๑
อรรถกถาแปลไทย
สมณวรรควรรณนาที่ ๔ อรรถกถาสมณสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในสมณสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สมณสฺส แปลว่า อันเป็นของสมณะ.
บทว่า สมณกรณียานิ แปลว่า กิจอันสมณะพึงทำ.
ในบทว่า อธิสีลสิกฺขาสมาทานํ เป็นต้น มีอธิบายว่า การถือ เรียกว่าสมาทาน. การสมาทาน การถือ การบำเพ็ญอธิสีลสิกขา ชื่อว่าอธิสีลสิกขาสมาทาน.
แม้ในสองบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
อธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา
อนึ่ง ในที่นี้ พึงทราบการจำแนกดังนี้ว่า ศีล อธิศีล จิต อธิจิต ปัญญา อธิปัญญา ในการจำแนกนั้น ศีล ๕ ชื่อว่าศีล ศีล ๑๐ ชื่อว่าอธิศีล เพราะเทียบเคียงกับศีล ๕ นั้น. ปาริสุทธิศีล ๔ ชื่อว่าอธิศีล เพราะเทียบเคียงกับศีล ๑๐ นั้น.
อนึ่ง โลกิยศีลทั้งหมดจัดเป็นศีล โลกุตรศีลจัดเป็นอธิศีล อธิศีลนั้นแหละเรียกว่าสิกขา เพราะต้องศึกษา.
ส่วนกามาวจรจิต ชื่อว่าจิต รูปาวจรจิต ชื่อว่าอธิจิต เพราะเทียบเคียงกับกามาวจรจิตนั้น อรูปาวจรจิต ชื่อว่าอธิจิต เพราะเทียบเคียงกับรูปาวจรจิตนั้น.
อนึ่ง โลกิยจิตทั้งหมดจัดเป็นจิต โลกุตรจิตจัดเป็นอธิจิต.
แม้ในปัญญาก็มีนัยเดียวกันนี้แล.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่กิจอันสมณะพึงทำทั้ง ๓ เหล่านี้.
บทว่า ติพฺโพ ได้แก่ หนา.
บทว่า ฉนฺโท ได้แก่ ความพอใจในกุศล คือความเป็นผู้ต้องการจะทำ.
สิกขา ๓ ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสูตรนี้ ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้แล.
จบอรรถกถาสมณสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------