจนะนี้ คือ ศีลกถา ธุดงคธรรม กรรมฐานทั้งหมด ความพิสดารของฌานและสมาบัติที่ประกอบด้วยวิธีปฏิบัติอภิญญาทั้งหมด คำวินิจฉัยทั้งสิ้นอันเกี่ยวด้วยปัญญา ขันธ์ ธาตุ อายตนะ อินทรีย์ อริยสัจ ๔ ปัจจยาการเทศนามีนัยอันหมดจดละเอียด ซึ่งไม่พ้นจากแนวพระบาลีและวิปัสสนาภาวนา แต่เพราะเหตุที่พระพุทธวจนะที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคอย่างหมดจดดี ฉะนั้น ในที่นี้ข้าพเจ้าจักไม่วิจารณ์เรื่องทั้งหมดนี้ให้ยิ่งขึ้นไป เพราะปกรณ์พิเศษชื่อว่าวิสุทธิมรรคนี้ที่ข้าพเจ้ารจนาไว้แล้วนั้น ดำรงอยู่ท่ามกลางแห่งนิกายทั้ง ๔ จักประกาศข้อความตามที่ได้กล่าวไว้ในนิกายทั้ง ๔ นั้น ฉะนั้นขอสาธุชนทั้งหลายจงถือเอาปกรณ์วิเศษชื่อวิสุทธิมรรคนั้น พร้อมด้วยอรรถกถานี้ แล้วจักทราบข้อความตามที่อ้างอิงคัมภีร์อังคุตตรนิกายแล.

อรรถกถาสูตรที่ ๑

ในคัมภีร์เหล่านั้น คัมภีร์ชื่อว่าอังคุตตรนิกาย มี ๑๑ นิบาต คือเอกนิบาต ทุกนิบาต ติกนิบาต จตุกกนิบาต ปัญจกนิบาต ฉักกนิบาต สัตตกนิบาต อัฏฐกนิบาต นวกนิบาต ทสกนิบาต เอกาทสกนิบาต

ว่าโดยสูตร อังคุตตรนิกาย มี ๙,๕๕๗ สูตร บรรดานิบาตแห่งอังคุตตรนิกายนั้น เอกนิบาตเป็นนิบาตต้น บรรดาสูตร จิตตปริยายสูตรเป็นสูตรต้น คำนิทานแม้แห่งสูตรนั้นมีว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้น ท่านพระอานนท์กล่าวไว้ในกาลมหาสังคีติครั้งแรกเป็นต้น ก็มหาสังคีติครั้งแรกนี้นั้นกล่าวไว้พิสดารแล้วในเบื้องต้นแห่งอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อว่าสุมังคลวิลาสินี เพราะฉะนั้น มหาสังคีติครั้งแรกนั้น พึงทราบโดยพิสดารในอรรถกถาทีฆนิกายนั้นนั่นแล.

ก็บทว่า เอวํ ในคำนิทานวจนะว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้นเป็นบทนิบาต บทว่า เม เป็นบทนาม. บทว่า วิ ในบทว่า สาวตฺถิยํ วิหรติ นี้เป็นบทอุปสรรค. บทว่า หรติ เป็นบทอาขยาต.

พึงทราบการจำแนกบทโดยนัยนี้ก่อน.

แต่เมื่อว่าโดยอรรถ ก่อนอื่น เอวํ ศัพท์มีอรรถหลายประเภท อาทิเช่น อุปมา เปรียบเทียบ, อุปเทส แนะนำ, สัมปหังสนะ ยกย่อง, ครหณะ ติเตียน, วจนสัมปฏิคคหณะ รับคำ, อาการะ อาการ, นิทัสสนะ ตัวอย่าง , และอวธารณะ กันความอื่น.

จริงอย่างนั้น เอวํศัพท์นั้น มาในอุปมาเปรียบเทียบ ในคำเป็นต้นอย่างนี้ว่า เอวํ ชาเตน มจฺเจน กตฺตพฺพํ กุสลํ พหุํ สัตว์ผู้เกิดมาแล้วควรทำกุศลให้มากฉันนั้น.

มาใน อุปเทสะ แนะนำในคำเป็นต้นว่า เอวนฺเต อภิกฺกมิตพฺพํ เอวํ ปฏิกฺกมิตพฺพํ ท่านพึงก้าวไปอย่างนี้ พึงถอยกลับอย่างนี้.

มาใน สัมปหังสนะ ยกย่อง ในคำเป็นต้นว่า เอวเมตํ ภควา เอวเมตํ สุคต ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น.

มาใน ครหณะ ติเตียน ในคำเป็นต้นอย่างนี้ว่า เอวเมว ปนายํ วสลี ยสฺมึ วา ตสฺมึ วา ตสฺส มุณฺฑกสฺส วณฺณํ ภาสติ (ก็หญิงถ่อยนี้ย่อมกล่าวคุณของสมณะโล้น ไม่ว่าในที่ไรๆ อย่างนี้ทีเดียว).

มาใน วจนสัมปฏิคคหณะ รับคำ ในคำเป็นต้นว่า เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ภิกษุเหล่านั้นรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

มาใน อาการะ อาการ ในคำเป็นต้นว่า เอวํ พฺยา โข อหํ ภนฺเต ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ ท่านขอรับ กระผมรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงแล้วด้วยอาการอย่างนี้.

มาใน นิทัสสนะ ตัวอย่าง ในคำเป็นต้นว่า เอหิ ตฺวํ มาณวก ฯเปฯ เอวญฺจ วเทหิ สาธุ กิร ภวํ อานนฺโท เยน สุภสฺส มาณวสฺส โตเทยฺยปุตฺตสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทาย

มาเถิด มาณพ ท่านจงเข้าไปหาพระสมณะอานนท์ ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วจงถามความมีอาพาธน้อย ความมีโรคน้อย ความคล่องแคล่ว กำลังวังชา การอยู่ผาสุกกะพระสมณะอานนท์ ตามคำของเราว่า สุภมาณพ โตเทยยบุตรถามถึงความมีอาพาธน้อย ความมีโรคน้อย ความคล่องแคล้ว กำลังวังชา การอยู่ผาสุกกะท่านพระอานนท์ และจงกล่าวอย่างนี้ว่า ดีละ ขอท่านพระอานนท์โปรดอาศัยความกรุณาเข้าไปยังนิเวสน์ของสุภมาณพ โตเทยยบุตร เถิด.

มาใน อวธารณะ กันความอื่น ในคำเป็นต้นว่า

ตํ กึ มญฺญถ กาลามา ฯเปฯ เอวํ โน เอตฺถ โหติ

ดูก่อนชาวกาลามะทั้งหลาย ท่านสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล หรืออกุศล? เป็นอกุศล พระเจ้าข้า. มีโทษ หรือไม่มีโทษ? มีโทษ พระเจ้าข้า. วิญญูชนติเตียน หรือสรรเสริญ? วิญญูชนติเตียน พระเจ้าข้า. บุคคลสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ หรือไม่เป็นไป หรือในข้อนั้นเป็นอย่างไร? พระเจ้าข้า อันบุคคลสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์, ในข้อนี้พวกข้าพระองค์เห็นอย่างนี้.

เอวํ ศัพท์นี้นั้นในที่นี้พึงเห็นว่าใช้ในอรรถว่า อาการะ นิทัสสนะและอวธารณะ

บรรดาอรรถ ๓ อย่างนั้น ด้วย เอวํศัพท์ มีอาการะเป็นอรรถ พระเถระแสดงถึงอรรถนี้ว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าละเอียดด้วยนัยต่างๆ มีอัธยาศัยเป็นอันมากเป็นสมุฎฐาน สมบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะ มีปาฏิหาริย์ต่างๆ ลึกโดยธรรม, อรรถ, เทศนา, และปฏิเวธ มาปรากฏทางโสตทวารแห่งสรรพสัตว์ ตามสมควรแก่ภาษาของตนๆ ใครเล่าจะสามารถทราบได้โดยอาการทั้งปวง แต่ข้าพเจ้าทำความอยากฟังให้เกิดขึ้นแล้วด้วยเรี่ยวแรงทุกอย่าง ได้ฟังมาแล้วด้วยอาการอย่างนี้ คือ ข้าพเจ้าเองได้ฟังมาแล้วด้วยอาการอย่างหนึ่ง

ด้วย เอวํ ศัพท์ มีนิทัสสนะเป็นอรรถ พระเถระเมื่อจะเปลื้องตนว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่พระสยัมภู พระสูตรนี้ ข้าพเจ้ามิได้ทำให้แจ้ง จึงแสดงสูตรทั้งสิ้นที่จะควรกล่าวในบัดนี้ว่า เอวมฺเม สุตํ แปลว่า แม้ข้าพเจ้าก็ได้สดับแล้วอย่างนี้.

ด้วย เอวํ ศัพท์อันมีอวธารณะเป็นอรรถ พระเถระเมื่อจะแสดงกำลังแห่งความทรงจำของตนอันสมควรแก่ความเป็นผู้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าสรรเสริญแล้วอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุสาวกผู้พหูสูตของเรา อานนท์เป็นเลิศ บรรดาภิกษุสาวกของเราผู้มีสติ ผู้มีคติ ผู้มีธิติ ผู้อุปัฏฐาก อานนท์เป็นเลิศ และเป็นผู้ที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรสรรเสริญว่า ท่านอานนท์เป็นผู้ฉลาดในอรรถ ฉลาดในธรรม ฉลาดในพยัญชนะ ฉลาดในนิรุกติ ฉลาดในอนุสนธิเบื้องต้นและเบื้องปลาย จึงยังความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะฟังของสัตว์ทั้งหลายให้เกิดว่าเราได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ ก็สูตรนั้นแล ไม่ขาดไม่เกินโดยอรรถหรือโดยพยัญชนะ พึงเห็นอย่างนี้แหละ ไม่พึงเห็นโดยประการอื่น.

เม ศัพท์ปรากฎในอรรถ ๓ อย่าง.

จริงอย่างนั้น เม ศัพท์นั้นมีอรรถว่า มยา (อันเรา) ในคำเป็นต้นว่า คาถาภิคีตํ เม อโภชนียํ โภชนะที่ได้มาเพราะขับคำร้อยกรอง อันเราไม่ควรบริโภค.

เม ศัพท์มีอรรถว่า มยฺหํ (แก่เรา) ในคำเป็นต้นว่า สาธุ เม ภนฺเต ภควา สงฺขิตฺเตน ธมฺมํ เทเสตุ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สาธุ! ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงแสดงธรรมโดยย่อแก่ข้าพระองค์เถิด.

เม ศัพท์มีอรรถว่า มม (ของเรา) ในคำเป็นต้นว่า ธมฺมทายาทา เม ภิกฺขเว ภวถ ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นธรรมทายาทของเรา.

แต่ในที่นี้ ใช้ในอรรถทั้ง ๒ คือ มยา สุตํ อันข้าพเจ้าฟังมาแล้ว และว่า มม สุตํ การฟังของข้าพเจ้า.

ศัพท์ว่า สุต ในบทว่า สุตํ นี้ ทั้งที่มีอุปสรรค และทั้งที่ไม่มีอุปสรรค มีประเภทแห่งอรรถเป็นอันมาก เช่น คมนะ ไป, วิสุตะ ปรากฏ, กิลินนะ ชุ่ม, อุปจิตะ สำรวม, อนุยุตฺตะ ขวนขวาย, โสตวิญเญยยะ เสียงที่รู้ด้วยโสต, และโสตทวารานุสสารวิญญาต รู้ทางโสตทวารเป็นต้น

จริงอย่างนั้น สุตํ ศัพท์นั้นมีอรรถว่า ไป ในคำเป็นต้นว่า เสนาย ปสุโต ไปในกองทัพ. เมื่ออรรถว่า เป็นธรรมปรากฏแล้ว ในคำเป็นต้นว่า สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต ผู้มีธรรมปรากฎแล้ว เห็นอยู่. อรรถว่า ภิกษุณีผู้ชุ่มด้วยราคะต่อบุรุษผู้ชุ่มด้วยราคะ ในคำเป็นต้นว่า อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ภิกษุณีผู้กำหนัดด้วยราคะ ต่อบุรุษผู้กำหนัดด้วยราคะ. อรรถว่า สั่งสม ในคำเป็นต้นว่า ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปกํ ท่านสั่งสมบุญไว้มิใช่น้อย. อรรถว่า ขวนขวายในฌาน ในคำเป็นต้นว่า เย ฌานปสุตา ธีรา นักปราชญ์เหล่าใด ผู้ขวนขวายในฌาน. อรรถว่า เสียงที่รู้ด้วยโสต ในคำเป็นต้นว่า ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่รู้. อรรถว่า ทรงความรู้ตามกระแสโสตทวาร ในคำเป็นต้นว่า สุตธโร สุตสนฺนิจฺจโย ผู้ทรงความรู้สั่งสมความรู้.

แต่ในที่นี้ สุตศัพท์มีอรรถว่า อุปธาริตํ ทรงไว้ทางโสตทวาร หรือว่า อุปธารณํ ความทรงจำ.

จริงอยู่ เมื่อ เมศัพท์มีอรรถว่า มยา ความว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ คือเข้าไปทรงจำตามกระแสแห่งโสตทวารก็ถูก. เมื่อมีอรรถว่า มม ความว่า การฟังของข้าพเจ้าอย่างนี้ คือการทรงจำตามกระแสแห่งโสตทวาร ก็ถูก.

บรรดาบททั้ง ๓ นั้นดังว่ามานี้ บทว่า เอวํ เป็นบทแสดงกิจคือหน้าที่ของวิญญาณมีโสตวิญญาณเป็นต้น.

บทว่า เม เป็นบทแสดงบุคคลที่พรั่งพร้อมด้วยวิญญาณดังกล่าวแล้ว. บทว่า สุตํ เป็นบทแสดงถึงการถือเอาไม่ขาดไม่เกิน ไม่วิปริต เพราะปฏิเสธภาวะที่ไม่ได้ยิน.

อนึ่ง บทว่า เอวํ เป็นบทประกาศว่าวิญญาณวิถีที่เป็นไปแล้วตามกระแสแห่งโสตทวารนั้น เป็นไปในอารมณ์โดยประการต่างๆ.

บทว่า เม เป็นบทประกาศตน. บทว่า สุตํ เป็นบทประกาศธรรม.

ก็ในที่นี้ มีความสังเขปดังนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่กระทำกิจอย่างอื่น แต่กิจนี้ข้าพเจ้าทำแล้ว ธรรมนี้ ข้าพเจ้าฟังมาแล้วโดยวิญญาณวิถีที่เป็นไปในอารมณ์โดยประการต่างๆ.

อนึ่ง บทว่า เอวํ เป็นบทประกาศอรรถที่จะพึงชี้แจง. บทว่า เม เป็นบทประกาศบุคคล. บทว่า สุตํ เป็นบทประกาศกิจของบุคคล. ท่านอธิบายไว้ว่า ข้าพเจ้าชี้แจงพระสูตรใด พระสูตรนั้น ข้าพเจ้าฟังมาแล้วอย่างนี้.

อนึ่ง ศัพท์ว่า เอวํ แสดงอาการต่างๆ ของจิตสันดานที่ถือเอาอรรถและพยัญชนะต่างๆ เพราะจิตสันดานเป็นไปต่างๆ กัน

จริงอยู่ ศัพท์ว่า เอวํ นี้ แสดงถึงบัญญัติคือการรู้โดยอาการ. ศัพท์ว่า เม แสดงถึงผู้ทำ. ศัพท์ว่า สุตํ แสดงอารมณ์. ด้วยคำเพียงเท่านี้ การตกลงโดยยึดเอาผู้ทำอารมณ์ของท่านผู้พรั่งพร้อมด้วยจิตสันดานนั้น เป็นอันกระทำแล้วด้วยจิตสันดาน อันเป็นไปโดยประการต่างๆ.

อีกอย่างหนึ่ง เอวํ ศัพท์ แสดงกิจของบุคคล สุตํ ศัพท์ แสดงกิจของวิญญาณ เม ศัพท์แสดงบุคคลผู้ประกอบกิจทั้ง ๒ ก็ในที่นี้มีความสังเขปดังนี้ว่า ข้าพเจ้าเป็นบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวิญญาณซึ่งมีกิจคือการฟัง ได้ฟังมาแล้ว โดยโวหารว่า กิจคือการฟังที่ได้มาเนื่องด้วยวิญญาณ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ และบทว่า เม เป็นอวิชชมานบัญญัติ บัญญัติสิ่งที่ไม่มีอยู่ด้วยสามารถแห่งสัจฉิกัฎฐ์และปรมัตถ.

จริงอยู่ ในที่นี้ คำที่จะพึงได้นิเทศว่า เอวํ หรือว่า เม เมื่อว่าโดยปรมัตถ์จะมีอยู่ด้วยหรือ

บทว่า สุตํ เป็นวิชชมานบัญญัติ บัญญัติสิ่งที่มีอยู่ คือในที่นี้สิ่งที่ได้มาด้วยโสตวิญญาณนั้นมีอยู่โดยปรมัตถ์.

บทว่า เอวํ และว่า เม เป็นอุปาทายบัญญัติเพราะอาศัยสิ่งที่ได้มาด้วยโสตะนั้นๆ กล่าวโดยประการนั้น.

บทว่า สุตํ เป็นอุปนิธายบัญญัติ (บัญญัติในการตั้งไว้) เพราะเก็บเอาสิ่งที่เห็นแล้วเป็นต้นมากล่าว.

อนึ่ง บรรดาคำทั้ง ๒ นั้น ด้วยคำว่า เอวํ ท่านพระอานนท์แสดงถึงความไม่หลง. จริงอยู่ ผู้หลงย่อมไม่สามารถจะเข้าใจได้โดยประการต่างๆ.

ด้วยคำว่า สุตํ ท่านพระอานนท์แสดงความไม่ลืมข้อที่ฟังแล้ว. จริงอยู่ ผู้ใดฟังแล้วแต่ลืมเสีย ต่อมาผู้นั้นก็รับรองไม่ได้ว่า ข้าพเจ้าฟังมาแล้ว ดังนั้น พระอานนท์นั้นชื่อว่าสำเร็จด้วยปัญญา เพราะความไม่หลง ชื่อว่าสำเร็จด้วยสติ เพราะความไม่ลืม

บรรดาปัญญาและสตินั้นความที่สติซึ่งมีปัญญาเป็นตัวนำ สามารถจะทรงจำพยัญชนะได้ ความที่ปัญญาซึ่งมีสติเป็นตัวนำ สามารถเข้าใจอรรถได้ ชื่อว่าสำเร็จด้วยความเป็นธรรมภัณฑาคาริก เพราะสามารถอนุรักษ์คลังธรรม ซึ่งสมบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะ เพราะประกอบด้วยความสามารถทั้ง ๒ อย่างนั้น.

อีกนัยหนึ่ง ก็ด้วยคำว่า เอวํ ท่านพระอานนท์แสดงความใส่ใจโดยแยบคาย เพราะเมื่อใส่ใจโดยไม่แยบคาย ก็ไม่เข้าใจโดยประการต่างๆ ได้

ก็ด้วยคำว่า สุตํ ท่านพระอานนท์แสดงถึงความไม่ฟุ้งซ่าน. จริงอย่างนั้น บุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่าน แม้เขาจะพูดโดยถูกต้องทุกอย่าง ก็กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ยิน ท่านจงกล่าวอีก

ก็ด้วยการใส่ใจโดยแยบคาย ในข้อนี้ ย่อมให้สำเร็จอัตตสัมมาปณิธิ ความตั้งตนไว้ชอบ และปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้มีบุญอันได้ทำไว้ในปางก่อน เพราะผู้ที่ไม่ตั้งตนไว้ชอบและไม่กระทำบุญไว้ในปางก่อน ก็เป็นอย่างอื่นคือไม่มีโยนิโสมนสิการ ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ก็ให้สำเร็จสัทธัมมัสสวนะ การฟังพระสัทธรรม และสัปปุริสูปสังสยะ การเข้าไปคบหาสัตบุรุษ. เพราะผู้ที่มีจิตฟุ้งซ่านไม่อาจฟัง และเมื่อไม่เข้าไปหาสัตบุรุษ การฟังก็ไม่มีแล.

อีกนัยหนึ่ง เพราะเหตุที่กล่าวมาแล้วว่า ศัพท์ว่า เอวํ แสดงอาการต่างๆ ของจิตตสันดานที่ถือเอาอรรถและพยัญชนะต่างๆ เพราะจิตตสันดานเป็นไปต่างๆ กัน และจิตตสันดานนั้น ก็คืออาการอันงามอย่างนี้ ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ตั้งตนไว้ชอบ หรือแก่ผู้ไม่กระทำบุญไว้ในปางก่อน ฉะนั้น ด้วยคำว่า เอวํ นี้ท่านพระอานนท์แสดงสมบัติ คือจักรธรรม ๒ ข้อหลังของตนด้วยอาการอันงาม แสดงสมบัติคือจักรธรรม ๒ ข้อแรกโดยประกอบการฟังด้วยบทว่า สุตํ.

เพราะผู้อยู่ในประเทศอันไม่สมควรและผู้เว้นจากการเข้าไปคบหาสัตบุรุษ การฟังก็ไม่มี ดังนั้น ท่านพระอานนท์นั้นจึงสำเร็จอาสยสุทธิ ความหมดจดแห่งอาสยะ เพราะความสำเร็จแห่งจักรธรรม ๒ ข้อหลัง สำเร็จปโยคสุทธิ ความหมดจดแห่งการประกอบ เพราะความสำเร็จแห่งจักรธรรม ๒ ข้อข้างต้น และท่านพระอานนท์สำเร็จความเชี่ยวชาญในอาคม (นิกายทั้ง ๕) ก็เพราะอาสยสุทธิ ความหมดจดแห่งอาสยะนั้น. สำเร็จความเชี่ยวชาญในอธิคม (มรรคผล) ก็เพราะปโยคสุทธิ ความหมดจดแห่งประโยค.

ดังนั้น คำของพระอานนท์ผู้หมดจดด้วยประโยค การประกอบและอาสยะอัธยาศัย ผู้ถึงพร้อมด้วยอาคมและอธิคม จึงควรจะเป็นเบื้องต้น (ตัวนำ) แห่งพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนอรุณขึ้นเป็นเบื้องต้นของอาทิตย์อุทัยและเหมือนโยนิโสมนสิการ เป็นเบื้องต้นแห่งกุศลกรรมฉะนั้น เพราะฉะนั้น ท่านพระอานนท์เมื่อตั้งนิทานวจนะ คำเริ่มต้นในฐานที่ควรจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้.

อีกนัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์แสดงสภาวะแห่งสมบัติ คืออรรถปฏิสัมภิทาและปฏิภาณปฏิสัมภิทาของตน ด้วยคำอันแสดงถึงความรู้แจ้งด้วยประการต่างๆ ด้วยคำว่า เอวํ นี้. แสดงสภาวะแห่งสมบัติคือ ธรรมปฏิสัมภิทา และนิรุตติปฏิสัมภิทา ด้วยคำอันแสดงความถึงความรู้แจ้งประเภทแห่งธรรมที่ควรฟังด้วยคำว่า สุตํ นี้.

พระเถระเมื่อกล่าวถึงคำอันแสดงโยนิโสมนสิการนี้ว่า เอวํ ย่อมแสดงว่า ธรรมเหล่านี้ เราเพ่งพินิจแล้วด้วยใจ ขบคิดดีแล้วด้วยทิฏฐิ. พระเถระเมื่อกล่าวถึงคำอันแสดงการประกอบเนืองๆ ซึ่งการฟังนี้ว่า สุตํ ย่อมแสดงว่า ธรรมเป็นอันมาก เราฟังแล้ว ทรงจำแล้ว คล่องปากแล้ว แม้ด้วยคำทั้ง ๒ นั้น

พระเถระเมื่อแสดงความบริบูรณ์แห่งอรรถและพยัญชนะ จึงทำให้เกิดความเอื้อเฟื้อในการฟัง.

จริงอยู่ บุคคลเมื่อไม่ฟังธรรมที่บริบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะ ด้วยความเอื้อเฟื้อ ย่อมเหินห่างจากประโยชน์เกื้อกูลเป็นอันมาก เพราะฉะนั้น ควรทำความเอื้อเฟื้อให้เกิดแล้ว ฟังธรรมโดยเคารพเถิด.

อนึ่ง ด้วยคำทั้งสิ้นว่า เอวมฺเม สุตํ นี้ ท่านพระอานนท์เมื่อไม่ตั้งธรรมที่ตถาคตประกาศแล้วไว้กับตน ชื่อว่าก้าวล่วงภูมิอสัตบุรุษ. เมื่อปฎิญญาความเป็นพระสาวก ชื่อว่าหยั่งลงสู่ภูมิสัตบุรุษ.

อนึ่ง ทำจิตให้ออกจากอสัทธรรม ชื่อว่าตั้งจิตไว้ในสัทธรรม. เมื่อแสดงว่า อ้างอิงพระดำรัสของพระชินเจ้า ชื่อว่าดำรงธรรมเนตติไว้ (เนตติคือชักนำสัตว์ในประโยชน์โลกนี้ ประโยชน์โลกหน้า และปรมัตถประโยชน์ ตามควร)

อีกนัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์เมื่อไม่ปฏิญาณว่าธรรมนั้นตนทำให้เกิดขึ้น จึงไขคำเบื้องต้นว่า เอวมฺเม สุตํ กำจัดความไม่มีศรัทธา ทำสัทธาสมบัติให้เกิดขึ้นในธรรมนี้แก่เทวดาและมนุษย์ทุกเหล่าว่า พระดำรัสนี้เรารับแล้ว ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้แกล้วกล้าด้วยเวสารัชชญาณ ๔ ผู้ทรงไว้ซึ่งพลญาณ ผู้ดำรงอยู่ในฐานะอันประเสริฐ ผู้บันลือสีหนาท ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง ผู้เป็นใหญ่ในธรรม ผู้เป็นพระธรรมราชา เป็นธรรมาธิบดี ผู้มีธรรมเป็นปทีป ผู้มีธรรมเป็นที่พึ่ง ผู้หมุนล้อคือพระสัทธรรมอันประเสริฐ ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ จึงไม่ควรทำความสงสัยหรือความเคลือบแคลงในอรรถ ธรรม บทหรือพยัญชนะ ในคำนี้.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำนี้ไว้ว่า

วินาสยติ อสฺสทฺธํ สทฺธํ วฑฺเฒติ สาสเน

เอวมฺเม สุตมิจฺเจวํ วทํ โคตมสาวโก

สาวกของพระโคดม เมื่อกล่าวอย่างนี้ว่า

เอวมฺเม สุตํ ชื่อว่าทำความไม่มีศรัทธาให้พินาศ

ทำศรัทธาในพระศาสนาให้เจริญ

ศัพท์ว่า เอกํ แสดงการกำหนดจำนวน. ศัพท์ว่า สมยํ แสดงกาลที่กำหนดไว้แล้ว. คำว่า เอกํ สมยํ เป็นคำแสดงเวลาไม่แน่นอน.

สมยศัพท์ ในคำว่า เอกํ สมยํ นั้น ใช้ในสมวายะ พร้อมเพรียง ๑ ขณะ ๑ กาล ๑ สมุหะ ชุมนุม ๑ เหตุ ๑ ทิฎฐิ ความเห็น ๑ ปฏิลาภะ การได้เฉพาะ ๑ ปหานะ การละ ๑ ปฏิเวธ การแทงตลอด ๑.

จริงอย่างนั้น สมย ศัพท์ มีอรรถว่า สมวายะ พร้อมเพรียง ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า อปฺเปว นาม เสฺวปิ อุปสงฺกเมยฺยาม กาลญฺจ สมยญฺจ อุปาทาย ถ้ากระไร แม้พรุ่งนี้ เราทั้งหลาย พึงอาศัยกาละและความพร้อมเพรียงกันเข้าไป.

มีอรรถว่า ขณะ ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า เอโก จ โข ภิกฺขเว ขโณ จ สมโย จ พฺรหฺมจริยวาสาย ภิกษุทั้งหลาย ขณะ และสมัยหนึ่ง มีเพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์แล.

มีอรรถว่า กาล ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า อุณฺหสมโย ปริฬาหสมโย คราวร้อน คราวกระวนกระวาย.

มีอรรถว่า สมุหะ ประชุม ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า มหาสมโย ปวนสฺมึ ประชุมใหญ่ในป่าใหญ่.

มีอรรถว่า เหตุ ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า สมโย ปิ โข เต ฯเปฯ อปฺปฏิวิทฺโธ อโหสิ แม้เหตุนี้แล ได้เป็นเหตุที่เธอไม่รู้แจ้งว่า แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าแลเสด็จอยู่ในกรุงสาวัตถี. แม้พระองค์จักทรงทราบเราว่า ภิกษุชื่อภัททาลิ มิใช่ผู้มีปกติทำให้บริบูรณ์ด้วยสิกขาในศาสนาของพระศาสดา ดูก่อนภัททาลิ เหตุแม้นี้แลได้เป็นเหตุที่เธอไม่รู้แจ้งแล้ว.

มีอรรถว่า ลัทธิ ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า เตน โข ปน สมเยน ฯเปฯ สมยปฺปวาทเก ติณฺฑุกาจิเร เอกสาลเก มลฺลิกาย อาราเม ปฏิวสติ ก็สมัยนั้นแล ปริพาชกชื่ออุคคาหมานะ บุตรของสมณมุณฑิกา อาศัยอยู่ในอารามของพระนางมัลลิกา มีศาลาหลังเดียว มีต้นมะพลับเรียงราย อันเป็นที่สอนลัทธิ.

มีอรรถว่า ได้เฉพาะ ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า

ทิฏฺเฐ ธมฺเม จ โย อตฺโถ โย จตฺโถ สมฺปรายิโก

อตฺถาภิสมยา ธีโร ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจติ

ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทรงจำ เราเรียกว่าบัณฑิต

เพราะการได้เฉพาะซึ่งประโยชน์ทั้งภพนี้และ

ภพหน้า.

มีอรรถว่า ปหานะ ละ ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า สมฺมามานาภิสมยา อนฺตมกาสิ ทุกฺขสฺส ภิกษุนี้ได้กระทำที่สุดทุกข์ เพราะละมานะโดยชอบ.

มีอรรถว่า ปฏิเวธ แทงตลอด ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า ทุกฺขสฺส ปีฬนฏฺโฐ ฯลฯ วิปริณามฏฺโฐ อภิสมยฏฺโฐ ทุกข์มีอรรถว่าบีบคั้น ปรุงแต่ง เร่าร้อน แปรปรวน แทงตลอด.

แต่ในที่นี้ สมยศัพท์นั้น มีอรรถว่า กาล.

ด้วยคำนั้น พระเถระแสดงว่า สมัยหนึ่ง ในบรรดาสมัยทั้งหลายอันเป็นประเภทแห่งกาลเป็นต้นว่า ปี ฤดู เดือน กึ่งเดือน กลางคืน กลางวัน เช้า เที่ยง เย็น ปฐมยาม มัชฌิมยาม ปัจฉิมยามและครู่.

ในคำว่า เอกํ สมยํ นั้น บรรดาสมัยมีปีเป็นต้นเหล่านั้น พระสูตรใดๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในปี ฤดู เดือน ปักษ์ ส่วนแห่งราตรี ส่วนแห่งวันไรๆ ทั้งหมดนั้น พระเถระรู้ดีแล้ว กำหนดดีแล้วด้วยปัญญาแม้โดยแท้ ถึงอย่างนั้น เมื่อพระเถระกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ว่า ในปีโน้น ฤดูโน้น เดือนโน้น ปักษ์โน้น กาลอันเป็นส่วนแห่งราตรีโน้น ส่วนแห่งวันโน้น ใครๆ ก็ไม่สามารถจะทรงจำได้หรือแสดงได้ หรือให้ผู้อื่นแสดงได้โดยง่าย และเป็นเรื่องที่ต้องกล่าวมาก ฉะนั้นท่านจึงประมวลเนื้อความนั้นไว้ด้วยบทเดียวเท่านั้น แล้วกล่าวว่า เอกํ สมยํ ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านพระอานนท์ย่อมแสดงว่า สมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประเภทของกาลมิใช่น้อยทีเดียว ที่ปรากฏมากมายในหมู่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มีอาทิอย่างนี้ คือ สมัยเสด็จก้าวลงสู่พระครรภ์ สมัยประสูติ สมัยทรงสลดพระทัย สมัยเสด็จออกผนวช สมัยทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา สมัยทรงชนะมาร สมัยตรัสรู้ สมัยประทับเป็นสุขในทิฏฐธรรม สมัยตรัสเทศนา สมัยเสด็จปรินิพพานเหล่านี้ใด ในบรรดาสมัยเหล่านั้น สมัยหนึ่ง คือสมัยตรัสเทศนา

อนึ่ง ในบรรดาสมัยแห่งญาณกิจและกรุณากิจ สมัยแห่งกรุณากิจนี้ใด ในบรรดาสมัยทรงบำเพ็ญประโยชน์พระองค์และทรงบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น สมัยทรงบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นนี้ใด ในบรรดาสมัยแห่งกรณียะทั้งหลายแก่ผู้ประชุมกัน สมัยตรัสธรรมีกถานี้ใด ในบรรดาสมัยแห่งเทศนาและปฏิบัติ สมัยแห่งเทศนานี้ใด ท่านพระอานนท์กล่าวว่า สมัยหนึ่ง ดังนี้ หมายถึงสมัยใดสมัยหนึ่ง ในบรรดาสมัยทั้งหลายแม้เหล่านั้น.

ถามว่า ก็เหตุไร ในพระสูตรนี้ท่านจึงทำนิเทศด้วยทุติยาวิภัตติว่า เอกํ สมยํ ไม่กระทำเหมือนอย่างในพระอภิธรรม ซึ่งท่านได้ทำนิเทศด้วยสัตตมีวิภัตติว่า ยสฺมึ สมเย กามาวจรํ และในสุตบทอื่นๆ จากพระอภิธรรมนี้ ก็ทำนิเทศด้วยสัตตมีวิภัตติว่า ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ ส่วนในพระวินัยท่านทำนิเทศด้วยตติยาวิภัตติว่า เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา ?

ตอบว่า เพราะในพระอภิธรรมและพระวินัยนั้นมีอรรถเป็นอย่างนั้น. ส่วนในพระสูตรนี้มีอรรถเป็นอย่างอื่น.

จริงอยู่ บรรดาปิฎกทั้ง ๓ นั้น ในพระอภิธรรมและในสุตตบทอื่นจากพระอภิธรรมนี้ ย่อมสำเร็จอรรถแห่งอธิกรณะและอรรถแห่งการกำหนดภาวะด้วยภาวะ.

ก็อธิกรณะคือสมัยที่มีกาลเป็นอรรถและมีประชุมเป็นอรรถและภาวะแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น ท่านกำหนดด้วยภาวะแห่งสมัยกล่าวคือขณะความพร้อมเพรียงและเหตุแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น ที่ตรัสไว้ในพระอภิธรรมและสุตตบทอื่นนั้นๆ เพราะฉะนั้นเพื่อส่องอรรถนั้น ท่านจึงทำนิเทศด้วยสัตตมีวิภัตติในพระอภิธรรมและในสุตตบทอื่นนั้น.

ส่วนในพระวินัย ย่อมสำเร็จอรรถแห่งเหตุแลอรรถแห่งกรณะ.

จริงอยู่ สมัยแห่งการทรงบัญญัติสิกขาบทนั้นใด แม้พระสาวกมีพระสารีบุตรเป็นต้นก็ยังรู้ยาก โดยสมัยนั้นอันเป็นเหตุและเป็นกรณะ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงบัญญัติสิกขาบททั้งหลายและทรงพิจารณาถึงเหตุแห่งการทรงบัญญัติสิกขาบท ได้ประทับอยู่ในที่นั้นๆ เพราะฉะนั้น เพื่อส่องความข้อนั้น ท่านจึงทำนิเทศด้วยตติยาวิภัตติในพระวินัยนั้น.

ส่วนในพระสูตรนี้และพระสูตรอื่นที่มีกำเนิดอย่างนี้ ย่อมสำเร็จอรรถแห่งอัจจันตะสังโยคะ.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้หรือพระสูตรอื่นตลอดสมัยใด เสด็จประทับอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่คือกรุณาตลอดสมัยนั้นทีเดียว. เพราะฉะนั้นเพื่อส่องความข้อนั้น ท่านจึงทำนิเทศด้วยทุติยาวิภัตติในพระสูตรนี้.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคาถาประพันธ์ไว้ดังนี้ว่า

ท่านพิจารณาอรรถนั้นๆ กล่าวสมยศัพท์ในปิฎกอื่น

ด้วยสัตตมีวิภัตติและตติยาวิภัตติ แต่ในพระสุตตันต

ปิฎกนี้ กล่าวสมยศัพท์นั้นด้วยทุติยาวิภัตติ.

ก็พระโบราณาจารย์ทั้งหลายพรรณนาไว้ว่า นี้ต่างกันแต่เพียงโวหารว่า ตสฺมึ สมเย บ้าง เตน สมเยน บ้าง ตํ สมยํ บ้าง ในที่ทุกแห่งมีอรรถเป็นสัตตมีวิภัติทั้งนั้น เพราะฉะนั้น แม้ท่านกล่าวว่า เอกํ สมยํ ก็พึงทราบเนื้อความว่า เอกสฺมึ สมเย (ในสมัยหนึ่ง)

บทว่า ภควา เป็นคำกล่าวด้วยความเคารพ.

จริงอยู่ คนทั้งหลายเรียกครูในโลกว่า ภควา. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านี้เป็นครูของสัตว์ทั้งปวง เพราะเป็นผู้ประเสริฐพิเศษโดยคุณทั้งปวง เพราะฉะนั้น พึงทราบพระองค์ว่า ภควา.

แม้พระโบราณาจารย์ทั้งหลายก็กล่าวไว้ว่า

คำว่า ภควา เป็นคำประเสริฐ คำว่า ภควา เป็นคำสูงสุด

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ผู้ควรแก่ความเคารพโดยฐาน

ครู เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงขนานพระนามว่า ภควา.

อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบความแห่งบทนั้น โดยพิสดารด้วยอำนาจแห่งคาถานี้ว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้มีโชค ทรงหักกิเลส

ทรงประกอบด้วยภคธรรม ทรงจำแนกแจกธรรม

ทรงน่าคบ และทรงคายกิเลสเป็นเครื่องไปในภพ

ทั้งหลายเสียได้ เพราะเหตุนั้นทรงพระนามว่า ภควา

เนื้อความนั้นกล่าวไว้แล้วโดยพิสดารในพุทธานุสสตินิเทศ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นแล.

ก็ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ พระเถระเมื่อแสดงธรรมตามที่ฟังมา จึงกระทำพระสรีระคือพระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ประจักษ์ด้วยคำว่า เอวมฺเม สุตํ ในสูตรนี้.

ด้วยคำนั้น พระเถระชื่อว่าปลอบโยนคนผู้รันทด เพราะไม่ได้เห็นพระศาสดาว่า ปาพจน์ (ธรรมและวินัย) นี้ ชื่อว่ามีศาสดาล่วงไปแล้วหามิได้ พระธรรมวินัยนี้ เป็นศาสดาของท่านทั้งหลาย.

ด้วยคำว่า เอกํ สมยํ ภควา พระเถระ เมื่อจะแสดงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีอยู่ในสมัยนั้น ชื่อว่ายกการปรินิพพาน ทางรูปกายให้เห็น ด้วยคำนั้น พระเถระจึงทำผู้มัวเมา เพราะความเมาในชีวิตให้เกิดความสังเวช และทำให้คนนั้นเกิดความอุตสาหะในพระสัทธรรมว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นผู้ทรงไว้ซึ่งทศพลญาณ มีพระวรกายเสมอด้วยรางเพชร ผู้ทรงแสดงอริยธรรมชื่ออย่างนี้ ยังปรินิพพาน คนอื่นใครเล่าจะพึงให้เกิดความหวังในชีวิต

และพระเถระเมื่อกล่าวว่า เอวํ ชื่อว่าชี้เทศนาสมบัติ (สมบัติคือการแสดง). กล่าวว่า เม สุตํ ชื่อว่าชี้ถึงสาวกสมบัติ (สมบัติของสาวก). กล่าวว่า เอกํ สมยํ ชื่อว่าชี้ถึงกาลสมบัติ (สมบัติคือเวลา). กล่าวว่า ภควา ชื่อว่าชี้ถึงเทสกสมบัติ (สมบัติคือผู้แสดง).

บทว่า สาวตฺถิยํ ได้แก่ ใกล้นครชื่ออย่างนี้. ก็คำว่า สาวตฺถิยํ นี้เป็นสัตตมีวิภัติ ใช้ในอรรถว่าใกล้.

บทว่า วิหรติ นี้ เป็นบทแสดงความพรั่งพร้อมแห่งการอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาอิริยาบถวิหาร ทิพวิหาร พรหมวิหารและอริยวิหาร โดยไม่แปลกกัน. แต่ในที่นี้แสดงการประกอบพร้อมด้วยอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาอิริยาบถต่างโดยยืน เดิน นั่งและนอน ด้วยบทว่า วิหรติ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนก็ดี เดินก็ดี นั่งก็ดี บรรทมก็ดี บัณฑิตพึงทราบว่าประทับอยู่ทั้งนั้น.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงตัดขาดความลำบากแห่งอิริยาบถหนึ่ง ด้วยอิริยาบถหนึ่ง ทรงนำไปคือทำอัตภาพให้เป็นไป ไม่ให้ทรุดโทรม เพราะเหตุนั้น ท่านพระอานนท์จึงกล่าวว่า วิหรติ (ประทับอยู่).

บทว่า เชตวเน ได้แก่ ในสวนของพระราชกุมารพระนามว่าเชต. สวนนั้น พระราชกุมารพระนามว่าเชต นั้นได้ปลูกต้นไม้ให้เจริญงอกงาม รักษาไว้อย่างดี และพระองค์ได้เป็นเจ้าของสวนนั้น เพราะฉะนั้น สวนนั้นจึงนับว่า เชตวัน. ในพระเชตวันนั้น.

บทว่า อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ความว่า อารามอันนับว่าของท่านอนาถบิณฑิกะ เพราะเป็นอารามที่คฤหบดีนามว่าอนาถบิณฑิกะ มอบถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน โดยบริจาคทรัพย์เป็นเงิน ๕๔ โกฏิ. ก็ในที่นี้ ความสังเขปมีเพียงเท่านี้.

ส่วนความพิสดารกล่าวไว้แล้วในอรรถกถาสัพพาสวสูตร อรรถกถามัชฌิมนิกายชื่อปปัญจสูทนี ในข้อนั้น หากมีคำถามสอดเข้ามาว่า ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่กรุงสาวัตถีก่อน. พระเถระก็ไม่ควรกล่าวว่า พระวิหารชื่อว่า เชตวัน ถ้าพระองค์ประทับอยู่ในพระเชตวันนั้น ก็ไม่ควรกล่าวว่า ใกล้กรุงสาวัตถี. ความจริง ใครๆ ไม่อาจจะอยู่ได้ในที่ ๒ แห่งพร้อมคราวเดียวกัน

แก้ว่า ข้อนั้นไม่พึงเห็นอย่างนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายได้กล่าวไว้แล้วมิใช่หรือว่า คำว่า สาวตฺถิยํ เป็นสัตตมีวิภัติ ใช้ในอรรถว่าใกล้ เพราะฉะนั้น แม้ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารชื่อว่าเชตวัน ที่อยู่ใกล้กรุงสาวัตถี ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ประทับอยู่ในพระวิหารชื่อว่า เชตวัน ใกล้กรุงสาวัตถี เหมือนฝูงโคเที่ยวหากินใกล้แม่น้ำคงคาและแม่น้ำยมุนาเป็นต้น เขาก็เรียกว่า เที่ยวหากินใกล้แม่น้ำคงคา ใกล้แม่น้ำยมุนาฉะนั้น.

จริงอยู่ การกล่าวถึงกรุงสาวัตถีของท่านพระอานนท์นั้น ก็เพื่อแสดงโคจรคาม การกล่าวถึงสถานที่ที่เหลือ ก็เพื่อแสดงสถานที่เป็นที่อาศัยอันสมควรแก่บรรพชิต.

ในคำเหล่านั้น ด้วยคำว่า สาวตฺถิยํ ท่านพระอานนท์แสดงการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำการอนุเคราะห์แก่คฤหัสถ์. แสดงการกระทำอนุเคราะห์แก่บรรพชิต ด้วยการระบุถึงพระเชตวัน

อนึ่ง พระเถระแสดงการเว้นอัตตกิลมถานุโยค เพราะการรับปัจจัยด้วยคำต้น แสดงอุบายเป็นเครื่องเว้นกามสุขัลลิกานุโยค เพราะวัตถุกาม ด้วยคำหลัง.

อนึ่ง แสดงการประกอบพระธรรมเทศนาด้วยคำต้น แสดงการน้อมไปเพื่อวิเวกด้วยคำหลัง. แสดงการมีพระกรุณาด้วยคำต้น แสดงการมีพระปัญญาด้วยคำหลัง. แสดงว่าทรงน้อมไปในอันให้สำเร็จหิตสุขแก่เหล่าสัตว์ด้วยคำต้น แสดงว่าไม่ทรงติดในการทำหิตสุขแก่ผู้อื่นด้วยคำหลัง. แสดงการที่ทรงอยู่ผาสุกด้วยการสละสุขที่ชอบธรรมเป็นนิมิต ด้วยคำต้น แสดงการทรงประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมอันยิ่งของมนุษย์เป็นนิมิต ด้วยคำหลัง. แสดงการที่ทรงเป็นผู้มีอุปการะมากแก่มนุษย์ทั้งหลายด้วยคำต้น แสดงการที่ทรงเป็นผู้มีอุปการะมากแก่เทวดาทั้งหลายด้วยคำหลัง แสดงการที่เสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้วเจริญพร้อมในโลกด้วยคำต้น แสดงการที่ไม่ทรงเข้าไปติดในโลกด้วยคำหลัง.

แสดงทรงทำประโยชน์ที่เสด็จอุบัติให้สำเร็จเรียบร้อยด้วยคำต้น

โดยพระบาลีว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเอก เมื่ออุบัติขึ้นในโลก ย่อมอุบัติขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคลเอกคือบุคคลชนิดไหน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า".

แสดงการที่ทรงอยู่สมควรแก่สถานที่เป็นที่อุบัติด้วยคำหลัง.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอุบัติในป่าทั้งนั้น ด้วยอุบัติทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ คือครั้งแรกที่ลุมพินีวัน ครั้งที่ ๒ ที่โพธิมัณฑสถาน เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงแสดงที่ประทับอยู่ของพระองค์ในป่าทั้งนั้น.

ในสูตรนี้ พึงทราบการประกอบความโดยนัยดังกล่าวมาแล้วเป็นต้น ฉะนี้.

บทว่า ตตฺร แสดงเทสะและกาละ. ก็บทว่า ตตฺร นั้น พระเถระแสดงว่า ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ และในอารามที่ประทับอยู่ หรือแสดงเทสะและกาละ อันควรจะกล่าวถึง.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสธรรมในประเทศหรือในกาลอันไม่สมควร.

ก็คำว่า "ดูก่อนพาหิยะ นี้เป็นกาลไม่สมควรก่อน" เป็นข้อสาธกในเรื่องนี้.

____________________________

ปาฐะว่า อยุตฺตเทเส วา ธมฺมํ ภาสติ พม่าเป็น อยุตฺเต เทเสวา กาเลวา ธมฺมํ ภาสติ.

ศัพท์ว่า โข เป็นอวธารณะ ใช้ในอรรถเพียงทำบทให้เต็มหรือเป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่า กาลเบื้องต้น.

บทว่า ภควา แสดงความที่ทรงเป็นครูของโลก.

บทว่า ภิกฺขุ เป็นคำแสดงถึงบุคคลผู้ควรฟังพระดำรัส.

อีกอย่างหนึ่ง ในบทว่า ภิกษุ นี้พึงทราบอรรถแห่งคำมีอาทิว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ขอ หรือชื่อว่าภิกษุ เพราะเข้าถึงการเที่ยวขอ.

บทว่า อามนฺเตสิ แปลว่า เรียก คือกล่าว ได้แก่ปลุกให้ตื่น. ในบทว่า อามนฺเตสิ นี้มีใจความดังนี้. แต่ในที่อื่นใช้ในอรรถว่าให้รู้ก็มี. เหมือนอย่างตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลายให้ทราบ ขอเตือนเธอทั้งหลาย. ใช้ในอรรถว่า เรียก ก็มี เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า มานี่แน่ะภิกษุ เธอจงเรียกสารีบุตรมาตามคำของเรา.

อรรถกถาสูตรที่ ๑ มโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย เอกนิบาต

บทว่า ภิกฺขโว แสดงอาการเรียก. ก็บทนั้น ตรัสเพราะสำเร็จด้วยการประกอบด้วยคุณ คือความเป็นผู้ขอโดยปกติ.

ผู้รู้สัททศาสตร์ย่อมสำคัญว่า ก็ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณคือความเป็นผู้ขอเป็นปกติก็มี ประกอบด้วยคุณคือความเป็นผู้ขอเป็นธรรมดาก็มี ประกอบด้วยคุณคือความเป็นผู้มีปกติกระทำดีในการขอก็มี.

พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงประกาศความประพฤติที่ชนเลวและชนดีเสพแล้ว จึงทรงทำการข่มความเป็นคนยากไร้ที่ยกขึ้น ด้วยพระดำรัสนั้น ที่สำเร็จด้วยการประกอบด้วยคุณมีความเป็นผู้ขอเป็นปกติเป็นต้นของภิกษุเหล่านั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำภิกษุเหล่านั้น ให้หันหน้าตรงพระพักตร์ของพระองค์ ด้วยพระดำรัสที่ทรงทอดพระนัยนาลง ด้วยพระหฤทัยที่แช่มชื่น แผ่ไปด้วยพระกรุณาเป็นเบื้องหน้าว่า ภิกฺขโว นี้ ทรงทำให้ภิกษุเหล่านั้นเกิดความอยากจะฟัง ด้วยพระดำรัสอันแสดงพุทธประสงค์จะตรัสนั้นนั่นแหละ และทรงชักชวนภิกษุเหล่านั้นไว้ แม้ในการใส่ใจฟังด้วยดี ด้วยพระดำรัสนั้นอันมีอรรถว่า ปลุกให้ตื่นนั้นนั่นเอง.

จริงอยู่ พระศาสนาจะสมบูรณ์ได้ ก็เพราะการใส่ใจในการฟังด้วยดี.

หากมีคำถามว่า เมื่อเทวดาและมนุษย์แม้เหล่าอื่นก็มีอยู่ เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกเฉพาะภิกษุเหล่านั้น.

แก้ว่า เพราะภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้เจริญที่สุด ประเสริฐที่สุด อยู่ใกล้ชิดและเป็นผู้อยู่ประจำ.

จริงอยู่ พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทั่วไปแก่คนทั้งปวง แต่ภิกษุทั้งหลายชื่อว่าเป็นผู้เจริญที่สุดของบริษัท ก็เพราะเป็นผู้เกิดก่อน และชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด ก็เพราะเป็นผู้ดำเนินตามพระจรรยาของพระศาสดา ตั้งต้นแต่เป็นผู้ไม่ครองเรือน และเพราะเป็นผู้รับพระศาสนาทั้งสิ้น ชื่อว่าเป็นผู้ใกล้ชิด เพราะเมื่อเธอนั่งในที่นั้นๆ ก็ใกล้พระศาสดาทั้งนั้น ชื่อว่าอยู่ประจำ ก็เพราะขลุกง่วนอยู่แต่ในสำนักพระศาสดา.

อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นภาชนะรองรับพระธรรมเทศนา เพราะเกิดด้วยการปฏิบัติตามที่ทรงพร่ำสอน แม้เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้.

ถามว่า ก็เพื่อประโยชน์อะไร พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงธรรม จึงตรัสเรียกภิกษุเสียก่อน ไม่ทรงแสดงธรรมเลยทีเดียว.

แก้ว่า เพื่อให้เกิดสติ.

ความจริง ภิกษุทั้งหลายคิดเรื่องอื่นอยู่ก็มี มีจิตฟุ้งซ่านก็มี พิจารณาธรรมอยู่ก็มี นั่งมนสิการกรรมฐานอยู่ก็มี ภิกษุเหล่านั้น เมื่อไม่ตรัสเรียกให้รู้ (ตัว) ทรงแสดงธรรมไปเลย ก็ไม่สามารถจะกำหนดได้ว่า เทศนานี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นปัจจัย พระองค์ทรงแสดง เพราะอัตถุปปัตติ (เหตุเกิดเรื่อง) อย่างไหน? จะพึงรับเอาได้ยากหรือไม่พึงรับเอาเลย. เพื่อให้ภิกษุเหล่านั้นเกิดสติด้วยพระดำรัสนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกเสียก่อน แล้วจึงทรงแสดงธรรมภายหลัง.

บทว่า ภทนฺเต นี้ เป็นคำแสดงความเคารพ หรือเป็นการถวายคำตอบ (คือขานรับ) แด่พระศาสดา. อีกอย่างหนึ่ง ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า ภิกฺขโว ชื่อว่าเรียกภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุทั้งหลายเมื่อทูลว่า ภทนฺเต ชื่อว่าขานรับพระผู้มีพระภาคเจ้าในภายหลัง.

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ภิกฺขโว. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลในภายหลังว่า ภทนฺเต. พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ภิกษุตอบพระดำรัสที่ว่า ภิกฺขโว. ภิกษุถวายคำตอบว่า ภทนฺเต.

บทว่า เต ภิกฺขู ได้แก่ เหล่าภิกษุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก.

บทว่า ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ความว่า ภิกษุทั้งหลายได้ฟังเฉพาะพระดำรัสตรัสเรียกของพระผู้มีพระภาคเจ้า. อธิบายว่า หันหน้ามาฟัง คือรับ ได้แก่ประคองรับ.

บทว่า ภควา เอตทโวจ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนั้น คือพระสูตรทั้งสิ้นที่จะพึงกล่าวในบัดนี้.

ก็ด้วยคำเพียงเท่านี้ คำเริ่มต้นอันใด อันประกอบด้วยกาล, ผู้แสดง, เทสะ, บริษัทและประเทศ ท่านพระอานนท์กล่าวแล้วเพื่อกำหนดเอาพระสูตรนี้ได้โดยสะดวก. การพรรณนาเนื้อความแห่งคำเริ่มต้นนั้นจบบริบูรณ์แล้วแล.

บัดนี้ มาถึงโอกาสพรรณนาพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้ โดยนัยเป็นต้นว่า นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกรูปํปิ สมนุปสฺสามิ ดังนี้แล้ว.

ก็การพรรณนาความนี้นั้น เพราะเหตุที่กำลังกล่าววิจารณ์เหตุตั้งแห่งพระสูตรปรากฎอยู่ ฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบการวิจารณ์เหตุตั้งแห่งพระสูตรก่อน.

จริงอยู่ เหตุตั้งแห่งพระสูตรมี ๔ อย่าง คือ

เกิดเพราะอัธยาศัยของตน ๑

เกิดเพราะอัธยาศัยของผู้อื่น ๑

เกิดด้วยอำนาจคำถาม ๑

เกิดเพราะเหตุเกิดเรื่อง ๑.

ในเหตุทั้ง ๔ อย่างนั้น พระสูตรเหล่าใด พระผู้มีพระภาคเจ้าอันผู้อื่นมิได้อาราธนา ตรัสโดยพระอัธยาศัยของพระองค์อย่างเดียว เช่น อากังเขยยสูตร วัตถสูตรเป็นต้น สูตรเหล่านั้น ชื่อว่ามีเหตุตั้งเกิดจากอัธยาศัยของพระองค์.

อนึ่ง สูตรเหล่าใดที่พระองค์ทรงสำรวจดูอัธยาศัย ความชอบใจใจ บุญเก่าและความตรัสรู้ แล้วตรัสโดยอัธยาศัยของผู้อื่นอย่างนี้ว่า ธรรมเป็นเครื่องบ่มวิมุตติของพระราหุลแก่กล้าแล้ว ถ้ากระไร เราพึงแนะนำในธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะยิ่งๆ ขึ้นไปแก่พระราหุล เช่น ราหุโลวาทสูตร ธรรมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นต้น สูตรเหล่านั้น ชื่อว่ามีเหตุตั้งเกิดจากอัธยาศัยของผู้อื่น.

ก็เทวดาและมนุษย์เหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วถามปัญหาโดยประการต่างๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นทูลถามแล้ว ตรัสสูตรใด มีเทวตาสังยุตและโพชฌังคสังยุตเป็นต้น. สูตรเหล่านั้น ชื่อว่ามีเหตุตั้งเกิดโดยอำนาจคำถาม.

อนึ่ง สูตรเหล่าใด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพราะอาศัยเหตุเกิดขึ้น เช่นธัมมทายาทสูตรและปุตตมังสูปมสูตรเป็นต้น สูตรเหล่านั้น ชื่อว่ามีเหตุตั้งโดยเหตุเกิดเรื่องขึ้น.

ในเหตุตั้งสูตรทั้ง ๔ นี้ สูตรนี้ชื่อว่ามีเหตุตั้งเกิดจากอัธยาศัยของผู้อื่นอย่างนี้.

จริงอยู่ สูตรนี้ตั้งขึ้นด้วยอำนาจอัธยาศัยของผู้อื่น.

ถามว่า ด้วยอัธยาศัยของคนพวกไหน?

แก้ว่า ของบุรุษผู้หนักในรูป.

ในบทเหล่านั้น น อักษร ในคำว่า นาหํ ภิกฺขเว เป็นต้น มีปฏิเสธเป็นอรรถ. ด้วยบทว่า อหํ แสดงอ้างถึงพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้นว่า ภิกฺขเว.

บทว่า อญฺญํ ความว่า ซึ่งรูปอื่นจากรูปหญิงที่พึงกล่าวในบัดนี้.

บทว่า เอกรูปํปิ แปลว่า รูปแม้อย่างหนึ่ง.

บทว่า สมนุปสฺสามิ ความว่า สมนุปัสสนา ๒ อย่างคือญาณสมนุปัสสนา ๑ ทิฏฐิสมนุปัสสนา ๑.

ในสองอย่างนั้น อนุปัสสนาว่า ภิกษุเห็นโดยเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่เห็นโดยเป็นของเที่ยง นี้ชื่อว่าญาณสมนุปัสสนา.

ส่วนอนุปัสสนามีอาทิว่า ภิกษุพิจารณาเห็นรูปโดยเป็นอัตตา ชื่อว่าทิฏฐิสมนุปัสสนา.

ในสองอย่างนั้น ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาญาณสมนุปัสสนา. แต่พึงทราบการเชื่อมบทนี้ด้วย น อักษร. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เราแม้เมื่อตรวจดูด้วยสัพพัญญุตญาณ ก็มองไม่เห็น แม้รูปอื่นสักอย่างหนึ่ง.

บทว่า ยํ เอวํ ปุริสสฺส จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐติ ความว่า รูปใดเกาะกุมทำกุศลจิตอันเป็นไปในภูมิ ๔ ของบุรุษผู้หนักในรูปให้สิ้นไปตั้งอยู่.

จริงอยู่ การยึดถือ ชื่อว่าการยึดมั่น ได้ในคำว่า ยึดมั่นกายหญิงทั้งหมดเป็นต้น. ชื่อว่า ให้สิ้นไป ได้ในคำมีอาทิว่า ภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญาอันภิกษุอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำกามราคะทั้งปวงให้สิ้นไป.

____________________________

ปาฐะว่า อิธ อิทํ รูปํ จตุภูมิกํ กุสลจิตฺตํ คณฺหนฺตํ นีลุปฺปลกลาปํ ปุริโส วิย หตฺเถน คณฺหาติ นาม ฯ เขปยมานํ อคฺคิ วิย อุทฺธเน อุทกํ สนฺตาเปตฺวา เขเปติ ฯ

พม่าเป็น ตตฺถ อิทํ รูปํ จตุภูมถกุสลจิตฺตํ คณฺหนฺตํ น นีลุปฺปลกลาปํ ปุริโสวิย หตฺเถน คณฺหาติ, นาปิ เขปยมานํ อคฺคิ วิย อุทฺธเน อุทกํ สนฺตาเปตฺวา เขเปติ. (แปลตามพม่า)

ในที่นี้ ก็ถูกทั้งสองอย่าง.ในการยึดถือและการให้สิ้นไปทั้งสองอย่างนั้น รูปนี้เมื่อถือเอากุศลจิตอันเป็นไปในภูมิ ๔.

ชื่อว่าถือเอา เหมือนบุรุษเอามือถือกำอุบลบัวขาบ ก็หามิได้ เมื่อทำให้สิ้นไป ชื่อว่าทำให้สิ้นไป เหมือนไฟที่ทำน้ำบนเตาไฟ ให้ร้อนแล้วให้สิ้นไป ก็หามิได้ อนึ่ง รูปที่ห้ามการเกิดขึ้นแห่งกุศลจิตนั้น นั่นแหละ พึงทราบว่า ชื่อว่ายึดและทำกุศลจิตอันแม้ที่เป็นไปในภูมิ ๔ ให้สิ้นไป. ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า ปุริสสฺส จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐติ (ยึดจิตของบุรุษตั้งอยู่)

____________________________

ปาฐะว่า อุปฺปตฺติญฺจสฺส นิวาริยมานเมว จตุภูมิกํ กุสลจิตฺตํ คณฺหาติ เจว เขเปติ จ เวทิตพฺพํ ฯ

พม่าเป็น อุปฺปตฺติญฺจสฺส นิวารยมานเมว จตุภูมกมฺปิ กุสลจิตฺตํ คณฺหาติ เจว เขเปฺติ จาติ เวทตพฺพํ. (แปลตามพม่า)

บทว่า ยถยิทํ ตัดเป็น ยถา อิทํ. บทว่า อิตฺกีรูปํ แปลว่า รูปของหญิง.

ในคำว่า รูป นั้นพึงทราบอรรถแห่งคำและสามัญญลักษณะแห่งรูป ตามแนวแห่งสูตรว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอกล่าวรูปอะไร? ภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติใดย่อมแตกสลาย เพราะเหตุนั้นธรรมชาตินั้น จึงเรียกว่ารูป. รูปย่อมแตกสลายไปเพราะเหตุอะไร? ย่อมแตกสลายไปเพราะเย็นบ้าง ย่อมแตกสลายไปเพราะร้อนบ้าง.

ก็ศัพท์ว่า รูป นี้ย่อมได้ในอรรถหลายอย่าง เช่น ขันธ์, ภพ, นิมิต, ปัจจัย, สรีระ, วัณณะ, สัณฐานเป็นต้น.

จริงอยู่ ศัพท์ว่า รูป นี้ใช้ในอรรถว่ารูปขันธ์ ในประโยคนี้ว่า รูปขันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน. ใช้ในอรรถว่ารูปภพ ในประโยคนี้ว่า เจริญมรรคเพื่ออุปบัติในรูปภพ. ใช้ในอรรถว่ากสิณนิมิต ในประโยคนี้ว่า กำหนดอรูปภายใน เห็นรูปกสิณภายนอก. ใช้ในอรรถว่าปัจจัย ในประโยคนี้ว่า อกุศลธรรมอันลามกทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป ย่อมเกิดขึ้น. ใช้ในอรรถว่าสรีระ ในประโยคนี้ว่า อากาศที่ล้อมรอบตัวก็เรียกว่าสรีรรูปเหมือนกัน. ใช้ในอรรถว่าวรรณะ ในประโยคนี้ว่า อาศัยจักษุและวรรณรูปเกิดจักขุวิญญาณ. ใช้ในอรรถว่าสัณฐาน ในประโยคนี้ว่า ผู้ถือประมาณในรูปสัณฐาน เลื่อมใสในรูปสัณฐาน. พึงสงเคราะห์รูป มีอาทิว่า ปิยรูปํ สาตรูปํ อรสรูโป (รูปน่ารัก รูปน่าชื่นใจ ผู้มีรูปไม่น่ายินดี) ด้วย อาทิ ศัพท์.

แต่ในที่นี้ รูปศัพท์นั้น ใช้ในอรรถว่าวรรณะ กล่าวคือูรูปายตนะอันมีสมุฏฐาน ๔ ของหญิง.

อีกอย่างหนึ่ง วรรณะ (สี) อย่างใดอย่างหนึ่งที่เนื่องด้วยกายของหญิง ไม่ว่าผ้าที่นุ่ง เครื่องประดับ กลิ่นหอมและผิวพรรณเป็นต้น หรือเครื่องประดับและระเบียบดอกไม้ ย่อมสำเร็จเป็นอารมณ์แห่งจักขุวิญญาณของชาย. ทั้งหมดนั้นพึงทราบว่า เป็นรูปแห่งหญิงเหมือนกัน.

บทว่า อิตฺถีรูปํ ภิกฺขเว ปุริสสฺส จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐติ นี้ตรัสไว้เพื่อทำคำที่ตรัสมาก่อนนั่นแลให้หนักแน่น. หรือคำก่อนตรัสไว้ด้วยอำนาจอุปมาอย่างนี้ว่า ยถยิทํ ภิกฺขเว อิตฺถีรูปํ (เหมือนรูปหญิงนี้นะ ภิกษุทั้งหลาย). แต่คำนี้ตรัสด้วยอำนาจการชี้ภาวะแห่งการยึดถือ.

ในการที่รูปหญิงครอบงำนั้นมีเรื่องสาธกดังต่อไปนี้ :-

ได้ยินว่า พระราชาทรงพระนามว่ามหาทาฐิกนาค ให้สร้างพระสถูปใหญ่ที่ถ้ำอัมพัฏฐะ ใกล้เจติยคิรีวิหาร กระทำคิริภัณฑวาหนบูชา (บูชาด้วยนำของที่เกิด ณ ภูเขามา) มีหมู่นางสนมแวดล้อม เสด็จไปยังเจติยคิรีวิหาร ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์ ตามกาลอันสมควร. ธรรมดาว่า สถานที่ชนเป็นอันมากประชุมกัน ชนทั้งหมดไม่มีสติที่จะตั้งมั่นอยู่ได้. พระอัครมเหสีของพระราชาทรงพระนามว่าทมิฬเทวี ทรงตั้งอยู่ในวัยสาว น่าชม น่าพิศมัย.

ครั้งนั้น พระเถระรูปหนึ่งชื่อจิตตะ ผู้บวชเมื่อแก่ แลดูโดยทำนองที่ไม่สำรวม ยึดเอานิมิตในรูปารมณ์ของพระอัครมเหสีนั้นเป็นดังคนบ้า. เที่ยวพูดไปในที่ๆ ตนยืนและนั่งว่า เชิญสิ แม่ทมิฬเทวี เชิญสิ แม่ทมิฬเทวี.

ตั้งแต่นั้นมา ภิกษุหนุ่มและสามเณรตั้งชื่อไว้เรียกท่านว่า พระอุมมัตตกจิตตเถระ (พระจิตบ้า).

ต่อไม่นานนัก พระเทวีนั้นก็ทิวงคต. เมื่อภิกษุสงฆ์ไปเยี่ยมในป่าช้าแล้วกลับมา ภิกษุหนุ่มและสามเณรได้ไปยังสำนักของท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านพระจิตตเถระ ขอรับ ท่านพร่ำเพ้อถึงพระเทวีพระองค์ใด พวกผมไปเยี่ยมป่าช้าของพระเทวีพระองค์นั้น กลับมาแล้ว. ถึงภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลายจะพูดอย่างนั้น ท่านก็ไม่เชื่อ ได้แต่พูดดังคนบ้าว่า พวกท่านไปเยี่ยมใครๆ ก็ได้ในป่าช้า หน้าของพวกท่านจึงมีสีเหมือนควันไฟ.

รูปแห่งหญิงนี้ได้ครอบงำจิตของพระจิตตเถระผู้เป็นบ้าตั้งอยู่ด้วยประการฉะนี้.

อีกเรื่องหนึ่ง เล่ากันว่า วันหนึ่งพระมหาราชาทรงพระนามว่าสัทธาติสสะ มีหมู่นางสนมแวดล้อมเสด็จมายังวิหาร. ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งยืนอยู่ที่ซุ้มประตูแห่งโลหปราสาท ตั้งอยู่ในความไม่สำรวมแลดูหญิงคนหนึ่ง. ฝ่ายหญิงนั้นก็หยุดแลดูภิกษุหนุ่มรูปนั้น. ทั้งสองถูกไฟคือราคะ ที่ตั้งขึ้นในทรวงแผดเผาได้ตายไปด้วยกัน.

รูปแห่งหญิงได้ครอบงำจิตของภิกษุหนุ่มตั้งอยู่ด้วยประการอย่างนี้.

อีกเรื่องหนึ่ง เล่ากันมาว่า ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งจากกัลยาณิยมหาวิหาร ไปยังประตูบ้านกาฬทีฆวาปีคาม เพื่อแสดงพระปาฏิโมกข์ เสร็จการแสดงพระปาฏิโมกข์แล้ว เมื่อไม่เชื่อถือคำพูดของผู้ปรารถนาดี คิดว่า ในที่ๆ ไปแล้ว เราถูกภิกษุหนุ่ม และสามเณรถามแล้ว ควรจักบอกอาการที่เราอาศัยหมู่บ้านอยู่ ดังนี้แล้วจึงไปเที่ยวบิณฑบาตในบ้าน ยึดเอานิมิต ในวิสภาคารมณ์ (อารมณ์ที่เป็นข้าศึก) แล้วไปยังที่อยู่ของตน จำผ้าที่นางนุ่งได้ พลางถามว่า ท่านขอรับ ท่านได้ผ้านี้มาอย่างไร? รู้ว่านางตายแล้ว คิดว่า หญิงชื่อเห็นปานนี้ตายเพราะเรา ดังนี้ ถูกไฟคือราคะที่ตั้งขึ้นแผดเผาก็สิ้นชีวิตไป.

บัณฑิตพึงทราบว่า รูปของหญิงครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ แม้ด้วยอาการอย่างนี้. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑

อรรถกถาสูตรที่ ๒

สูตรที่ ๒ เป็นต้น ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจแห่งบุคคลผู้หนักในเสียงเป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิตฺถีสทฺโท ได้แก่ เสียงพูด ขับร้องและประโคม อันมีจิตเป็นสมุฏฐานของหญิง.

อีกอย่างหนึ่ง เสียงพิณ ขลุ่ย สังข์ บัณเฑาะว์เป็นต้นที่สำเร็จด้วยการประกอบของหญิงที่มีเครื่องนุ่งห่มบ้าง ที่มีเครื่องประดับบ้าง. พึงทราบว่า เสียงของหญิงทั้งนั้น.

จริงอยู่ เสียงหญิงทั้งหมดนั้นย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ ฉะนี้แล.

ในสูตรนั้น พึงทราบเรื่องปูทอง นกยูงทองและภิกษุหนุ่มเป็นต้น.

ดังได้สดับมา โขลงพระยาช้างโขลงใหญ่ อาศัยซอกเขาอยู่. และในที่ไม่ไกลซอกเขานั้นมีสระขนาดใหญ่สำหรับใช้สอย. ในสระนั้นมีปูทองตัวล่ำสัน ปูทองนั้นเอาก้ามจับเท้าสัตว์ที่พากันมาลงสระนั้น เหมือนจับด้วยคีมแล้วให้อยู่ในอำนาจของมันแล้วทำให้ตาย. พระยาช้างจ้องคอยโอกาสปูทองนั้น ตั้งช้างใหญ่เชือกหนึ่งให้เป็นหัวหน้าเที่ยวไป.

วันหนึ่ง ปูนั้นจับพระยาช้างนั้นได้. พระยาช้างผู้สมบูรณ์ด้วยกำลังและสติ คิดว่า ถ้าเราจักร้องเพราะกลัวไซร้ ช้างทั้งหมดจะไม่เล่นตามความชอบใจ จักหนีไปเสีย จึงได้ยืนนิ่งอยู่นั่นเอง. ครั้นรู้ว่าช้างขึ้นหมดแล้ว จึงร้องเพื่อให้ภรรยาของตนรู้ว่า ตนถูกปูทองจับไว้ จึงกล่าวอย่างนี้ว่า

ก็ปูสีดังทอง มีตาโปน มีกระดองแทนหนัง

อาศัยอยู่ในน้ำ ไม่มีขน เราถูกมันหนีบ ร้องไห้

ขอความสงสาร เจ้าอย่าละทิ้งข้า ผู้ปานชีวิต

ภรรยาได้ฟังดังนั้น รู้ว่าสามีถูกปูหนีบ จึงเจรจากับช้างบ้าง กับปูบ้าง เพื่อให้สามีพ้นจากภัยนั้น จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า

พ่อเจ้าเอ๋ย ข้าจักไม่ละเจ้าผู้เป็นกุญชรชาติ

มีอายุ ๖๐ ปี เจ้าเป็นที่รักยิ่งของข้า บนแผ่นดินซึ่ง

มีทวีปทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ปูเหล่าใดอยู่ในสมุทร

ในแม่น้ำคงคา และในแม่น้ำยมุนา ท่านเป็นสัตว์

เกิดในน้ำผู้ประเสริฐสุดของปูเหล่านั้น โปรดปล่อย

สามีของฉันผู้ซึ่งร้องไห้อยู่.

ปูคลายการหนีบให้เพลาลง พร้อมกับได้ยินเสียงของหญิง.

ลำดับนั้น พระยาช้างคิดว่า นี้แลเป็นโอกาสช่องว่างของมัน จึงยันเท้าข้างหนึ่งไว้ โดยอาการที่ถูกหนีบอยู่นั่นแล ยกเท้าที่ ๒ ขึ้นเหยียบกระดองหลังปูนั้น ทำให้แหละละเอียด กระชากปูนั้นเหวี่ยงขึ้นบนฝั่ง.

ลำดับนั้น ช้างทั้งหมดชุมนุมกันทำปูนั้นให้แหลกละเอียดด้วยคิดว่า มันเป็นไพรีของพวกเรา.

เสียงของหญิงครอบงำจิตของปูทองด้วยประการฉะนี้ก่อน.

ฝ่ายนกยูงทองเข้าไปยังป่าหิมพานต์ อาศัยชัฏแห่งภูเขาใหญ่อยู่ แลดูดวงอาทิตย์ ในเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นตลอดกาลเป็นนิตย์

เมื่อจะกระทำการรักษาตน จึงกล่าวอย่างนี้ว่า

พระอาทิตย์ เป็นดวงตาโลก เป็นราชาเอก มีสี

เหลืองดังทอง ทำพื้นแผ่นดินให้สว่างไสว อุทัยขึ้นมา

ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอนอมน้อมพระอาทิตย์นั้นซึ่ง

มีสีเหลืองดังทอง ทำพื้นแผ่นดินให้สว่างไสว ข้าพเจ้า

ทั้งหลายเป็นผู้อันท่านคุ้มครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่

เป็นสุขตลอดวัน.

พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้จบเวทในธรรม

ทั้งปวง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพราหมณ์เหล่านั้น และ

พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นโปรดรักษาข้าพเจ้าด้วย.

ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระพุทธ

เจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระ

โพธิญาณ ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่ท่าน

ผู้หลุดพ้นแล้ว ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่

วิมุตติ (ธรรมเครื่องหลุดพ้น).

นกยูงนั้น ได้กระทำปริตร อันนี้แล้ว จึงเที่ยวแสวงอาหาร.

นกยูงทองนั้นเที่ยวหากินตลอดวัน ในเวลาเย็นจึงเข้าไปที่อยู่ จึงแลดูดวงพระอาทิตย์ซึ่งอัสดงคต ได้กล่าวชมเชยอย่างนี้ว่า

พระอาทิตย์เป็นดวงตาโลก เป็นราชาเอก มีสี

เหลืองดังทอง ทำพื้นแผ่นดินให้สว่างไสว ย่อมอัสดง

คตไป ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์

นั้นซึ่งมีสีเหลืองดังสีทอง ทำพื้นแผ่นดินให้สว่างไสว

ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้อันท่านคุ้มครองแล้ว ในวันนี้

พึงอยู่เป็นสุขตลอดคืน.

พราหมณ์เหล่าใด ผู้จบแวทในธรรมทั้งปวง

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพราหมณ์เหล่านั้น และพราหมณ์

เหล่านั้น โปรดรักษาข้าพเจ้าด้วย.

ความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระพุทธ

เจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระ

โพธิญาณ ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่ท่าน

ผู้หลุดพ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้าพเจ้า

จงมีแด่วิมุตติ (ธรรมเครื่องหลุดพ้น).

นกยูงนั้นได้กระทำปริตรนี้แล้วจึงสำเร็จการอยู่แล.

นกยูงนั้นยับยั้งอยู่ตลอด ๗๐๐ ปีโดยทำนองนี้นั้นแล.

อยู่มาวันหนึ่ง ได้ยินเสียงนางนกยูงก่อนแต่การกระทำปริตร ไม่ยอมระลึกการกระทำปริตร จึงติดบ่วงของนายพรานที่พระราชาส่งไป เสียงของหญิงครอบงำจิตของนกยูงทองตั้งอยู่ ด้วยประการฉะนี้แล.

ได้ยินว่า ภิกษุหนุ่มผู้อยู่ที่ฉาตกบรรพตและภิกษุหนุ่มผู้อยู่ที่สุธามุณฑกวิหาร ได้ยินเสียงของหญิงย่อยยับไปแล้วแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๒

อรรถกถาสูตรที่ ๓

ในสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า อิตฺถิคนฺโธ ได้แก่ คันธายตนะของหญิงมีสมุฏฐาน ๔. กลิ่นกายของหญิงนี้นั้นย่อมเหม็น แต่กลิ่นเครื่องประเทืองผิวเป็นต้นภายนอกที่ชโลมกาย ท่านประสงค์เอาในที่นี้.

จริงอยู่ หญิงบางคนมีกลิ่นเหมือนกลิ่นม้า บางคนมีกลิ่นเหมือนกลิ่นแพะ บางคนมีกลิ่นเหมือนเหงื่อไคล บางคนมีกลิ่นเหมือนกลิ่นเลือด คนโง่บอดบางคน รักใคร่ในหญิงเห็นปานนั้น นั่นแล. ส่วนกลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากกาย และกลิ่นดอกอุบลฟุ้งออกจากปากของหญิง นางแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ์ กลิ่นนี้ไม่มีแก่หญิงทุกจำพวก. เฉพาะกลิ่นเครื่องประเทืองผิวเป็นต้นภายนอก ท่านประสงค์เอาในที่นี้.

ส่วนสัตว์เดียรัจฉานมีช้าง ม้าและโคเป็นต้น ย่อมเดินไปได้สิ้นทาง ๑ โยชน์ ๒ โยชน์ ๓ โยชน์ และ ๔ โยชน์ตามกลิ่นระดูของสัตว์เดียรัจฉานตัวเมีย. ไม่ว่ากลิ่นกายหญิง หรือกลิ่นเครื่องนุ่งห่มที่หญิงนุ่ง เครื่องประเทืองผิวที่หญิงลูบไล้ เครื่องประดับและระเบียบดอกไม้เป็นต้นของหญิงก็ตามที ทั้งหมดพึงทราบว่า กลิ่นหญิงทั้งนั้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๓

อรรถกถาสูตรที่ ๔

ในสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า อิตฺถิรโส ได้แก่ รสายตนะของหญิงมีสมุฏฐาน ๔. ก็พระจูฬาภยเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกกล่าวว่า รสนี้ใดจะเป็นรสแห่งการฟัง หรือรสแห่งการบริโภค ด้วยอำนาจการรับใช้เป็นต้นของหญิง. รสนี้ ชื่อว่ารสของหญิง.

ก็รสน้ำลายที่เปื้อนเนื้อริมฝีปากเป็นต้นของหญิง แม้แต่รสแห่งข้าวต้มและข้าวสวยเป็นต้นที่เธอให้แก่สามี ทั้งหมดนี้พึงทราบว่ารสแห่งหญิงเหมือนกัน.

จริงอยู่ สัตว์เป็นอันมากถือเอาของอย่างใดอย่างหนึ่งที่หญิงแม่บ้านให้ด้วยมือของตนเท่านั้น ว่าเป็นของอร่อย ถึงความพินาศไปแล้วแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๔

อรรถกถาสูตรที่ ๕

ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า อิตฺถิโผฏฺฐพฺโพ ความว่า สัมผัสกายของหญิง สัมผัสแม้ของผ้า เครื่องประดับและระเบียบดอกไม้เป็นต้น ที่อยู่กับตัวหญิง พึงทราบว่าโผฏฐัพพะหญิงทั้งนั้น.

ก็ผัสสะทั้งหมดนั้นย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ เหมือนผัสสะที่เป็นวิสภาคารมณ์ (อารมณ์ที่เป็นข้าศึก) ของภิกษุหนุ่มผู้กำลังสาธยายเป็นคณะอยู่ที่ลานแห่งมหาเจดีย์.

ดังนั้น พระศาสดาจึงถือเอาอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้นอย่างหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งอาสยะ (อัธยาศัย) และอนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน) ของสัตว์ทั้งหลาย จึงตรัสว่า เรามองไม่เห็น อารมณ์อื่นเช่นนี้.

เหมือนอย่างว่า รูปหญิงย่อมเข้าถึงจิตตุปบาทของบุรุษผู้หนักในรูป ย่อมพัวพันให้เมา ให้มัวเมา ให้หลง ให้ลุ่มหลงฉันใด เสียงเป็นต้นที่เหลือ หาเป็นฉันนั้นไม่.

อนึ่ง เสียงเป็นต้นย่อมเข้าถึงจิตตุปบาทของบุรุษผู้หนักในเสียงเป็นต้น ฉันใด อารมณ์มีรูปเป็นต้นหาเป็นฉันนั้นไม่ เพราะบรรดาอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น อารมณ์เดียวเท่านั้นย่อมครอบงำจิตของบุรุษบางคน. สำหรับบุรุษบางคน ๒ อารมณ์บ้าง ๓ อารมณ์บ้าง ๔ อารมณ์บ้าง ๕ อารมณ์บ้าง ครอบงำจิต.

____________________________

ปาฐะว่า ตถา เสสา สทฺทาทโย ฯ ยถา จ สทฺทาทิครุกานํ สทฺทาทโย ตถา รูปาทีนิ อารมฺมณาหิ

พม่าเป็น น ตถา เสสา สทฺทาทโย. ยถา จ สทฺทาทิครุกานํ สทฺทาทโย, น ตถา รูปาทีนิ อารมฺมณานิ. แปลตามพม่า

ดังนั้น สูตรทั้ง ๕ สูตรนี้ พระองค์ตรัสแล้วด้วยอำนาจบุคคลผู้หนักในอารมณ์ ๕ อย่าง ไม่ตรัสด้วยอำนาจปัญจครุกชาดก. ส่วนปัญจครุกชาดกก็ควรนำมากล่าวเพื่อเป็นพยาน.

จริงอยู่ ในชาดกนั้น เมื่อพวกอมนุษย์พากันจัดร้านตลาดกลางทางกันดาร. บรรดาสหาย ๕ คนของมหาบุรุษ สหายผู้หนักในรูป ติดอยู่ในรูปารมณ์ ถึงความย่อยยับ. ผู้หนักในเสียงเป็นต้น ติดอยู่ในสัททารมณ์เป็นต้น ก็ถึงความย่อยยับ.

เรื่องที่เป็นอดีต ควรนำมากล่าวเพื่อเป็นพยาน.

ก็พระสูตรทั้ง ๕ นี้ พระองค์ตรัสด้วยอำนาจบุคคลผู้หนักในอารมณ์ ๕ อย่างเท่านั้น ก็เพราะเหตุที่ไม่ใช่แต่ผู้ชายอย่างเดียวเท่านั้น เป็นผู้หนักในอารมณ์ทั้ง ๕ แม้หญิงก็เป็นผู้หนักเหมือนกัน ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสพระสูตร ทั้ง ๕ อีกด้วยอำนาจหญิงผู้หนักในอารมณ์แม้เหล่านั้น.

เนื้อความแห่งพระสูตรแม้นั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.

แม้บรรดาเรื่องทั้งหลาย ในสูตรที่ ๑ พึงทราบเรื่องของสนมของมหาราชา ผู้มองดูภิกษุหนุ่มซึ่งยืนอยู่ที่ประตูแห่งโลหปราสาทแล้วก็ตายไป เรื่องนั้นกล่าวไว้พิสดารแล้วตอนต้นนั่นแล.

ในสูตรที่ ๒ พึงทราบเรื่องหญิงผู้อาศัยรูปเลี้ยงชีพในกรุงสาวัตถี.

เล่ากันมาว่า นักดีดพิณ ชื่อว่าคุตติละ ได้ส่งทรัพย์ ๑,๐๐๐ ไปให้หญิงคนหนึ่ง นางกลับเย้ยหยัน ไม่ปรารถนาจะรับ.

เขาคิดว่า เราจักทำสิ่งที่ควรทำในเรื่องนี้ เวลาจวนจะเย็น จึงแต่งตัวนั่งที่ประตูแห่งหนึ่งตรงหน้าเรือนของนาง ขึ้นสายพิณเหมาะเจอะดีแล้ว จึงขับร้องคลอไปกับเสียงพิณ.

หญิงนั้นได้ยินเสียงเพลงขับของเขา คิดว่า เราจักไปหาเขาทางหน้าต่างที่เปิดไว้ ด้วยความสำคัญว่าประตู ก็พลัดตกลงไปถึงสิ้นชีวิต.

ในสูตรที่ ๓ พึงทราบ กลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากพระกาย และกลิ่นอุบลฟุ้งออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าจักรพรรดิ์

เรื่องนี้ควรนำมาแสดง ก็ในข้อนี้พึงทราบเรื่องดังต่อไปนี้ :-

เล่ากันมาว่า สามีของธิดาแห่งกุฏุมพีผู้หนึ่งในกรุงสาวัตถี ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา คิดว่า เราเป็นคฤหัสถ์ไม่สามารถจะบำเพ็ญธรรมนี้ได้ จึงบวชในสำนักของพระปิณฑปาติกเถระ (พระเถระผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร) รูปหนึ่ง.

ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบภรรยาของเขาว่า หญิงผู้นี้ไม่มีสามี จึงโปรดให้คนนำมาอยู่ในพระราชวัง. วันหนึ่ง ทรงถือเอากำดอกอุบลบัวขาบกำหนึ่ง เสด็จเข้าไปในพระราชวัง โปรดให้ประทานดอกอุบลแก่หญิงคนละดอก. เมื่อแบ่งกันอยู่ ดอกอุบล ๒ ดอกได้ถึงมือของหญิงนั้น. หญิงนั้นแสดงอาการร่าเริง สูดดมแล้วก็ร่ำไห้. พระราชาทรงเห็นอาการทั้ง ๒ ของนาง จึงรับสั่งให้เรียกนางมาตรัสถาม.

ฝ่ายนางกราบทูลเหตุที่ตนยินดีและร้องไห้ ให้ทรงทราบ.

แม้เมื่อนางกราบทูลถึงครั้งที่ ๓ พระราชาไม่ทรงเชื่อ วันรุ่งขึ้นจึงรับสั่งให้คนขนเอาของหอมที่มีกลิ่นอย่างดี มีระเบียบดอกไม้และเครื่องลูบไล้เป็นต้นทุกอย่าง ในพระราชนิเวศน์ออกไป ให้ปูอาสนะสำหรับภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ในเวลาเสร็จภัตกิจ ตรัสถามหญิงนั้นว่า พระเถระรูปไหน. เมื่อนางกราบทูลว่า รูปนี้ ทรงทราบแล้วถวายบังคมพระศาสดา แล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอภิกษุสงฆ์จงไปกับพระองค์ พระเถรรูปโน้น ของข้าพระองค์จักกระทำอนุโมทนา.

พระศาสดาเว้นภิกษุรูปนั้นไว้ แล้วเสด็จไปยังพระวิหาร. พอพระเถระเริ่มกล่าวอนุโมทนา ทั่วพระราชนิเวศน์เป็นเหมือนเต็มไปด้วยกลิ่นหอม. พระราชาทรงเลื่อมใสว่า นางพูดจริงทีเดียว วันรุ่งขึ้นจึงถามถึงเหตุนั้นกะพระศาสดา.

พระศาสดาตรัสบอกว่า ในอดีตกาล ภิกษุรูปนี้ฟังธรรมกถา เปล่งสาธุการว่า สาธุ สาธุ ไม่ขาดสาย ได้ฟังโดยเคารพ

ดูก่อนมหาบพิตร ภิกษุนั้นได้อานิสงส์นี้มีการเปล่งสาธุการนั้นเป็นมูล

ในเวลาฟังแสดงพระสัทธรรม เมื่อภิกษุนั้นกล่าวว่า

สาธุ สาธุ กลิ่นหอมเกิดจากปาก ฟุ้งไปเหมือนกลิ่น

ดอกอุบล ฉะนั้น.

คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล ในวรรคนี้ท่านกล่าวแต่เรื่องทั้งนั้น.

บาลีว่าด้วยรูปจบ.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๕ จบอรรถกถารูปาทิวรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร