คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๓๔ บรรทัด๑ ฉบับ

๒. อรรถกถามุตตาเถรีคาถา

คาถานี้ว่า

ดูก่อนนางมุตตา เธอจงเปลื้องจิตจากกิเลสเครื่อง

ประกอบทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์ถูกราหูจับแล้วพ้น

จากเครื่องเศร้าหมองฉะนั้น เธอมีจิตหลุดพ้นแล้ว จงเป็น

ผู้ไม่มีหนี้บริโภคก้อนข้าวเถิด ดังนี้

เป็นคาถาสำหรับนางสิกขมานาชื่อมุตตา.

นางมุตตานั้นได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมกุศลที่เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้นๆ บังเกิดในเรือนตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามวิปัสสี รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งเห็นพระศาสดาเสด็จไปในถนน มีใจเลื่อมใสถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วนอนคว่ำแทบพระยุคลบาทของพระศาสดา ด้วยกำลังปิติ นางบังเกิดในเทวโลกด้วยบุญกรรมนั้น ท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในสุคติภูมิทั้งหลายนั่นเอง.

ในพุทธุปปาทกาลนี้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในกรุงสาวัตถี มีชื่อว่ามุตตา เพราะเป็นหญิงถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย เวลามีอายุ ๒๐ ปี นางจึงบวชเป็นสิกขมานาในสำนักของพระมหาปชาบดีโคตมี ให้พระมหาปชาบดีโคตมีบอกกัมมัฏฐานแล้วเจริญวิปัสสนา วันหนึ่งกลับจากบิณฑบาต แสดงวัตรคือกิจในการฉันแก่ภิกษุณีผู้เป็นเถรีทั้งหลายแล้วไปที่พักกลางวัน นั่งในที่ลับ เริ่มมนสิการวิปัสสนากัมมัฏฐาน

พระศาสดาประทับอยู่ที่พระคันธกุฎีมีกลิ่นหอมนั่นแหละ ทรงเปล่งพระรัศมีแสดงพระองค์เหมือนประทับนั่งต่อหน้าของนางสิกขมานามุตตานั้น ตรัสพระคาถานี้ว่า

ดูก่อนนางมุตตา เธอจงเปลื้องจิตจากกิเลส

เครื่องประกอบทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์ถูกราหูจับ

แล้ว พ้นจากเครื่องเศร้าหมองฉะนั้น เธอมีจิตหลุด

พ้นแล้ว จงเป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคก้อนข้าวเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุตฺเต เป็นคำเรียกนางสิกขมานานั้น.

บทว่า มุญฺจสฺสุ โยเคหิ ความว่า จงพ้นจากโยคะสี่มีกามโยคะเป็นต้น ด้วยมรรคปฏิบัติ คือจงเป็นผู้มีจิตพ้นจากโยคะเหล่านั้น. เหมือนอย่างอะไร.

บทว่า จนฺโท ราหุคฺคหา อิว ความว่า เหมือนพระจันทร์ถูกอสุรินทราหูจับด้วยหัตถ์พ้นจากเครื่องเศร้าหมอง.

บทว่า วิปฺปมุตฺเตน จิตฺเตน ได้แก่ ด้วยจิตที่พ้นด้วยดี ด้วยสมุจเฉทวิมุตติ ด้วยอริยมรรค.

ก็บทว่า วิปฺปมุตฺเตน จิตฺเตน นี้เป็นตติยาวิภัตติ ลงในลักษณะอิตถัมภูต (แปลว่ามี).

บทว่า อนณา ภุญฺช ปิณฺฑกํ ความว่า จงเป็นผู้ไม่มีหนี้ เพราะละหนี้คือกิเลสเสียได้ พึงบริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น ด้วยว่า ผู้ใดไม่ละกิเลสทั้งหลายบริโภคปัจจัยที่พระศาสดาทรงอนุญาตไว้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้มีหนี้บริโภค เหมือนอย่างที่ท่านพระพากุละกล่าวไว้ว่า อาวุโส เราเป็นผู้มีหนี้บริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้นถึง ๗ วันทีเดียว ฉะนั้นบรรพชิตในพระศาสนา พึงละหนี้คือกามฉันทะเป็นต้น เป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคของที่เขาถวายด้วยศรัทธาเถิด.

บทว่า ปิณฺฑกํ เป็นหัวข้อเทศนาเท่านั้น ใจความคือปัจจัย ๔.

บทว่า อภิณฺหํ โอวทติ ความว่า ชำระอุปกิเลสให้บริสุทธิ์ด้วยการถึงอริยมรรค ให้โอวาทโดยส่วนมาก.

นางสิกขมานามุตตานั้นตั้งอยู่ในพระโอวาทนั้น ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามโกณฑัญญะ ผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้คงที่ ยังเหล่าสัตว์ให้ข้ามสังสารวัฏ เสด็จพุทธดำเนินอยู่ในถนน ข้าพเจ้าออกจากเรือนนอนคว่ำ พระโลกเชษฐ์ได้อนุเคราะห์เหยียบบนศีรษะแล้ว พระผู้นำโลกได้เสด็จไป ด้วยจิตเลื่อมใสนั้น ข้าพเจ้าได้ไปสู่ภพชั้นดุสิต

ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ภพทั้งหมดข้าพเจ้าถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดเครื่องผูกพัน เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ดังช้างพังตัดเชือกแล้ว การมาเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐของข้าพเจ้า เป็นการมาดีแล้วหนอ.

ข้าพเจ้าได้บรรลุวิชชาสามตามลำดับ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทาสี่ วิโมกข์แปดและอภิญญาหก ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.

____________________________

ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๑๔๔ สังกมนกาเถรีอปทาน

ม. วิปสฺสิสฺส

ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว นางสิกขมานามุตตา นั้นได้เปล่งคาถานั้นแล.

บทว่า สิกฺขมานา ได้แก่ ผู้มีสิกขาบริบูรณ์.

ต่อมา นางได้กล่าวคาถานั้นแหละในเวลาปรินิพพานแล.

จบอรรถกถามุตตาเถรีคาถาที่ ๒ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

อรรถกถา ๑