๑
อรรถกถาแปลไทย
อาภาวรรคที่ ๕ อรรถกถาอาภาสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในอาภาสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
ดวงจันทร์นั้นแล ชื่อว่าจันทาภา ด้วยอำนาจส่องรัศมี.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล. อาภาสุตฺตวณฺณนา
ปญฺจมสฺส ปฐเม ฯ อาภาสนวเสน จนฺโทว จนฺทาภา ฯ
เสสปเทสุปิ เอเสว นโย ฯ ปภาสุตฺตาทิวณฺณนา
ทุติยาทีสุปิ
ปภาสนวเสน จนฺโทว จนฺทปฺปภา ฯ
อาโลกนวเสน จนฺโทว จนฺทาโลโก ฯ
โอภาสนวเสน จนฺโทว จนฺโทภาโส ฯ
ปชฺโชตนวเสน จนฺโทว จนฺทปชฺโชโต ฯ
เอวํ สพฺพตฺถ ปเทสุปิ อตฺโถ เวทิตพฺโพ ฯ
แม้ในสูตรที่สองเป็นต้น
ดวงจันทร์ชื่อว่าจันทาปภา ด้วยอำนาจส่องแสง. ดวงจันทร์ชื่อว่าจันทาโลก ด้วยอำนาจส่องสว่าง.
ดวงจันทร์ชื่อว่าจันโทภาส ด้วยอำนาจเปล่งแสง. ดวงจันทร์ชื่อว่าจันทัปปัชโชต ด้วยอำนาจส่องโชติช่วง.
เนื้อความในบททั้งปวงพึงทราบอย่างนี้. จบอรรถกถาอาภาสูตรที่ ๑
อรรถกถาปฐมกาลสูตรที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมกาลสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กาลา คือ กาลที่เหมาะที่ควร.
บทว่า กาเลน ธมฺมสฺสวนํ ได้แก่ การฟังธรรมในเวลาที่เหมาะที่ควร.
บทว่า ธมฺมสากจฺฉา ความว่า การสนทนาที่เป็นไปด้วยอำนาจการถามและการตอบปัญหา จบอรรถกถาปฐมกาลสูตรที่ ๖
อรรถกถาทุติยกาลสูตรที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยกาลสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กาลา นั่นเป็นชื่อแห่งกุศลธรรมที่เป็นไปด้วยอำนาจการฟังธรรมเป็นต้นในกาลนั้นๆ กาลเหล่านั้นจักแจ่มชัดและจักเป็นไป.
บทว่า อาสวานํ ขยํ ได้แก่ พระอรหัต. จบอรรถกถาทุติยกาลสูตรที่ ๗
ปฐมจริตสูตรที่ ๘ ง่ายทั้งนั้น.
อรรถกถาทุติยจริตสูตรที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยจริตสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สณฺหวาจา ได้แก่ วาจาอ่อนโยน.
บทว่า มนฺตาภาสา ได้แก่ เรื่องที่กำหนดด้วยปัญญา ที่เรียกว่ามันตาแล้ว จึงกล่าว. จบอรรถกถาทุติยจริตสูตรที่ ๙
อรรถกถาสารสูตรที่ ๑๐
สารสูตรที่ ๑๐ บทว่า สีลสาโร คือ ศีลที่ให้ถึงสาระ.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล. จบอรรถกถาสารสูตรที่ ๑๐ จบอาภาวรรควรรณนาที่ ๕ จบตติยปัณณาสก์ -----------------------------------------------------