๔
อรรถกถาแปลไทย
วรรคที่ ๔ อรรถกถาสูตรที่ ๑ ประวัติพระอานนทเถระ
วรรคที่ ๔ สูตรที่ ๑ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า พหุสฺสุตานํ เป็นต้นดังนี้.
แม้พระเถระรูปอื่นๆ ที่เป็นพหูสูต มีธิติทรงจำและเป็นอุปัฏฐากก็มีอยู่. ส่วนท่านพระอานนท์นี้เล่าเรียนพระพุทธวจนะ ก็ยึดยืนหยัดอยู่ในปริยัติดุจผู้รักษาเรือนคลัง ในศาสนาของพระทศพล เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้เป็นพหูสูต.
อนึ่ง สติที่เล่าเรียนพระพุทธวจนะแล้ว ทรงจำไว้ของพระเถระนี้เท่านั้นก็มีกำลังกว่าพระเถระรูปอื่นๆ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีสติทรงจำ.
อนึ่ง ท่านพระอานนท์นี้นี่แลยืนหยัดยึดอยู่ บทเดียวก็ถือเนื้อความได้ถึงหกหมื่นบท จำได้ทุกบทโดยทำนองที่พระศาสดาตรัสไว้นั่นแล เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีคติ.
อนึ่ง ความเพียรเล่าเรียน ความเพียรท่องบ่น ความเพียรทรงจำและความเพียรอุปัฏฐากพระศาสดาของท่านพระอานนท์รูปนั้นเท่านั้น ที่ภิกษุอื่นๆ เทียบไม่ได้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีธิติ.
อนึ่ง ท่านพระอานนท์รูปนี้ เมื่ออุปัฏฐากพระตถาคต ก็ไม่อุปัฏฐากด้วยอาการอุปัฏฐากของเหล่าภิกษุผู้อุปัฏฐากรูปอื่นๆ ด้วยว่าเหล่าภิกษุผู้อุปัฏฐากรูปอื่นๆ เมื่ออุปัฏฐากพระตถาคต อุปัฏฐากอยู่ไม่ได้นาน ทั้งอุปัฏฐากยึดพระหฤทัยของพระพุทธะทั้งหลายไว้ไม่ได้. ส่วนพระเถระนับแต่วันที่ได้ตำแหน่งพระอุปัฏฐากก็เป็นผู้ปรารภความเพียร อุปัฏฐากยึดพระหฤทัยของพระตถาคตไว้ได้ เพราะเหตุนี้ ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้อุปัฏฐาก.
ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังนี้
ได้ยินว่า ในกัปสุดท้ายแสนกัปแต่กัปนี้ไป พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ อุบัติในโลก พระองค์มีพระนครชื่อว่าหงสวดี มีพระราชบิดาพระนามว่านันทะ พระราชมารดาผู้เป็นพระเทวี พระนามว่าสุเมธา มีพระโพธิสัตว์พระนามว่าอุตตรกุมาร. พระองค์ออกอภิเนษกรมณ์ทรงผนวชในวันพระราชโอรสประสูติ ทรงประกอบความเพียรเนืองๆ แล้วทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณตามลำดับ ทรงเปล่งพระพุทธอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ เป็นต้น ประทับ ณ โพธิบัลลังก์ล่วงเวลาไป ๗ วัน ทรงยื่นพระบาทออกด้วยหมายจักทรงวางไว้ที่แผ่นดิน
ครั้งนั้น ดอกปทุมมีขนาดที่กล่าวไว้แล้วแต่หนหลัง ชำแรกแผ่นดินชูขึ้นรองรับ เพราะหมายถึงดอกปทุมนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงปรากฏพระนามว่าปทุมุตตระ นั่นแล.
พระองค์มีพระอัครสาวกนามว่าเทวิละองค์หนึ่ง จุลชาตะองค์หนึ่ง มีหมู่พระอัครสาวิกานามว่าอมิตาองค์หนึ่ง อสมาองค์หนึ่ง ทรงมีพระอุปัฏฐากนามว่าสุมนะ. พระปทุมุตตรผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงสงเคราะห์พระพุทธบิดา มีภิกษุแสนรูปเป็นบริวาร ประทับอยู่ ณ กรุงหงสวดีราชธานี.
ส่วนพระกนิษฐภาดาของพระองค์พระนามว่าสุมนกุมาร. พระราชาพระราชทานบ้านส่วนสองพันโยชน์นับแต่กรุงหงสวดีแด่สุมนราชกุมารนั้น. สุมนราชกุมารนั้นเสด็จมาเฝ้าพระราชบิดาและพระศาสดา เป็นครั้งคราว.
ต่อมาวันหนึ่ง ชนบทชายแดนก่อกบฏ สุมนราชกุมารจึงส่งข่าวถวายพระราชา พระราชาทรงให้ตอบไปว่า พ่อตั้งเจ้าไว้ในตำแหน่งนั้น เพราะเหตุไร.
สุมนราชกุมารนั้นปราบกบฏสงบแล้ว ส่งข่าวไปกราบทูลพระราชาว่า เทวะ ชนบทสงบราบคาบแล้ว พระเจ้าข้า. พระราชาทรงยินดีตรัสว่า ลูกพ่อจงรีบมา. สุมนราชกุมารนั้นมีอมาตย์ประมาณพันคน ทรงปรึกษากับอมาตย์เหล่านั้นในระหว่างทางว่า พระราชบิดาของเราทรงยินดี ถ้าจะพระราชทานพรแก่เรา เราจักรับอะไร.
ลำดับนั้น อมาตย์บางพวกทูลพระราชกุมารว่า โปรดรับช้าง รับม้า รับชนบท รับรตนะ ๗. อีกพวกหนึ่งทูลว่า พระองค์เป็นราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดิน ทรัพย์พระองค์ได้ไม่ยาก แต่ทรัพย์นั้นแม้ได้แล้วก็จำต้องละไปทั้งหมด บุญต่างหากที่พระองค์จะพาไปได้ เพราะฉะนั้น เมื่อสมมติเทพพระราชทานพร ขอพระองค์โปรดรับพร คือการอุปัฏฐากพระปทุมุตตรผู้มีพระภาคเจ้า ตลอดไตรมาสเถิด พระเจ้าข้า.
พระราชกุมารนั้นรับสั่งว่า พวกท่านเป็นกัลยาณมิตรของเรา พวกท่านทำจิตคิดอย่างนี้ให้เกิดแก่เรา เราจักทำอย่างนั้น. แล้วเสด็จไปถวายบังคมพระราชบิดา ถูกพระราชบิดาสวมกอดจุมพิตที่กระหม่อม แล้วตรัสว่า ลูกเอ๋ย พ่อจะให้พรแก่เจ้าดังนี้ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า กระหม่อมฉันปรารถนาจะเป็นผู้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยปัจจัย ๔ ตลอดไตรมาส เพื่อทำชีวิตไม่ให้เป็นหมัน.
พระพุทธบิดาตรัสว่า พ่อไม่อาจให้พรข้อนี้แก่ลูกได้ดอก พ่อจะให้พรอย่างอื่น นะลูก. พระราชกุมารกราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ ธรรมดาว่ากษัตริย์ไม่ตรัสคำสองนะ พระเจ้าข้า ขอโปรดพระราชทานพรนี้แก่กระหม่อมฉันเถิด พรอย่างอื่นกระหม่อมฉันไม่ต้องการ พระเจ้าข้า. พระพุทธบิดาตรัสว่า ธรรมดาว่าพระหฤทัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย รู้กันได้ยาก หากพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงประสงค์ เมื่อพ่อให้พรเจ้าแล้วจักมีอะไร. พระราชกุมารกราบทูลว่า ดีละ เทวะ กระหม่อมฉันจักทราบพระหฤทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้แล้วเสด็จไปยังพระวิหาร.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จแล้วเสด็จเข้าพระคันธกุฎี พระราชกุมารจึงเสด็จไปยังสำนักภิกษุทั้งหลายที่ประชุมกัน ณ ศาลาทรงกลม. ภิกษุเหล่านั้นทูลถามพระราชกุมารว่า ถวายพระพร พระราชบุตร พระองค์เสด็จมาเพราะเหตุอะไร. พระราชกุมารตรัสว่า เพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดชี้บอกพระผู้มีพระภาคเจ้าแก่ข้าพเจ้าทีเถิด. เหล่าภิกษุทูลว่า พระราชบุตร พวกอาตมภาพเข้าเฝ้าพระศาสดา ในเวลาที่มุ่งมาดปรารถนาไม่ได้ดอก. ตรัสถามว่า ใครเล่าถึงจะเฝ้าได้ เจ้าข้า. ทูลตอบว่า ถวายพระพร พระราชบุตรพระนามว่าสุมนเถระ. พระราชกุมารตรัสถามถึงที่นั่งของพระเถระว่า พระเถระนั้นอยู่ไหนเล่า ท่านเจ้าข้า. แล้วเสด็จไปตรัสว่า ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดชี้บอกพระผู้มีพระภาคเจ้าแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด.
เมื่อพระราชกุมารกำลังทอดพระเนตรเห็นอยู่นั่นแล พระเถระก็เข้าอาโปกสิณฌาน อธิษฐานแผ่นดินใหญ่ให้เป็นน้ำ ดำลงในแผ่นดินไปปรากฏที่พระคันธกุฎีของพระศาสดา.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพระสุมนเถระว่า สุมนะ เหตุไร เธอจึงมา. ท่านทูลว่า พระราชบุตรเสด็จมาประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระเจ้าข้า. ตรัสว่า แน่ะภิกษุ ถ้าอย่างนั้น เธอจงจัดอาสนะ.
เมื่อพระราชกุมารกำลังทอดพระเนตรเห็นอยู่นั่นแล พระเถระก็ถือเอาพุทธอาสนะ ดำลงในพระคันธกุฎี ไปปรากฏนอกบริเวณ จัดอาสนะไว้ที่บริเวณ พระราชกุมารทรงเห็นเหตุน่าอัศจรรย์ทั้งสองนี้แล้ว ทรงดำริว่า ภิกษุรูปนี้ใหญ่หนอ.
แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จออกจากพระคันธกุฎีแล้วประทับนั่งเหนืออาสนะที่จัดไว้ เมื่อตรัสถามว่า ดูก่อนราชบุตร พระองค์เสด็จมาเมื่อไร.
พระราชกุมารทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระองค์เสด็จเข้าพระคันธกุฎี แต่ภิกษุทั้งหลายบอกว่า ท่านเข้าเฝ้าไม่ได้ในขณะที่มุ่งมาดปรารถนา จึงส่งข้าพระองค์ไปยังสำนักของพระเถระ ส่วนพระเถระแสดงด้วยถ้อยคำๆ เดียว พระเถระนี้เป็นที่สนิทสนมในพระศาสนาของพระองค์หรือ พระเจ้าข้า.
ตรัสว่า ใช่แล้ว พระราชกุมาร ภิกษุรูปนี้เป็นที่สนิทสนมในศาสนาของเรา. ทูลว่า ภิกษุรูปนี้ทำอะไร จึงเป็นที่สนิทสนมในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถวายทาน รักษาศีล ทำอุโปสถกรรม พระราชกุมาร.
พระราชกุมารทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ประสงค์จะเป็นผู้สนิทสนมในพระพุทธศาสนาเหมือนพระเถระ พรุ่งนี้ ขอพระองค์โปรดทรงรับภิกษาของข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ.
พระราชกุมารเสด็จไปยังที่ประทับของพระองค์ จัดสักการะอย่างใหญ่ตลอดคืนยังรุ่ง ได้ถวายขันธวารภัตร (อาหารที่ถวายพระระหว่างตั้งค่ายพักแรม) วันที่ ๗ ถวายบังคมพระศาสดาทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้รับพร คือการอุปัฏฐากพระองค์ตลอดไตรมาสภายในพรรษา จากสำนักพระราชบิดา ขอพระองค์ทรงโปรดรับอยู่จำพรรษาตลอดไตรมาส เพื่อข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูว่าอรรถประโยชน์ด้วยข้อนั้นมีไหมหนอ ก็ทรงเห็นว่ามีอยู่ จึงตรัสว่า ดูก่อนราชกุมาร พระตถาคตทั้งหลายย่อมอภิรมย์ยินดีในเรือนว่างแล.
พระราชกุมารตรัสว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์รู้แล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์รู้แล้ว. แล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะล่วงหน้าไปก่อน จะให้เขาสร้างพระวิหาร เมื่อข้าพระองค์ส่งคนไปทูล ขอพระองค์โปรดเสด็จมาพร้อมด้วยภิกษุแสนรูป. ทรงถือปฏิญาณแล้วเสด็จไปยังสำนักพระราชบิดา กราบทูลว่า เทวะ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทานปฏิญาณแก่กระหม่อมฉันแล้ว เมื่อกระหม่อมฉันส่งคนมากราบทูล ขอพระองค์พึงโปรดส่งพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย พระเจ้าข้า.
ถวายบังคมพระราชบิดาแล้วเสด็จออกไป ทรงสร้างวิหารทุกระยะทางโยชน์หนึ่ง เสด็จไปสิ้นทางไกลสองพันโยชน์ ครั้นเสด็จถึงแล้ว ทรงเลือกที่ตั้งพระวิหารในนครของพระองค์ ทรงเห็นอุทยานของกุฎุมพี (เศรษฐี) ชื่อโสภะ ทรงซื้อด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง สละพระราชทรัพย์แสนหนึ่ง โปรดให้สร้างพระวิหาร ณ พระวิหารนั้น โปรดให้สร้างพระคันธกุฎีสำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้า และกุฎีที่เร้นและมณฑปเป็นที่พักกลางคืนและกลางวัน สำหรับเหล่าภิกษุนอกนั้น จัดสร้างกำแพงล้อมและซุ้มประตู แล้วทรงส่งคนไปยังสำนักพระราชบิดา กราบทูลว่ากิจของกระหม่อมฉันสำเร็จแล้ว ขอได้โปรดส่งพระศาสดาไปเถิด.
พระราชบิดาให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยแล้วทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า กิจของสุมนสำเร็จแล้ว เขาหวังการเสด็จไปของพระองค์ พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีภิกษุแสนรูปแวดล้อม ประทับอยู่ ณ วิหารทั้งหลาย ทุกระยะโยชน์หนึ่งได้เสด็จไป
พระราชกุมารทรงทราบว่าพระศาสดากำลังเสด็จมา ก็เสด็จออกไปต้อนรับสิ้นระยะทางโยชน์หนึ่ง ทรงบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ส่งเสด็จเข้าไปยังพระวิหาร ทรงมอบถวายพระวิหารว่า
สตสหสฺเสน เม กีตํ สตสหสฺเสน มาปิตํ โสภนํ นาม อุยฺยานํ ปฏิคฺคณฺห มหามุนิ ข้าแต่พระมหามุนี ของพระองค์โปรดทรงรับอุทยาน
ชื่อ โสภนะ ซึ่งข้าพระองค์ซื้อมาด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง
สร้างวิหารด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง ด้วยเถิด.
พระราชกุมารนั้น ในวันเข้าพรรษา ถวายทานแล้วเรียกบุตรภริยาของตนและเหล่าอมาตย์มาแล้วสั่งว่า พระศาสดาเสด็จมายังสำนักของพวกเราเป็นทางไกล ก็พระพุทธเจ้าทั้งหลายของเรา ทรงหนักในธรรม ไม่เห็นแก่อามิส เพราะฉะนั้น เราจักนุ่งผ้าสองผืนตลอดไตรมาสนี้ สมาทานศีลสิบ อยู่เสียในที่นี่นี้แหละ พวกท่านพึงถวายทานตลอดไตรมาสโดยทำนองนี้แด่พระขีณาสพแสนรูป
สุมนราชกุมารนั้นประทับอยู่ในฐานะที่ถูกกันกับสถานที่อู่ของพระสุมนเถระ เห็นกิจกรรมทุกอย่างที่พระเถระกระทำวัตรแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ดำริว่า พระเถระนี้เป็นที่สนิทสนมในพระตถาคต เราควรปรารถนาตำแหน่งของพระเถระนั้น เมื่อใกล้วันปวารณาออกพรรษา จึงเสด็จเข้าไปยังหมู่บ้าน ถวายมหาทาน ๗ วัน วันที่ครบ ๗ วัน ทรงวางไตรจีวรแทบเท้าภิกษุแสนรูป ถวายบังคมพระศาสดา แล้วหมอบบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุญนั้นใดที่ข้าพระองค์กระทำมาตั้งแต่ถวายทานระหว่างที่พักกลางทางมา ๗ วัน บุญอันนั้น ข้าพระองค์มิได้ประสงค์สวรรคสมบัติ มิได้ประสงค์พรหมสมบัติ แต่ข้าพระองค์ปรารถนาเป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าจึงกระทำ. อนึ่งเล่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ข้าพระองค์ก็จะเป็นอุปัฏฐากเหมือนพระสุมนเถระในอนาคตกาล.
พระศาสดาทรงเห็นไม่มีอันตรายสำหรับพระราชกุมารนั้น จึงทรงพยากรณ์แล้วเสด็จกลับไป. พระราชกุมารทรงสดับแล้วทรงดำริว่า ก็ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ตรัสเป็นคำสอง ในวันที่สองก็ได้เป็นเหมือนถือบาตรจีวรของพระโคดมพุทธเจ้า ตามเสด็จไปเบื้องพระปฤษฎางค์
พระราชกุมารนั้น ในพุทธุปบาทกาลนั้น ถวายทานแล้วบังเกิดในสวรรค์แสนปี ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ได้ถวายผ้าห่มเพื่อรองรับบาตรแก่พระเถระผู้เที่ยวไปบิณฑบาต ได้ทำการบูชาบังเกิดในสวรรค์อีก จุติจากภพนั้น เป็นพระเจ้าพาราณสี เสด็จขึ้นชั้นบนปราสาทอันประเสริฐ ทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ซึ่งมาแต่เขาคันธมาทน์ ให้นิมนต์มาแล้วให้ฉัน โปรดให้สร้างบรรณศาลา ๘ หลังสำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ในมงคลอุทยานของพระองค์ ทรงตกแต่งตั่งทำด้วยรตนะล้วน เตียงทำด้วยแก้วมณีอย่างละ ๘ และเชิงรองแก้วมณี ได้ทำการอุปัฏฐากถึงหมื่นปี. เหล่านี้เป็นฐานะที่ปรากฏแล้ว ก็ท่านถวายทานอยู่ถึงแสนกัป บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตกับพระโพธิสัตว์ของเรา จุติจากชั้นดุสิตนั้นแล้ว ก็บังเกิดในเรือนของเจ้าอมิโตทนศากยะ.
ลำดับนั้น ท่านเกิดแล้วทำพระญาติทั้งมวลของท่านให้ร่าเริงบันเทิงใจ เพราะฉะนั้น พระประยูรญาติจึงขนานพระนามแก่ท่านว่าอานันทะ. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ตามลำดับ บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เสด็จมากรุงกบิลพัศดุ เป็นการเสด็จครั้งแรก กำลังเสด็จออกจากกรุงกบิลพัศดุนั้น เมื่อเหล่าพระราชกุมารบรรพชาเพื่อเป็นบริวารของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านก็ออกบวชในสำนักพระศาสดาพร้อมกับเหล่าเจ้าศากยะมีเจ้าภัททิยะเป็นต้น ไม่นานนัก ได้ฟังธรรมกถาของท่านพระปุณณมันตานีบุตร ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีอุปัฏฐากไม่ประจำถึง ๒๐ ปีในปฐมโพธิกาล บางคราวท่านพระนาคสมาล ถือบาตรจีวรตามเสด็จ บางคราวท่านพระนาคิตะ บางคราวท่านพระอุปวานะ บางคราวท่านพระสุนักขัตตะ บางคราวท่านจุนทะสมณุทเทส บางคราวท่านพระสาคตะ บางคราวท่านพระราธะ บางคราวท่านพระเมฆิยะ.
บรรดาพระอุปัฏฐากไม่ประจำเหล่านั้น ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเดินทางไกลกับพระนาคสมาลเถระ ถึงทางสองแพร่ง พระเถระลงจากทางทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์จะไปทางนี้
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านว่า มาเถิดภิกษุ เราจะไปกันทางนี้. พระเถระทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ทรงถือทางพระองค์เถิด ข้าพระองค์จะไปทางนี้ แล้วเริ่มจะวางบาตรจีวรลงที่พื้นดิน. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เอามาสิภิกษุ ทรงรับบาตรจีวรแล้วเสด็จดำเนินไป เมื่อภิกษุรูปนั้นเดินทางไปตามลำพัง พวกโจรก็ชิงบาตรจีวรและตีศีรษะแตก ท่านคิดว่า บัดนี้ก็มีแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่พึ่งของเราได้ ไม่มีผู้อื่นเลย แล้วมายังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งที่โลหิตไหล. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า นี่อะไรกันล่ะภิกษุ ก็ทูลเรื่องราวถวาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปลอบว่า อย่าคิดเลย ภิกษุ เราห้ามเธอ ก็เพราะเหตุอันนั้นนั่นแหละ.
อนึ่ง ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังบ้านชันตุคาม ใกล้ปาจีนวังสมฤคทายวัน กับพระเมฆิยเถระ แม้ในที่นั้น พระเมฆิยะเที่ยวบิณฑบาตไปในชันตุคาม พบสวนมะม่วงน่าเลื่อมใส ริมฝั่งแม่น้ำ ก็ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์โปรดรับบาตรจีวรของพระองค์เถิด ข้าพระองค์จะทำสมณธรรมที่ป่ามะม่วงนั้น แม้ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามสามครั้ง ก็ยังไป ถูกอกุศลวิตกเข้าครอบงำ ก็กลับมาทูลเรื่องราวถวาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านว่า เรากำหนดถึงเหตุของเธออันนี้แหละ จึงห้าม แล้วเสด็จดำเนินไปยังกรุงสาวัตถีตามลำดับ.
ณ กรุงสาวัตถีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์อันประเสริฐที่เขาจัดไว้บริเวณพระคันธกุฎี อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว เรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราแก่ลง ภิกษุบางพวกกล่าวว่า ข้าพระองค์จะไปทางนี้แล้วก็ไปเสียอีกทางหนึ่ง บางพวกก็วางบาตรจีวรของเราไว้บนพื้นดิน พวกเธอจงช่วยกันเลือกภิกษุอุปัฏฐากประจำให้แก่เราเถิด.
ภิกษุทั้งหลายเกิดธรรมสังเวช.
ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เมื่อปรารถนาพระองค์ พระองค์เดียว จึงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายสิ้นอสงไขยกำไรแสนกัป ผู้มีปัญญามากเช่นข้าพระองค์ ชื่อว่าเป็นอุปัฏฐาก ก็ควรมิใช่หรือ ข้าพระองค์จะอุปัฏฐาก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามท่านว่า อย่าเลย สารีบุตร ท่านอยู่ทิศใด ทิศนั้นก็ไม่ว่างเลย โอวาทของท่านก็เหมือนโอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย กิจที่ท่านจะอุปัฏฐากเรา ไม่มีดอก. พระอสีติมหาสาวกตั้งต้นแต่ท่านพระโมคคัลลานะ ก็ลุกขึ้นโดยอุบายนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงห้ามเสียสิ้น. ส่วนพระอานนทเถระนั่งนิ่งเลย.
ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายกล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ ภิกษุสงฆ์ทูลขอตำแหน่งอุปัฏฐากกัน แม้ท่านก็จงทูลขอสิ. ท่านพระอานนทเถระกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ ธรรมดาว่าตำแหน่งที่ทูลขอได้แล้ว เป็นเช่นไรเล่า พระศาสดาไม่ทรงเห็นกระผมหรือ ถ้าพระศาสดาจักทรงชอบพระทัย ก็จักตรัสว่า อานนท์จงอุปัฏฐากเราดังนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานนท์ไม่ต้องมีผู้อื่นชวนให้อุตสาหะดอก จักรู้ตัวเองแหละแล้วอุปัฏฐากเรา.
ต่อนั้น ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ลุกขึ้นเถิดท่านพระอานนท์ ทูลขอตำแหน่งอุปัฏฐากกะพระทศพล.
พระเถระลุกขึ้นแล้วทูลขอพร ๘ ประการ คือ ส่วนที่ขอห้าม ๔ ส่วนที่ขอร้อง ๔. พระเถระทูลว่า ชื่อว่าพรส่วนที่ขอห้าม ๔ คือ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจักไม่ประทานจีวร จักไม่ประทานบิณฑบาตอันประณีตที่พระองค์ทรงได้มาแล้วแก่ข้าพระองค์ จักไม่ประทานให้ข้าพระองค์อยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระองค์ จักไม่ทรงพาข้าพระองค์ไปในที่นิมนต์ อย่างนี้ ข้าพระองค์จักอุปัฏฐาก.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสถามว่า อานนท์ เธอเห็นโทษอะไรในข้อนี้.
จึงทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าข้าพระองค์จักได้วัตถุประสงค์เหล่านี้ไซร้ จักมีผู้กล่าวได้ว่า อานนท์บริโภคจีวร บริโภคบิณฑบาตอันประณีต อยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกัน ไปสู่ที่นิมนต์เดียวกันกับพระทศพล เมื่อได้ลาภนี้จึงอุปัฏฐากพระตถาคต หน้าที่ของผู้อุปัฏฐากอย่างนี้จะมีอะไร เพราะฉะนั้น ท่านจึงทูลขอพรส่วนที่ขอห้าม ๔ ประการเหล่านี้.
พระเถระทูลว่า พรส่วนที่ขอร้อง ๔ คือ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จไปสู่ที่นิมนต์ที่ข้าพระองค์รับไว้ ถ้าข้าพระองค์จะพาคนที่มาแต่รัฐภายนอก ชนบทภายนอก เข้าเฝ้าได้ในขณะที่เขามาแล้ว ขณะใด ข้าพระองค์เกิดความสงสัย ขณะนั้น ข้าพระองค์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมใดลับหลังข้าพระองค์ จักเสด็จมาตรัสธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์ อย่างนี้ ข้าพระองค์จึงจักอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า.
เมื่อตรัสถามว่า อานนท์ ในข้อนี้ เธอเห็นอานิสงส์อะไร.
จึงทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหล่ากุลบุตรผู้มีศรัทธาในโลกนี้ เมื่อไม่ได้โอกาสของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ พรุ่งนี้ ขอท่านกับพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดรับภิกษาในเรือนของกระผม ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่เสด็จไปในที่นั้น ข้าพระองค์ไม่ได้โอกาสหาคนเข้าเฝ้าในขณะที่เขาประสงค์ และบรรเทาความสงสัย พวกเขาก็จักกล่าวได้ว่า อานนท์อุปัฏฐากพระทศพลทำไม พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุเคราะห์ท่าน แม้อย่างนี้ และพวกเขาจักถามข้าพระองค์ลับหลังพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านอานนท์ คาถานี้ พระสูตรนี้ ชาดกนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ณ ที่ไหน ถ้าข้าพระองค์ไม่ได้พรข้อนั้น พวกเขาก็จักกล่าวได้ว่า ท่านไม่รู้พระดำรัสแม้เท่านี้ เหตุไร ท่านจึงเที่ยวอยู่ได้ตั้งนาน ไม่ละพระผู้มีพระภาคเจ้าเลยเหมือนกับเงา ด้วยข้อนั้น ข้าพระองค์ต้องการจะกล่าวธรรมที่แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงลับหลังอีก.
เพราะฉะนั้น ท่านจึงทูลขอพรส่วนที่ขอร้อง ๔ ประการเหล่านี้ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ประทานพรแก่ท่าน. ท่านรับพร ๘ ประการอย่างนี้จึงได้เป็นพุทธอุปัฏฐากประจำ.
ผลแห่งบารมีทั้งหลายที่บำเพ็ญมาตลอดแสนกัป ก็มาถึงท่านผู้ปรารถนาตำแหน่งพุทธอุปัฏฐากประจำนั้นนั่นแล. ตั้งแต่วันที่ได้ตำแหน่งพุทธอุปัฏฐากแล้ว ท่านอุปัฏฐากพระทศพล ด้วยกิจทั้งหลายเป็นต้นอย่างนี้ คือ ด้วยน้ำ ๒ อย่าง ด้วยไม้สีฟัน ๓ อย่าง ด้วยการนวดพระหัตถ์และพระบาท ด้วยการนวดพระปฤษฎางค์ ด้วยการกวาดบริเวณพระคันธกุฎี คิดว่า พระศาสดาควรได้กิจนี้ในเวลานี้ แล้วถือประทีปด้ามขนาดใหญ่ไว้ ต่อจากเวลาเที่ยงคืนเดินตรวจรอบๆ บริเวณพระคันธกุฎี ราตรีหนึ่ง ๙ ครั้ง.
อนึ่ง ท่านมีความดำริอย่างนี้ว่า ถ้าเราจะพึงง่วงนอนไซร้ เราก็ไม่อาจขานรับเมื่อพระทศพลตรัสเรียก. เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ปล่อยประทีปด้ามหลุดจากมือตลอดคืนยังรุ่ง.
ในข้อนี้ มีวัตถุนิทานดังกล่าวนี้.
ต่อมาภายหลัง พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงสรรเสริญท่านพระอานนทเถระผู้รักษาเรือนคลังธรรม โดยปริยายเป็นอันมาก จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้เป็นพหูสูต มีสติ มีคติ มีธิติและพุทธอุปัฏฐาก ในพระศาสนานี้แล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๒ ประวัติพระอุรุเวลกัสสปเถระ
ในสูตรที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ด้วยบทว่า มหาปริสานํ ท่านแสดงว่า ท่านพระอุรุเวลกัสสปเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีบริวารมาก.
จริงอยู่ พระเถระอื่นๆ บางกาลก็มีปริวารมาก บางกาลก็มีปริวารน้อย ส่วนพระเถระนี้กับน้องชายทั้งสอง มีปริวารประจำ เป็นสมณะถึงหนึ่งพันรูป.
บรรดาภิกษุชฎิลสามรูปนั้น เมื่อแต่ละรูปให้บรรพชาครั้งละรูป ก็จะเป็นสมณะสองพันรูป เมื่อให้บรรพชาครั้งละสองรูป ก็จะเป็นสมณะสามพันรูป เพราะฉะนั้น ท่านอุรุเวลกัสสปจึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีบริวารมาก.
ก็คำว่า กัสสป เป็นโคตรของท่าน. ปรากฏชื่อว่า อุรุเวลกัสสป เพราะท่านบวชในอุรุเวลาเสนานิคม.
ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องจะกล่าวตามลำดับ ดังนี้ :-
ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ แม้ท่านอุรุเวลกัสสปนี้ก็ถือปฏิสนธิในเรือนสกุล ณ กรุงหงสวดี เจริญวัยแล้ว ฟังธรรมกถาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีบริษัทมาก คิดว่า แม้เราก็ควรจะเป็นเช่นภิกษุรูปนี้ในอนาคตกาล จึงถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ๗ วัน ให้ครองไตรจีวร ถวายบังคมพระศาสดา แล้วได้กระทำความปรารถนาในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีบริษัท.
พระศาสดาทรงเห็นไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์ว่า เขาจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีบริษัทมาก ในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้า ในอนาคตกาล แล้วเสด็จกลับไป.
กุลบุตรแม้นั้นกระทำกัลยาณกรรมตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ในที่สุดกัปที่ ๙๒ ก็บังเกิดเป็นกนิษฐภาดาต่างมารดาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปุสสะ พระราชบิดาพระนามว่ามหินทรราชา.
ท่านยังมีพี่น้องอื่นๆ อีกสององค์. พี่น้องทั้งสามองค์นั้นได้ตำแหน่งองค์ละแผนกอย่างนี้ ทรงปราบปรามชนบทชายแดนที่ก่อกบฏ โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง ทรงได้พรจากสำนักพระราชบิดา ทรงรับพรว่า พวกข้าพระองค์จักบำรุงพระทศพลตลอดไตรมาส.
ครั้งนั้น พี่น้องทั้งสามพระองค์ทรงดำริว่า พวกเราบำรุงพระทศพลกระทำให้เหมาะ จึงควรจึงแต่งตั้งอมาตย์ผู้หนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นผู้หารายได้ แต่งตั้งอมาตย์ผู้หนึ่งเป็นผู้รับจ่าย แต่งตั้งอมาตย์ผู้หนึ่งในตำแหน่งเป็นผู้เลี้ยงภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข สมาทานศีลสิบสำหรับพระองค์ รักษาสิกขาบททั้งหลายตลอดไตรมาส.
อมาตย์ทั้งสามคนนั้นบังเกิดเป็นพิมพิสาร วิสาขะและรัฐปาละ ในพุทธุปบาทกาลนี้ โดยนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง.
ส่วนพระราชกุมารเหล่านั้น เมื่อพระทศพลอยู่จำพรรษาแล้ว ทรงบูชาด้วยปัจจัยด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง กระทำกัลยาณกรรมตลอดชีวิต บังเกิดในสกุลพราหมณ์ก่อนพระทศพลของเราทรงอุบัติ มีนามว่ากัสสป. ทั้งสามคนตามโคตรของตน คนทั้งสามนั้นเจริญวัยแล้วเรียนไตรเพท คนใหญ่มีบริวารมาณพ ๕๐๐ คน คนกลาง ๓๐๐ คน คนเล็ก ๒๐๐ คน.
ทั้งสามพี่น้องตรวจดูสาระในคัมภีร์ (ไตรเพท) เห็นแต่ประโยชน์ส่วนปัจจุบันเท่านั้น ไม่เห็นประโยชน์ส่วนภายภาคหน้า พี่ชายคนใหญ่ไปยังตำบลอุรุเวลาบวชเป็นฤษีพร้อมกับบริวารของตน ชื่อว่าอุรุเวลกัสสป. คนกลางไปบวชที่คุ้งมหาคงคานที ชื่อว่านทีกัสสป. คนเล็กไปบวชที่คยาสีสประเทศ ชื่อว่าคยากัสสป.
เมื่อกัสสปพี่น้องบวชเป็นฤษีอยู่ ณ ที่นั้นล่วงวันไปเป็นอันมาก พระโพธิสัตว์ของเราเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงได้พระสัพพัญญุตญาณ ประกาศพระธรรมจักรตามลำดับ ทรงสถาปนาพระปัญจวัคคียเถระไว้ในพระอรหัต ทรงแนะนำสหาย ๕๕ คนมียศกุลบุตรเป็นหัวหน้า ทรงส่งพระอรหันต์ ๖๐ องค์ให้จาริกไปเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก ด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไปดังนี้เป็นต้น ทรงแนะนำพวกภัททวัคคีย์ แล้วทรงเห็นเหตุแห่งอุรุเวลกัสสป ก็ทรงทราบว่าเมื่อเราไป สามพี่น้องพร้อมบริวารจักบรรลุพระอรหัต ลำพังพระองค์เดียวไม่มีเพื่อน เสด็จถึงที่อยู่ของอุรุเวลกัสสป ทรงขอเรือนไฟเพื่อประทับอยู่ ทรงแนะนำอุรุเวลกัสสปพร้อมด้วยบริวาร ตั้งต้นแต่ทรงทรมานงู ซึ่งอยู่ในเรือนไฟนั้นด้วยปาฏิหาริย์ทั้งหลาย เป็นจำนวนถึง ๓,๕๐๐ อย่างแล้วทรงให้บวช น้องชายอีกสองคนรู้ว่าพี่ชายบวช ก็มาบวชพร้อมด้วยบริวาร เหล่าชฎิลทั้งหมดเป็นเอหิภิกขุ ทรงบาตรและจีวรสำเร็จมาแต่ฤทธิ.
พระศาสดาทรงพาสมณะ ๑,๐๐๐ รูปนั้นไปยังคยาสีสประเทศ ประทับนั่งบนหลังแผ่นหิน ทรงตรวจดูว่า คนเหล่านี้บวชบำเรอไฟ ควรจะแสดงภพทั้งสาม ให้เป็นเสมือนเรือนไฟไหม้แก่คนเหล่านี้ จึงทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร. จบเทศนา ก็บรรลุพระอรหัตหมดทุกรูป.
พระศาสดามีภิกษุชฎิลเหล่านั้นแวดล้อม ทรงทราบถึงปฏิญญาที่ถวายไว้แด่พระเจ้าพิมพิสารตามลำดับ เสด็จถึงพระราชอุทยานลัฏฐิวัน กรุงราชคฤหถ์ พระราชาทรงทราบว่าพระทศพลเสด็จมาถึงแล้ว ก็พร้อมด้วยพราหมณ์และคฤหบดีสิบสองนหุต เสด็จเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง.
พระศาสดาทรงตรวจดูบริษัททั้งหมด ทรงเห็นมหาชนทำความนอบน้อมอุรุเวลกัสสป ทรงพระดำริว่า คนเหล่านี้ไม่รู้ว่าเราหรือกัสสป เป็นใหญ่ ขึ้นชื่อว่าเหล่าชนที่มีวิตก ไม่อาจรับเทศนาได้ จึงได้ประทานสัญญา(ณ) แก่พระเถระว่า กัสสป เธอจงตัดความวิตกของเหล่าอุปัฏฐากของเธอเสีย.
พระเถระรับพระดำรัสของพระศาสดา แล้วลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระศาสดาด้วยเบญจางคประดิษฐ์ เหาะขึ้นสู่อากาศประมาณชั่วต้นตาล แสดงฤทธิต่างๆ ประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก แล้วลงมาถวายบังคมพระยุคลบาทพระทศพล โดยอุบายนั้น ครั้งที่ ๗ เหาะขึ้นสู่อากาศ ๗ ชั่วต้นตาล แล้วถวายบังคมพระยุคลบาทของพระทศพล นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง.
เวลานั้น มหาชนหมดวิตกในพระศาสดาว่า ท่านผู้นี้เป็นมหาสมณะในโลก.
ลำดับนั้น พระศาสดาจึงทรงแสดงธรรมโปรด. จบเทศนา พระราชาพร้อมด้วยพราหมณ์และคฤหบดีสิบเอ็ดนหุต ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล นหุตหนึ่งประกาศตนเป็นอุบาสก.
ภิกษุจำนวนพันรูป บริวารของอุรุเวลกัสสปเหล่านั้น คิดด้วยความคุ้นเคยของตนว่า กิจบรรพชิตของพวกเราถึงที่สุดแล้ว พวกเราจักไปภายนอกทำอะไร. จึงเที่ยวห้อมล้อมท่านพระอุรุเวลกัสสปอย่างเดียว บรรดาภิกษุชฎิลทั้งสามนั้น เมื่อภิกษุชฎิลแต่ละองค์รับนิสสิตก์ได้ครั้งละองค์ ก็เป็นสองพัน เมื่อรับได้ครั้งละสององค์ ก็เป็นสามพัน. ตั้งแต่นั้นมานิสสิตก์ของภิกษุชฎิลเหล่านั้นมีเท่าใด จะกล่าวถึงนิสสิตก์เท่านั้นก็ควรแล.
ในข้อนั้นมีวัตถุนิทานดังนี้.
แต่ต่อมา พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีบริษัทมาก ดังนี้แล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๓ ประวัติพระกาฬุทายีเถระ
ในสูตรที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า กุลปฺปสาทกานํ ได้แก่ ผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส.
แท้จริง พระเถระนี้ทำราชนิเวศน์ของพระเจ้าสุทโธทนมหาราชผู้ยังไม่พบพระพุทธเจ้าเท่านั้นให้เลื่อมใส เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส.
ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับ ดังนี้.
ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระเถระนี้บังเกิดในเรือนสกุล ณ กรุงหงสวดี กำลังฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส จึงกระทำกุศลกรรมให้ยิ่งยวดขึ้นไปแล้ว ปรารถนาตำแหน่งนั้น ท่านกระทำกุศลตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ถือปฏิสนธิในเรือนของอมาตย์ ณ กรุงกบิลพัสดุ ในวันที่พระโพธิสัตว์ของเราทรงถือปฏิสนธิในครรภ์ของพระมารดา ในวันเกิดก็เกิดพร้อมกับพระโพธิสัตว์แล ในวันนั้น ญาติทั้งหลายก็ให้นอนบนเครื่องรองรับคือผ้าแล้วนำไปถวายตัวเพื่อรับใช้พระโพธิสัตว์.
ต้นโพธิพฤกษ์ พระมารดาของพระราหุล ขุมทรัพย์ทั้ง ๔ ช้างทรง ม้ากัณฐกะ นายฉันนะ อมาตย์กาฬุทายี รวมเป็น ๗ นี้ ชื่อว่าสัตตสหชาต เพราะเกิดวันเดียวกับพระโพธิสัตว์.
ในวันขนานนามทารกนั้น เหล่าญาติตั้งชื่อว่าอุทายี เพราะเกิดในวันที่ชาวนครทั่วไปมีจิตใจฟูขึ้น (สูง). แต่เพราะเขาเป็นคนดำนิดหน่อย จึงเกิดชื่อว่า กาฬุทายี. กาฬุทายีนั้นเล่นของเล่นสำหรับเด็กชายกับพระโพธิสัตว์จนเจริญวัย. ต่อมา พระโพธิสัตว์เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ บรรลุพระสัพพัญญุตญาณตามลำดับ ทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐ ทรงกระทำการอนุเคราะห์โลก ทรงอาศัยกรุงราชคฤห์ประทับอยู่.
สมัยนั้น พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงสดับว่า สิทธัตถกุมารบรรลุอภิสัมโพธิญาณ อาศัยกรุงราชคฤห์ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร จึงทรงส่งอำมาตย์ผู้หนึ่งมีบุรุษพันคนเป็นบริวารไปด้วยพระดำรัสสั่งว่า เจ้าจงนำโอรสของเรามาในที่นี้. อำมาตย์นั้นเดินไป ๖๐ โยชน์เข้าไปยังพระวิหาร ในเวลาที่พระทศพลประทับนั่งกลางบริษัท ๔ ทรงแสดงธรรม. อำมาตย์นั้นคิดว่า ข่าวสาส์นที่พระราชาทรงส่งไปพักไว้ก่อน แล้วยืนท้ายบริษัทฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมกับบุรุษพันคน ตรงที่ยืนอยู่นั่นแหละ
ครั้งพระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์แก่อำมาตย์และบุรุษพันคนนั้น ด้วยพระดำรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุเถิด. ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็ทรงบาตรและจีวรสำเร็จมาแต่ฤทธิ์ ได้เป็นเหมือนพระเถระร้อยพรรษา นับแต่เวลาบรรลุพระอรหัตกันแล้ว ธรรมดาว่าพระอริยะทั้งหลายย่อมเป็นผู้วางเฉย เพราะฉะนั้น อำมาตย์นั้นจึงไม่ได้ทูลข่าวสาส์นที่พระราชาทรงส่งไปแด่พระทศพล.
พระราชาทรงพระดำริว่า อำมาตย์ยังไม่กลับมาจากที่นั้น ข่าวคราวก็ไม่ได้ยิน จึงทรงส่งอำมาตย์คนอื่นๆ ไปโดยทำนองนั้นนั่นแล. อำมาตย์แม้นั้นไปแล้วก็บรรลุพระอรหัตพร้อมกับบริษัทโดยนัยก่อนนั่นแหละ แล้วก็นิ่งเสีย ทรงส่งบุรุษเก้าพันคนพร้อมกับอำมาตย์เก้าคน ด้วยประการฉะนี้ ทุกๆ คนสำเร็จกิจของตนแล้วก็นิ่งเสีย.
ครั้งนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า คนมีจำนวนเท่านี้ไม่บอกอะไรแก่พระทศพล เพื่อเสด็จมาในที่นี้เพราะเขาไม่รักเรา คนอื่นๆ แม้ไปก็คงจักไม่สามารถนำพระทศพลมาได้ แต่อุทายีบุตรของเรา ปีเดียวกับพระทศพล โดยเล่นฝุ่นด้วยกันมา เขาคงรักเราบ้าง จึงโปรดให้เรียกตัวมาแล้วตรัสสั่งว่า ลูกเอ๋ย เจ้ามีบุรุษพันคนเป็นบริวาร จงไปนำพระทศพลมา.
กาฬุทายีกราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ ข้าพระบาทได้บรรพชาเหมือนพวกบุรุษที่ไปกันครั้งแรก จึงจักนำมา พระเจ้าข้า. รับสั่งว่า เจ้าทำกิจอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจงนำลูกของเรามาก็แล้วกัน.
กาฬุทายีรับราชโองการว่า ดีละ พระเจ้าข้า แล้วถือสาส์นของพระราชาไปกรุงราชคฤห์ ยืนฟังธรรมท้ายบริษัท ในเวลาพระศาสดาทรงแสดงธรรมแล้วบรรลุพระอรหัต ดำรงอยู่โดยเป็นเอหิภิกขุ พร้อมทั้งบริวาร.
ต่อนั้นก็ดำริว่า ยังไม่เป็นกาละเทศะที่พระทศพลจะเสด็จไปยังนครแห่งสกุล ต่อสมัยวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) เมื่อไพรสณฑ์มีดอกไม้บานสะพรั่ง แผ่นดินคลุมด้วยหญ้าสด จึงจักเป็นกาละเทศะ จึงรอเวลาอยู่. รู้ว่ากาละเทศะมาถึงแล้ว จึงทูลพรรณนาหนทาง เพื่อพระทศพลเสด็จดำเนินไปยังนครแห่งสกุล ด้วยคาถาประมาณ ๖๐ คาถาเป็นต้นว่า
นาติสีตํ นาติอุณฺหํ นาติทุพฺภิกขฉาตกํ สทฺทสา หริตา ภูมิ เอส กาโล มหามุนิ ข้าแต่พระมหามุนี สถานที่ไม่เย็นจัด ไม่ร้อนจัด มิใช่
สถานที่หาอาหารยากและอดอยาก พื้นแผ่นดินเขียวขจี
ชอุ่มด้วยหญ้า นี่เป็นกาลสมควร.
พระศาสดาทรงทราบว่า อุทายีกล่าวสรรเสริญการเดินไปว่าเป็นกาละเทศะที่จะเสด็จดำเนินไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ มีภิกษุสองหมื่นรูปเป็นบริวาร เสด็จออกจาริกด้วยการทรงดำเนินไปแบบไม่รีบด่วน.
พระอุทายีเถระทราบว่า พระศาสดาเสด็จออกไปแล้ว คิดว่าควรจะถวายความเข้าพระหฤทัยแต่พระมหาราชเจ้าพุทธบิดา จึงเหาะไปปรากฏ ณ พระราชนิเวศน์ของพระราชา พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระเถระ ก็มีพระหฤทัยยินดี นิมนต์ให้นั่งบนบัลลังก์ (แท่น) ที่สมควรใหญ่ บรรจุบาตรให้เต็มด้วยโภชนะรสเลิศต่างๆ แล้วถวาย
พระเถระลุกขึ้นแสดงอากัปปกิริยาว่าจะไป ท้าวเธอจึงตรัสว่า นิมนต์นั่งฉันสิลูกเอ๋ย ท่านทูลว่า มหาบพิตร อาตมภาพจักไปฉัน ณ สำนักพระศาสดา. ตรัสถามว่า ก็พระศาสดาอยู่ไหนล่ะพ่อเอ๋ย. ท่านทูลว่ามหาบพิตร พระศาสดามีภิกษุสองหมื่นเป็นบริวาร เสด็จออกจาริกเพื่อเยือนมหาบพิตรแล้ว ตรัสว่า ลูกฉันบิณฑบาตนี้แล้ว โปรดนำบิณฑบาตนอกจากนี้ไปถวาย จนกว่าลูกของโยมจะมาถึงนครนี้. พระเถระรับอาหารที่จะพึงนำไปถวายพระทศพล แล้วกล่าวธรรมกถา ทำพระราชนิเวศน์ทั้งสิ้นให้ได้ศรัทธา โดยยังไม่ทันเห็นพระทศพลเลย เมื่อทุกคนเห็นอยู่นั่นแล ก็โยนบาตรขึ้นไปในอากาศ แม้ตนเองก็เหาะไปนำบิณฑบาตไปวางไว้ที่พระหัตถ์ของพระศาสดา.
พระศาสดาก็เสวยบิณฑบาตนั้นทุกๆ วัน พระเถระนำอาหารจากพระราชนิเวศน์มาถวายแต่พระศาสดา ซึ่งกำลังเสด็จดำเนินทาง ๖๐ โยชน์ ตลอดทางโยชน์หนึ่งเป็นอย่างยิ่ง.
พึงทราบเรื่องดังกล่าวมาฉะนี้
ต่อมาภายหลัง พระศาสดาทรงดำริว่า อุทายีทำพระราชนิเวศน์ทั้งสิ้นของพระมหาราชบิดาของเราให้เลื่อมใสแล้ว จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ทำสกุลให้เลื่อมใสแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๔ ประวัติพระพักกุลเถระ
ในสูตรที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อปฺปาพาธานํ ได้แก่ ผู้ไม่มีอาพาธ.
บทว่า พากุโล ได้แก่ พระเถระได้ชื่ออย่างนี้ เพราะเจริญเติบโตมาในสกุลทั้งสอง.
ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับ ดังนี้.
ดังได้ยินมา ในอดีตกาล พระเถระนี้ถือปฏิสนธิในสกุลพราหมณ์ ก่อนแต่พระทศพลพระนามว่าอโนมทัสสี ปลายอสงไขยกำไรแสนกัป นับแต่กัปนี้ เจริญวัยก็เรียนพระเวท มองไม่เห็นสาระในคัมภีร์ไตรเพท คิดว่าจักแสวงหาประโยชน์ที่เป็นไปภายภาคหน้า จึงบวชเป็นฤษี ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ทำเวลาให้ล่วงไป ด้วยการเล่นฌาน.
สมัยนั้น พระอโนมทัสสีโพธิสัตว์บรรลุพระสัพัญญุตญาณ มีหมู่พระอริยะแวดล้อมแล้ว เสด็จจาริกไป ดาบสฟังว่าพระรัตนะสามเกิดขึ้นแล้ว จึงไปสำนักพระศาสดาฟังธรรม จบเทศนาก็ตั้งอยู่ในสรณะ แต่ไม่อาจละฐานะ (เพศ) ของตนได้ ท่านไปเฝ้าพระศาสดาและฟังธรรมเป็นครั้งคราว.
ต่อมา สมัยหนึ่ง พระตถาคตเกิดโรคลมในพระอุทร. ดาบสมาเพื่อเฝ้าพระศาสดา ทราบว่าพระศาสดาประชวร จึงถามว่า ท่านเจ้าข้า ประชวรเป็นโรคอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกล่าวว่าเป็นโรคลมในพระอุทร จึงคิดว่านี้เป็นเวลาทำบุญของเรา จึงไปยังเชิงเขา รวบรวมยาชนิดต่างๆ แล้วถวายพระเถระผู้อุปัฏฐากด้วยกล่าวว่า โปรดน้อมถวายยานี้แต่พระศาสดา โรคลมในพระอุทรก็สงบ พร้อมกับการใช้ยา
ดาบสนั้นไปเฝ้าในเวลาที่พระศาสดาทรงผาสุก ทูลอย่างนี้ว่า ความผาสุกเกิดแก่พระตถาคต เพราะยาของข้าพระองค์นี้อันใด ด้วยผลแห่งการถวายยาของข้าพระองค์นั้น ขอความเจ็บไข้ทางร่างกายแม้แต่เพียงถอนผม ก็จงอย่ามีในภพที่ข้าพระองค์เกิดแล้วเกิดเล่า.
นี้เป็นกัลยาณกรรมในอัตตภาพนั้นของท่าน
ท่านจุติจากภพนั้นบังเกิดในพรหมโลก เวียนว่ายอยู่ในเทวดามนุษย์ สิ้นอสงไขยหนึ่ง ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ถือปฏิสนธิในครอบครัว ณ กรุงหงสวดี เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีอาพาธน้อย กระทำกุศลกรรมยิ่งยวดขึ้นไป ก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น.
ท่านกระทำกุศลจนตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ บังเกิดในครอบครัวพราหมณ์ ณ กรุงพันธุมวดี ก่อนพระทศพลพระนามว่าวิปัสสี บังเกิด บวชเป็นฤษีโดยนัยก่อนนั่นแล เป็นผู้ได้ฌาน อาศัยอยู่เชิงเขา. พระวิปัสสีโพธิสัตว์บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ มีภิกษุหกล้านแปดแสนเป็นบริวาร ทรงอาศัยกรุงพันธุมวดี ทรงทำการสงเคราะห์พระมหาราชเจ้าผู้พุทธบิดาแล้วประทับอยู่ ณ มิคทายวันอันเกษม.
ครั้งนั้น ดาบสนี้ทราบว่าพระทศพลบังเกิดในโลก จึงมาฟังธรรมกถาของพระศาสดาตั้งอยู่ในสรณะ ไม่อาจละบรรพชาของตน แต่ก็มาอุปัฏฐากพระศาสดาเป็นครั้งคราว.
สมัยหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย เว้นพระศาสดาและพระอัครสาวกเกิดโรคที่ศีรษะ เพราะถูกลมของต้นไม้มีพิษที่ออกดอกสพรั่งในป่าหิมพานต์. ดาบสมาที่เฝ้าพระศาสดา พบภิกษุนั่งคลุมศีรษะจึงถามว่า ท่านเจ้าข้า ภิกษุสงฆ์เป็นอะไร. ภิกษุทั้งหลายตอบว่า ผู้มีอายุ เหล่าภิกษุเป็นโรคดอกไม้พิษ.
ดาบสคิดว่า นี้เป็นเวลาที่จะทำการขวนขวายทางกายแก่ภิกษุสงฆ์ ให้บุญบังเกิดแก่เรา จึงเก็บยาชนิดต่างๆ ด้วยอำนาจของตนแล้วเอาประกอบเป็นยาถวาย. โรคของภิกษุทุกรูปก็สงบไปทันที. ดาบสนั้นดำรงอยู่ชั่วอายุ ก็บังเกิดในพรหมโลก เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ เก้าสิบเอ็ดกัป.
ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป บังเกิดในกรุงพาราณสี ครองเรือนอยู่คิดว่า เรือนที่อยู่ของเราทรุดโทรม จำจักต้องไปชายแดนนำทัพพสัมภาระมาสร้างเรือน จึงไปกับพวกช่างไม้ พบวิหารใหญ่คร่ำคร่าในระหว่างทาง ก็คิดว่า การสร้างเรือนของเรายกไว้ก่อน การสร้างเรือนนั้นจักไม่ไปกับเรา แต่การไปด้วยกันช่วยกันทำอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน ควรอยู่ เขาให้พวกช่างไม้เหล่านั้นถือทัพพสัมภาระ ให้สร้างโรงอุโบสถในวิหารนั้น ให้สร้างโรงฉัน โรงไฟ (ที่จงกรม) เรือนไฟ กัปปิยกุฏิ (โรงพยาบาล) ที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน วัจจกุฏิ (ส้วม) จัดตั้งยาใช้และฉันสำหรับภิกษุสงฆ์ไว้ทุกอย่าง.
เขากระทำกุศลจนตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ พุทธันดรหนึ่ง ถือปฏิสนธิในเรือนเศรษฐีกรุงโกสัมพี ก่อนพระทศพลของเราบังเกิด ตั้งแต่วันที่เขาถือปฏิสนธิ สกุลเศรษฐีนั้นก็ประสบลาภอันเลิศ ยศอันเลิศ.
ครั้งนั้น มารดาของเขาคลอดบุตรแล้วคิดว่า เด็กคนนี้มีบุญ กระทำบุญไว้แต่ก่อน เป็นผู้ไม่มีโรค อายุยืน ยังดำรงอยู่ตลอดกาลเท่าใด ก็จักเป็นผู้ให้สมบัติแก่เราตลอดกาลเพียงนั้น ก็เด็กทั้งหลายที่อาบน้ำในแม่น้ำยมุนา ในวันเกิดนั่นแล ย่อมเป็นผู้ไม่มีโรค จึงส่งเด็กนั้นไปอาบน้ำ.
ท่านอาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์มัชฌิมนิกายกล่าวว่า นางให้อาบศีรษะในวันที่ ๕ แล้วส่งเด็กนั้นไปเล่นน้ำ ณ ที่นั้น เมื่อพี่เลี้ยงนางนมกำลังให้เด็กเล่นดำลงโผล่ขึ้น ปลาตัวหนึ่งเห็นเด็กนั้นสำคัญว่าเหยื่อ ก็อ้าปากคาบเอาไป พี่เลี้ยงนางนม (ตกใจ) ก็ทิ้งเด็กหนีไป ปลาก็กลืนเด็กนั้น สัตว์มีบุญไม่ประสบทุกข์ ก็เหมือนเข้าห้องนอนแล้วนอน ด้วยเดชะบุญของเด็ก ปลาก็เหมือนกลืนภาชนะที่ร้อนก็เร่าร้อน ก็ว่ายไปโดยเร็วถึง ๓๐ โยชน์ เข้าไปติดอวนของประมง ชาวกรุงพาราณสี. ธรรมดาปลาใหญ่ติดอวนย่อมตาย แต่เดชะบุญของเด็ก ปลาตัวนี้พอเขาปลดจากอวนจึงตาย ประมงทั้งหลายได้ปลาตาย ย่อมชำแหละขาย ใช้คานหามไปทั้งตัว เที่ยวตระเวนไปในกรุง บอกว่าเอาทรัพย์มาพันหนึ่ง และให้ปลาตัวนี้ ใครๆ ก็ไม่ซื้อ.
ในกรุงนั้นมีสกุลเศรษฐีมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ พวกประมงถึงใกล้ประตูเรือนสกุลเศรษฐีนั้น ถูกเศรษฐีถามว่า พวกท่านเอาอะไร จึงจะให้. จึงตอบว่า เอากหาปณะ พวกเขาให้กหาปณะแล้วรับเอาปลาไป ภริยาเศรษฐีเล่นกับปลาในวันอื่นๆ แต่วันนั้นวางปลาไว้บนเขียง ชำแหละด้วยตนเอง ธรรมดาคนทั้งหลายย่อมชำระปลาทางท้อง แต่ภริยาเศรษฐีนั้นชำแหละทางข้างหลัง เห็นเด็กมีผิวดังทองในท้องปลา ก็ส่งเสียงลั่นว่า เราได้บุตรในท้องปลา จึงพาเด็กไปหาสามีในทันทีนั้นเอง.
เศรษฐีก็ให้ตีกลองป่าวร้อง แล้วพาเด็กไปสำนักพระราชา กราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ ข้าพระบาทได้เด็กในท้องปลา ข้าพระบาทจะทำอย่างไร.
พระราชารับสั่งว่า เด็กนี้มีบุญอยู่ในท้องปลาก็ไม่มีโรค ท่านจงเลี้ยงไว้.
สกุลอีกสกุลหนึ่งได้ยินว่า เขาว่า สกุลเศรษฐีสกุลหนึ่งในกรุงพาราณสีได้เด็กในท้องปลา เศรษฐีสามีภริยานั้นก็ไปกรุงพาราณสี. ลำดับนั้น มารดาของเด็กนั้นเห็นเด็กแต่งตัวเล่นหัวอยู่ ก็ถามว่า เด็กคนนี้ถูกใจจริงหนอ จึงบอกเรื่องนั้น. มารดาอีกคนหนึ่งกล่าวว่า บุตรของเราน่ะ. ถามว่า ท่านได้บุตรที่ไหน. ตอบว่า ในท้องปลา. มารดาเดิมบอกว่าก็ไม่ใช่บุตรของท่าน เป็นบุตรของเรา. ถามว่า ท่านได้มาอย่างไร.
ตอบว่า เราอุ้มท้องมาถึง ๑๐ เดือน ครั้งนั้น เด็กกำลังเล่นน้ำในแม่น้ำ ปลาก็ฮุบเด็กไป. มารดาอีกคนหนึ่งบอกว่า บุตรของท่านคงจักเป็นปลาตัวอื่นฮุบเอาไป ส่วนเด็กคนนี้ เราได้ในท้องปลา.
แม่ทั้งสองฝ่ายก็พากันไปยังราชสกุล.
พระราชาตัดสินว่า หญิงผู้นี้ไม่เป็นมารดามิอาจจะทำได้ เพราะอุ้มท้องมาถึง ๑๐ เดือน พวกประมงถึงจับปลาได้ ชื่อว่าจับได้แต่ภายนอกมีตับไตเป็นต้นก็ไม่มี แม้หญิงผู้นี้ไม่เป็นมารดา ก็ไม่อาจทำได้เพราะได้เด็กในท้องปลา เพราะฉะนั้น เด็กจงเป็นทายาทของทั้งสองสกุล.
นับแต่นั้นมา สกุลทั้งสองก็ประสบลาภอันเลิศยศอันเลิศอย่างยิ่ง จึงพากันขนานนามท่านว่า พากุลกุมาร เพราะสกุลทั้งสองเลี้ยงให้เติบโต.
เมื่อท่านรู้ความแล้ว สกุลทั้งสองก็สร้างปราสาท ๓ หลังไว้ในนครทั้งสอง จัดนาฏกะ นักฟ้อนรำไว้ ท่านอยู่ ๒ เดือนในนครหนึ่งๆ อยู่ครบ ๔ เดือนแล้ว เขาสร้างมณฑปไว้บนเรือขนาน ให้ท่านกับเหล่านาฏกะลงไปอยู่ในมณฑปนั้น ท่านเสวยสมบัติอยู่ก็ไปยังอีกนครหนึ่ง ๔ เดือน เหล่านาฏกะชาวนครออกไปต้อนรับท่าน ด้วยคิดว่าท่านจักมาครึ่งทาง ๒ เดือน แล้วห้อมล้อมท่านนำไปยังนครของตนอีก ๒ เดือน เหล่านาฏกะอีกพวกหนึ่งก็กลับไปนครของตน ท่านอยู่ในนครนั้น ๒ เดือนแล้วก็ไปยังอีกนครหนึ่ง โดยทำนองนั้นนั่นแล ท่านเสวยสมบัติอย่างนี้ ๘๐ ปีบริบูรณ์.
สมัยนั้น พระโพธิสัตว์ของเราทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ประกาศธรรมจักรอันประเสริฐ เสด็จจาริกมาโดยลำดับถึงกรุงโกสัมพี.
พระมัชฌิมภาณกาจารย์ว่า กรุงพาราณสี แม้พากุลเศรษฐีสดับข่าวว่า พระทศพลเสด็จมาแล้ว จึงถือเอาของหอมและมาลัยไปสำนักพระศาสดาฟังธรรม ได้ศรัทธาก็บวช ท่านเป็นปุถุชนอยู่ ๗ วัน อรุณวันที่ ๗ ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา.
ครั้งนั้น พวกหญิงแม่บ้านที่ท่านสร้างสมไว้ครั้งเป็นคฤหัสถ์ในนครทั้งสองก็กลับไปเรือนสกุลของตน อยู่ในเรือนสกุลนั้นนั่นแหละ ทำจีวรส่งไปถวาย พระเถระใช้สอยจีวรผืนหนึ่งที่ชาวกรุงโกสัมพีส่งไปถวาย ครึ่งเดือน จีวรผืนหนึ่งที่ชาวกรุงพาราณสีส่งไปถวาย ครึ่งเดือน โดยทำนองนี้นี่แล ชาวนครก็นำจีวรแต่ชนิดสุดยอด ในนครทั้งสองมาถวายแต่พระเถระรูปเดียว.
พระเถระครองเรือน ๘๐ ปี อาพาธเจ็บป่วยไรๆ ก็มิได้มีตลอดกาล แม้เพียงใช้ ๒ นิ้วจับก้อนของหอมสูดดม ในปีที่ ๘๐ ก็เข้าบรรพชาโดยสะดวกดาย ท่านแม้บวชแล้ว อาพาธแม้เล็กน้อยหรือความขาดแคลนด้วยปัจจัย ๔ มิได้มีเลย แม้สมัยปรินิพพาน ในปัจฉิมกาล ท่านก็กล่าวพากุลสูตรทั้งสิ้น โดยแสดงสุขที่เป็นทางกายและทางใจของตนแก่อเจลกัสสปะ สหายเก่าครั้งเป็นคฤหัสถ์ แล้วก็ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.
อัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ตั้งขึ้นดังกล่าวมาฉะนี้
ส่วนพระศาสดาสถาปนาพระเถระทั้งหลายไว้ในตำแหน่งต่างๆ ตามลำดับ ก็ทรงสถาปนาท่านพระพากุลเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้มีอาพาธน้อย ในพระศาสนานี้ ครั้งพระเถระยังมีชีวิตอยู่แล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๕ ประวัติพระโสภิตเถระ
ในสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ด้วยบทว่า ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรนฺตานํ ท่านแสดงว่า ท่านพระโสภิตเถระเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้สามารถระลึกถึงขันธสันดาน ความสืบต่อแห่งขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อนๆ ได้.
ได้ยินว่า พระเถระนั้น เมื่อระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยในชาติก่อนๆ ไปตามลำดับ ก็ถือเอาโดยนัยคือคาดถึงอจิตตกปฏิสนธิในอสัญญีภพ ๕๐๐ กัป เหมือนแสดงรอยเท้าในอากาศ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อนๆ.
ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับ ดังนี้
ได้ยินว่า ท่านพระโสภิตะนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ถือปฏิสนธิในครอบครัว ณ กรุงหงสวดี เจริญวัย กำลังฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ได้ปุพเพนิวาสญาณ กระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น.
ท่านทำกุศลจนตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดในครอบครัวพราหมณ์ ณ กรุงสาวัตถี บิดามารดาจึงขนานนามท่านว่า โสภิตะ.
สมัยต่อมา ท่านฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ได้ศรัทธาก็บวชเจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต เป็นผู้ช่ำชองชำนาญในปุพเพนิวาสญาณ. ท่านระลึกถึงสถานที่ตนบังเกิดไปตามลำดับ ได้เห็นปฏิสนธิเพียงเท่าอจิตตกปฏิสนธิในอสัญญีภพ ในลำดับต่อจากนั้นก็ไม่เห็นประวัติ ๕๐๐ ชาติ เห็นจุติในภพสุดท้าย ระลึกว่า นี่อะไรกัน ก็ยุติได้ว่าอสัญญีภพมีได้โดยนัยคือคาดคะเน.
พระศาสดาทรงทำเหตุนี้ให้เป็นอัตถุปปัตติ เหตุเกิดเรื่องแล้ว ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อนแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๖ ประวัติพระอุบาลีเถระ
ในสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ด้วยบทว่า วินยธรานํ ยทิทํ อุปาลิ ท่านแสดงว่า ท่านพระอุบาลีเถระเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ทรงวินัย.
ได้ยินว่า พระเถระรับกรรมฐานในสำนักพระตถาคตพระองค์เดียว เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต เรียนพระวินัยปิฎกในสำนักพระตถาคตพระองค์เดียว กล่าวเรื่องทั้ง ๓ เหล่านี้คือ เรื่องพระทารุกัจฉกะ เรื่องพระอัชชุกะ และเรื่องท่านพระกุมารกัสสป เทียบเคียงกับพระสัพพัญญุตญาณ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ทรงวินัย.
ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับ ดังนี้.
ได้ยินว่า พระเถระนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในครอบครัว ณ กรุงหงสวดี กำลังฟังธรรมกถาของพระศาสดา วันหนึ่ง เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ทรงวินัย กระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น.
ท่านทำกุศลจนตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็ถือปฏิสนธิในเรือนกัลบก บิดามารดาตั้งชื่อท่านว่า อุบาลีกุมาร. ท่านเป็นพนักงานแต่งพระองค์กษัตริย์ คือเจ้า ๖ พระองค์ เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ที่อนุปิยอัมพวัน ออกบวชพร้อมกับเจ้า ๖ พระองค์ซึ่งกำลังออกทรงผนวช.
วิธีบรรพชาของท่านมาแล้วในพระบาลี.
ท่านบรรพชาอุปสมบทแล้วขอให้พระศาสดาตรัสสอนกรรมฐาน กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้เจริญ ขอได้โปรดทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์อยู่ป่าเถิด. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อเธออยู่ป่า ก็จักเจริญแต่ธุระอย่างเดียว แต่เมื่อเธออยู่ในสำนักเรา วาสธุระคือการอบรมคันถุธุระ คือการเล่าเรียนก็จักบริบูรณ์. พระเถระรับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว กระทำการในวิปัสสนา ไม่นานก็บรรลุพระอรหัต.
ครั้งนั้น พระศาสดาทรงให้ท่านเรียนพระวินัยปิฎกทั้งสิ้นด้วยพระองค์เอง ต่อมาท่านวินิจฉัยเรื่อง ๓ เรื่องที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง.
พระศาสดาประทานสาธุการรับรองในเรื่องแต่ละเรื่องที่ท่านวินิจฉัยแล้ว ทรงกระทำเรื่องทั้ง ๓ เรื่องที่ท่านวินิจฉัยแล้วให้เป็นอัตถุปปัตติ เหตุเกิดเรื่อง จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ทรงวินัยแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๗ ประวัติพระนันทกเถระ
ในสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ภิกฺขุโนวาทกานํ ได้แก่ เป็นผู้โอวาทกล่าวสอนภิกษุณี.
แท้จริง พระเถระนี้ เมื่อกล่าวธรรมกถา ก็ทำภิกษุณี ๕๐๐ รูปบรรลุพระอรหัต ในการประชุมคราวเดียว เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้สอนภิกษุณี.
ในปัญหากรรมของท่านมีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังนี้.
พระเถระรูปนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในครอบครัว กรุงหงสวดี กำลังฟังธรรมกถาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้โอวาทสอนภิกษุณี จึงกระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น.
ท่านทำกุศลจนตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ครั้งพุทธุปบาทกาลนี้ ก็ถือปฏิสนธิในครอบครัว ณ กรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้ว ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ได้ศรัทธาก็บวชในสำนักพระศาสดา เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต เป็นผู้ช่ำชองชำนาญในบุพเพนิวาสญาณ เมื่อบริษัท ๔ มาถึงแล้ว ท่านสามารถจับใจของบริษัทได้หมดแล้วกล่าวธรรมกถา เพราะฉะนั้น ท่านจึงชื่อว่า พระนันทกะธรรมกถึก.
แม้พระตถาคตแล เมื่อเจ้าหนุ่มสากิยะ ๕๐๐ องค์ออกบวชจากครอบครัวเพราะเทริด เกิดกระสันจะลาสิกขา ก็ทรงพาภิกษุเจ้าสากิยะเหล่านั้นไปยังสระกุณาละ ทรงทราบว่าภิกษุเหล่านั้นสลดใจ เพราะตรัสเรื่องกุณาลชาดก จึงตรัสกถาว่าด้วยสัจจะ ๔ ให้เธอดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
ต่อมา ตรัสมหาสมยสูตร ให้เธอบรรลุพระอรหัต ซึ่งเป็นผลอันเลิศ.
ภริยาของพระเถระเหล่านั้นมีจิตใจอย่างเดียวกันหมดว่า บัดนี้เราจะทำอะไรในที่นี้ จึงพากันเข้าไปหาพระมหาปชาบดีเถรี ขอบรรพชา. ภริยาทั้ง ๕๐๐ ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักพระเถรีแล้ว.
แต่ในชาติต่อจากอดีต ภริยาทั้งหมดได้เป็นบาทบริจาริกาของท่านพระนันทกะเถระ เมื่อดำรงอยู่ในอัตตภาพเป็นพระราชา. สมัยนั้น พระศาสดาตรัสสั่งว่าพวกภิกษุจงสอนพวกภิกษุณี พระเถระ เมื่อถึงวาระ (เวร) ก็รู้ว่าภิกษุณีเหล่านั้นเป็นบาทบริจาริกาของตนในภพก่อน จึงคิดว่า ภิกษุผู้ได้บุพเพนิวาสญาณเห็นเรากำลังนั่งกลางภิกษุณีสงฆ์ ชักอุปมาละเหตุเป็นต้นมากล่าวธรรม ตรวจดูเหตุอันนี้แล้ว จะพึงพูดเคาะว่า ท่านนันทกะไม่ยอมสละเหล่าสนมจนทุกวันนี้ ท่านมีเหล่าสนมห้อมล้อม ช่างสง่างาม เพราะเหตุนั้น ท่านจึงไม่ไปเอง ส่งภิกษุรูปอื่นไปแทน.
แต่ภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ รูปนั้นจำนงหวังเฉพาะโอวาทของพระเถระ ด้วยเหตุนี้ เมื่อถึงวาระของท่าน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงส่งภิกษุรูปอื่นไปแทน ตรัสกะพระเถระว่า เธอจงไปเอง สอนภิกษุณีสงฆ์ ท่านไม่อาจคัดค้านพระดำรัสของพระศาสดาได้ เมื่อถึงวาระของตนจึงให้โอวาทภิกษุณีสงฆ์ วัน ๑๔ ค่ำให้ภิกษุณีเหล่านั้นทุกรูปดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลด้วยธรรมเทศนาอันประดับด้วยสฬายตนะ (อายตนะ ๖).
ภิกษุณีเหล่านั้นชื่นใจต่อธรรมเทศนาของพระเถระ พากันไปสำนักพระศาสดา ทูลบอกคุณที่ตนได้.
พระศาสดาทรงนึกว่า ใครหนอแสดงธรรม ภิกษุณีเหล่านี้จึงจะพึงบรรลุมรรคผลชั้นสูงๆ ทรงเห็นว่า ภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ นั้นฟังธรรมเทศนาของนันทกะอีก ก็จักบรรลุพระอรหัต. วันรุ่งขึ้น จึงทรงส่งภิกษุณีเหล่านั้นไปเพื่อฟังธรรมเทศนาในสำนักพระเถระผู้เดียว วันรุ่งขึ้น ภิกษุณีเหล่านั้นฟังธรรมแล้วก็บรรลุพระอรหัตทั้งหมด.
วันนั้น เวลาที่ภิกษุณีเหล่านั้นมาเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าธรรมเทศนามีผล จึงตรัสว่า เมื่อวันวาน ธรรมเทศนาของนันทกะเป็นเสมือนพระจันทร์ ๑๔ ค่ำ วันนี้เป็นเสมือนพระจันทร์ ๑๕ ค่ำ แล้วทรงทำเหตุนั้นนั่นแลให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้โอวาทสอนภิกษุณีแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสตรที่ ๘ ประวัติพระนันทเถระ
ในสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ด้วยบทว่า อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารานํ ท่านแสดงว่า ท่านพระนันทเถระเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ๖.
ความจริง พระสาวกทั้งหลายของพระศาสดา ชื่อว่าไม่คุ้มครองทวารไม่มีก็จริง ถึงอย่างนั้น ท่านพระนันทเถระต้องการจะมองทิศใดๆ ในทิศทั้ง ๑๐ ก็มิใช่มองทิศนั้นๆ อย่างปราศจากสติสัมปชัญญะ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย.
ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่กล่าวตามลำดับดังนี้
พระเถระรูปนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ถือปฏิสนธิในครอบครัว กรุงหงสวดี เจริญวัยแล้ว กำลังฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย จึงกระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น.
ท่านทำกุศลจนตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมหาปชาบดีโคตมี กรุงกบิลพัศดุ์. ครั้งนั้น ในวันรับพระนามท่านทำหมู่พระประยูรญาติให้ร่าเริงยินดี เพราะเหตุนั้น เหล่าพระประยูรญาติจึงขนานพระนามของท่านว่า นันทกุมาร.
แม้พระมหาสัตว์ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้วประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ ทรงอนุเคราะห์โลก เสด็จจากกรุงราชคฤห์ไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ ทรงทำพระพุทธบิดาให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล โดยทรงเฝ้าครั้งแรกเท่านั้น.
วันรุ่งขึ้น เสด็จไปพระราชนิเวศน์ของพระพุทธบิดา ประทานโอวาทแก่พระมารดาของพระราหุล ตรัสธรรมแก่ชนนอกนั้น วันรุ่งขึ้น เมื่องานอาวาหมงคลอัญเชิญนันทกุมารเข้าเรือนอภิเศก กำลังดำเนินไป พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปนิเวศน์ของนันทกุมารนั้น ทรงให้นันทกุมารถือบาตรเสด็จบ่ายพระพักตรไปพระวิหาร เพื่อให้เขาบรรพชา งานมงคลอภิเศกก็กีดกันนันทกุมารอย่างนั้นไม่ได้. เวลานันทกุมารถือบาตรตามเสด็จ. ชนบทกัลยาณีเจ้าสาวก็ขึ้นปราสาทชั้นบน เผยสีหบัญชร ร้องสั่งว่า พระลูกเจ้าโปรดกลับมาเร็วๆ นันทกุมารนั้น ได้ยินเสียงนาง ก็ได้แต่แลดูด้วยใจรัญจวน ไม่อาจทำนิมิตหมายตอบได้ตามชอบใจ เพราะเคารพในพระศาสดา.
ด้วยเหตุนั้น นันทกุมารนั้นจึงร้อนใจ. ขณะนั้น นันทกุมารก็คิดอย่างเดียวว่า พระศาสดาจักให้กลับตรงนี้ พระศาสดาจักให้กลับตรงนี้ พระศาสดาก็ทรงนำไปพระวิหารให้บรรพชา. นันทกุมารแม้บรรพชาแล้ว ก็ขัดไม่ได้ ได้แต่นิ่งเสีย นับแต่วันบรรพชาแล้ว ก็ยังคงระลึกถึงคำพูดของนางชนบทกัลยาณีอยู่นั่นเอง ขณะนั้น เหมือนกับนางชนบทกัลยาณีนั้นมายืนอยู่ไม่ไกล. นันทกุมารนั้นถูกความกระสัน อยากลาสิกขา บีบคั้นหนักๆ เข้า ก็เดินไปหน่อยหนึ่ง เมื่อเดินผ่านพุ่มไม้หรือกอไม้ ก็เหมือนกับพระทศพลมาประทับยืนอยู่เบื้องหน้า ท่านเป็นเหมือนขนไก่ที่เอาใส่กองไฟ จึงกลับเข้าไปที่อยู่ของตน.
พระศาสดาทรงพระดำริว่า นันทะอยู่อย่างประมาทเหลือเกิน ไม่อาจระงับความกระสันสึกได้ จึงควรทำการดับความร้อนจิตของเธอเสีย แต่นั้นก็ตรัสกะท่านนันทะว่า มานี่นันทะ เราจักไปจาริกเทวโลกด้วยกัน. พระนันทะทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์จักไปสถานที่ที่เหล่าท่านผู้มีฤทธิ์ไปกันได้อย่างไร. ตรัสตอบว่า เธอจงทำจิตคิดจะไปอย่างเดียว ไปแล้วก็จักเห็น.
ท่านพระนันทะนั้นตามเสด็จจาริกไปเทวโลกกับพระตถาคต โดยอานุภาพของพระทศพล แลดูเทวนิเวศน์ของท้าวสักกเทวราช ก็เห็นเทพอัปสร ๕๐๐ นาง. พระศาสดาทรงเห็นท่านพระนันทเถระแลดูโดยศุภนิมิต จึงตรัสถามว่า นันทะ เทพอัปสรเหล่านี้หรือนางชนบทกัลยาณีเป็นที่น่าพอใจ. ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางชนบทกัลยาณีเทียบเทพอัปสรเหล่านี้แล้ว จะปรากฏเหมือนกับนางวานรที่หูจมูกแหว่ง พระเจ้าข้า. ตรัสว่า นันทะ เทพอัปสรอย่างนี้ได้ไม่ยากเลยสำหรับผู้ทำสมณธรรม. ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับประกันแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จักทำสมณธรรม. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า นันทะ เธอจงวางใจได้ เธอจงทำสมณธรรมไปเถิด ถ้าเธอจักทำกาละ (ตาย) อย่างสัตว์มีปฏิสนธิ เราก็รับประกันว่าจะได้นางเทพอัปสรเหล่านั้น.
ดังนั้น พระศาสดาเสด็จจาริกไปเทวโลกตามพุทธอัธยาศัยแล้ว จึงเสด็จกลับมาพระเชตวันอย่างเดิม. ตั้งแต่นั้นมา ท่านพระนันทเถระก็กระทำสมณธรรมทั้งกลางคืนทั้งกลางวัน เพราะเหตุอยากได้นางเทพอัปสร.
พระศาสดาทรงสั่งภิกษุทั้งหลายว่า ในสถานที่อยู่ของนันทะ พวกเธอจงเที่ยวพูดในที่นั้นๆ ว่า เขาว่าภิกษุรูปหนึ่งให้พระทศพลรับประกันแล้วจึงทำสมณธรรม เพราะเหตุอยากได้นางเทพอัปสรทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นรับพระพุทธดำรัสแล้ว ก็เที่ยวพูดว่า เขาว่าท่านนันทะเป็นลูกจ้าง เขาว่าท่านนันทะถูกซื้อมา ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะเหตุอยากได้นางเทพอัปสรทั้งหลาย เขาว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับประกันท่านนันทะนั้น ที่จะได้นางเทพอัปสร ๕๐๐ นาง ซึ่งมีเท้าเหมือนไก่.
____________________________
ปาฐะว่า กุกฺกุฏปาทานํ พม่าเป็น กกุฎปาทีนํ แปลว่า มีเท้าเหมือนนกพิราบ ซึ่งในที่อื่นมีใช้ว่า กาโปตก ซึ่งแปลว่านกพิราบ เหมือนกัน.
ภิกษุเหล่านั้นยืนในที่ใกล้ๆ นันทะ พอจะเห็นพอจะได้ยิน เที่ยวพูดไป ท่านพระนันทเถระได้ยินเรื่องนั้น คิดว่า ภิกษุพวกนี้ไม่พูดถึงผู้อื่น พูดปรารภถึงเรา การกระทำของเราไม่ถูกแน่แล้ว ก็คิดทบทวนแล้วเจริญวิปัสสนา ก็บรรลุพระอรหัต. ขณะที่ท่านบรรลุพระอรหัตนั่นแล เทวดาองค์หนึ่งก็ทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงทราบด้วยพระองค์เอง.
วันรุ่งขึ้น ท่านพระนันทเถระเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับประกันข้าพระองค์ เพื่อจะได้นางเทพอัปสร ๕๐๐ นางซึ่งมีเท้าเหมือนไก่อันใด ข้าพระองค์ขอเปลื้องพระผู้มีพระภาคเจ้าจากปฏิสสวะการรับคำนั้น พระเจ้าข้า.
เรื่องเกิดขึ้นอย่างว่ามานี้.
ต่อมาภายหลัง พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๙ ประวัติพระมหากัปปินเถระ
ในสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ด้วยบท ภิกขุโอวาทกานํ ท่านแสดงว่า ท่านพระมหากัปปินเถระเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้โอวาทภิกษุ.
ได้ยินว่า พระเถระนี้กล่าวธรรมกถาในการประชุมคราวเดียวเท่านั้น ก็ทำภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปให้บรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้โอวาทภิกษุ.
ในปัญหากรรมของท่านมีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังนี้.
แท้จริง พระเถระรูปนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในครอบครัว ในกรุงหงสวดี. ต่อมา กำลังฟังธรรมกถาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้โอวาทภิกษุ ทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป จึงปรารถนาตำแหน่งนั้น. ท่านทำกุศลจนตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์.
ครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ถือปฏิสนธิในครอบครัวในกรุงพาราณสี เป็นหัวหน้าคณะของบุรุษ ๑,๐๐๐ คน สร้างบริเวณใหญ่ประดับด้วยห้อง ๑,๐๐๐ ห้อง. คนแม้ทั้งหมดนั้นกระทำกุศลจนตลอดชีวิต ยกกัปปินอุบาสกให้เป็นหัวหน้า พร้อมด้วยบุตรภริยาบังเกิดในเทวโลก เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ตลอดพุทธันดรหนึ่ง.
ครั้งนั้น ก่อนพระศาสดาของเราบังเกิดกัปปินะนี้ถือปฏิสนธิในราชนิเวศน์ ในนครกุกกุฎวดี ในปัจจันตประเทศ. บริษัทนอกนั้นบังเกิดในสกุลอำมาตย์ ในนครนั้นนั่นแหละ.
บรรดาคนเหล่านั้น กัปปินกุมาร ครั้นพระราชบิดาล่วงลับไป ก็เถลิงเศวตฉัตรเป็นพระราชาพระนามว่ากัปปินะ.
สตรีผู้เป็นแม่เรือนของพระองค์ ครั้งสร้างกัลยาณกรรมในชาติก่อน ก็บังเกิดในราชสกุลที่มีชาติและโภคสมบัติทัดเทียมกัน เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้ามหากัปปินะ. แต่เพราะพระนางมีพระฉวีวรรณเสมือนดอกอังกาบ จึงมีพระนามว่า อโนชาเทวี.
แม้พระเจ้ามหากัปปินะก็ทรงสนพระหฤทัยในสุตะ (การศึกษา) ตื่นบรรทมแต่เช้าตรู่ทรงส่งทูตเร็วออกทางพระทวารทั้ง ๔ ด้วยพระดำรัสสั่งว่า พวกท่านพบเหล่าท่านพหูสูตทรงสุตะในที่ใด กลับจากที่นั้นแล้วจงมาบอกเรา ดังนี้.
สมัยนั้น พระศาสดาของเราบังเกิดในโลกแล้ว ทรงอาศัยกรุงสาวัตถีประทับอยู่. เวลานั้นพวกพ่อค้าชาวกรุงสาวัตถี รับสินค้าที่เกิดขึ้นในกรุงสาวัตถีไปยังนครนั้น เก็บงำสินค้าไว้แล้ว ก็ถือบรรณาการหมายจะเฝ้าพระราชา ไปถึงประตูพระราชนิเวศน์ทราบว่า พระราชาเสด็จไปพระราชอุทยาน จึงไปที่พระราชอุทยาน ยืนใกล้ๆ ประตูบอกคนเฝ้าประตูพระราชอุทยาน.
ครั้งเขาทูลให้ทรงทราบแล้ว พระราชารับสั่งให้เข้าเฝ้า พวกเขามอบถวายบรรณาการแล้วยืนถวายบังคม ตรัสถามว่า พ่อเอ๋ย พวกท่านพากันมาจากที่ไหน. กราบทูลว่า จากกรุงสาวัตถี พระเจ้าข้า. ตรัสถามว่า แว่นแคว้นเหล่านั้นมีอาหารหาง่ายหรือ พระราชาทรงธรรมอยู่หรือ. กราบทูลว่า เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
ตรัสถามว่า ก็ในบ้านเมืองของท่านมีข่าวคราวอะไรบ้างเล่า. กราบทูลว่า มีอยู่ พระเจ้าข้า แต่ไม่อาจกราบทูลได้ด้วยทั้งปากที่ยังไม่สะอาด.
พระราชาจึงให้พระราชทานน้ำด้วยพระเต้าทอง. พ่อค้าเหล่านั้นบ้วนปากแล้วหันหน้าไปทางพระทศพล ประคองอัญชลี กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ในบ้านเมืองของข้าพระบาท พระพุทธรัตนะเกิดขึ้นแล้ว พระเจ้าข้า.
พอสดับคำว่า พุทฺโธ เท่านั้น พระราชาก็ทรงเกิดปีติซาบซ่านทั่วพระวรกาย. แต่นั้นตรัสว่า พ่อเอ๋ย พวกท่านพูดว่า พุทฺโธ หรือ. กราบทูลว่า พวกข้าพระบาทพูดว่า พุทฺโธ พระเจ้าข้า. ทรงให้พวกพ่อค้ากล่าวอย่างนั้น ๓ หน.
บทว่า พุทฺโธ หาประมาณมิได้ ใครๆ ไม่อาจทำให้มีประมาณได้เลย.
พระราชาทรงเลื่อมใสในบทว่า พระพุทธรตนะเกิดขึ้นแล้วนั้น ก็พระราชทานทรัพย์แสนหนึ่ง แล้วตรัสถามว่า มีข่าวอื่นอีกไหม. กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระธรรมรตนะเกิดขึ้นแล้ว พระเจ้าข้า. ทรงสดับข่าวนั้นแล้ว ทรงถือปฏิญาณอย่างนั้นเหมือนกัน พระราชทานทรัพย์อีกแสนหนึ่ง แล้วตรัสถามว่า มีข่าวอื่นๆ อีกไหม. กราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ พระสังฆรตนะเกิดขึ้นแล้ว พระเจ้าข้า. ทรงสดับข่าวนั้นแล้ว ทรงถือปฏิญาณอย่างนั้นเหมือนกัน พระราชทานทรัพย์อีกแสนหนึ่ง. ทรงเขียนบอกข้อที่พระราชทานทรัพย์ลงในหนังสือส่งไปด้วยพระดำรัสสั่งว่า พ่อเอ๋ย พวกท่านจงไปสำนักพระราชเทวีเถิด.
เมื่อพวกพ่อค้าไปกันแล้ว ตรัสถามเหล่าอำมาตย์ว่า พ่อเอ๋ย พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกแล้ว พวกท่านจักทำอย่างไรกัน. เหล่าอำมาตย์ทูลย้อนถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์จะทรงทำอย่างไร. ตรัสว่า เราก็จักบวช. เหล่าอำมาตย์กราบทูลว่า เหล่าข้าพระบาทก็จักบวชทั้งหมด. ต่างก็ไม่เยื่อใยเหย้าเรือนหรือทรัพย์สมบัติ พากันขึ้นม้าควบขับออกไป.
เหล่าพ่อค้าไปเฝ้าพระนางอโนชาเทวี แสดงหนังสือถวาย. พระนางทรงอ่านหนังสือนั้นแล้วตรัสถามว่า พ่อเอ๋ย พระราชาพระราชทานกหาปณะเป็นอันมากแก่พวกท่าน พวกท่านทำอะไร. กราบทูลว่า ข้าแต่พระเทวี พวกข้าพระบาทนำข่าวที่น่ารักมาถวาย พระเจ้าข้า.
ตรัสถามว่า พ่อเอ๋ย พวกท่านอาจให้เราฟังข่าวนั้นได้ไหม. กราบทูลว่า ข้าแต่พระเทวี ก็อาจจะได้ แต่พวกข้าพระบาทไม่อาจกราบทูลด้วยทั้งปากที่ไม่สะอาด พระเจ้าข้า.
พระนางจึงให้พระราชทานน้ำด้วยพระเต้าทอง. พ่อค้าเหล่านั้นบ้วนปากแล้ว ก็กราบทูลทำนองที่กราบทูลพระราชามาแล้ว. แม้พระนางก็ทรงเกิดความปราโมทย์ ให้พวกพ่อค้ารับปฏิญา ๓ หนแต่ละบท โดยนัยนั้นเหมือนกัน พระราชทานทรัพย์บทละสามแสน ๓ บท รวมเป็นทรัพย์เก้าแสน. เหล่าพ่อค้าได้ทรัพย์รวมทั้งหมดถึงล้านสองแสน.
ครั้งนั้น พระนางตรัสถามเหล่าพ่อค้าว่า พระราชาเสด็จไปไหน. เหล่าพ่อค้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระเทวี พระราชาเสด็จออกไปหมายจะทรงผนวช พระเจ้าข้า. พระนางทรงส่งพวกพ่อค้าไปด้วยพระดำรัสว่า พ่อเอ๋ย ถ้ากระนั้น พวกท่านจงกลับไปเสีย แล้วรับสั่งให้เรียกเหล่าแม่บ้านของเหล่าอำมาตย์ที่ไปกับพระราชามาแล้วตรัสถามว่า แม่เอ๋ย พวกเธอรู้สถานที่ๆ พวกสามีเธอไปไหม. กราบทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า ไม่ทราบเพคะ พวกสามีข้าพระบาทไปเล่นสวนกับพระราชานี่เพคะ.
ตรัสว่า เออ แม่เอ๋ย เขาไปกันแล้ว แต่ไปในสวนนั้นแล้ว ฟังข่าวว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้ว พระธรรมเกิดขึ้นแล้ว พระสงฆ์เกิดขึ้นแล้ว ก็ไปกันหมายจะบวชในสำนักพระทศพล พวกเธอจะทำอย่างไร. กราบทูลย้อนถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็พระองค์ประสงค์จะทรงทำอย่างไร.
ตรัสตอบว่า เราก็จักบวช. กราบทูลว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกข้าพระบาทก็จักบวช. ทั้งหมดต่างให้เทียมรถพากันออกไป.
ฝ่ายพระราชาเสด็จถึงฝั่งแม่น้ำคงคาพร้อมกับอำมาตย์พันคน. ขณะนั้น แม่น้ำคงคาเปี่ยมน้ำ เห็นแม่น้ำคงคานั้นแล้ว ต่างก็ดำริและอธิษฐานว่า แม่น้ำคงคาเปี่ยมน้ำ เกลื่อนด้วยปลาร้าย ไม่มีทาสหรือมนุษย์ที่มากับพวกเราซึ่งจะพึงให้เรือหรือแพแก่พวกเราในที่นั้น แต่ธรรมดาว่าพระคุณทั้งหลายของพระศาสดาแผ่ไปเบื้องล่างแต่อเวจีมหานรกจนถึงภวัคคพรหม ก็ถ้าพระศาสดาทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไซร้ ขอหลังกีบม้าเหล่านี้จงอย่าเปียกน้ำเลย แล้วก็ควบขับม้าไปทางหลังน้ำ.
แม้เพียงกีบม้าแต่ละตัวก็มิได้เปียกน้ำเลย ถึงฝั่งโน้นเหมือนไปโดยราชมรรคา แต่แล้วก็ถึงมหานทีอื่นๆ ข้างหน้า. ตรัสถามว่า แม่น้ำแห่งที่สอง ชื่ออะไร. กราบทูลว่า ชื่อว่านีลวาหินี มีประมาณครึ่งโยชน์ทั้งส่วนลึก ทั้งส่วนกว้าง พระเจ้าข้า. ในแม่น้ำนั้น ไม่มีสัจจกิริยาอย่างอื่น พากันข้ามแม่น้ำที่กว้างถึงครึ่งโยชน์ด้วยสัจจกิริยาแม้นั้น ทั้งถึงมหานทีที่สามชื่อว่าจันทรภาคา ก็พากันข้ามด้วยสัจจกิริยานั้นนั่นเอง.
ในวันนั้น แม้พระศาสดาทรงออกจากมหากรุณาสมาบัติ ตรวจดูสัตวโลกเวลาใกล้รุ่ง ก็ทรงเห็นว่า วันนี้พระเจ้ามหากัปปินะทรงสละราชสมบัติมีอำมาตย์เป็นบริวาร จักเสด็จมาตลอดระยะทาง ๓๐๐ โยชน์ เพื่อทรงผนวชในสำนักเรา ทรงดำริว่า ควรที่เราจะไปทำการต้อนรับพวกเขา จึงทรงปฏิบัติสรีรกิจแต่เช้าตรู่ มีภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร เสด็จบิณฑบาต ณ กรุงสาวัตถี.
ภายหลังเสวยแล้วเสด็จกลับจากบิณฑบาต ลำพังพระองค์เอง เสด็จเหาะไปประทับนั่งสมาธิ ณ ต้นไทรใหญ่ ซึ่งมีอยู่ตรงท่าที่คนเหล่านั้นจะข้าม ริมฝั่งแม่น้ำจันทรภาคา ทรงดำรงพระสติเฉพาะหน้า เปล่งพระพุทธฉัพพัณณรังสี.
คนเหล่านั้นข้ามทางท่านั้น เห็นพระพุทธรัศมีแล่นไปมา พบพระพักตรของพระทศพล มีพระสิริเหมือนเพ็ญจันทร์ ก็ตกลงใจโดยการเห็นเท่านั้นว่า พวกเราบวชเจาะจงพระศาสดาพระองค์ใด พระศาสดาพระองค์นั้นเป็นพระองค์นี้แน่แท้ ก็น้อมกายถวายบังคมตั้งแต่สถานที่พบ มาถวายบังคมพระศาสดา. พระราชาจับที่ข้อพระบาทพระศาสดา ถวายบังคมแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง พร้อมกับอำมาตย์พันหนึ่ง.
____________________________
ปาฐะว่า ยํสตฺถารํ อุทฺทิสฺส มยํ ปพฺพชิตา สตฺถา โน เอโสติ
พม่าเป็น ยํ สตฺถารํ อุทฺทิสฺส มยํ ปพฺพชิตา, อทฺธา โส เจโสติ แปลตามพม่า.
พระศาสดาตรัสธรรมกถาโปรดคนเหล่านั้น จบเทศนา ทุกคนก็ดำรงอยู่ในพระอรหัต ขอบรรพชา. พระศาสดาทรงทราบว่า เพราะคนเหล่านี้ถวายจีวรทานไว้ในชาติก่อน จึงมารับบาตรจีวรของตน แล้วทรงเหยียดพระหัตถ์มีวรรณะดั่งทอง ตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.
ก็เป็นอันท่านเหล่านั้นบรรพชาและอุปสมบทแล้ว พากันแวดล้อมพระศาสดา เหมือนพระเถระร้อยพรรษา.
ฝ่ายพระนางอโนชาเทวี มีรถพันคันเป็นบริวาร เสด็จถึงฝั่งแม่น้ำคงคา ไม่เห็นเรือหรือแพที่จะพาข้ามไป แต่เพราะทรงเป็นคนฉลาด จึงทรงดำริว่า พระราชาก็คงจักทรงทำสัจจกิริยาเสด็จไป ก็พระศาสดานั้นมิใช่ทรงบังเกิดมาเพื่อคนพวกนั้นอย่างเดียว ถ้าพระองค์ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รถทั้งหลายของพวกเราก็อย่าจมน้ำ จึงทรงขับควบรถไปทางผิวน้ำ. แม้เพียงดุมและล้อของรถทั้งหลายก็มิได้เปียกน้ำ.
ทั้งแม่น้ำที่สอง ที่สาม ก็ทรงข้ามไปได้ด้วยกระทำสัจจะนั้นนั่นแล เมื่อทรงข้ามไปได้นั่นเอง ทรงเห็นพระศาสดาที่โคนต้นไทร.
แม้พระศาสดาก็ทรงดำริว่า สตรีเหล่านี้เห็นสามีของตน เกิดฉันทราคะก็จะพึงทำอันตรายต่อมรรคผล ทั้งไม่อาจฟังธรรมได้ จึงทรงกระทำโดยวิธีการที่พวกเขาจะไม่เห็นกันและกันได้. สตรีเหล่านั้นทั้งหมดขึ้นจากท่าน้ำแล้ว ซึ่งถวายบังคมพระทศพลแล้วนั่ง. พระศาสดาตรัสธรรมกถาโปรดสตรีเหล่านั้น. จบเทศนา สตรีทุกคนก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล จึงเห็นซึ่งกันและกัน.
พระศาสดาทรงดำริว่า อุบลวรรณาจงมา. พระเถรีก็มาให้สตรีทุกคนบรรพชา แล้วพาไปสำนักภิกษุณี. พระศาสดาทรงพาภิกษุพันรูปเสด็จไปพระเชตวันทางอากาศ.
ครั้งนั้น ท่านพระมหากัปปินะเถระรู้ว่ากิจตนถึงที่สุดแล้ว ก็เป็นผู้ขวนขวายน้อย ทำเวลาให้ล่วงไปด้วยสุขในผลสมาบัติ อยู่ป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี ก็เปล่งอุทานเนืองๆ ว่า อโห สุขํ อโห สุขํ (โอ สุขจริง โอ สุขจริง).
ภิกษุทั้งหลายเกิดพูดกันขึ้นว่า ท่านพระกัปปินเถระระลึกถึงสุขในราชสมบัติ จึงเปล่งอุทาน พากันไปกราบทูลพระตถาคต. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุตรเราปรารภสุขในมรรค สุขในผล จึงเปล่งอุทานแล้วตรัสพระคาถาในพระธรรมบท ดังนี้ว่า
ธมฺมปีติ สุขํ เสติ วิปฺปสนฺเนน เจตสา อริยปฺปเวทิเต ธมฺเม สทา รมติ ปณฺฑิโต บัณฑิตมีใจผ่องใสแล้วมีปีติในธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข
ยินดีในธรรมที่พระอริยประกาศแล้วทุกเมื่อ
ต่อมาวันหนึ่ง พระศาสดาทรงเรียกภิกษุพันรูปอันเตวาสิกของท่านมาแล้ว ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาจารย์ของเธอแสดงธรรมบ้างไหม. กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อาจารย์ของข้าพระองค์มิได้แสดงธรรมเลย ท่านเป็นผู้ขวนขวายน้อย ประกอบเนืองๆ แต่สุขวิหารธรรมในปัจจุบันอยู่ ไม่ให้แม้แต่เพียงโอวาทแก่ใครๆ.
พระศาสดารับสั่งให้เรียกท่านมาแล้วตรัสถามว่า กัปปินะ เขาว่าเธอไม่ให้แม้แต่เพียงโอวาทแก่อันเตวาสิกทั้งหลาย จริงหรือ. ท่านกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริงพระเจ้าข้า.
ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ เธออย่าทำอย่างนี้ ตั้งแต่วันนี้ไป เธอจงแสดงธรรมแก่อันเตวาสิกทั้งหลาย. ท่านรับพระพุทธดำรัสด้วยเศียรเกล้าว่า ดีละ พระเจ้าข้า แล้วแสดงธรรมสอนสมณะพันรูป ในการประชุมคราวเดียวเท่านั้น ให้เธอบรรลุพระอรหัตหมดทุกรูป.
ต่อมา พระศาสดาประทับกลางสงฆ์ กำลังทรงสถาปนาพระเถระทั้งหลายในตำแหน่งต่างๆ ตามลำดับ จึงทรงสถาปนาท่านพระมหากัปปินเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้โอวาทภิกษุแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------
อรรถกถาพระสูตรที่ ๑๐ ประวัติพระสาคตเถระ
ในสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ด้วยบทว่า เตโชธาตุกุสสานํ ท่านแสดงว่า ท่านพระสาคตเถระเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ฉลาดเข้าเตโชธาตุ.
ความจริง พระเถระนี้ใช้เดชครอบงำเดชของนาคชื่ออัมพติตถะ ได้ทำให้หายพยศ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่า เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ฉลาดเข้าเตโชธาตุ
ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับ ดังนี้
ก็พระเถระรูปนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ถือปฏิสนธิในครอบครัว ในกรุงหงสวดี ต่อมา กำลังฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ฉลาดเข้าเตโชธาตุ จึงทำกุศลกรรมอย่างใหญ่ ปรารถนาตำแหน่งนั้น. เขาทำกุศลตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์. ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในครอบครัวพราหมณ์ ในกรุงสาวัตถี. บิดามารดาจึงตั้งชื่อท่านว่า สาคตมาณพ.
ต่อมา สาคตมาณพนั้นฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาได้ศรัทธา จึงบวชทำสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดแล้ว บรรลุความเป็นผู้ชำนาญในสมาบัตินั้น.
ต่อมาวันหนึ่ง พระศาสดาเสด็จจาริกไป ได้เสด็จถึงที่ใกล้กรุงโกสัมพี. สมัยนั้น คนที่มาที่ไปมากด้วยกันเป็นศัตรูของนายเรือเก่าที่ท่าน้ำ ตีนายเรือนั้นตาย. นายเรือนั้นตั้งความปรารถนาด้วยทั้งจิตที่ขุ่นแค้น บังเกิดเป็นนาคราชมีอานุภาพมากที่ท่าเรือนั้นนั่นแหละ เพราะมีจิตขุ่นแค้น เขาจึงทำให้ฝนตกในเวลาที่มิใช่หน้าฝน ไม่ให้ฝนตกในเวลาหน้าฝน ข้าวกล้าก็ไม่สมบูรณ์. ชาวแว่นแคว้นทั้งสิ้นทำการเส้นสังเวยทุกปี เพื่อให้นาคราชนั้นสงบ สร้างเรือนหลังหนึ่งให้นาคราชนั้นอยู่.
แม้พระศาสดาก็เสด็จข้ามทางท่านั้น มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ได้เสด็จไป ทรงมีพระประสงค์จะประทับอยู่คืนหนึ่ง ณ ที่นั้น.
ครั้งนั้น พระเถระนี้ทราบว่า เขาว่ามีนาคราชดุอยู่ที่นั้น จึงคิดว่าควรจะทรมานนาคราชนี้ให้หายพยศ แล้วจัดแจงที่ประทับอยู่สำหรับพระศาสดา ดังนี้แล้วเข้าไปยังที่อยู่ของนาค นั่งขัดสมาธิ.
นาคโกรธว่า สมณะโล้นนี้ชื่อไร จึงบังอาจเข้าไปนั่งยังที่อยู่ของเรา แล้วจึงบังหวนควันขึ้น. พระเถระก็ทำบังหวนควันยิ่งกว่า. พระยานาคทำไฟลุกโพลง. พระเถระก็ทำไฟลุกโพลงยิ่งกว่า ครอบงำเดชของนาคนั้น. นาคคิดว่าภิกษุรูปนี้ใหญ่จริงหนอ จึงหมอบกราบลงแทบเท้าพระเถระกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพระเจ้าขอถึงท่านเป็นสรณะ. พระเถระบอกว่า กิจด้วยสรณะสำหรับเราไม่มีดอก ท่านจงถึงพระทศพลเป็นสรณะเถิด.๑ นาคนั้นรับคำว่า ดีละ แล้วเป็นผู้ถึงสรณะ.
____________________________
ปาฐะว่า โส สาธูติ สรณํ คโตฯ โส อคจฺฉิ ตํ สรณํ ฯเปฯ สพฺพญฺญุตํปิ สํคโต ฯ หุตฺวา อิโต ปฏฺฐาย น กิญฺจิ วิเหเฐมิ เทวํปิ สมฺมา วสฺสาเปมีติฯ
พม่าเป็น โส สาธูติ สรณคโต หุตฺวา ตโต ปฏฺฐาย น กญฺจิ วิเหเฐติ, เทวมฺปิ สมฺมา วสฺสาเปติ, แปลตามพม่า.
(นาคนั้นได้ถึงพระทศพล ผู้มีพระเศียรคือสัพพัญญุตญาณอันประเสริฐ ผู้มีพระเกล้างามคือนิพพานารมณ์อันประเสริฐ ผู้มีพระนลาตคือจตุตถญาณอันประเสริฐ ผู้มีรัศมีพระอุณณาโลมคือสมาปัตติญาณ ดั่งวชิระอันประเสริฐ ผู้มีพระโขนงทั้งคู่อันประเสริฐเกินความงามแห่งนีลกสิณ ผู้มีคู่พระจักษุคือทิพยจักษุ ปัญญาจักษุและสมันตจักษุอันประเสริฐ ผู้มีคู่พระโสต คือทิพยโสตญาณอันประเสริฐ ผู้มีพระนาสิกโด่งคือโคตรภูญาณอันประเสริฐ ผู้มีคู่พระปราง (แก้ม) คือมรรคผลญาณและวิมุตติผลญาณอันประเสริฐ ผู้มีคู่พระโอษฐ์คือโลกิยญาณและโลกุตตรญาณอันประเสริฐ ผู้มีพระทนต์งามคือสัตตตึสโพธิปักขิยญาณอันประเสริฐ ผู้มีพระเขี้ยว ๔ คือจตุมรรคญาณอันประเสริฐ ผู้มีพระชิวหาคือจตุสัจจญาณอันประเสริฐ ผู้มีพระหนุ (คาง) คืออัปปฏิหตญาณ (พระญาณที่ไม่มีอะไรขัดขวาง) อันประเสริฐ ผู้มีพระศอคือญาณเครื่องบรรลุวิโมกข์อันยอดเยี่ยมอันประเสริฐ ผู้มีคู่พระพาหา (แขน) คือจตุเวสารัชชญาณอันประเสริฐ ผู้มีพระองคุลี (นิ้ว) กลมงามคือทสานุสสติญาณอันประเสริฐ ผู้มีแผ่นพระอุระ (อก) เต็มคือสัตตโพชฌงค์ ผู้มีคู่พระถัน (นม) คืออาสยานุสยญาณอันประเสริฐ ผู้มีพระวรกายท่อนกลางคือทศพลญาณอันประเสริฐ ผู้มีพระชงม์ (แข้ง) คือปัญจินทรีย์และปัญจพละอันประเสริฐ ผู้มีคู่พระอูรุ (ขา) คือทสกุศลกัมมปถอันประเสริฐ ผู้มีสังฆาฏิคือศีลสมาธิปัญญาอันประเสริฐ ผู้มีบังสุกุลจีวรเครื่องปกปิดพระวรกายคือหิริโอตตัปปะอันประเสริฐ ผู้มีพระอันตรวาสก (สะบง) คืออัฏฐังคิกมรรคญาณอันประเสริฐ ผู้มีประคตเอวคือจตุสติปัฏฐานอันประเสริฐ เป็นสรณะ พระพุทธเจ้าท่านให้แจ่มแจ้งแล้วดังกล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุแม้พระสัพพัญญุตญาณแล้ว)
____________________________
ที่วงเล็บไว้ ฉบับพม่าสีหลไม่มี.
ตั้งแต่นั้น นาคก็ไม่เบียดเบียนใครๆ ทำฟ้าฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าทั้งหลายก็สมบูรณ์ พูนผล.
พวกชาวกรุงโกสัมพีฟังข่าวว่า เขาว่าพระผู้เป็นเจ้าสาคตะทรมานอัมพติตถนาคได้แล้ว ต่างคอยการเสด็จมาของพระศาสดา จัดแจงสักการะเป็นอันมากถวายพระทศพล ชาวเมืองเหล่านั้น ครั้นถวายสักการะอย่างมากแด่พระทศพลแล้ว ก็ตกแต่งน้ำใสสีขาว (ประเภทสุรา?) ไว้ในเรือนทุกหลัง ตามคำแนะนำของเหล่าภิกษุฉัพพัคคีย์ (ภิกษุ ๖ รูป).
วันรุ่งขึ้น เมื่อพระสาคตเถระเที่ยวบิณฑบาต ก็พากันถวายน้ำนั้นบ้านละหน่อยๆ พระเถระถูกผู้คนทั้งหลายขะยั่นขะยอ เพราะยังไม่ได้ทรงบัญญัติสิกขาบท ก็ดื่มทุกเรือนหลังละหน่อยๆ เดินไปไม่ไกลนักก็สิ้นสติล้มลงที่กองขยะ เพราะไม่มีอาหารรองท้อง.
พระศาสดาเสวยเสร็จแล้ว เสด็จออกไปเห็นท่านพระสาคตะเถระนั้น ก็โปรดให้พาตัวไปพระวิหาร ทรงตำหนิแล้วทรงบัญญัติสิกขาบท.
วันรุ่งขึ้น ท่านได้สติ ฟังเขาเล่าถึงเหตุที่ตนทำแล้วก็แสดงโทษที่ล่วงเกิน ขอให้พระทศพลงดโทษแล้ว เกิดความสลดใจ เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต.
เรื่องปรากฏในพระวินัยดังกล่าวมานี้. พึงทราบเรื่องพิสดารตามนัยที่มาแล้วในวินัยนั้นนั่นแล.
ภายหลัง พระศาสดาประทับนั่งในพระเชตวันมหาวิหาร กำลังทรงสถาปนาพระเถระทั้งหลายไว้ในตำแหน่งทั้งหลายตามลำดับ จึงทรงสถาปนาท่านพระสาคตเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ฉลาดเข้าเตโชธาตุแล.
จบอรรถกถาพระสูตรที่ ๑๐ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๑๑ ประวัติพระราธเถระ
ในสูตรที่ ๑๑ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปฏิภาเณยฺยกานํ ได้แก่ ผู้ให้ปฏิภาณเกิดขึ้นได้อันนับเป็นเหตุให้ท่านแสดงซ้ำซึ่งพระธรรมเทศนาของพระศาสดาได้ทันที
____________________________
บางแห่งเป็น ปฏิภานกภิกขูนํ แปลว่า ภิกษุผู้มีปฏิภาณ.
ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับ ดังนี้
ก็พระเถระรูปนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนสกุล ในเมืองหงสวดี ภายหลังกำลังฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีปฏิภาณ จึงทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น. ท่านปรนนิบัติพระตถาคตจนตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์.
ครั้งพุทธุปบาทกาลนี้ ก็ถือปฏิสนธิในสกุลพราหมณ์ กรุงราชคฤห์ บิดามารดาจึงขนานนามว่าราธมาณพ. เวลาแก่เฒ่า เขาคิดว่าเราเป็นผู้ที่บุตรภริยาของตน ไม่ต้องการจักบวชให้เวลาล่วงไปเสีย จึงไปพระวิหารขอบรรพชากะพระเถระทั้งหลาย.
พระเถระบางพวกไม่ประสงค์ให้บวช ด้วยเห็นว่าเป็นคนแก่ เป็นพราหมณ์แก่เฒ่า.
ต่อมาวันหนึ่ง พราหมณ์ไปสำนักของพระศาสดา ทำการปฏิสัณฐารแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง. พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสสยสมบัติความถึงพร้อมด้วยอุปนิสสัย ทรงมีพระประสงค์จะยกเรื่องขึ้นจึงตรัสถามว่า พราหมณ์ บุตรภริยายังปรนนิบัติอยู่หรือ. กราบทูลว่า ท่านพระโคดม ปรนนิบัติแต่ที่ไหนเล่า พวกบุตรภริยาให้ข้าพระองค์ออกไปจากบ้าน ด้วยเขาคิดว่าข้าพระองค์แก่แล้ว. ตรัสถามว่า ท่านบวชเสียไม่ควรหรือพราหมณ์. กราบทูลว่า ท่านพระโคดม ใครเล่าจะให้ข้าพระองค์บวช ใครๆ เขาไม่ต้องการข้าพระองค์ดอก เพราะเป็นคนแก่แล้ว.
พระศาสดาได้ประทานสัญญานัดหมายแก่ท่านพระสารีบุตรเถระ. พระเถระรับพระพุทธดำรัสด้วยเศียรเกล้า ให้ราธพราหมณ์บวช. ท่านคิดว่า พระศาสดาทรงให้พราหมณ์ผู้นี้บวชด้วยความเอื้อเฟื้อ ไม่สมควรดูแลพราหมณ์ผู้นี้ด้วยความไม่เอื้อเฟื้อ จึงพาพระราธเถระไปที่อยู่ใกล้บ้าน ณ ที่นั้น ท่านมีลาภที่ค่อนข้างหาได้ยาก เพราะยังบวชใหม่ พระเถระจึงให้ที่อยู่ที่ถึงแก่ตนแม้เป็นที่ดีเลิศ ให้บิณฑบาตอันประณีตที่ถึงแก่ตน แก่พระราธเถระนั้น เที่ยวไปบิณฑบาตเอง.
ท่านพระราธเถระได้เสนาสนะอันสบายและโภชนะอันสบาย รับกรรมฐานในสำนักท่านพระสารีบุตรเถระ ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต.
ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเถระก็พาท่านไปเฝ้าพระทศพล. พระศาสดาก็ทรงทราบ จึงตรัสถามว่า สารีบุตร นิสสิตที่เรามอบหมายแก่เธอไปเป็นเช่นไร ไม่อยากสึกหรือ. ท่านพระสารีบุตรเถระทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมดาภิกษุผู้อภิรมย์ยินดียิ่งในพระศาสนา พึงเป็นเช่นนี้พระเจ้าข้า.
ครั้งนั้นเกิดพูดกันกลางสงฆ์ว่า ท่านพระสารีบุตรเถระเป็นผู้กตัญญูกตเวที.
พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความที่สารีบุตรเป็นผู้กตัญญูกตเวทีในชาตินี้ยังไม่อัศจรรย์ ในชาติก่อนเธอแม้บังเกิดในปฏิสนธิของอเหตุกสัตว์ ก็ได้เป็นผู้กตัญญูกตเวทีแล้วเหมือนกัน.
ภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในกาลไหนพระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล ช่างไม้ประมาณ ๕๐๐ คนเข้าไปป่าใหญ่เชิงเขา ตัดทัพพสัมภาระได้แล้วผูกแพใหญ่ล่องลงแม่น้ำ มีพระยาช้างเชือกหนึ่ง นัยว่า เอางวงจับกิ่งไม้ในที่ไม่เรียบร้อยแห่งหนึ่ง ไม่อาจจะธารกิ่งไม้หักได้ ก็เอาเท้าเหยียบลงตรงตอแหลม เท้าถูกตอแทง เกิดทุกขเวทนา ไม่สามารถออกไปเดินได้ ก็นอนลงที่นั้นนั่นแหละ.
ล่วงไป ๒-๓ วัน พระยาช้างนั้นแลเห็นพวกช่างไม้ เดินมาใกล้ตัว ก็คิดว่า เราอาศัยช่างไม้เหล่านี้คงจักรอดชีวิตแน่ จึงได้เดินไปตามรอยช่างไม้เหล่านั้น พวกเขาเหลียวกลับมาเห็นช้าง ก็กลัวจึงหนีไป. พระยาช้างนั้นรู้ว่าเขาหนีก็หยุด ติดตามไปอีกเมื่อเวลาเขาหยุด. หัวหน้าช่างไม้คิดว่า ช้างเชือกนี้ เมื่อเราหยุดก็ตาม เมื่อเราหนีก็หยุด คงจักต้องมีเหตุในที่นั้นแน่ ทุกคนจึงพากันปีนขึ้นต้นไม้ นั่งคอยช้างมา.
พระยาช้างนั้นเดินมาใกล้ช่างไม้เหล่านั้น ก็นอนกลิ้งแสดงเท้าของตน เวลานั้น ช่างไม้ก็เกิดความเข้าใจ โดยกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ช้างนั่นมาเพราะเจ็บป่วย ไม่ใช่มาเพราะเหตุอย่างอื่น จึงพากันเข้าไปใกล้พระยาช้างนั้น เห็นตอตำเข้าไปในเท้า ก็รู้ว่า เพราะเหตุนี้เอง มันจึงมาจึงเอามีดที่คม ขวั้นที่ปลายตอแล้วเอาเชือกผูกให้แน่น ช่วยกันดึงออกมาได้ บีบปากแผลของมันนำเอาหนองและเลือดออก ล้างด้วยน้ำฝาด ใส่ยาที่ตนรู้จัก ไม่นานนัก ก็ทำให้มันสบาย.
พระยาช้างหายป่วยแล้วคิดว่า ช่างไม้เหล่านี้มีอุปการะแก่เรามาก เราอาศัยช่างไม้เหล่านี้จึงรอดชีวิต เราควรจะกตัญญูกตเวทีต่อพวกเขา จึงกลับไปที่อยู่ของตนแล้วนำเอาลูกช้างตระกูลคันธะมา. พวกช่างไม้เห็นลูกช้างก็ปลื้มใจอย่างยิ่งว่า ช้างของเราพาลูกมา. พระยาช้างคิดว่า เมื่อเรายืนอยู่ ทำไมหนอ ลูกช้างนี้จึงยังมา มันคงจักไม่รู้เหตุที่เรามา จึงผละออกไปจากที่ๆ ยืน. ลูกช้างก็ยังคงเดินตามต้อยๆ ไปข้างหลังพ่อ. พระยาช้างรู้ว่าลูกตามมา จึงส่งเสียงสัญญาให้กลับไป. ลูกช้างได้ยินเสียงพ่อ ก็กลับไปหาพวกช่างไม้.
____________________________
ปาฐะว่า หตฺถินาโค จินฺเตสิ มยิ ติฏฺฐนฺเต กึนุโข อยํ อาคโตติ มม อาคตการณํ ชานิสฺสตีติ ฐิตฏฺฐานโต อปกฺกมิ.
พม่าเป็น หตฺถินาโค จินฺเตสิ มยิ ติฏฐนฺเต “กึนุโข อยํ อาคโต” ติ มม อาคตการณํ ชานิสฺสนฺตี” ติ ฐิตฏฐานโต ปกฺกามิ. (แปลตามพม่า).
พวกช่างไม้รู้ว่า ช้างนี่คงจักมาเพื่อให้ลูกช้างเชือกนี้แก่เรา จึงกล่าวว่า เราไม่มีกิจที่จะให้เจ้าทำในสำนักเราดอก จงไปหาพ่อของเจ้าเถิด แล้วก็ส่งลูกช้างกลับไป.
พระยาช้างก็ส่งลูกซึ่งมาหาตนถึง ๓ ครั้งไปอยู่ใกล้พวกช่างไม้อีก ตั้งแต่นั้นมา พวกช่างไม้ก็ช่วยกันบำรุงเลี้ยงลูกช้างไว้ในสำนักของตน เวลากินต่างให้ก้อนข้าวคนละก้อน เพียงพอแก่ความต้องการของลูกช้างนั้น.
ครั้งนั้น ลูกช้างนั้นก็ขนทัพสัมภาระที่พวกช่างไม้ตัดไว้ในป่า มาทำเป็นกองไว้ที่ลาน ลูกช้างก็กระทำอุปการะแม้อย่างอื่น โดยทำนองนี้นี่แล.
____________________________
ปาฐะว่า อถ โส วฑฺฒกีหิ อตฺตโน คณณโกฏียกํ ทพฺพสมฺภารํ…
พม่าเป็น โส วฑฺฒกีหิ อพฺโตคณเณ โกฏฏิตํ ทพฺเพสมฺภารํ (แปลตามพม่า).
พระศาสดาทรงชักเหตุนี่มาแสดง แม้ในชาติก่อน พระสารีบุตรก็เป็นผู้กตัญญูกตเวที. ครั้งนั้น พระสารีบุตรเถระได้เป็นช้างใหญ่. ภิกษุผู้หย่อนความเพียรที่มาในอัตถุปปัตติ (เหตุเกิดเรื่อง) ได้เป็นลูกช้าง.
แต่ถึงคัมภีร์สังยุตตนิกายควรกล่าวราธสังยุตทั้งสิ้น และคาถาในพระธรรมบทว่า
นิธีนํว ปวตฺตารํ ยํ ปสเส วชฺชทสฺสินํ นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโย. พึงเห็นบัณฑิตผู้กล่าวสอน ชี้โทษ พูดข่มไว้
มีปัญญากว้างขวาง เหมือนชี้บอกขุมทรัพย์ให้
พึงคบบัณฑิตเช่นนั้น เมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น
ก็มีแต่ดี ไม่เสียเลย ดังนี้
ชื่อว่าธรรมเทศนาของพระเถระ แต่ต่อมา พระศาสดากำลังทรงสถาปนาพระเถระทั้งหลายไว้ในตำแหน่งทั้งหลายตามลำดับ จึงทรงสถาปนาท่านพระราธเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ประกอบด้วยปฏิภาณแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๑ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๑๒ ประวัติพระโมฆราชเถระ
ในสูตรที่ ๑๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ด้วยบทว่า ลูขจีวรธรานํ ท่านแสดงว่า ท่านพระโมฆราชเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ทรงจีวรปอน.
จริงอยู่ พระเถระองค์นี้ทรงผ้าบังสุกุลจีวรที่ประกอบด้วยความปอน ๓ อย่าง คือ ปอนด้วยผ้า ปอนด้วยด้าย ปอนด้วยเครื่องย้อม เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ทรงจีวรปอน.
ปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับ ดังนี้
ก็ท่านพระโมฆราชนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ถือปฏิสนธิบังเกิดในครอบครัว กรุงหงสวดี หลังจากนั้น กำลังฟังธรรมกถาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่ง ไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ทรงจีวรปอน ก็ทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น.
ท่านทำกุศลจนตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ถือปฏิสนธิในเรือนอำมาตย์ ในนครกัฏฐวาหนะ ก่อนแต่พระทศพลพระนามว่ากัสสปเสด็จอุบัติขึ้น ต่อมาเจริญวัย เฝ้าบำรุงพระเจ้ากัฏฐวาหนะ ก็ได้ตำแหน่งอำมาตย์.
สมัยนั้น พระกัสสปทศพลเสด็จอุบัติในโลกแล้ว พระเจ้ากัฏฐวาหนะทรงสดับว่าพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก รับสั่งเรียกอำมาตย์นั้นมาตรัสว่า พ่อเอ๋ย พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ใครๆ ไม่อาจทำนครปัจจันตประเทศนี้ให้ว่างจากเราทั้งสองพร้อมๆ กันได้ ก่อนอื่นท่านจงไปยังมัชฌิมประเทศ รู้ว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว จงพาพระทศพลนำมายังนครปัจจันตประเทศนี้ แล้วทรงส่งไปพร้อมด้วยบุรุษ ๑,๐๐๐ คน.
อำมาตย์นั้นไปยังสำนักพระศาสดา ฟังธรรมกถาได้ศรัทธาแล้วก็บวชในที่นั้นตามลำดับ ได้กระทำสมณธรรมอยู่ถึง ๒๐,๐๐๐ ปี. ส่วนบุรุษที่ไปกับอำมาตย์นั้นกลับมาสำนักพระราชาหมด.
พระเถระนี้มีศีลบริบูรณ์กระทำกาละ (มรณะ) แล้วเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์พุทธันดรหนึ่ง ถือปฏิสนธิในครอบครัวพราหมณ์ในกรุงสาวัตถี ก่อนพระทศพลของเราบังเกิด บิดามารดาได้ตั้งชื่อว่า โมฆราชมาณพ.
แม้พระเจ้ากัฏฐวาหนะก็ทรงทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไปแด่พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ พร้อมด้วยบริวารเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ พุทธันดรหนึ่ง ถือปฏิสนธิในครอบครัวปุโรหิต กรุงสาวัตถีก่อนพระทศพลของเราเสด็จอุบัติขึ้น บิดามารดาตั้งชื่อว่า พาวรีมาณพ.
สมัยต่อมา พาวรีมาณพเรียนไตรเพทแล้วเที่ยวสอนศิลปแก่พวกมาณพ ๑๖,๐๐๐ คน. ครั้งนั้น พาวรีมาณพก็ได้รับตำแหน่งปุโรหิตแทน เมื่อบิดาล่วงลับไป ในสมัยที่พระเจ้าปเสนทิโกศลประสูติ. แม้โมฆราชมาณพนี้ก็เรียนศิลปะในสำนักพาวรีพราหมณ์
อยู่มาวันหนึ่ง พาวรีพราหมณ์อยู่ในที่ลับก็สำรวจดูสาระในศิลปะ ก็ไม่เห็นสาระที่เป็นไปในภายหน้า คิดว่า เราจักบวชอย่างหนึ่ง เสาะหาสาระที่เป็นไปในภายหน้า แล้วก็เข้าเฝ้าพระเจ้าโกศล (มหาโกศล) ให้ทรงอนุญาตการบวชแก่ตน. พาวรีพราหมณ์นั้นได้รับราชานุญาตแล้วมีมาณพ ๑๖,๐๐๐ คนแวดล้อม ก็ออกไปเพื่อต้องการบวช.
แม้พระเจ้าโกศลก็ทรงส่งพระราชทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะไปพร้อมกับพาวรีพราหมณ์นั้น ด้วยดำรัสสั่งว่า อาจารย์บวชอยู่ในที่ใด พวกท่านจงไปที่อยู่ของอาจารย์แล้วให้ทรัพย์ในที่นั้น.
พาวรีพราหมณ์ประสงค์จะสำรวจสถานที่อันผาสุก ก็ออกไปจากมัชฌิมประเทศ ให้สร้างสถานที่อยู่ของตน ตรงคุ้งแม่น้ำโคธาวรี ระหว่างเขตแดนของพระเจ้าอัสสกะและเจ้ามัลละ.
ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่งเดินไปเพื่อต้องการจะดูชฎิลทั้งหลาย เมื่อชฎิลเหล่านั้นอนุญาตแล้ว ก็สร้างสถานที่อยู่ของตน บนที่ดินที่เป็นของชฎิลเหล่านั้น. เขาเห็นกิจกรรมที่พาวรีพราหมณ์ทำแล้ว ก็ให้สร้างครอบครัว ๑๐๐ ครอบครัว เรือน ๑๐๐ หลังอีก.
คนทั้งหมดประชุมกัน ปรึกษากันว่า พวกเราจะอยู่ในที่ดินอันเป็นของผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย การอยู่เปล่าๆ หาใช่เหตุอันควรไม่ พวกเราจักให้พวกท่านอยู่เป็นสุข. แต่ละคนจึงวางกหาปณะคนละกหาปณะไว้ในสถานที่อยู่ของพาวรีพราหมณ์ กหาปณะที่พวกเขาแม้ทั้งหมดนำมาวางไว้ ก็ตกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กหาปณะ. พาวรีพราหมณ์ถามว่า กหาปณะเหล่านี้พวกท่านนำมาเพื่อต้องการอะไร. พวกเขาตอบว่า เพื่อต้องการให้พวกท่านอยู่กันเป็นสุขเจ้าข้า.
____________________________
ปาฐะว่า เตสํ สนฺติเก ภูมิฏฐาเน เตหิ อนุญฺญาเต อตฺตโน วสนฏฐานํ อกาสิ
พม่าเป็น เตสํ สนฺตเก ภูมิฏฺฐาเน เตหิ อนุญฺญาโต อตฺตโน วสนฏฐานํ อกาสิ. (แปลตามพม่า).
ปาฐะว่า มยํ อยฺยานํ สนฺติเก ภูมิภาเค วสนฺตา สุขํ วสิตุํ น สกฺโกม กหาปณํ สุขสํวาสํ เต ทสฺสามาติ
พม่าเป็น มยํ อฺยานํ สนฺตเก ภูมิภาเค วสาม, มุธา วสิตํ น การณํ, สุขวาสํ โว ทสฺสามาติ (แปลตามพม่า).
ปาฐะว่า สพฺเพปิ อาคตกหาปณา พม่าเป็น สพฺเพหิปิ อาภตกหาปณา (แปลตามพม่า).
ปาฐะว่า กิมตฺกํ เอเต อาคตาติ อาหฯ สุขวาสนตฺถาย ภนฺเตติฯ
พม่าเป็น กิมตฺถํ เอเต อาภตาติ อาห. สุขวาสทานตฺถาย ภนฺเตติ. (แปลตามพม่า).
พาวรีพราหมณ์กล่าวว่า ถ้าเราต้องการเงินทอง ก็ไม่พึงละกองทรัพย์ขนาดใหญ่ออกบวช พวกท่านรับเอากหาปณะของพวกท่านไปเสีย. พวกเขาบอกว่า พวกเราจะไม่ยอมรับทรัพย์ที่พวกเราบริจาคแล้วอีก แต่พวกเราจักนำมาทำนองนี้ทุกๆ ปี ขอพระเป็นเจ้าจงรับกหาปณะเหล่านี้ไว้ให้ทานก็แล้วกัน. พราหมณ์จึงยอมรับ มอบไว้ในงบให้ทานแก่ผู้กำพร้า คนเดินทางไกล วณิพกและยาจก. ภาวะที่พาวรีพราหมณ์นั้นเป็นทายกสืบๆ กันมา ปรากฏไปทั่วชมพูทวีป.
ครั้งนั้น พราหมณี (ภริยา) ของพราหมณ์ผู้เกิดมาในวงศ์ของชูชกพราหมณ์ ในหมู่บ้านทุนนวิตถะ ในแคว้นกลิงคะ ลุกขึ้นเตือนพราหมณ์ (สามี) ว่า เขาว่าพาวรีกำลังให้ทาน ท่านจงไปนำเงินทองมาจากที่นั้น. พราหมณ์นั้นถูกพราหมณีเตือนก็ไม่อาจทนอยู่ได้ เมื่อจะไปยังสำนักพาวรี ก็ไปเมื่อพาวรีให้ทานวันวานแล้วเข้าบรรณศาลา กำลังนอนนึกถึงทาน และครั้งเข้าไปถึงก็พูดว่า ท่านพราหมณ์โปรดให้ทานแก่ข้าเถิด ท่านพราหมณ์โปรดให้ทานแก่ข้าเถิด.
พาวรีพราหมณ์กล่าวว่า ท่านพราหมณ์ ท่านมาไม่ถูกเวลา เราให้ทานแก่พวกยาจกที่มาถึงไปแล้ว บัดนี้ไม่มีกหาปณะดอก. พราหมณ์พูดว่า ท่านพราหมณ์ ข้าไม่ต้องการกหาปณะมากมายเลย เมื่อท่านให้ทานถึงเท่านี้ ข้าก็ไม่อาจงดเว้นกหาปณะได้ ๕๐๐ กหาปณะก็ไม่มี ถึงเวลาให้ทานแล้ว ท่านจึงจักได้อีก. พราหมณ์ ท่านพราหมณ์ ๕๐๐ กหาปณะก็ไม่มี ถึงเวลาแล้วจึงจักได้อีก. พราหมณ์พูดว่า ก็เวลาท่านให้ทาน ข้าจักมาได้อย่างไร แล้วจึงก่อทรายเป็นสถูปใกล้ประตูบรรณศาลา โรยดอกไม้สีแดงไปรอบๆ ทำปากขมุบขมิบเหมือนบ่นมนต์แล้วพูดว่า ศีรษะจงแตก ๗ เสี่ยง.
พาวรีพราหมณ์คิดว่า พราหมณ์ผู้นี้มีเดชมาก ถือการประพฤติตปะเป็นจรณกพราหมณ์ พูดว่า ท้าย ๗ วัน ศีรษะของเราจงแตก ๗ เสี่ยง ๕๐๐ กหาปณะที่เราจะพึงให้แก่พราหมณ์ผู้นี้ก็ไม่มี พราหมณ์ผู้นี้จักฆ่าเราถ่ายเดียว.
เมื่อพาวรีพราหมณ์นั้นนอนเต็มแปร้ด้วยความเหี่ยวแห้งอย่างนั้น ในตอนราตรี มารดาของพาวรีพราหมณ์ในอัตตภาพติดต่อกันมา บังเกิดเป็นเทวดา. นางเห็นบุตรเต็มแปร้ด้วยความเหี่ยวแห้งใจ จึงมากล่าวว่า ลูกเอ๋ย ตาพราหมณ์นั่นก็ไม่รู้ว่าศีรษะจะแตกหรือไม่แตก เจ้าไม่รู้หรือว่าพระพุทธะทั้งหลายอุบัติขึ้นแล้วในโลก ถ้าเจ้ายังมีความสงสัย ก็จงไปเฝ้าพระศาสดาแล้วทูลถาม พระศาสดาจักตรัสบอกเหตุนั้นแก่เจ้าก็ได้นะ.
พาวรีพราหมณ์ ตั้งแต่ได้ยินเสียงเทวดากล่าว ก็โล่งใจ รุ่งขึ้นพอได้อรุณก็เรียกศิษย์ทุกคนมาแล้ว กล่าวว่า พ่อเอ๋ย เขาว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก ถึงพวกท่านก็จงรีบไป รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ใช่ แล้วจงกลับมาบอกเรา เราก็จักไปเฝ้าพระศาสดา ก็แต่ว่าอันตรายแห่งชีวิตรู้กันยาก เพราะเราแก่เฒ่าแล้ว พวกท่านไปเฝ้าพระศาสดา จงทูลถามปัญหาโดยทำนองอย่างนี้อย่างนี้กะพระองค์ จึงแต่งปัญหาชื่อสมองแตกให้ไป.
ต่อนั้น พาวรีพราหมณ์คิดว่า พวกมาณพเหล่านี้ทุกคนเป็นบัณฑิต ฟังธรรมกถาของพระศาสดาแล้ว เมื่อกิจของตนถึงที่สุดแล้ว จะพึงกลับมาหาเราหรือไม่หนอ ทีนี้จึงให้สัญญาแก่อชิตมาณพ หลานชายของตนว่า เจ้าควรกลับมาถ่ายเดียว มาบอกคุณที่ตนได้แก่เรา.
____________________________
กตฺถจิ. ปิงฺคิยมาณวสฺส
ลำดับนั้น เหล่าชฎิล ๑๖,๐๐๐ ยกอชิตมาณพเป็นหัวหน้า จึงออกจาริกไปพร้อมกับอันเตวาสิกหัวหน้า ๑๖ คน ด้วยหมายใจว่า จักทูลถามปัญหากะพระศาสดา ในที่ๆ ไปๆ ถูกถามว่าพระผู้เป็นเจ้าจะไปไหน ก็ตอบว่า พวกเราจะไปเฝ้าพระทศพลถามปัญหา เมื่อจะชักตั้งแต่ปลายมาตลอดบริษัทก็เดินทางได้หลายร้อยโยชน์.
พระศาสดาทรงดำริว่า ในวันที่มาณพเหล่านั้นๆ มา โอกาสจักไม่มีแก่ผู้อื่น ที่นี่จึงเป็นที่ไม่ควรสำหรับบริษัทนี้ จึงเสด็จไปประทับนั่ง ณ หลังแผ่นหินที่ปาสาณเจดีย์ แม้อชิตมาณพนั้นกับบริษัทก็ขึ้นหลังแผ่นหินนั้น เห็นสมบัติแห่งพระสรีระของพระศาสดา ก็คิดว่า บุรุษผู้นี้คงจักเป็นพระพุทธเจ้าผู้มีหลังคาอันเปิดแล้วในโลกนี้ จึงไปเอาใจถามปัญหาที่อาจารย์ส่งมอบแก่ตนมา.
วันนั้น บริษัทที่มาถึงที่นั้นประมาณ ๑๒ โยชน์.
ในระหว่างศิษย์ ๑๖ คนนั้น โมฆราชมาณพถือตัวว่าเป็นบัณฑิตกว่าทุกคน เขาจึงดำริว่า อชิตมาณพนี้เป็นหัวหน้าของศิษย์ทุกคน ไม่ควรถามปัญหาก่อน เขาละอายต่ออชิตมาณพนั้น จึงไม่ถามก่อน. เมื่ออชิตมาณพนั้นถามปัญหาแล้ว จึงถามปัญหากะพระศาสดาเป็นคนที่สอง.
พระศาสดาทรงดำริว่า โมฆราชมาณพเป็นคนถือตัว ทั้งญาณของเขาก็ยังไม่แก่เต็มที่ ควรจะนำความถือตัวของเขาออกไป จึงตรัสว่า โมฆราชเธอจงพักไว้ คนอื่นๆ ถามปัญหาก่อน.
โมฆราชมาณพนั้นได้ความรุกรานจากสำนักพระศาสดา คิดว่า เราเที่ยวไปตลอดกาลเท่านี้ด้วยเข้าใจว่า ไม่มีคนที่จะเป็นบัณฑิตเกินกว่าเรา ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงทราบความในใจ ย่อมไม่ตรัส พระศาสดาคงจักทรงเห็นโทษในการถามของเรา จึงนิ่งเสีย.
โมฆราชมาณพนั้น เมื่อมาณพคนที่ ๘ ถามปัญหาไปตามลำดับ ก็อดกลั้นไว้ไม่ได้ ลุกขึ้นอีกเป็นคนที่ ๙. พระศาสดาก็ทรงรุกรานเขาอีก. โมฆราชมาณพนั้นก็ต้องนิ่ง คิดว่า บัดนี้เราไม่อาจจะเป็นนวกะผู้ใหม่ในสงฆ์ได้แล้ว จึงทูลถามปัญหาเป็นคนที่ ๑๕.
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทราบว่า ญาณของท่านแก่เต็มที่แล้ว จึงทรงตอบปัญหา. จบเทศนา ท่านก็บรรลุพระอรหัตพร้อมกับชฎิล ๑,๐๐๐ คนบริวารของตน.
โดยทำนองนี้นี่แล ชฎิล ๑๕,๐๐๐ คนที่เหลือก็บรรลุพระอรหัต แม้ทั้งหมดก็ได้เป็นเอหิภิกขุ ทรงบาตรจีวรสำเร็จมาแต่ฤทธิ์. แต่ชนที่เหลือ ท่านไม่กล่าวถึง. ท่านพระโมฆราชเถระนี้ก็ทรงจีวรประกอบด้วยความปอน ๓ อย่างมาตั้งแต่นั้น.
ก็เรื่องตั้งขึ้นในปารายนวรรคอย่างนี้.
แต่ภายหลัง พระศาสดาประทับนั่ง ณ พระเชตวัน กำลังทรงสถาปนาพระเถระทั้งหลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะตามลำดับ เมื่อจะทรงสถาปนาท่านพระโมฆราชเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ทรงจีวรปอน จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมฆราชเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกของเราผู้ทรงจีวรปอน.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๒ จบอรรถกถาวรรคที่ ๔ จบอรรถกถาเถรบาลีมีประมาณ ๔๑ สูตร จบประวัติพระภิกษุสาวกเอตทัคคะ (รวม ๔๑ ท่าน) -----------------------------------------------------