คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

กามสุตตนิทเทส

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๑,๖๙๖ บรรทัด๑ ฉบับ

สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย มหานิทเทส ภาคที่ ๑ อารัมภกถา

พระชินเจ้าพระองค์ใด ทรงกำจัดเสียซึ่งลิ่ม คือ

อวิชชา และความกำหนัดด้วยสามารถแห่งความยินดี

อย่างถอนราก ทรงเจริญอัฏฐังคิกมรรค ถูกต้องอมตบท.

ทรงบรรลุพระโพธิญาณ เสด็จหยั่งลงสู่อิสิปตนมฤคทาย

วัน ประกาศธรรมจักรยังเวไนยสัตว์ ๑๘ โกฏิ มีพระ

โกณฑัญญเถระเป็นต้นให้บรรลุธรรมในวันนั้น ในที่

นั้น.

ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า ซึ่งพระชินเจ้า

พระองค์นั้นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง และพระธรรมอันสูง

สุด ทั้งพระสงฆ์ผู้ไม่มีสิ่งอื่นยิ่งกว่า.

ก็ธรรมจักรใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยย่อ

พระสารีบุตรผู้มีปัญญามากเกือบเท่าพระศาสดา ผู้เกิด

แต่องค์พระชินเจ้า จำแนกธรรมจักรนั้นเป็นส่วนๆ กล่าว

มหานิทเทสซึ่งชื่อว่าเป็นปาฐะประเสริฐและวิเศษ.

อนึ่ง ข้าพเจ้าขอนมัสการพระสารีบุตรพุทธชิโนรส

องค์นั้น ผู้เป็นพระเถระที่มีเถรคุณมิใช่น้อยเป็นที่ยินดียิ่ง

ผู้มีเกียรติคุณสูงสุดเพราะสภาพปัญญา และผู้มีความ

ประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นอันดี

ข้าพเจ้าอันพระเทวเถระผู้พหูสูต ผู้ประกอบด้วยคุณ

มีความอดทนเป็นต้น มีปกติกล่าวคำที่สมควร และพอดี

เป็นต้น อาราธนาแล้วจักดำรงอยู่ในแนวสาธยายของพระ

เถระ ชาวมหาวิหารถือเอาข้อวินิจฉัยเก่าๆ ที่ควรถือเอา ไม่

ทอดทิ้งลัทธิของตนและไม่ทำลัทธิผู้อื่นให้เสียหาย ทั้งรวบ

รวมนัยแห่งอรรถกถาทั้งเบื้องต้นเบื้องปลายได้ตามสมควร

พรรณนาตามเนื้อความที่ยังไม่เคยพรรณนาของนัยนั้น

อันนำมาซึ่งประเภทแห่งญาณที่พระโยคาวจรทั้งหลายมิใช่

น้อย เสพอาศัยแล้ว ไม่ทอดทิ้งพระสูตรและข้อยุติ จักเริ่ม

พรรณนามหานิทเทสโดยย่อ ด้วยความนับถือมากในพระ

สัทธรรม มิใช่ประสงค์จะยกตน ข้าพเจ้าจักกล่าวอรรถกถา

เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชนและเพื่อความดำรงอยู่นาน

แห่งพระสัทธรรม ขอท่านสัตบุรุษทั้งหลายจงฟังสัทธัมมปัช

โชติกา โดยเคารพและจงทรงจำไว้ด้วยดีเถิด.

เพราะได้กล่าวไว้แล้วในอารัมภกถานั้นว่า ซึ่งมหานิทเทสนั้น โดยชื่ออันวิเศษว่า ปาฐะวิสิฏฐนิทเทส,

ปาฐะมี ๒ อย่างคือ พยัญชนปาฐะ ๑ อรรถปาฐะ ๑. ในปาฐะทั้ง ๒ นั้น พยัญชนปาฐะมี ๖ อย่างคือ อักขระ ๑, บท ๑, พยัญชนะ ๑, อาการะ ๑, นิรุตติ ๑, นิทเทส ๑.

อรรถปาฐะก็มี ๖ อย่างคือ สังกาสนะ ๑, ปกาสนะ ๑, วิวรณะ ๑, วิภชนะ ๑, อุตตานีกรณะ ๑, บัญญัตติ ๑.

ว่าด้วยอักขระ

ในพยัญชนะปาฐะนั้น เทสนาที่เป็นไปด้วยจิตที่คิดถึงเหตุอันหมดจดด้วยสามารถแห่งปโยคะอันบริสุทธิ์ในไตรทวาร บัณฑิตรู้ได้ว่าอักขระ เพราะมิได้แสดงคือไม่ได้เสวนาด้วยวาจา.

อักขระนั้นพึงถือเอาว่า ชื่อว่าอักขระ ด้วยสามารถแห่งปัญหาที่บรรดาพราหมณ์ผู้มีจุดหมายปลายทางถามด้วยใจ และด้วยสามารถแห่งปัฏฐานมหาปกรณ์อันพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งพิจารณาแล้วที่รตนฆรเจดีย์.

อีกอย่างหนึ่ง บทที่ไม่บริบูรณ์ก็พึงรับรู้ว่าอักขระ ดุจในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า สฏฺฐีวสฺสสหสฺสานิ หกหมื่นปี ดังนี้. ในคำนี้อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า สอักษรและ ทุอักษร ก็ชื่อว่าอักขระ, หรือบทที่มีอักขระเดียว ก็ชื่อว่าอักขระ.

ว่าด้วยบท

อักขรสันนิบาตอันส่องความที่จำแนกไว้ในคำเป็นต้นว่า ยายํ ตณฺหา โปโนพฺภวิกา ตัณหานี้ใดเป็นปัจจัยให้เกิดอีก ดังนี้ ชื่อว่าบท.

คำที่ประกอบด้วยอักขระมากมาย ได้ในคำเป็นต้นว่า นามญฺจ รูปญฺจ - นามด้วยรูปด้วย ก็ชื่อว่าบท - อักขรสันนิบาต.

ว่าด้วยพยัญชนะ

ชื่อว่าพยัญชนะ เพราะอรรถว่ายังเนื้อความอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลให้ชัดเจน คือทำให้รู้ ทำให้ปรากฏด้วยบทว่า พึงทำบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยย่อให้แจ่มแจ้งดังนี้ ได้แก่คำพูดนั่นเอง.

เนื้อความที่ตรัสโดยย่อว่า จตฺตาโร อิทฺธิปาทา - อิทธิบาท ๔ ก็ชื่อว่าพยัญชนะ - ทำเนื้อความให้ชัดเจน เพราะทำเนื้อความให้ปรากฏ ได้ในคำว่า กตเม จตฺตาโร ๔ เป็นไฉน? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วย ฉันทะ, สมาธิปธานสังขาร คือ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วย วิริยะ, จิตตะ, วิมังสา, สมาธิปธานสังขาร.

____________________________

ฉบับพม่าว่า สเรน - ด้วยสระ, หรือด้วยเสียง.

ว่าด้วยอาการะ

การประกาศวิภาคแห่งพยัญชนะ ชื่อว่าอาการะ.

การกระทำวิภาคหลายอย่างซึ่งพยัญชนะที่ตรัสไว้ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า อิทธิบาท ๔ นั้น ฉันทะเป็นไฉน? ฉันทะ คือความพอใจ ความเป็นผู้พอใจ ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำ ดังนี้ ชื่อว่าอาการะ - ประกาศวิภาคแห่งพยัญชนะ.

ว่าด้วยนิรุตติ

คำขยายเนื้อความอันประกอบด้วยอาการ ชื่อว่านิรุตติ.

ที่นำมากล่าวว่า ชื่อว่าผัสสะ เพราะอรรถว่ากระทบอารมณ์, ชื่อว่าเวทนา เพราะอรรถว่าเสวยอารมณ์ ซึ่งตรัสไว้แล้วโดยอาการ มาในคำเป็นต้นว่า ผสฺโส เวทนา ดังนี้ ก็ชื่อว่านิรุตติ - แสดงสภาวะ.

ว่าด้วยนิทเทส

ความพิสดารแห่งคำขยาย ชื่อว่านิทเทส เพราะอรรถว่าแสดงเนื้อความโดยไม่เหลือ.

บทที่ได้คำขยายว่า เวทยตีติ เวทนา ชื่อว่าเวทนา เพราะอรรถว่าเสวยอารมณ์ ดังนี้ ก็ชื่อว่านิทเทส - แสดงขยายความ เพราะท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถความพิสดารแห่งเนื้อความเป็นต้นว่า สุขะ ทุกขะ อทุกขมสุขะ, ชื่อว่าสุขะ เพราะอรรถว่าเป็นไปสบาย, ชื่อว่าทุกขะ เพราะอรรถว่าเป็นไปลำบาก, ชื่อว่าอทุกขมสุขะ เพราะอรรถว่าไม่เป็นไปลำบาก ไม่เป็นไปสบาย.

ว่าด้วยสังกาสนะ

การรู้บทแห่งพยัญชนปาฐะ ๖ อย่างด้วยประการฉะนี้แล้ว ประกาศแสดงในบทแห่งอรรถปาฐะ ๖ อย่างโดยย่อ ชื่อว่าสังกาสนา - ประกาศให้รู้ชัด.

การแสดงข้อความโดยสังเขปได้ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า

ภิกษุเมื่อสำคัญอยู่แล ย่อมถูกมารผูกมัด, เมื่อไม่สำคัญอยู่ ย่อมพ้นจากมารผู้มีบาป ดังนี้ ก็ชื่อว่าสังกาสนา - ให้รู้ชัด.

ก็พระเถระนี้เป็นผู้สามารถเพื่อจะกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ได้รู้ทั่วแล้ว ข้าแต่พระสุคตเจ้า ข้าพระองค์ได้รู้ทั่วแล้ว ดังนี้ ชื่อว่าแทงตลอดแล้วซึ่งเนื้อความที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วโดยสังเขปด้วยประการฉะนี้.

ว่าด้วยปกาสนะ

การประกาศการแสดงแต่เบื้องต้น ซึ่งเนื้อความที่ควรกล่าวในเบื้องต้น ชื่อว่าปกาสนะ.

การแสดงการประกาศซึ่งเนื้อความที่ควรกล่าวในภายหลังด้วยคำแรก ได้ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า สพฺพํ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อนดังนี้ ก็ชื่อว่าปกาสนะ - ประกาศ.

ด้วยการแสดงข้อความที่แสดงแล้วในครั้งแรกทำให้ปรากฏอีกอย่างนี้ เป็นอันตรัสบทแห่งอรรถทั้งสองในข้อความที่ตรัสไว้มีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อะไรคือสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นของร้อน, รูปเป็นของร้อน, ดังนี้ เพื่ออุปการะแก่ภิกษุผู้มีอินทรีย์แก่กล้า เพราะตรัสไว้ว่า ภิกษุผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ย่อมแทงตลอดเนื้อความที่ตรัสไว้โดยสังเขปได้ดังนี้.

ว่าด้วยวิวรณะ

การทรงไว้โดยพิสดารซึ่งเนื้อความที่กล่าวแล้วโดยสังเขป และการทรงไว้ได้อีกซึ่งเนื้อความที่กล่าวแล้วเพียงครั้งเดียว ชื่อว่าวิวรณะ.

การขยายเนื้อความที่ตั้งไว้โดยสังเขปว่า กุสลา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลดังนี้ ให้พิสดารด้วยสามารถแห่งนิทเทสว่า สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลเป็นไฉน? สมัยใด กามาวจรกุศลจิตเกิดขึ้นแล้ว ดังนี้เป็นต้นก็ชื่อว่าวิวรณะ - เปิดเผย.

ว่าด้วยวิภชนะ

การทำเนื้อความนั้นเป็นส่วนๆ ชื่อว่าวิภชนะ.

การทำกุศลธรรมทั้งหลายที่เปิดเผยแล้วว่า ยสฺมึ สมเย ในสมัยใด ดังนี้ เป็นส่วนๆ ว่า ในสมัยนั้น ผัสสะก็เกิด เวทนาก็เกิด ดังนี้ก็ชื่อว่าวิภชนะ - จำแนก.

ว่าด้วยอุตตานีกรณะ

การทำเนื้อความให้ถึงพร้อม ด้วยการทรงไว้โดยพิสดารซึ่งเนื้อความที่จำแนกแล้ว และด้วยการตั้งไว้ซึ่งเนื้อความที่จำแนกแล้วด้วยอุปมา ชื่อว่าอุตตานีกรณะ.

เนื้อความที่เปิดเผยแล้วโดยการเปิดเผย กล่าวคือ เปิดเผยอย่างยิ่งว่า ผัสสะมีในสมัยนั้นเป็นไฉน? คือ ในสมัยนั้น ผัสสะ-กระทบอารมณ์, ผุสนา-ถูกต้องอารมณ์, สัมผุสนา-สัมผัสอารมณ์ ดังนี้.

และเนื้อความที่จำแนกแล้วโดยการจำแนกกล่าวอุปมาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า ผัสสาหารพึงเห็นได้ ดุจดังแม่โคที่ปราศจากหนังฉะนั้น ดังนี้

ก็ชื่อว่าอุตตานีกรณะ - ทำให้ง่าย.

ว่าด้วยปัญญัตติ

การยังโสมนัสให้เกิดขึ้นแก่จิตด้วยอเนกวิธี คือด้วยการแสดงธรรมแก่สาธุชนผู้สดับธรรมอยู่ และการกระทำความคมกล้าของญาณด้วยอเนกวิธีให้แก่สาธุชนที่ยังมีปัญญายังไม่คมกล้า ชื่อว่าปัญญัตติ.

เพราะอรรถว่าย่อมปรากฏแก่สาธุชนผู้สดับอยู่เหล่านั้น ด้วยความยินดีของจิตที่ประกอบด้วยโสมนัสนั้น และด้วยความใคร่ครวญของจิตที่ประกอบด้วยโสมนัสนั้น จึงชื่อว่าปัญญัตติ.

ในปาฐะทั้ง ๒ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้รู้ชัดด้วยอักขระ ทรงประกาศด้วยบท ทรงเปิดเผยด้วยพยัญชนะ ทรงจำแนกด้วยอาการะ ทรงทำให้ง่ายด้วยนิรุตติ ทรงทำให้ปรากฏด้วยนิทเทส.

คำนี้มีอธิบายไว้อย่างไร?

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายทรงกระทำเวไนยสัตว์บางพวกให้รู้ชัดเนื้อความด้วยอักขระ ในการแสดงธรรมครั้งหนึ่ง ฯลฯ ทรงทำเนื้อความให้ปรากฏด้วยนิทเทส นี้เป็นอธิบายในปาฐะทั้ง ๒ นั้น.

อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เวไนยสัตว์รู้ชัดด้วยอักขระทั้งหลาย แล้วทรงประกาศด้วยบททั้งหลาย ทรงเปิดเผยด้วยพยัญชนะทั้งหลาย แล้วทรงจำแนกด้วยอาการทั้งหลาย ทรงทำให้ง่ายด้วยนิรุตติทั้งหลาย แล้วทรงบัญญัติด้วยนิทเทสทั้งหลาย

มีอธิบายไว้อย่างไร?

มีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะนำเวไนยสัตว์บางพวกในฐานะบางอย่างด้วยพระธรรมเทศนาเห็นปานนี้.

อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงให้เหล่าเวไนยรู้ชัดด้วยอักขระทั้งหลาย แล้วทรงประกาศด้วยบททั้งหลาย ย่อมทรงแนะนำพวกอุคฆติตัญญู. เมื่อทรงเปิดเผยด้วยพยัญชนะทั้งหลาย แล้วทรงจำแนกด้วยอาการทั้งหลาย ย่อมทรงแนะนำพวกวิปจิตัญญู. เมื่อทรงทำให้ง่ายด้วยนิรุตติทั้งหลาย แล้วทรงบัญญัติด้วยนิทเทสทั้งหลาย ย่อมทรงแนะนำพวกเนยยะ แม้ด้วยสามารถแห่งเวไนยสัตว์ก็พึงประกอบด้วยประการฉะนี้แล.

แต่โดยใจความในที่นี้ พระสุรเสียงที่เป็นไปกับด้วยวิญญัติซึ่งรู้เนื้อความของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ทรงแสดงพระธรรมว่า พยัญชนปาฐะเป็นไฉน? อรรถปาฐะเป็นไฉน? ดังนี้นั้น ชื่อพยัญชนปาฐะ.

พระธรรมที่ประกอบด้วยลักษณะและรสเป็นต้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงบรรลุ นั้นพึงทราบว่าอรรถปาฐะ.

อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะมี ๖ อย่างคือ สันธายภาสิตปาฐะ พยัญชนภาสิตปาฐะ สาวเสสปาฐะ อนวเสสปาฐะ นีตปาฐะและเนยยปาฐะ.

ในปาฐะเหล่านั้น ปาฐะที่กล่าวข้อความไม่น้อยมีอาทิอย่างนี้ว่า ฆ่ามารดาบิดา และกษัตริยราชทั้งสอง ดังนี้ ชื่อสันธายภาสิตปาฐะ.

ปาฐะที่กล่าวข้อความอย่างเดียวมีอาทิอย่างนี้ว่า ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน ดังนี้ ชื่อพยัญชนภาสิตปาฐะ.

ปาฐะมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ดังนี้ ชื่อสาวเสสปาฐะ.

ปาฐะที่ตรงกันข้ามมีอาทิอย่างนี้ว่า ธรรมทั้งปวงย่อมมาสู่คลองในญาณมุขของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าโดยอาการทั้งปวง ดังนี้ ชื่ออนวเสสปาฐะ.

ปาฐะที่พึงรู้อย่างที่กล่าวมีอาทิอย่างนี้ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้ ชื่อนีตปาฐะ.

ปาฐะที่พึงระลึกถึงโดยความถูกต้องมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเอก ดังนี้ ชื่อเนยยปาฐะ.

อนึ่ง อรรถมีประการไม่น้อย มีอาทิคือ ปาฐัตถะ, สภาวัตถะ, ญายัตถะ, ปาฐานุรูป, นปาฐานุรูป, สาวเสสัตถะ, นิรวเสสัตถะ, นีตัตถะและเนยยัตถะ ในอรรถเหล่านั้น:-

ปาฐะใดพ้นข้อความที่ให้รู้ซึ่งข้อความที่ยังไม่รู้ไม่เห็น ปาฐะนั้นชื่อปาฐัตถะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ ดังนี้ .

ลักษณะและรสเป็นต้นของรูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลาย ชื่อสภาวัตถะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า เจริญสัมมาทิฏฐิดังนี้.

อรรถใดอันบุคคลรู้อยู่ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล ย่อมควรเพื่อให้รู้พร้อมดังนี้ อรรถนั้นชื่อญายัตถะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า ผู้มีปกติกล่าวอรรถ ผู้มีปกติกล่าวธรรม ดังนี้.

อรรถที่สมควรตามปาฐะ ชื่อปาฐานุรูป อรรถที่บุคคลผู้ปฏิเสธข้อความด้วยพยัญชนฉายาว่า เพราะฉะนั้น แม้จักษุก็เป็นกรรม ดังนี้ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นกรรมเก่า ดังนี้กล่าวแล้ว ชื่อนปาฐานุรูป.

อรรถนั้นโดยปาฐะมิได้ทรงอนุญาตไว้ มิได้ทรงปฏิเสธ มิได้ทรงประกอบไว้.

ก็อรรถนั้น แม้ที่ควรสงเคราะห์ก็มิได้ทรงสงเคราะห์ หรือแม้ที่ควรเว้นก็มิได้ทรงเว้นอะไรๆ เลย มิได้ทรงปฏิเสธตรัสไว้ ชื่อสาวเสสัตถะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า อาศัยจักขุประสาทและรูปารมณ์ จักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้น, สัตว์ทั้งปวงย่อมสะดุ้งต่ออาชญา สัตว์ทั้งปวงย่อมกลัวต่อมัจจุ ดังนี้.

อรรถที่ตรงกันข้าม ชื่อนิรวเสสัตถะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า ทั้งเราทั้งท่านแล่นไปพร้อมแล้ว ท่องเที่ยวไปแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น นอกจากบทที่เห็นแล้ว ใครรู้ใครทรงจำไว้ได้ ดังนี้.

อรรถที่พึงทราบด้วยสามารถแห่งเสียงนั่นแล ชื่อนีตัตถะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า รูป เสียง รส กลิ่นและโผฏฐัพพะ เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ ดังนี้.

____________________________

น่าจะอยู่หลังกลิ่น ตามลำดับในวิสยรูป.

อรรถที่พึงทราบด้วยสามารถแห่งสมมติ ชื่อเนยยัตถะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยพลาหก ๔ เหล่านี้ดังนี้.

บุคคลรู้แจ้งทั้งปาฐะและอรรถะดำรงอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่ง่อนแง่นจากพวกกล่าวตรงกันข้ามทั้งหลาย ด้วยดำรงอยู่สิ้นกาลนาน. บุคคลผู้สามารถเข้าใจด้วยเหตุและอุทาหรณ์เป็นต้น ทั้งโดยสังเขปนัยและวิตถารนัย ย่อมอาจที่จะกล่าวจนถึงความถึงพร้อมแห่งอาคมและอธิคมอย่างไม่ง่อนแง่น ด้วยประการฉะนี้.

ครั้นรู้แจ้งอย่างนี้แล้วย่อมเป็นผู้สะอาด เพราะเว้นจากมลทินคือศีลและทิฏฐิชั่ว ด้วยความเป็นผู้สามารถที่จะชำระตนและผู้อื่นให้บริสุทธิ์ได้.

ด้วยว่า คนทุศีลย่อมเบียดเบียนตน เป็นผู้มีวาจาไม่น่าเชื่อถือ เพราะความทุศีลนั้นไม่สามารถจะนำอาหารมาได้ เดือดร้อนอยู่เป็นนิตย์ในโลกนี้ดุจลูกโค คนมีทิฏฐิชั่วย่อมเบียดเบียนผู้อื่น และเป็นที่พึ่งอาศัยไม่ได้ เพียงดังกอบัวที่อากูลอยู่ในถ้ำของสัตว์ร้าย,

ก็ผู้วิบัติทั้งสองอย่างเป็นผู้ไม่ควรนั่งใกล้ เหมือนหีบศพที่อยู่ในคูถ และเหมือนงูเห่าที่อยู่ในคูถ. ส่วนผู้สมบูรณ์ทั้งสองอย่าง เป็นผู้สะอาดควรนั่งใกล้และควรคบหาแม้ด้วยประการทั้งปวง เหมือนบ่อรัตนะปราศจากอันตรายจากวิญญูชนทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นอย่างนี้ ไม่ตระหนี่อย่างนี้ ไม่ลืมอาจารย์ ไม่สละ ๔ อย่าง คือ สุตตะ, สุตตานุโลม, อาจริยวาทและอัตตโนมติ กล่าวข้อความได้ต่างๆ ด้วยสามารถแห่งสิ่งสำคัญ ๔ อย่างนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้ไม่สละสิ่งสำคัญ ๔ อย่างเหล่านี้คือ :-

การกล่าวโดยส่วนเดียวเป็นสุตตะที่ ๑ การกล่าว

จำแนกเป็นบทสุตตานุโลมเป็นที่ ๒ ไต่ถามเป็นอาจริย

วาทที่ ๓ ดำรงไว้เป็นอัตตโนมติที่ ๔ เพราะประกอบผู้

ฟังเข้าไว้ในประโยชน์เกื้อกูล แต่สิ่งสำคัญ ๔ อย่างนั้น

แหละ ความเข้าใจสิ่งสำคัญ ๔ อย่างเหล่านั้น ย่อมกลับ

เป็นไม่เกียจคร้าน ดังนี้แล.

ในข้อนี้ ท่านกล่าวไว้ว่า :-

บุคคลผู้กล่าว ผู้ไม่ง่อนแง่นเพราะรู้อรรถแห่งปาฐะ

เป็นผู้สะอาด ไม่ตระหนี่ ไม่สละสิ่งสำคัญ ๔ อย่าง เป็นผู้

แสดงไปตามประโยชน์เกื้อกูล.

บทว่า เทสกสฺส ในคาถานี้ ความว่า พึงเป็นผู้แสดง.

บทว่า หิตนฺวิโต ความว่า ผู้ไปตามด้วยประโยชน์เกื้อกูล คือผู้มีจิตประกอบด้วยประโยชน์เกื้อกูล.

ก็บุคคลนี้นั้นเป็นที่รักเพราะเป็นผู้สะอาด เป็นที่เคารพเพราะเป็นผู้ไม่สละสิ่งสำคัญ ๔ อย่าง น่าสรรเสริญเพราะเป็นผู้ไม่ง่อนแง่น เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำเพราะเป็นผู้ไปตามประโยชน์เกื้อกูล เป็นผู้กล่าวชี้แจงเรื่องที่ลึกซึ้งได้ เพราะเป็นผู้รู้อรรถแห่งปาฐะ เป็นผู้ชักจูงในฐานะอันควร เพราะเป็นผู้ไม่ตระหนี่ ดังนี้แล.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสัตตกนิบาต อังคุตตรนิกายว่า :-

เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ น่าสรรเสริญ รู้จักกล่าวชี้แจง

ให้เข้าใจ เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ กล่าวชี้แจงเรื่องที่ลึกซึ้ง

ได้ไม่ชักจูงในเรื่องเหลวไหลไร้สาระดังนี้.

ผู้แสดงเป็นผู้เกื้อกูลยิ่ง ผู้แสดงนั้นจะตั้งไว้เฉพาะในบัดนี้ก่อน ผู้แสดงย่อมไม่ดูหมิ่นถ้อยคำเพราะเคารพธรรม ๔ ประการ ย่อมไม่ดูหมิ่นถ้อยคำที่กล่าวแล้ว เพราะเคารพอาจารย์ ย่อมไม่ดูหมิ่นตน เพราะเป็นผู้ประดับด้วยคุณมีศรัทธาและปัญญาเป็นต้น เป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน เพราะเป็นผู้ไม่โอ้อวดและไม่มีมายา และเพราะเป็นผู้มุ่งพระนิพพาน ย่อมมนสิการโดยแยบคาย เพราะเป็นผู้มีปัญญาดี.

สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า:-

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ฟังพระสัทธรรม เป็นผู้ควรที่จะก้าวลงสู่ความแน่นอนอันเป็นความชอบในกุศลธรรมทั้งหลาย

ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน?

คือ ไม่ดูหมิ่นถ้อยคำ ๑ ไม่ดูหมิ่นถ้อยคำที่กล่าวแล้ว ๑ ไม่ดูหมิ่นตน ๑ มีจิตไม่ฟุ้งซ่านฟังธรรม ๑ มีจิตแน่วแน่มนสิการโดยแยบคาย ๑ ภาชนะย่อมมีเพราะถึงลักษณะนั้นแล

ก็ในเรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

ผู้เคารพธรรมาจารย์ ผู้ประดับด้วยคุณมีศรัทธาและ

ปัญญาเป็นต้น ผู้ไม่โอ้อวดและไม่มีมายา มีปัญญาดี มุ่ง

พระนิพพาน เป็นผู้กล่าวและเป็นผู้ฟัง ด้วยประการฉะนี้.

____________________________

คาถานี้ไม่เต็มคงขาดหายไป.

ครั้นแสดงพยัญชนะและอรรถะซึ่งมีประการดังกล่าวอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ข้าพเจ้าจักพรรณนามหานิทเทสนั้น ซึ่งท่านเรียกว่ามหานิทเทส เพราะอรรถว่าเป็นนิทเทสใหญ่ราวกะมหาสมุทรและมหาปฐพี เพราะท่านกล่าวทำให้ยอดเยี่ยม.

ท่านพระอานนท์สดับมหานิทเทสเช่นนั้นอันสมบูรณ์ด้วยอรรถะ สมบูรณ์ด้วยพยัญชนะ ลึกซึ้ง มีอรรถลึกซึ้ง ประกาศโลกุตตระ ปฏิสังยุตด้วยสุญญตา ให้สำเร็จการปฏิบัติและคุณวิเสสคือมรรคผล ปฏิเสธธรรมที่เป็นข้าศึก เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะคือญาณของพระโยคาวจรทั้งหลาย เป็นเหตุพิเศษที่ให้เกิดความงามแห่งธรรมกถาของพระธรรมกถึกทั้งหลาย เป็นเครื่องออกไปจากทุกข์ของผู้ที่ขลาดกลัวสังสารวัฏ มีข้อความให้เกิดความโปร่งใจ

ด้วยการแสดงอุบายแห่งการออกไปจากทุกข์นั้น มีข้อความกำจัดธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการออกไปจากทุกข์นั้น และมีข้อความให้เกิดความยินดีแห่งหทัยของสาธุชน

ด้วยการเปิดเผยอรรถแห่งสุตตบททั้งหลายมิใช่น้อยที่มีอรรถลึกซึ้ง อันท่านพระสารีบุตรเถระผู้เป็นธรรมเสนาบดีของพระธรรมราชา ผู้มีสิเนหะคือมหากรุณาแผ่ไปในชนทั้งสิ้น ด้วยแสงสว่างแห่งมหาประทีป คือพระสัพพัญญุตญาณของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อันอะไรๆ กำจัดไม่ได้ในที่ทั้งปวง ผู้ปรารถนาให้มหาประทีปคือพระสัทธรรมที่รุ่งเรืองอยู่แล้วเพื่อกำจัดความมืดคือกิเลสที่ฝั่งอยู่ในหทัยของเวไนยชน ได้รุ่งเรืองอยู่นานยิ่งตลอด ๕,๐๐๐ ปี ด้วยการหลั่งสิเนหะ ขยายคำอธิบายพระสัทธรรมนั้น ผู้อนุเคราะห์โลกเกือบเท่าพระศาสดาภาษิตไว้ ได้ยกขึ้นสู่สังคีติตามที่ได้สดับมานั่นแหละ ในคราวปฐมมหาสังคายนา.

ก็บรรดาปิฏก ๓ คือ วินัยปิฏก สุตตันตปิฎก และอภิธรรมปิฏก. มหานิทเทสนี้นั้นนับเนื่องในสุตตันตปิฎก.

บรรดามหานิกาย ๕ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย. มหานิทเทสนับเนื่องในขุททกมหานิกาย.

บรรดาองค์แห่งคำสอน ๙ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ. ท่านสงเคราะห์มหานิทเทสด้วยองค์ ๒ คือ คาถาและเวยยากรณะ.

พระธรรมที่รู้กันว่ามี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระอานนทเถระผู้ธรรมภัณฑาคาริก ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ ๕ ตำแหน่ง เรียนแต่ภิกษุ ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ดังเถรภาษิตว่า :-

ธรรมทั้งหลายที่เป็นไปเหล่านี้มี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

ข้าพเจ้าเรียนแต่พระพุทธเจ้า ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เรียนแต่

ภิกษุ ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์.

ท่านสงเคราะห์มหานิทเทสนี้หลายร้อยพระธรรมขันธ์.

มหานิทเทสมี ๒ วรรค คือ อัฏฐกวรรค ปารายนิกวรรค กับทั้งขัคควิสาณสูตร.

มหานิทเทสมี ๓๓ สูตร มีกามสูตรเป็นต้น มีขัคควิสาณสูตรเป็นปริโยสาน แบ่งวรรคละ ๑๖ สูตร และขัคควิสาณสูตร ข้าพเจ้าจักพรรณนาเนื้อความตามลำดับบทของมหานิทเทสนี้ที่ท่านกำหนดไว้หลายประการอย่างนี้.

ก็มหานิทเทสนี้ผู้อุทเทสและผู้นิทเทส ทั้งโดยปาฐะและโดยอรรถะ พึงอุทเทสและพึงนิทเทสโดยเคารพ แม้เพราะเหตุนั้น จึงควรเรียนและทรงจำไว้โดยเคารพ

ข้อนั้นเพราะเหตุไร?

เพราะมหานิทเทสนี้เป็นคัมภีร์ลึกซึ้ง เพื่อให้คัมภีร์มหานิทเทสนี้ดำรงอยู่ในโลกสิ้นกาลนาน เพื่อเกื้อกูลแก่ชาวโลก ในมหานิทเทสนั้น กามสูตรเป็นสูตรแรก.

แม้ในกามสูตรนั้น คาถาว่า กามํ กามยมานสฺส ดังนี้ เป็นคาถาแรก.

การพรรณนานั้นตั้งไว้ตามส่วน คือ อุทเทส นิทเทส ปฏินิทเทส.

มหานิทเทส อรรถกถาอัฏฐกวรรค กามสุตตนิทเทส

บทมีอาทิอย่างนี้ว่า กามํ กามยมานสฺส ดังนี้ ชื่อว่าอุทเทส.

บทว่า กาม โดยหัวข้อได้แก่กาม ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ดังนี้ ชื่อว่านิทเทส.

บทมีอาทิอย่างนี้ว่า วัตถุกามเป็นไฉน? รูปอันเป็นที่ชอบใจ ดังนี้ ชื่อว่าปฏินิทเทส.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามํ ได้แก่ วัตถุกาม กล่าวคือธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ มีรูปอันเป็นที่ชอบใจเป็นต้น.

บทว่า กามยมานสฺส แปลว่า ปรารถนาอยู่.

บทว่า ตสฺส เจ ตํ สมิชฺฌติ ความว่า ถ้าวัตถุกล่าวคือกามนั้นย่อมสำเร็จแก่สัตว์ผู้ปรารถนาอยู่นั้น. ท่านอธิบายไว้ว่า ถ้าสัตว์นั้นได้วัตถุกามนั้น.

บทว่า อทฺธา ปีติมโน โหติ ความว่า ย่อมเป็นผู้มีจิตยินดีโดยส่วนเดียว.

บทว่า ลทฺธา แปลว่า ได้แล้ว.

บทว่า มจฺโจ ได้แก่สัตว์.

บทว่า ยทิจฺฉติ ความว่า ปรารถนากามใด.

แต่บทนี้เป็นเพียงเชื่อมเนื้อความของบทโดยสังเขปเท่านั้น. ส่วนความพิสดาร พึงทราบโดยนัยที่มาในบาลีข้างบนนั่นแล. แม้ในบททั้งปวงต่อแต่นี้ก็เหมือนในบทนี้แล.

บทว่า กามา เป็นอุททิสิตัพพบท คือบทที่ยกขึ้นตั้งเพื่อจะแสดง.

บทว่า อุทฺทานโต ก็เป็นนิททิสิตัพพบท.

บทว่า อุทฺทานโต ท่านกล่าวเป็นหมู่ ดุจในประโยคมีอาทิว่า พึงซึ่งเครื่องผูกปลา ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอุททานะ เพราะให้สูงๆ ขึ้นไป คือเพราะชำระให้สะอาดเบื้องบนดุจชื่อว่าผ่องแผ้ว เพราะอรรถว่าขาวเป็นพิเศษ.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กามา พึงกล่าวทำเป็นปาฐเสสะ ด้วยการกระทำให้พิสดาร.

บทว่า เทฺว เป็นการกำหนดจำนวน ๑ ก็ไม่ใช่ ๓ ก็ไม่ใช่.

บทว่า วตฺถุกามา จ ได้แก่ วัตถุกามมีรูปอันเป็นที่ชอบใจเป็นต้น และกิเลสกาม ด้วยอรรถว่าให้เร่าร้อน และด้วยอรรถว่าเบียดเบียน.

ในกาม ๒ นั้น วัตถุกามควรกำหนดรู้ กิเลสกามควรละ.

ในกามทั้ง ๒ นั้น บุคคลปรารถนาวัตถุกาม. เพราะกิเลสกาม ชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าอันบุคคลใคร่. กิเลสกาม ชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้บุคคลใคร่ด้วยความเป็นเหตุให้หวังวัตถุกาม.

ในกาม ๒ นั้น วัตถุกาม ท่านสงเคราะห์เข้าในขันธ์มีรูปเป็นต้น กิเลสกามท่านสงเคราะห์เข้าในสังขารขันธ์.

วัตถุกามรู้แจ้งได้ด้วยวิญญาณทั้ง ๖. กิเลสกามรู้ได้ด้วยมโนวิญญาณ.

ชื่อว่าวัตถุกาม เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสทั้งหลาย เพราะอรรถว่าเป็นเหตุแห่งกิเลสทั้งหลาย และเพราะอรรถว่าเป็นอารมณ์ แห่งกิเลสทั้งหลาย.

สิ่งสวยงามทั้งหลายในโลกเหล่านั้น มิใช่เป็นกามไปทั้งหมด ความกำหนัดด้วยสามารถแห่งความดำริ เป็นกามของบุรุษ. สิ่งสวยงามทั้งหลายย่อมดำรงอยู่ในโลกอย่างนั้นแล เมื่อเป็นเช่นนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายก็กำจัดความพอใจในสิ่งสวยงามเหล่านี้เสีย.

ในข้อนี้มีเรื่องนันทมาณพและบุตรของโสเรยยเศรษฐี เป็นต้นเป็นตัวอย่าง.

กิเลสกามชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าให้ใคร่เอง ด้วยอรรถคือให้เร่าร้อน ด้วยอรรถคือเบียดเบียน.

สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลผู้กำหนัดแล้วแล ถูกราคะครอบงำแล้ว มีจิตถูกราคะครอบงำ ย่อมจงใจเบียดเบียนตนบ้าง ย่อมจงใจเบียดเบียนคนอื่นบ้าง ย่อมจงใจเบียดเบียนทั้งตนและคนอื่นบ้าง ดังนี้,

และว่า ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลผู้กำหนัดแล้วแล ย่อมฆ่าสัตว์บ้าง ย่อมลักทรัพย์บ้าง ย่อมถึงทาระของผู้อื่นบ้าง ย่อมกล่าวมุสาบ้าง ดังนี้

ตัวอย่างมีอย่างนี้เป็นต้น.

พระสารีบุตรเถระประสงค์จะกล่าวมหานิทเทสนั้นแลให้พิสดารด้วยปฏินิทเทส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กตเม วตฺถุกามา วัตถุกามเป็นไฉน ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตเม เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา.

ความจริง ปุจฉามี ๕ อย่าง วิภาคแห่งปุจฉาเหล่านั้น จักมีแจ้งในบาลีข้างหน้านั่นแล.

บรรดาปุจฉา ๕ อย่างนั้น นี้เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนาปิกา ความว่า ชื่อว่ามนาปา เพราะอรรถว่ายังใจให้เอิบอาบคือให้เจริญ มนาปานั่นแหละเป็นมนาปิกา.

บทว่า รูปา ได้แก่ รูปารมณ์ ซึ่งมีสมุฏฐาน ๔ คือ กรรม จิต อุตุ อาหาร,

ชื่อว่ารูป เพราะอรรถว่าแตกดับไป.

อธิบายว่า เมื่อสีเปลี่ยนไป ย่อมประกาศภาวะที่ถึงหทัย.

บรรดาวัตถุกามเหล่านั้น ชื่อว่า รูป เพราะอรรถว่าอะไร? เพราะอรรถว่าแตกดับไป.

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าที่พวกเธอเรียกว่า รูป

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอรรถว่าย่อมแตกดับไปแล ฉะนั้นจึงเรียกว่า รูป, รูปนั้นย่อมแตกดับไป ด้วยอะไร ย่อมแตกดับไปด้วยหนาวบ้าง ร้อนบ้าง หิวบ้าง ระหายบ้าง ย่อมแตกดับไปด้วยสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดดและสัตว์เลื้อยคลาน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอรรถว่าย่อมแตกดับแล ฉะนั้นจึงเรียกว่ารูป ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุปฺปติ ความว่าย่อมกำเริบ คือสั่นรัว ถูกบีบคั้น แตก ความแตกดับด้วยความหนาว ปรากฏในโลกันตนรก ความหนาวปรากฏในประเทศที่หนาวจนหิมะตกมีมหิสรัฐเป็นต้น ก็ในมหิสรัฐเป็นต้นนั้น สัตว์ทั้งหลายมีสรีระแตก เพราะความหนาว ถึงตายก็มี.

ความสลายด้วยความร้อน ปรากฏในอวีจิมหานรก.

ก็ในอวีจิมหานรกนั้นสัตว์ทั้งหลายเสวยทุกข์ใหญ่ ในเวลาที่ถูกให้นอนบนปฐพีที่ร้อนแรง ถูกจองจำ ๕ ประการเป็นต้น.

ความแตกดับด้วยความหิว ปรากฏในภูมิแห่งเปรต และในคราวเกิดทุพภิกขภัย ก็เหล่าสัตว์ในภูมิแห่งเปรตจะใช้มือหยิบอามิสอะไรๆ ใส่ปากไม่ได้ ตลอด ๒-๓ พุทธันดร ภายในท้องเป็นเหมือนโพรงต้นไม้อันไฟติดทั่วอยู่ ในคราวเกิดทุพภิกขภัย เหล่าสัตว์ที่ไม่ได้แม้เพียงน้ำข้าว ถึงความตายประมาณไม่ได้ ความแตกดับด้วยความกระหายปรากฏในแดนกาลกัญชิกาสูรเป็นต้น.

ก็ในแดนนั้นเหล่าสัตว์ไม่อาจที่จะได้หยาดน้ำเพียงชุ่มหทัยหรือเพียงชุ่มลิ้น, ตลอด ๒-๓ พุทธันดร เมื่อเหล่าสัตว์ไปแม่น้ำด้วยคิดว่าจักดื่มน้ำ น้ำก็กลายเป็นหาดทราย แม้เมื่อแล่นไปมหาสมุทร สมุทรก็เป็นแผ่นหินดาด สัตว์เหล่านั้นซูบซีดถูกความทุกข์หนักบีบคั้น ร้องครวญครางอยู่.

ความสลายด้วยเหลือบเป็นต้น ปรากฏในประเทศที่มากไปด้วยเหลือบและแมลงวันเป็นต้น.

ก็รูปนั้นให้พิสดารไว้แล้วในอภิธรรม โดยนัยมีอาทิว่า รูปนั้นเป็นไฉน คือสนิทัสสนรูป สัปปฏิฆรูป ดังนี้

____________________________

สนิทัสสนรูป - รูปที่เห็นได้ ได้แก่รูปารมณ์

สัปปฏิฆรูป - รูปที่กระทบได้ ได้แก่สปาทรูป ๕ กับวิสยรูป ๗.

ชื่อว่าสัทท เพราะอรรถว่าทำเสียง. อธิบายว่า เปล่งออก. เสียงมีสมุฏฐาน ๒ คือ อุตุและจิต.

ชื่อว่ากลิ่น เพราะอรรถว่าฟุ้งไป. ความว่า ประกาศที่อยู่ของตน.

ชื่อว่ารส เพราะอรรถว่าเหล่าสัตว์เยื่อใย. ความว่า ยินดี.

ชื่อว่าโผฏฐัพพะ เพราะอรรถว่าถูกต้อง.

กลิ่นเป็นต้นเหล่านี้มีสมุฏฐาน๔ วิภาคแห่งเสียงเป็นต้นเหล่านั้น ให้พิสดารไว้แล้วในอภิธรรมนั่นแล.

พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงความนั้นนั่นแลโดยพิสดาร จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อตฺถรณา ปาปุรณา ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น ที่ชื่อว่า อตฺถรณา เครื่องลาด เพราะอรรถว่าลาดแล้วนอน. ชื่อว่า ปารุปณา เครื่องนุ่งห่ม เพราะอรรถว่าห่มพันสรีระ,

ทาสีด้วย ทาสด้วย ชื่อว่า ทาสีและทาส ๔ มีทาสในเรือนเบี้ยเป็นต้น.

ที่เป็นที่งอกขึ้นแห่งปุพพัณชาติ ชื่อว่านา, ที่เป็นที่งอกขึ้นแห่งอปรัณชาติ ชื่อว่าที่ดิน.

อีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นที่งอกขึ้นแห่งปุพพัณชาติและอปรัณชาติ แม้ทั้งสอง ชื่อว่านา. พื้นที่ที่ไม่ได้ทำประโยชน์อย่างนั้น ชื่อว่าที่ดิน.

อนึ่ง ในที่นี้แม้บึงและสระน้ำเป็นต้น ท่านก็สงเคราะห์ด้วยหัวข้อ คือ เขตตะและวัตถุ.

บทว่า หิรญฺญํ ได้แก่ กหาปณะ.

บทว่า สุวณฺณํ ได้แก่ ทอง.

มาสกแม้ทุกอย่าง คือมาสกโลหะ มาสกครั่ง มาสกไม้ ก็สงเคราะห์เข้าด้วยศัพท์ หิรญฺญ และ สุวณฺณ เหล่านั้น.

บทว่า คามนิคมราชธานิโย ความว่า กระท่อมหลังเดียวเป็นต้น ชื่อว่าคาม. คามที่มีตลาด ชื่อว่านิคม. สถานที่อันเป็นอาณาเขตของพระราชาพระองค์หนึ่ง ชื่อว่าราชธานี. ชนบทเอกเทศหนึ่ง ชื่อว่ารัฐ. ชนบทกาสีและชนบทโกศลเป็นต้น ชื่อว่าชนบท.

บทว่า โกโส ได้แก่ กองพลรบ ๔ เหล่า คือเหล่าช้าง เหล่าม้า เหล่ารถ เหล่าราบ.

บทว่า โกฏฺฐาคารํ ได้แก่ เรือนคลัง ๓ อย่าง คือเรือนคลังทรัพย์เรือนคลังข้าวเปลือก เรือนคลังผ้า.

บทว่า ยงฺกิญฺจิ เป็นคำกำหนดว่าไม่มีอะไรเหลือ.

บทว่า รชนียํ ได้แก่ ด้วยอรรถว่าควรยินดี.

ต่อแต่นี้ พระสารีบุตรเถระเพื่อจะแสดงเป็นติกะ จึงได้กล่าวติกะ ๖ คือ อตีตติกะ อัชฌัตตติกะ หีนติกะ โอกาสติกะ ปโยคติกะและกามาวจรติกะ.

บรรดาติกะเหล่านั้น พึงทราบวินิจฉัยในอตีตติกะก่อน

ชื่อว่าอดีต เพราะอรรถว่าก้าวล่วงซึ่งสภาวะของตน หรือถึงแล้วซึ่งขณะมีอุปปาทะเป็นต้น. ชื่อว่าอนาคต เพราะอรรถว่ายังไม่มาถึงทั้งสองอย่างนั้น. ชื่อว่าปัจจุบัน เพราะอรรถว่าอาศัยเหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้น.

บทนี้ท่านกำหนดด้วยภพ ด้วยว่า จำเดิมปฏิสนธิ เหล่าสัตว์ที่บังเกิดในภพอดีตก็ตาม ในภพติดต่อกันก็ตาม หรือในที่สุดแสนโกฏิกัปก็ตาม ทั้งหมดชื่อว่าอดีตทั้งนั้น.

จำเดิมแต่จุติ กามที่เกิดในภพอนาคต กำลังเกิดอยู่ในภพติดต่อกันก็ตาม ในที่สุดแสนโกฏิกัปก็ตาม ทั้งหมดชื่อว่าอนาคตทั้งนั้น.

กามที่เป็นไปต่อจากจุติปฏิสนธิ ชื่อว่าปัจจุบัน.

ในอัชฌัตตติกะมีวินิจฉัยว่า

กามเฉพาะบุคคลที่เป็นไปอย่างนี้ คือเป็นไปกระทำตนเป็นใหญ่ ได้แก่เป็นไปในสันดานของตน ด้วยความประสงค์เหมือนประสงค์ว่า พวกเราจักยึดถือว่าตน ดังนี้ ชื่อว่าอัชฌัตตติกะ.

ส่วนที่เป็นภายนอกจากนั้น เนื่องด้วยอินทรีย์ก็ตาม ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ก็ตาม ชื่อว่าภายนอก [พหิทฺธา นาม].

ตติยบท ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งบททั้งสองนั้น.

ในหีนติกะมีวินิจฉัยว่า

บทว่า หีนา ได้แก่ ลามก.

บทว่า มชฺฌิมา ความว่า ชื่อว่ามัชฌิมา ปานกลาง เพราะอรรถว่าเป็นระหว่างกลางของกามชนิดเลวและกามชนิดประณีต ที่เหลือลงชื่อว่าประณีต เพราะอรรถว่าสูงสุด.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่าเป็นชนิดเลว ชนิดปานกลาง ชนิดประณีต โดยเปรียบเทียบกัน.

จริงอยู่ กามของเหล่าสัตว์นรก ชื่อว่าเลวที่สุด เมื่อเปรียบเทียบสัตว์นรกเหล่านั้น.

บรรดาดิรัจฉานทั้งหลาย กามของนาคและครุฑทั้งหลาย ชื่อว่าประณีต. กามของเหล่าสัตว์ดิรัจฉานที่เหลือ ชื่อว่าปานกลาง กามแม้ของดิรัจฉานเหล่านั้นก็ชื่อว่าเลว เมื่อเปรียบเทียบดิรัจฉานเหล่านั้น.

กามของเหล่าเปรตผู้มเหศักดิ์ ชื่อว่าประณีต กามของเหล่าเปรตที่เหลือลง ชื่อว่าปานกลาง กามแม้ของเปรตเหล่านั้นก็ชื่อว่าเลว เมื่อเปรียบเทียบเปรตเหล่านั้น.

กามของชาวชนบท ชื่อว่าประณีต. กามของชาวชายแดน ชื่อว่าปานกลาง. กามแม้ของเขาทั้งหลายเหล่านั้นก็ชื่อว่าเลว เมื่อเปรียบเทียบ พวกเขาเหล่านั้น. กามของพวกนายบ้าน ชื่อว่าประณีต. กามของพวกคนรับใช้ของนายบ้านเหล่านั้น ชื่อว่าปานกลาง. กามของพวกเขาเหล่านั้น ก็ชื่อว่าเลว เมื่อเปรียบเทียบพวกเขาเหล่านั้น. กามของพวกปกครองชนบท ชื่อว่าประณีต กามของพวกคนรับใช้ของผู้ปกครองชนบทเหล่านั้น ชื่อว่าปานกลาง กามแม้ของพวกเขาเหล่านั้น ก็ชื่อว่าเลว เมื่อเปรียบเทียบพวกเขาเหล่านั้น. กามของพวกเจ้าประเทศราช ชื่อว่าประณีต กามของพวกอำมาตย์ ชื่อว่าปานกลาง กามแม้ของพวกเขาเหล่านั้น ก็ชื่อว่าเลว เมื่อเปรียบเทียบพวกเขาเหล่านั้น.

กามของพระเจ้าจักรพรรดิ ชื่อว่าประณีต. กามของพวกอำมาตย์ ชื่อว่าปานกลาง กามแม้ของพระเจ้าจักรพรรดิก็ชื่อว่าเลว เมื่อเปรียบเทียบพวกเขาเหล่านั้น.

เต อุปาทาย จกฺกวตฺติรญฺโญ กามา ปณีตา นาม ฯ

ตสฺส อมจฺจานํ กามา มชฺฌิมา นาม ฯ ตสฺสปิ หีนา ฯ

กามของเหล่าภุมมเทวดา ชื่อว่าประณีต. กามของเหล่าเทวดารับใช้ของภุมมเทวดาเหล่านั้น ชื่อว่าปานกลาง กามแม้ของภุมมเทวดาเหล่านั้นก็ชื่อว่าเลว เมื่อเปรียบเทียบภุมมเทวดาเหล่านั้น.

เต อุปาทาย ภุมฺมเทวานํ กามา ปณีตา นาม ฯ

เตสํ ปริจาริกานํ เทวานํ กามา มชฺฌิมา นาม ฯ เตสมฺปิ หีนา ฯ

กามของเหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา ชื่อว่าประณีต จนถึงกามของเหล่าเทวดาชั้นอกนิฏฐ์ ชื่อว่าประณีตที่สุด

โดยนัยมีอาทิดังนี้ พึงทราบกามชนิดเลว ชนิดปานกลาง และชนิดประณีต โดยเปรียบเทียบด้วยประการฉะนี้.

ในโอกาสติกะมีวินิจฉัยว่า

บทว่า อาปายิกา กามา ความว่า กามของสัตว์ผู้เกิดในอบาย ๔ ที่ปราศจากความเจริญ กล่าวคือไม่เจริญ ชื่อว่ากามของสัตว์ผู้เกิดในอบาย. กามของสัตว์ผู้เกิดในหมู่มนุษย์ ชื่อว่าเป็นของมนุษย์. กามของสัตว์ผู้เกิดในหมู่เทวดา ชื่อว่าเป็นทิพย์.

ในปโยคติกะมีวินิจฉัยว่า

กามของเหล่าสัตว์ในอบายที่เหลือ นอกจากพวกสัตว์นรก ของเหล่ามนุษย์และของเหล่าเทวดาตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกาจนถึงเหล่าเทวดาชั้นดุสิต ชื่อว่ากามที่ปรากฏเฉพาะหน้า เพราะบริโภคกามทั้งหลายที่ปรากฏเฉพาะหน้า.

เทวดาทั้งหลายในเวลาที่ต้องการจะรื่นรมย์ด้วยอารมณ์ที่เกินกว่าอารมณ์ที่ตกแต่งไว้ตามปกติ ย่อมเนรมิตอารมณ์ตามที่ชอบใจรื่นรมย์ดังนั้น กามของเหล่าเทวดาชั้นนิมมานรดีจึงชื่อว่ากามที่เนรมิตเอง.

เทวดาทั้งหลายย่อมเสพอารมณ์ที่เทวดาเหล่าอื่นรู้อัธยาศัยของตน เนรมิตให้ ดังนั้นกามของเหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตีจึงชื่อว่ากามที่ผู้อื่นเนรมิต.

บทว่า ปริคฺคหิตา ได้แก่ กามที่หวงแหนว่านั่นของเรา.

บทว่า อปริคฺคหิตา ได้แก่ กามของชาวอุตตรกุรุทวีป ซึ่งมิได้หวงแหนอย่างนั้น.

บทว่า มมายิตา ได้แก่ ที่ยึดถือว่านั่นของเรา ด้วยอำนาจตัณหา.

บทว่า อมมายิตา ได้แก่ ที่ตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.

บทว่า สพฺเพปิ กามาวจรา ธมฺมา ความว่า ธรรมที่นับเนื่องในกามาวจรธรรม ที่กล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า โดยเบื้องต่ำทำนรกอเวจีให้เป็นที่สุดรอบ.

ในข้อนั้นมีเนื้อความแห่งคำดังนี้

กามโดยหัวข้อมี ๒ คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑.

ใน ๒ อย่างนั้น กิเลสกาม โดยอรรถ ได้แก่ฉันทราคะความกำหนัดด้วยสามารถแห่งความพอใจ วัตถุกาม ได้แก่วัฏฏะที่เป็นไปในภูมิ ๓.

อนึ่ง กิเลสกาม ชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าเป็นที่ใคร่. วัตถุกามนอกนี้ ชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าอันสัตว์ย่อมใคร่. เป็นภูมิที่ท่องเที่ยว เป็นไปแห่งกามทั้ง ๒ นั้น มี ๑๑ ภูมิ คืออบายภูมิ ๔ มนุษย์ภูมิ ๑ เทวภูมิ ๖.

ชื่อว่ากามาวจร เพราะอรรถว่าเป็นที่ท่องเที่ยวไปแห่งกาม.

ท่านกล่าวว่า สพฺเพปิ กามาวจรา ธมฺมา ในที่นั้น หมายเอาธรรมที่นับเนื่องกัน.

ชื่อว่าธรรม เพราะอรรถว่าทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน.

บทว่า รูปาวจรา ธมฺมา ความว่า ธรรมทั้งหมดเป็นรูปาวจรธรรม ด้วยสามารถแห่งรูปาวจรธรรมที่กล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่าแต่เบื้องต่ำขึ้นไปจนถึงพรหมโลกเป็นที่สุด.

บทว่า อรูปาวจรา ธมฺมา ความว่า ธรรมทั้งหมดที่กล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า เบื้องต่ำเริ่มแต่เหล่าเทพผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะดังนี้ เป็นอรูปาวจรธรรม.

บรรดาธรรม ๒ อย่างนั้น ชื่อว่ารูปาวจรธรรม เพราะอรรถว่าท่องเที่ยวไปในรูปภพ. ชื่อว่าอรูปาวจรธรรม เพราะอรรถว่าท่องเที่ยวไปในอรูปภพ.

บทว่า ตณฺหาวตฺถุกา ความว่า เป็นที่ตั้งแห่งตัณหา เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง และเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ.

บทว่า ตณฺหารมฺมณา ความว่า เป็นอารมณ์แห่งตัณหา ด้วยสามารถความเป็นไปแห่งตัณหายึดหน่วงธรรมเหล่านั้นทีเดียว.

บทว่า กามนียฏฺเฐน ได้แก่ เพราะอรรถว่าพึงหวังเฉพาะ.

บทว่า รชนียฏฺเฐน ได้แก่ เพราะอรรถว่าควรยินดี.

บทว่า มทนียฏฺเฐน ได้แก่ เพราะอรรถว่าเป็นที่เกิดขึ้นแห่งความมัวเมามีความมัวเมาตระกูลเป็นต้น.

ในนิทเทสนั้น พระสารีบุตรเถระกล่าวคำเบื้องต้นว่า กตเม วตฺถุกามา มนาปิกา รูปา แล้วกล่าวคำสุดท้ายว่า ยํกิญฺจิ รชนียํ วตฺถุ ดังนี้ กล่าวถึงทั้งสิ่งที่มีวิญญาณและหาวิญญาณมิได้

คำที่เหลือพึงทราบว่า ติกะ ๖ ที่เกินเป็นเอกะและจตุกกะ.

พระสารีบุตรเถระแสดงวัตถุกามอย่างนี้แล้ว เพื่อจะแสดงกิเลสกาม จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า กตเม กิเลสกามา ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉนฺโท ได้แก่ ความกำหนัดอย่างอ่อนๆ.

บทว่า ราโค ได้แก่ ความกำหนัดที่มีกำลังแรงกว่าความพอใจนั้น. ความกำหนัดทั้งสามเบื้องบน มีกำลังแรงกว่าความกำหนัดเหล่านี้.

บทว่า กาเมสุ ได้แก่ ในกามคุณ ๕.

บทว่า กามจฺฉนฺโท ได้แก่ ความพอใจ กล่าวคือความใคร่ ไม่ใช่ใคร่เพื่อจะทำงาน ไม่ใช่ใคร่ในธรรม.

ความกำหนัดคือความใคร่ ด้วยอรรถว่าใคร่ และด้วยอรรถว่ายินดี ชื่อว่ากามราคะ ความกำหนัดคือความใคร่.

ความเพลิดเพลินคือความใคร่ ด้วยสามารถแห่งความใคร่ และด้วยสามารถแห่งความเพลิดเพลิน ฉะนั้นจึงชื่อว่า กามนนฺทิ ความเพลิดเพลินคือความใคร่.

ในบททั้งปวงพึงทราบอย่างนี้.

ชื่อว่า กามตัณหา เพราะอรรถว่ารู้ประโยชน์ของกาม แล้วจึงปรารถนา.

ชื่อว่า กามสิเนหะ เพราะอรรถว่าเสน่หา.

ชื่อว่า กามปริฬาหะ เพราะอรรถว่าเร่าร้อน.

ชื่อว่า กามุจฉา เพราะอรรถว่าหลง

ชื่อว่า กามัชโฌสานะ เพราะอรรถว่ากลืนกินสำเร็จ.

ชื่อว่า กาโมฆะ เพราะอรรถว่าท่วมทับ คือให้จมลงในวัฏฏะ.

ชื่อว่า กามโยคะ เพราะอรรถว่าประกอบสัตว์ไว้ในวัฏฏะ

ความยึดถือด้วยตัณหาและทิฏฐิอย่างมั่น ชื่อว่า อุปาทาน.

ชื่อว่า นีวรณะ เพราะอรรถว่ากั้นจิต คือหุ้มห่อจิตไว้.

บทว่า อทฺทสํ ได้แก่ ได้เห็นแล้ว.

บทว่า กาม เป็นอาลปนะ.

บทว่า เต แปลว่า ของท่าน.

บทว่า มูลํ ได้แก่ ที่ตั้ง.

บทว่า สงฺกปฺปา ได้แก่ เพราะความดำริ.

บทว่า น ตํ กปฺปยิสฺสามิ ความว่า จักไม่ทำความดำริถึงท่าน.

บทว่า น เหหิสิ แปลว่า จักไม่มี.

บทว่า อิจฺฉมานสฺส ได้แก่ หวังเฉพาะอยู่.

บทว่า สาทิยมานสฺส ได้แก่ ยินดีอยู่.

บทว่า ปฏฺฐยมานสฺส ได้แก่ ยังความปรารถนาให้เกิดขึ้น.

บทว่า ปิหยมานสฺส ได้แก่ ยังความอยากเพื่อจะถึงให้เกิดขึ้น.

บทว่า อภิชปฺปมานสฺส ได้แก่ ไม่ให้เกิดความอิ่มด้วยอำนาจตัณหา.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพระสารีบุตรเถระกล่าว ท่านกล่าวบทว่า ขตฺติยสฺส วา เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งชาติ ๔. กล่าวบทว่า คหฏฺฐสฺส วา ปพฺพชิตสฺส วา ด้วยสามารถแห่งเพศ. กล่าวบทว่า เทวสฺส วา มนุสฺสสฺส วา ด้วยสามารถแห่งการเกิด.

บทว่า อิชฺฌติ ได้แก่ ย่อมสำเร็จ.

บทว่า สมิชฺฌติ ได้แก่ ย่อมสำเร็จโดยชอบ คือย่อมสำเร็จด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะซึ่งรูปวิเศษ ย่อมได้ด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะซึ่งรูปที่น่าดู ย่อมได้เฉพาะด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะซึ่งรูปที่น่าเลื่อมใส ย่อมบรรลุด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะซึ่งรูปมีสัณฐานดี ย่อมประสบด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะซึ่งรูปที่มีผิวพรรณน่าเลื่อมใส.

อีกอย่างหนึ่ง ย่อมสำเร็จด้วยความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความงามเลิศ ย่อมได้ด้วยความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยชาติ ย่อมได้เฉพาะด้วยความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความเป็นใหญ่ ย่อมบรรลุด้วยความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความสุข ย่อมประสบด้วยความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยสมบัติ ดังนี้แล.

บทว่า เอกํสวจนํ ได้แก่ เป็นคำกล่าวโดยส่วนเดียว ห้ามการถือเอาหลายส่วน ดุจในประโยคเป็นต้นว่า ห่มจีวรเฉวียงบ่า พยากรณ์ปัญหาอย่างแน่ชัด ดังนี้.

บทว่า นิสฺสํสยวจนํ ได้แก่ เป็นคำเว้นจากความสงสัย.

อธิบายว่า เป็นคำห้ามความสนเท่ห์

บทว่า นิกฺกงฺขวจนํ ได้แก่ เป็นคำห้ามความเคลือบแคลงว่า นี้อย่างไร นี้อย่างไร.

บทว่า อเทฺวชฺฌวจนํ ได้แก่ เป็นคำกล่าวไม่เป็นสองส่วนเพราะไม่มีความเป็นสองส่วนนั้น คือเว้นจากความเป็นส่วนสอง ห้ามความสงสัย ดุจในประโยคเป็นต้นว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระวาจาไม่เป็นสอง ดังนี้.

บทว่า อเทฺวฬฺหกวจนํ ได้แก่ เป็นคำกล่าวไม่เป็นสองอย่าง เพราะไม่มีหทัยสอง เป็นคำกล่าวห้ามความเป็นสองอย่างว่าร่าเริงด้วยประการฉะนี้.

บทว่า นิโยควจนํ ความว่า ชื่อว่าเป็นคำกล่าวไม่รวมกัน เพราะอรรถว่าไม่ประกอบสองเรื่องไว้ในข้อความเดียวกันห้ามคำสองแง่ ก็เพราะไม่ประกอบในเรื่องอื่น จึงเป็นคำที่มาว่าไม่มีอารมณ์อนาคต.

บทว่า อปณฺณกวจนํ ได้แก่ เป็นคำกล่าวที่มีสาระ เว้นจากการพูดพร่ำ เป็นคำกล่าวที่มีเหตุการณ์ไม่ผิด จึงชื่อว่าไม่ผิด ดุจในประโยคเป็นต้นว่า ฐานเมเก ดังนี้ เป็นคำกล่าวที่มีหลักฐาน ดุจเหตุแห่งการกระทำที่ไม่ผิด.

บทว่า อวฏฺฐาปนวจนเมตํ ความว่า คำนี้เป็นคำหยั่งลงตั้งไว้ คือเป็นคำกำหนดแน่ตั้งไว้.

บทเหล่าใดอันพระสารีบุตรเถระยกขึ้นจำแนกไว้ในมหานิทเทสนี้ บทเหล่านั้นเมื่อถึงการจำแนกย่อมถึงการจำแนกด้วยเหตุ ๓ ประการ. เมื่อเป็นต่างๆ กัน ย่อมเป็นต่างๆ กันด้วยเหตุ ๔ ประการ. ก็การแสดงอีกอย่างหนึ่งในมหานิทเทสนี้ ย่อมถึงฐานะ ๒ ประการ.

คือ บทเหล่านั้นย่อมถึงการจำแนกด้วยเหตุ ๓ ประการเหล่านี้ คือ พยัญชนะ ๑ อุปสัค ๑ อรรถ ๑.

ในเหตุ ๓ ประการนั้น พึงทราบการถึงการจำแนกด้วยพยัญชนะอย่างนี้ว่า ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความประทุษร้าย กิริยาที่ประทุษร้าย ความเป็นผู้ประทุษร้าย.

ก็ในมหานิทเทสนี้ ความโกรธอย่างเดียวเท่านั้น ถึงการจำแนกเป็นอย่างเดียวด้วยพยัญชนะ.

อนึ่ง พึงทราบการถึงการจำแนกด้วยอุปสัคอย่างนี้ว่า อิชฺฌติ สำเร็จ สมิชฺฌติ สำเร็จโดยชอบ ลภติ ได้ ปฏิลภติ ได้เฉพาะ อธิคจฺฉติ ประสบ.

พึงทราบการถึงการจำแนกด้วยอรรถอย่างนี้ว่า ความเป็นบัณฑิต ความเป็นผู้ฉลาดความไร้ปัญญา ความปลอดภัย ความคิดการสอบสวน.

บรรดาบทเหล่านั้น ในนิทเทสแห่งปีติบท ย่อมได้การจำแนก ๓ อย่างเหล่านี้ก่อน ก็บทว่า ความอิ่ม ความปราโมทย์ เป็นบทถึงการจำแนกด้วยพยัญชนะ.

บทว่า ความเบิกบาน ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริง เป็นบทถึงการจำแนกด้วยอุปสัค. [อาโมทนา ปโมทนา หาโส ปหาโสติ อุปสคฺควเสน ฯ]

บทว่า ความปลื้มใจ ความยินดี ความชื่นใจ ความชอบใจ เป็นบทถึงการจำแนกด้วยอรรถ.

พึงทราบการถึงการจำแนกในนิทเทสแห่งบททั้งหมดโดยนัยนี้.

บททั้งหลายแม้เมื่อเป็นต่างๆ กัน ก็เป็นต่างๆ กันด้วยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้ คือ ด้วยความต่างกันโดยชื่อ ด้วยความต่างกันโดยลักษณะ ด้วยความต่างกันโดยกิจ ด้วยความต่างกันโดยการปฏิเสธ.

บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า พยาบาทเป็นไฉน? คือในสมัยนั้นมีความประทุษร้าย กิริยาที่ประทุษร้ายนี้ พึงทราบความต่างกันด้วยความต่างกันโดยชื่ออย่างนี้ว่า ก็ความโกรธอย่างเดียวนั่นแหละ ถึงความต่างกันโดยชื่อเป็นสองอย่าง คือ ความพยาบาท หรือความประทุษร้าย.

แม้ขันธ์ ๕ ก็เป็นขันธ์เดียวนั่นแล ด้วยอรรถว่ากอง แต่ในที่นี้ ขันธ์ ๕ ย่อมต่างกันโดยลักษณะนี้ คือรูปมีความสลายไปเป็นลักษณะ เวทนามีความเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ สัญญามีความจำได้เป็นลักษณะ เจตนามีความจงใจเป็นลักษณะ วิญญาณมีความรู้แจ้งเป็นลักษณะ พึงทราบความต่างกันด้วยความต่างกันโดยลักษณะอย่างนี้.

ความเพียรอย่างเดียวเท่านั้น มาในฐานะ ๔ อย่างด้วยความต่างกันโดยกิจว่า สัมมัปปธาน ๔ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมประคอง ย่อมเริ่มตั้งจิต เพื่อความไม่เกิดขึ้นแห่งบาปอกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น พึงทราบความต่างกันด้วยความต่างกันโดยกิจอย่างนี้.

พึงทราบความต่างกันด้วยความต่างกันโดยการปฏิเสธ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า อสัทธรรม ๔ ประการ คือความเป็นผู้หนักในความโกรธ ไม่หนักในพระสัทธรรม ความเป็นผู้หนักในการลบหลู่ ไม่หนักในพระสัทธรรม ความเป็นผู้หนักในลาภ ไม่หนักในพระสัทธรรม ความเป็นผู้หนักในสักการะ ไม่หนักในพระสัทธรรม ดังนี้.

ก็ความต่างกัน ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมไม่ได้ด้วยปีติเลย ย่อมได้ตามแต่จะได้แม้ในบททั้งปวง.

ก็คำว่า ปีติ เป็นชื่อของปีติ. คำว่า จิตตํ เป็นชื่อของจิต, ก็ปีติมีความแผ่ไปเป็นลักษณะ. เวทนา มีความเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ. สัญญามีความจำได้เป็นลักษณะ. เจตนา มีความตั้งใจในอารมณ์เป็นลักษณะ. วิญญาณมีความรู้แจ้งเป็นลักษณะ.

อนึ่ง ปีติมีความแผ่ไปเป็นกิจ. เวทนามีความเสวยอารมณ์เป็นกิจ. สัญญามีความจำได้เป็นกิจ. เจตนามีความจงใจเป็นกิจ. วิญญาณมีความรู้แจ้งเป็นกิจ.

พึงทราบความต่างกันด้วยความต่างกันโดยกิจอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

ความต่างกันโดยการปฏิเสธ ไม่มีในบทปีติ แต่พึงทราบความต่างกันด้วยความต่างกันโดยการปฏิเสธอย่างนี้ว่า ในนิทเทสแห่งอโลภะเป็นต้น ย่อมได้โดยนัยมีอาทิว่า ความไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความเป็นผู้ไม่โลภ ดังนี้ พึงทราบความต่างกันทั้ง ๔ อย่าง ด้วยบทที่ได้ในนิทเทสแห่งบททั้งปวงด้วยอาการอย่างนี้.

การแสดงอีกอย่างหนึ่งย่อมถึงฐานะ ๒ อย่างนี้ คือ ยกย่องบทหรือทำให้มั่น.

ด้วยว่าเมื่อกล่าวบทว่า ปีติ ครั้งเดียวเท่านั้น ดุจเขี่ยด้วยปลายไม้เท้า บทนั้นย่อมไม่ชื่อว่าบานขยายแล้ว ประดับแล้ว ตกแต่งแล้วด้วยอาการอย่างนี้

เมื่อกล่าวว่า ความอิ่ม ความปราโมทย์ ความเบิกบาน ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริง ความปลื้มใจ ดังนี้ ด้วยพยัญชนะ ด้วยอุปสรรค ด้วยอรรถ บ่อยๆ บทนั้นย่อมชื่อว่าบานขยายแล้ว ประดับแล้ว ตกแต่งแล้ว เหมือนอย่างว่า ให้เด็กเล็กอาบน้ำ ให้นุ่งห่มผ้าที่ชอบใจ ให้ประดับดอกไม้ทั้งหลาย หยอดตาให้ ต่อจากนั้นก็ทำจุดมโนศิลาบนหน้าผากของเขารอยเดียวเท่านั้น เขายังไม่ชื่อว่ามีรอยเจิมอันงดงามด้วยเหตุ เพียงเท่านี้ แต่เมื่อทำจุดหลายๆ จุดล้อมด้วยสีต่างๆ ย่อมชื่อว่ามีรอยเจิมงดงามฉันใด อุปไมยเครื่องยังอุปมาให้ถึงพร้อม ก็พึงทราบฉันนั้น.

นี้ชื่อว่ายกย่องบท.

การกล่าวบ่อยๆ นั่นแลด้วยพยัญชนะ ด้วยอุปสัค และด้วยบทอีกชื่อว่าทำให้มั่น เหมือนอย่างว่า เมื่อกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุก็ตาม ข้าแต่ท่านผู้เจริญก็ตาม ว่ายักษ์ก็ตาม ว่างูก็ตาม ย่อมไม่ชื่อว่าทำให้มั่น.

แต่เมื่อกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ, ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, ยักษ์ยักษ์, งูงู, ย่อมชื่อว่าทำให้มั่นฉันใด เมื่อเพียงกล่าวว่า ปีติ ครั้งเดียวเท่านั้น ดุจเขี่ยด้วยปลายไม้เท้า ย่อมไม่ชื่อว่าทำให้มั่น เมื่อกล่าวว่าความอิ่ม ความปราโมทย์ ความเบิกบาน ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริง ความปลื้มใจ ดังนี้ ด้วยพยัญชนะ ด้วยอุปสัค ด้วยอรรถ บ่อยๆ นั่นแล จึงชื่อว่าทำให้มั่นแล.

การแสดงอีกอย่างหนึ่งย่อมถึงฐานะ ๒ อย่างด้วยประการฉะนี้.

พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงในนิทเทสแห่งบทที่ได้ด้วยสามารถแห่งการแสดงอีกอย่างหนึ่งแม้นี้.

บรรดาบทเหล่านั้น ที่ชื่อว่าปีติ เพราะอรรถว่าอิ่ม. ปีตินั้นมีการแสดงความรักเป็นลักษณะ มีความอิ่มกายอิ่มใจเป็นรสก็ตาม มีการแผ่ซ่านเป็นรสก็ตาม พึงมีความชื่นใจเป็นปัจจุปัฏฐาน พึงประกอบด้วยกามคุณ ๕ เป็นปีติที่ประกอบด้วยส่วนแห่งกาม ๕ มีรูปเป็นต้น.

บทว่า ปีติ นั้นชื่อว่าปีติ เพราะอรรถว่าอิ่ม นี้เป็นบทแสดงสภาวะ. ความเป็นผู้เบิกบานชื่อว่าความปราโมทย์. อาการที่เบิกบานชื่อว่า ความเบิกบาน. อาการที่บันเทิงชื่อว่าความบันเทิง.

อีกอย่างหนึ่ง การเอาเภสัชหรือน้ำมันหรือน้ำร้อนน้ำเย็นรวมกัน เรียกว่าระคนกันฉันใด แม้ข้อนี้ก็ฉันนั้น เรียกว่าระคนกัน เพราะรวมธรรมทั้งหลายไว้ด้วยกัน.

ก็ที่กล่าวว่า อาโมทนา ปโมทนา ความเบิกบาน ความบันเทิง เพราะประดับด้วยอุปสัค.

ชื่อว่า หาสะ เพราะอรรถว่าร่าเริง, ชื่อว่า ปหาสะ เพราะอรรถว่ารื่นเริง.

สองบทนี้เป็นชื่อของอาการที่ร่าเริงแล้ว. รื่นเริงแล้ว.

ชื่อว่า วิตตะ เพราะอรรถว่า ปลื้มใจบทนี้เป็นชื่อของทรัพย์.

ก็ทรัพย์ชื่อว่า วิตฺติ เพราะเป็นปัจจัยแห่งโสมนัสเพราะความเป็นของอันบุคคลเห็นเสมอด้วยความปลื้มใจ เหมือนอย่างว่าความโสมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่คนมีทรัพย์ เพราะอาศัยทรัพย์ฉันใด ความโสมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่คนมีปีติ เพราะอาศัยปีติ ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความปลื้มใจ.

บทนี้เป็นชื่อของปีติ ที่ตั้งอยู่โดยสภาวะแห่งความยินดี.

ก็บุคคลผู้มีปีติ ท่านเรียกว่ามีความชื่นใจ เพราะมีกายและจิตเป็นที่ชื่นใจ. ภาวะแห่งความชื่นใจ ชื่อโอทัคยะ. ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน ชื่อว่าความชอบใจ.

ก็ใจของผู้ไม่ชอบใจ ย่อมไม่ชื่อว่ามีใจเป็นของตน เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ดังนั้น ความเป็นผู้มีใจเป็นของตนจึงชื่อว่าความชอบใจ.

อธิบายว่า ภาวะแห่งใจของตนก็เพราะความชอบใจนั้น มิใช่เป็นความชอบใจของใครๆ อื่น แต่เป็นเจตสิกธรรมที่เป็นความงามแห่งจิตเท่านั้น ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า อตฺตมนตา จิตฺตสฺส ดังนี้.

ชื่อว่าจิต เพราะมีจิตวิจิตร. ชื่อว่ามโน เพราะรู้อารมณ์. มโนนั่นแหละ ชื่อว่ามานัส.

ก็ธรรมที่สัมปยุตกับมโน ท่านกล่าวว่า มานัส. ในที่นี้ว่า มานัสซึ่งเป็นบ่วงที่เที่ยวไปในอากาศนี้นั้น ย่อมเที่ยวไป.

พระอรหัตต์ ท่านกล่าวว่า มานัส ในคาถานี้ว่า :-

กถํ หิ ภควา ตุยฺหํ สาวโก สาสเน รโต อปฺปตฺตมานโส เสกฺโข กาลํ กยิรา ชเนสุตาติ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงขวนขวาย เพื่อ ประชาชน อย่างไรเล่า สาวกของพระองค์ยินดีแล้ว ในพระศาสนา ยังไม่บรรลุพระอรหัตต์ เป็นเสขะอยู่ จึงทำกาลกิริยา. ____________________________

สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๔๙๐ โคธิกสูตร

สี. เสโข

แต่ในที่นี้ มานัสก็คือใจนั่นแหละ เพราะท่านขยายบทนี้ด้วยพยัญชนะ.

บทว่า หทยํ ความว่า อุระ ท่านกล่าวหทัย ในประโยคนี้ว่า เราจักขยี้จิตของท่าน หรือจักผ่าอุระของท่านเสีย ดังนี้. จิต ท่านกล่าวว่าหทัย ในประโยคนี้ว่า จิตไปจากจิต คนอื่นไปจากคนอื่น ดังนี้. หทัยวัตถุ ท่านกล่าวว่า หทัย ในประโยคนี้ว่า ม้าม หัวใจ ดังนี้. แต่ในที่นี้ จิตนั่นแล ท่านกล่าวว่าหทัย เพราะอรรถว่าอยู่ภายใน.

จิตนั้นแล ชื่อว่าบัณฑระ เพราะอรรถว่าบริสุทธิ์ จิตนั้นท่านกล่าวหมายเอาภวังคจิต. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง ก็จิตนั้นแลอันอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมาทำให้เศร้าหมองแล้ว ดังนี้.

ก็แม้กุศลจิต ท่านก็กล่าวว่าบัณฑระเหมือนกัน เพราะออกจากจิตนั้น ดุจน้ำคงคาไหลจากแม่น้ำคงคา และดุจน้ำโคธาวรีไหลจากแม่น้ำโคธาวรี ฉะนั้น.

แต่ศัพท์ว่า มโน ในที่นี้ว่า มโน มนายตนํ ดังนี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงความเป็นอายตนะแห่งใจเท่านั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงแสดงความนี้ว่า จิตนี้มิใช่มนายตนะเพราะเป็นอายตนะแห่งใจเหมือนเทวายตนะ ที่แท้อายตนะคือใจนั่นเอง เป็นมนายตนะ ดังนี้.

มโน มนายตนนฺติ อิธ ปน มโนคหณํ มนโสว

อายตนภาวทีปนตฺถํ ฯ

เตเนตํ ทีเปติ นยิทํ เทวายตนํ วิย มนสฺส อายตนตฺตา

มนายตนํ อถ โข มโน เอว อายตนํ มนายตนนฺติ ฯ

ม. มนสฺเสว ฯ

ในบทนี้พึงทราบอายตนะ โดยอรรถว่าเป็นที่อยู่อาศัย. โดยอรรถว่าเป็นบ่อเกิด, โดยอรรถว่าเป็นที่ประชุม, โดยอรรถว่าเป็นแดนเกิด และโดยอรรถว่าเป็นเหตุ.

ตัวอย่างเช่น ที่อยู่อาศัยท่านกล่าวว่า อายตนะ ในประโยคนี้มีอาทิว่า ที่อยู่อาศัยของผู้เป็นใหญ่ในโลก ชื่อ เทวายตนะ ดังนี้.

บ่อเกิดท่านกล่าวว่า อายตนะ ในประโยคมีอาทิว่า สุวรรณายตนะ บ่อทอง รชตายตนะ บ่อเงิน ดังนี้.

ที่ประชุมท่านกล่าวว่า อายตนะ ในประโยคมีอาทิว่า ก็นกทั้งหลายย่อมเสพต้นไม้ในป่าอันเป็นที่ประชุมที่น่ารื่นรมย์ใจ ดังนี้.

แดนเกิดท่านกล่าวว่า อายตนะ ในประโยคมีอาทิว่า ทักษิณาบถเป็นแดนเกิดของโคทั้งหลาย ดังนี้.

เหตุท่านก็กล่าวว่า อายตนะ ในประโยคมีอาทิว่า ย่อมถึงความเป็นผู้พึงศึกษาในเรื่องนั้นๆ แล ในเมื่อเหตุมีอยู่ ดังนี้.

ก็ในที่นี้ควรด้วยอรรถทั้ง ๓ คือด้วยอรรถว่าเป็นแดนเกิด ด้วยอรรถว่าเป็นที่ประชุม ด้วยอรรถว่าเป็นเหตุ.

จิตนี้เป็นอายตนะ แม้ด้วยอรรถว่าเป็นแดนเกิด ในประโยคว่า ก็ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้นย่อมเกิดในจิตนี้ ดังนี้.

เป็นอายตนะ แม้ด้วยอรรถว่าเป็นที่ประชุมลง ได้ในประโยคว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะภายนอกย่อมประชุมลงในจิตนี้ โดยความเป็นอารมณ์.

ก็จิตบัณฑิตพึงทราบว่า อายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ เพราะความที่เจตสิกธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้นเป็นเหตุ เพราะอรรถว่าเป็นปัจจัย มีสหชาตปัจจัยเป็นต้น.

จิตนั้นแล ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าสร้างความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการรู้ อินทรีย์คือมโน ชื่อว่ามนินทรีย์. ชื่อว่าวิญญาณ เพราะอรรถว่ารู้อารมณ์ต่างๆ. ขันธ์คือวิญญาณ ชื่อว่าวิญญาณขันธ์.

พึงทราบเนื้อความแห่งวิญญาณขันธ์นั้นว่าเป็นกองเป็นต้น.

จริงอยู่ ขันธ์ ท่านกล่าวแล้ว ด้วยอรรถว่าเป็นกอง ได้ในประโยคนี้ว่า ย่อมถึงการนับว่ามหาอุทกขันธ์ - ลำน้ำใหญ่ดังนี้. ท่านกล่าวว่าขันธ์ ด้วยอรรถว่าคุณ ได้ในคำว่า สีลขันธ์ - คุณคือศีล สมาธิขันธ์ - คุณคือสมาธิเป็นต้น. ท่านกล่าวว่าขันธ์ ด้วยอรรถว่าเป็นเพียงบัญญัติเท่านั้น ได้ในประโยคนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นกองไม้ใหญ่แล้วแล.

แต่ในที่นี้ท่านกล่าวขันธ์อันเจตสิกธรรมมีผัสสะเป็นต้นให้เกิดขึ้นแล้ว.

ก็เอกเทสแห่งวิญญาณขันธ์ ชื่อว่าวิญญาณอันหนึ่ง เพราะอรรถว่าเป็นกอง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าววิญญาณแม้อันหนึ่งอันเป็นเอกเทสแห่งวิญญาณขันธ์ว่า วิญญาณขันธ์อันเจตสิกธรรมมีผัสสะเป็นต้นให้เกิดขึ้นแล้ว ดุจคนตัดเอกเทสแห่งต้นไม้ ก็เรียกว่าตัดต้นไม้ฉะนั้น.

บทว่า ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่ธรรมเหล่านั้นมีผัสสะเป็นต้น.

ในบทนี้ จิตอย่างเดียวเท่านั้น ท่านกล่าวโดยชื่อแห่งมโนไว้ ๓ คำคือ ชื่อว่ามโน เพราะอรรถว่ารู้ ๑. ชื่อว่าวิญญาณ เพราะอรรถว่ารู้อารมณ์ต่างๆ ๑. ชื่อว่าธาตุ เพราะอรรถว่าเป็นเพียงสภาวะ หรือเพราะอรรถว่ามิใช่สัตว์ ๑.

ไม่ละแล้ว ชื่อว่า สหคโต. เข้าไปกับ ชื่อว่า สหชาโต. ระคนกันสถิตอยู่ ชื่อว่า สํสฏฺโฐ. ประกอบพร้อมแล้วด้วยประการทั้งหลาย ชื่อว่า สมฺปยุตฺโต.

ประกอบด้วยประการทั้งหลาย เป็นไฉน? ประกอบด้วยประการทั้งหลายมี เอกุปฺปาทตา - การเกิดขึ้นพร้อมกันเป็นต้น.

ธรรมบางเหล่าประกอบกับธรรมบางเหล่า ไม่มีมิใช่หรือ?

ใช่ ด้วยการปฏิเสธปัญหานี้ด้วยประการฉะนี้ ท่านจึงกล่าวอรรถว่า

สัมปโยคะ - การประกอบด้วยสามารถแห่งลักขณะมีเอกุปปาทตา - การเกิดขึ้นพร้อมกันเป็นต้นไว้อย่างนี้ว่า

ธรรมบางเหล่าเป็น สหคตะ - เกิดร่วมกัน, เป็นสหชาตะ - เกิดพร้อมกัน, เป็นสังสัฏฐะ - ระคนกัน, เป็นเอกุปปาทะ - เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน, เป็นเอกนิโรธะ - ดับในขณะเดียวกัน, เป็นเอกวัตถุกะ - มีที่อาศัยเดียวกัน, เป็นเอการัมมณะ - มีอารมณ์เดียวกันกับด้วยธรรมบางเหล่ามีอยู่มิใช่หรือ? ธรรมที่ประกอบพร้อมด้วยประการทั้งหลายมีเอกุปปาทตา เป็นต้นเหล่านี้ ชื่อว่าสัมปยุตตะ ประกอบพร้อมแล้วด้วยประการฉะนี้.

บทว่า เอกุปฺปาโท ได้แก่ เกิดขึ้นโดยความเป็นอันเดียวกัน. อธิบายว่าไม่พรากจากกัน.

บทว่า เอกนิโรโธ ได้แก่ ดับพร้อมกัน.

บทว่า เอกวตฺถุโก ได้แก่ มีวัตถุที่อาศัยเดียวกัน ด้วยสามารถแห่งหทยวัตถุ.

บทว่า เอการมฺมโณ ได้แก่ มีอารมณ์เดียวกัน ด้วยสามารถแห่งรูปารมณ์ เป็นต้น.

ในที่นี้ สหคตศัพท์ปรากฏในอรรถ ๕ ประการคือ ตพฺภาเว - ในอรรถเดิมนั้น, โวกิณฺเณ - ในอรรถว่าเจือแล้ว, อารมฺมเณ - ในอรรถว่าอารมณ์, นิสฺสเย - ในอรรถว่าอาศัย. สํสฏฺเฐ - ในอรรถว่าระคนแล้ว.

ความในตัพภาวะ - อรรถเดิมนั้น พึงทราบในคำนี้อันเป็นพุทธวจนะว่า ตัณหานี้ใดนำเกิดในภพใหม่อีก ตัณหานี้นั้นชื่อว่านันทิราคสหคตา. อธิบายว่า เป็นความกำหนัดด้วยความเพลิดเพลิน.

อรรถว่าโวกิณณะ - เจือแล้ว พึงทราบในคำนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความไตร่ตรองอันใดเจือด้วยโกสัชชะ, ความไตร่ตรองอันนั้นชื่อว่าประกอบด้วยโกสัชชะ. อธิบายว่า เจือแล้วด้วยโกสัชชะอันเกิดในระหว่าง.

อรรถว่าอารัมมณะ - อารมณ์ พึงทราบในคำนี้ เป็นผู้ได้สมาบัติมีรูปเป็นอารมณ์ หรือสมาบัติมีอรูปเป็นอารมณ์. อธิบายว่า สมาบัติมีรูปเป็นอารมณ์-รูปฌานสมาบัติ, มีอรูปเป็นอารมณ์-อรูปฌานสมาบัติ.

อรรถว่านิสสยะ - อาศัย พึงทราบในคำนี้ว่า พระโยคาวจรเจริญสติสัมโพชฌงค์มีอัฏฐิกสัญญาเป็นที่อาศัย. อธิบายว่า สติสัมโพชฌงค์อันพระโยคาวจรเจริญแล้ว ได้อัฏฐิกสัญญา เพราะอาศัยความสำคัญในอสุภนิมิตที่มีอัฏฐิเป็นอารมณ์.

อรรถว่าสังสัฏฐะ - ระคนแล้ว พึงทราบในคำนี้ว่า สุขนี้สหรคตคือเกิดร่วม ได้แก่สัมปยุตด้วยปีตินี้. อธิบายว่า เจือปน.

ถึงในที่นี้ สังสัฏฐะศัพท์ก็มาในอรรถว่าเจือปน.

สหชาตศัพท์ในอรรถว่าเกิดร่วม ดุจในคำนี้ว่า สหชาตํ - เกิดร่วม. ปุเรชาตํ - เกิดก่อน, ปจฺฉาชาตํ - เกิดหลัง.

สังสัฏฐะศัพท์ในอรรถว่าเกี่ยวข้อง พึงทราบดุจในคำเหล่านี้มีอาทิว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเกี่ยวข้องอย่างนี้ ชื่อว่าความเกี่ยวข้องของคฤหัสถ์.

ในอรรถว่าสทิสะ - เหมือนกัน ได้ในคำว่า เว้นม้าผอมม้าอ้วนเสียแล้ว ก็เทียมด้วยม้าเหมือนกัน.

ในความเกี่ยวพัน ได้ในคาถานี้ว่า :-

ดูก่อนท่านทธิวาหนะ ต้นมะม่วงของท่าน มี

ต้นสะเดาล้อมรอบ รากกับรากเกี่ยวพันกัน กิ่งกับกิ่ง

ก็ติดต่อกัน.

ในธรรมอันสัมปยุตกับจิต ได้ในคำนี้ว่า เจตสิกธรรมทั้งหลายประกอบกับจิต. แต่ในที่นี้ ธรรมใดเป็นธรรมมีเอกุปปาทลักขณะเป็นต้น เพราะไม่แยกจากกัน ธรรมนั้นท่านเรียกว่า สัมปยุตตะ - ประกอบพร้อมแล้ว ดุจธรรมที่เป็นเหตุไม่แยกในการให้ผล.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวคำว่า สหคตะ - เกิดร่วม แล้วกล่าวคำว่า สหชาตะ - เกิดกับ ในภายหลังก็เพื่อจะแสดงว่า มโนนั้นไม่มี ดุจกล่าวด้วยอาคตศัพท์.

ท่านกล่าวคำว่า สังสัฏฐะ - เกี่ยวข้อง ก็เพื่อแสดงว่า มโนนั้นไม่มี ดุจรูปและนามที่เกิดขึ้นพร้อมกัน.

ท่านกล่าวคำว่า สัมปยุตตะ - ประกอบพร้อมแล้ว เพื่อแสดงว่ามโนแม้นั้นก็ไม่มี ดุจน้ำนมกับน้ำ.

ก็ธรรมทั้งหลายที่เกิดร่วมกัน แม้เป็นธรรมที่ประกอบกันพร้อมแล้วมีอยู่ เพราะอรรถว่าไม่อาจทำให้แยกจากกันได้ ดุจน้ำนมกับน้ำมัน.

แม้ธรรมที่เป็นวิปปยุตตะ - ไม่ประกอบกัน ก็อย่างนั้น ดุจเนยข้นที่ออกจากน้ำนม ธรรมที่ถึงลักษณะอย่างนี้ คือมีการเกิดพร้อมกันเป็นลักษณะนั่นเอง ท่านกล่าวคำเป็นต้นว่า เอกุปปาทะ - เกิดขึ้นพร้อมกัน ก็เพื่อแสดงดังนี้.

ในนิทเทสนี้ ธรรมที่เกิดพร้อมกันและที่เกิดร่วมกัน มีความต่างกันอย่างไร?

ธรรมที่เว้นจากระหว่างในอุปปาทขณะเสียแล้ว ชื่อว่าเอกุปปาทะ - เกิดพร้อมกัน.

ธรรมที่เป็นอุปปาทะนั้น ย่อมไม่เป็นเหมือนเนยข้นที่ปรากฏ ในเมื่อนมส้มที่พ้นจากกาลเป็นน้ำนมไหลไปๆ ย่อมไม่เป็นเหมือนเกิดในวันเดียวกันนั่นเอง ด้วยสามารถแห่งเวลาก่อนอาหารและเวลาหลังอาหาร.

ชื่อว่าสหชาโต เพราะอรรถว่าเกิดในขณะเดียวกัน.

บทว่า เอกวตฺถุโก - มีที่อาศัยเดียวกัน ความว่า มีวัตถุเดียวกัน เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง โดยกำหนดที่ตั้งอันเดียวกัน เป็นที่ตั้งเว้นระหว่างที่ตั้ง ดุจภิกษุ ๒ รูปมีที่อาศัยแห่งเดียวกัน.

บทว่า เอการมฺมโณ ความว่า มีอารมณ์เดียวกันโดยไม่แน่นอน ไม่เหมือนจักขุวิญญาณ.

อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า มจฺโจ เป็นมูลบท คือบทเดิม. ชื่อว่าสัตว์ เพราะอรรถว่าข้อง เกี่ยวข้อง ข้องแล้วในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปารมณ์เป็นต้น.

สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า สัตว์ สัตว์ นั้น ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแลจึงเรียกว่า สัตว์ พระเจ้าข้า.

ดูก่อนราธะ ฉันทะอันใด ราคะอันใด ในรูปแล, ผู้ข้องในฉันทะนั้น ข้องวิเศษแล้วในราคะนั้น ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า สัตว์.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสัตว์ เพราะประกอบด้วยความข้อง.

ชื่อว่า นระ เพราะอรรถว่านำไปสู่สุคติแลทุคคติ.

ชื่อว่า มาณพ เพราะอรรถว่าเป็นลูก คือเป็นบุตรของพระมนู.

ชื่อว่า โปส เพราะอรรถว่าอันบุคคลอื่นเลี้ยงดูด้วยเครื่องใช้. นรก ท่านเรียกว่า ปุํ .

ชื่อว่า ปุคคล เพราะอรรถว่ากลืนกินนรกนั้น.

ชื่อว่า ชีว เพราะอรรถว่าทรงไว้ซึ่งชีวิตินทรีย์.

ชื่อว่า ชาตุ - ผู้เกิด เพราะอรรถว่าไปสู่การเกิดจากจุติ.

ชื่อว่า ชนฺตุ เพราะอรรถว่าย่อมเสื่อมโทรม.

ชื่อว่า อินฺทคู เพราะอรรถว่าถึงโดยความเป็นใหญ่.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อินฺทคู เพราะอรรถว่าไปด้วยกรรมเป็นใหญ่.

บาลีว่า หินฺทคู ก็มี.

บทว่า หินฺทํ ได้แก่ ความตาย.

ชื่อว่า หินฺทคู เพราะอรรถว่าไปสู่ความตายนั้น.

ชื่อว่า มนุชะ เพราะอรรถว่าเกิดแต่พระมนู.

บทว่า ยํ สาทิยติ ความว่า ยินดีอารมณ์มีรูปเป็นต้นใด.

บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

ต่อแต่นี้ไป พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงสรุปความที่ตรัสแล้วให้เข้าใจง่าย จึงตรัสว่า กามํ กามยมานสฺส ฯลฯ ยทิจฺฉติ ดังนี้. ต่อแต่นี้ ข้าพเจ้าจักไม่กล่าวถึงเพียงนี้ จักกล่าวแต่ที่แปลกเท่านั้น.

บทว่า ตสฺส เจ กามยมานสฺส ความว่า เมื่อบุคคลนั้นปรารถนากามอยู่ หรือไปอยู่ด้วยกาม.

บทว่า ฉนฺทชาตสฺส ได้แก่ มีตัณหาเกิดแล้ว.

บทว่า ชนฺตุโน ได้แก่ สัตว์.

บทว่า เต กามา ปริหายนฺติ ความว่า ถ้ากามเหล่านั้นเสื่อมไป.

บทว่า สลฺลวิทฺโธว รุปฺปติ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น สัตว์นั้นย่อมกระสับกระส่าย เหมือนสัตว์ที่ถูกลูกศรอันทำด้วยเหล็กเป็นต้นแทงแล้ว. ต่อแต่นี้ข้าพเจ้าจักเว้นบทที่กล่าวไว้แล้ว จักกล่าวแต่บทที่ยากๆ ในบรรดาบทที่ยังไม่ได้กล่าวไว้เท่านั้น.

สัตว์ย่อมไปคือย่อมถึง ด้วยสามารถถึงอารมณ์อันเป็นความอิ่มใจ เพราะจักษุ.

ชื่อว่า ออกไป เพราะอรรถว่ายังจิตให้ถึงพร้อมด้วยสามารถแห่งอารมณ์ แม้ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ที่น่าทัศนา.

ชื่อว่า ลอยไป เพราะอรรถว่ากำหนดความอิ่มใจเพราะได้ยินด้วยหูด้วยสามารถแห่งอารมณ์ที่น่าเสพ.

ชื่อว่า แล่นไป เพราะอรรถว่าเข้าไปยึดความอิ่มจิตแล่นไปด้วยสามารถแห่งอารมณ์ที่น่าเที่ยวไป.

บทว่า ยถา เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งอุปมา.

ชื่อว่า ด้วยยานช้างบ้าง เพราะอรรถว่าไปคือถึงด้วยช้าง. วาศัพท์ลงในอรรถวิกัป.

ชื่อว่า ด้วยยานม้าบ้าง เพราะอรรถว่าไปคือถึงด้วยม้า.

ยานมียานเทียมด้วยโคเป็นต้น ชื่อว่ายานโค คือถึงด้วยยานโคนั้น แม้ในยานแกะเป็นต้นก็นัยนี้แหละ

ความพอใจในกามที่เกิดด้วยสามารถอารมณ์ที่ปรารถนา ชื่อว่าเกิดพร้อม, ที่เกิดด้วยความเป็นอารมณ์ที่รัก ชื่อว่าเกิดขึ้น เกิดเฉพาะ. ที่เกิดด้วยความเป็นอารมณ์ที่ชอบใจ ชื่อว่าปรากฏ.

อีกอย่างหนึ่ง ความพอใจในกามที่เกิดด้วยกามราคะ ชื่อว่าเกิดพร้อม, ที่เกิดด้วยกามนันทิ ชื่อว่าเกิดขึ้น เกิดเฉพาะ, ที่เกิดด้วย กามตัณหา ด้วยกามสิเนหา ด้วยกามฉันทะ และด้วยกามปริฬาหะ พึงทราบว่าปรากฏ.

บทว่า เต วา กามา ปริหายนฺติ ความว่า กามเหล่านั้นคือวัตถุกามเป็นต้นเสื่อมไป คือจากไป.

บทว่า โส วา กาเมหิ ปริหายติ ความว่า สัตว์นั้น คือบุคคลมีกษัตริย์เป็นต้น ย่อมเสื่อมคือจากไป จากกามทั้งหลายมีวัตถุกามเป็นต้น

ดุจในคาถามีอาทิอย่างนี้ว่า :-

โภคะทั้งหลายย่อมละสัตว์ไปในก่อนแล

สัตว์ย่อมสละทรัพย์ทั้งหลายก่อนกว่าดังนี้.

บทว่า กถํ ได้แก่ ด้วยประการไร.

บทว่า ติฏฺฐนฺตสฺเสว ได้แก่ ดำรงอยู่นั่นแหละ.

บทว่า เต โภเค ได้แก่ โภคะทั้งหลายเหล่านั้นมีวัตถุกามเป็นต้น.

บทว่า ราชาโน วา ได้แก่ พวกพระราชาในแผ่นดินเป็นต้น.

บทว่า หรนฺติ ได้แก่ ยึดเอาไป หรือริบเอาไป.

บทว่า โจรา วา ได้แก่ พวกตัดช่องย่องเบาเป็นต้น.

บทว่า อคฺคิ วา ได้แก่ ไฟป่าเป็นต้น.

บทว่า ฑหติ ได้แก่ ให้ย่อยยับ คือทำให้เป็นเถ้า.

บทว่า อุทกํ วา ได้แก่ น้ำมีน้ำหลากเป็นต้น.

บทว่า วหติ ได้แก่ พัดเอาไปลงทะเล.

บทว่า อปฺปิยา วา ได้แก่ ผู้ไม่รักใคร่ ไม่ชอบใจ.

บทว่า ทายาทา หรนฺติ ความว่า ผู้มิใช่เจ้าของ เว้นจากความเป็นทายาท นำไป.

บทว่า นิหิตํ วา ได้แก่ ที่เก็บฝังไว้.

บทว่า นาธิคจฺฉติ ได้แก่ ไม่ประสบ คือไม่ได้คืน. อธิบายว่าไม่ได้เห็น.

บทว่า ทุปฺปยุตฺตา ได้แก่ การงานมีกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้น ที่ประกอบดำเนินการไม่เรียบร้อย.

บทว่า ภิชฺชนฺติ ได้แก่ ถึงความทำลาย. อธิบายว่า ดำเนินการไปไม่ได้. พึงทราบความเกิดในคาถามีอาทิว่า ผู้ไม่รู้ย่อมทำลายการงานนั้นดังนี้.

บทว่า กุเล วา กุลชฺฌาปโก อุปฺปชฺชติ ความว่า คนผลาญสกุลคือคนสุดท้ายในสกุล เกิดในสกุลกษัตริย์เป็นต้น. บาลีว่า กุเล วา กุลงฺคาโร ดังนี้ก็มี.

บทว่า โยเต โภเค วิกิรติ ความว่า ผู้เป็นคนสุดท้ายในสกุลนี้ ยังโภคะมีเงินเป็นต้นเหล่านั้นให้สิ้นไป.

บทว่า วิธเมติ ได้แก่แยกเป็นส่วนๆ ขว้างทิ้งไปไกล.

บทว่า วิทฺธํเสติ ได้แก่ ให้พินาศ คือให้ดูไม่ได้.

อีกอย่างหนึ่ง เป็นนักเลงหญิงเรี่ยราย, เป็นนักเลงสุรากระจัดกระจาย, เป็นนักเลงการพนันทำลาย.

อีกอย่างหนึ่ง ผู้นี้เรี่ยรายโภคะที่เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้, กระจัดกระจายโภคะที่เกิดขึ้นเพราะไม่รู้หลักการใช้จ่าย, ทำลายโภคะที่เกิดขึ้น เพราะปราศจากวิธีอารักขาในสถานที่เก็บไว้.

บทว่า อนิจฺจตาเยว อฏฺฐมี ความว่า ความพินาศนั่นแลเป็นที่แปด.

บทว่า หายนฺติ ได้แก่ ถึงการดูไม่ได้.

บทว่า ปริหายนฺติ ได้แก่ ไม่ปรากฏอีก.

บทว่า ปริทฺธํเสนฺติ ได้แก่ เคลื่อนจากที่.

บทว่า ปริจฺจชนฺติ ได้แก่ รั่วไหล.

บทว่า อนฺตรธายนฺติ ได้แก่ ถึงความอันตรธาน คือดูไม่เห็น.

บทว่า วิปฺปลุชฺชนฺติ ได้แก่ แหลกละเอียดหมดไป.

บทว่า ติฏฺฐนฺเตว เต โภคา ความว่า ในเวลาที่โภคะเหล่านั้นตั้งอยู่ เหมือนในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ดำรงอยู่ก็ตาม, บังเกิดแล้วก็ตามดังนี้.

บทว่า โส ได้แก่ บุคคลนั้นคือผู้เป็นเจ้าของโภคะ จุติจากเทวโลก, ตายจากมนุษยโลก, สูญหายจากโลกแห่งนาคและครุฑเป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง เสื่อมด้วยสามารถแห่งเรือนคลังข้าวเปลือก, เสียหายด้วยสามารถแห่งเรือนคลังทรัพย์, กระจัดกระจายด้วยสามารถแห่งโคงานและช้างม้าเป็นต้น. รั่วไหลด้วยสามารถแห่งทาสีและทาส อันตรธานด้วยสามารถแห่งทาระและอาภรณ์, สูญหายด้วยสามารถแห่งน้ำเป็นต้น. อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้ดังนี้.

บทว่า อโยมเยน ได้แก่ ที่เกิดแต่โลหะดำเป็นต้น.

บทว่า สลฺเลน ได้แก่ ด้วยลูกธนู.

บทว่า อฏฺฐิมเยน ได้แก่ ด้วยกระดูกที่เหลือเว้นกระดูกมนุษย์.

บทว่า ทนฺตมเยน ได้แก่ ด้วยงาช้างเป็นต้น.

บทว่า วิสาณมเยน ได้แก่ ด้วยเขาโคเป็นต้น.

บทว่า กฏฺฐมเยน ได้แก่ ด้วยไม้ไผ่เป็นต้น.

บทว่า วิทฺโธ ได้แก่ แทงด้วยลูกศรมีประการดังกล่าวแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง.

บทว่า รุปฺปติ ได้แก่ กระสับกระส่าย คือถึงวิการ.

บทว่า กุปฺปติ ได้แก่ หวั่นไหว คือยังความโกรธให้เกิดขึ้น.

บทว่า ฆฏิยติ ได้แก่ เป็นผู้ดิ้นรน.

บทว่า ปีฬิยติ ได้แก่ เป็นผู้จุกเสียด.

ผู้ถูกประหารย่อมหวั่นไหว ย่อมดิ้นรนในเวลาใส่เส้นหญ้าเข้าไปล้างแผลในวันที่สาม ย่อมจุกเสียดเมื่อให้น้ำด่าง หรือย่อมกระสับกระส่ายเมื่อล้างแผลที่ถูกแทง ย่อมหวั่นไหวเพราะเกิดทุกข์นั้น ย่อมจุกเสียดเพราะใส่เส้นหญ้าเข้าไป ย่อมดิ้นรนเมื่อให้น้ำด่าง. อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า พฺยาธิโต ได้แก่ เป็นผู้ถูกประหารแล้วเจ็บตัว.

บทว่า โทมนสฺสิโต ได้แก่ ถึงความโทมนัส.

บทว่า วิปริณามญฺญถาภาเวน ได้แก่ เพราะละความเป็นปกติเข้าถึงความเป็นอย่างอื่น.

ความเหี่ยวแห้งภายในใจ ชื่อว่าโศก, ความบ่นเพ้อด้วยวาจา ชื่อว่าปริเทวะ, ความบีบคั้นทางกายเป็นต้น ชื่อว่าทุกข์, ความบีบคั้นทางใจ ชื่อว่าโทมนัส, และความคับแค้นใจอย่างแรง ชื่อว่าอุปายาส. ความโศกเป็นต้นมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้น คือย่อมถึงความปรากฏ.

ในคาถาที่ ๓ มีความย่อดังต่อไปนี้:-

ก็ผู้ใดเว้นขาดกามเหล่านี้โดยการข่มฉันทราคะในกามนั้น หรือโดยการตัดขาด เหมือนบุคคลเว้นขาดหัวงูด้วยเท้าของตน. ผู้นั้นเป็นผู้เห็นภัย เป็นผู้มีสติย่อมล่วงพ้นตัณหา กล่าวคือวิสัตติกาซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลก เพราะซ่านไปทั่วโลกตั้งอยู่.

บทว่า โย เป็นบทที่พึงจำแนก.

บทว่า โย ยาทิโส เป็นต้นเป็นบทจำแนกบทนั้น.

ก็ในคาถานี้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงบทที่มีเนื้อความว่า โย และบุคคลนั้นโดยไม่กำหนด ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความของบทนั้น พระองค์จึงตรัสศัพท์ว่า โย เท่านั้นซึ่งแสดงบุคคลโดยไม่กำหนด. เพราะฉะนั้น ในคาถานี้พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า

บทว่า โย ได้แก่ คนใดคนหนึ่ง. เพราะบุคคลนั้น คือบุคคลผู้ชื่อว่าคนใดคนหนึ่งนั้น ย่อมปรากฏโดยอาการนั้น ด้วยสามารถแห่งเพศ การประกอบ มีชนิดอย่างไร, มีประการอย่างไร, ถึงฐานะใด, ประกอบด้วยธรรมใด เป็นแน่. ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะประกาศประเภทนั้น เพื่อให้รู้บุคคลนั้น ในที่นั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยาทิโส ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาทิโส ความว่า เป็นผู้เช่นใดหรือเช่นนั้นก็ตาม ด้วยสามารถแห่งเพศ คือ สูง, ต่ำ, ดำ,ขาว, ผิวตกกระ, ผอมหรืออ้วนก็ตาม.

บทว่า ยถายุตฺโต ความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยการใดหรือการนั้นก็ตาม ด้วยสามารถแห่งการประกอบ คือ ประกอบงานก่อสร้างก็ตาม, ประกอบการเรียนการสอนก็ตาม, ประกอบธุระเครื่องนุ่งห่มก็ตาม.

บทว่า ยถาวิหิโต ความว่า เป็นผู้ได้รับแต่งตั้งอย่างใด ด้วยสามารถเป็นผู้อำนวยการก่อสร้างเป็นต้น.

บทว่า ยถาปกาโร ความว่า เป็นผู้ดำรงอยู่ด้วยประการใด ด้วยสามารถเป็นผู้นำบริษัทเป็นต้น.

บทว่า ยํ ฐานปฺปตฺโต ความว่า เป็นผู้ถึงตำแหน่งใด ด้วยสามารถตำแหน่งเสนาบดีและตำแหน่งเศรษฐีเป็นต้น.

บทว่า ยํ ธมฺมสมนฺนาคโต ความว่า เป็นผู้เข้าถึงด้วยธรรมใด ด้วยสามารถธุดงค์เป็นต้น.

บทว่า วิกฺขมฺภนโต วา ความว่า โดยกระทำให้ไกลจากกิเลสทั้งหลาย ด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ ดุจใช้หม้อน้ำแหวกสาหร่าย.

บทว่า สมุจฺเฉทโต วา ความว่า หรือโดยการตัดขาด ด้วยสามารถแห่งการละโดยถอนรากกิเลสทั้งหลายอย่างเด็ดขาด ทำให้เป็นไปไม่ได้อีก ด้วยมรรค.

บท ๑๑ บท มีบทว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยโครงกระดูก เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งวิปัสสนา.

บทว่า แม้ผู้เจริญพุทธานุสสติ เป็นต้น และบทว่า แม้ผู้เจริญมรณานุสสติ แม้ผู้เจริญอุปสมานุสสติ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอุปจารฌาน.

บทว่า แม้ผู้เจริญอานาปานสติ แม้ผู้เจริญกายคตาสติ แม้ผู้เจริญปฐมฌานเป็นต้น. แม้ผู้เจริญเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นที่สุด ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอัปปนาฌาน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฐิกงฺกลูปมา กามา ความว่า กามทั้งหลาย ชื่อว่าเปรียบด้วยโครงกระดูก เพราะอรรถว่ากามเหล่านั้นมีโครงกระดูกซึ่งไม่น่ายินดี ไม่มีเนื้อและเลือดติดเป็นเครื่องเปรียบ.

บทว่า อปฺปสาทฏฺเฐน ความว่า เพราะอรรถว่า เห็นว่าในกามนี้มีความยินดีความสุขน้อย คือนิดหน่อย มีโทษมากมาย.

บทว่า ปสฺสนฺโต ความว่า เห็นอยู่ด้วยจักษุคือญาณว่า ก็และสุนัขนั้นยังคงมีส่วนแห่งความลำบากความคับแค้นอยู่อย่างนั้นนั่นเอง.

บทว่า ปริวชฺเชติ ได้แก่ ไปไกล.

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนคฤหบดี เหมือนอย่างว่า สุนัขที่ถูกความทุรพลเพราะความหิวครอบงำเข้าไปร้องขอต่อนายโคฆาต นายโคฆาตหรือลูกมือของนายโคฆาตผู้ขยันพึงเอาโครงกระดูกซึ่งไม่น่ายินดี ไม่มีเนื้อและเลือดติดเลี้ยงดูสุนัขนั้น สุนัขนั้นแทะโครงกระดูกนั้นซึ่งไม่น่ายินดี ไม่มีเนื้อและเลือดติด พึงบรรเทาความทุรพลเพราะความหิวได้บ้างหรือหนอ? นั้นเป็นไปไม่ได้เลย พระเจ้าข้า.

ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะโครงกระดูกนั้นไม่น่ายินดี ไม่มีเนื้อและเลือดติด พระเจ้าข้า.

ก็และสุนัขนั้นยังคงมีส่วนแห่งความลำบาก ความคับแค้นอยู่อย่างนั้นนั่นเองแม้ฉันใด ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สำเหนียกด้วยประการฉะนี้ เห็นข้อนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยโครงกระดูก มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษมากมายดังนี้แล้ววางอุเบกขาที่มีความต่างกัน อาศัยความต่างกันนั้นเสีย เจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอย่างเดียว อาศัยความเป็นอย่างเดียว ซึ่งเป็นที่ดับความยึดมั่นโลกามิสไม่เหลือโดยประการทั้งปวง นั้นนั่นเทียว.

กามทั้งหลายชื่อว่าเปรียบด้วยชิ้นเนื้อ เพราะอรรถว่ามีชิ้นเนื้อซึ่งเป็นของสาธารณ์แก่แร้งเป็นต้น เป็นเครื่องเปรียบ, ชื่อว่าสาธารณ์แก่ชนหมู่มาก เพราะอรรถว่าเป็นของสาธารณ์แก่ชนทั้งหลายเป็นอันมาก. ชื่อว่าเปรียบด้วยคบเพลิงหญ้า เพราะอรรถว่ามีคบเพลิงหญ้าซึ่งไฟติดทั่วแล้ว เป็นเครื่องเปรียบ.

บทว่า อนุทหนฏฺเฐน ได้แก่ เพราะอรรถว่าเผามือเป็นต้น. ชื่อว่าเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง เพราะอรรถว่ามีหลุมถ่านเพลิงลึกกว่าชั่วบุรุษ เต็มด้วยถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลว ปราศจากควัน เป็นเครื่องเปรียบ.

บทว่า มหาปริฬาหฏฺเฐน ได้แก่ เพราะอรรถว่าทำให้เร่าร้อนมาก. ชื่อว่าเปรียบด้วยความฝัน เพราะอรรถว่ามีความฝันว่าอารามที่น่ารื่นรมย์เป็นต้น เป็นเครื่องเปรียบ.

บทว่า อิตฺตร ปจฺจุปฏฺฐานฏฺเฐน ได้แก่ เพราะอรรถว่าเข้าไปตั้งไว้ไม่ถึง. ชื่อว่าเปรียบด้วยของขอยืม เพราะอรรถว่ามีภัณฑะมียานเป็นต้นที่ได้มาด้วยการขอยืม เป็นเครื่องเปรียบ.

บทว่า ตาวกาลิกฏฺเฐน ได้แก่ เพราะอรรถว่าไม่เนืองนิจ. ชื่อว่าเปรียบด้วยต้นไม้มีผลดก เพราะอรรถว่ามีต้นไม้มีผลสมบูรณ์เป็นเครื่องเปรียบ

บทว่า สมฺภญฺชนปริภญฺชนฏฺเฐน ได้แก่ เพราะอรรถว่าทำให้กิ่งหัก และเพราะอรรถว่าทำให้หักโดยรอบแล้วให้ต้นล้ม. ชื่อว่าเปรียบด้วยดาบและมีด เพราะอรรถว่ามีดาบและมีด เป็นเครื่องเปรียบ.

บทว่า อธิกุฏฺฏนฏฺเฐน ได้แก่ เพราะอรรถว่าตัด. ชื่อว่าเปรียบด้วยหอกหลาว เพราะอรรถว่ามีหอกหลาว เป็นเครื่องเปรียบ.

บทว่า วินิวิชฺฌนฏฺเฐน ได้แก่ เพราะอรรถว่าให้ล้มลงไป. เพราะอรรถว่าให้เกิดภัย. ชื่อว่าเปรียบด้วยหัวงู เพราะอรรถว่ามีหัวงู เป็นเครื่องเปรียบ.

บทว่า สปฺปฎิภยฏฺเฐน ได้แก่ เพราะอรรถว่า มีภัยเฉพาะหน้า. ชื่อว่าเปรียบด้วยกองไฟ เพราะอรรถว่ามีกองไฟที่ให้เกิดทุกข์เป็นเครื่องเปรียบ.

บทว่า มหคฺคิตาปนฏฺเฐน ได้แก่ เพราะอรรถว่าให้เกิดความเร่าร้อน เพราะความเป็นดังไฟกองใหญ่ให้เร่าร้อน ดังนั้นจึงเว้นขาดกามแล.

สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนคฤหบดีเหมือนอย่างว่า แร้ง, นกกระสา หรือเหยี่ยวก็ตาม กัดคาบเอาชิ้นเนื้อนั้น แม้แร้งทั้งหลาย แม้นกกระสาทั้งหลาย แม้เหยี่ยวทั้งหลาย ก็พากันบินติดตามยื้อแย่งเอาชิ้นเนื้อนั่นนั้น.

ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน?

ถ้าแร้ง นกกระสาหรือเหยี่ยวนั้น ไม่สละชิ้นเนื้อนั้นทันทีทีเดียว มันต้องตาย หรือต้องถึงทุกข์ปางตาย เพราะเหตุที่ไม่สละชิ้นเนื้อนั้น? อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สำเหนียกด้วยประการฉะนี้ เห็นข้อนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยชิ้นเนื้อ ฯลฯ เจริญอุเบกขานั้นนั่นเทียว.

ดูก่อนคฤหบดี เหมือนอย่างว่า บุรุษถือคบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่วแล้วเดินทวนลม.

ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน?

ถ้าบุรุษนั้นไม่สละคบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่วแล้วนั้นทันทีทีเดียว คบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่วแล้วนั้นพึงไหม้มือไหม้แขนหรือพึงไหม้อวัยวะอื่นๆ ของเขา เขาต้องตายหรือต้องถึงทุกข์ปางตาย เพราะเหตุที่ไม่สละคบเพลิงหญ้านั้น. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สำเหนียกด้วยประการฉะนี้ เห็นข้อนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ากามทั้งหลายเปรียบด้วยคบเพลิงหญ้า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ฯลฯ เจริญอุเบกขานั้นนั่นเทียว.

ดูก่อนคฤหบดี เหมือนอย่างว่า หลุมถ่านเพลิงลึกกว่าชั่วบุรุษ เต็มด้วยถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลว ปราศจากควัน. ครั้งนั้น บุรุษอยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ พึงเดินมา บุรุษผู้มีกำลังสองคนจับแขนทั้งสองของบุรุษนั้น ลากไปสู่หลุมถ่านเพลิง.

ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน?

บุรุษนั้นจะพึงยังกายนั้นนั่นแลให้เร่าร้อนแม้ด้วยประการฉะนี้บ้างหรือหนอ? อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะบุรุษนั้นรู้ว่า ถ้าเราจักตกหลุมถ่านเพลิง เราย่อมตายหรือย่อมถึงทุกข์ปางตาย เพราะเหตุที่ตกหลุมถ่านเพลิงนั้น.

ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สำเหนียกด้วยประการฉะนี้ เห็นข้อนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ฯลฯ เจริญอุเบกขานั้นนั่นเทียว.

ดูก่อนคฤหบดี เหมือนอย่างว่า บุรุษฝันเห็นสวนที่น่ารื่นรมย์ ป่าที่น่ารื่นรมย์ ภูมิประเทศที่น่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ เขาตื่นขึ้นไม่เห็นอะไรๆ เลย.

ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สำเหนียกด้วยประการฉะนี้ เห็นข้อนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ากามทั้งหลายเปรียบด้วยความฝัน ฯลฯ เจริญอุเบกขานั้นนั่นเทียว

ดูก่อนคฤหบดี เหมือนอย่างว่า บุรุษขอยืมกุณฑลแก้วมณีอันประเสริฐซึ่งเป็นของขอยืม ยกขึ้นสู่ยาน เขาเอากุณฑลแก้วมณีอันประเสริฐวางไว้ข้างหน้า แวดล้อมด้วยของขอยืมทั้งหลายเดินทางไปร้านตลาด ชนเห็นเขานั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ คนมีโภคะหนอ ได้ยินว่าคนมีโภคะทั้งหลายย่อมบริโภคโภคะทั้งหลายอย่างนี้ พวกเจ้าของเห็นของของตนตรงที่ใดๆ พึงนำของของตนไปจากบุรุษนั้นตรงที่นั้นๆ เอง.

ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน?

บุรุษนั้นจะไม่เป็นอย่างอื่นไปหรือหนอ ไม่อย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เพราะเจ้าของทั้งหลายนำของของเขาไปเสีย พระเจ้าข้า

ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สำเหนียกด้วยประการฉะนี้ เห็นข้อนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ากามทั้งหลายเปรียบด้วยของขอยืม ฯลฯ เจริญอุเบกขานั้นนั่นเทียว.

ดูก่อนคฤหบดี เหมือนอย่างว่า ไพรสณฑ์ใหญ่ใกล้บ้านหรือนิคม.

ในไพรสณฑ์นั้นมีต้นไม้มีผลดกและกำลังออกผล และไม่มีผลไรๆ ของต้นไม้นั้นหล่นลงบนพื้นดิน ครั้งนั้นบุรุษผู้มีความต้องการผลไม้ แสวงหาผลไม้ เที่ยวแสวงหาผลไม้อยู่พึงมา เขาหยั่งลงสู่ไพรสณฑ์นั้น พึงเห็นต้นไม้นั้นมีผลดกและกำลังออกผล เขาคิดอย่างนี้ว่า ต้นไม้นี้ใหญ่และมีผลดกและกำลังออกผล ไม่มีผลไรๆ หล่นลงบนพื้นดิน ก็เราขึ้นต้นไม้เป็น อย่ากระนั้นเลย เราพึงขึ้นต้นไม้นี้ เคี้ยวกินให้อิ่ม. และใส่ให้เต็มพกดังนี้ เขาขึ้นต้นไม้นั้น เคี้ยวกินจนอิ่มและใส่เต็มพก.

ครั้งนั้น บุรุษคนที่สองผู้มีความต้องการผลไม้ แสวงหาผลไม้ เที่ยวแสวงหาผลไม้อยู่ พึงถือเอาจอบอันคมมา บุรุษนั้นหยั่งลงสู่ไพรสณฑ์นั้น พึงเห็นต้นไม้นั้นมีผลดกและกำลังออกผล เขาคิดอย่างนี้ว่า ต้นไม้นี้แลมีผลดกและกำลังออกผล และไม่มีผลไรๆ หล่นลงบนพื้นดิน ก็เราขึ้นต้นไม้ไม่เป็น แต่ตัดต้นไม้เป็น อย่ากระนั้นเลย เราพึงตัดโคนต้นไม้นี้ เคี้ยวกินให้อิ่มและใส่ให้เต็มพกดังนี้ เขาตัดโคนต้นไม้นั้น.

ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน?

บุรุษคนที่ขึ้นต้นไม้นั้นก่อน ถ้าเขาไม่รีบลงทันที ต้นไม้นั้นพึงล้มลงทำลายมือเท้าหรืออวัยวะอื่นๆ ของเขาเสีย เขาต้องตาย หรือต้องทุกข์ปางตาย เพราะเหตุที่ถูกต้นไม้ทำลายนั้น. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สำเหนียกด้วยประการฉะนี้ เห็นข้อนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ากามทั้งหลายเปรียบด้วยต้นไม้มีผลดก มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษมากมาย ดังนี้แล้ว วางอุเบกขาที่มีความต่างกัน อาศัยความต่างกันนั้นเสีย เจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอย่างเดียว อาศัยความเป็นอย่างเดียว ซึ่งเป็นที่ดับความยึดมั่นโลกามิสไม่เหลือ โดยประการทั้งปวงนั้นนั่นเทียว.

พระสารีบุตรเถระแสดงวิปัสสนาโดยเปรียบด้วยโครงกระดูกเป็นต้น และเปรียบด้วยกองไฟเป็นที่สุดอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงอุปจารสมาธิ จึงกล่าวคำว่า พุทฺธานุสฺสตึ ภาเวนฺโต เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น สตินั่นแหละ ชื่อว่าอนุสสติ เพราะเกิดขึ้นบ่อยๆ.

อนึ่ง ชื่อว่าอนุสสติ เพราะอรรถว่าสติที่สมควรแก่กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธา เพราะเป็นไปในฐานะที่ควรให้เป็นไปนั่นเอง ดังนี้ก็มี.

อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภพระพุทธเจ้า ชื่อว่าพุทธานุสสติ. คำว่า พุทธานุสสติ นี้เป็นชื่อของสติที่มีพระพุทธคุณ, มีความเป็นพระอรหันต์เป็นต้นเป็นอารมณ์ซึ่งพุทธานุสสตินั้น.

บทว่า ภาเวนฺโต ได้แก่ เจริญอยู่คือเพิ่มพูนอยู่.

อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภพระธรรม ชื่อว่าธรรมานุสสติ, คำว่า ธรรมานุสสติ นี้เป็นชื่อของสติที่มีพระธรรมคุณ, มีความเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วเป็นต้นเป็นอารมณ์.

อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภพระสงฆ์ ชื่อว่าสังฆนุสสติ. คำว่า สังฆานุสสติ นี้เป็นชื่อของสติที่มีพระสังฆคุณ, มีความเป็นผู้ปฏิบัติดีเป็นต้นเป็นอารมณ์.

อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภศีล ชื่อว่าสีลานุสสติ. คำว่า สีลานุสสติ นี้เป็นชื่อของสติที่มีศีลคุณ, มีความไม่ขาดเป็นต้นของตนเป็นอารมณ์.

อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภจาคะ ชื่อว่าจาคานุสสติ. คำว่า จาคานุสสติ นี้เป็นชื่อของสติที่มีจาคคุณ, มีความเป็นผู้มีจาคะอันสละแล้วของตนเป็นต้น เป็นอารมณ์.

อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภเทวดา ชื่อว่าเทวตานุสสติ. คำว่า เทวตานุสสติ นี้เป็นชื่อของสติที่มีคุณมีศรัทธาของตนเป็นต้น ตั้งเทวดาทั้งหลายไว้ในฐานะพยานเป็นอารมณ์.

อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภลมหายใจเข้าออก ชื่อว่าอานาปานัสสติ. คำว่า อานาปานัสสติ นี้เป็นชื่อของสติที่มีนิมิตแห่งลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์.

อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภความตาย ชื่อว่ามรณานุสสติ. คำว่า มรณานุสสติ นี้เป็นชื่อของสติที่มีความตายกล่าวคือความแตกแห่งชีวิตินทรีย์ที่นับเนื่องในภพหนึ่งเป็นอารมณ์.

สติที่ไป, คือเป็นไปในสรีระที่นับว่ากาย เพราะเป็นความเจริญ คือเป็นบ่อเกิดของสิ่งปฏิกูลทั้งหลายมีผมเป็นต้นที่น่าเกลียด ชื่อว่า กายคตาสติ.

เมื่อควรจะกล่าวว่า กายคตสติ ท่านกล่าวว่า กายคตาสติ เพราะไม่รัสสะ แม้ในที่นี้ท่านก็กล่าวคำนี้เป็นกายคตาสติ เหมือนกัน. คำว่า กายคตาสติ นี้เป็นชื่อของสติที่มีนิมิตปฏิกูลในส่วนของร่างกายมีผมเป็นต้นเป็นอารมณ์.

อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภความสงบ ชื่อว่าอุปสมานุสสติ คำว่า อุปสมานุสสติ นี้เป็นชื่อของสติที่มีพระนิพพานอันเป็นที่เข้าไปสงบทุกข์ทั้งปวงเป็นอารมณ์.

ผู้เจริญปฐมฌานอันประกอบด้วยวิตก วิจาร ปีติ สุขและจิตเตกัคคตา. ผู้เจริญทุติยฌานอันประกอบด้วยปิติ สุขและจิตเตกัคคตา. ผู้เจริญตติยฌานอันประกอบด้วยสุขและจิตเตกัคคตา. ผู้เจริญจตุตถฌานอันประกอบด้วยอุเบกขาและจิตเตกัคคตา ฯลฯ แม้ผู้เจริญเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมเว้นขาดกามทั้งหลาย.

พระสารีบุตรเถระแสดงการละกามโดยการข่มไว้ด้วยประการฉะนี้.

บัดนี้เพื่อจะแสดงการละกามทั้งหลายโดยการตัดขาด จึงกล่าวคำว่า โสตาปตฺติมคฺคํ ภาเวนฺโตปิ ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น การถึงซึ่งกระแสแห่งมรรค ชื่อว่าโสดาปัตติ. มรรคแห่งการถึงกระแสพระนิพพาน ชื่อว่าโสดาปัตติมรรค.

บทว่า อปายคมนีเย กาเม ความว่า เมื่อเจริญโสดาปัตติมรรค ย่อมเว้นขาดจากกามอันให้ไปสู่อบาย ซึ่งเป็นเครื่องให้เหล่าสัตว์ไปสู่อบายเหล่านั้นโดยการตัดขาด.

ชื่อว่าสกทาคามี เพราะอรรถว่ามาปฏิสนธิยังโลกนี้คราวเดียวเท่านั้น มรรคแห่งพระสกทาคามีนั้น ชื่อว่าสกทาคามิมรรค เมื่อเจริญมรรคนั้น

บทว่า โอฬาริเก ได้แก่ ถึงความเร่าร้อน.

ชื่อว่าอนาคามี เพราะอรรถว่าไม่มาปฏิสนธิยังกามภพเลย. มรรคแห่งพระอนาคามีนั้น ชื่อว่าอนาคามิมรรค เมื่อเจริญมรรคนั้น.

บทว่า อณุสหคเต ได้แก่ ถึงความละเอียด.

ชื่อว่าพระอรหันต์ เพราะไกลจากกิเลสทั้งหลาย เพราะกำจัดข้าศึกคือกิเลส เพราะหักซี่ล้อแห่งสังสารวัฏ เพราะไม่มีความลับในการทำบาป และเพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น.

ความเป็นแห่งพระอรหันต์ ชื่อว่าอรหัตต์. อรหัตต์นั้นคืออะไร, คือ อรหัตตผล. มรรคแห่งอรหัตต์ ชื่ออรหัตตมรรค เมื่อเจริญอรหัตตมรรคนั้น.

บทว่า สพฺเพน สพฺพํ ได้แก่ ทั้งปวงโดยอาการทั้งปวง.

บทว่า สพฺพถา สพฺพํ ได้แก่ ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง.

บทว่า อเสสํ นิสฺเสสํ ได้แก่ มิได้มีส่วนเหลือ คือไม่เหลือแม้เพียงขันธ์.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สพฺเพน สพฺพํ กล่าวถึงมูลราก.

บทว่า สพฺพถา สพฺพํ กล่าวชี้ถึงอาการ.

บทว่า อเสสํ นิสฺเสสํ กล่าวชี้ถึงการบำเพ็ญ.

อนึ่ง ด้วยบทแรกกล่าวเพราะไม่มีทุจริต. ด้วยบทที่สองกล่าวเพราะไม่มีการครอบงำ. ด้วยบทที่สามกล่าวเพราะไม่มีอนุสัย อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้.

บทว่า สปฺโป วุจฺจติ อหิ ความว่า งูตัวใดตัวหนึ่งเลื้อยไป.

บทว่า เกนตฺเถน ได้แก่ เพราะอรรถว่าอะไร.

บทว่า สํสปฺปนฺโต คจฺฉติ ความว่า เพราะเสือกไป ฉะนั้นจึงเรียกว่า สัปปะ.

บทว่า ภุชนฺโต ความว่า ขนดไป.

บทว่า ปนฺนสิโร ได้แก่ เป็นสัตว์มีหัวตก.

บทว่า สิเรน สุปติ ความว่า ชื่อว่าสิริสปะ เพราะอรรถว่านอนด้วยหัวโดยความเป็นโพรง เอาหัวไว้ภายในขนด. ชื่อว่าวิลาสยะ เพราะอรรถว่านอนในรู. บาลีว่า พิลสโย ก็มี. พึงเว้นหัวงูนั้นให้ดี. ชื่อว่าคุหาสยะ เพราะอรรถว่านอนในถ้ำ.

บทว่า ทาฒา ตสฺส อาวุโธ ความว่า เขี้ยวทั้งสองเป็นอาวุธ กล่าวคือศัสตราเครื่องประหารของงูนั้น.

บทว่า วิสํ ตสฺส โฆรํ ความว่า พิษกล่าวคือน้ำที่เป็นพิษของงูนั้นร้ายแรง.

บทว่า ชิวฺหา ตสฺส ทุวิธา ความว่า งูนั้นมีลิ้นสองแฉก.

บทว่า ทฺวีหิ ชีวฺหาหิ รสํ สายติ ความว่า ย่อมรู้รส คือย่อมประสบความยินดี, คือย่อมยินดีด้วยลิ้นสองแฉก.

ชื่อว่า ผู้ใคร่ต่อชีวิต เพราะอรรถว่าใคร่เพื่อจะเป็นอยู่.

ชื่อว่า ไม่อยากตาย เพราะอรรถว่ายังไม่อยากตาย.

ชื่อว่า อยากได้สุข เพราะอรรถว่าใคร่ซึ่งความสุข.

บทว่า ทุกฺขปฏิกูโล ได้แก่ ไม่ปรารถนาความทุกข์.

บทว่า ปาเทน ได้แก่ ด้วยเท้าของตน.

บทว่า สปฺปสิรํ ได้แก่ หัวของงู

บทว่า วชฺเชยฺย ได้แก่ พึงเว้นข้างหน้า.

บทว่า วิวชฺเชยฺย ได้แก่ พึงเว้นโดยประมาณของงูนั้น.

บทว่า ปริวชฺเชยฺย ได้แก่ พึงเว้นโดยรอบ.

บทว่า อภินิวชฺเชยฺย ได้แก่ พึงเว้นประมาณ ๔ ศอก.

อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทแรก พึงเว้นแต่หัว. ด้วยบทที่ ๒ และที่ ๓ พึงเว้นข้างทั้งสอง. ด้วยบทที่ ๔ พึงเว้นข้างหลัง.

อนึ่ง พึงเว้น เพราะความเป็นวัตถุแห่งทุกข์ ซึ่งมีการแสวงหาเป็นมูลของผู้ที่ยังไม่ถึงกามทั้งหลาย. พึงหลีก เพราะความเป็นวัตถุแห่งทุกข์ ซึ่งมีการรักษาเป็นมูลของผู้ที่ถึงกามแล้ว. พึงเลี่ยง เพราะความเป็นวัตถุแห่งทุกข์ที่เร่าร้อนเพราะความไม่รู้. พึงอ้อมหนี เพราะความเป็นวัตถุแห่งทุกข์ที่เกิดจากความพลัดพรากจากของรักในปากแห่งความพินาศ. อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

ชื่อว่า ความกำหนัด ด้วยสามารถความยินดี.

ชื่อว่า ความพอใจ เพราะความเป็นเพื่อนของเหล่าสัตว์ในอารมณ์ทั้งหลาย.

ชื่อว่า ความชอบใจ เพราะอรรถว่ายินดี.

อธิบายว่า ปรารถนา ชื่อว่าความเพลิดเพลิน เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องเพลิดเพลิน ในภพใดภพหนึ่งของเหล่าสัตว์ หรือเพลิดเพลิน เอง.

ตัณหาชื่อว่านันทิราคะ เพราะเป็นความเพลิดเพลินด้วย เป็นความกำหนัดด้วย อรรถว่ายินดีด้วย. ใน บทว่า นนฺทิราโค นั้น ตัณหาที่เกิดขึ้นคราวเดียวในอารมณ์เดียวเรียกว่านันทิ, ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เรียกว่า นันทิราคะ.

บทว่า จิตฺตสฺส สาราโค ความว่า ความกำหนัดใด ท่านเรียกว่าความกำหนัดกล้า เพราะอรรถว่าความยินดีมีกำลังเบื้องต่ำ ความกำหนัดนั้นมิใช่ของสัตว์ เป็นความกำหนัดกล้าแห่งจิตเท่านั้น.

ชื่อว่า ความปรารถนา เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องปรารถนาอารมณ์ทั้งหลาย.

ชื่อว่า ความหลง เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องหลงของเหล่าสัตว์ เพราะความเป็นกิเลสหนา.

ชื่อว่า ความติดใจ เพราะกลืนให้สำเร็จแล้วยึดไว้.

ชื่อว่า ความยินดี เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องต้องการ คือถึงความยินดีของเหล่าสัตว์.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ความยินดี เพราะอรรถว่าหนาแน่น. ก็ความยินดีนั่นแล ท่านกล่าวว่า ชัฎแห่งป่าใหญ่ เพราะอรรถว่าหนาแน่นเหมือนกัน ขยายบทที่ติดกันด้วยอุปสัค.

ชื่อว่า ความยินดีทั่วไป เพราะอรรถว่ายินดีทุกอย่างหรือตามส่วน.

ชื่อว่า ความข้อง เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องข้องอยู่ของเหล่าสัตว์.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ความข้อง เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องข้อง.

ชื่อว่า ความติดพัน เพราะอรรถว่าจมลง.

ชื่อว่า ความแสวงหา เพราะฉุดคร่า.

สมจริงดังที่กล่าวไว้ว่า ตัณหาชื่อว่าเอชาย่อมฉุดคร่าบุรุษนี้ เพื่อบังเกิดในภพนั้นๆ นั่นแล.

ชื่อว่า มายา เพราะอรรถว่าลวง.

ชื่อว่า ชนิกา เพราะอรรถว่า ยังสัตว์ทั้งหลายให้เกิดในวัฏฏะ.

สมจริงดังที่กล่าวไว้ว่า ตัณหาย่อมยังบุรุษให้เกิด ย่อมวิ่งเข้าสู่จิตของบุรุษนั้น.

ชื่อว่า สัญชนนี เพราะอรรถว่ายังสัตว์ให้เกิดประกอบไว้ด้วยทุกข์.

ชื่อว่า สิพฺพินี เพราะอรรถว่าติดแน่น. เพราะตัณหานี้เย็บคือติดแน่นเหล่าสัตว์ไว้ในวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งจุติและปฏิสนธิ ดุจช่างเย็บเย็บผ้าเก่าด้วยผ้าเก่า ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชื่อว่าความเย็บไว้ เพราะอรรถว่าติดแน่น.

ชื่อว่า ชาลินี เพราะอรรถว่ามีข่ายคืออารมณ์มีประการไม่น้อย. หรือข่ายกล่าวคือความยึดมั่นด้วยการดิ้นรนแห่งตัณหา.

ชื่อว่า สริตา เพราะอรรถว่าเป็นดังกระแสน้ำที่ไหลเร็ว เพราะอรรถว่าฉุดคร่า.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สริตา เพราะอรรถว่าเปียกชุ่ม.

สมจริงดังคำที่กล่าวไว้ว่า โสมนัสทั้งหลายที่ชุ่มชื่นและประกอบด้วยความรักย่อมมีแก่สัตว์เกิด.

ก็ในข้อนี้มีเนื้อความดังนี้ว่า ทั้งชุ่มชื่น ทั้งน่ารัก.

ชื่อว่า สุตตะ เพราะอรรถว่าเป็นดังเส้นด้ายผูกเต่า เพราะอรรถว่าให้ถึงความฉิบหายมิใช่ความเจริญ.

สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า สุตฺตํ นี้แลเป็นชื่อของนันทิราคะ.

ชื่อว่า วิสฏา เพราะอรรถว่า แผ่ไปในรูปเป็นต้น.

ชื่อว่า อายุหนี เพราะอรรถว่าสัตว์ย่อมยังอายุให้เสื่อมไปเพื่อต้องการได้เฉพาะอารมณ์นั้นๆ

ชื่อว่า ทุติยา เพราะอรรถว่าเป็นสหาย เพราะไม่ให้กระวนกระวาย.

ก็ตัณหานี้ย่อมไม่ให้สัตว์ทั้งหลายกระวนกระวายในวัฏฏะ ย่อมให้รื่นรมย์ยิ่ง ดังสหายรักในที่ที่ไปแล้วๆ.

เพราะเหตุนั้นแล ท่านจึงกล่าวว่า :-

บุรุษมีตัณหาเป็นสหาย ท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาวนาน

ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสารวัฏอันเป็นอย่างนี้ไม่มีอย่างอื่น.

ชื่อว่า ปณิธิ ด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่น.

บทว่า ภวเนตฺติ ได้แก่ เชือกเครื่องนำไปสู่ภพ. จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายอันตัณหานี้นำไป เหมือนโคทั้งหลายถูกเชือกผูกคอนำไปยังที่ที่ปรารถนาแล้วๆ ฉะนั้น

ชื่อว่า วนะ เพราะอรรถว่าติด คือคบ คือชุ่มอารมณ์นั้นๆ ขยายบทด้วยพยัญชนะเป็น วนถะ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วนะ เพราะอรรถว่าเป็นราวกะป่า, ด้วยอรรถว่ายังทุกข์อันหาประโยชน์มิได้ให้ตั้งขึ้น. และด้วยอรรถว่ารกชัฏ คำนี้เป็นชื่อของตัณหาที่มีกำลัง. แต่ตัณหาที่มีกำลังเท่านั้นชื่อว่าวนถะ ด้วยอรรถว่ารกชัฏกว่า.

เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า :-

เธอทั้งหลายจงตัดป่า อย่าตัดต้นไม้ ภัยย่อมเกิด

แต่ป่า พวกเธอตัดป่าน้อยและป่าใหญ่แล้ว จงเป็นผู้หมด

ป่าเถิด ภิกษุทั้งหลาย.

ชื่อว่า สันถวะ ด้วยความสามารถแห่งความเชยชิด. อธิบายว่า เกี่ยวข้อง.

สันถวะนั้นมี ๒ อย่าง คือ ตัณหาสันถวะ ความเชยชิดด้วยตัณหาหนึ่ง มิตตสันถวะ ความเชยชิดด้วยไมตรีหนึ่ง.

ใน ๒ อย่างนั้น ในที่นี้ประสงค์เอาตัณหาสันถวะ.

ชื่อว่า เสน่หา ด้วยสามารถแห่งความรัก.

ชื่อว่า อเปกขา ความเพ่งเล็ง เพราะอรรถว่าเพ่งเล็งด้วยสามารถกระทำความอาลัย.

สมจริงดังที่กล่าวไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระนครแปดหมื่นสี่พันของพระองค์เหล่านี้ มีกุสาวดีราชธานีเป็นประมุข ขอพระองค์จงยังความพอพระราชหฤทัยให้เกิดในพระนครนี้เถิด พระเจ้าข้า. ขอพระองค์โปรดกระทำความเพ่งเล็งในชีวิตเถิด.

ก็ในข้อนี้มีเนื้อความดังนี้ว่า จงกระทำความอาลัย.

ชื่อว่า ปฏิพันธา เพราะอรรถว่าผูกพันในอารมณ์เฉพาะอย่างๆ หรือผู้มีอารมณ์เฉพาะอย่างผูกพัน ด้วยอรรถว่าเป็นญาติ. ชื่อว่าพวกพ้องที่เสมอด้วยตัณหาของสัตว์ทั้งหลาย แม้ด้วยอรรถว่าอาศัยเป็นนิจ ย่อมไม่มี.

ชื่อว่า อาสา เพราะเป็นอาหารของอารมณ์ทั้งหลาย. อธิบายว่า เพราะท่วมทับด้วย เพราะความพอใจไปบริโภคด้วย.

ชื่อว่า อาสิงสนา ด้วยสามารถแห่งความจำนง, ภาวะความจำนง ชื่ออาสิงสิตัตตะ. บัดนี้เพื่อจะแสดงฐานะที่เป็นไปของตัณหานั้น พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า รูปาสา ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น พึงถือเอาเนื้อความของอาสาว่า ความหวัง. แล้วทราบบททั้ง ๙ อย่างนี้ว่า ความหวังในรูป ชื่อว่า รูปาสา. และในบทนี้.

๕ บทแรกท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งกามคุณ ๕. บทที่ ๖ กล่าวด้วยสามารถแห่งความโลภในบริขาร. บทที่ ๖ นั้นกล่าวสำหรับบรรพชิตเป็นพิเศษ. ๓ บทนอกนั้นกล่าวสำหรับคฤหัสถ์ ด้วยสามารถวัตถุอันไม่เป็นที่พอใจ เพราะคฤหัสถ์ทั้งหลาย สิ่งซึ่งเป็นที่รักกว่าทรัพย์ บุตร และชีวิตย่อมไม่มี.

ชื่อว่า ชัปปา เพราะอรรถว่ายังสัตว์ทั้งหลายให้ปรารถนาอย่างนี้ว่า นี้ของเราๆ หรือว่าคนโน้นให้สิ่งนี้ๆ แก่เรา. ๒ บทต่อไป ท่านขยายด้วยอุปสรรค. ต่อนั้นท่านกล่าวบท ชปฺปา อีกเพราะปรารภจะจำแนกความโดยอาการอย่างอื่น. อาการที่ปรารถนา ความเป็นไปแห่งความปรารถนา, ภาวะที่จิตปรารถนา ชื่อว่าชัปปิตัตตะ.

ชื่อว่า โลลุปปะ เพราะอรรถว่าหวั่นไหว คือฉุดคร่าไว้ในอารมณ์บ่อยๆ. ความเป็นแห่งความหวั่นไหว ชื่อว่าโลลุปปิตัตตะ.

อาการที่หวั่นไหว ความเป็นไปแห่งความหวั่นไหว ความเป็นแห่งผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยความหวั่นไหว ชื่อว่าโลลุปปายิตัตตะ.

บทว่า ปุจฺฉญฺจิกตา ได้แก่ ตัณหาที่เป็นเครื่องให้สัตว์ทั้งหลายหวั่นไหว คือหวั่นไหวเที่ยวไปในที่มีลาภ ดุจสุนัข. บทนี้เป็นชื่อแห่งตัณหา เครื่องหวั่นไหวนั้น.

บทว่า สาธุกมฺยตา ได้แก่ ความใคร่ดี เพราะอรรถว่ายังเหล่าสัตว์ให้ใคร่ในอารมณ์ที่น่าชอบใจๆ ดี. ความเป็นแห่งความใคร่ดีนั้น ชื่อว่าสาธุกัมยตา.

ชื่อว่า อธรรมราคะ เพราะอรรถว่า ความกำหนัดในฐานะไม่สมควร มีมารดาและป้าน้าเป็นต้น. ความโลภที่เกิดขึ้นมีกำลังแม้ในฐานะที่สมควร ชื่อว่า วิสมโลภ. ฉันทราคะที่เกิดขึ้นในฐานะที่สมควรก็ตามในฐานะที่ไม่สมควรก็ตาม พึงทราบว่า อธรรมราคะ เพราะอรรถว่าผิดธรรม และว่า วิสมโลภะ เพราะอรรถว่าไม่สม่ำเสมอ.

ชื่อว่าความใคร่ ด้วยสามารถแห่งความใคร่ในอารมณ์ทั้งหลาย.

อาการแห่งความใคร่ ชื่อว่า นิกามนา.

ชื่อว่าความมุ่งหมาย ด้วยสามารถแห่งความมุ่งหมายวัตถุ.

ชื่อว่าความปอง ด้วยสามารถแห่งความต้องการ.

ความปรารถนาด้วยดี ชื่อว่าความปรารถนาดี.

ตัณหาในกามคุณ ๕ ชื่อว่ากามตัณหา. ตัณหาในรูปภพและอรูปภพ ชื่อว่าภวตัณหา. ตัณหาในความไม่มี กล่าวคือขาดสูญ ชื่อว่าวิภวตัณหา. ตัณหาในรูปภพที่บริสุทธิ์นั่นแลชื่อว่ารูปตัณหา. ตัณหาในอรูปภพ ชื่อว่าอรูปตัณหา ได้แก่ความกำหนัดที่ประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ. ตัณหาในนิโรธ ชื่อว่านิโรธตัณหา. ตัณหาในเสียง ชื่อว่าสัททตัณหา. แม้ในคันธตัณหาเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

โอฆะเป็นต้น มีเนื้อความได้กล่าวไว้แล้วแล.

ชื่อว่า อาวรณะ เพราะอรรถว่ากั้นกุศลธรรมทั้งหลาย.

ชื่อว่า ฉทนะ ด้วยสามารถเป็นเครื่องปิด.

ชื่อว่า พันธนะ เพราะอรรถว่าผูกสัตว์ทั้งหลายไว้ในวัฏฏะ.

ชื่อว่า อุปกิเลส เพราะอรรถว่าเบียดเบียนจิต เศร้าหมองคือทำให้เศร้าหมอง.

ชื่อว่า อนุสยะ เพราะอรรถว่านอนเนื่อง ด้วยอรรถว่ามีกำลัง.

ชื่อว่า ปริยุฏฐานะ เพราะอรรถว่าเกิดขึ้นครอบงำจิต. ความว่า ยึดอาจาระที่เป็นกุศลไม่ให้เกิดขึ้น.

อธิบายว่า ยึดมรรคา. ในข้อความเป็นต้นว่า พวกโจรครอบงำในมรรคา พวกนักเลงครอบงำในมรรคา. แม้ในที่นี้ก็พึงทราบการครอบงำ ด้วยอรรถว่ายึดด้วยอาการอย่างนี้.

ชื่อว่า ลตา เพราะอรรถว่าเป็นดังเถาวัลย์ ด้วยอรรถว่าพัวพัน แม้ในอาคตสถานว่า ตัณหาก่อความยุ่งยากตั้งอยู่ดังนี้ ตัณหานี้ท่านก็กล่าวว่า ลตา เหมือนกัน.

ชื่อว่า เววิจฉะ เพราะอรรถว่าปรารถนาวัตถุต่างๆ.

ชื่อว่า ทุกขมูล เพราะอรรถว่าเป็นมูลแห่งทุกข์ในวัฏฏะ.

ชื่อว่า ทุกขนิทาน เพราะอรรถว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์นั้นแล.

ชื่อว่า ทุกขปภวะ แดนเกิดแห่งทุกข์ เพราะอรรถว่าทุกข์นั้นเกิดแต่ตัณหานี้.

ชื่อว่า ปาสะ เพราะอรรถว่าเป็นดุจบ่วง ด้วยอรรถว่าผูกไว้, บ่วงแห่งมาร ชื่อว่ามารปาสะ.

ชื่อว่า พฬิสะ เพราะอรรถว่าเหมือนเบ็ด ด้วยอรรถว่ากลืนยาก, เบ็ดแห่งมาร ชื่อว่ามารพฬิสะ.

ชื่อว่า มารวิสัย เพราะอรรถว่าเป็นวิสัยแห่งมาร โดยปริยายนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายที่ถูกตัณหาครอบงำแล้ว ย่อมไม่ล่วงพ้นวิสัยของมารไปได้ มารย่อมใช้อำนาจเหนือสัตว์เหล่านั้น.

แม่น้ำคือตัณหา ชื่อว่า ตัณหานที ด้วยอรรถว่าไหลไป.

ข่ายคือตัณหา ชื่อว่า ตัณหาชาละ ด้วยอรรถว่าท่วมทับ.

สุนัขทั้งหลายที่ผูกไว้แน่น คนนำไปตามปรารถนาได้ฉันใด สัตว์ทั้งหลายที่ตัณหาผูกไว้ก็ฉันนั้น

ชื่อว่า คัททละ เพราะอรรถว่าเป็นเหมือนโซ่ผูกสุนัข ด้วยอรรถว่าผูกไว้แน่น. โซ่ผูกสุนัขคือตัณหา ชื่อว่าตัณหาคัททละ.

ทะเลคือตัณหา ชื่อว่า ตัณหาสมุทร ด้วยอรรถว่าให้เต็มได้ยาก.

ชื่อว่า อภิชฌา ด้วยอรรถว่าเพ่งเล็ง.

ชื่อว่า โลภะ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องได้ หรือได้เอง หรือสักว่าได้เท่านั้น.

ชื่อว่า มูละ ด้วยอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งอกุศลทั้งหลายที่ประกอบกัน.

บทว่า วิสตฺติกา ได้แก่ ชื่อว่าซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ.

บทว่า เกนตฺเถน ได้แก่ ด้วยสภาวะอะไร.

บทว่า วิสตา ได้แก่ แผ่ไปแล้ว.

ชื่อว่า วิสาล เพราะอรรถว่าแผ่ไปในอารมณ์มีรูปเป็นต้น.

ชื่อว่า วิสฏา เพราะอรรถว่าแล่นไป ด้วยสามารถซ่านไปทุกแห่งในภูมิ ๓.

ก็คำแรกนี้ ท่านกล่าวจำแนกพยัญชนะ แปลง ต อักษรเป็น ฏ อักษร.

บทว่า วิสกฺกติ ได้แก่ ปกครอง คืออดทน. ก็คนที่กำหนัด แม้ถูกกระทบด้วยเท้าอันเป็นวัตถุแห่งราคะ ย่อมอดทนได้

ท่านกล่าวความชักช้า หรือความดิ้นรน ว่า วิสกฺกนํ ก็มี.

อาจารย์บางพวกพรรณนาว่า เป็นใหญ่ของกุศลและอกุศลทั้งหลาย.

บทว่า วิสํหรติ ความว่าเห็นอานิสงส์ในกามทั้งหลายอย่างนั้นๆ รวบรวม คือเปลี่ยนจิตจากที่เป็นไปมุ่งเนกขัมมะ ด้วยอาการหลายอย่าง.

อีกอย่างหนึ่ง ความว่า นำความทุกข์ที่มีพิษไปเสีย.

บทว่า วิสํวาทิกา ความว่า เป็นเหตุให้พูดผิดว่าท่านจงยึดถือของที่ไม่เที่ยงเป็นต้น ว่าเป็นของเที่ยง.

ชื่อว่า วิสมูลา มีมูลรากเป็นพิษ เพราะความเป็นเหตุแห่งกรรมที่ให้เกิดทุกข์.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิสมูลา เพราะอรรถว่ามีทุกข์ที่มีพิษ คือเวทนาที่เป็นทุกข์เป็นต้น เป็นมูลราก.

ชื่อว่า วิสผลา มีผลเป็นพิษ เพราะอรรถว่ามีผลเป็นพิษ เพราะเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์.

การบริโภคสิ่งที่เป็นทุกข์มีรูปเป็นต้นซึ่งไม่ใช่อมตะ ย่อมมีด้วยตัณหาใด เหตุนั้น ตัณหานั้นท่านจึงกล่าวว่า วิสปริโภคา.

บทที่สำเร็จรูปในที่ทั้งปวง พึงทราบตามหลักภาษา.

พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงวิสัยแห่งตัณหานั้น จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อีกอย่างหนึ่ง ตัณหานั้นแผ่ไปในรูป ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสาลา วา ปน ได้แก่ ชื่อว่าตัณหา ด้วยอรรถว่าเป็นไปเพื่อความอยากใหญ่นั่นเอง, รูปเป็นต้นท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งความกำหนัดที่เป็นไปในกามคุณ ๕ บท.

๑๑ บทมีบทว่า กุเล คเณ เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งความเกิดขึ้นแห่งความโลภ.

ติกะแห่งกามธาตุ ท่านจำแนกด้วยสามารถแห่งกรรมวัฏฏ์.

ติกะแห่งกามภพ จำแนกด้วยสามารถแห่งวิปากวัฏฏ์

ติกะแห่งสัญญาภพ จำแนกด้วยสามารถแห่งสัญญา.

ติกะแห่งเอกโวการภพ จำแนกด้วยสามารถแห่งขันธ์.

ติกะแห่งอดีต จำแนกด้วยสามารถแห่งกาล.

จตุกะแห่งทิฏฐธรรม จำแนกด้วยสามารถแห่งอารมณ์

ติกะแห่งอบาย จำแนกด้วยสามารถแห่งโอกาส

ติกะแห่งขันธ์ จำแนกด้วยสามารถแห่งนิสสัตตะนิชชีวะ พึงทราบดังนี้

ในบทเหล่านั้น มีการแสดงเนื้อความและการขยายเนื้อความโดยสังเขป ดังต่อไปนี้

บรรดาบทเหล่านั้น กามธาตุเป็นไฉน? การที่ท่องเที่ยวไปในระหว่างนี้ คือเบื้องต่ำมีนรกอเวจีเป็นที่สุด เบื้องบนมีสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีเป็นที่สุด ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่นับเนื่องในกามาพจรนี้ นี้เรียกว่ากามธาตุ.

บรรดาบทเหล่านั้น รูปธาตุเป็นไฉน?

รูปธาตุที่ท่องเที่ยวไปในระหว่างนี้คือ เบื้องต่ำมีพรหมโลกเป็นที่สุด เบื้องบนมีสวรรค์ชั้นอกนิษฐ์เป็นที่สุด ธรรมคือจิตและเจตสิกของผู้เข้าฌานก็ดี ของผู้สำเร็จแล้วก็ดี ของผู้มีสุขวิหารธรรมในปัจจุบันก็ดี ที่นับเนื่องในรูปาพจรนี้ นี้เรียกว่ารูปธาตุ

บรรดาบทเหล่านั้น อรูปธาตุเป็นไฉน?

อรูปธาตุที่ท่องเที่ยวไปในระหว่างนี้คือเบื้องต่ำมีสวรรค์ชั้นอากาสานัญจายตนะเป็นที่สุด เบื้องบนมีสวรรค์ชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นที่สุด ธรรมคือจิตและเจตสิกของผู้เข้าฌานก็ดี ของผู้สำเร็จแล้วก็ดี ของผู้อยู่เป็นสุขในปัจจุบันก็ดี ที่นับเนื่องในอรูปาพจรนี้ นี้เรียกว่าอรูปธาตุ ดังนี้

แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวว่า บทว่า กามธาตุ ได้แก่ ขันธ์ ๕ ในกามภพ

บทว่า รูปธาตุ ได้แก่ ขันธ์ ๕ ในรูปภพ.

บทว่า อรูปธาตุ ได้แก่ขันธ์ ๔ ในอรูปภพ ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ธาตุที่ประกอบด้วยกามกล่าวคือกามภพ ชื่อว่ากามธาตุ, หรือธาตุกล่าวคือกาม ชื่อว่ากามธาตุ. ธาตุที่ละกาม ประกอบด้วยรูป ชื่อว่ารูปธาตุ, หรือธาตุกล่าวคือรูป ชื่อว่ารูปธาตุ. ธาตุที่ละทั้งกามและรูปประกอบด้วยอรูป ชื่อว่าอรูปธาตุ หรือธาตุกล่าวคืออรูป ชื่อว่าอรูปธาตุ.

ธาตุเหล่านั้นแหละ ท่านกล่าวไว้โดยปริยายแห่งภพอีก ก็ท่านเรียกว่าภพ เพราะอรรถว่าเป็นอยู่ ภพที่ประกอบด้วยสัญญา ชื่อว่าสัญญาภพ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสัญญาภพ เพราะอรรถว่าภพของผู้มีสัญญา หรือสัญญามีอยู่ในภพนี้ สัญญาภพนั้นเป็นกามภพด้วย เป็นรูปภพที่พ้นจากอสัญญาภพด้วย เป็นอรูปภพที่พ้นจากเนวสัญญานาสัญญาภพด้วย.

ภพที่ไม่ใช่สัญญาภพ ชื่อว่าอสัญญาภพ. อสัญญาภพนั้นเป็นเอกเทศแห่งรูปภพ.

ชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญา เพราะอรรถว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะไม่มีความเป็นแห่งโอฬาร, ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะมีสภาวะเป็นของละเอียด ภพที่ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญานั้น ชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญาภพ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เนวสัญญาสัญญาภพ เพราะอรรถว่าในภพนี้มีเนวสัญญานาสัญญา เพราะไม่มีสัญญาอันโอฬาร และเพราะมีสัญญาอันละเอียด เนวสัญญานาสัญญาภพนั้น เป็นเอกเทศแห่งอรูปภพ

ชื่อว่า เอกโวการภพ เพราะอรรถว่าภพที่เกลื่อนไปด้วยรูปขันธ์หนึ่ง หรือภพนั้นมีโวการหนึ่ง, เอกโวการภพนั้น ก็คืออสัญญาภพนั่นเอง

ชื่อว่า จตุโวการภพ เพราะอรรถว่าภพที่เกลื่อนไปด้วยอรูปขันธ์ ๔ หรือภพนั้นมีโวการ ๔, จตุโวการภพนั้นก็คืออรูปภพนั่นเอง

ชื่อว่า ปัญจโวการภพ เพราะอรรถว่าภพที่เกลื่อนไปด้วยขันธ์ ๕ หรือภพนั้นมีโวการ ๕, ปัญจโวการภพนั้นเป็นกามภพด้วย เป็นเอกเทศแห่งรูปภพด้วย.

ติกะแห่งอดีตมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.

บทว่า ทิฏฺฐํ ได้แก่ รูปารมณ์ที่มีสมุฏฐาน ๔.

บทว่า สุตํ ได้แก่ สัททารมณ์ที่มีสมุฏฐาน ๒.

บทว่า มุตํ ได้แก่ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ที่มีสมุฏฐาน ๔ ซึ่งบุคคลรู้แล้วพึงถือเอา.

ธรรมารมณ์ที่พึงรู้ด้วยใจ ชื่อว่า วิญญาตัพพะ ในธรรมทั้งหลายที่เห็นแล้ว ฟังแล้ว ทราบแล้ว และพึงรู้แจ้งเหล่านั้น.

บทว่า วิสฏา วิตฺถตา ความว่า แผ่ไปมาก.

บทว่า อปายโลเก ได้แก่ ชื่อว่าอบาย เพราะไม่มีความรุ่งเรืองกล่าวคือความเจริญในอบายโลกนั้น.

บทว่า ขนฺธโลเก ได้แก่ ขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้นนั่นแล ชื่อว่าโลก ด้วยอรรถว่าเป็นกอง.

บทว่า ธาตุโลเก ได้แก่ ธาตุ ๑๘ มีจักขุธาตุเป็นต้นนั่นแล ชื่อว่าโลก ด้วยอรรถว่า ว่างเปล่า.

บทว่า อายตนโลเก ได้แก่ อายตนะ ๑๒ นั่นแล ชื่อว่าโลก ด้วยเหตุมีอายตนะเป็นต้น ทั้งหมดชื่อว่าโลก ด้วยอรรถว่าสลาย.

ตัณหาชื่อว่า วิสัตติกา เพราะอรรถว่าแล่นไป ซ่านไปในโลกมีประการดังกล่าวแล้ว.

บทว่า สโต ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะอรรถว่าระลึกได้.

ท่านกล่าวสติโดยเป็นบุคคล สติในบทนั้น มีความระลึกได้เป็นลักษณะ.

ชื่อว่าสติ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องระลึกได้ของเหล่าสัตว์ หรือระลึกได้เอง หรือเพียงระลึกเท่านั้น.

ก็สตินี้นั้นมีการทำซ้ำๆ เป็นลักษณะ มีความไม่ลืมเป็นรส มีการรักษาเป็นปัจจุปัฏฐาน หรือมีภาวะมุ่งอารมณ์เป็นปัจจุปัฏฐาน มีความจำมั่นเป็นปทัฏฐาน หรือมีสติปัฏฐานมีกายเป็นต้นเป็นปทัฏฐาน พึงเห็นว่าเหมือนเสาระเนียด เพราะตั้งมั่นในอารมณ์. และเหมือนนายประตู เพราะรักษาจักขุทวารเป็นต้น

พระสารีบุตรเถระเมื่อแสดงฐานะความเป็นไปของสตินั้น กล่าวสติปัฏฐาน ๔ อย่าง โดยนัยเป็นต้นว่า เมื่อเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานในกาย ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ ดังนี้

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเย ได้แก่ ในรูปกาย.

จริงอยู่ รูปกายท่านประสงค์เอาว่า กาย ด้วยอรรถว่าหมู่แห่งอวัยวะน้อยใหญ่มีผมเป็นต้น และแห่งธรรมทั้งหลาย ดุจหมู่ช้างหมู่รถเป็นต้น ด้วยอรรถว่าหมู่ฉันใด, ด้วยอรรถว่าประชุมแห่งสิ่งน่าเกลียดก็ฉันนั้น. ชื่อว่ากาย เพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุมแห่งสิ่งน่าเกลียดซึ่งน่ารังเกียจอย่างยิ่ง ดังนี้ก็มี

ประเทศเป็นที่เกิดขึ้น ชื่อว่า อายะ.

ในบทนั้นมีเนื้อความของคำดังต่อไปนี้ :-

ชื่อว่า อายะ เพราะอรรถว่าประชุมกันในที่นั้น.

อะไรประชุมกัน? สิ่งน่าเกลียดมีผมเป็นต้นประชุมกัน.

ชื่อว่า กาย เพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุมแห่งสิ่งน่าเกลียดด้วยประการฉะนี้.

บทว่า กายานุปสฺสนา ได้แก่ การพิจารณากาย.

พึงทราบว่า แม้ท่านกล่าวว่า กาเย ได้แล้วก็ยังกระทำศัพท์ว่า กาย ที่สอง ในบทว่า กายานุปสฺสนา ไว้อีกเพื่อแสดงการแยกฆนสัญญาด้วยการกำหนดโดยไม่ระคนกัน.

เหตุนั้น ท่านจึงไม่แสดงว่า กาเย เวทนานุปสฺสนา การพิจารณาเวทนาในกาย, หรือว่า กาเย จิตฺตธมฺมานุปสฺสนา การพิจารณาจิตและธรรมในกาย. ที่แท้ท่านแสดงการกำหนดโดยไม่ระคนกันด้วยการแสดงอาการพิจารณากาย ในวัตถุกล่าวคือกายว่า กายานุปัสสนา เท่านั้น.

อนึ่ง ไม่ใช่เป็นการพิจารณาธรรมอย่างหนึ่งที่พ้นจากอวัยวะน้อยใหญ่ในกาย. ทั้งไม่ใช่เป็นการพิจารณาสตรีและบุรุษที่พ้นจากอวัยวะมีผมและขนเป็นต้น.

ก็กายแม้ใดกล่าวคือหมู่แห่งมหาภูตรูปและอุปาทายรูปมีผมและขนเป็นต้นในที่นี้ ในกายแม้นั้น พระสารีบุตรเถระเมื่อแสดงโดยประการต่างๆ ของวัตถุกล่าวคือกาย, เป็นอันท่านแสดงการแยกฆนสัญญาด้วยสามารถแห่งหมู่นั่นแลว่า ไม่ใช่เป็นการพิจารณาธรรมอย่างหนึ่ง ที่พ้นจากมหาภูตรูปและอุปาทายรูป ที่แท้เป็นการพิจารณาหมู่อวัยวะน้อยใหญ่ ดุจการพิจารณาของผู้พิจารณาเครื่องรถ เป็นการพิจารณาหมู่แห่งผมและขนเป็นต้น ดุจการพิจารณาของผู้พิจารณาเครื่องปรุงแต่งพระนคร เป็นการพิจารณาหมู่แห่งมหาภูตรูปและอุปาทายรูปทีเดียว ดุจการพิจารณาของผู้แยกลำต้น ใบและกาบของต้นกล้วย และดุจของผู้แทงตลอดกำมือที่ว่างเปล่า.

ก็ธรรมอะไรๆ เป็นกายก็ตาม สตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม หรืออย่างอื่นก็ตามที่พ้นจากหมู่ตามที่กล่าวแล้ว ย่อมไม่ปรากฏในที่นี้. แต่สัตว์ทั้งหลายย่อมกระทำซึ่งการยึดผิดอย่างนั้นๆ ในสิ่งสักว่าหมู่แห่งธรรมตามที่กล่าวแล้วนั่นแล.

ด้วยเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า :-

บุคคลย่อมเห็นสิ่งใด สิ่งนั้นชื่อว่าเห็นแล้ว ก็หาไม่

สิ่งใดอันเขาเห็นแล้ว บุคคลชื่อว่าย่อมไม่เห็นสิ่งนั้น

เมื่อไม่เห็นอยู่ ย่อมติด เมื่อติดก็หลงอยู่ ย่อมพ้นไปไม่ได้.

ก็เนื้อความแม้นี้ในที่นี้ พึงทราบด้วยอาทิศัพท์ที่กล่าวไว้ว่า เพื่อแสดงการแยกหมู่เป็นอาทิดังนี้. และการพิจารณากายในกายนี้นั้นแล ไม่ใช่การพิจารณาธรรมอื่น.

ท่านอธิบายไว้อย่างไร?

ท่านอธิบายไว้ว่า :-

การพิจารณาน้ำในพยับแดดแม้ไม่มีน้ำฉันใด การพิจารณาว่าเป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นอัตตาและงาม ในกายนี้ซึ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาและไม่งามนั่นแล ฉันนั้นหามิได้. ที่แท้การพิจารณากาย ก็คือการพิจารณาหมู่แห่งอาการที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาและไม่งามนั่นเอง.

อีกอย่างหนึ่ง กายนี้ใดเกิดแต่สิ่งละเอียด มีลมหายใจออกลมหายใจเข้าเป็นต้น มีกระดูกเป็นที่สุด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐานโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ป่าก็ตาม ฯลฯ เธอเป็นผู้มีสติหายใจออกอยู่ ดังนี้.

และกายใดที่พระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ในสติปัฏฐานกถา ในปฏิสัมภิทามรรค ขุททกนิกายว่า บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณากายคือดิน กายคือน้ำ กายคือไฟ กายคือลม กายคือผม กายคือขน กายคือผิว กายคือหนัง กายคือเนื้อ กายคือเลือด กายคือเอ็น กายคือกระดูก กายคือเยื่อในกระดูก โดยความเป็นของไม่เที่ยงดังนี้ พึงทราบเนื้อความของกายนั้นทั้งหมดแม้อย่างนี้ว่า เป็นการพิจารณากาย โดยการพิจารณาในกายนี้เท่านั้น.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า การพิจารณากายกล่าวคือหมู่แห่งผมเป็นต้นในกาย โดยการพิจารณาหมู่แห่งธรรมต่างๆ มีผมและขนเป็นต้นนั้นๆ แหละ ไม่พิจารณาอะไรๆ ที่จะพึงยึดถือในกายอย่างนี้ว่าเรา หรือว่าของเรา.

อนึ่ง พึงทราบเนื้อความแม้อย่างนี้ว่า การพิจารณากายในกาย แม้โดยการพิจารณากายกล่าวคือหมู่แห่งอาการมีอนิจจลักษณะเป็นต้นทั้งหมดทีเดียว ซึ่งมีนัยอันมาแล้วในปฏิสัมภิทามรรคตามลำดับเป็นต้นว่า ย่อมพิจารณาในกายนี้โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาโดยความเป็นของเที่ยง ดังนี้.

ก็เนื้อความนี้ทั่วไปแก่สติปัฏฐานทั้ง ๔.

บทว่า สติปฏฺฐานํ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๓ อย่าง คือ สติโคจร ๑. ความที่พระศาสดาเป็นผู้ประพฤติล่วง ความยินดียินร้ายในหมู่พระสาวกผู้ปฏิบัติสามอย่าง ๑. ตัวสติ ๑.

ก็อารมณ์ของสติ เรียกสติปัฏฐาน ในข้อความเป็นต้นว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความเกิดและความดับแห่งสติปัฏฐาน ๔ พวกเธอจงฟังข้อนั้น จงใส่ใจให้ดี ฯลฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายเกิดอย่างไร, กายเกิดเพราะอาหารเกิด ดังนี้.

แม้ในข้อความเป็นต้นว่า การตั้งขึ้น คือกาย ไม่ใช่สติ, สติเป็นทั้งการตั้งขึ้น เป็นทั้งสติ ดังนี้ก็เหมือนกัน. ข้อนั้นมีเนื้อความดังนี้ ชื่อว่าปัฏฐาน เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง. อะไรตั้ง? สติตั้ง. ที่ตั้งแห่งสติ ชื่อว่าสติปัฏฐาน.

อีกอย่างหนึ่ง ที่ตั้งคือเริ่มตั้ง. ที่ตั้งแห่งสติ ชื่อว่าสติปัฏฐาน ดุจที่ตั้งแห่งช้างที่ตั้งแห่งม้าเป็นต้น. เพราะความที่แห่งพระศาสดาเป็นผู้ประพฤติล่วงความยินดียินร้ายในหมู่พระสาวกผู้ปฏิบัติ ๓ อย่าง ท่านจึงกล่าวว่าสติปัฏฐาน ในที่นี้ว่า พระศาสดาผู้อริยะเสพธรรมใด ธรรมนั้นคือสติปัฏฐาน ๓ ก็เมื่อเสพธรรมนั้นอยู่จึงควรเพื่อจะตามสอนหมู่ศิษย์ดังนี้.

ข้อนั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-

ชื่อว่าปัฏฐาน เพราะพึงให้ตั้ง. ความว่า พึงให้เป็นไป.

อะไรตั้ง? สติตั้ง, ที่ตั้งแห่งสติชื่อว่า สติปัฏฐาน.

ก็และสตินั่นแลท่านเรียกว่า สติปัฏฐาน.

ในข้อความเป็นต้นว่า สติปัฏฐาน ๔ ที่บุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้วย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ดังนี้.

ข้อนั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-

ชื่อว่าปัฏฐาน เพราะอรรถว่าตั้งอยู่. ความว่า ตั้งมั่น คือแล่นติดต่อกันเป็นไป. สตินั่นแหละชื่อว่าสติปัฏฐาน.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสติ ด้วยอรรถว่าระลึกได้, ชื่อว่าปัฏฐาน ด้วยอรรถว่าตั้งไว้มั่น, สตินั้นด้วย ตั้งไว้มั่นด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่าสติปัฏฐาน ด้วยประการฉะนี้.

ในที่นี้ ท่านประสงค์ความข้อนี้คือสติปัฏฐานนั้น.

บทว่า ภาเวนฺโต ได้แก่ เจริญอยู่.

ก็ในที่นี้คำใดอันท่านกล่าวแล้วว่า สติปัฏฐาน เพราะความที่พระศาสดาประพฤติล่วงความยินดียินร้ายในเหล่าสาวกผู้ปฏิบัติโดยส่วนสาม คำนั้นพึงถือเอาตามสูตรนี้.

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

พระศาสดาผู้อริยะเสพธรรมใด ธรรมนั้นคือสติปัฏฐาน ๓ ก็เมื่อเสพธรรมนั้นอยู่จึงควรเพื่อจะตามสอนหมู่ศิษย์ดังนี้.

ก็คำนี้ท่านได้กล่าวไว้แล้วด้วยประการฉะนี้และก็ท่านกล่าวคำนี้ เพราะอาศัยอะไร? เพราะอาศัยคำนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ศาสดาในศาสนานี้แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย เป็นผู้อนุเคราะห์แสวงประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความอนุเคราะห์แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายว่า นี้เพื่อประโยชน์เกื้อกูลของพวกเธอ นี้เพื่อความสุขของพวกเธอดังนี้. เหล่าสาวกของศาสดานั้น ไม่ปรารถนาฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งใจจะรู้ และหลีกไปเสียจากคำสอนของศาสดา.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนั้น ตถาคตจะยินร้ายก็หามิได้ จะเสวยความยินร้ายก็หามิได้ ไม่ซูบซีด มีสติสัมปชัญญะอยู่

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นสติปัฏฐานข้อที่ ๑.

ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระศาสดา ฯลฯ นี้เพื่อความสุขของพวกเธอดังนี้. สาวกบางพวกของศาสดานั้น ไม่ปรารถนาฟัง ฯลฯ สาวกบางพวกปรารถนาฟัง ฯลฯ และไม่หลีกไปเสียจากคำสอนของศาสดา.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนั้น ตถาคตจะยินร้ายก็หามิได้, จะเสวยความยินร้ายก็หามิได้, จะยินดีก็หามิได้. จะเสวยความยินดีก็หามิได้, สละวางเสียซึ่งความยินร้ายและความยินดีทั้งสองอย่าง. เป็นผู้วางเฉยมีสติสัมปชัญญะอยู่.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นสติปัฏฐานข้อที่ ๒.

ฯลฯ ข้ออื่นยังมีอีก ฯลฯ นี้เพื่อความสุขของพวกเธอดังนี้. สาวกทั้งหลายของศาสดานั้น ปรารถนาจะฟัง ฯลฯ ไม่หลีกไปเสียจากคำสอนของศาสดา.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนั้น ตถาคตย่อมยินดี, และเสวยความยินดี ทั้งไม่ซูบซีดมีสติสัมปชัญญะอยู่.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นสติปัฏฐานข้อที่ ๓.

____________________________

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๓๓-๖๓๖ สฬายตนวิภังคสูตร

ความไม่ซูบซีด เพราะความยินร้ายและความยินดีทั้งหลาย และความล่วงพ้นความยินร้ายและความยินดีทั้งสองนั้น เพราะมีสติตั้งมั่นเป็นนิจอย่างนี้ ท่านกล่าวว่าสติปัฏฐาน ด้วยประการฉะนี้.

ได้ยินว่า ความเป็นผู้มีสติตั้งมั่นเป็นนิจมีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น มิได้มีแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้นแล.

ก็ในการเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานในเวทนาทั้งหลายเป็นต้น พึงทราบว่า ต้องประกอบคำว่า เวทนา เป็นต้นเข้ากับคำว่า อนุปัสสนา ตามที่ควรประกอบโดยนัยที่กล่าวแล้วในกายานุปัสสนานั่นแล.

เนื้อความแม้นี้ก็เป็นเนื้อความทั่วๆ ไป คือ การพิจารณาเวทนาอย่างหนึ่งๆ ในเวทนาหลายประเภทมีสุขเวทนาเป็นต้น โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นเป็นอย่างๆ.

การพิจารณาจิตอย่างหนึ่งๆ ในจิต ๑๖ ประเภทมีสราคจิตเป็นต้น โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นเป็นอย่างๆ.

การพิจารณาธรรมอย่างหนึ่งๆ ในธรรมที่เป็นไปในภูมิสามที่เหลือ นอกจากกายเวทนาและจิต โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นเป็นอย่างๆ.

การพิจารณาธรรมมีนิวรณ์เป็นต้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในสติปัฏฐานสูตร.

และในที่นี้:-

เอกวจนะในบทว่า กาเย เพราะสรีระเป็นหนึ่ง.

เอกวจนะในบทว่า จิตเต เพราะจิตเป็นหนึ่ง.

พึงทราบว่า ท่านทำด้วยชาติศัพท์ เพราะมีสภาวะไม่แตกต่างกัน.

อนึ่ง พึงทราบการพิจารณาเหมือนอย่างเวทนาเป็นต้นที่พึงพิจารณาว่า การพิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย. การพิจารณาจิตในจิต, การพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย.

ก็เวทนาพึงพิจารณาอย่างไร?

พึงพิจารณาสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์ก่อน.

พึงพิจารณาทุกขเวทนาโดยความเป็นดังลูกศร.

พึงพิจารณาอทุกขมสุขเวทนา โดยความเป็นของไม่เที่ยง.

เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-

ภิกษุใดได้เห็นสุขโดยความเป็นทุกข์ ได้เห็นทุกข์

โดยความเป็นดังลูกศร. ได้เห็นอทุกขมสุขซึ่งมีอยู่นั้นโดย

ความเป็นของไม่เที่ยง. ภิกษุนั้นแลเป็นผู้เห็นชอบย่อม

กำหนดรู้เวทนาทั้งหลายได้.

____________________________

สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๓๖๘

อนึ่ง เวทนาเหล่านั้นทั้งหมดนั่นเทียว พึงพิจารณาแม้โดยความเป็นทุกข์.

สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า :-

เรากล่าวเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมดนั้นว่าเป็นทุกข์ พึงพิจารณาสุขเวทนา แม้โดยความเป็นทุกข์. เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า สุขเวทนาเป็นสุขเพราะดำรงอยู่ เป็นทุกข์เพราะแปรปรวนไป. ทุกขเวทนาเป็นทุกข์เพราะดำรงอยู่ เป็นสุขเพราะแปรปรวนไป. อทุกขมสุขเวทนาเป็นสุขเพราะรู้ เป็นทุกข์เพราะไม่รู้.

____________________________

สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๓๙๑

ม .มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๕๑๑

อีกอย่างหนึ่ง พึงพิจารณาด้วยสามารถแห่งการพิจารณาสัตว์โดยความเป็นอนิจจังเป็นต้น. แม้ในจิตและธรรมทั้งหลาย พึงพิจารณาจิตก่อน ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาสัตว์โดยความเป็นอนิจจังเป็นต้น ซึ่งมีความแตกต่างกันโดยอารมณ์, อธิบดี, สหชาตะ, ภูมิ, กรรมและกิริยาเป็นต้นแห่งจิต ๑๖ ประเภทมีสราคจิตเป็นต้น.

พึงพิจารณาธรรมทั้งหลายด้วยสามารถแห่งสุญญตธรรมของผู้ที่เป็นไปกับด้วยลักษณะและมีสามัญญลักษณะ และแห่งการพิจารณาสัตว์โดยความเป็นอนิจจังเป็นต้นที่มีอยู่และไม่มีอยู่เป็นต้น.

สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้ย่อมได้ในจิตต่างๆ ในส่วนเบื้องต้น ด้วยว่าบุคคลย่อมกำหนดกายด้วยจิตดวงหนึ่ง กำหนดเวทนาทั้งหลายด้วยจิตอีกดวงหนึ่ง กำหนดจิตด้วยจิตอีกดวงหนึ่ง กำหนดธรรมทั้งหลายด้วยจิตอีกดวงหนึ่ง. แต่ในขณะแห่งโลกุตตรมรรค ย่อมได้ในจิตดวงเดียวเท่านั้น.

ดังนั้น สติที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนาของผู้ที่กำหนดกายมาแต่ต้น จึงชื่อว่ากายานุปัสสนา, บุคคลผู้ประกอบด้วยสตินั้น ชื่อว่ากายานุปัสสี.

สติที่สัมปยุตด้วยมรรคในขณะแห่งมรรคของผู้ที่ขวนขวายเจริญวิปัสสนาบรรลุอริยมรรคแล้ว ชื่อว่ากายานุปัสสนา, บุคคลผู้ประกอบด้วยสตินั้น ชื่อว่ากายานุปัสสี.

สติที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนาของผู้ที่กำหนดเวทนา... กำหนดจิต... กำหนดธรรมทั้งหลายมาแล้ว ชื่อว่าธรรมานุปัสสนา, บุคคลผู้ประกอบด้วยสตินั้น ชื่อว่าธรรมานุปัสสี.

สติที่สัมปยุตด้วยมรรคในมรรคขณะ ของผู้ที่ขวนขวายเจริญวิปัสสนาบรรลุอริยมรรคแล้ว ชื่อว่าธรรมานุปัสสนา, บุคคลผู้ประกอบด้วยสตินั้น ชื่อว่าธรรมานุปัสสี. เทศนาเป็นบุคคลาธิษฐานเท่านี้ก่อน.

สติกำหนดกาย ละสุภสัญญาวิปลาส ย่อมสำเร็จได้ด้วยมรรค ดังนั้นจึงชื่อว่ากายานุปัสสนา.

สติกำหนดเวทนา ละสุขสัญญาวิปลาส ย่อมสำเร็จได้ด้วยมรรค ดังนั้นจึงชื่อว่าเวทนานุปัสสนา.

สติกำหนดจิต ละนิจจสัญญาวิปลาส ย่อมสำเร็จได้ด้วยมรรค ดังนั้นจึงชื่อว่าจิตตานุปัสสนา.

สติกำหนดธรรม ละอัตตสัญญาวิปลาส ย่อมสำเร็จได้ด้วยมรรค ดังนั้นจึงชื่อว่าธรรมมานุปัสสนา.

สติที่สัมปยุตด้วยมรรคอย่างเดียวนั่นแล ย่อมได้ชื่อ ๔ อย่าง ด้วยอรรถว่ายังกิจ ๔ ให้สำเร็จ. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ในขณะแห่งโลกุตตรมรรค สติปัฏฐาน ๔ ย่อมได้ในจิตดวงเดียวนั่นเอง. ท่านกล่าวจตุกกะ ๓ อื่นๆ ด้วยสามารถอุปการะ ไม่เสื่อม และคุณอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสติปริวชฺชนาย ความว่า ไม่มีสติ ชื่อว่าอสติ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อสติ เพราะอรรถว่าสติไม่มีในผู้นี้. คำว่า อสติ นี้เป็นชื่อของสติที่ลืมแล้ว.

บทว่า ปริวชฺชนาย ได้แก่ เพราะการเว้นโดยรอบ.

สติย่อมเกิดขึ้น เพราะการเว้นบุคคลผู้มีสติอันลืมแล้วเช่นกาวางก้อนข้าว เพราะคบบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น และเพราะความเป็นผู้มีจิตน้อมไป โน้มไป เงื้อมไปเพื่อให้สติตั้งขึ้นพร้อมในการยืนและการนั่งเป็นต้น.

บทว่า สติกรณียานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมทั้งหลายที่ควรทำด้วยสติ.

บทว่า กตตฺตา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้กระทำ. อธิบายว่า เพราะความเป็นผู้กระทำ คือเจริญมรรค ๔.

บทว่า สติปฏิปกฺขานํ ธมฺมานํ หตตฺตา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้ทำให้กามฉันทะเป็นต้นพินาศ.

บทว่า สตินิมิตฺตานํ ธมฺมานํ อปมุฏฺฐตฺตา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้ไม่เสียอารมณ์ทางกายเป็นต้นที่เป็นเหตุแห่งสติ.

บทว่า สติยา สมนฺนาคตตฺตา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้มา คือไม่เสื่อมจากธรรมทั้งหลายด้วยสติ.

บทว่า วสิตตฺตา ได้แก่ ถึงความชำนาญ.

บทว่า ปาคุญฺญตาย ได้แก่ เพราะความคล่องแคล่ว.

บทว่า อปจฺโจโรหณตาย ได้แก่ เพราะความไม่หวนกลับ คือเพราะความไม่ถอยหลังกลับ.

บทว่า สตตฺตา ได้แก่ เพราะมีอยู่โดยสภาวะ

บทว่า สนฺตตฺตา ได้แก่ เพราะมีสภาวะดับ.

บทว่า สมิตตฺตา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้ระงับกิเลสทั้งหลายได้.

บทว่า สนฺตธมฺมสมนฺนาคตตฺตา ได้แก่ เพราะเป็นผู้ไม่เสื่อมจากธรรมของสัตบุรุษ.

พุทธานุสสติเป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.

ชื่อว่า สติ ด้วยสามารถระลึกได้. นี้เป็นบทแสดงสภาวะของสติ.

ชื่อว่า อนุสสติ ด้วยสามารถระลึกถึง โดยระลึกบ่อยๆ.

ชื่อว่า ปฏิสฺสติ ด้วยสามารถระลึกเฉพาะ โดยระลึกราวกะมุ่งหน้าไป หรือบทนี้เป็นเพียงท่านขยายด้วยอุปสรรค.

อาการที่ระลึก ชื่อว่า สรณตา.

ก็เพราะบทว่า สรณตา เป็นชื่อของแม้สรณะ ๓ ฉะนั้น ท่านจึงใช้ศัพท์สติอีก เพื่อกันสรณะ ๓ นั้น.

ก็เนื้อความในบทนี้มีดังนี้ว่า ความระลึกได้ กล่าวคือสติ.

ชื่อว่า ธารณตา เพราะความทรงจำการเล่าเรียนพระสูตร.

ความไม่เลื่อนลอยชื่อว่า อปิลาปนตา โดยอรรถว่าหยั่งลง กล่าวคือเข้าไปโดยลำดับ เหมือนอย่างว่า กะโหลกน้ำเต้าเป็นต้นย่อมลอยไป ไม่เข้าไปโดยลำดับฉันใด, สตินี้ไม่เหมือนฉันนั้น เมื่ออารมณ์มีอยู่ ย่อมเข้าสู่อารมณ์โดยลำดับ, ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความไม่เลื่อนลอย.

ชื่อว่า อปมุสฺสนตา เพราะความไม่ลืมเรื่องที่ทำไว้นานและคำที่พูดไว้นาน.

ชื่อว่า อินทริยะ เพราะอรรถว่าให้กระทำ อรรถว่าเป็นใหญ่ในลักษณะที่บำรุง. อินทรีย์กล่าวคือสติ ชื่อว่าสตินทรีย์.

ชื่อว่า สติพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในความประมาท.

ชื่อว่า สัมมาสติ เพราะอรรถว่าสติแน่นอน, สตินำให้พ้นทุกข์ สติเป็นกุศล.

ชื่อว่า โพชฌังคะ เพราะอรรถว่าเป็นองค์แห่งการตรัสรู้. โพชฌงค์ที่เขาสรรเสริญและดี ชื่อว่าสัมโพชฌงค์. สัมโพชฌงค์คือสติ ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์.

บทว่า เอกายนมคฺโค ได้แก่ ทางเอก. พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า ทางนี้ไม่ใช่ทางสองแพร่ง.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอกายนะ เพราะอรรถว่าพึงไปคนเดียว.

บทว่า เอเกน ความว่า พึงละความคลุกคลีด้วยหมู่ ไปคือดำเนินไปด้วยความสงัดซึ่งมีอรรถว่าวิเวก.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อยนะ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องไปของเหล่าสัตว์. อธิบายว่า เหล่าสัตว์จากสังสารวัฏไปสู่พระนิพพาน.

ทางไปของบุคคลเอก ชื่อว่า เอกายนะ.

บทว่า เอกสฺส ของบุคคลเอก ได้แก่ คนประเสริฐที่สุด.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ประเสริฐที่สุดของสัตว์ทั้งปวง ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

ความจริง แม้สัตว์อื่นๆ ก็ไปโดยทางนั้นโดยแท้, ถึงอย่างนั้น ทางนั้นก็เป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่นั่นเอง เพราะพระองค์ทรงให้เกิดขึ้น.

เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงยังทางที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ดังนี้เป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อยนะ เพราะอรรถว่าไป. อธิบายว่าไปคือเป็นไป.

ทางไปในที่เดียว ชื่อว่าเอกายนะ. ท่านอธิบายไว้ว่า เป็นไปในธรรมวินัยนี้เท่านั้น มิใช่ที่อื่น.

เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนสุภัททะ ทางที่ประกอบด้วยองค์ ๘ อันประเสริฐ ย่อมได้ในธรรมวินัยนี้แล ดังนี้.

นี้เป็นความต่างกันแห่งเทศนาเท่านั้น แต่เนื้อความก็อย่างเดียวกัน.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอกายนะ เพราะอรรถว่าไปสู่ที่เดียว.

ท่านอธิบายไว้ว่า ในเบื้องแรกแม้เป็นไปโดยนัยภาวนาหัวข้อต่างๆ ในภายหลังก็ไปสู่พระนิพพานแห่งเดียวทั้งนั้น ดังนี้.

เหมือนอย่างที่ท่านท้าวสหัมบดีพรหมได้กราบทูลแด่พระพุทธเจ้าไว้ว่า :-

พระพุทธเจ้า พระผู้ทรงเห็นพระนิพพาน ที่สุดแห่ง

ความเกิดและความดับจึงตรัสรู้ (สติปัฏฐาน) มรรคคือทาง

ดำเนินทางเดียว ทรงอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล.

พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย

ก็ดี และพระอรหันต์ทั้งหลายก็ดี ในกาลก่อนทุกพระองค์

ท่านได้ปฏิบัติทางสติปัฏฐานนี้ แล้วเป็นผู้บริสุทธิ์และบรรลุ

พระนิพพาน ซึ่งเป็นที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง.

ในกาลอนาคตก็เช่นกัน มหาบุรุษทั้งหลายทุกท่าน

จักดำเนินตามทางสติปัฏฐานนี้ แล้วจักข้ามโอฆสงสารบรรลุ

พระนิพพาน.

ในโลกปัจจุบันนี้ก็เช่นกัน พระโคดมพุทธเจ้าและ

พระสาวกทั้งหลายของพระองค์ ก็ทำตนเองให้บริสุทธิ์จาก

กิเลสทั้งหลาย และข้ามโอฆสงสารบรรลุพระนิพพานโดย

ดำเนินทางสติปัฏฐานนี้.

บทว่า มคฺโค ได้แก่ ชื่อว่ามรรค ด้วยอรรถว่าอย่างไร? ด้วยอรรถว่าไปสู่พระนิพพาน และด้วยอรรถว่าอันผู้ต้องการพระนิพพานพึงแสวงหา.

บทว่า อุเปโต ความว่า ไปใกล้. บทว่า สมุเปโต ความว่า ไปใกล้กว่านั้น.

อธิบายว่า ไม่เสื่อมจากสติทั้งสองบท.

บทว่า อุปคโต ความว่า เข้าไปตั้งอยู่,

บทว่า สมุปคโต ความว่า ประกอบพร้อมตั้งอยู่.

บาลีว่า อุปาคโต สมุปาคโต ดังนี้ก็มี ความว่า มาใกล้สติทั้งสองบท.

บทว่า อุปปนฺโน ได้แก่ เข้าถึงแล้ว.

บทว่า สมุปปนฺโน ได้แก่ สมบูรณ์แล้ว.

บทว่า สมนฺนาคโต ได้แก่ ไม่ขาดตกบกพร่อง.

ท่านกล่าวถึงความเป็นไปด้วยบท ๒ บทว่า อุเปโต สมุเปโต. กล่าวถึงปฏิเวธด้วยบท ๒ บทว่า อุปคโต สมุปคโต. กล่าวถึงการได้เฉพาะ ด้วยบท ๓ บทว่า อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า โลเก เวสา วิสตฺติกา ความว่า ตัณหานี้ใดที่ได้กล่าวแล้วโดยประการไม่น้อย ตัณหานั้นชื่อว่าวิสัตติกา ย่อมเป็นไปในขันธโลกนั่นแล ไม่เว้นจากขันธ์ทั้งหลาย.

บทว่า โลเก เวตํ วิสตฺติกํ ความว่า ตัณหากล่าวคือที่ชื่อว่าวิสัตติกานั่น ซึ่งเป็นไปในขันธโลกนั่นแล.

ผู้มีสติ เว้นขาดกามทั้งหลายได้ ชื่อว่าข้าม. ละกิเลสทั้งหลายได้ ตัดเหตุที่ตั้งของกิเลสเหล่านั้นได้ ชื่อว่าข้ามพ้น. ก้าวล่วงสังสารวัฏได้ ชื่อว่าก้าวล่วง, ทำปฏิสนธิให้ไม่สมควรจะเกิดขึ้น ชื่อว่าล่วงเลย.

อีกอย่างหนึ่ง ข้าม ข้ามขึ้นด้วยกายานุปัสสนา. ข้ามพ้นด้วยเวทนานุปัสสนา. ก้าวล่วงด้วยจิตตานุปัสสนา. ล่วงเลยจากทุกอย่าง ด้วยธรรมานุปัสสนา.

อีกอย่างหนึ่ง ข้ามด้วยศีล. ข้ามขึ้นด้วยสมาธิ. ข้ามพ้นด้วยวิปัสสนา ก้าวล่วงด้วยมรรค. ล่วงเลยด้วยผล.

พึงประกอบความโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

คาถาที่ ๔ มีเนื้อความย่อดังต่อไปนี้ :-

ผู้ใดย่อมปรารถนาไร่นาข้าวสาลีเป็นต้นก็ตาม ที่ดินที่มีเรือนเป็นต้นก็ตาม เงินกล่าวคือกหาปณะก็ตาม โคและม้าชนิดต่างๆ ก็ตาม ทาสที่เกิดภายในเป็นต้นก็ตาม กรรมกรรับจ้างเป็นต้นก็ตาม เหล่าหญิงที่ร้องเรียกกันว่าหญิงก็ตาม พวกพ้องโดยเป็นญาติเป็นต้นก็ตาม หรือกามอื่นๆ เป็นอันมากมีรูปที่น่าชอบใจเป็นต้น.

บทว่า สาลิเขตฺตํ ได้แก่ ที่เป็นที่งอกงามแห่งข้าวสาลี แม้ในนาข้าวจ้าวเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

บทว่า วีหิ ได้แก่ ข้าวจ้าวที่เหลือลง

ชื่อว่า มุคคะ - ถั่วราชมาส เพราะอรรถว่าระคนกัน.

บทว่า ฆรวตฺถํ ได้แก่ ภูมิภาคที่จัดทำไว้สำหรับสร้างเรือน.

แม้ในที่ฉางเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

บทว่า โกฏฺฐโก ได้แก่ ซุ้มประตูเป็นต้น.

บทว่า ปุเร ได้แก่ หน้าเรือน.

บทว่า ปจฺฉา ได้แก่ หลังเรือน.

ชื่อว่า อาราม เพราะอรรถว่าเป็นที่มายินดี คือทำใจให้ยินดีได้. ความว่า ยินดีด้วยดอกบ้าง ด้วยผลบ้าง ด้วยร่มเงาบ้าง ด้วยทัศนะบ้าง.

บทว่า ปสุกาทโย ได้แก่ แกะเป็นต้น.

บทว่า อนฺโตชาตโก ได้แก่ เกิดในท้องของทาสีภายในเรือน.

บทว่า ธนกฺกีโต ได้แก่ ซื้อด้วยทรัพย์เปลี่ยนเจ้าของยึดถือไว้.

บทว่า สามํ วา ได้แก่ เองก็ตาม

บทว่า ทาสวิยํ ได้แก่ ความเป็นแห่งทาส ชื่อว่าทาสัพยะ ความเป็นแห่งทาสนั้น.

บทว่า อุเปติ ได้แก่ เข้าถึง.

บทว่า อกามโก วา ได้แก่ ผู้ถูกนำมาเป็นเชลยด้วยความไม่ชอบใจของตนเพื่อจะแสดงทาสทั้ง ๔ เหล่านั้นอีก.

ท่านจึงกล่าวว่า อามาย ทาสาปิ ภวนฺติ เหเก คนบางพวกเป็นทาสโดยกำเนิดบ้าง ดังนี้.

บทว่า อามาย ทาสา ได้แก่ ทาสที่เกิดภายใน.

ทาสเหล่านั้นแหละท่านกล่าวไว้แม้ในที่นี้ว่า ทาสในที่อื่นเกิดแต่หญิงรับใช้ย่างเนื้ออ้วนทั้งหลาย ดังนี้.

บทว่า ธเนน กีตา ได้แก่ ทาสที่เขาซื้อมาด้วยทรัพย์.

บทว่า สามญฺจ เอเก ได้แก่ เป็นทาสเอง.

บทว่า ภยาปนุณฺณา ได้แก่ ทอดตัวยอมเป็นทาสเพราะกลัว.

บทว่า ภตกา ได้แก่ พวกเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้าง.

ชื่อว่า กรรมกร เพราะอรรถว่าทำงานมีกสิกรรมเป็นต้น.

บทว่า อุปชีวิโน ได้แก่ ชื่อว่าพวกอยู่อาศัย เพราะอรรถว่า เข้าไปหาด้วยกิจมีการปรึกษาหารือเป็นต้นแล้วขออยู่อาศัย.

บทว่า อิตฺถี ได้แก่ ชื่อว่าหญิง. เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งครรภ์.

บทว่า ปริคฺคโห ได้แก่ มีสามี.

พวกพ้องทางมารดาบิดา ชื่อว่าพวกพ้องโดยเป็นญาติ. พวกพ้องร่วมโคตร ชื่อว่าพวกพ้องโดยโคตร. ผู้เรียนมนต์ในสำนักอาจารย์เดียวกัน หรือมนต์อย่างเดียวกัน ชื่อว่าพวกพ้องโดยการเรียนมนต์. ผู้เรียนศิลปะธนูเป็นต้นร่วมกัน ชื่อว่าพวกพ้องโดยการเรียนศิลปะ. ปาฐะในบางคัมภีร์ปรากฏว่า แม้พวกพ้องโดยความเป็นมิตร ก็ชื่อว่าพวกพ้อง.

บทว่า คิชฺฌติ ได้แก่ ปรารถนาด้วยกิเลสกาม.

บทว่า อนุคิชฺฌติ ได้แก่ ปรารถนาเนืองๆ คือปรารถนาบ่อยๆ

บทว่า ปลิคิชฺฌติ ได้แก่ ปรารถนาโดยรอบ.

บทว่า ปลิพชฺฌติ ได้แก่ ปรารถนาโดยพิเศษ.

อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ว่า ปรารถนา ตามปรารถนาด้วยสามารถการถือโดยนิมิต ด้วยความเป็นของโอฬาร. ปรารถนาทั่วไป ติดพันด้วยสามารถการถือโดยอนุพยัญชนะ.

คาถาที่ ๕ มีเนื้อความย่อดังต่อไปนี้ :-

กิเลสทั้งหลายย่อมครอบงำ บังคับ ย่ำยีซึ่งบุคคลนั้น เพราะไม่มีกำลัง. หรือกิเลสที่ไม่มีกำลังย่อมครอบงำบุคคลนั้นผู้ไม่มีกำลัง เพราะเว้นจากกำลังคือศรัทธาเป็นต้น.

อธิบายว่า ย่อมครอบงำได้ เพราะไม่มีกำลัง ครั้งนั้นอันตรายที่ปรากฏมีราชสีห์เป็นต้น. และอันตรายที่ไม่ปรากฏมีกายทุจริตเป็นต้น ย่อมครอบงำบุคคลนั้นผู้ปรารถนากาม รักษากาม และแสวงหากาม.

แต่นั้น ทุกข์มีความเกิดเป็นต้นย่อมไปตามบุคคลนั้นผู้ที่อันตรายไม่ปรากฏครอบงำแล้ว ดุจน้ำไหลเข้าเรือรั่วฉะนั้น.

บทว่า อพลา ความว่า กำลังของกิเลสเหล่านั้นไม่มี เหตุนั้น กิเลสเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่มีกำลัง, คือเว้นจากกำลัง,

บทว่า ทุพฺพลา ได้แก่ ประกอบด้วยความเฉื่อยชา คือเว้นกิจที่จะพึงทำด้วยกำลัง.

บทว่า อปฺปพลา ความว่ากำลังของกิเลสเหล่านั้นน้อย คือนิดหน่อย เหตุนั้น กิเลสเหล่านั้นจึงชื่อว่ามีกำลังน้อย คือไม่สามารถจะประกอบกรรมได้.

บทว่า อปฺปถามกา ความว่า เรี่ยวแรง, ความพยายาม. ความอุตสาหะของกิเลสเหล่านั้นน้อย คือนิดหน่อย เหตุนั้น กิเลสเหล่านั้นจึงชื่อว่ามีเรี่ยวแรงน้อย.

กิเลสเหล่านั้น ชื่อว่าเลว, ทราม, เสื่อม เพราะมีความเพียรเลว. ชื่อว่าตกต่ำ เพราะมีเรี่ยวแรงเลว. ชื่อว่าลามก เพราะมีปัจจัยเลว. ชื่อว่าเป็นดังค้างคาว เพราะมีอัธยาศัยเลว. ชื่อว่าเล็กน้อย เพราะมีสติเลว.

บทว่า สหนฺติ ได้แก่ ย่ำยี คือยังการกระทบให้เกิดขึ้น.

บทว่า ปริสหนฺติ ได้แก่ ย่ำยีโดยประการทั้งปวง.

บทว่า อภิภวนฺติ ได้แก่ด้วยสามารถแห่งการเกิดขึ้นไปๆ มาๆ .

บทว่า อชฺโฌตฺถรนฺติ ได้แก่ ด้วยสามารถแห่งการเกิดขึ้นบ่อยๆ.

บทว่า ปริยาทิยนฺติ ได้แก่ ด้วยการให้ซูบซีดตั้งอยู่.

บทว่า มทฺทนฺติ ได้แก่ ด้วยการห้ามไม่ให้กุศลเกิดขึ้น.

บทว่า สทฺธาพลํ ความว่า ชื่อว่าศรัทธา เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเชื่อของเหล่าสัตว์ หรือเชื่อเอง, หรือเป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น.

ศรัทธานั้นมีความเชื่อเป็นลักษณะ หรือมีความไว้ใจเป็นลักษณะ. มีความผ่องใสเป็นรส เหมือนแก้วมณีมีน้ำใส, หรือมีความแล่นไปเป็นรส เหมือนเรือแล่นข้ามห้วงน้ำ. มีความลุกขึ้นใช่กาลเป็นปัจจุปัฏฐาน หรือมีความพอใจเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีวัตถุเครื่องให้ด้วยศรัทธาเป็นปทัฏฐาน หรือมีองค์แห่งการแรกถึงกระแสธรรมเป็นปทัฏฐาน พึงเห็นเหมือนพืชที่ปลื้มใจในมือ.

ชื่อว่า สัทธาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในความไม่เชื่อ.

บทว่า วิริยพลํ ได้แก่ ภาวะของคนกล้า ชื่อว่าวิริยะ หรือกรรมของคนกล้า ชื่อว่าวิริยะ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิริยะ เพราะอรรถว่าพึงให้เคลื่อน คือให้เป็นไปด้วยวิธี ด้วยนัย ด้วยอุบาย.

วิริยะนั่นนั้นมีความค้ำจุนเป็นลักษณะ หรือมีความประคองเป็นลักษณะ. มีความค้ำจุนสหชาตธรรมเป็นรส. มีการไม่จมเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีความสังเวชหรือเรื่องปรารภความเพียรเป็นปทัฏฐาน.

โดยพระบาลีว่า ผู้สังเวชย่อมเริ่มตั้งโดยแยบคาย.

พึงเห็นว่า ความเพียรที่เริ่มแล้วเป็นมูลแห่งสมบัติทุกอย่าง.

ชื่อว่า วีริยพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้าน.

ลักษณะเป็นต้นของสติ ได้กล่าวไว้แล้วเทียว.

ชื่อว่า สติพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในความลืมสติ.

ชื่อว่า สมาธิ เพราะอรรถว่าให้ยึดมั่น คือตั้งไว้ซึ่งสหชาตปัจจัยทั้งหลายโดยชอบ.

สมาธินั้นมีความเป็นหัวหน้าเป็นลักษณะ หรือมีความไม่ซัดส่ายเป็นลักษณะ หรือความไม่ฟุ้งซ่านไปเป็นลักษณะ. มีการประมวลสหชาตธรรมทั้งหลายไว้ในอารมณ์เป็นรส ดุจน้ำประมวลจุรณสำหรับอาบไว้. มีความสงบหรือญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน.

สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วย่อมรู้ ย่อมเห็นตามเป็นจริง.

โดยพิเศษมีความสุขเป็นปทัฏฐาน พึงเห็นว่า ความตั้งมั่นแห่งใจเหมือนความหยุดนิ่งของเปลวประทีปในที่สงัดลม.

ชื่อว่า สมาธิพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในความฟุ้งซ่าน.

ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด, รู้ชัดอะไร? รู้ชัดอริยสัจทั้งหลายโดยนัยเป็นต้นว่า นี้ทุกข์ ดังนี้.

ปัญญานั้นมีการแทงตลอดตามสภาวะเป็นลักษณะ หรือมีการแทงตลอดไม่พลาดเป็นลักษณะ เหมือนการแทงตลอดของลูกธนูที่ยิงไปด้วยธนูของผู้มีฝีมือ. มีการส่องสว่างซึ่งอารมณ์เป็นรส เหมือนดวงประทีป. มีความไม่ลุ่มหลงเป็นปัจจุปัฏฐาน เหมือนผู้ชี้แจงอย่างดีแก่ผู้ไปป่า.

ชื่อว่า ปัญญาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในอวิชชา.

บทว่า หิริพลํ โอตฺตปฺปพลํ ความว่า ชื่อว่าหิริพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในคนไม่มีหิริ. ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในคนไม่มีโอตตัปปะ.

พรรณนาเนื้อความของบททั้งสองมีดังต่อไปนี้ :-

ชื่อว่า หิริ เพราะ อรรถว่าละอายต่อกายทุจริตเป็นต้น.

คำว่า หิริ นี้เป็นชื่อของความละอาย.

ชื่อว่า โอตตัปปะ เพราะอรรถว่า เกรงกลัวต่อกายทุจริตเป็นต้นเหล่านั้นแล.

คำว่า โอตตัปปะ นี้เป็นชื่อของความหวาดสะดุ้งต่อบาป.

เพื่อแสดงการกระทำต่างๆ ของหิริและโอตตัปปะเหล่านั้น ท่านเว้นมาติกานี้ สมุฏฐานที่สำคัญมีความละอายเป็นต้นเป็นลักษณะดังนี้เสีย กล่าวกถาพิสดารต่อไปนี้ :-

ชื่อว่าหิริ มีสมุฏฐานภายใน. ชื่อว่าโอตตัปปะ มีสมุฏฐานภายนอก.

ชื่อว่าหิริ มีตนเป็นใหญ่. ชื่อว่าโอตตัปปะ มีโลกเป็นใหญ่.

ชื่อว่าหิริ ตั้งอยู่ด้วยสภาวะละอาย, ชื่อว่าโอตตัปปะ ตั้งอยู่ด้วยสภาวะกลัว.

ชื่อว่าหิริ มีความตกลงเป็นลักษณะ ชื่อว่าโอตตัปปะ มีความเป็นผู้เห็นภัยของผู้กลัวความผิดเป็นลักษณะ.

บรรดาหิริและโอตตัปปะ ๒ นั้น บุคคลยังหิริมีสมุฏฐานภายในให้ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ๔ อย่างคือ พิจารณาชาติ พิจารณาวัย พิจารณาความเป็นผู้กล้า พิจารณาความเป็นพหูสูต.

อย่างไร?

บุคคลพิจารณาชาติอย่างนี้ก่อนว่า ชื่อว่าการกระทำบาป ไม่ใช่การกระทำของผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ. การกระทำบาปนี้เป็นการกระทำของพวกมีชาติต่ำมีพวกประมงเป็นต้น. การกระทำกรรมนี้ไม่สมควรแก่ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติเช่นท่าน ดังนี้. ไม่กระทำบาปมีปาณาติบาตเป็นต้น ยังหิริให้ตั้งขึ้น.

บุคคลพิจารณาวัยอย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทำบาปอย่างนั้นๆ เป็นกรรมที่พวกคนหนุ่มพึงกระทำ การกระทำกรรมนี้ไม่สมควรแก่ผู้ที่ตั้งอยู่ในวัยเช่นท่าน ดังนี้. ไม่กระทำบาปมีปาณาติบาตเป็นต้น ยังหิริให้ตั้งขึ้น.

บุคคลพิจารณาความเป็นผู้กล้าอย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทำบาปอย่างนั้นๆ เป็นการกระทำของพวกมีชาติทุรพล. การกระทำกรรม นี้ไม่สมควรแก่ผู้สมบูรณ์ด้วยความเป็นผู้กล้าเช่นท่าน ดังนี้. ไม่กระทำบาปมีปาณาติบาตเป็นต้น ยังหิริให้ตั้งขึ้น.

บุคคลพิจารณาความเป็นพหูสูตอย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทำบาปอย่างนั้นๆ เป็นการกระทำของพวกอันธพาล ไม่ใช่ของพวกบัณฑิต. การกระทำกรรมนี้ไม่สมควรแก่บัณฑิตผู้เป็นพหูสูตเช่นท่าน ดังนี้. ไม่กระทำบาปมีปาณาติบาตเป็นต้น ยังหิริให้ตั้งขึ้น.

บุคคลยังหิริให้ตั้งขึ้น ด้วยเหตุ ๔ อย่าง ด้วยประการฉะนี้.

ก็และครั้นให้หิริตั้งขึ้นแล้วยังหิริให้เข้าไปในจิตของตน จึงไม่กระทำบาป ชื่อว่าหิริมีสมุฏฐานภายใน ดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้.

ชื่อว่าโอตตัปปะมีสมุฏฐานภายนอก อย่างไร?

บุคคลพิจารณาอย่างนี้ว่า ถ้าท่านจักกระทำกรรมลามก ท่านก็จักถูกติเตียนในบริษัท ๔

วิญญูชนทั้งหลายจักติเตียนท่าน เหมือนชาววังติเตียน

คนไม่สะอาด ท่านถูกผู้มีศีลทั้งหลายสละแล้ว ท่านเป็น

ภิกษุจักกระทำอย่างไร ดังนี้.

ย่อมไม่กระทำกรรมลามก เพราะโอตตัปปะอันมีสมุฏฐานนอก ชื่อว่าโอตตัปปะมีสมุฏฐานภายนอก อย่างนี้.

ชื่อว่าหิริ มีตนเป็นใหญ่ อย่างไร?

กุลบุตรบางคนในโลกนี้ กระทำตนให้เป็นใหญ่ คือเจริญที่สุด ย่อมไม่กระทำบาปด้วยพิจารณาว่า การกระทำกรรมลามก ไม่สมควรแก่ผู้บวชด้วยศรัทธาเช่นท่านผู้เป็นพหูสูต ทรงธุดงค์ ชื่อว่าหิริมีตนเป็นใหญ่ อย่างนี้.

เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กุลบุตรนั้นกระทำตนนั่นแลให้เป็นใหญ่ ละอกุศลเจริญกุศล ละกรรมมีโทษเจริญ กรรมไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์.

ชื่อว่าโอตตัปปะ มีโลกเป็นใหญ่ อย่างไร?

กุลบุตรบางคนในโลกนี้ กระทำโลกให้เป็นใหญ่คือเจริญที่สุด ย่อมไม่กระทำกรรมลามก.

เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า

ก็โลกสันนิวาสนี้ใหญ่แล ในโลกสันนิวาสนี้มีสมณพราหมณ์เป็นผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้แจ้งจิตของผู้อื่น. สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเห็นแม้แต่ที่ไกล คนทั้งหลายไม่เห็นท่านแม้ในที่ใกล้ ย่อมรู้ชัดซึ่งจิตแม้ด้วยจิต. สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้นจักรู้ซึ่งเราอย่างนี้ว่า

ดูก่อนผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงดูกุลบุตรนี้เขามีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเรือน ยังเต็มด้วยบาปอกุศลธรรมทั้งหลายอยู่.

มีเทวดาเป็นผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้แจ้งจิตของผู้อื่น. เทวดาเหล่านั้นย่อมเห็นแม้แต่ที่ไกล คนทั้งหลายไม่เห็นท่านแม้ในที่ใกล้ ย่อมรู้ชัดซึ่งจิตแม้ด้วยจิต.

เทวดาแม้เหล่านั้นจักรู้ซึ่งเราว่า

ดูก่อนผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงดูกุลบุตรนี้ เขามีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเรือน ยังเต็มด้วยบาปอกุศลธรรมทั้งหลายอยู่. กุลบุตรนั้นกระทำโลกนั่นแลให้เป็นใหญ่ ละอกุศลเจริญกุศล ละกรรมมีโทษเจริญกรรมไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ ดังนี้.

ชื่อว่าโอตตัปปะ มีโลกเป็นใหญ่อย่างนี้.

ก็ในสองบทว่า หิริ ตั้งอยู่ด้วยสภาวะละอาย. โอตตัปปะ ตั้งอยู่ด้วยสภาวะกลัว นี้.

บทว่า ลชฺชา ได้แก่ อาการที่ละอาย หิริตั้งอยู่ด้วยสภาวะนั้น.

บทว่า ภยํ ได้แก่ ภัยในอบาย โอตตัปปะตั้งอยู่ในสภาวะนั้น.

หิริและโอตตัปปะทั้งสองนั้น ย่อมปรากฏในการเว้นขาดจากบาป เหมือนอย่างบุคคลบางคนก้าวลงสู่ลัชชีธรรมแล้ว ย่อมไม่ทำบาป เหมือนบุรุษคนหนึ่งกำลังถ่ายอุจจาระปัสสาวะอยู่ เห็นคนคนหนึ่งซึ่งควรจะละอาย พึงถึงอาการละอายเป็นผู้กระดากอาย ฉะนั้น บุคคลบางคนเป็นผู้กลัวแต่ภัยในอบาย ย่อมไม่ทำบาป.

ในข้อนั้นมีอุปมาดังนี้ :-

เหมือนอย่างว่า มีก้อนเหล็กสองก้อน ก้อนหนึ่งเย็น เปื้อนคูถ, ก้อนหนึ่งร้อน ไฟลุกแดง. ในก้อนเหล็กสองก้อนนั้น คนฉลาดย่อมรังเกียจไม่จับก้อนเย็นเพราะเปื้อนคูถ. ไม่จับก้อนร้อนเพราะกลัวร้อน.

ในข้อนั้นพึงทราบว่า การก้าวลงสู่ลัชชีธรรมภายในไม่ทำบาป เหมือนการไม่จับเหล็กก้อนเย็นเพราะรังเกียจที่เปื้อนคูถ. การไม่ทำบาปเพราะกลัวภัยในอบาย เหมือนการไม่จับเหล็กก้อนร้อนเพราะกลัวร้อน.

หิริมีความตกลงเป็นลักษณะ โอตตัปปะมีความเป็นผู้เห็นภัยของผู้กลัวความผิดเป็นลักษณะ แม้ทั้งสองนี้ย่อมปรากฏในการเว้นขาดจากบาปนั่นแล.

ก็บุคคลบางคนยังหิริซึ่งมีความตกลงเป็นลักษณะ ให้ตั้งขึ้นแล้วไม่ทำบาปด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ พิจารณาความยิ่งใหญ่ของชาติ พิจารณาความยิ่งใหญ่ของศาสดา พิจารณาความยิ่งใหญ่ของมรดก พิจารณาความยิ่งใหญ่ของเพื่อนพรหมจารี.

บุคคลบางคนยังโอตตัปปะซึ่งมีความเป็นผู้เห็นภัยของผู้กลัวความผิดเป็นลักษณะ ให้ตั้งขึ้นแล้วไม่ทำบาปด้วยอาการ ๔ อย่าง คือกลัวติเตียนตนเอง กลัวผู้อื่นติเตียน กลัวอาชญา กลัวทุคติ.

การพิจารณาความยิ่งใหญ่ของชาติเป็นต้น และความกลัวติเตียนตนเองเป็นต้น พึงกล่าวให้พิศดารในเรื่องนั้น.

พละ ๗ อย่างที่กล่าวแล้วอย่างนี้ ไม่มีแก่บุคคลใด กิเลสทั้งหลายเหล่านั้นย่อมครอบงำ ฯลฯ กำจัด ย่ำยีบุคคลนั้นแล.

บทว่า เทฺว ปริสฺสยา ความว่า อันตรายมี ๒ อย่าง คือที่ปรากฏและไม่ปรากฏเท่านั้น ไม่ใช่ ๑ ไม่ใช่ ๓ เพื่อจะแสดงอันตรายเหล่านั้นเป็นส่วนๆ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า กตเม ปากฏปริสฺสยา ดังนี้

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกกา ได้แก่ สุนัขป่ามีเสียงเหมือนเสียงร้องของนกยูง.

อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้แหละ.

บทว่า มาณวา ได้แก่ ผู้ประกอบการงานผลุนผลัน.

บทว่า กตกมฺมา ได้แก่ ผู้ทำโจรกรรมมีตัดที่ต่อเป็นต้น.

บทว่า อกตกมฺมา ได้แก่ ผู้ออกเพื่อจะทำโจรกรรม.

บทว่า อสฺส ในที่นี้ แปลว่า พึงเป็น.

บทว่า จกฺขุโรโค ได้แก่ โรคที่เกิดในจักษุ. ชื่อว่าโรค ด้วยอรรถว่าเสียดแทง.

บทว่า จกฺขุโรโค เป็นต้น พึงทราบด้วยสามารถแห่งวัตถุ. ก็ธรรมดาโรคย่อมไม่มีแก่คนประสาทดี.

บทว่า กณฺณโรโค ได้แก่ โรคหูข้างนอก.

บทว่า มุขโรโค ได้แก่ โรคที่เกิดในปาก.

บทว่า ทนฺตโรโค ได้แก่ โรคปวดฟัน.

บทว่า กาโส ได้แก่ โรคไอ.

บทว่า สาโส ได้แก่ โรคอาเจียนที่เป็นมาก.

บทว่า ปินาโส ได้แก่ โรคนาสิกข้างนอก.

บทว่า ฑโห ได้แก่ ความร้อนที่เกิดภายใน.

บทว่า มุจฺฉา ได้แก่ โรคขาดสติ.

บทว่า ปกฺขนฺทิกา ได้แก่ โรคท้องร่วงเป็นโลหิต โรคลงแดง.

บทว่า สุลาได้แก่ โรคเสียดท้อง.

บทว่า วิสูจิกา ได้แก่ โรคท้องร่วงอย่างแรง.

บทว่า กิลาโส ได้แก่ โรคกลาก.

บทว่า โสโส ได้แก่ โรคมองคร่อ ทำให้ผอมแห้ง.

บทว่า อปมาโร ได้แก่ โรคผีสิง เป็นโรคที่เกิดแต่ผู้มีเวร หรือยักษ์เบียดเบียน.

บทว่า ททฺทุ ได้แก่ โรคหิดเปื่อย.

บทว่า กณฺฑุ ได้แก่ โรคหิดด้าน.

บทว่า กจฺฉุ ได้แก่ โรคคุดทะราด หูด.

บทว่า รขสา ได้แก่ โรคเป็นตรงที่เล็บข่วน. บาลีว่า นขสา ก็มี.

บทว่า โลหิตปิตฺตํ ได้แก่ โรคดีกำเริบ. ท่านอธิบายว่า โรคดีแดง.

บทว่า มธุเมโห ได้แก่ โรคร้ายภายในร่างกาย.

สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า อีกอย่างหนึ่ง โรคเบาหวานเป็นโรคร้ายแรง.

บทว่า อํสา ได้แก่ โรคริดสีดวงงอก.

บทว่า ปิฬกา ได้แก่ โรคพุพอง.

บทว่า ภคนฺทลา ได้แก่ โรคริดสีดวงทวาร เพราะอรรถว่าทำลายอวัยวะ. อธิบายว่า ผ่าวัจจมรรค.

บทว่า ปิตฺตสมุฏฺฐานา ความว่า มีดีเป็นสมุฏฐาน คือเป็นที่เกิดขึ้นของอาพาธเหล่านั้น.

ได้ยินว่า อาพาธเหล่านั้นมี ๓๒ ชนิด แม้ในอาพาธที่มีเสมหะเป็นสมุฏฐานเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

บทว่า สนฺนิปาติกา ได้แก่อาพาธที่เกิดขึ้นด้วยลม ดีและเสมหะประชุมกัน คือรวมกัน.

ชื่อว่า อาพาธ ด้วยอรรถว่าเบียดเบียน.

บทว่า อุตุปริณามชา ได้แก่ โรคที่เกิดขึ้นเพราะฤดูแปรปรวน คือร้อนเกินไปหนาวเกินไป.

บทว่า วิสมปริหารชา ได้แก่ เกิดด้วยการบริหารไม่สม่ำเสมอ มียืนและนั่งเกินไปเป็นต้น.

บทว่า โอปกฺกมิกา ได้แก่ ที่เกิดด้วยความพยายามมีการฆ่าและจองจำเป็นต้น.

บทว่า กมฺมวิปากชา ได้แก่ เกิดแต่วิบากแห่งกรรมที่มีกำลัง.

อาพาธในบทว่า สีตํ อุณฺหํ ฯเปฯ สมฺผสฺสา เหล่านี้ปรากฏแล้วทั้งนั้น.

บทว่า กตเม ปฏิจฺฉนฺนปริสฺสยา ความว่า พระสารีบุตรเถระถามว่า อันตรายปกปิดที่ไม่ปรากฏ เป็นไฉน?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กายทุจฺจริตํ พึงทราบว่า เจตนาในปาณาติบาต อทินนาทานและกาเมสุมิจฉาจาร.

บทว่า วจีทุจฺจริตํ พึงทราบว่า เจตนาในการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบและพูดเพ้อเจ้อ.

บทว่า มโนทุจฺจริตํ พึงทราบว่า อภิชฌา พยาบาทและมิจฉาทิฏฐิ.

ชื่อว่า กายทุจริต เพราะอรรถว่าความประพฤติชั่วที่เป็นไปทางกาย หรือความประพฤติชั่วเพราะความเป็นผู้ประทุษร้ายด้วยกิเลส แม้ในวจีทุจริตเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

ชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าอันบุคคลใคร่ ได้แก่ กามคุณ ๕. ความพอใจในกามทั้งหลาย ชื่อว่ากามฉันทะ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าใคร่. ความพอใจคือความใคร่ ชื่อว่ากามฉันทะ.

ความว่า ไม่ใช่ความพอใจใคร่จะทำงาน.

กามตัณหานั่นแหละมีชื่ออย่างนี้ ชื่อว่านิวรณ์ เพราะอรรถว่ากั้นกุศลธรรมทั้งหลาย. นิวรณ์คือกามฉันทะ ชื่อว่ากามฉันทนิวรณ์.

แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็มีนัยอย่างนี้.

ชื่อว่าพยาบาท เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องถึงความพินาศ คือจิตเข้าถึงความเสีย หรือให้ถึงความพินาศ คือยังสมบัติคือวินัยและอาจารหรือประโยชน์เกื้อกูลและความสุขเป็นต้น ให้พินาศ.

ความหดหู่ ชื่อว่าถีนะ ความเคลิบเคลิ้ม ชื่อว่ามิทธะ.

อธิบายว่า ความไม่ขะมักเขม้น และความทำลายสมบัติ. ถีนะด้วย มิทธะด้วย ชื่อว่าถีนมิทธะ.

ใน ๒ อย่างนั้น ถีนะมีความไม่ขะมักเขม้นเป็นลักษณะ. มีการบรรเทาความเพียรเป็นรส, มีความจมลงเป็นปัจจุปัฏฐาน. มิทธะ มีความไม่ควรแก่การงานเป็นลักษณะ , มีความตกต่ำเป็นรส, มีความเหี่ยวแห้งหรือความเคลิ้มหลับเป็นปัจจุปัฏฐาน. ทั้งถีนะและมิทธะ มีอโยนิโสมนสิการในความริษยา ความเฉื่อยชาและหาวนอนเป็นต้นเป็นปทัฏฐาน.

ความเป็นแห่งคนฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอุทธัจจะ. อุทธัจจะนั้นมีความไม่สงบเป็นลักษณะ, มีความไม่ตั้งมั่นเหมือนน้ำกระเพื่อมเพราะถูกลมพัดเป็นรส, มีจิตกวัดแกว่งเหมือนธงปฏากสะบัดเพราะถูกลมพัดเป็นปัจจุปัฏฐาน, มีอโยนิโสมนสิการในความไม่สงบใจเหมือนเถ้าฟุ้งขึ้นเพราะถูกแผ่นหินทุ่มเป็นปทัฏฐาน. พึงเห็นว่าความฟุ้งซ่านแห่งจิตนั่นเอง.

ความน่าเกลียดที่บุคคลกระทำแล้ว ชื่อว่ากุกกตะ. ความเป็นแห่งกุกกตะนั้น ชื่อว่ากุกกุจจะ ความรำคาญ. กุกกุจจะนั้นมีความตามเดือดร้อนภายหลังเป็นลักษณะ, มีความเศร้าโศกถึงสิ่งที่ทำแล้วยังไม่ได้ทำเป็นรส, มีความร้อนใจเป็นปัจจุปัฏฐาน, มีสิ่งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำเป็นปทัฏฐาน. พึงเห็นอุทธัจจะและกุกกุจจะเหมือนความเป็นทาส.

ชื่อว่าวิจิกิจฉา เพราะอรรถว่าปราศจากการเยียวยา.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิจิกิจฉา เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องค้นคว้าสภาวะฝืดเคืองลำบาก.

วิจิกิจฉานั้นมีความสงสัยเป็นลักษณะ มีการเสือกสนเป็นรส มีความไม่ตกลงหรือความยึดถือหลายส่วนเป็นปัจจุปัฏฐาน วิจิกิจฉามีอโยนิโสมนสิการเป็นปทัฏฐาน.

พึงเห็นว่า กระทำอันตรายแก่การปฏิบัติ.

ราคะ มีความกำหนัดเป็นลักษณะ.

โทสะ มีความประทุษร้ายเป็นลักษณะ.

โมหะ มีความหลงเป็นลักษณะ.

โกธะ มีความโกรธหรือความดุร้ายเป็นลักษณะ. มีการกระทำความอาฆาตเป็นรส, มีความประทุษร้ายเป็นปัจจุปัฏฐาน.

อุปนาหะ มีความผูกใจเจ็บเป็นลักษณะ, มีความจองเวรเป็นรส, มีความเข้าไปผูกโกรธเป็นปัจจุปัฏฐาน.

สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ความโกรธมีก่อน ความผูกโกรธมีภายหลัง เป็นต้น.

มักขะ มีความลบหลู่คุณท่านเป็นลักษณะ. มีการทำให้ท่านเหล่านั้นเสียหายเป็นรส, มีการปกปิดคุณความดีของท่านเป็นปัจจุปัฏฐาน.

ปลาสะ มีการเทียบคู่เป็นลักษณะ, มีการกระทำคุณของตนให้เสมอกับคุณของผู้อื่นเป็นรส มีการยกขึ้นเทียบคุณของผู้อื่นเป็นปัจจุปัฏฐาน.

อิสสา มีการทำสมบัติของผู้อื่นให้สิ้นไป หรือทนไม่ได้ต่อสมบัตินั้นเป็นลักษณะ. มีความไม่ยินดียิ่งในสมบัตินั้นเป็นรส, มีความเบือนหน้าจากสมบัตินั้นเป็นปัจจุปัฏฐาน.

มัจเฉระ มีการซ่อนสมบัติของตนเป็นลักษณะ, มีความทนไม่ได้ที่สมบัติของตนจะสาธารณ์ไปถึงผู้อื่นเป็นรส มีความสยิ้วหน้าเป็นปัจจุปัฏฐาน.

มายา มีการปกปิดความชั่วที่ตัวทำเป็นลักษณะ. มีการอำพรางความชั่วที่ตัวทำนั้นเป็นรส, มีการกำบังความชั่วที่ตัวทำนั้นเป็นปัจจุปัฏฐาน.

สาไถย มีการประกาศคุณของตนซึ่งไม่มีเป็นลักษณะ, มีการเปล่งถึงคุณเหล่านั้นเป็นรส, มีการทำคุณเหล่านั้นปรากฏด้วยกิริยาท่าทางเป็นปัจจุปัฏฐาน.

ถัมภะ มีความลำพองแห่งจิตเป็นลักษณะ. มีความประพฤติไม่เชื่อฟังเป็นรส, มีความไม่อ่อนโยนเป็นปัจจุปัฏฐาน.

สารัมภะ มีกระทำยิ่งๆ ขึ้นไปเป็นลักษณะ, มีความเป็นข้าศึกเป็นรส, มีความไม่เคารพเป็นปัจจุปัฏฐาน.

มานะ มีความหยิ่งเป็นลักษณะ. มีความทะนงตัวเป็นรส. มีความลำพองเป็นปัจจุปัฏฐาน.

อติมานะ มีความหยิ่งอย่างยิ่งเป็นลักษณะ, มีความทะนงตัวเหลือเกินเป็นรส, มีความลำพองยิ่งเป็นปัจจุปัฏฐาน.

มทะ มีความเมาเป็นลักษณะ, มีการนำไปซึ่งความมัวเมาเป็นรส, มีความมัวเมาเป็นปัจจุปัฏฐาน.

ปมาทะ มีความปล่อยจิตไปในกามคุณ ๕ เป็นลักษณะ, มีการเพิ่มความปล่อยจิตเป็นรส, มีความขาดสติเป็นปัจจุปัฏฐาน.

ลักษณะ เป็นต้นของธรรมเหล่านี้ พึงทราบด้วยประการฉะนี้ นี้เป็นความย่อในเรื่องนี้.

____________________________

ลักขณาทิจตุกกะ

ส่วนความพิสดาร พึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภังค์มีอาทิว่า บรรดาบทเหล่านั้น ความโกรธเป็นไฉน ดังนี้.

แต่ในที่นี้ พึงทราบเป็นพิเศษดังต่อไปนี้ :-

คนปรารถนาอามิส เมื่อตนเองไม่ได้ ย่อมโกรธคนอื่นที่ได้. ความโกรธของเขาที่เกิดครั้งเดียวเป็นความโกรธนั่นเอง. ที่เกิดยิ่งขึ้นไปกว่านั้นเป็นความผูกโกรธไว้.

ผู้นั้นโกรธอย่างนี้และผูกโกรธไว้ ย่อมลบหลู่คุณแม้ที่มีอยู่ของผู้อื่นที่ได้ลาภ และตีเสมอว่าแม้เราก็เป็นเช่นนั้น. นี้เป็นความลบหลู่คุณท่านและตีเสมอของเขา.

คนที่มีความลบหลู่คุณท่าน มีความตีเสมอนั้น ย่อมริษยา ย่อมประทุษร้ายในลาภสักการะเป็นต้นของคนอื่นว่า สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์อะไรแก่ผู้นี้. นี้เป็นความริษยาของเขา.

ก็ถ้าเขามีสมบัติอะไรๆ เขาไม่อาจจะใช้จ่ายสมบัติของเขาเป็นสาธารณะได้. นี้เป็นความตระหนี่ของเขา.

เขาปกปิดโทษทั้งหลายแม้ที่มีอยู่ของตน เพราะเหตุแห่งลาภ. นี้เป็นมายาของเขา.

เขาประกาศคุณทั้งหลายซึ่งไม่มีอยู่เลย นี้เป็นสาไถยของเขา.

เขาปฏิบัติอย่างนี้ ถ้าได้ลาภตามประสงค์ เป็นผู้กระด้าง มีจิตไม่อ่อนโยน ด้วยเหตุนั้นไม่อาจที่จะกล่าวสอนว่า เรื่องนี้ไม่ควรทำอย่างนี้. นี้เป็นความหัวดื้อของเขา.

ก็ถ้าใครๆ พูดอะไรๆ ว่า เรื่องนี้ ท่านไม่ควรทำอย่างนี้. ย่อมมีใจปั่นป่วนเพราะเหตุนั้น จึงมีหน้าสยิ้วกล่าวข่มขู่ว่า แกเป็นอะไรของข้า นี้เป็นความแข่งดีของเขา.

แต่นั้น เขามีความหัวดื้อสำคัญตนว่า เราเท่านั้นประเสริฐกว่า เป็นผู้มีความถือตัว ดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความแข่งดีว่า คนเหล่านี้เป็นอะไร เป็นผู้ดูหมิ่นท่าน. นี้เป็นความถือตัวและดูหมิ่นท่านของเขา.

เขายังความมัวเมาหลายอย่างมีความมัวเมาชาติเป็นต้น ให้เกิดด้วยความถือตัวและดูหมิ่นท่านเหล่านั้น. เป็นผู้มัวเมาย่อมประมาทในวัตถุทั้งหลายต่างโดยกามคุณเป็นต้น. นี้เป็นความมัวเมาและความประมาทของเขา ดังนี้.

บทว่า สพฺเพ กิเลสา ความว่า อกุศลธรรมแม้ทั้งปวง ชื่อว่ากิเลส ด้วยอรรถว่าแผดเผา และด้วยอรรถว่าเบียดเบียน.

ชื่อว่าทุจริต เพราะถูกกิเลสประทุษร้าย. ชื่อว่าความกระวนกระวาย ด้วยอรรถว่าทำความกระวนกระวาย. ชื่อว่าความเร่าร้อน ด้วยอรรถว่าทำการเผาภายในเป็นต้น. ชื่อว่าความเดือดร้อน ด้วยอรรถว่าเผาไหม้ทุกเมื่อ. ชื่อว่าอกุศลธรรมทั้งปวง ด้วยอรรถว่าเกิดแต่ภาวะแห่งอกุศล และด้วยอรรถว่าปรุงแต่ง.

บทว่า เกนตฺเถน ได้แก่ ด้วยอรรถอะไร? เพื่อจะแสดงเนื้อความสามอย่าง มีครอบงำเป็นต้น. พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ปริสหนฺตีติ ปริสฺสยา ดังนี้.

บทว่า ปริสหนฺติ ความว่า ย่อมยังทุกข์ให้เกิดขึ้น, ย่อมครอบงำ.

บทว่า ปริหานาย สํวตฺตนฺติ ความว่า ย่อมเป็นไปเพื่อสละกุศลธรรมทั้งหลาย.

บทว่า ตตฺราสยา ความว่า อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมอาศัย คือย่อมอยู่ในสรีระนั้น. อธิบายว่า ย่อมเกิดขึ้น.

บทว่า เต ปริสฺสยา ได้แก่ อันตรายมีกายทุจริตเป็นต้น.

บทว่า กุสลานํ ธมฺมานํ อนฺตรายาย ความว่า ย่อมเป็นไปเพื่ออันตรธานไปคือเห็นไม่ได้ แห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดแต่ภาวะที่เป็นกุศลมีสัมมาปฏิปทาเป็นต้น ที่พึงกล่าวในเบื้องบน.

บทว่า สมฺมาปฏิปทาย ได้แก่ ปฏิปทาที่ดีงามอันบัณฑิตสรรเสริญ ไม่ใช่มิจฉาปฏิปทา.

บทว่า อนุโลมปฏิปทาย ได้แก่ ปฏิปทาที่ไม่ขัดขวาง ไม่ใช่ปฏิปทาที่ทวนกลับ.

บทว่า อปจฺจนิกปฏิปทาย ได้แก่ ไม่ใช่ปฏิปทาเป็นข้าศึก คือไม่ใช่ปฏิปทาที่ขัดแย้ง

บทว่า อนฺวตฺถปฏิปทาย ได้แก่ ปฏิปทาที่คล้อยตามประโยชน์ คือปฏิปทาที่ให้เจริญยิ่งๆ ขึ้น. ท่านอธิบายไว้ว่า ปฏิปทาที่พึงปฏิบัติอย่างที่จะเกิดประโยชน์.

บาลีว่า อตฺตตฺถปฏิปทาย ดังนี้ก็มี. ข้อนั้นไม่ดี.

บทว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปทาย ความว่า โลกุตตรธรรม ๙ ชื่อว่าธรรม.

วิปัสสนาเป็นต้น ชื่อว่าธรรมอันสมควร. ปฏิปทาอันสมควรแก่ธรรมนั้น ชื่อว่าอนุธรรมปฏิปทาแห่งความปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนั้น.

บทว่า สีเลสุ ปริปูริการิตาย ได้แก่ ความเป็นผู้ตั้งอยู่ในศีล คือพระปาฏิโมกข์ กระทำให้บริบูรณ์.

บทว่า อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตาย ได้แก่ ความเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองดีแล้วในอินทรีย์มีใจเป็นที่ ๖ ที่ตรัสไว้โดยนัยว่า เห็นรูปด้วยจักษุ เป็นต้น.

บทว่า โภชเน มตฺตญฺญุตาย ได้แก่ ความเป็นผู้มีโภชนะอันนับแล้วด้วยความเป็นผู้ประกอบด้วยประมาณในการรับเป็นต้น ละผ้าสาฎกที่ประดับเป็นต้นเสีย.

บทว่า ชาคริยานุโยคสฺส ได้แก่ ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นเครื่องตื่น ๕ ประการ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้นทั้งหลาย ดังนี้. ด้วยการจงกรม ด้วยการนั่งตลอดวัน.

บทว่า สติสมฺปชญฺญสฺส ได้แก่ สติและสัมปชัญญะซึ่งเป็นอุปการะทุกเมื่อ แก่พระโยคาวจรทุกท่านผู้ประกอบการเจริญกรรมฐานทั้งปวง

บทว่า สติปฏฺฐานนํ ความว่า ชื่อว่าการตั้ง เพราะคร่ำครวญ เรียกร้องเข้าไปตั้งไว้ในอารมณ์ทั้งหลาย. การตั้งสตินั่นแล ชื่อว่าสติปัฏฐาน.

ก็สติปัฏฐานนั้นมี ๔ ประเภท คือ กาย, เวทนา, จิต, ธรรม. ให้เป็นไปด้วยสามารถแห่งการละโดยเป็นอาการที่ไม่งาม, เป็นทุกข์, ไม่เที่ยง, ไม่ใช่ตัวตน. และด้วยสามารถแห่งการให้สำเร็จกิจการละความสำคัญว่า งาม, เป็นสุข, เที่ยง, เป็นตัวตน. สติปัฏฐาน ๔ เหล่านั้น.

บทว่า จตุนฺนํ สมฺมปฺปธานานํ ความว่า ชื่อว่าปธาน เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องเริ่มตั้ง. ชื่อว่าสัมมัปปธาน เพราะอรรถว่าความเริ่มตั้งงาม. หรือเป็นเครื่องเริ่มตั้งโดยชอบ.

อีกอย่างหนึ่ง ความเริ่มตั้งนั้นชื่อว่างาม เพราะเว้นจากกิเลสชนิดต่างๆ และชื่อว่าปธาน เพราะนำมาซึ่งภาวะประเสริฐที่สุด ด้วยความเป็นคุณธรรมให้สำเร็จประโยชน์ เกื้อกูลและความสุข และเพราะการกระทำความเป็นปธาน ดังนั้นจึงชื่อว่าสัมมัปปธาน.

คำว่า สมฺมปฺปธานํ นี้เป็นชื่อของความเพียร.

การแบ่งสัมมัปปธานเป็น ๔ ย่อมเป็นไปโดยให้สำเร็จกิจคือ ละ, ไม่เกิด, เกิดขึ้น และตั้งอยู่แห่งอกุศลและกุศลทั้งหลายที่เกิดและไม่เกิดด้วย, ที่ไม่เกิดและเกิดด้วยสัมมัปปธาน ๔ เหล่านั้น.

ในบทว่า จตุนฺนํ อิทฺธิปาทานํ นี้มีวินิจฉัยว่า บรรดา ฉันทะ วิริยะ จิตตะและวิมังสาทั้งหลาย แต่ละอย่างชื่อว่าอิทธิ เพราะอรรถว่าสำเร็จ. อธิบายว่า ย่อมรุ่งเรือง คือย่อมผลิต.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอิทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องสำเร็จ คือมั่งคั่ง, เจริญ, ถึงความดีเลิศของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอรรถที่หนึ่ง เครื่องบรรลุคือความสำเร็จ ชื่ออิทธิบาท. อธิบายว่า ส่วนคือความสำเร็จ. ด้วยอรรถที่สอง ชื่อว่าอิทธิบาท เพราะเป็นเครื่องถึงซึ่งความสำเร็จ.

บทว่า ปาโท ได้แก่ ที่ตั้ง. อธิบายว่า อุบายเป็นเครื่องบรรลุ.

ด้วยว่าธรรมทั้งหลายย่อมยังความสำเร็จกล่าวคือความวิเศษยิ่งๆ ขึ้นไปให้เกิดขึ้น คือย่อมบรรลุด้วยอิทธิบาทนั้น. ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า เป็นเครื่องบรรลุอิทธิบาท ๔ เหล่านั้น.

บทว่า สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ ความว่า ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าองค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ หรือแห่งความตรัสรู้.

ท่านอธิบายไว้ว่า ธรรมสามัคคีนี้ ท่านเรียกว่าโพธิ เพราะทำวิเคราะห์ว่า พระอริยสาวกย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคี กล่าวคือ สติ ธรรมวิจยะ วีริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิและอุเบกขา ซึ่งเกิดขึ้นในขณะแห่งโลกุตตรมรรค. เป็นปฏิปักษ์ต่ออันตรายิกธรรมทั้งหลายมิใช่น้อย มีความหดหู่, ความฟุ้งซ่าน การแต่งตั้ง การประมวลมา, กามสุขอัตตกิลมถานุโยค, อุจเฉททิฏฐิ. สัสสตทิฏฐิและความยึดมั่นเป็นต้น.

บทว่า พุชฺฌติ ความว่า ลุกขึ้นจากความหลับอันสืบต่อกิเลส คือแทงตลอดอริยสัจ ๔ หรือทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานทีเดียว.

ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้เพราะเป็นองค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ กล่าวคือ ธรรมสามัคคีนั้นเหมือนองค์แห่งฌานและองค์แห่งมรรคเป็นต้น เพราะอริยสาวกแม้นี้ใด ท่านเรียกว่าตรัสรู้ เพราะทำวิเคราะห์ว่า ตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคีนั่นซึ่งมีประการตามที่กล่าวแล้ว ชื่อว่าโพชฌงค์. แม้เพราะเป็นองค์แห่งพระอริยสาวกผู้ตรัสรู้นั้น เหมือนองค์แห่งเสนาเป็นต้น เพราะเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งบุคคลผู้ตรัสรู้ดังนี้. โพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น.

บทว่า อริยสฺส อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส ความว่า เรียกว่าอริยะ ในบทว่า อริโย นั้น เพราะไกลจากกิเลสที่พึงฆ่าด้วยมรรคนั้นๆ เพราะกระทำความเป็นอริยะ และเพราะเป็นผู้ได้เฉพาะซึ่งอริยผล. ทางชื่อว่าอัฏฐังคิกะ เพราะอรรถว่ามีองค์ ๘. ทางนี้นั้นชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าแสวงหา คือฆ่ากิเลสทั้งหมดไปสู่พระนิพพาน เหมือนเสนามีองค์ ๔ ดนตรีมีองค์ ๕ ซึ่งเป็นเพียงองค์เท่านั้น ผู้ปลดเปลื้ององค์ไม่มี. ความประกอบเนืองๆ ในอันเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘.

บทว่า อิเมสํ กุสลานํ ธมฺมานํ ได้แก่ กุศลธรรมอันเป็นโลกุตตระซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว.

บทว่า อนฺตรายาย ได้แก่ เพื่อเป็นอันตราย คือเพื่ออันตรธานแห่งโลกุตตรธรรมทั้งหลาย คือเพื่อสละ กุศลธรรมที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระในกุศลธรรมเหล่านั้น.

ชื่อว่าเป็นอันตราย เพราะอรรถว่าไม่ให้โลกุตตรธรรมทั้งหลายเกิดขึ้น. อันตรายเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่นำความเสียหายมาให้.

บทว่า ตตฺเถเต ได้แก่ อกุศลธรรมเหล่านั้นในอัตภาพนั้น.

บทว่า ปาปกา แปลว่า ลามก.

บทว่า อตฺตภาวสนฺนิสฺสยา ความว่า อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นธรรมอยู่อาศัยในอันตราย เพราะอรรถว่าเข้าไปอาศัยอัตภาพเกิดขึ้นเป็นอารมณ์ จึงชื่อว่าอันตราย.

บทว่า ทเก แปลว่า ในน้ำ.

บทว่า วุตฺตญฺเหตํ ความว่า สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้.

บทว่า สานฺเตวาสิโก ความว่า ชื่อว่าสานเตวาสิกะ เพราะอรรถว่าอยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน. ชื่อว่าสาจริยกะ เพราะอรรถว่าอยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน.

บทว่า จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ได้แก่ เห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ.

แม้ในบทว่า โสเตน สทฺทํ สุตฺวา เป็นต้นข้างหน้าก็นัยนี้แหละ.

บทว่า อุปฺปชฺชนฺติ ได้แก่ ย่อมปรากฏขึ้น.

บทว่า สรสงฺกปฺปา ได้แก่ มีความดำริเกิดขึ้นซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ.

บทว่า สญฺโญชนียา ได้แก่ เกื้อกูลแก่สัญโญชน์ทั้งหลาย ด้วยความเจริญแห่งสัญโญชน์เข้าถึงความเป็นอารมณ์

บทว่า ตยสฺส ความว่า อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ... แห่งภิกษุนั้น.

บทว่า อนฺโต วสนฺติ ความว่า ย่อมอยู่อาศัยในภายในคือในจิต.

บทว่า อนฺวาสฺสวนฺติ ความว่า ย่อมซ่าน คือติดตามไป ตกแต่งไปตามความสืบเนื่องของกิเลส.

บทว่า เต นํ ความว่า อกุศลธรรมเหล่านั้น ... บุคคลนั้น.

บทว่า สมุทาจรนฺติ ได้แก่ ย่อมประพฤติเอื้อเฟื้อคือย่อมเป็นไปโดยชอบ.

ชื่อว่าเป็นมลทิน เพราะอรรถว่าเศร้าหมอง.

ชื่อว่าเป็นอมิตร เพราะอรรถว่าเป็นศัตรู.

ชื่อว่าเป็นข้าศึก เพราะอรรถว่าเป็นผู้จองเวร.

ชื่อว่าเป็นเพชฌฆาต เพราะอรรถว่าฆ่า

ชื่อว่าเป็นศัตรู เพราะอรรถว่าเป็นปัจจามิตร.

อีกอย่างหนึ่ง เป็นมลทิน เหมือนพลาหกเป็นเครื่องเศร้าหมองของดวงอาทิตย์. เป็นอมิตร เหมือนควันของดวงอาทิตย์. เป็นข้าศึกเหมือนหิมะของดวงอาทิตย์. เป็นเพชฌฆาต เหมือนธุลีของดวงอาทิตย์. เป็นศัตรู เหมือนราหูของดวงอาทิตย์.

เป็นมลทิน เหมือนมลทินของทองคำทำรัศมีอันวิจิตรให้พินาศ. เป็นอมิตร เหมือนมลทินของโลหะดำ ทำความน่ารักในความวิจิตรให้พินาศ. เป็นข้าศึก เหมือนข้าศึกรบกันเป็นคู่ กำจัดธรรมที่ตั้งอยู่ในใจ. เป็นเพชฌฆาต เหมือนคนฆ่ามนุษย์ ย่อมฆ่าธรรมเสีย. เป็นศัตรูเหมือนความพินาศของผู้ที่พระราชาประหารห้ามทางพระนิพพาน. อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อนตฺถชนโน ความว่า ชื่อว่ายังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด เพราะอรรถว่ายังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์นั้นให้เกิดขึ้น.

ธรรมที่ยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิดขึ้นนั้น คืออะไร? คือโลภะ

บทว่า จิตฺตปฺปโกปโน ความว่า ทำจิตให้กำเริบ คือกำจัด. อธิบายว่า กั้นจิตไว้ไม่ให้บรรลุความดี.

บทว่า ภยมนฺตรโต ชาตํ ความว่า ภัยหลายอย่างเกิดในภายใน คือในจิตของตนนั่นเอง คือเป็นเหตุแห่งภัยมีการยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิดเป็นต้น.

บทว่า ตํ ชโน นาวพุชฺฌติ ความว่า มหาชนที่เป็นพาล ย่อมไม่หยั่งรู้ซึ้งถึงภัยนั้น.

บทว่า อตฺถํ ความว่า บุคคลผู้โลภย่อมไม่รู้ประโยชน์ที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ.

บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ เหตุแห่งประโยชน์นั้น.

บทว่า อนฺธตมํ ได้แก่ ความมืดตื้อ.

บทว่า ยํ แปลว่า เพราะเหตุใด หรือคนใด.

บทว่า สหเต แปลว่า ย่อมครอบงำ.

บทว่า อชฺฌตฺตํ ได้แก่ ในสันดานของตน.

บทว่า อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ ความว่า พอเกิดขึ้นทีแรกก็เกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์.

ด้วยบททั้งสองนั้น หมายถึง เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก.

บทว่า อหิตาย ได้แก่ ทุกข์ทางใจ.

บทว่า ทุกฺขาย ได้แก่ ทุกข์ทางกาย.

บทว่า อผาสุวิหาราย ความว่า ด้วยบททั้งสองนั้นไม่ใช่เพื่อความอยู่เป็นสุข.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ ความว่า ตั้งแต่ภวังคจลนจิตจนถึงโวฏฐัพพนจิต ชื่อว่าเมื่อเกิดขึ้น. เมื่อถึงโวฏฐัพพนจิตแล้วไม่กลับ ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น. อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

____________________________

ภวังคจลนะ, ภวังคุปัจเฉทะ, ปัญจทวาราวัชชนะ ปัญจวิญญาณ, สัมปฏิจฉันนะ, สันตีรณะ, โวฏฐัพพนะ... (ในปัญจทวารวิถี)

บทว่า ตจสารํว สมฺผลํ ความว่า เหมือนไม้ไผ่ซึ่งเป็นไม้มีเปลือกแข็งต้องพินาศไปด้วยขุยของตนฉะนั้น.

บทว่า อรตี ได้แก่ ไม่พอใจในกุศลธรรมทั้งหลาย.

บทว่า รติ ได้แก่ ความยินดียิ่งในกามคุณ ๕.

บทว่า โลมหํโส ได้แก่ มีขนมีปลายชูขึ้นเช่นกับหนาม.

บทว่า อิโตนิทานา ความว่า ชื่อว่ามีอัตภาพนี้เป็นเหตุ เพราะอรรถว่ามีอัตภาพนี้เป็นเหตุ คือเป็นปัจจัย.

บทว่า อิโต ชาตา ความว่า เกิดแต่อัตภาพนี้.

บทว่า อิโต สมุฏฺฐาย มโนวิตกฺกา ความว่า อกุศลวิตกตั้งขึ้นแต่อัตภาพนี้แล้ว ย่อมปล่อยจิตเหมือนพวกเด็กเอาด้ายยาวผูกตีนกา เอาปลายด้ายนั้นพันนิ้วมือไว้แล้วปล่อยกาไป กานั้นแม้บินไปไกล ก็กลับมาตกแทบเท้าของพวกเด็กเหล่านั้น ฉะนั้น.

พระสูตรแรกที่นำมาอ้างว่า สานฺเตวาสิโก ท่านกล่าวหมายเอาการอยู่ร่วมด้วยกิเลส.

พระสูตรที่ ๒ ที่นำมาอ้างว่า ตโยเม ภิกฺขเว อนฺตรามลา ท่านกล่าวด้วยสามารถกระทำกุศลธรรมให้เศร้าหมอง และด้วยสามารถแห่งการไม่รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์.

พระสูตรที่ ๓ ที่นำมาอ้างว่า ตโย โข มหาราช ปุริสสฺส ธมฺมา อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมานา ท่านกล่าวด้วยสามารถกำจัดนิสัยของตน.

พระสูตรที่ ๔ ที่นำมาอ้างว่า ราโค จ โทโส จ อิโตนิทานา ท่านกล่าวด้วยสามารถแสดงที่ตั้งของกิเลสทั้งหลาย พึงทราบดังนี้.

บทว่า ตโต ตโต ปริสฺสยโต ได้แก่ แต่อันตรายนั้นๆ.

บทว่า ตํ ปุคฺคลํ ได้แก่ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยกิเลสมีประการดังกล่าวแล้ว.

บทว่า ทุกฺขํ อนฺเวติ ความว่า ทุกข์ย่อมติดตามเหมือนลูกโคที่ยังไม่หย่านม ตามหลังแม่โคไป ฉะนั้น.

บทว่า อนุคจฺฉติ ความว่า ย่อมไปใกล้ ๆ เหมือนคนฆ่าโจรตามโจรที่ถูกสั่งประหารไปฉะนั้น.

บทว่า อนฺวายิกํ โหติ ความว่า ย่อมถึงพร้อม เหมือนการกำหนดข้อธรรมชี้แจงเนื้อความเป็นอันมากของชาติศัพท์ ในบทว่า ชาติทุกฺขํ ก่อนเหมือนอย่างที่กล่าวไว้ว่า :-

เนื้อความของชาติศัพท์ ท่านประกาศไว้ว่า ภพ สกุล

นิกาย ศีล บัญญัติ ลักษณะ ประสูตร และปฏิสนธิ.

จริงอย่างนั้น ศัพท์ว่า ชาติ มีเนื้อความว่า ภพ ในข้อความเป็นต้นว่า เอกมฺปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ภพหนึ่งบ้าง สองภพบ้าง.

มีเนื้อความว่า สกุล ในข้อความนี้ว่า อกฺขิตฺโต อนูปกฏฺโฐ ชาติวาเทน ซัดไป ไม่เข้าไปใกล้ ด้วยวาทะว่าสกุล.

มีเนื้อความว่า นิกาย ในข้อความนี้ว่า อตฺถิ วิสาเข นิคคณฺฐา นาม สมณชาติ ดูก่อนวิสาขา ชื่อว่านิครนถ์ทั้งหลายเป็นนิกายสมณะมีอยู่.

มีเนื้อความว่า อริยศีล ในข้อความนี้ว่า ยโตหํ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ ดูก่อนน้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดแล้ว โดยอริยชาติ จะได้รู้สึกว่าแกล้งปลงสัตว์เสียจากชีวิตหามิได้.

____________________________

ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๕๓๑

มีเนื้อความว่า บัญญัติ ในข้อความนี้ว่า ติริยา นาม ติณชาติ นาภิยา อุคฺคนฺตวา นภํ อาหจฺจ ฐิตา อโหสิ บัญญัติว่าหญ้า ถึงมีศูนย์กลางสูงขึ้นไปตั้งอยู่จดท้องฟ้า ก็ชื่อว่าต่ำต้อย.

มีเนื้อความว่า สังขตลักษณะ ในข้อความนี้ว่า ชาติ ทฺวีหิ ขนฺเธหิ สงฺคหิตา สังขตลักษณะ สงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๒.

มีเนื้อความว่า ประสูติ ในข้อความนี้ว่า สมฺปติชาโต อานนฺท โพธิสตฺโต ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์ประสูติบัดเดี๋ยวนี้.

เนื้อความว่า ปฏิสนธิขณะ โดยอ้อม ในข้อความนี้ว่า ภวปจฺจยา ชาติ ปฏิสนธิขณะมีเพราะภพเป็นปัจจัย. และว่า ชาติปิ ทุกฺขา แม้ปฏิสนธิขณะก็เป็นทุกข์ แต่โดยตรงมีเนื้อความว่า ความปรากฏครั้งแรกแห่งขันธ์นั้นๆ ที่ปรากฏแก่เหล่าสัตว์ผู้บังเกิดอยู่ในภพนั้นๆ.

หากจะถามว่า ก็เพราะเหตุไร ชาตินี้จึงเป็นทุกข์?

พึงตอบว่า เพราะเป็นที่ตั้งของทุกข์มิใช่น้อย ก็ทุกข์มิใช่น้อย ได้แก่ ทุกขทุกข์ วิปริณามทุกข์ สังขารทุกข์ ปฏิจฉันนทุกข์ อัปปฏิจฉันนทุกข์ ปริยายทุกข์ นิปปริยายทุกข์.

บรรดาทุกข์เหล่านี้ ทุกขเวทนาทางกาย ทางใจ ท่านเรียกว่าทุกขทุกข์ เพราะเป็นทุกข์โดยสภาวะด้วย โดยชื่อด้วย.

สุขเวทนา ท่านเรียกว่าวิปริณามทุกข์ เพราะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ในเมื่อแปรปรวนไป.

อุเบกขาเวทนาด้วย สังขารที่เป็นไปในภูมิ ๓ ที่เหลือลงด้วย ท่านเรียกว่าสังขารทุกข์ เพราะถูกความเจริญและความเสื่อมบีบคั้น.

อาพาธทางกายทางใจ คือ ปวดหู ปวดฟัน ความเร่าร้อนเกิดเพราะโทสะโมหะ ท่านเรียกว่าปฏิจฉันนทุกข์ เพราะถามจึงรู้ และเพราะมีความพยายามไม่ปรากฏ.

อาพาธที่มีการลงโทษ ๓๒ อย่างเป็นต้นเป็นสมุฏฐาน ท่านเรียกว่าอัปปฏิจฉันนทุกข์ เพราะไม่ต้องถามก็รู้ และเพราะมีความพยายามปรากฏ.

ทุกข์ที่เหลือ นอกจากทุกขทุกข์ มาแล้วในคัมภีร์สัจจวิภังค์.

ทุกข์แม้ทั้งหมดมีชาติเป็นต้น ท่านเรียกว่าปริยายทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งของทุกข์นั้นๆ ส่วนทุกขทุกข์ ท่านเรียกว่าทุกข์โดยตรง

บรรดาทุกข์เหล่านั้น ชาติทุกข์นี้ ได้แก่ทุกข์ที่เป็นไปในอบาย แม้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเป็นอุปมาไว้ในพาลปัณฑิตสูตรเป็นต้น และทุกข์ประเภทที่มีความเกิดในครรภ์เป็นมูลเป็นต้นที่เกิดในมนุษยโลก แม้ในสุคติ ชาติเป็นทุกข์เพราะความเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์นั้น.

ในทุกข์เหล่านั้น ทุกข์ประเภทที่มีความเกิดในครรภ์เป็นมูลเป็นต้น ดังต่อไปนี้.

ความจริง สัตว์นี้เมื่อบังเกิดในครรภ์ของมารดา มิใช่บังเกิดในดอกอุบล ดอกปทุมและดอกบุณฑริกเป็นต้น ที่แท้บังเกิดในส่วนของร่างกายที่เป็นท้อง ตรงกลางระหว่างแผ่นท้องและกระดูกสันหลัง อยู่ใต้กระเพาะอาหารใหม่ เหนือกระเพาะอาหารเก่า เป็นที่คับแคบอย่างยิ่งมืดตื้อ อบไปด้วยกลิ่นซากศพต่างๆ และมีกลิ่นเหม็นอย่างยิ่งอัดแน่น น่ารังเกียจอย่างยิ่ง เหมือนหนอนในปลาเน่า ขนมสดบูดเน่าและส้วมซึมเป็นต้น สัตว์ที่เกิดในครรภ์นั้นต้องอยู่ในครรภ์มารดาถึง ๑๐ เดือน จึงร้อนเหมือนอาหารที่สุกแต่ความร้อน, จมอยู่เหมือนก้อนแป้ง เว้นจากการคู้เข้าและการเหยียดออกเป็นต้น ย่อมเสวยทุกข์มีประมาณยิ่งแล ทุกข์มีความเกิดในครรภ์เป็นมูล เท่านี้ก่อน.

สัตว์นั้น เวลาที่มารดาลื่นพลาด เดินนั่งลุกและพลิกตัวโดยพลันเป็นต้น เป็นเหมือนลูกแกะอยู่ในมือของนักเลงสุรา และเหมือนลูกงูอยู่ในมือของคนเล่นงู ย่อมเสวยทุกข์มีประมาณยิ่ง ด้วยความพยายามมีฉุดกระชากลากถูเป็นต้น.

สัตว์นั้น เวลาที่มารดาดื่มน้ำเย็น ก็เป็นเหมือนตกสีตนรก เวลามารดากลืนกินข้าวยาคูและภัตตาหารที่ร้อน ก็เหมือนถูกโปรยด้วยเม็ดฝนถ่านเพลิง เวลาที่มารดากลืนกินของเค็มของเปรี้ยวเป็นต้น ก็เหมือนถูกลงโทษมีราดด้วยน้ำด่างเป็นต้น ย่อมเสวยทุกข์หนัก นี้เป็นทุกข์ซึ่งมีการบริหารครรภ์เป็นมูล.

อนึ่ง ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ด้วยการตัดและการผ่าเป็นต้น ในที่เกิดทุกข์ ซึ่งแม้มิตรอำมาตย์และเพื่อนเป็นต้นของมารดาผู้หลงครรภ์ ก็ไม่ควรเห็น นี้เป็นทุกข์ซึ่งมีความวิบัติแห่งครรภ์เป็นมูล.

เมื่อมารดาคลอด ทุกข์ย่อมเกิดแก่สัตว์นั้นผู้ถูกลมกัมมชวาตพัดให้ตกลงตรงทางกำเนิดซึ่งน่ากลัวยิ่งเหมือนตกนรก ถูกคร่าออกทางปากช่องกำเนิดที่คับแคบอย่างยิ่งเหมือนช่องกุญแจ เหมือนสัตว์นรกมหานาคที่ถูกภูเขาบดแหลกละเอียด นี้เป็นทุกข์ซึ่งมีการคลอดเป็นมูล.

อนึ่ง ในเวลาที่เขาจับมือให้อาบน้ำทำความสะอาดและเช็ดถูด้วยผ้า ซึ่งสรีระของเด็กอ่อนอันเช่นกับแผลอ่อนเป็นต้น ทุกข์เช่นกับการเจาะและการผ่าด้วยคมมีดโกนซึ่งคมเหมือนปากยุง ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้เกิดแล้ว นี้เป็นทุกข์ซึ่งมีการออกภายนอกครรภ์มารดาเป็นมูล.

ในความเป็นไปต่อแต่นั้น ทุกข์ย่อมมีแก่สัตว์ผู้ฆ่าตนด้วยตนนั่นแหละ ผู้ประกอบความเพียรด้วยการทรมานตนและการเผากิเลสด้วยการประพฤติวัตรของอเจลกเป็นต้น ผู้ไม่บริโภคอาหารและหงุดหงิดเพราะโกรธ นี้เป็นทุกข์ซึ่งมีความขวนขวายของตนเป็นมูล.

อนึ่ง ทุกข์ย่อมเกิดแก่สัตว์ผู้เสวยกรรมมีการฆ่าและการจองจำเป็นต้นแต่ผู้อื่น นี้เป็นทุกข์ซึ่งมีความขวนขวายของผู้อื่นเป็นมูล.

ทุกข์แม้ทั้งหมดนี้ล้วนมีชาติเป็นที่ตั้งทั้งนั้น ด้วยประการฉะนี้. ชาติทุกข์นี้ย่อมติดตามไป.

บทว่า ชราทุกฺขํ ได้แก่ ชรา ๒ อย่าง คือ ลักษณะที่ปรุงแต่ง ๑ ความเก่าแห่งขันธ์ที่เนื่องด้วยเอกภพในสันตติ ที่รู้กันว่าฟันหักเป็นต้น ๑. ชรานั้นท่านประสงค์เอาในที่นี้,

ก็ชรานี้นั้นเป็นทุกข์ เพราะความเป็นทุกข์ในสังสารวัฏ และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ทุกข์ทางกายและทางใจซึ่งมีปัจจัยไม่น้อยเป็นต้นว่า ความหย่อนยานแห่งอวัยวะน้อยใหญ่ ความมีรูปเปลี่ยนไปเพราะความวิการแห่งอินทรีย์ ความเป็นหนุ่มสาวสิ้นไป ความเพียรอ่อนลง ความปราศจากสติและมติ และความดูแคลนแต่ผู้อื่นนี้ย่อมเกิดขึ้น.

ชราเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์นั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า :-

สัตว์ย่อมถึงทุกข์ทางกายทุกข์ทางใจ เพราะ

อวัยวะหย่อนยาน อินทรีย์ทั้งหลายพิการ ความเป็น

หนุ่มสาวสิ้นไป ความบั่นทอนกำลัง ปราศจากสติเป็น

ต้น บุตรและทาระของตนไม่เลื่อมใส, ถึงความอ่อน

ยิ่งๆ ขึ้น เพราะทุกข์ทั้งหมดนั้นมีชราเป็นเหตุ ฉะนั้น

ชราจึงเป็นทุกข์.

เชื่อมความว่า ชราทุกข์นี้ย่อมติดตาม.

บทว่า พฺยาธิ ความว่า ชื่อว่าพยาธิ เพราะนำทุกข์ ๒ อย่างมา.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าพยาธิ เพราะอรรถว่าให้ลำบาก ให้เดือดร้อน ให้หวั่นไหว.

แม้ในบทว่า มรณทุกฺขํ นี้ก็มีความตาย ๒ อย่าง คือลักษณะที่ปรุงแต่ง ๑ ซึ่งท่านกล่าวหมายเอาว่า ชราและมรณะ สงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๒ ดังนี้ และความตัดขาดแห่งการเกี่ยวเนื่องกันของชีวิตินทรีย์ที่เนื่องด้วยเอกภพ ๑ ซึ่งท่านกล่าวหมายเอาว่า ความกลัวแต่ความตายเป็นนิจ ดังนี้.

ในที่นี้ ประสงค์เอามรณะนั้น แม้คำว่า มรณะเพราะชาติเป็นปัจจัย คือมรณะเพราะความขวนขวายของผู้อื่น มรณะเพราะสิ้นอายุ มรณะเพราะสิ้นบุญ ก็เป็นชื่อของมรณะนั้นแหละ พึงทราบประเภทแม้นี้อีกว่า ขณิกมรณะ สมมติมรณะ สมุจเฉทมรณะ.

เมื่อชีวิตยังเป็นไป ความแตกแห่งรูปธรรมและนามธรรม ชื่อว่าขณิกมรณะ. คำนี้ว่า ติสสะตาย ปุสสะตาย ดังนี้ ชื่อว่าสมมติมรณะ โดยปรมัตถ์ เพราะไม่มีสัตว์. แม้คำนี้ว่า ข้าวกล้าตาย ต้นไม้ตาย ดังนี้ ก็ชื่อว่าสมมติมรณะ เพราะไม่มีชีวิตินทรีย์. กาลกิริยาอันไม่มีปฏิสนธิของพระขีณาสพ ชื่อว่าสมุจเฉทมรณะ.

สมมติมรณะนอกนี้ เว้นสมมติมรณะภายนอกเสีย ท่านสงเคราะห์ในที่นี้ด้วยความตัดขาดแห่งการเกี่ยวเนื่องกันตามที่กล่าวแล้ว ชื่อว่าเป็นทุกข์ก็เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า :-

คนชั่วพิจารณานิมิต มีกรรมชั่วเป็นต้น. คนดี

อดกลั้นความวิโยคซึ่งมีของรักเป็นที่ตั้ง. ทั้งคนชั่วคนดี

เมื่อตายย่อมมีทุกข์ใจไม่ต่างกัน.

อีกอย่างหนึ่ง คนทั้งหมดเมื่อถูกแทงจุดสำคัญ

ของร่างกาย ย่อมมีทุกข์ที่เกิดแต่ร่างกาย มีการตัดที่ต่อ

ที่ผูกพันเป็นต้นซึ่งเป็นที่รัก เพราะการไม่แก้ไขทุกข์นี้

เป็นเรื่องทนไม่ได้ ฉะนั้นมรณะซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์นี้

ท่านจึงกล่าวว่าเป็นทุกข์เหมือนกัน.

ในบทว่า โลกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสทุกฺขํ นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

บรรดาความโศกเป็นต้น ความเดือดร้อนใจของผู้ที่ถูกความฉิบหายแห่งญาติเป็นต้นถูกต้อง โดยลักษณะเพ่งภายใน ชื่อว่าความโศก ก็ความโศกมีความทุกข์เป็นอรรถ เพราะความโศกนั้นเป็นทุกขทุกข์ และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-

ความโศกย่อมแทงหทัยของสัตว์ทั้งหลาย ดุจ

ลูกศรอาบยาพิษ ย่อมเผาสัตว์อีก เหมือนกรงเหล็กที่

ไฟติดแดงเผาแกลบ ฉะนั้น ความโศกย่อมนำมาซึ่ง

ความทำลาย กล่าวคือพยาธิ ชรา และมรณะ และนำ

มาซึ่งทุกข์มีอย่างต่างๆ ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าทุกข์.

การพร่ำรำพันของผู้ที่ถูกความฉิบหายแห่งญาติเป็นต้นถูกต้อง ชื่อว่าปริเทวะ ก็ปริเทวะนั้นมีความทุกข์เป็นอรรถ เพราะเป็นทุกข์ในสังสารวัฏ และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-

เพราะบุคคลถูกลูกศรคือความโศกแทงแล้วคร่ำ

ครวญอยู่ย่อมถึงทุกข์ เกิดแต่โรคคอ ริมฝีปาก เพดาน

ลำคอและโรคผอมแห้ง มีประมาณอย่างยิ่งจนทนไม่ได้

ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสปริเทวะว่า เป็นทุกข์.

ความทุกข์ทางกายมีลักษณะบีบคั้นกาย ชื่อว่าทุกข์.

ก็ทุกข์นั้นมีความทุกข์เป็นอรรถ เพราะทุกข์นั้นเป็นทุกขทุกข์ คือเพราะนำมาซึ่งทุกข์ทางกายด้วย เพราะนำมาซึ่งทุกข์ทางใจด้วย.

____________________________

ทุกขทุกข์ หมายเอา ทุกขเวทนา ในที่ทุกแห่ง.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-

เพราะทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจนี้ ย่อมบีบคั้นยิ่ง

ทั้งให้เกิดทุกข์ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์เป็นพิเศษ.

ความทุกข์ทางใจมีลักษณะบีบคั้นใจ ชื่อว่าโทมนัส. ก็โทมมัสนั้นมีความทุกข์เป็นอรรถ เพราะโทมนัสนั้นเป็นทุกขทุกข์ และเพราะนำมาซึ่งทุกข์ทางกาย.

จริงอยู่ ผู้ที่เพียบพร้อมด้วยทุกข์ทางใจ ย่อมสยายผม ทุบอก หมุนไปหมุนมาตกหลุมที่เขาขุดไว้ นำศัสตรามา ดื่มยาพิษ ผูกคอตาย เข้ากองไฟ ย่อมเสวยทุกข์มีประการต่างๆ.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

เพราะโทมนัสย่อมบีบคั้นใจ และนำมาซึ่ง

ความบีบคั้นกาย ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์.

ความคับแค้นที่เกิดแต่ความทุกข์ทางใจ ซึ่งมีประมาณยิ่งของผู้ที่ถูกความฉิบหายแห่งญาติเป็นต้นถูกต้องนั่นแล ชื่อว่าอุปายาส. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า เป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเนื่องด้วยสังขารขันธ์ อุปายาสนั้นมีความทุกข์เป็นอรรถ เพราะอุปายาสนั้นเป็นทุกข์เพราะเป็นสังขารธรรม คือเพราะเผาใจ และเพราะทำกายให้ตกต่ำ.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-

เพราะอุปายาสให้เกิดทุกข์ มีประมาณยิ่ง คือเผาใจ

และทำกายให้ตกต่ำ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์.

อนึ่ง ในบทนี้ ความโศก พึงเห็นเหมือนการหุงต้มภายในภาชนะด้วยไฟอ่อนๆ. ปริเทวะ พึงเห็นเหมือนการล้นออกนอกภาชนะของอาหารที่หุงต้มด้วยไฟแรง. อุปายาส พึงเห็นเหมือนการเคี่ยวอาหารที่เหลือจากล้นออกภายนอก ล้นออกไม่ได้อีก เคี่ยวภายในภาชนะนั่นแหละจนกว่าจะหมด.

บทว่า เนรยิกทุกฺขํ ความว่า ทุกข์มีการจองจำ ๕ ประการเป็นต้นในนรก ย่อมติดตาม ทุกข์นั้นพึงแสดงด้วยเทวทูตสูตร.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า :-

ถ้าสัตว์ไม่พึงเกิดในนรกทั้งหลาย พึงได้ทุกข์มีถูก

ไฟไหม้เป็นต้น ซึ่งทนไม่ได้ในที่นั้นๆ อันจะเป็นเครื่อง

ค้ำจุนที่ไหนได้ ฉะนั้น พระมหามุนีจึงตรัสการเกิดในโลก

นี้ว่า ทุกข์ดังนี้.

บทว่า ติรจฺฉานโยนิกทุกฺขํ ความว่า ทุกข์หลายอย่างมีหวดด้วยแส้ และแทงด้วยประตักเป็นต้นในหมู่เดรัจฉาน ย่อมติดตาม. ทุกข์นั้นพึงถือเอาแต่พาลปัณฑิตสูตร.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-

ทุกข์ในเดรัจฉานทั้งหลาย เกิดแต่ถูกพิฆาตด้วยแส้

ประตักและท่อนไม้เป็นต้น ไม่น้อยนั้น พึงมีในชาตินั้น

อย่างไร นอกจากการเกิดในเดรัจฉาน การเกิดในที่นั้นๆ

ก็เป็นทุกข์ แม้เพราะเหตุนั้น.

บทว่า ปิตฺติวิสยิกทุกฺขํ ความว่า ทุกข์ที่บังเกิดแต่ความหิวกระหายและลมแดดเป็นต้นในเปรตทั้งหลายด้วย ทุกข์ที่เกิดแต่หนาวจนทนไม่ได้เป็นต้นในโลกันต์ซึ่งมืดตื้อด้วย ย่อมติดตาม.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า :-

ก็ทุกข์ในเปรตทั้งหลาย เกิดแต่ความหิวกระหาย

และลมแดดเป็นต้น วิจิตร เพราะไม่มีแก่ผู้ที่ไม่เกิดในเปรต

นั่น ฉะนั้น พระมหามุนีจึงตรัสว่า ชาติเป็นทุกข์.

ทุกข์ในอสูรทั้งหลายในโลกันต์ ซึ่งมืดตื้อและหนาว

จนทนไม่ได้นั้น ไม่พึงมีแก่ผู้ไม่เกิดในที่นั้น ฉะนั้น ชาติ

การเกิดนี้จึงเป็นทุกข์.

บทว่า มานุสกทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์มีการฆ่าและการจองจำเป็นต้นในมนุษย์ทั้งหลาย.

บทว่า คพฺโภกฺกนฺติมูลกทุกฺขํ ได้แก่ ชาติทุกข์ที่กล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า ความจริง สัตว์นี้เมื่อบังเกิดในครรภ์ของมารดา มิใช่บังเกิดในดอกอุบล ดอกปทุมและดอกบุณฑริกเป็นต้น ดังนี้ ในเบื้องแรก ทุกข์มีความเกิดในครรภ์เป็นมูลนี้ก็ย่อมติดตามไป.

บทว่า คพฺเภ ฐิติมูลกทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์กล้าที่กล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า สัตว์นั้น เวลาที่มารดาลื่นพลาด เดิน นั่ง ลุกและพลิกตัวโดยพลันเป็นต้น นี้คือทุกข์มีความตั้งอยู่ในครรภ์เป็นมูล ย่อมติดตามไป.

บทว่า คพฺภวุฏฺฐานมูลกทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ที่กล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า ในที่เป็นที่เกิดแห่งทุกข์ ซึ่งแม้มิตรอำมาตย์และเพื่อนของมารดาผู้หลงครรภ์เป็นต้น ก็ไม่ควรเห็น นี้คือ ทุกข์มีการออกนอกครรภ์มารดาเป็นมูล ย่อมติดตามไป.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-

อนึ่ง สัตว์อยู่ในครรภ์มารดาซึ่งเหมือนนรกคูถ

ครบกำหนดก็คลอดออกภายนอก ซึ่งทุกข์ที่น่ากลัวยิ่ง

แม้นี้ เว้นชาติการเกิดเสีย ย่อมไม่มี พูดไปมากก็ไม่ได้

ประโยชน์อะไร ในที่ไหนๆ มิใช่หรือ แม้ทุกข์อะไรๆ

นี้จะมีอยู่ในโลกนี้ในบางคราว เมื่อเว้นชาติเสียได้ ก็จะ

ไม่มีเลย ฉะนั้น พระผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่จึงตรัสชาตินี้

ว่า ทุกข์ก่อนอะไรทั้งหมด.

บทว่า ชาตสฺสุปนิพนฺธิกทุกฺขํ ความว่า ทุกข์คือการบำรุงเลี้ยงมีการอาบ ไล้ ทา กิน ดื่มเป็นต้น ซึ่งติดตามสัตว์ที่เกิดแล้ว ย่อมติดตามไป.

บทว่า ชาตสฺส ปราเธยฺยกทุกฺขํ ความว่า ทุกข์ที่ไม่มีอิสระต้องอาศัยผู้อื่นคือบุคคลอื่น ย่อมติดตามไป. มีอธิบายว่า ตกอยู่ในอำนาจของผู้อื่นทุกอย่าง เป็นทุกข์.

บทว่า อตฺตูปกฺกมทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ที่มีแก่สัตว์ผู้ฆ่าตนด้วยตนนั่นแหละ ผู้ประกอบความเพียรด้วยการทรมานตนและการเผากิเลส ด้วยการประพฤติวัตรของอเจลกเป็นต้น ผู้ไม่บริโภคอาหารและหงุดหงิดเพราะความโกรธ. นี้คือทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวายของตน ย่อมติดตามไป.

บทว่า ปรูปกฺกมทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้เสวยกรรมมีการฆ่าและการจองจำเป็นต้นแต่ผู้อื่น นี้คือทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวายของผู้อื่น ย่อมติดตามไป.

บทว่า ทุกฺขทุกฺขํ ความว่า ทุกขเวทนาทางกายและทางใจ ท่านเรียกว่าทุกขทุกข์ เพราะเป็นทุกข์โดยสภาวะและโดยชื่อ ทุกขทุกข์นี้ย่อมติดตามไป.

บทว่า สงฺขารทุกฺขํ ได้แก่ อุเบกขาเวทนาและสังขารธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ที่เหลือ ชื่อว่าสังขารทุกข์ เพราะถูกความเจริญและความเสื่อมบีบคั้น. สังขารทุกข์นี้ ย่อมติดตามไป.

บทว่า วิปริณามทุกฺขํ ได้แก่ สุขเวทนา ชื่อว่าวิปริณามทุกข์ เพราะเป็นเหตุแห่งทุกข์ในเมื่อแปรปรวน ก็วิปริณามทุกข์นี้ ย่อมติดตามไป.

บทว่า มาตุมรณํ ได้แก่ ความตายของมารดา.

บทว่า ปิตุมรณํ ได้แก่ ความตายของบิดา.

บทว่า ภาตุมรณํ ได้แก่ ความตายของพี่ชายน้องชาย.

บทว่า ภคินีมรณํ ได้แก่ ความตายของพี่สาวน้องสาว.

บทว่า ปุตฺตมรณํ ได้แก่ ความตายของบุตรทั้งหลาย.

บทว่า ธีตุมรณํ ได้แก่ ความตายของธิดาทั้งหลาย.

บทว่า ญาติพฺยสนทุกฺขํ ความว่า ความฉิบหายแห่งญาติทั้งหลาย ชื่อว่าญาติพยสนะ.

อธิบายว่า ความสิ้นไปแห่งญาติ ด้วยโจรภัยและโรคภัยเป็นต้น เป็นความฉิบหายแห่งญาติ ทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้ถูกความฉิบหายแห่งญาตินั้นถูกต้อง คือท่วมทับ ครอบงำ ชื่อว่าทุกข์ เพราะความฉิบหายแห่งญาติ ทุกข์คือความฉิบหายแห่งญาตินั้น ย่อมติดตามไป.

แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้แหละ

ส่วนความต่างกันมีดังนี้ :-

ความฉิบหายแห่งโภคะทั้งหลาย ชื่อว่าโภคพยสนะ. อธิบายว่า ความสิ้นไปแห่งโภคะเพราะราชภัยและโจรภัยเป็นต้น เป็นความฉิบหายแห่งโภคะ ทุกข์คือความฉิบหายแห่งโภคะนั้น ย่อมติดตามไปโดยนัยที่กล่าวแล้ว.

บทว่า โรคพฺยสนํ ความว่า ความฉิบหายคือโรค ชื่อว่าโรคพยสนะ.

ก็โรคชื่อว่าความฉิบหาย เพราะอรรถว่ายังความไม่มีโรคให้ฉิบหายคือให้พินาศ ทุกข์คือความฉิบหายเพราะโรคนั้น ย่อมติดตามไปโดยนัยที่กล่าวแล้ว.

บทว่า สีลพฺยสนทุกฺขํ ความว่า ความฉิบหายแห่งศีล ชื่อว่าสีลพยสนะ. บทนี้เป็นชื่อของความเป็นผู้ทุศีล ทุกข์คือความฉิบหายแห่งศีลนั้น ย่อมติดตามไปโดยนัยที่กล่าวแล้ว.

ความฉิบหายคือทิฏฐิที่เกิดขึ้นยังสัมมาทิฏฐิให้พินาศ ชื่อว่าทิฏฐิพยสนะ. ทุกข์คือความฉิบหายแห่งทิฏฐินั้น ย่อมติดตามไปโดยนัยที่กล่าวแล้ว

และบรรดาบทเหล่านี้ ๒ บทแรกไม่สำเร็จประโยชน์ ๓ บทหลังสำเร็จประโยชน์ กำจัดลักษณะ ๓.

อนึ่ง ๓ บทแรก เป็นกุศลก็ไม่ใช่ เป็นอกุศลก็ไม่ใช่. ความฉิบหายแห่งศีลและทิฏฐิทั้งสองเป็นอกุศล

บทว่า ยถา ลงในอรรถแห่งอุปมา.

บทว่า ภินฺนํ นาวํ ได้แก่ เรือที่มีเครื่องผูกหย่อน เป็นเรือคร่ำคร่าหรือมีแผ่นกระดานหลุดถอน.

บทว่า ทีเปสึ ได้แก่ น้ำไหล คือน้ำเข้าไป.

บทว่า ตโต ตโต อุทกํ อนฺเวติ ความว่า น้ำย่อมเข้าไปตรงที่แตกนั้นๆ.

บทว่า ปุรโตปิ ได้แก่ ทางส่วนข้างหน้าของเรือบ้าง.

บทว่า ปจฺฉโตปิ ได้แก่ ทางส่วนข้างหลังของเรือนั้นบ้าง

บทว่า เหฏฺฐโตปิ ได้แก่ ทางส่วนท้องเรือบ้าง.

บทว่า ปสสฺสโตปิ ได้แก่ ทางข้างทั้งสองบ้าง บทใดที่มิได้กล่าวไว้ในระหว่างๆ บทนั้นพึงทราบโดยแนวแห่งพระบาลี.

เพราะฉะนั้น สัตว์เป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ด้วยการเจริญกายคตาสติเป็นต้น เมื่อเว้นกิเลสกามแม้มีประการทั้งปวงในวัตถุกามทั้งหลายมีรูปเป็นต้น พึงเว้นกามทั้งหลายด้วยข่มไว้และตัดขาด ละกามทั้งหลายเหล่านั้นด้วยอาการอย่างนี้แล้ว พึงข้าม พึงอาจเพื่อจะข้ามโอฆะแม้ทั้ง ๔ อย่างด้วยมรรคเครื่องกระทำการละกามนั้นนั่นแล.

ต่อนั้น พึงวิดเรือคืออัตภาพซึ่งหนักด้วยน้ำคือกิเลส พึงเป็นผู้ถึงฝั่งด้วยอัตภาพเบาเหมือนบุรุษวิดเรือหนัก พึงเป็นผู้ถึงฝั่ง พึงถึงซึ่งฝั่งด้วยเรือเบา โดยลำบากน้อยนั่นเทียว ฉะนั้น เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งพระสัทธรรมคือพระนิพพาน พึงถึงด้วยการบรรลุพระอรหัตต์ คือด้วยการปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

พระสารีบุตรเถระจบเทศนาด้วยยอดคือพระอรหัตต์ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะทุกข์มีชาติเป็นต้นย่อมติดตามบุคคลนั้น ฉะนั้นคือเหตุนั้น แม้ในบทว่า ตํเหตุ เป็นต้นก็นัยนี้แหละ เพราะทุกข์มีประการดังกล่าวแล้วย่อมติดตามบุคคลนั้น เพราะเหตุนั้น เพราะทุกข์ย่อมติดตาม เพราะปัจจัยนั้น เพราะทุกข์ย่อมติดตาม เพราะนิทานนั้น พึงประกอบบทอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า เหตุ เป็นต้นเป็นไวพจน์ของบทว่า การณะ ก็การณะชื่อว่าเหตุ เพราะอรรถว่ามีผลเกิดขึ้น คือเป็นไปด้วยเหตุนั้น

ชื่อว่า ปัจจัย เพราะอรรถว่าผลย่อมอาศัยธรรมนั้นเกิดและเป็นไป

ชื่อว่า นิทาน เพราะอรรถว่า ย่อมมอบให้ซึ่งผลของตน ดุจแสดงว่า เชิญท่านทั้งหลายถือเอาสิ่งนั้นเถิด.

บทว่า ตํการณา ห้ามธรรมที่ไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ

บทว่า ตํเหตุ ปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่เหตุและเหตุแห่งมหาภูต

บทว่า ตปฺปจฺจยา ปฏิเสธปัจจัยที่ไม่ทั่วไปกับธรรมที่ไม่ใช่ปัจจัย.

บทว่า ตํนิทานา หมายเหตุในอาคมและนิคมกับทั้งธรรมที่ไม่ใช่เหตุ.

อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า เอตํ อาทีนวํ สมฺปสฺสมาโน ความว่า ดูอยู่ คือเห็นอยู่โดยชอบซึ่งอันตรายนั้นคือมีประการดังกล่าวแล้ว ด้วยวิปัสสนาญาณ.

บทว่า สทา เป็นบทตั้ง.

บทว่า ปุน สทา เป็นบทขยายความ.

บทว่า สทา ได้แก่ ทุกวัน.

บทว่า สพฺพทา ได้แก่ ทุกเวลา.

บทว่า สพฺพกาลํ ได้แก่ ตลอดกาลทั้งปวงมีเวลาเช้าเป็นต้น.

บทว่า นิจฺจกาลํ ได้แก่ ทุกวันๆ.

บทว่า ธุวกาลํ ได้แก่ ตลอดกาลไม่ขาด.

บทว่า สตตํ ได้แก่ ไม่มีระหว่าง.

บทว่า สมิตํ ได้แก่ เป็นอันเดียวกัน.

บทว่า อพฺโพกิณฺณํ ได้แก่ ไม่เจือปนอย่างอื่น.

บทว่า โปกฺขานุโปกฺขํ ความว่าสืบต่อโดยลำดับ ดุจในประโยคเป็นต้นว่า ย่อมปรากฏติดตามกันไปไม่ผิดพลาด.

____________________________

ฉบับเทวนาครีเป็น โปงฺขานุโปงฺขํ

บทว่า อุทกุมฺมิกชาตํ ได้แก่ เหมือนลูกคลื่นในน้ำที่บังเกิดขึ้น.

บทว่า อวีจิ ได้แก่ ไม่เบาบาง.

บทว่า สนฺตติ ได้แก่ ไม่ขาดระยะ.

บทว่า สหิตํ ได้แก่ สืบต่อเป็นอันเดียวกัน ดุจในประโยคเป็นต้นว่า ของข้าพเจ้าสืบต่อกัน ของท่านไม่สืบต่อกัน.

บทว่า ผุสิตํ ได้แก่ ถูกต้องในที่ลมผ่านไม่ได้ ดุจในประโยคเป็นต้นว่า ขัดกลอน ดังนี้.

สองบทว่า ปุเรภตฺตํ ปจฺฉาภตฺตํ กล่าวแบ่งเวลาในกลางวันสาม.

บทว่า ปุริมยามํ มชฺฌิมยามํ ปจฺฉิมยามํ กล่าวแบ่งเวลาในกลางคืน.

สองบทว่า กาเฬ ชุณฺเห กล่าวถึงกึ่งเดือน.

สามบทว่า วสฺเส เหมนฺเต คิมฺเห กล่าวถึงฤดู.

สามบทว่า ปุริเม วโยขนฺเธ มชฺฌิเม วโยขนฺเธ ปจฺฉิเม วโยขนฺเธ กล่าวแบ่งวัย พึงทราบดังนี้ บทเริ่มต้นว่า สโตติ กาเย กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ ภาเวนฺโต สโต จนถึงบทสุดท้ายว่า เอวํ สมุจฺเฉทโต กาเม ปริวชฺเชยฺย ดังนี้ มีเนื้อความตามที่ได้กล่าวแล้วนั่นแล.

อนึ่ง บทว่า สตตฺตา สโต ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะความเป็นผู้มีสติ ด้วยความเป็นผู้ข้องอยู่ในวัตถุ ๓ หรือด้วยความเป็นผู้สามารถเพื่อจะก้าวล่วงกิเลส ๓.

บทว่า สนฺตตฺตา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีสติด้วยการยังกิเลสและอุปกิเลสให้หนีไปดำรงอยู่ และเพราะเปลื้องจากอารมณ์แล้วสงบ.

บทว่า สมิตตฺตา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้สงบด้วยบุญที่ให้ผลอันน่าปรารถนา และจากบาปที่ให้ผลอันไม่น่าปรารถนา.

บทว่า สนฺตธมฺมสมนฺนาคตตฺตา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ โดยเสพสัปปุริสธรรม และเสวนากับพระอริยบุคคลมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.

บทว่า วตฺถุกาเม ปริชานิตฺวา ความว่า รู้วัตถุกามที่เป็นไปในภูมิ ๓ ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านั้น ด้วยตีรณปริญญา.

บทว่า ปหาย ได้แก่ ละขาดกิเลสกามด้วยปหานปริญญา.

บทว่า ปชหิตฺวา ได้แก่ ทิ้งแล้ว.

ท่านอธิบายไว้ว่า

บรรเทากิเลสกาม เหมือนทิ้งหยากเยื่อด้วยตะกร้าหรือ หามิได้เลย ที่แท้บรรเทากิเลสกามนั้นคือข้าม นำออก ทำกิเลสกามให้สูญสิ้นเหมือนแทงโคงานที่โกงด้วยประตักหรือ? หามิได้เลย ที่แท้ทำให้สูญสิ้นซึ่งกิเลสกามนั้น คือกระทำให้มีที่สุดไปปราศแล้ว คือกระทำกิเลสกามนั้นโดยประการที่แม้ที่สุดก็จักไม่เหลือ แม้เพียงการทำลายโดยกำหนดมีในที่สุด ให้ถึงความไม่มีว่า อย่างไรจึงจะทำกิเลสกามนั้นด้วยประการนั้น คือกระทำโดยประการที่ตัดขาดกิเลสกามด้วยสมุจเฉทปหานดังนี้.

แม้ในกามฉันทนิวรณ์เป็นต้นก็นัยนี้.

ในบทว่า กาโมฆํ เป็นต้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :

ความกำหนัดที่เป็นไปในกามคุณ ๕ ท่านเรียกว่ากาโมฆะ เพราะอรรถว่าจมลง.

บทว่า ภโวโฆ ได้แก่ ฉันทราคะในรูปภพและอรูปภพ และความยินดีในฌาน

บทว่า ทิฏฺโฐโฆ ได้แก่ ความปรารถนาในภพที่ประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิเป็นต้นนั่นแล ทิฏโฐฆะย่อมถึงการรวมลงในภโวฆะนั่นเอง อวิชโชฆะได้แก่ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔.

ในโอฆะเหล่านั้น เมื่อบุคคลยินดีใส่ใจกามคุณทั้งหลาย กาโมฆะที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น และที่เกิดแล้วก็เจริญยิ่งขึ้น. เมื่อบุคคลยินดีใส่ใจมหัคคตธรรมทั้งหลาย ภโวฆะที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น และที่เกิดแล้วก็เจริญยิ่งขึ้น อวิชโชฆะ (อาศัยกามโอฆะ) ที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น และที่เกิดแล้วก็เจริญยิ่งขึ้น ด้วยความเป็นปทัฏฐานแห่งวิปัลลาส ๔ ในธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ พึงทราบดังนี้.

____________________________

ฉบับสิงหฬและพม่าไม่มี

ธรรมฝ่ายขาวพึงให้พิสดารโดยตรงกันข้ามกับนัยที่กล่าวแล้ว.

ผู้ปฏิบัติอัปปณิหิตวิโมกข์ พึงข้ามกาโมฆะได้ ผู้ปฏิบัติอนิมิตตวิโมกข์ พึงข้ามภโวฆะได้ ผู้ปฏิบัติสุญญตวิโมกข์ พึงข้ามอวิชโชฆะได้ พึงข้ามด้วยปฐมมรรค พึงข้ามขึ้นด้วยทุติยมรรค พึงข้ามพ้นด้วยตติยมรรค พึงก้าวล่วงด้วยจตุตถมรรค พึงเป็นไปล่วงด้วยผล ดังนี้แล.

อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า พึงข้ามด้วยกามโอฆะ พึงข้ามด้วยภโวฆะ พึงข้ามขึ้นด้วยภโวฆะ พึงข้ามพ้นด้วยทิฏโฐฆะ พึงกล่าวล่วงด้วยอวิชโชฆะ พึงเป็นไปล่วงด้วยโอฆะทั้งปวง.

บทว่า ครุกํ ได้แก่ ไม่เบา

บทว่า ภาริกํ ความว่า ชื่อว่าภาริกะ บรรทุกหนัก เพราะอรรถว่ามีภัณฑะที่หนักในเรือนี้.

บทว่า อุทกํ สิญฺจิตฺวา ได้แก่ วิดน้ำ.

บทว่า อุสฺสิญฺจิตฺวา ได้แก่ วิดยิ่งเกิน

บทว่า ฉฑฺเฑตฺวา ได้แก่ ให้ตกไป

บทว่า ลหุกาย ได้แก่ เบาพร้อม

บทว่า ขิปฺปํ แปลว่า พลัน

บทว่า ลหุํ ได้แก่ ขณะนั้น.

บทว่า อปฺปกสิเรเนว ได้แก่ โดยไม่ลำบากเลย.

อมตนิพพาน ท่านกล่าวว่าฝั่ง ดังนั้น นิพพานซึ่งออกจากเครื่องร้อยรัดคือตัณหา ท่านกล่าวว่าฝั่ง ซึ่งเป็นฝั่งนอกจากฝั่งในแห่งสักกายทิฏฐิ.

บทว่า โยโส ได้แก่ นี้ใด.

บททั้งปวงมีบทว่า สพฺพสงฺขาร สมโถ เป็นต้น หมายความถึงพระนิพพานทั้งนั้น ก็เพราะความสะเทือนแห่งสังขารทั้งปวง ความหวั่นไหวแห่งสังขารทั้งปวง ความดิ้นรนแห่งสังขารทั้งปวง ย่อมสงบ ย่อมระงับ เพราะอาศัยนิพพานนั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวนิพพานว่า เป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง.

อนึ่ง เพราะอุปธิทั้งปวงย่อมเป็นอันสละคืนได้ ตัณหาทั้งปวงย่อมสิ้นไป ความกำหนัดคือกิเลสทั้งปวงย่อมคลายไป ทุกข์ทั้งปวงย่อมดับไป เพราะอาศัยนิพพานนั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวนิพพานว่า เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายกำหนัด เป็นที่ดับ.

ก็ตัณหานี้ ท่านเรียกว่า วานะ เพราะวิเคราะห์ว่า ย่อมร้อยรัด ย่อมเย็บภพกับภพ กรรมกับผล. ชื่อว่านิพพาน เพราะออกจากวานะนั้น พึงถึงฝั่ง คือพึงถึง พึงบรรลุฝั่งคือนิพพาน ด้วยโคตรภูญาณที่ออกโดยส่วนเดียว ด้วยสามารถแห่งนิมิต พึงถึงฝั่งคือนิพพาน ด้วยมรรคญาณที่ออกโดยส่วน ๒ เป็นพิเศษ ด้วยความเป็นไปแห่งนิมิต พึงถูกต้องคือพึงสัมผัส ฝั่งคือนิพพาน ด้วยผลจิตซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์

บทว่า สจฺฉิกเรยฺย ความว่า พึงถูกต้องด้วยสามารถแห่งคุณแล้วกระทำฝั่งคือนิพพานให้ประจักษ์ ด้วยปัจจเวกขณญาณ.

อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาว่า พึงถึงฝั่งด้วยโสดาปัตติมรรค พึงบรรลุด้วยสกทาคามิมรรค พึงถูกต้องด้วยอนาคามิมรรค พึงทำให้แจ้งด้วยอรหัตมรรคดังนี้

บทว่า โยปิ ปารํ คนฺตุกาโม ความว่า บุคคลคนใดคนหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในวิปัสสนาญาณ เป็นผู้ใคร่จะถึงฝั่งคือนิพพาน บุคคลแม้นั้นจักไปในนิพพานนั้นแน่แท้ ฉะนั้น จึงชื่อว่าปารคู ผู้ถึงฝั่ง. สมจริงดังที่ตรัสไว้เป็นต้นว่า เราเป็นผู้ข้ามพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ดังนี้ บุคคลแม้นั้นชื่อว่าผู้ถึงฝั่ง ด้วยสามารถแห่งอัธยาศัยในส่วนเบื้องต้นและด้วยประกอบวิปัสสนา.

บทว่า โยปิ ปารํ คจฺฉติ ความว่า บุคคลแม้ใด มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ย่อมถึงฝั่งคือนิพพาน บุคคลแม้นั้นก็ชื่อว่าผู้ถึงฝั่ง.

บทว่า โยปิ ปารํ คโต ความว่า บุคคลใดให้สำเร็จกิจด้วยมรรค ตั้งอยู่ในผล ถึงแล้วซึ่งฝั่งคือนิพพาน บุคคลแม้นั้นก็ชื่อว่าผู้ถึงฝั่ง.

เพื่อจะแสดงความข้อนั้นด้วยพระดำรัสของพระชินเจ้า พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลผู้ข้ามพ้นแล้ว ถึงฝั่งแล้ว ดำรงอยู่บนบก ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ดังนี้.

บทว่า อภิญฺญาปารคู ความว่า ชื่อว่าถึงฝั่ง เพราะอรรถว่าใคร่จะถึงฝั่งคือนิพพานด้วยญาตปริญญา ถึงด้วยญาณที่บรรลุแล้ว คือถึงแล้ว.

บทว่า ปริญฺญาปารคู ความว่า ชื่อว่าผู้ถึงฝั่งโดยนัยที่กล่าวแล้ว เพราะก้าวล่วงธรรมทั้งปวงด้วยตีรณปริญญา.

บทว่า ปหานปารคู ความว่า ชื่อว่าผู้ถึงฝั่งโดยนัยที่กล่าวแล้ว เพราะก้าวล่วงกิเลสทั้งหลายที่เป็นฝ่ายสมุทัยด้วยปหานปริญญา.

จริงอยู่ บุคคลใดกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓ คือญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา.

บรรดาปริญญา ๓ เหล่านั้น ญาตปริญญาเป็นไฉน? บุคคลรู้ธรรมทั้งปวงว่า ธรรมเหล่านี้มีในภายใน เหล่านี้มีภายนอก นี้เป็นลักษณะของธรรมนี้ เหล่านี้เป็นรส เป็นปัจจุปัฏฐาน เป็นปทัฏฐาน ดังนี้ นี้ชื่อว่าญาตปริญญา.

ตีรณปริญญาเป็นไฉน? บุคคลพิจารณาธรรมทั้งปวงด้วยสามารถได้เพราะรู้อย่างนี้โดยนัยเป็นต้นว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้ นี้ชื่อว่าตีรณปริญญา

ปหานปริญญาเป็นไฉน? บุคคลพิจารณาอย่างนี้แล้ว ละฉันทราคะในธรรมทั้งปวง ด้วยมรรคอันเลิศ นี้ชื่อว่าปหานปริญญาแล.

พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า พระอรหันต์นั้นถึงฝั่งด้วยการรู้ยิ่ง ถึงฝั่งด้วยการกำหนดรู้ ถึงฝั่งด้วยการละดังนี้ หมายเอาปริญญาเหล่านี้.

บทว่า ภาวนาปารคู ความว่า ภาวนาถึงที่สุดแล้ว ถึงฝั่งคือนิพพานด้วยมรรค.

บทว่า สจฺฉิกิริยาปารคู ความว่า ถึงฝั่งคือผลและนิพพานที่ทำให้แจ้ง ด้วยสามารถแห่งผลและนิพพาน.

บทว่า สมาปตฺติปารคู ความว่า ถึงฝั่งแห่งสมาบัติ ๘.

บทว่า สพฺพธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมทั้งปวงมีขันธ์ ๕ เป็นต้น.

บทว่า สพฺพทุกฺขานํ ได้แก่ ทุกข์ทั้งปวงมีชาติทุกข์เป็นต้น.

บทว่า สพฺพกิเลสานํ ได้แก่ กิเลสทั้งปวงมีกายทุกจริตเป็นต้น.

บทว่า อริยมคฺคานํ ได้แก่ อริยมรรค ๔ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น.

บทว่า นิโรธสฺส ได้แก่ นิพพาน.

บทว่า สพฺพสมาปตฺตีนํ ได้แก่ รูปสมาบัติและอรูปสมาบัติ ๘ ทั้งหมด

บทว่า โส ได้แก่ พระอริยะนั้น.

บทว่า วสิปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงความเป็นผู้ชำนาญ.

อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ถึงความเป็นผู้มีอิสระ คือความเป็นผู้สำเร็จ

บทว่า ปารมิปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงที่สุด คือความสำเร็จ คือความสูงสุด ที่เรียกว่าบารมี เพื่อจะแก้คำถามว่า ถึงในอะไร? พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ในอริยศีล ดังนี้

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยสฺมํ สีลสฺมึ ได้แก่ ในศีลที่ปราศจากโทษ.

บทว่า อริยสฺมึ สมาธิสฺมึ ได้ว่า ในสมาธิที่ปราศจากโทษ.

บทว่า อริยาย ปญฺญาย ได้แก่ ในปัญญาที่ปราศจากโทษ

บทว่า อริยาย วิมุตฺติยา ได้แก่ ในผลวิมุติที่ปราศจากโทษ.

สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ท่านถือเอาด้วยบทแรก

สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ท่านถือเอาด้วยบทที่ ๒.

สัมมาสังกัปปะและสัมมาทิฏฐิ ท่านถือเอาด้วยบทที่ ๓.

ธรรมอันเหลือที่สัมปยุตด้วยอริยมรรคนั้น ท่านถือเอาด้วยบทที่ ๔. พึงทราบดังนี้.

บทว่า อนฺตคโต ความว่า ไปสู่ส่วนสุดแห่งสังขารโลกด้วยมรรค.

บทว่า อนฺตปฺปตฺโต ความว่า ถึงส่วนสุดแห่งโลกนั้นแหละด้วยผล.

บทว่า โกฏิคโต ความว่า ไปสู่ที่สุดแห่งสังขารโลกด้วยมรรค.

บทว่า โกฏิปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่สุดนั้นแหละด้วยผล.

บทว่า ปริยนฺตคโต ความว่า ไปสู่การกำหนดที่สุดของโลก มีขันธโลกและอายตนโลกเป็นต้น ทำให้เป็นทางได้ด้วยมรรค.

บทว่า ปริยนฺตปฺปตฺโต ความว่า ถึงโลกนั้นแหละ ทำให้เป็นที่สุดรอบได้ด้วยผล.

บทว่า โวสานคโต ความว่า ไปสู่ที่สุดด้วยมรรค.

บทว่า โวสานปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่สุดด้วยผล.

บทว่า ตาณคโต ความว่า ไปสู่ที่ต้านทานได้ด้วยมรรค.

บทว่า ตาณปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่ต้านทานได้ด้วยผล.

บทว่า เลณคโต ความว่า ไปสู่ที่เร้นลับได้ด้วยมรรค.

บทว่า เลณปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่เร้นลับได้ด้วยผล.

บทว่า สรณคโต ความว่า ไปสู่ที่พึ่งได้ด้วยมรรค.

บทว่า สรณปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่พึ่งได้ด้วยผล.

บทว่า อภยคโต ความว่า ไปสู่ที่ไม่มีภัยได้ด้วยมรรค.

บทว่า อภยปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่ไม่มีภัยคือนิพพานได้ด้วยผล.

บทว่า อจฺจุติคโต ความว่า ไปสู่ที่ไม่ตาย คือนิพพานได้ด้วยมรรค.

บทว่า อจฺจุติปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่ไม่ตายนั้นได้ด้วยผล.

บทว่า อมตคโต ความว่า ไปสู่แดนอมตะ คือนิพพานได้ด้วยมรรค.

บทว่า อมตปฺปตฺโต ความว่า ถึงแดนอมตะนั้นได้ด้วยผล.

บทว่า นิพฺพานคโต ความว่า ไปสู่นิพพานซึ่งออกจากเครื่องร้อยรัดคือตัณหาได้ด้วยมรรค.

บทว่า นิพฺพานปฺปตฺโต ความว่า ถึงนิพพานนั้นแหละได้ด้วยผล.

บทว่า โส วุฏฺฐวาโส ความว่า พระอรหันต์นั้นชื่อว่าอยู่จบแล้ว เพราะอรรถว่าอยู่แล้ว อยู่รอบแล้ว อยู่จบแล้วในอริยวาสธรรม ๑๐.

บทว่า จิณฺณจรโณ ความว่า ชื่อว่าประพฤติจรณะแล้ว เพราะอรรถว่ามีความชำนาญประพฤติแล้วในสมาบัติ ๘ กับศีล.

บทว่า คตทฺโธ ความว่า ก้าวล่วงทางไกลคือสังสารวัฏ.

บทว่า คตทิโส ความว่า ถึงทิศคือนิพพานซึ่งไม่เคยไปแม้ในความฝัน.

บทว่า คตโกฏิโก ความว่า เป็นผู้ถึงที่สุดคืออนุปาทิเสสนิพพานดำรงอยู่.

บทว่า ปาลิตพฺรหฺมจริโย ความว่า มีพรหมจรรย์อันรักษาแล้ว.

บทว่า อุตฺตมทิฏฺฐิปฺปตฺโต ความว่า ถึงสัมมาทิฏฐิอันอุดม.

บทว่า ปฏิวิทฺธากุปฺโป ความว่า แทงตลอดอรหัตผล ไม่กำเริบคือไม่หวั่นไหว ดำรงอยู่แล้ว.

บทว่า สจฺฉิกตนิโรโธ ความว่า กระทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ คือนิพพานดำรงอยู่แล้ว.

บทว่า ทุกฺขํ ตสฺส ปริญฺญาตํ ความว่า ทุกข์ ๓ อย่างอันพระอรหันต์นั้นก้าวล่วงตัดขาดเสียแล้ว.

บทว่า อภิญฺเญยฺยํ ความว่า พึงรู้ด้วยอาการอันงาม ด้วยสามารถแห่งการหยั่งรู้สภาวลักษณะ.

บทว่า อภิญฺญาตํ ความว่า รู้แล้วด้วยญาณอันยิ่ง.

บทว่า ปริญฺเญยฺยํ ความว่า พึงกำหนดรู้ทราบซึ่งด้วยสามารถแห่งการหยั่งรู้สามัญลักษณะ และด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้มีกิจถึงพร้อมแล้ว.

บทว่า ปริญฺญาตํ ความว่า รู้แล้วโดยรอบ.

บทว่า ภาเวตพฺพํ ได้แก่ พึงให้เจริญ.

บทว่า สจฺฉิกาตพฺพํ ได้แก่ พึงกระทำให้ประจักษ์ ก็การกระทำให้แจ้งมี ๒ อย่างคือ การกระทำให้แจ้งการได้เฉพาะ และการกระทำให้แจ้งอารมณ์.

ในบทว่า อุกฺขิตฺตปลิโฆ นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ปลิโฆ ได้แก่ อวิชชาซึ่งเป็นรากเหง้าแห่งวัฏฏะ.

ก็อวิชชานี้ ท่านเรียกว่าลิ่ม ด้วยอรรถว่าถอนได้ยาก ท่านเรียกพระอรหันต์ว่า เป็นผู้มีอวิชชาเป็นลิ่มสลักอันถอนเสียแล้ว เพราะอวิชชานั้นอันพระอรหันต์นั้นถอนได้แล้ว.

ที่เรียกว่า คู ในบทว่า สงฺกิณฺณปริโข ได้แก่ อภิสังขารคือกรรมที่ให้ภพใหม่ คือเป็นปัจจัยแห่งขันธ์ทั้งหลายในภพใหม่ ซึ่งได้นามว่า ชาติสงสาร ด้วยสามารถให้เกิดในภพทั้งหลาย และด้วยสามารถแห่งการท่องเที่ยวไป.

ก็อภิสังขารคือกรรมนั้น ท่านเรียกว่าคู เพราะตั้งแวดล้อมด้วยสามารถกระทำความเกิดขึ้นบ่อยๆ ท่านเรียกพระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีกรรมเป็นคูอันกำจัดเสียแล้ว เพราะกรรมอันเป็นคูนั้นอันพระอรหันต์กำจัดเสียแล้ว คือถมเสียแล้ว.

บทว่า เอสิกา ในบทว่า อพฺพุฬฺเหสิโก ได้แก่ ตัณหาซึ่งเป็นมูลแห่งวัฏฏะ. ก็ตัณหานี้ลึกซึ้ง ท่านเรียกว่าเสาระเนียด เพราะอรรถว่าข้ามไปได้ยาก ท่านเรียกพระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีตัณหาเป็นเสาระเนียดอันถอนเสียแล้ว เพราะตัณหานั้นอันพระอรหันต์นั้นถอนได้แล้ว คือถอนทิ้งไปแล้ว.

ที่เรียกว่า อัคคฬะ ในบทว่า นิรคฺคโฬ ได้แก่ สังโยชน์ที่ใช้เกิดกิเลสอย่างหยาบ คือโอรัมภาคิยสังโยชน์ ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดในกามภพ.

ก็สังโยชน์เหล่านี้ท่านเรียกว่าอัคคฬะ เพราะตั้งปิดกั้นจิตไว้ เหมือนบานประตูใหญ่ที่ใช้เป็นประตูพระนครฉะนั้น ท่านเรียกพระอรหันต์ว่าเป็นผู้ไม่มีสังโยชน์เป็นบานประตู เพราะไม่มีสังโยชน์เป็นบานประตู คือสังโยชน์เหล่านั้นอันพระอรหันต์ทำลายได้แล้ว.

บทว่า อริโย ได้แก่ ไม่มีกิเลส คือบริสุทธิ์

บทว่า ปนฺนทฺธโช ได้แก่ มีธง คือมานะให้ตกไปแล้ว.

บทว่า ปนฺนภาโร ได้แก่ ชื่อว่ามีภาระอันปลงเสียแล้ว เพราะภาระคือขันธ์ ภาระคือกิเลส ภาระคืออภิสังขาร ภาระคือกามคุณ ๕ อันพระอรหันต์นั้นปลงแล้ว คือวางลงแล้ว.

อีกอย่างหนึ่ง ในที่นี้ ท่านประสงค์ว่ามีมานะอันปลงแล้ว เพราะภาระคือมานะนั่นแหละ พระอรหันต์วางลงแล้ว.

บทว่า วิสํยุตฺโต ความว่า ไม่เกี่ยวข้องด้วยโยคะ ๔ และกิเลสทั้งปวง.

แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์ว่า ชื่อว่าไม่เกี่ยวข้อง เพราะไม่เกี่ยวข้องด้วยกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องคือมานะนั่นเอง

ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ พระสารีบุตรเถระแสดงกาลที่ให้กิเลสทั้งหลายสิ้นไปด้วยมรรคแล้วบรรลุผลสมาบัติซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์ ของพระขีณาสพผู้บรรลุนิโรธซึ่งเป็นธรรมเครื่องอยู่อันประเสริฐ.

เหมือนอย่างว่า มีนคร ๒ นคร คือ โจรนคร ๑ เขมนคร ๑.

ครั้งนั้น นายทหารใหญ่คนหนึ่งเกิดความปรารถนาขึ้นว่า โจรนครนี้ยังตั้งอยู่ตราบใด เขมนครย่อมไม่พ้นภยันตรายนั้น เราจักทำโจรนครให้ไม่เป็นนคร. เขาสวมเกราะถือพระขรรค์เข้าไปยังโจรนคร เอาพระขรรค์ฟันเสาระเนียดซึ่งเขายกขึ้นไว้ที่ประตูนคร ทำลายที่ต่อบานประตูและหน้าต่างถอนลิ่มสลัก ทำลายกำแพง ถมคู เอาธงที่ยกขึ้นเพื่อความสง่างามของนครลง เอาไฟเผานคร แล้วเข้าเขมนคร ขึ้นบนปราสาท แวดล้อมไปด้วยหมู่ญาติ บริโภคโภชนาหารที่มีรสอร่อยฉันใด

ข้ออุปไมยก็ฉันนั้น สักกายทิฏฐิดุจโจรนคร นิพพานดุจเขมนคร พระโยคาวจรดุจนายทหารใหญ่ พระโยคาวจรนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า เครื่องผูกคือสักกายทิฏฐิยังผูกพันอยู่ตราบใด ความหลุดพ้นจากกรรมกรณ์ ๓๒ จากโรค ๙๘ และจากภัยใหญ่ ๒๕ ย่อมไม่มี.

พระโยคาวจรนั้นเป็นดุจนายทหารใหญ่ สวมเกราะคือศีล ถือพระขรรค์คือปัญญา ฟันเสาระเนียดคือตัณหา ด้วยอรหัตมรรคดุจฟันเสาระเนียดด้วยพระขรรค์ ฉุดลูกดาลคือสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการ ดุจนายทหารนั้นทำลายหน้าต่างนครพร้อมทั้งบานประตูถอนลิ่มสลักคืออวิชชา ดุจนายทหารนั้นถอนลิ่มสลักทำลายกรรมาภิสังขารถมคูคือชาติสงสาร ดุจนายทหารทำลายกำแพงถมคู เอาธงคือมานะลงแล้วเผานครคือสักกายทิฏฐิ ดุจนายทหารนั้นเอาธงที่ยกขึ้นเพื่อความสง่างามของนครลง เข้าสู่นครนิพพาน เสวยสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติซึ่งมีนิโรธ อันเป็นอมตะเป็นอารมณ์ ยังกาลให้ล่วงไป ดุจนายทหารนั้นเข้าสู่เขมนคร บริโภคโภชนาหารมีรสอร่อยบนปราสาท ฉะนั้น.

____________________________

นิโรธ หมายถึง นิพพาน

สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีอวิชชาเป็นลิ่มสลักอันถอนเสียแล้ว อย่างไร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละอวิชชาแล้ว ถอนรากแล้ว ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีอวิชชาเป็นลิ่มสลักอันถอนเสียแล้วอย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีกรรมเป็นคูอันกำจัดเสียแล้วอย่างไร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละชาติสงสารอันให้เกิดในภพใหม่แล้ว ฯลฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีกรรมเป็นคูอันกำจัดเสียแล้วอย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีตัณหาเป็นเสาระเนียดอันถอนเสียแล้ว อย่างไร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละตัณหาแล้ว ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีตัณหาเป็นเสาระเนียดอันถอนเสียแล้วอย่างนี้แล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ไม่มีสังโยชน์เป็นบานประตู อย่างไร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการแล้ว ฯลฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่มีสังโยชน์เป็นบานประตูอย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ไกลจากกิเลสอันเป็นข้าศึก มีมานะเป็นธงอันให้ตกไปแล้ว มีภาระอันปลงเสียแล้ว มีโยคกิเลสมิได้เกี่ยวข้อง อย่างไร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละอัสมิมานะแล้วถอนรากแล้ว ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไกลจากกิเลสอันเป็นข้าศึก มีมานะเป็นธงอันให้ตกไปแล้ว มีภาระอันปลงเสียแล้ว มีโยคกิเลสมิได้เกี่ยวข้องอย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาทั้งหลายพร้อมด้วยพระอินทร์ พระพรหม พระประชาบดี ติดตามภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้แลย่อมไม่พบนิสิต นี้เป็นวิญญาณของตถาคต ดังนี้.

บทว่า ปญฺจงฺควิปฺปหีโน ความว่า ละองค์ ๕ มีกามฉันท์เป็นต้นด้วยอุบายมีอย่างต่างๆ ตั้งอยู่

สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า :

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ละขาดองค์ ๕ อย่างไร?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละกามฉันทะ ละพยาบาท ละถีนมิทธะ ละอุทธัจจกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ละขาดองค์ ๕ อย่างนี้แล ดังนี้.

บทว่า ฉฬงฺคสมนฺนาคโต ความว่า ละอนุสัยคือปฏิฆะในอารมณ์มีรูปเป็นต้นในทวาร ๖ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะด้วยสามารถแห่งอุเบกขา ท่านกล่าวว่า ประกอบด้วยองค์ ๖ เพราะยังองค์ ๖ ให้เต็มตั้งอยู่แล้วด้วยสามารถแห่งการอยู่.

สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า :-

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ อย่างไร?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ เป็นผู้ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ฟังเสียงด้วยหู ฯลฯ สูดกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ เป็นผู้ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ อย่างนี้แล ดังนี้

บทว่า เอการกฺโข ความว่า ชื่อว่าเอการักขะ เพราะอรรถว่ามีการรักษาอย่างเอก คืออุดม ด้วยธรรมเครื่องรักษาคือสติ.

สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า :-

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีสติเป็นธรรมเครื่องรักษาอย่างเอก อย่างไร? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจมีสติเป็นธรรมเครื่องรักษาอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีสติ เป็นธรรมเครื่องรักษาอย่างเอกนี้แล ดังนี้

บทว่า จตุราปสฺเสโน ความว่า เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องอาศัย ๔ ด้วยสามารถแห่งธรรมเป็นเครื่องอาศัย ๔ อย่าง คือ การเสพเฉพาะ. การเว้น, การบรรเทา, และการละ ด้วยปัญญา ที่ไม่เป็นไปข้างโน้น ข้างนี้คือบรรลุธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่

สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ :-

พึงให้พิสดารโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่อง.

อาศัย ๔ อย่างไร?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องอาศัย ๔ อย่างไร?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาแล้วเสพเฉพาะอย่าง ๑ พิจารณาแล้วเว้นอย่าง ๑ พิจารณาแล้วบรรเทาอย่าง ๑ พิจารณาแล้วละอย่าง ๑ ดังนี้

บทว่า ปนุณฺณปจฺเจกสจฺโจ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีทิฏฐิสัจจะเฉพาะอย่างอันบรรเทาเสียแล้ว เพราะอรรถว่าทิฏฐิสัจจะกล่าวคือเฉพาะ อย่าง เพราะถือเอาเฉพาะอย่างเดียวอย่างนี้ว่า ทัศนะนี้เท่านั้นจริง ทัศนะนี้เท่านั้นจริง ดังนี้ อันพระอรหันต์นั้นบรรเทาแล้ว คือนำออกแล้ว ละแล้ว.

บทว่า อวย ในบทว่า สมวยสฏฺเฐสโน นี้ได้แก่ ไม่หย่อน.

บทว่า สฏฺฐ ได้แก่ ประเสริฐ.

ชื่อว่าสมวยสัฏเฐสนะ เพราะอรรถว่ามีการแสวงหาอันชอบ ไม่หย่อน ประเสริฐ. อธิบายว่า มีการแสวงหาทั้งปวงประเสริฐโดยชอบ.

บทว่า เกวลี ได้แก่ เป็นผู้บริบูรณ์.

บทว่า วุสิตวา ได้แก่ เป็นผู้มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว คือเป็นผู้อยู่จบในอริยมรรคซึ่งเป็นเครื่องอยู่อันสมควรแก่โยคะบ้าง ในอริยวาสธรรม ๑๐ บ้าง.

บทว่า อุตฺตมปุริโส ได้แก่ เป็นบุรุษวิเศษ คือเป็นบุรุษอาชาไนย เพราะมีกิเลสสิ้นแล้ว.

บทว่า ปรมปุริโส ได้แก่เป็นบุรุษสูงสุด คือเป็นผู้ถึงความบรรลุปรมัตถะ เพราะถึงการได้เฉพาะซึ่งประโยชน์อย่างยิ่ง คือถึงการได้เฉพาะซึ่งพระอรหัตต์อันอุดมที่พึงถึง เป็นบุญเขตที่ยอดเยี่ยม จึงชื่อว่าเป็นบุรุษสูงสุด เป็นบรมบุรุษด้วยอรรถนั้นแหละ คือเป็นผู้ถึงความบรรลุปรมัตถะ เพราะเป็นผู้ถึงการได้เฉพาะซึ่งอมตะ เพื่อเข้าสมาบัติอันยอดเยี่ยม.

อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า เป็นอุดมบุรุษด้วยสามารถรู้ดีถึงโทษในการครองเรือนแล้วจึงเข้าศาสนา เป็นบรมบุรุษด้วยสามารถรู้ดีถึงโทษในอัตภาพแล้วจึงเข้าวิปัสสนา คือรู้ดีถึงโทษในกิเลสจึงเข้าสู่อริยภูมิ เป็นผู้ถึงความบรรลุปรมัตถะ.

บทว่า เนว อาจินาติ ความว่า ไม่เพิ่มวิบากแห่งกุศลและอกุศลเหล่านั้น เพราะละกุศลและอกุศลได้แล้ว.

บทว่า น อปจินาติ ความว่า มิได้กำจัด เพราะตั้งอยู่ในผลแล้ว.

บทว่า อปจินิตฺวา ฐิโต ความว่า ยังหยาดแห่งกิเลสทั้งหลายให้แห้งตั้งอยู่แล้ว เพราะตั้งอยู่ในการละด้วยสงบระงับ.

บทว่า เนว ปชหติ ความว่า มิได้ละกิเลสทั้งหลาย เพราะไม่มีกิเลสที่จะต้องละ.

บทว่า น อุปาทิยติ ความว่า มิได้ถือเอาด้วยตัณหามานะทิฏฐิเหล่านั้น เพราะไม่มีสิ่งที่จะพึงถือเอาด้วยตัณหามานะทิฏฐิ.

บทว่า ปชหิตฺวา ฐิโต ความว่า ละแล้วจึงตั้งอยู่.

บทว่า เนว วิสิเนติ ความว่า มิได้เย็บด้วยสามารถแห่งตัณหา.

บทว่า น อุสฺสิเนติ ความว่า มิได้ยกขึ้นด้วยสามารถแห่งมานะ.

บทว่า วิสิเนตฺวา ฐิโต ความว่า มิได้กระทำการเย็บด้วยตัณหาตั้งอยู่.

อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า เนว วิธุเปติ ความว่า มิได้ให้ไฟคือกิเลสดับ.

บทว่า น สนฺธุเปติ ความว่า มิได้ให้ไฟคือกิเลสลุก.

บทว่า วิธุเปตฺวา ฐิโต ความว่า ให้ดับแล้วตั้งอยู่

บทว่า อเสกฺเขน สีลกฺขนฺเธน ความว่า ดำรงอยู่ คือดำรงอยู่โดยความเป็นผู้ไม่เสื่อม เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ คือด้วยกองแห่งศีล ซึ่งเป็นอเสขะ เพราะไม่มีข้อที่จะต้องศึกษา.

บทว่า สมาธิกฺขนฺเธน ได้แก่ ด้วยสมาธิอันสัมปยุตด้วยสัมมาวายามะและสัมมาสติ.

บทว่า วิมุตติกฺขนฺเธน ได้แก่ ด้วยขันธ์อันสัมปยุตด้วยผลวิมุตติ.

บทว่า วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธน ได้แก่ ด้วยปัจจเวกขณญาณ.

บทว่า สจฺจํ ปฏิปาทยิตฺวา ความว่า ยังอริยสัจ ๔ ให้ถึงพร้อมในสันดานของตนด้วยสามารถแห่งสภาวะ คือแทงตลอดแล้วตั้งอยู่.

บทว่า เอวํ สมติกฺกมิตฺวา ได้แก่ ก้าวล่วงตัณหาเครื่องหวั่นไหว.

บทว่า กิเลสคฺคึ ได้แก่ ไฟคือกิเลสมีราคะเป็นต้น.

บทว่า ปริยาทยิตฺวา ได้แก่ ให้สิ้นแล้ว คือให้ดับแล้ว.

บทว่า อปริคมนตาย ได้แก่ ด้วยการไม่ไปในสังสารวัฏ ความว่า ไม่มีการกลับมาอีก.

บทว่า กูฏํ สมาทาย ได้แก่ ถือเอาความชนะ.

บทว่า มุตฺติปฏิเสวนตาย ได้แก่ ด้วยภาวะพ้นจากกิเลสทั้งปวง เสพอารมณ์มีรูปเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ด้วยสามารถเสพผลสมาบัติ ซึ่งพ้นจากกิเลสทั้งปวง.

บทว่า เมตฺตาย ปาริสุทฺธิยา ได้แก่ ดำรงอยู่ด้วยเมตตาที่ตั้งอยู่ในความบริสุทธิ์ เพราะพ้นจากอุปกิเลส แม้ในกรุณาเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

บทว่า อจฺจนฺตปาริสุทฺธิยา ได้แก่ ดำรงอยู่ด้วยความบริสุทธิ์ ก้าวล่วงถึงที่สุดของความบริสุทธิ์.

บทว่า อกมฺมยตา ความว่า ตัณหาทิฏฐิมานะ ท่านเรียกว่า กมฺมยา ความแข็งกระด้าง ความไม่มีแห่งตัณหาทิฏฐิมานะเหล่านั้น ชื่อว่า อกมฺมยตา ความเป็นผู้ไม่แข็งกระด้าง ดำรงอยู่ในความเป็นผู้เว้นจากตัณหามานะทิฏฐินั้น.

สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :

คนเช่นท่านนั้น เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นผู้มีปัญญาดี

เป็นมุนีที่ไม่แข็งกระด้างในธรรมทั้งปวง ดังนี้.

แม้ในที่นี้ ความก็ว่า เป็นผู้เว้นจากตัณหามานะทิฏฐิ นั่นเอง

บทว่า วิมุตฺตตฺตา ได้แก่ ด้วยความเป็นผู้พ้นจากกิเลสทั้งปวง

บทว่า สนฺตุสิตตฺตา ความว่า ตั้งอยู่เพราะความเป็นผู้สันโดษ ด้วยยถาลาภสันโดษ ยถาพลสันโดษ ยถาสารุปปสันโดษ

บทว่า ขนฺธปรยนฺเต ความว่า เผาขันธ์ ๑ ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕ ด้วยไฟคือปริญญา ๓ แล้วตั้งอยู่ในส่วนสุด คือที่สุด แม้ในส่วนสุดรอบแห่งธาตุเป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.

บทว่า ธาตุปริยนฺเต ได้แก่ในส่วนสุดรอบแห่งธาตุ ๑๘.

บทว่า อายตนปริยนฺเต ได้แก่ อายตนะ ๑๒.

บทว่า คติปริยนฺเต ได้แก่ คติ ๕ มีนรกเป็นต้น.

บทว่า อุปปตฺติปริยนฺเต ได้แก่ ในการบังเกิดในสุคติและทุคติ.

บทว่า ปฏิสนฺธิปริยนฺเต ได้แก่ ในปฏิสนธิในกามภพ ที่รูปภพและอรูปภพ.

บทว่า ภวปริยนฺเต ได้แก่ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ สัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ กามภพ รูปภพและอรูปภพ.

บทว่า สํสารปริยนฺเต ได้แก่ ในความเป็นไปไม่ขาดแห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะ.

บทว่า วฏฺฏปริยนฺเต ได้แก่ ในส่วนสุดรอบแห่งกรรมวัฏ วิปากวัฏและกิเลสวัฏ.

บทว่า อนติมภเว ได้แก่ ในอุปบัติภพอันเป็นที่สุด.

บทว่า อนฺติมสมุสฺสเย ฐิโต ได้แก่ ตั้งอยู่ในร่างกาย คือในสรีระอันเป็นที่สุด.

บทว่า อนฺติมเทหธโร ความว่า ชื่อว่าทรงไว้ซึ่งร่างกายที่สุด เพราะอรรถว่าทรงไว้ซึ่งร่างกายคือสรีระ อันมีในที่สุดคือเป็นที่สุด.

บทว่า อรหา ความว่า ชื่อว่าพระอรหันต์ เพราะไกลข้าศึก เพราะกำจัดข้าศึก เพราะควรแก่ปัจจัยเป็นต้นและเพราะไม่มีที่ลับในการทำชั่ว.

บทว่า ตสฺสายํ ปจฺฉิมโก ความว่า ร่างกายคืออัตภาพนี้ เป็นที่สุดของพระขีณาสพนั้น.

บทว่า จริโม ได้แก่ น้อย เฉื่อยชา ดุจคำข้าวน้อย.

พระสารีบุตรเถระกล่าวว่าพระขีณาสพนั้นมิได้มีชาติมรณะสังสาระ และภพใหม่ดังนี้ หมายเอาความที่ปฏิสนธิไม่มีอีก.

ความเกิดชื่อว่าชาติ. ชื่อว่ามรณะ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องตายของสัตว์ทั้งหลาย เมื่อทรงสรุปภาวะที่ตรัสไว้ว่า ความเป็นไปในสังสารวัฏไม่ขาดแห่งขันธ์เป็นต้น ย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพนั้นอีกดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เพราะฉะนั้นสัตว์ ฯลฯ วิดเรือแล้วเป็นผู้ถึงฝั่ง ดังนี้.

ในพระสูตรนี้ บทใดมิได้กล่าวไว้ในระหว่างๆ บทนั้นพึงถือตามแนวพระบาลี.

สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถามหานิทเทส อรรถกถากามสุตตนิทเทส จบสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

อรรถกถา กามสุตตนิทเทส