คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๒๘ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถาทุกนิบาต ๑. อรรถกถาอภิรูปนันทาเถรีคาถา

ในทุกนิบาต มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

คาถาว่า อาตุรํ อสุจึ ปูตึ เป็นต้นเป็นคาถาสำหรับนางสิกขมานาชื่ออภิรูปนันทา.

เล่ากันว่า นางสิกขมานาชื่ออภิรูปนันทานี้เป็นธิดาของคฤหบดีมหาศาล ในพันธุมตีนคร ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคพระนามว่าวิปัสสี ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ตั้งอยู่ในสรณะและศีลห้า เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว ได้บูชาพระธาตุเจดีย์ด้วยฉัตรทองที่ประดับด้วยรัตนะแล้ว ตายไปบังเกิดในสวรรค์ ท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในสุคติภูมินั่นเอง.

ในพุทธุปปาทกาลนี้ บังเกิดในครรภ์พระอัครมเหสีของเจ้าศากยเขมกะ ในกรุงกบิลพัสดุ์ เธอมีชื่อว่านันทา. พระนางนันทานั้นมีรูปงามน่าทัศนาน่าเลื่อมใส จึงได้รู้กันทั่วไปว่า ชื่อว่าอภิรูปนันทา เพราะอัตภาพร่างกายถึงความงามเลิศของรูปอย่างเหลือเกิน. เมื่อเธอเจริญวัย ศากยกุมารผู้เป็นคนรักอย่างยิ่งได้สิ้นพระชนม์เสียในวันหมั้นนั่นเอง. คราวนั้น พระชนกชนนีจึงให้บวช เธอผู้ไม่ต้องการบวช.

ภิกษุณีอภิรูปนันทานั้นแม้บวชแล้วก็ยังมีความเมาเพราะอาศัยรูป ไม่ไปปฏิบัติบำรุงพระพุทธเจ้าด้วยเข้าใจว่า พระศาสดาทรงตำหนิติเตียนรูป ทรงแสดงโทษโดยอเนกปริยาย.

พระศาสดาทรงทราบว่าเธอมีญาณแก่กล้าแล้ว ทรงสั่งพระมหาปชาบดีว่า ภิกษุณีทั้งหมดจงมารับโอวาทตามลำดับเมื่อถึงวาระของตน เธอส่งภิกษุณีรูปอื่นไป. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เมื่อถึงวาระ ภิกษุณีพึงไปด้วยตนเอง ไม่พึงส่งรูปอื่นไป. เธอไม่อาจละเมิดคำสั่งของพระศาสดาได้ จึงได้ไปปฏิบัติบำรุงพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุณีทั้งหลาย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเนรมิตรูปหญิงงามคนหนึ่งด้วยฤทธิ์ แล้วทรงแสดงรูปแก่หง่อมให้เธอเกิดความสังเวช ได้ภาษิต ๒ พระคาถานี้ว่า

ดูก่อนนันทา เธอจงเห็นร่างกายอันกระดูก ๓๐๐

ท่อนยกขึ้นแล้ว อันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด เปื่อยเน่า

จงอบรมจิตให้ตั้งมั่นมีอารมณ์เดียวด้วยอสุภภาวนา อนึ่ง

เธอจงอบรมจิตให้หานิมิตมิได้ ละเสียซึ่งอนุสัยคือมานะ

เพราะการละมานะได้นั้น เธอจักเป็นผู้สงบเที่ยวไป.

เนื้อความของคาถาเหล่านั้น มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.

ในเวลาจบคาถา ภิกษุณีอภิรูปนันทาบรรลุพระอรหัต.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า

ในพระนครอรุณวดี มีกษัตริย์พระนามว่าอรุณราช หม่อมฉันเป็นมเหสีของท้าวเธอ ประพฤติร่วมกัน ในกาลนั้น หม่อมฉันอยู่ในที่ลับนั่งคิดอย่างนี้ว่า บุญกุศลที่พอจะถือเอาไปได้ เราไม่ได้ทำไว้เลย เราจะต้องตกนรกที่มีความเร่าร้อนมาก ทั้งเผ็ดร้อนร้ายแรงแสนทารุณเป็นแน่ เราไม่สงสัยในเรื่องนี้

ครั้นคิดอย่างนี้แล้วหม่อมฉันทำใจให้ร่าเริงเข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลคำนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ หม่อมฉันเป็นหญิงย่อมติดตามชายทุกเมื่อ ขอพระองค์โปรดประทานสมณะองค์หนึ่งแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันจักให้ท่านฉัน พระเจ้าข้า.

พระราชาผู้ใหญ่ได้ประทานสมณะผู้อบรมอินทรีย์แล้วแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันดีใจรับบาตรของท่าน เอาภัตตาหารอย่างประณีตใส่จนเต็ม ครั้นแล้วได้ถวายผ้าคู่หนึ่งซึ่งมีราคาเป็นพันให้ท่านครอง.

ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้นั้นและด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้เป็นมเหสีของเทวราชหนึ่งพันองค์ ได้เป็นมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิหนึ่งพันองค์ และได้เป็นมเหสีของพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยจะคณานับมิได้ ได้บุญมีอย่างต่างๆ เป็นอันมาก ซึ่งเกิดแต่ผลกรรมที่ถวายบิณฑบาตนั้น หม่อมฉันมีผิวพรรณเหมือนดอกบัว เป็นหญิงงามน่าทัศนา สมบูรณ์ด้วยอวัยวะทั้งปวง เป็นอภิชาติทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง.

เมื่อเกิดครั้งสุดท้าย หม่อมฉันได้เกิดในศากยตระกูล เป็นราชธิดาของพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นประมุขของนารีพันหนึ่ง เบื่อหน่ายต่อการครองเรือนจึงออกบวชเป็นภิกษุณี ครั้นถึงราตรีที่ ๗ ก็ได้บรรลุอริยสัจ ๔ หม่อมฉันไม่อาจจะประมาณจีวร บิณฑบาต ปัจจัยและเสนาสนะ (ที่ทายกทายิกาถวาย) นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาต.

ข้าแต่พระมุนี กุศลกรรมก่อนๆ ของหม่อมฉันอันใดที่พระองค์ทรงทราบ ข้าแต่พระมหาวีระ กุศลกรรมนั้นเป็นอันมาก หม่อมฉันได้สั่งสมเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ หม่อมฉันได้ถวายทานใดในกาลนั้น ไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่งทานนั้นคือบิณฑบาตทาน.

หม่อมฉันรู้จักคติ ๒ คือเทวดาและมนุษย์ ไม่รู้จักคติอื่น นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาต. หม่อมฉันรู้จักตระกูลสูงซึ่งเป็นตระกูลมหาศาลมีทรัพย์มาก ไม่รู้จักตระกูลอื่น นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาต. หม่อมฉันท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ อันกุศลมูลตักเตือนแล้วไม่เห็นสิ่งที่ไม่ชอบใจ นี้เป็นผลแห่งโสมนัส.

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์และในทิพโสตธาตุ เป็นผู้มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว. บัดนี้ภพใหม่มิได้มี.

ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันมีญาณในอรรถ ในธรรม ในนิรุตติและปฏิภาณ เกิดขึ้นในสำนักของพระองค์ หม่อมฉันเผากิเลสแล้ว ฯลฯ หม่อมฉันปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.

____________________________

ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๗๓ อุปลทายิกาเถริยาปทาน และ ข้อ ๑๗๖ อภิรูปนันทาเถริยาปทาน

จบอรรถกถาอภิรูปนันทาเถรีคาถาที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร