๑
อรรถกถาแปลไทย
อรรถกถาโสณโปฏิริยปุตตเถรคาถา
คาถาของท่านพระโสณโปฏิริยบุตรเถระ เริ่มต้นว่า น ตาว สุปิตุํ โหติ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เป็นพรานป่าเลี้ยงชีพ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี วันหนึ่งเห็นพระศาสดา แล้วมีจิตเลื่อมใสได้ถวายผลมะหาดแด่พระศาสดา.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของนายบ้าน ชื่อว่าโปฏิริยะ ในเมืองกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่าโสณะ. เขาเจริญวัยแล้วได้เป็นเสนาบดีของพระราชาพระนามว่า ภัททิยะ สากิยะ.
ครั้นต่อมา เมื่อพระเจ้าภัททิยะทรงผนวชแล้วโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง เสนาบดีก็บวชตามด้วยคิดว่า ขึ้นชื่อว่าแม้พระราชาก็ยังทรงออกผนวช การอยู่ครองเรือนของเราจะมีประโยชน์อะไร? ก็ครั้นบวชแล้วเป็นผู้มีการนอนหลับเป็นที่มายินดี ไม่หมั่นประกอบภาวนา.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ในอนุปิยอัมพวันวิหาร ทรงแผ่โอภาสของพระองค์ไป ยังสติให้เกิดแก่พระโสณโปฏิริยเถระ ด้วยพระโอภาสนั้น เมื่อจะทรงโอวาทพระเถระด้วยพระคาถานี้ ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาความว่า
ราตรีอันประดับด้วยฤกษ์มาลินีเช่นนี้ ย่อมไม่เป็นราตรี
เพื่อจะหลับโดยแท้ ราตรีเช่นนี้ย่อมเป็นราตรีอันผู้รู้แจ้ง
ปรารถนาแล้ว เพื่อประกอบความเพียร.
ถ้าช้างพึงเหยียบเรา ผู้ตกลงจากคอช้าง เราตายเสียใน
สงคราม ประเสริฐกว่าแพ้แล้ว เป็นอยู่จะประเสริฐอะไร ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตาว สุปิตุํ โหติ รตฺติ นกฺขตฺตมาลินี ความว่า เมื่อภิกษุผู้มีชาติแห่งวิญญูชน ได้ขณะที่ ๙ อันเว้นจากขณะที่ไม่ใช่กาล ๘ อย่าง ตั้งอยู่แล้ว ยังทำพระอรหัตให้อยู่ในเงื้อมมือไม่ได้ตราบใด ตราบนั้นราตรีอันประกอบด้วยฤกษ์มาลินีเช่นนี้ ย่อมไม่เป็นราตรีเพื่อจะหลับโดยแท้ คือไม่ใช่เวลาจะมามัวนอนหลับ.
อีกประการหนึ่งแล ราตรีเช่นนี้ย่อมเป็นราตรีอันผู้รู้แจ้งปรารถนาแล้ว เพื่อจะประกอบความเพียร โดยอรรถได้แก่ ขึ้นชื่อว่าราตรีเช่นนี้เป็นเวลาที่มีเสียงสงัดเงียบเป็นพิเศษ เพราะเป็นเวลาที่พวกมนุษย์เหล่ามฤคและปักษีทั้งหลาย ย่างเข้าสู่ความหลับ จึงเป็นเวลาอันวิญญูชนผู้รู้แจ้ง ปรารถนาเพื่อเอาใจใส่ดูแลข้อปฏิบัติในตน คือเพื่อจะขวนขวายบำเพ็ญความเพียรของผู้มีธรรมเป็นเครื่องตื่นอยู่นั่นเอง.
พระโสณเถระฟังพระโอวาทนั้นแล้ว เป็นผู้มีใจสลดแล้ว เริ่มตั้งหิริโอตตัปปะ อธิษฐานอัพโภกาสิกังคธุดงค์ (องค์คุณของภิกษุผู้ถือการอยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร) กระทำกรรมในวิปัสสนา กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า หตฺถิกฺขนฺธาวปติตํ ดังนี้ เป็นอาทิ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวปติตํ ได้แก่ ตกคว่ำหน้า คือมีเท้าขึ้นเบื้องบน มีหน้าลงเบื้องล่าง ตกไปแล้ว.
บทว่า กุญฺชโร เจ อนุกฺกเม ความว่า ถ้าช้างพึงเหยียบเรา.
ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ว่า
ถ้าในเวลาที่เราขึ้นคอช้างเข้าสู่สงคราม ตกจากคอช้าง ได้ถูกช้างนั้นเหยียบตายในสงคราม ความตายนั้นของเราประเสริฐกว่า พ่ายจากกิเลสทั้งหลายในบัดนี้แล้วเป็นอยู่ จะประเสริฐอะไร คือความเป็นอยู่นั้นไม่ประเสริฐเลย.
เมื่อพระเถระกล่าวคาถานี้อยู่นั่นแล ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เมื่อก่อนเราเป็นพรานเนื้อ ครั้งนั้น เราเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เราเลื่อมใสได้เอาผลมะหาดมาถวายพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นเขตแห่งบุญ ผู้แกล้วกล้า ด้วยมือทั้งสองของตน.
ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๙๐
ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว กล่าวทบทวนคาถาทั้งสองนั่นแล คือ (คาถาที่ ๑) อันพระศาสดาตรัสแล้ว (และคาถาที่ ๒) อันตนกล่าวแล้วโดยนัยมีอาทิว่า หตฺถิกฺขนฺธาวปติตํ ดังนี้.
ด้วยการกล่าวซ้ำคาถานั้น เป็นอันพระเถระพยากรณ์พระอรหัตผลนี้แล้วทีเดียว.
จบอรรถกถาโสณโปฏิริยปุตตเถรคาถา -----------------------------------------------------