คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๑,๕๐๑ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถาคุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๒

ในคุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า สตฺโต ได้แก่ ผู้ข้อง.

บทว่า คุหายํ ได้แก่ ในกาย.

ก็กายท่านเรียกว่า ถ้ำ เพราะเป็นห้องที่อยู่ของกิเลสร้ายๆ มีราคะเป็นต้น.

บทว่า พหุนาภิฉนฺโน ได้แก่ อันกิเลสมีราคะเป็นต้นมากปิดบังไว้ด้วยบทว่า พหุนาภิฉนฺโน นี้ ท่านกล่าวถึงเครื่องผูกภายใน.

บทว่า ติฏฐํ ได้แก่ เมื่อตั้งอยู่ด้วยอำนาจราคะเป็นต้น.

กามคุณ ท่านกล่าวว่าโมหนะ ในบทว่า โมหนสฺมึ ปคาฬฺโห. ด้วยว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมหลงในกามคุณนี้ เป็นผู้หยั่งลงในกามคุณเหล่านั้น ด้วยบทว่า โมหนสฺมึ ปคาฬฺโห นี้ ท่านกล่าวถึงเครื่องผูกภายนอก.

บทว่า ทูเร วิเวกา หิ ตถาวิโธ โส ความว่า นรชนผู้มีอย่างนั้นเป็นรูปนั้นอยู่ไกล คือไม่ใกล้ จากวิเวกทั้ง ๓ อย่างมีกายวิเวกเป็นต้น. เพราะเหตุไร? เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย.

ท่านอธิบายว่า เพราะกามทั้งหลายในโลก ย่อมไม่เป็นของที่นรชนจะละได้โดยง่าย.

บทว่า สตฺโตติ หิ โข วุตฺตํ ท่านกล่าวว่าโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า สัตว์ นรชน มาณพ.

พระพุทธพจน์ว่า คุหายํ ที่พระสารีบุตรเถระอธิบายว่า คุหา ตาว วตฺตพฺพา ความว่า ถ้ำควรกล่าวก่อน. ในบทว่า กาโยติ วา เป็นต้น ประกอบบทดังนี้ก่อนว่า กายก็ดี ถ้ำก็ดี ฯลฯ หม้อก็ดี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาโย ได้กล่าวไว้แล้วในสติปัฏฐานกถาในหนหลังโดยนัยเป็นต้นว่า ชื่อว่า กาย เพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่ของสิ่งน่าเกลียดทั้งหลาย.

ชื่อว่า ถ้ำ เพราะอรรถว่าเป็นห้องที่อยู่ของกิเลสร้ายๆ มีราคะเป็นต้น. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า เพราะอรรถว่าปกปิด ก็มี, ดุจในประโยคมีอาทิว่า ไปรับอารมณ์ได้ไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่างมีหทัยรูปเป็นถ้ำที่อาศัย ดังนี้.

ชื่อว่า ร่างกาย เพราะอรรถว่าถูกกิเลสมีราคะเป็นต้นเผา ดุจในประโยคมีอาทิว่า เขาเหล่านั้นละร่างมนุษย์แล้ว ดังนี้.

ชื่อว่า ร่างกายของตน เพราะอรรถว่ากระทำให้มัวเมา ดุจในประโยคมีอาทิว่า ร่างกายของตนเป็นของเปื่อยเน่าทำลายไป เพราะชีวิตมีความตายเป็นที่สุด ดังนี้.

ชื่อว่า เรือ เพราะอรรถว่าสัญจรไปในสังสารวัฏ ดุจในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ เธอจงวิดเรือนี้เถิด เรือที่เธอวิดแล้วจักถึงเร็ว ดังนี้.

ชื่อว่า รถ เพราะอรรถว่ามีอิริยาบถดุจในประโยคมีอาทิว่า รถคือร่างกาย มีศีลเป็นเครื่องประดับ มีฌานเป็นเพลา มีความเพียรเป็นล้อดังนี้.

ชื่อว่า ธง เพราะอรรถว่าลอยเด่น ดุจในประโยคมีอาทิว่า ธงเป็นเครื่องปรากฏของรถ ดังนี้.

ชื่อว่า จอมปลวก เพราะเป็นที่อยู่ของเหล่ากิมิชาติทั้งหลาย ดุจในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ คำว่าจอมปลวกนี้แล เป็นชื่อของกายซึ่งประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ นี้. เหมือนอย่างว่า จอมปลวกภายนอก ท่านเรียกว่า จอมปลวก ด้วยเหตุ ๔ ประการ คือคายออก ผู้คายออก คายความริษยาออก คายน้ำมันสำหรับเชื่อมออก. ด้วยว่าจอมปลวกนั้น ชื่อว่าจอมปลวก เพราะอรรถว่าคายสัตว์ต่างๆ มีงู พังพอน หนูและตุ๊กแกเป็นต้น.

ชื่อว่า จอมปลวก เพราะอรรถว่าตัวปลวกทั้งหลายใช้จะงอยปากคาบดินก้อนเล็กๆ มาคายออกก่อขึ้นสูงประมาณสะเอวบ้าง ประมาณชั่วบุรุษบ้าง แม้ฝนตกถึง ๗ สัปดาห์ก็ไม่พังทลาย เพราะน้ำมันคือน้ำลายที่ตัวปลวกทั้งหลายคายออกเชื่อมยึดไว้. แม้ในฤดูร้อน เมื่อเอาดินกำมือหนึ่งแต่จอมปลวกนั้นมาบีบด้วยกำมือที่จอมปลวกนั้น น้ำมันก็ไหลออก.

ชื่อว่า จอมปลวก เพราะอรรถว่าคายน้ำมันสำหรับเชื่อมออก ด้วยประการฉะนี้. แม้กายนี้ก็ฉันนั้น ชื่อว่า จอมปลวก เพราะอรรถว่า คายออกซึ่งของไม่สะอาดมีประการต่างๆ โดยนัยเป็นต้นว่า คายขี้ตาจากนัยน์ตา.

พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระขีณาสพทั้งหลายทิ้งอัตภาพด้วยสละความใคร่ในอัตภาพนี้ ดังนั้นจึงชื่อว่าจอมปลวก เพราะอรรถว่าอันพระอริยะทั้งหลายคายแล้ว ก็มี.

อนึ่ง กายนี้อันกระดูกสามร้อยท่อนตั้งไว้ มีเอ็นเป็นเครื่องผูก มีเนื้อเป็นเครื่องฉาบทา หุ้มห่อไว้ด้วยหนังสด ย้อมไว้ด้วยผิว ล่อลวงเหล่าสัตว์. ทั้งหมดนั้นอันพระอริยะทั้งหลายคายแล้วทีเดียว ดังนั้นจึงชื่อว่าจอมปลวก เพราะอรรถว่าคายความริษยาออก ก็มี.

กายนี้เชื่อมไว้ด้วยน้ำมันคือตัณหา ที่พระอริยะทั้งหลายคายแล้วนั่นแลเพราะตัณหาให้เกิดแล้วอย่างนี้ว่า ตัณหาให้บุรุษเกิด แล่นไปสู่จิตของบุรุษนั้น ดังนั้นจึงชื่อว่าจอมปลวก เพราะอรรถว่าคายน้ำมันสำหรับเชื่อมออก ก็มี.

เหล่าสัตว์ต่างๆ ภายในจอมปลวก ย่อมเกิด ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ นอนเจ็บไข้ ตายตกไปในจอมปลวกนั้นเอง. จอมปลวกนั้นเป็นเรือนคลอด เป็นส้วม เป็นโรงพยาบาล และเป็นสุสานของสัตว์เหล่านั้นด้วยประการฉะนี้ฉันใด

แม้ร่างกายของกษัตริย์มหาศาลเป็นต้นก็ฉันนั้น มีกิมิชาติประมาณแปดหมื่นเหล่า โดยการนับเหล่า อย่างนี้คือ เหล่าสัตว์ที่อาศัยผิว เหล่าสัตว์ที่อาศัยหนัง เหล่าสัตว์ที่อาศัยเนื้อ เหล่าสัตว์ที่อาศัยเอ็น เหล่าสัตว์ที่อาศัยกระดูก เหล่าสัตว์ที่อาศัยเยื่อในกระดูก ย่อมเกิดถ่ายอุจจาระปัสสาวะ นอนกระสับกระส่ายด้วยความไข้ตายตกไปภายในกายนั่นแหละ โดยไม่คิดนึกว่า นี้เป็นกายของผู้มีอานุภาพมาก ที่คุ้มครองรักษาแล้ว ประดับตกแต่งแล้ว กายแม้นี้ย่อมเป็นเรือนคลอด เป็นส้วม เป็นโรงพยาบาล และเป็นสุสานของสัตว์เหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้ ดังนั้นจึงนับว่าจอมปลวก.

ชื่อว่า รัง เพราะเป็นที่เก็บ คือเป็นรังแห่งโรคเป็นต้น ดุจในประโยคว่า รูปนี้เป็นรังแห่งโรคผุพัง ดังนี้.

ชื่อว่า นคร เพราะอรรถว่าเป็นที่ท่องเที่ยวไปแห่งของชอบใจและของไม่ชอบใจ ดุจในประโยคว่า นครคือกายของตน เป็นต้น.

ชื่อว่า กระท่อม เพราะอรรถว่า เป็นเรือนที่อยู่อาศัยแห่งปฏิสนธิ ดุจในประโยคว่า พิจารณาในกระท่อมซึ่งมี ๕ ประตู เป็นต้น.

ชื่อว่า ฝี เพราะเป็นของเปื่อยเน่า ดุจในประโยคว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า โรค ว่าฝี ว่าลูกศร นี้เป็นชื่อของกาย เป็นต้น.

ชื่อว่า หม้อ เพราะอรรถว่า แตก ดุจในประโยคว่า รู้แจ้งกายนี้อันเปรียบได้กับหม้อ เป็นต้น.

บทว่า กายสฺเสตํ อธิวจนํ ความว่า การกล่าวนี้ คือมีประการดังกล่าวแล้ว เป็นชื่อของที่อยู่ของสิ่งที่น่าเกลียดทั้งหลายซึ่งสำเร็จแต่มหาภูตรูป ๔

บทว่า คุหายํ ได้แก่ ในสรีระ.

บทว่า สตฺโต ได้แก่ ติดแน่น.

บทว่า วิสตฺโต ได้แก่ ติดแน่นด้วยอาการต่างๆ มีความกำหนัดในวรรณะเป็นต้น.

ชื่อว่า ข้องทั่วไป ด้วยสามารถแห่งความกำหนัดในสัณฐาน.

ชื่อว่า ติดอยู่ ด้วยสามารถแห่งการยึดถือในถ้ำนั้นว่างาม เป็นสุข.

ชื่อว่า พันอยู่ ด้วยสามารถแห่งการยึดถือว่าเป็นตน.

บทว่า ปลิพุทฺโธ ได้แก่ ไม่ปล่อยด้วยสามารถแห่งความกำหนัดในผัสสะตั้งอยู่.

บทว่า ภิตฺติขีเล ได้แก่ ลิ่มซึ่งตอกไว้ที่ฝา.

บทว่า นาคทนฺเต ได้แก่ ที่ไม้งอเช่นกับงาช้าง.

บทว่า สตฺตํ ได้แก่ ติดอยู่ที่ลิ่มซึ่งตอกติดไว้ที่ฝา.

บทว่า วิสตฺตํ ได้แก่ ติดอยู่ที่ไม้ขอ.

บทว่า อาสตฺตํ ได้แก่ ติดอยู่ที่ราวจีวร.

บทว่า ลคฺคํ ได้แก่ ติดอยู่ที่สายระเดียงตากจีวร.

บทว่า ลคฺคิตํ ได้แก่ ติดอยู่ที่เท้าตั่ง.

บทว่า ปลิพุทฺธํ ได้แก่ติดอยู่ที่เท้าเตียง พึงประกอบความโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า ลคฺคนาธิวจนํ ได้แก่ การกล่าวถึงการติดแน่นเป็นพิเศษ.

บทว่า ฉนฺโน ได้แก่ อันกิเลสทั้งหลายมีประการดังกล่าวปิดบังไว้ ชื่อว่าคลุมไว้ เพราะปิดบังไว้เหนือๆ ขึ้นไป โดยเกิดขึ้นบ่อยๆ.

บทว่า อาวุโฏ ได้แก่ หุ้มห่อไว้.

บทว่า นิวุโต ได้แก่ กั้นไว้.

บทว่า โอผุโฏ ได้แก่ ปิดคลุมไว้.

บทว่า ปิหิโต ได้แก่ ครอบไว้ ดุจครอบปากหม้อข้าวด้วยภาชนะ

บทว่า ปฏิจฺฉนฺโน ได้แก่ ปกคลุมไว้.

บทว่า ปฏิกุชฺชิโต ได้แก่ ให้ตั้งคว่ำหน้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บังไว้ ดุจหญ้าและใบไม้เป็นต้นบังไว้. คลุมไว้ ดุจสะพานคลุมแม่น้ำ. หุ้มห่อไว้ ดุจกั้นทางสัญจรของประชาชน.

บทว่า วินิพนฺโธ มานวเสน ความว่า เป็นผู้ผูกพันในอารมณ์ต่างๆ ตั้งอยู่ด้วยมานะและอติมานะมีอย่างต่างๆ.

บทว่า ปรามฏฺโฐ ทิฏฺฐิวเสน ความว่า เป็นผู้ยึดถือ คือลูบคลำถือเอาด้วยทิฏฐิ ๖๒.

บทว่า วิกฺเขปคโต อุทฺธจฺจวเสน ความว่า เป็นผู้ถึง คือเข้าถึงความฟุ้งซ่านแห่งจิต ด้วยไม่ตั้งมั่นในอารมณ์.

บทว่า อนิฏฺฐงฺคโต วิจิกิจฺฉาวเสน ความว่า เป็นผู้ไม่ถึงความตกลงด้วยวิจิกิจฉากล่าวคือ ความสงสัยในพระรัตนตรัยเป็นต้น.

บทว่า ถามคโต อนุสยวเสน ความว่า เป็นผู้ถึงคือเข้าถึงภาวะมั่นคง ย่อมตั้งอยู่ด้วยกิเลสที่นอนเนื่องซึ่งละไม่ได้เพราะนำออกได้ยาก.

บทว่า รูปูปายํ ความว่า เข้าถึงรูปทำให้เป็นอารมณ์ ด้วยสามารถเข้าถึงตัณหาและทิฏฐิ.

บทว่า วิญฺญาณํ ติฏฺฐมานํ ความว่า วิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ เมื่อตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในอารมณ์นั้น.

บทว่า รูปารมฺมณํ รูปปฺปติฏฺฐํ ความว่า หน่วงเหนี่ยวรูปนั่นแหละเป็นอารมณ์ กระทำรูปนั่นแหละเป็นที่ตั้ง.

บทว่า นนฺทูปเสวนํ ได้แก่ วิญญาณที่รดด้วยน้ำคือตัณหาของผู้ที่มีปีติ.

บทว่า วุฑฺฒึ ได้แก่ ความเจริญ.

บทว่า วิรูฬฺหึ ได้แก่ ความงอกงามด้วยอำนาจแห่งชวนะดวงต่อไป.

บทว่า เวปุลฺลํ ได้แก่ ความไพบูลย์ด้วยอำนาจตทารัมมณะ.

บทว่า อตฺถิ ราโค เป็นต้น เป็นชื่อของความโลภนั่นเอง ด้วยว่า ความโลภนั้น ท่านเรียกว่าราคะ ด้วยสามารถแห่งความยินดี. เรียกว่านันทิ ด้วยสามารถแห่งความเพลิดเพลิน. เรียกว่าตัณหา ด้วยสามารถแห่งความเป็นไปด้วยความอยาก.

บทว่า ปติฏฺฐิตํ ตตฺถ วิญฺญาณํ วิรูฬฺหํ ความว่า ตั้งอยู่และงอกงาม ด้วยความเป็นธรรมชาติสามารถยังกรรมให้แล่นไปแล้วคร่าไปด้วยปฏิสนธิ.

บทว่า ยตฺถ เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถว่าวัฏฏะเป็นไปในภูมิ ๓.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยตฺถ นี้ ในบทแรกๆ ทุกบท เป็นสัตตมีวิภัตติ.

บทว่า อตฺถิ ตตฺถ สงฺขารานํ วุฑฺฒิ นี้ ท่านกล่าวหมายเอาสังสารทั้งหลายที่เป็นเหตุแห่งวัฏฏะต่อไปแห่งนามรูปที่ตั้งอยู่ในวิปากวัฏนี้.

บทว่า ยตฺถิ อตฺถ อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ ความว่า ความเกิดในภพใหม่ต่อไปมีอยู่ในที่ใด.

บรรดาสูตรเหล่านั้น สูตรแรกกล่าวด้วยสามารถการได้อารมณ์มีรูปเป็นต้น. สูตรที่ ๒ กล่าวด้วยสามารถความเพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้นแล. สูตรที่ ๓ กล่าวด้วยสามารถเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ. สูตรที่ ๔ กล่าวด้วยสามารถอาหาร ๔ อย่าง และด้วยสามารถเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณที่เป็นกุศลและอกุศล พึงทราบดังนี้.

บทว่า เยภุยฺเยน ได้แก่ มากมาย.

บทว่า มุยฺหนฺติ ได้แก่ ย่อมถึงความหลง.

บทว่า สมฺมุยฺหนฺติ ได้แก่ ย่อมหลงโดยวิเศษ.

บทว่า สมฺปมุยฺหนฺติ ได้แก่ ย่อมหลงโดยอาการทั้งปวง.

อีกอย่างหนึ่ง ย่อมหลงเพราะอาศัยรูปารมณ์ ย่อมหลงพร้อมเพราะอาศัยสัททารมณ์ ย่อมหลงเสมอเพราะอาศัยมุตารมณ์ คืออารมณ์ที่ทราบแล้ว.

บทว่า อวิชฺชาย อนฺธิกตา ความว่า อันอวิชชาคือความไม่รู้ในฐานะ ๘ ทำให้ตาบอด.

อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า คตา ความว่า เข้าถึงความบอด.

บทว่า ปคาฬฺโห ได้แก่เข้าไปแล้ว.

บทว่า โอคาฬฺโห ได้แก่ เข้าไปแล้วสู่ส่วนเบื้องต่ำ.

บทว่า อชฺโฌคาฬฺโห ได้แก่ เข้าไปสำเหนียกคือครอบงำเป็นพิเศษ.

บทว่า นิมุคฺโค ได้แก่ ก้มหน้าเข้าไป.

อีกอย่างหนึ่ง ก้าวลงด้วยความเกี่ยวข้องด้วยการเห็น หมกมุ่น ด้วยความเกี่ยวข้องด้วยการฟังจมลง ด้วยความเกี่ยวข้องด้วยการกล่าวเว้นความเกี่ยวข้องกับสัตบุรุษ ชื่อว่าก้าวลง เว้นการฟังพระสัทธรรม ชื่อว่าหมกมุ่น หรือเว้นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ชื่อว่าจมลง.

บทว่า วิเวกา ได้แก่ เงียบ คือว่าง.

บทว่า ตโย ได้แก่ การกำหนดจำนวน.

บทว่า กายวิเวโก ได้แก่ ความสงัด คือเว้น คือไม่ขวนขวายทางกาย.

แม้ใน จิตฺตวิเวก เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

บทว่า อิธ ภิกฺขุ ความว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะเห็นภัยในสังสารวัฏ ในศาสนานี้.

บทว่า วิวิตฺตํ ได้แก่ ว่าง คือปราศจากเสียง. ความว่า มีเสียงกึกก้องน้อย.

ในคัมภีร์วิภังค์ ท่านก็หมายเอาความสงัดนี้นี่แหละ กล่าวว่า บทว่า วิวิตฺตํ ความว่า แม้ถ้าในที่อยู่มีเสนาสนะและเสนาสนะนั้นไม่เกลื่อนไปด้วยคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลาย เสนาสนะนั้น ชื่อว่าสงัด.

ชื่อว่า เสนาสนะ เพราะอรรถว่า เป็นที่นอนและที่นั่ง คำว่า เสนาสนะ นี้เป็นชื่อของเตียงและตั่งเป็นต้น.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า เสนาสนํ ความว่า แม้เตียง ก็ชื่อว่าเสนาสนะ, ฟูกหมอนก็ดี วิหารก็ดี เพิงก็ดี ปราสาทก็ดี ทิมคดก็ดี ถ้ำก็ดี ป้อมก็ดี เรือนยอดเดียวก็ดี ที่เร้นก็ดี กอไผ่ก็ดี โคนไม้ก็ดี มณฑปก็ดี ชื่อว่าเสนาสนะ. ก็หรือว่าภิกษุทั้งหลายกลับเข้าไปในที่ใด ที่นั้นทั้งหมด ชื่อว่าเสนาสนะ.

อีกอย่างหนึ่ง สถานที่นี้คือ วิหาร เพิง ปราสาท ทิมคด ถ้ำ ชื่อว่าเสนาสนะคือวิหาร ของใช้นี้คือ เตียง ตั่ง ฟูก หมอน ชื่อว่าเสนาสนะคือเตียงตั่ง ของใช้นี้ คือปลอกหมอน ชิ้นหนังใช้ปู เครื่องปูลาดหญ้า เครื่องปูลาดใบไม้ ชื่อว่าเสนาสนะคือสันถัต. ก็หรือว่า ภิกษุทั้งหลายกลับเข้าไปในที่ใด ที่นี้ชื่อว่าเสนาสนะคือโอกาส.

เสนาสนะมี ๔ อย่าง ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้.

เสนาสนะแม้ทั้งหมดนั้น ท่านถือเอาด้วยศัพท์ว่าเสนาสนะทั้งนั้น. ก็พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงเสนาสนะที่สมควรแก่ภิกษุผู้มาแต่ทิศทั้ง ๔ ผู้เช่นกับนกนี้ จึงกล่าวคำว่า อรญฺญํ รุกฺขมูลํ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรญฺญํ ความว่า ป่าที่มาด้วยสามารถแห่งภิกษุณีทั้งหลายนี้ว่า ที่นอกเสาเขื่อนออกไปทั้งหมดนั้น ชื่อว่าป่า, เสนาสนะด้านหลังชั่ว ๕๐๐ คันธนู ชื่อว่าเสนาสนะป่า, ก็เสนาสนะป่า ก็เสนาสนะนี้ ย่อมสมควรแก่ภิกษุนี้ ด้วยประการฉะนี้. ลักษณะแห่งเสนาสนะป่านั้น ได้กล่าวไว้แล้วในธุดงคนิเทศ ในวิสุทธิมรรค.

บทว่า รุกฺขมูลํ ความว่า ที่สงัดมีร่มเงาหนาทึบแห่งใดแห่งหนึ่ง ชื่อว่าโคนไม้.

บทว่า ปพฺพตํ ได้แก่ เขาศิลา, ก็ที่เขาศิลานั้น ภิกษุนั่งอยู่ที่ร่มเงาของรุกขชาติที่เย็นเพราะน้ำในตระพังหิน ซึ่งเต็มด้วยน้ำให้ความเย็น มีลมเย็นซึ่งพัดมาแต่ทิศต่างๆ รำเพยพัดอยู่ จิตย่อมแน่วแน่. น้ำท่านเรียกว่า ก ในบทว่า กนฺทรํ ประเทศภูเขาที่น้ำนั้นเซาะแล้ว คืออันน้ำทำลายแล้ว ท่านเรียกซอกเขานั้นว่าเทือกเขาบ้าง ว่าหุบเขาบ้าง ก็ที่ซอกเขานั้น มีทรายเช่นกับแผ่นเงิน ข้างบนมีไพรสณฑ์เสมือนเพดานแก้วมณี มีน้ำหลั่งไหลคล้ายท่อนแก้วมณี เมื่อภิกษุขึ้นสู่ซอกเขาเห็นปานนี้ ดื่มน้ำ ชำระร่างกาย พูนทรายลาดบังสุกุลจีวรนั่งกระทำสมณธรรมอยู่ จิตย่อมแน่วแน่.

บทว่า คิริคุหํ ได้แก่ ระหว่างภูเขาสองลูก หรือช่องใหญ่คล้ายอุโมงค์ในที่แห่งหนึ่งนั่นแล. ลักษณะของป่าช้า ได้กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.

บทว่า วนปตฺถํ ได้แก่ ที่ซึ่งเลยแดนบ้านออกไป ไม่เป็นที่เข้าไปเที่ยวของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นที่ไถไม่ได้หว่านไม่ได้. เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า คำว่า วนปตฺถํ นี้เป็นชื่อของเสนาสนะทั้งหลายที่ไกล.

บทว่า อพฺโภกาสํ ได้แก่ ไม่มีอะไรมุงบัง เมื่อภิกษุต้องการก็ปักกลดอยู่ในที่นี้ได้.

บทว่า ปลาลปุญชํ ได้แก่ กองฟาง. ก็ภิกษุดึงเอาฟางออกจากลอมฟางใหญ่ทำที่อยู่คล้ายที่เร้นที่เงื้อมเขา แม้เอาฟางใส่ข้างบนกอไม้พุ่มไม้เป็นต้น นั่งกระทำสมณธรรมอยู่ภายใต้. คำเป็นต้นว่า และเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่ดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาเสนาสนะนั้นทั้งหมด. มีอธิบายว่า ภิกษุรูปหนึ่งอธิษฐานจงกรมให้เป็นไป.

บทว่า อิริยติ ได้แก่ ให้อิริยาบถเป็นไป.

บทว่า วตฺตติ ได้แก่ ยังความเป็นไปแห่งอิริยาบถให้เกิดขึ้น.

บทว่า ปาเลติ ได้แก่ รักษาอิริยาบถ.

บทว่า ยเปติ ได้แก่ เป็นไป.

บทว่า ยาเปติ ได้แก่ ให้เป็นไป.

บทว่า ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนสฺส ได้แก่ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยฌานกุศล.

บทว่า นีวรเณหิ จิตฺตํ วิวิตฺตํ ความว่า ท่านกล่าวว่า ภิกษุผู้บรรลุปฐมฌานมีจิตสงัดจากนิวรณ์ ดังนี้ เพื่อแสดงว่า จิตแม้สงัดจากนิวรณ์ด้วยอุปจาระ ก็ชื่อว่าสงัดด้วยดีภายในอัปปนา.

บทว่า ภิกษุผู้บรรลุทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน มีจิตสงัดจากวิตก วิจาร ปีติ สุขและทุกข์ มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า รูปสญฺญาย ได้แก่ สัญญาในรูปฌาน ๑๕ ด้วยสามารถกุศลวิบากและกิริยา.

บทว่า ปฏิฆสญฺญาย ได้แก่ ปฏิฆสัญญา กล่าวคือ ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ด้วยสามารถกุศลวิบากและอกุศลวิบาก ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุกับรูปเป็นต้นกระทบกัน.

บทว่า นานตฺตสญฺญาย ความว่า จิตย่อมสงัด คือว่างจากกามาวจรสัญญา ๔๔ ที่เป็นไปในอารมณ์ต่างๆ.

ในบทว่า อากาสานญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส นี้ชื่อว่าอนันตะ หาที่สุดมิได้ เพราะอรรถว่าอากาศนั้นไม่มีที่สุด อากาศหาที่สุดมิได้ ชื่อว่าอากาสานันตะ. อากาสานันตะนั่นแหละ เป็นอากาสานัญจะ, อากาสานัญจะนั้นด้วย เป็นอายตนะแห่งฌานพร้อมด้วยสัมปยุตธรรมนั้นด้วย ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ดุจที่อยู่แห่งเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่าเทวายตนะ เหตุนั้นจึงชื่อว่า อากาสานัญจายตนะ. คำนี้เป็นชื่อของฌานที่มีกสิณุคฆาฏิมากาส เป็นอารมณ์ ภิกษุผู้บรรลุอากาสานัญจายตนฌานนั้น คือผู้บรรลุอรูปฌานกุศลและอรูปฌานกิริยา.

บทว่า รูปสญฺญาย ได้แก่ จากรูปาวจรฌานและจากอารมณ์แห่งรูปาวจรฌานนั้น ด้วยหัวข้อคือสัญญา. ด้วยว่า แม้รูปาวจรฌาน ท่านก็เรียกว่า รูป ดุจในประโยคว่า ผู้ได้รูปาวจรแห่งฌานย่อมเห็นรูปเป็นต้น, แม้อารมณ์แห่งรูปาวจรฌานนั้น ท่านก็เรียกว่า รูป ดุจในประโยคว่า เห็นอารมณ์ภายนอก ซึ่งมีวรรณะดีและมีวรรณะทรามเป็นต้น. เพราะฉะนั้น คำนี้จึงเป็นชื่อของรูปาวจรฌาน ด้วยหัวข้อคือสัญญาอย่างนี้ว่า สัญญาในรูป ชื่อว่ารูปสัญญาในที่นี้, ชื่อว่ารูปสัญญา เพราะอรรถว่าฌานนั้นมีสัญญาในรูป. อธิบายว่า รูปเป็นชื่อของฌานนั้น.

อนึ่ง คำนี้พึงทราบว่าเป็นชื่อของอารมณ์แห่งฌานนั้นซึ่งต่างด้วยปฐวีกสิณเป็นต้น, จากสัญญากล่าวคือฌาน ๑๕ อย่างด้วยสามารถกุศลวิบากกิริยานี้ และจากรูปสัญญากล่าวคืออารมณ์ ๘ อย่างด้วยสามารถปฐวีกสิณเป็นต้นนี้.

บทว่า ปฏิฆสญฺญาย ได้แก่ สัญญาที่เกิดขึ้นด้วยการกระทบกันของวัตถุมีจักขุวัตถุเป็นต้น และอารมณ์มีรูปเป็นต้น ชื่อปฏิฆสัญญา. คำนี้เป็นชื่อของรูปสัญญาเป็นต้น. เหมือนอย่างที่ตรัสว่า บรรดาสัญญาเหล่านั้น ปฏิฆสัญญา เป็นไฉน? คือรูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา สัญญาเหล่านี้เรียกว่า ปฏิฆสัญญา. สัญญาเหล่านั้นเป็นกุศลวิบาก ๕ เป็นอกุศลวิบาก ๕ แล. จากปฏิฆสัญญานั้น.

บทว่า นานตฺตสญฺญาย ได้แก่ จากสัญญาที่เป็นไปในอารมณ์ต่างๆ หรือจากสัญญาที่มีอารมณ์ต่างๆ. เหมือนอย่างที่ตรัสว่า บรรดาสัญญาเหล่านั้น นานัตตสัญญาเป็นไฉน? ความรู้พร้อม กิริยาที่รู้พร้อม ภาวะแห่งผู้ที่มีความรู้พร้อม กิริยาที่รู้พร้อม ภาวะแห่งผู้ที่มีความรู้พร้อมของภิกษุผู้ยังมิได้บรรลุ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมโนธาตุ หรือผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณธาตุ เหล่านี้เรียกว่า นานัตตสัญญา. ท่านกล่าวจำแนกไว้ในคัมภีร์วิภังค์ด้วยประการฉะนี้. สัญญาเหล่านั้นท่านประสงค์เอาไว้ในที่นี้. สัญญาที่สงเคราะห์ด้วยมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุของภิกษุผู้ยังมิได้บรรลุ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ที่มีความต่างกัน คือมีสภาวะต่างกัน ต่างโดยรูปและเสียงเป็นต้น.

ก็เพราะกามาวจรกุศลสัญญา ๘ อกุศลสัญญา ๑๒ กามาวจรกุศลวิปากสัญญา ๑๑ อกุศลวิปากสัญญา ๒ กามาวจรกิริยาสัญญา ๑๑ เหล่านี้ รวมเป็นสัญญา ๔๔ ดังพรรณนามาฉะนี้ มีความต่างกัน มีสภาวะต่างกัน ไม่เหมือนกัน ฉะนี้ท่านจึงเรียกว่า นานัตตสัญญา. จากนานัตตสัญญานั้น.

บทว่า จิตฺตํ วิวิตฺตํ โหติ ความว่า ภิกษุผู้บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน จิตในฌานย่อมสงัด คือเว้น คือปราศจากความขวนขวายจากสัญญาทั้งหลาย กล่าวคือรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา และนานัตตสัญญา.

บทว่า วิญฺญาณญฺจายตนํ ความว่า ฌานชื่อว่า วิญญาณัญจายตนะ เพราะอรรถว่ามีวิญญาณนั่นแหละเป็นอารมณ์ ด้วยอรรถว่า เป็นอารมณ์ที่ตั้งมั่น. คำนี้เป็นชื่อของฌานที่มีวิญญาณซึ่งเป็นไปในอากาศเป็นอารมณ์.

ภิกษุผู้บรรลุฌานนั้น มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญาซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว.

ก็ในบทว่า อากิญฺจญฺญายตนํ นี้ ฌานชื่อว่าอกิญจนะ เพราะอรรถว่าไม่มีความกังวล. มีอธิบายว่า ฌานนั้นไม่มีอะไรๆ ที่เหลือ โดยที่สุดแม้เพียงภังคขณะ. ภาวะแห่งฌานที่ไม่มีความกังวล ชื่ออากิญจัญญะ คำนี้เป็นชื่อของอากาสานัญจายตนฌานที่ปราศจากวิญญาณ. ฌานชื่อว่าอากิญจัญญายตนะ เพราะอรรถว่ามีอากิญจัญญะนั้นเป็นอารมณ์ ด้วยอรรถว่าเป็นอารมณ์ที่ตั้งมั่น. คำนี้เป็นชื่อของฌานซึ่งมีความปราศจากวิญญาณที่เป็นไปในอากาศเป็นอารมณ์. ภิกษุบรรลุอากิญจัญญายตนฌานนั้น มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญานั้น.

ก็ในบทว่า เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

ฌานนั้น ท่านเรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะไม่มีสัญญาใด สัญญานั้นย่อมมีแก่ภิกษุผู้ปฏิบัติแล้วอย่างไร เพื่อจะแสดงสัญญานั้นก่อน ท่านตั้งหัวข้อไว้ว่า เนวสญฺญี มีสัญญาก็ไม่ใช่ นาสญฺญี ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ กล่าวในคัมภีร์วิภังค์ว่า ภิกษุมนสิการถึงอากิญจัญญายตนะนั้นแลโดยความเป็นของมีอยู่ เจริญสมาบัติที่เหลือลงจากสังขาร เหตุนั้นท่านจึงเรียกว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตโต มนสิกโรติ ความว่า ภิกษุมนสิการแม้ความไม่มีว่าสมาบัตินี้มีอยู่หรือไม่หนอเป็นอารมณ์อยู่ ย่อมชื่อว่ามนสิการสมาบัตินั้นว่ามีอยู่ เพราะมีสิ่งที่มีอยู่เป็นอารมณ์ อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. ภิกษุนั่งบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ฌานจิตย่อมว่างจากอากิญจัญญายตนสัญญานั้น.

บทว่า โสตาปนฺนสฺส ได้แก่ บรรลุโสดาปัตติผล.

บทว่า สกฺกายทิฏฺฐิยา ได้แก่ จากสักกายทิฏฐิซึ่งมีวัตถุ ๒๐.

บทว่า วิจิกิจฺฉาย ได้แก่ จากความสงสัยในฐานะ ๘.

บทว่า สีลพฺพตปรามาสา ได้แก่ ทิฏฐิที่เกิดขึ้นลูบคลำว่าบริสุทธิ์โดยศีล บริสุทธิ์โดยพรต.

บทว่า ทิฏฺฐานุสยา ได้แก่ ทิฏฐานุสัยซึ่งนอนเนื่องอยู่ในสันดาน เพราะอรรถว่ายังละไม่ได้. วิจิกิจฉานุสัยก็เหมือนกัน.

บทว่า ตเทกฏฺเฐหิ จ ได้แก่ และที่ตั้งอยู่โดยความเป็นอันเดียวกันกับด้วยสักกายทิฏฐิเป็นต้นเหล่านั้น. ชื่อว่ากิเลส เพราะอรรถว่าให้เดือดร้อน และให้ลำบาก, จิตสงัด คือว่างจากกิเลสมีสักกายทิฏฐิเป็นต้นเหล่านั้น.

บทว่า ตเทกฏฺฐํ ในที่นี้ ความว่า เอกัฏฐะตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน มี ๒ คือตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยการละและตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน โดยเกิดร่วมกัน.

ก็กิเลสทั้งหลายที่ให้ถึงอบายชื่อว่า ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน โดยการละ เพราะอรรถว่าตั้งอยู่ในบุคคลเดียวกันกับด้วยทิฏฐิและวิจิกิจฉาตราบที่ยังละไม่ได้ด้วยโสดาปัตติมรรค.

ก็บรรดากิเลส ๑๐ อย่าง ทิฏฐิและวิจิกิจฉาเท่านั้นมาในที่นี้ ส่วนกิเลสที่ให้ถึงอบายที่เหลือ ๘ อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ เป็นกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับทิฏฐิและวิจิกิจฉาย่อมละได้พร้อมกับอนุสัยทั้ง ๒ ด้วยโสดาปัตติมรรค.

อีกอย่างหนึ่ง บรรดากิเลสพันห้าที่มีราคะโทสะโมหะเป็นหัวหน้า เมื่อละทิฏฐิได้ด้วยโสดาปัตติมรรค ก็เป็นอันละวิจิกิจฉาได้พร้อมกับทิฏฐิ กิเลสทั้งปวงที่ให้ถึงอบาย ย่อมละได้พร้อมทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ด้วยสามารถตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยการละ.

ส่วนที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน โดยเกิดร่วมกัน ได้แก่กิเลสที่เหลือลงที่ตั้งอยู่ในจิตแต่ละดวงพร้อมด้วยทิฏฐิ และพร้อมด้วยวิจิกิจฉา ก็เมื่อจิตที่เป็นทิฏฐิสัมปยุตและเป็นอสังขาริก ทั้ง ๒ ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค กิเลสเหล่านี้คือ โลภะ โทสะ โมหะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะที่เกิดร่วมกับจิตเหล่านั้นย่อมละได้ด้วยสามารถตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยเกิดร่วมกัน.

เมื่อละจิตที่เป็นทิฏฐิสัมปยุตและเป็นสสังขาริกทั้ง ๒ กิเลสเหล่านี้คือ โลภะ โมหะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ ที่เกิดร่วมกับจิตเหล่านั้น ย่อมละได้ด้วยสามารถตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยเกิดร่วมกัน. เมื่อละจิตที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาได้ กิเลสเหล่านี้คือโมหะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ ที่เกิดร่วมกับจิตนั้น ย่อมละได้ด้วยสามารถตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยเกิดร่วมกัน. จิตย่อมสงัด

จากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน ๒ อย่างเหล่านั้น. อธิบายว่า มรรคจิตย่อมสงัด ผลจิตย่อมสงัด คือไม่ประกอบ ไม่ขวนขวาย คือว่าง ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า สกทาคามิสฺส โอฬาริกา กามราคสญฺโญชนา ความว่า สังโยชน์ กล่าวคือความกำหนัดในเมถุน เป็นกิเลสหยาบ คือเป็นกิเลสหยาบเพราะเป็นปัจจัยแห่งการก้าวล่วงในกายทวารก็กามราคะนั้น ท่านเรียกว่า สังโยชน์ เพราะอรรถว่าประกอบเหล่าสัตว์ไว้ในกามภพ.

บทว่า ปฏิฆสญฺโญชนา ได้แก่ สังโยชน์คือพยาบาท.

ก็พยาบาทนั้น ท่านเรียกว่า ปฏิฆะ เพราะอรรถว่ากระทบอารมณ์. กิเลสเหล่านั้นแลชื่อว่าอนุสัย เพราะอรรถว่านอนเนื่องอยู่ในสันดาน ด้วยอรรถว่ามีกำลัง.

บทว่า อณุสหคตา ได้แก่ ละเอียดคือสุขุม. กามราคสังโยชน์อย่างละเอียด.

บทว่า กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา ได้แก่ กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย อย่างละเอียด ด้วยสามารถนอนเนื่องอยู่ในสันดาน โดยอรรถว่ายังละไม่ได้.

บทว่า ตเทกฏฺเฐหิ จ ความว่า จิตย่อมสงัด คือว่างจากกิเลสทั้งหลาย ที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน ๒ อย่าง ซึ่งมีเนื้อความดังกล่าวแล้ว

บทว่า อรหโต ได้แก่ ผู้ได้นามว่า พระอรหันต์ เพราะกำจัดข้าศึกคือกิเลสทั้งหลายได้.

บทว่า รูปราคา ได้แก่ ฉันทราคะในรูปภพ.

บทว่า อรูปราคา ได้แก่ ฉันทราคะในอรูปภพ.

บทว่า มานา ได้แก่ มานะ ที่ฆ่าได้ด้วยอรหัตมรรคนั่นแล,

อุทธัจจะ อวิชชาและมานานุสัยเป็นต้น ก็ฆ่าได้ด้วยอรหัตมรรคเหมือนกัน.

บรรดากิเลสเหล่านั้นมานะมีลักษณะพอง อุทธัจจะมีลักษณะไม่สงบ อวิชชามีลักษณะมืด ภวราคานุสัยเป็นไปด้วยสามารถรูปราคะและอรูปราคะ.

บทว่า ตเทกฏฺเฐหิ จ ได้แก่ และจากกิเลสทั้งหลายที่ตั้งอยู่ร่วมกันเหล่านั้น.

บทว่า พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ ความว่า มรรคจิตย่อมสงัดคือเว้น ไม่ขวนขวาย ผลจิตไม่ประกอบ คือไม่ขวนขวายจากสังขารนิมิตทั้งปวง ที่ถึงการนับว่า ภายนอก คือพ้นภายในเป็นไปภายนอก เพราะอาศัยอกุศลขันธ์ภายในจิตสันดาน.

ในอนุสัยเหล่านั้น พึงทราบความไม่มีแห่งอนุสัยโดยลำดับ ๒ อย่าง คือลำดับกิเลสและลำดับมรรค ก็โดยลำดับกิเลส กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยด้วยมรรคที่ ๓, มานานุสัยไม่มีด้วยมรรคที่ ๔, ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยไม่มีด้วยมรรคที่ ๑, ภวราคานุสัยและอวิชชานุสัยไม่มีด้วยมรรคที่ ๔ นั่นแล.

ส่วนโดยลำดับมรรคทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยไม่มีด้วยมรรคที่ ๑, กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยเบาบางด้วยมรรคที่ ๒, ไม่มีโดยประการทั้งปวงด้วยมรรคที่ ๓, มานานุสัย ภวราคานุสัย และอวิชชานุสัยไม่มีด้วยมรรคที่ ๔.

บทว่า จิตฺตวิเวโก ความว่า ความที่มหัคคตจิตแลโลกุตตรจิตว่าง คือเปล่าจากกิเลสทั้งหลาย.

บทว่า อุปธิวิเวโก ได้แก่ ความว่างเปล่าแห่งอุปธิกล่าวคือกิเลส ขันธ์และอภิสังขาร.

เพื่อจะแสดงอุปธิก่อน พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อุปธิ วุจฺจนฺติ กิเลสา จ ดังนี้.

กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น เกิดขึ้นแก่ผู้ใดย่อมทำผู้นั้นให้เดือดร้อนให้ลำบากด้วย เบญจขันธ์มีรูปเป็นต้น เป็นอารมณ์ของอุปาทานด้วยปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขารด้วย ชื่ออุปธิ.

บทว่า อมตํ ความว่า นิพพานชื่อว่า อมตะ เพราะอรรถว่าไม่มีมตะกล่าวคือความตาย.

ชื่อว่าอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นยา เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อพิษคือกิเลส ก็มี.

ตัณหา ท่านเรียกว่าวานะ เพราะอรรถว่าเย็บ คือร้อยรัดเหล่าสัตว์ไว้ในสงสาร กำเนิด คติ อุปบัติ วิญญาณฐีติและสัตตาวาสทั้งหลาย.

ชื่อว่านิพพาน เพราะอรรถว่าไม่มีกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดในนิพพานนั้น.

บทว่า วูปกฏฺฐกายานํ ได้แก่ ผู้มีสรีระปราศจากการคลุกคลีในหมู่.

บทว่า เนกฺขมฺมาภิรตานํ ได้แก่ ผู้ยินดียิ่งในเนกขัมมะคือปฐมฌานเป็นต้นที่ออกจากกามเป็นต้น คือ ผู้น้อมไปในเนกขัมมะนั้น.

บทว่า ปรมโวทานปฺปตฺตานํ ได้แก่ ผู้บรรลุผลคือความเป็นผู้บริสุทธิ์สูงสุดตั้งอยู่.

อาจารย์บางพวกพรรณนาอย่างนี้ว่า ผู้มีจิตบริสุทธิ์ เพราะไม่มีอุปกิเลส ผู้ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง เพราะความเป็นผู้พ้นจากกิเลสทั้งหลาย ผู้มีจิตบริสุทธิ์ด้วยวิกขัมภนปหานละด้วยการข่มไว้ ผู้ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง ด้วยสมุจเฉทปหานละด้วยตัดขาด.

บทว่า นิรูปธีนํ ได้แก่ ผู้มีอุปธิไปปราศแล้ว.

บทว่า วิสงฺขารคตานํ ได้แก่ ผู้เข้าถึงนิพพานซึ่งปราศจากสังขาร เพราะตัดอารมณ์คือสังขาร ด้วยสามารถเป็นอารมณ์. แม้ในบทว่า วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ นี้ ท่านก็กล่าวว่า วิสังขารคือนิพพาน.

บทว่า วิทูเร ได้แก่ ไกลโดยประการต่างๆ.

บทว่า สุวิทูเร ได้แก่ ไกลด้วยดี.

บทว่า น สนฺติเก ได้แก่ ไม่ใกล้.

บทว่า น สามนฺตา ได้แก่ ไม่ใช่ข้างเคียง.

บทว่า อนาสนฺเน ได้แก่ ไม่ใกล้เกินไป.

บทว่า วูปกฏฺเฐ ได้แก่ ไม่ใกล้. ความว่า ไปปราศ.

บทว่า ตาทิโส ได้แก่ ผู้เช่นนั้น.

บทว่า ตสฺสณฺฐิโต ได้แก่ ผู้ตั้งอยู่ด้วยอาการนั้น.

บทว่า ตปฺปกาโร ได้แก่ ผู้ตั้งอยู่ด้วยประการนั้น.

บทว่า ตปฺปฏิภาโค ได้แก่ ผู้มีส่วนดังนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า ชื่อว่าผู้เช่นนั้น เพราะข้องอยู่ในถ้ำคืออัตภาพ, ชื่อว่าผู้ดำรงอยู่ดังนั้น เพราะกิเลสทั้งหลายปกปิดไว้, ชื่อว่าแบบนั้น เพราะหยั่งลงในที่หลง, ชื่อว่าเหมือนเช่นนั้น เพราะไกลจากวิเวก ๓,

บทว่า ทุปฺปหาย ได้แก่ ไม่เป็นของอันนรขนพึงละได้โดยง่าย.

บทว่า ทุจฺจชา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะละได้โดยง่าย.

บทว่า ทุปฺปริจฺจชา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะละได้โดยอาการทั้งปวง

บทว่า ทุนฺนิมฺมทยา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะกระทำให้ไม่มัวเมา คือให้มีความมัวเมาออกแล้ว.

บทว่า ทุพฺพินิเวธยา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะกระทำการแทงตลอด คือความพ้นได้.

บทว่า ทุตฺตรา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะข้ามขึ้นก้าวล่วงไปได้.

บทว่า ทุปฺปตรา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะข้ามโดยพิเศษได้.

บทว่า ทุสฺสมติกฺกมา ได้แก่ พึงก้าวล่วงได้โดยยาก.

บทว่า ทุพฺพีติวตฺตา ได้แก่ ยากที่จะให้เป็นไป.

อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์บางพวกพรรณนาอย่างนี้ว่า สลัดได้โดยยากด้วยสามารถแห่งปกติ ย่ำยีได้โดยยาก ดุจอสรพิษที่มีพิษร้าย แหวกออกได้โดยยาก ดุจนาคบาศ ข้ามได้โดยยาก พ้นได้โดยยาก ดุจทางกันดาร ทะเลทรายในฤดูร้อนก้าวล่วงได้โดยยาก ดุจดงที่เสือโคร่งหวงแหนข้ามพ้นได้โดยยาก ดุจคลื่นในมหาสมุทร.

พระสารีบุตรเถระให้สำเร็จความว่า นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก ด้วยคาถาที่ ๑ อย่างนี้แล้วเมื่อกระทำให้แจ้งซึ่งธรรมดาของเหล่าสัตว์อย่างนั้นอีก จึงกล่าวคาถาว่า อิจฺฉานิทานา เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺฉานิทานา ได้แก่ มีตัณหาเป็นเหตุ.

บทว่า ภวสาตพนฺธา ได้แก่ ผู้ติดพันด้วยความแช่มชื่นในภพ มีสุขเวทนาเป็นต้น.

บทว่า เต ทุปฺปมุญฺจา ได้แก่ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความแช่มชื่น ในภพเหล่านั้น.

อีกอย่างหนึ่ง สัตว์เหล่านั้นคือผู้ติดพันในความแช่มชื่นในภพนั้น เป็นผู้หลุดพ้นได้โดยยาก เพราะเหตุแห่งความปรารถนา.

บทว่า น หิ อญฺญโมกฺขา ความว่า ไม่อาจที่จะยังบุคคลอื่นให้หลุดพ้น.

อีกอย่างหนึ่ง บทนั้นเป็นตติยาวิภัตติ สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้หลุดพ้นได้โดยยาก.

เพราะเหตุไร?

เพราะเป็นผู้อันบุคคลอื่นให้หลุดพ้นไม่ได้ ถ้าสัตว์ทั้งหลายจะพึงหลุดพ้น ก็พึงหลุดพ้นได้ด้วยกำลังของตน

เนื้อความของบทนั้นมีดังพรรณนามาฉะนี้.

บทว่า ปจฺฉา ปุเร วาปิ อเปกฺขมานา ความว่า มุ่งหวังกามทั้งหลายในอนาคตบ้าง ในอดีตบ้าง.

บทว่า อิเมว กาเม ปุริเมว ชปฺปํ ความว่า ปรารถนาอยู่ซึ่งกามเหล่านี้ คือที่เป็นปัจจุบัน หรือกามที่มีในก่อนทั้งสองอย่าง คือที่เป็นอดีตและอนาคต เพราะตัณหามีกำลัง.

อนึ่ง พึงทราบก่อนว่าบททั้ง ๒ เหล่านี้ เชื่อมกับบทนี้ว่า เต ทุปฺปมุญฺจา น หิ อญฺญโมกฺขา นั่นแล.

นอกนี้ สัตว์เหล่านั้นแม้มุ่งหวังอยู่ ก็ไม่ปรากฏว่า เมื่อปรารถนา กระทำอะไรอยู่ หรือได้กระทำอะไรแล้ว.

บทว่า ภวสาตพนฺธา ความว่า ความแช่มชื่นในภพ ชื่อว่าภวสาตะ สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ติดพันด้วยความแช่มชื่นในภพนั้น คือด้วยความชื่นชมความสุขตั้งอยู่. เพื่อแสดงจำแนกความแช่มชื่นนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า เอกํ ภวสาตํ สุขาเวทนา เป็นต้น.

ความเป็นแห่งความหนุ่มสาว ชื่อว่าความเป็นหนุ่มสาว. ความไม่มีแห่งโรค ชื่อว่าความไม่มีโรค. ความเป็นไปแห่งชีวิตินทรีย์ ชื่อว่าชีวิต.

บทว่า ลาโภ ได้แก่ การได้ปัจจัย ๔.

บทว่า ยโส ได้แก่ บริวาร.

บทว่า ปสํสา ได้แก่ ชื่อเสียง.

บทว่า สุขํ ได้แก่ สุขทางกายและทางใจ.

บทว่า มนาปิกา รูปา ได้แก่ รูปที่เจริญใจ.

แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้แหละ.

บทว่า จกฺขุสมฺปทา ได้แก่ ความถึงพร้อมแห่งจักษุ.

บทว่า จกฺขุสมฺปทา ท่านกล่าวหมายถึงความชื่นชมความสุขที่เกิด ขึ้นว่าจักษุของเราสมบูรณ์ ปรากฏดุจสีหบัญชรที่ติดตั้งไว้ที่วิมานแก้วมณี.

แม้ในบทว่า โสตสมฺปทา เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

บทว่า สุขาย เวทนาย (สตฺตา) พนฺธา ฯเปฯ พนฺธ เป็นบทเดิม.

บทว่า วินิพนฺธา ได้แก่ ติดพันด้วยอาการมีอย่างต่างๆ.

บทว่า อาพนฺธา ได้แก่ ติดพันแต่ต้นโดยวิเศษ.

บทว่า ลคฺคา ได้แก่ แนบกับอารมณ์.

บทว่า ลคฺคิตา ได้แก่ คล้องไว้ดุจกระบอกน้ำอ้อยแขวนไว้ที่ไม้นาคทันต์.

บทใดไม่ได้กล่าวไว้ในที่นี้ บทนั้น พึงถือเอาโดยนัยที่กล่าวไว้ในบทว่า สตฺโต วิสตฺโต เป็นต้น.

บทว่า น หิ อญฺญโมกฺขา ความว่า ไม่ยังบุคคลเหล่าอื่นให้หลุดพ้น.

บทว่า เต วา ภวสาตวตฺถู ทุปฺปมุญฺจา ความว่า ธรรมที่เป็นวัตถุแห่งความชื่นชมความสุขในภพ ยากที่จะพ้นได้.

บทว่า สตฺตา วา เอตฺโต ทุมฺโมจยา ความว่า หรือเหล่าสัตว์นั่นแล ยากที่จะหลุดพ้นจากวัตถุแห่งความแช่มชื่นในภพนี้.

บทว่า ทุรุทฺธรา ความว่า ยากที่จะยกขึ้น.

บทว่า ทุสฺสมุทฺธรา ความว่า ยากที่จะยกขึ้นไว้ข้างบน เหมือนตกเงื้อมผานรกที่มีเงื้อมผาขาดแล้ว.

บทว่า ทุพฺพุฏฺฐาปนา ความว่า ยากที่จะให้ตั้งขึ้น.

บทว่า ทุสฺสมุฏฺฐาปนา ความว่า ยากเหลือเกินที่จะยกขึ้นดุจการประดิษฐานอัตภาพที่ละเอียดบนแผ่นดิน.

บทว่า เต อตฺตนา ปลิปปลิปนฺนา ความว่า จมลงในเปือกตมที่ลึกแค่ศีรษะ.

บทว่า น สกฺโกนฺติ ปรํ ปลิปปลิปนฺนํ อุทฺธริตุํ ความว่า ไม่อาจที่จะจับมือหรือศีรษะยกผู้อื่นที่จมลงอย่างนั้นแล ขึ้นตั้งไว้บนบก.

บทว่า โส ในบทว่า โส วต จุนฺท เป็นปุคคลนิทเทสโดยอาการที่จะพึงกล่าว.

นิทเทสนั้นพึงทราบว่า นำคำอุทเทสว่า โย นี้มาเชื่อมในบทที่เหลือทั้งหลายอย่างนี้ว่า บุคคลใดจมอยู่ด้วยตน ดูก่อนจุนทะ บุคคลนั้นหนอจักฉุดผู้อื่นที่จมอยู่ขึ้นได้ ดังนี้.

บทว่า ปลิปปลิปนฺโน ท่านกล่าวบุคคลที่จมลงในเปือกตมที่ลึก.

ความว่า ดูก่อนจุนทะ เหมือนบุรุษบางคนจมลงในเปือกตมที่ลึกแค่ศีรษะ จักจับมือหรือศีรษะ ฉุดแม้คนอื่นที่จมลงอย่างนั้นเหมือนกันขึ้น.

บทว่า เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ความว่า ก็ข้อที่บุคคลนั้นพึงฉุดผู้นั้นขึ้นให้ตั้งอยู่บนบกนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.

ก็ในบทว่า อทนฺโต อวินีโต อปรินิพฺพุโต นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-

บุคคลนั้นชื่อว่าไม่ฝึกฝน เพราะยังมีการเสพผิด ชื่อว่าไม่อบรม เพราะไม่ศึกษาวินัย ชื่อว่าไม่ดับกิเลส เพราะยังดับกิเลสไม่ได้. บุคคลนั้นคือเช่นนั้นจักฝึกฝนผู้อื่น จักกระทำให้มีการเสพผิดออกแล้ว จักแนะนำ จักให้ศึกษาสิกขา ๓ จักให้ดับรอบ คือจักให้กิเลสทั้งหลายของผู้นั้นดับ.

บทว่า นตฺถญฺโญ โกจิ ความว่า บุคคลอื่นใครๆ ที่ชื่อว่าสามารถจะให้พ้นได้ ย่อมไม่มี.

บทว่า สเกน ถาเมน ได้แก่ ด้วยเรี่ยวแรงแห่งญาณของตน.

บทว่า พเลน ได้แก่ ด้วยกำลังแห่งญาณ.

บทว่า วิริเยน ได้แก่ ด้วยความเพียรทางใจอันสัมปยุตด้วยญาณ.

บทว่า ปุริสปรกฺกเมน ได้แก่ ด้วยความเพียรใหญ่ ซึ่งไม่เหยียบย่ำฐานะอื่นๆ.

บทว่า นาหํ สหิสฺสามิ มีอธิบายว่า เราจักไม่อาจ คือไม่อาจ คือจักไม่พยายาม

บทว่า ปโมจนาย ได้แก่ เพื่อให้หลุดพ้น.

บทว่า กถํกถึ ได้แก่ ผู้มีความสงสัย.

บทว่า โธตก เป็นอาลปนะ.

บทว่า ตเรสิ ความว่า พึงข้ามได้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-

ความชั่วอันบุคคลกระทำด้วยตน บุคคลนั้นจัก

เศร้าหมองด้วยตนเอง ความชั่วอันบุคคลไม่กระทำด้วยตน

บุคคลนั้นจะบริสุทธิ์ด้วยตนเอง ความบริสุทธิ์และความไม่

บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน ผู้อื่นไม่พึงให้ผู้อื่นบริสุทธิ์ได้.

ในพระพุทธพจน์นี้มีเนื้อความดังนี้ :-

อกุศลกรรมอันบุคคลใดกระทำด้วยตนเอง บุคคลนั้นจักเสวยทุกข์ในอบาย ๔ เศร้าหมองด้วยตนเอง แต่ความชั่วอันบุคคลใดไม่กระทำด้วยตน บุคคลนั้นย่อมไปสู่สวรรค์และนิพพาน บริสุทธิ์ได้ด้วยตนเอง ความบริสุทธิ์กล่าวคือกุศลกรรม ความไม่บริสุทธิ์กล่าวคืออกุศลกรรม เป็นของเฉพาะตน คือย่อมให้ผลในตนนั่นแหละแก่เหล่าสัตว์ผู้กระทำ บุคคลอื่นไม่พึงยังบุคคลอื่นให้บริสุทธิ์ คือให้บริสุทธิ์ไม่ได้ มีอธิบายว่าให้เศร้าหมองไม่ได้ ให้บริสุทธิ์ไม่ได้.

บทว่า ติฏฺฐเตว นิพฺพานํ ความว่า อมตมหานิพพานก็ตั้งอยู่นั่นแหละ.

บทว่า นิพฺพานคามิมคฺโค ได้แก่ อริยมรรคเริ่มแต่วิปัสสนาอันเป็นส่วนเบื้องต้น.

บทว่า ติฏฺฐามหํ สมาทเปตา ความว่า เราผู้ให้ถือ ให้ตั้งอยู่เฉพาะ ก็ตั้งอยู่เฉพาะ.

บทว่า เอวํ โอวทิยมานา เอวํ อนุสาสิยมานา ได้แก่ อันเรากล่าวสอนอยู่อย่างนี้ พร่ำสอนอยู่อย่างนี้.

ใน ๒ บทนี้ กล่าวในเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่ากล่าวสอน, พร่ำสอนในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น แสดงอนาคตเป็นต้นว่า แม้ความเสื่อมยศก็จักมีแก่ท่าน ดังนี้ชื่อว่าพร่ำสอน, แม้ผู้กล่าวต่อหน้า ก็ชื่อว่ากล่าวสอน ผู้ส่งทูตหรือคำสอนไปลับหลัง ชื่อว่าพร่ำสอน. ผู้กล่าวครั้งเดียว ชื่อว่ากล่าวสอน, ผู้กล่าวบ่อยๆ ชื่อว่าพร่ำสอน, อีกอย่างหนึ่ง ผู้กล่าวสอนนั่นแหละ ชื่อว่าพร่ำสอน.

บทว่า อปฺเปกจฺเจ ได้แก่ บางพวก. ความว่า พวกหนึ่ง.

บทว่า อจฺจนฺตนิฏฺฐํ นิพฺพานํ อาราเธนฺติ ความว่า ชื่อว่าอัจจันตะ เพราะอรรถว่าส่วนสุดกล่าวคือความสิ้นไปและความเสื่อมไป ล่วงไปแล้ว ส่วนสุดล่วงไปแล้วนั้นด้วย จบสิ้นแล้วเพราะไม่เป็นที่เป็นไปแห่งสังขารทั้งปวงด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่า มีส่วนสุดล่วงไปแล้วจบสิ้นแล้ว,

ความว่า จบสิ้นโดยส่วนเดียว. สาวกบางพวกบรรลุคือถึงซึ่งนิพพานอันจบสิ้นโดยส่วนเดียวนั้น.

บทว่า นาราเธนฺติ ได้แก่ ไม่ถึงพร้อม, ความว่า ไม่ได้เฉพาะ.

บทว่า เอตฺถ กฺยาหํ ความว่า ในเรื่องเหล่านี้เราจะทำอะไร อย่างไรได้.

บทว่า มคฺคกฺขายี ได้แก่ ผู้บอกทางปฏิบัติ.

บทว่า อาจิกฺขติ แปลว่า บอก.

บทว่า อตฺตนา ปฏิปชฺชมานา มุญฺเจยฺยุํ ความว่า ผู้ปฏิบัติอยู่พึงหลุดพ้นเอง.

บทว่า อตีตํ อุปาทาย ได้แก่ อาศัยอดีต.

บทว่า กถํ ปุเร อเปกฺขํ กโรติ ความว่า กระทำการเห็นคือการแลดู ด้วยประการไร.

บทว่า เอวรูโป อโหสึ ความว่า เราได้มีชาติอย่างนี้ มีรูปอย่างนี้ คือ สูง ต่ำ ผอม อ้วนเป็นต้น.

บทว่า ตตฺถ นนฺทึ สมนฺนาเนติ ความว่า นำมา คือนำเข้ามาโดยชอบซึ่งตัณหาในรูปารมณ์นั้น.

แม้ในบทเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

เมื่อจะแสดงความเกิดขึ้นแห่งตัณหาด้วยสามารถวัตถุและอารมณ์ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำว่า อิติ เม จกฺขุ เป็นต้น.

บทว่า อิติ รูปา ได้แก่ มีรูปอย่างนี้.

บทว่า ตตฺถ ฉนฺทราคปฏิพทฺธํ ความว่า ฉันทะกล่าวคือที่มีกำลังอ่อน และราคะกล่าวคือที่มีกำลังแรงในจักษุและรูปเหล่านั้น พัวพัน คือติดแน่นด้วยฉันทราคะนั้น.

บทว่า วิญฺญาณํ ได้แก่ ชวนจิต.

บทว่า ฉนฺทราคปฏิพทฺธตฺตา วิญฺญาณสฺส ความว่า เพราะชวนจิตนั้นพัวพันด้วยฉันทราคะ.

บทว่า ตทภินนฺทติ ความว่า ย่อมเพลิดเพลินอารมณ์นั้น ด้วยสามารถตัณหา เมื่อเพลิดเพลินอารมณ์นั้นด้วยสามารถตัณหานั่นแล.

บทว่า ยานิสฺส ตานิ ได้แก่ การหัวเราะ การเจรจาและการเล่นเหล่านั้น.

บทว่า ปุพฺเพ ได้แก่ ในอดีต.

บทว่า สทฺธึ ได้แก่ ร่วมกัน.

บทว่า หสิตลปิตกีฬิตานิ ได้แก่ การหัวเราะมีกัดฟันเป็นต้น การเปล่งวาจาเจรจาและการเล่นมีการเล่นทางกายเป็นต้น.

บทว่า ตทสฺสาเทติ ความว่า ย่อมชื่นชม คือได้ความชื่นชม คือยินดีอารมณ์นั้น.

บทว่า ตํ นิกาเมติ ความว่า ย่อมมุ่งหวัง คือหวังเฉพาะอารมณ์นั้น.

บทว่า วิตฺตึ อาปชฺชติ ความว่า ย่อมถึงความยินดี.

บทว่า สิยํ แปลว่า พึงเป็น.

บทว่า อปฺปฏิลทฺธสฺส ปฏิลาภาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่การถึงอารมณ์ที่ยังไม่ถึง.

บทว่า จิตฺตํ ปณิทหติ ความว่า ตั้งจิตไว้.

บทว่า เจตโส ปณิธานปจฺจยา ได้แก่ เพราะเหตุแห่งการตั้งจิตไว้.

บทว่า สีเลน วา ได้แก่ ด้วยศีลมีศีล ๕ เป็นต้น.

บทว่า วตฺเตน วา ได้แก่ ด้วยสมาทานธุดงค์.

บทว่า ตเปน วา ได้แก่ ด้วยสมาทานความเพียร.

บทว่า พฺรหฺมจริเยน วา ได้แก่ หรือด้วยเมถุนวิรัติ.

บทว่า เทโว วา ได้แก่ เทวราชผู้มีอานุภาพมาก.

บทว่า เทวญฺญตโร วา ได้แก่ เทวดาตนใดตนหนึ่งบรรดาเทวดาเหล่านั้น.

บทว่า ชปฺปนฺตา ได้แก่ กล่าวด้วยสามารถแห่งคุณ.

บทว่า ปชปฺปนฺตา ได้แก่ กล่าวโดยประการ.

บทว่า อภิชปฺปนฺตา ได้แก่ กล่าวโดยพิเศษ. หรือขยายความด้วยสามารถแห่งอุปสรรค.

พระสารีบุตรเถระแสดงเป็นตัวอย่างว่า นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก ด้วยคาถาที่ ๑, ทำให้แจ้งซึ่งธรรมดาของเหล่านรชนเช่นนั้นด้วยคาถาที่ ๒, บัดนี้เมื่อจะทำให้แจ้งถึงการกระทำกรรมชั่วของนรชนเหล่านั้น จึงกล่าวคาถาว่า กาเมสุ คิทฺธา เป็นต้น.

เนื้อความของคาถานั้นว่า

สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ปรารถนาในกามทั้งหลาย ด้วยตัณหาในการบริโภค เป็นผู้ขวนขวายในกามทั้งหลาย เพราะขวนขวายการแสวงหาเป็นต้น เป็นผู้หลงใหลในกามทั้งหลาย เพราะถึงความหลงพร้อม เป็นผู้ตกต่ำ เพราะมีการไปต่ำ เพราะมีความตระหนี่และเพราะไม่ถือมั่นพระพุทธพจน์เป็นต้น ตั้งอยู่ในกรรมอันไม่เสมอ มีกรรมอันไม่เสมอทางกายเป็นต้น ในกาลอันเป็นที่สุด เข้าถึงทุกข์ คือความตาย ย่อมคร่ำครวญอยู่ว่า เราทั้งหลายเคลื่อนจากภพนี้แล้ว จักเป็นอะไรหนอ.

บทว่า คิทฺธา ได้แก่ ปรารถนาด้วยกามราคะ.

บทว่า คธิตา ความว่า เป็นผู้หวังเฉพาะด้วยความกำหนัดเพราะความดำริหลงใหล.

บทว่า มุจฺฉิตา ความว่า เป็นผู้มีความติดใจเป็นที่ไปในเบื้องหน้าด้วยกามตัณหา.

บทว่า อชฺโฌปนฺนา ความว่า หมกมุ่น ลุ่มหลง ด้วยความเพลิดเพลินในกาม.

บทว่า ลคฺคา ความว่า ติดแน่นด้วยความเสน่หาในกาม.

บทว่า ลคฺคิตา ความว่า เป็นอันเดียวกันด้วยความเร่าร้อนในกาม.

บทว่า ปลิพุทฺธา ความว่า พัวพันด้วยความสำคัญในกาม.

อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า ปรารถนาในเพราะเห็นสิ่งที่เห็นแล้ว หลงใหลในเพราะเห็นเนืองๆ ติดใจในเพราะการกระทำความเกี่ยวข้อง ลุ่มหลงในเพราะการกระทำความคุ้นเคย ข้องในเพราะการตามรอยด้วยความเสน่หา เกี่ยวในเพราะความเข้าถึงเป็นคู่ๆ พัวพัน คือเป็นผู้ไม่ยอมปล่อยแล้วๆ เล่าๆ นั่นเอง.

บทว่า เอสนฺติ ได้แก่ หวังเฉพาะ.

บทว่า คเวสนฺติ ได้แก่ แสวงหา.

บทว่า ปริเยสนฺติ ได้แก่ ต้องการคือปรารถนาด้วยอาการทั้งปวง

อีกอย่างหนึ่ง หาดูว่า ในอารมณ์ที่เห็นแล้ว ความงาม ความไม่งาม มี ไม่มี ดังนี้ เมื่อจะทำให้เป็นที่รักด้วยเครื่องหมายเพราะทำให้ประจักษ์ในสุภารมณ์และอสุภารมณ์ ชื่อว่าแสวงหา ชื่อว่าเสาะหาแสวงหาด้วยสามารถแห่งจิต เสาะหาด้วยสามารถแห่งการประกอบ ค้นหาด้วยสามารถแห่งการกระทำ, ชื่อว่าเป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม เพราะอรรถว่าเที่ยวไปอาศัยคือหยั่งลงสู่กาม ๒ อย่างนั้น. ชื่อว่าเป็นผู้มักมากในกาม เพราะอรรถว่ามักมาก คือยังกามเหล่านั้นแลให้เจริญ ให้เป็นไปโดยมาก. ชื่อว่าเป็นผู้หนักในกาม เพราะอรรถว่าไหม้ ทำกามเหล่านั้นแหละให้เป็นอารมณ์อย่างหนักหน่วง. ชื่อว่าเป็นผู้เอนไปในกาม เพราะอรรถว่าเป็นผู้เอนคือน้อมไปในกามเหล่านั้นอยู่, ชื่อว่าเป็นผู้โอนไปในกาม เพราะอรรถว่าเป็นผู้โอนไปในกามเหล่านั้นอยู่, ชื่อว่าเป็นผู้โน้มไปในกาม เพราะอรรถว่าเป็นผู้น้อมไปในกามเหล่านั้นแหละ. เพราะเป็นผู้แขวนอยู่ที่กามเหล่านั้นอยู่, ชื่อว่าเป็นผู้น้อมใจไปในกาม เพราะอรรถว่าเป็นผู้ครอบงำเกี่ยวข้องด้วยความลุ่มหลงในกามเหล่านั้นเที่ยวไป. ชื่อว่าเป็นผู้มุ่งกามเป็นใหญ่ เพราะอรรถว่าทำกามเหล่านั้นแหละให้เป็นใหญ่ ให้เป็นหัวหน้าเที่ยวไป.

อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม เพราะปรารถนาอารมณ์, เป็นผู้มักมากในกาม เพราะใคร่อารมณ์, เป็นผู้หนักในกาม เพราะชอบใจอารมณ์, เป็นผู้เอนไปในกาม เพราะมีอารมณ์น่ารัก, เป็นผู้โอนไปในกาม เพราะมีอารมณ์ประกอบด้วยกาม, เป็นผู้โน้มไปในกาม เพราะมีอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด, เป็นผู้น้อมใจไปในกาม เพราะมีอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความลุ่มหลง, เป็นผู้มุ่งกามเป็นใหญ่ เพราะมีอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความผูกพัน.

ในบทว่า รูเป ปริเยสนฺติ เป็นต้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวบท ปริเยสนฺติ ด้วยสามารถการแสวงหาลาภของผู้ที่ยังไม่ได้ลาภ.

ท่านกล่าวบท ปฏิลภนฺติ ด้วยสามารถลาภอยู่ในมือแล้ว.

ท่านกล่าวบท ปริภุญฺชนฺติ ด้วยสามารถการใช้สอย.

ชื่อว่าคนผู้ทำความทะเลาะ เพราะอรรถว่าทำความทะเลาะวิวาท, ชื่อว่าขวนขวายในความทะเลาะ เพราะอรรถว่าประกอบในความทะเลาะนั้น. แม้ในคนทำการงานเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

บทว่า โคจเร จรนฺโต ความว่า เที่ยวไปอยู่ในอโคจรมีซ่องหญิงแพศยา เป็นต้น หรือในโคจรมีสติปัฏฐานเป็นต้น ผู้ประกอบในโคจรเหล่านั้น ชื่อว่าขวนขวายในโคจร.

ชื่อว่าผู้เจริญฌาน เพราะอรรถว่า มีฌานด้วยสามารถเข้าไปเพ่งอารมณ์, ผู้ประกอบในฌานนั้น ชื่อว่าขวนขวายในฌาน.

บทว่า อวํคจฺฉนฺติ ได้แก่ ไปสู่อบาย.

บทว่า มจฺฉริโน ได้แก่ ผู้ซ่อนสมบัติของตน.

บทว่า วจนํ ได้แก่ คำพูด.

บทว่า พฺยปถํ ได้แก่ ถ้อยคำ.

บทว่า เทสนํ ได้แก่ โอวาทชี้แจง.

บทว่า อนุสิฏฺฐึ ได้แก่ คำพร่ำสอน.

บทว่า น อาทิยนฺติ ได้แก่ ไม่เชื่อถือ ไม่ทำความเคารพ ปาฐะว่า น อลฺลียนฺติ ก็มี ความก็อย่างเดียวกัน.

เพื่อแสดงความตระหนี่โดยวัตถุ ท่านจึงกล่าวว่า ปญฺจ มจฺฉริยานิ อาวาสมจฺฉริยํ เป็นต้น.

บรรดาความตระหนี่เหล่านั้น ความตระหนี่ในที่อยู่ ชื่อว่าอาวาสมัจฉริยะ.

แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้แหละ.

อารามทั้งสิ้นก็ตาม บริเวณก็ตาม ห้องนอนห้องเดียวก็ตาม ที่พักกลางคืนเป็นต้นก็ตาม ชื่อว่าที่อยู่, อยู่สบาย ได้ปัจจัยทั้งหลายในที่ใด ที่นั้นพึงทราบว่า อาวาส.

ภิกษุรูปหนึ่งไม่ต้องการให้ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักผู้สมบูรณ์ด้วยวัตร มาในอาวาสนั้น คิดว่าแม้ภิกษุที่มาแล้วก็ขอให้รีบไปเสีย นี้ชื่อว่าอาวาสมัจฉริยะ, แต่ภิกษุผู้ไม่ต้องการให้พวกภิกษุผู้ก่อการทะเลาะวิวาท เป็นต้น อยู่ในที่อยู่นั้น ไม่เป็นอาวาสมัจฉริยะ.

บทว่า กุลํ ได้แก่ สกุลอุปัฏฐากบ้าง สกุลญาติบ้าง ภิกษุไม่ต้องการให้ภิกษุอื่นเข้าไปในสกุลนั้น เป็นกุลมัจฉริยะ แต่เมื่อไม่ต้องการให้บุคคลลามกเข้าไป ไม่ชื่อว่าเป็นมัจฉริยะ ด้วยว่าบุคคลลามกนั้นย่อมปฏิบัติเพื่อทำลายความเลื่อมใสของอุปัฏฐากและญาติเหล่านั้นเสีย. แต่เมื่อไม่ต้องการให้ภิกษุผู้สามารถรักษาความเลื่อมใสไว้ได้ เข้าไปในสกุลนั้น ชื่อว่าเป็นมัจฉริยะ.

บทว่า ลาโภ ได้แก่ ลาภคือปัจจัย ๔ นั่นเอง เมื่อภิกษุผู้มีศีลรูปอื่นได้ลาภอยู่ทีเดียว ภิกษุคิดว่า จงอย่าได้ ดังนี้ย่อมเป็นลาภมัจฉริยะ แต่ภิกษุใดทำสัทธาไทยให้ตกไป ให้พินาศด้วยไม่บริโภคและบริโภคไม่ดีเป็นต้น แม้ของบูดเน่าก็ไม่ให้แก่ผู้อื่น, เห็นภิกษุนั้นแล้วคิดว่า ถ้าภิกษุนี้ไม่ได้ลาภนี้ ภิกษุผู้มีศีลรูปอื่นพึงได้ พึงบริโภค ดังนี้ ย่อมไม่เป็นมัจฉริยะ.

วรรณะแห่งสรีระก็ดี วรรณะคือคุณความดีก็ดี ชื่อว่าวรรณะ.

ในวรรณะ ๒ อย่างนั้น ผู้ที่เมื่อเขากล่าวกันว่า ผู้อื่นมีรูปน่าเลื่อมใส ดังนี้ ไม่ประสงค์จะกล่าว ชื่อว่าตระหนี่วรรณะแห่งสรีระ, ผู้ที่ไม่ประสงค์จะกล่าวสรรเสริญผู้อื่นด้วยศีลธุดงค์ปฏิปทา อาจาระ ชื่อว่าวรรณะมัจฉริยะ.

บทว่า ธมฺโม ได้แก่ ปริยัติธรรมและปฏิเวธธรรม.

บรรดาธรรม ๒ อย่างนั้น พระอริยสาวกทั้งหลายย่อมไม่ตระหนี่ปฏิเวธธรรม ย่อมปรารถนาให้โลกพร้อมทั้งเทวโลกแทงตลอดธรรมที่ตนแทงตลอดแล้ว ย่อมปรารถนาว่า ขอคนอื่นๆ จงรู้ปฏิเวธธรรมนั้นด้วย. ชื่อว่าธรรมมัจฉริยะ ในธรรมคือพระพุทธพจน์นั่นแลมีอยู่, บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรมมัจฉริยะนั้น รู้คัณฐะหรือกถามรรคที่ลี้ลับอันใด ไม่ประสงค์จะให้คนอื่นๆ รู้คัณฐะหรือกถามรรคอันนั้น.

แต่ผู้ใดไม่ให้โดยสอบสวนบุคคลแล้ว อนุเคราะห์ด้วยธรรม หรือโดยสอบสวนธรรม อนุเคราะห์บุคคล ผู้นี้ไม่ชื่อว่ามีธรรมมัจฉริยะ.

ในข้อนั้น บุคคลบางคนเป็นคนโลเล บางเวลาเป็นสมณะ บางเวลาเป็นพราหมณ์ บางเวลาเป็นนิครนถ์, ก็ภิกษุใดไม่ให้ด้วยคิดว่าบุคคลนี้ทำลายข้อธรรมซึ่งเป็นพระพุทธพจน์ที่มีมาโดยประเพณีเกลี้ยงเกลาละเอียดอ่อน แล้วจักร้อนใจ ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่ให้โดยสอบสวนบุคคล อนุเคราะห์ธรรม.

ส่วนภิกษุใดไม่ให้ด้วยคิดว่าธรรมนี้เกลี้ยงเกลาละเอียดอ่อน ถ้าบุคคลผู้นี้จักถือเอา ก็จักพยากรณ์พระอรหัตผลกระทำให้แจ้งซึ่งตนจักฉิบหาย ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่ให้โดยสอบสวนธรรมอนุเคราะห์บุคคล.

แต่ภิกษุใดไม่ให้ด้วยคิดว่า ถ้าบุคคลผู้นี้จักถือเอาธรรมนี้ ก็จักสามารถทำลายลัทธิของพวกเราได้ ภิกษุนี้ชื่อว่ามีธรรมมัจฉริยะโดยแท้.

บรรดาความตระหนี่ ๕ ประการเหล่านี้ บุคคลเป็นยักษ์ก็ตาม เป็นเปรตก็ตาม ยกหยากเยื่อในอาวาสนั้นเทินไปด้วยศีรษะ เพราะอาวาสมัจฉริยะก่อน.

เมื่อบุคคลเห็นสกุลนั้นกระทำการให้ทานและความนับถือเป็นต้นแก่ผู้อื่น คิดว่าสกุลของเรานี้แตกแล้วหนอ ถึงแก่เลือดพุ่งออกจากปากก็มี ท้องเดินก็มี ไส้ใหญ่ออกมาเป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ก็มี เพราะกุลมัจฉริยะ.

บุคคลตระหนี่ลาภที่มีอยู่ของสงฆ์ก็ตาม ของคณะก็ตาม บริโภคเหมือนบริโภคส่วนบุคคล ย่อมเกิดเป็นยักษ์ก็มี เป็นเปรตก็มี เป็นงูเหลือมใหญ่ก็มี เพราะลาภมัจฉริยะ.

ก็บุคคลสรรเสริญคุณที่ควรสรรเสริญของตน ไม่สรรเสริญของผู้อื่นกล่าวโทษนั้นๆ ว่า ผู้นี้มีคุณอย่างไร ไม่ให้ปริยัติและอะไรๆ แก่ใครๆ ย่อมมีวรรณะทรามและเป็นใบ้เหมือนแพะ เพราะความตระหนี่วรรณะแห่งสรีระและวรรณคือคุณความดี และเพราะความตระหนี่ปริยัติธรรม.

อีกอย่างหนึ่ง บุคคลย่อมหมกไหม้อยู่ในเรือนโหละ เพราะความตระหนี่ที่อยู่ เป็นผู้มีลาภน้อย เพราะความตระหนี่สกุล, บังเกิดในคูถนรก เพราะความตระหนี่ลาภ, เมื่อบังเกิดในภพ ย่อมไม่มีวรรณะ เพราะความตระหนี่วรรณะ, บังเกิดในกุกกุลนรก คือนรกถ่านเพลิง เพราะความตระหนี่ธรรม.

ความตระหนี่ด้วยสามารถแห่งผู้ตระหนี่, อาการแห่งความตระหนี่ ชื่อว่าอาการตระหนี่, ภาวะแห่งผู้ประพฤติด้วยความตระหนี่ คือผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยความตระหนี่ ชื่อว่าความเป็นผู้ประพฤติตระหนี่,

ชื่อว่าผู้ปรารถนาต่างๆ เพราะอรรถว่าปรารถนาที่จะป้องกันสมบัติของตนทั้งหมดว่า จงเป็นของเราเท่านั้น อย่าเป็นของผู้อื่น ภาวะแห่งผู้ปรารถนาต่างๆ ชื่อว่าความเป็นผู้ปรารถนาต่างๆ. คำนี้เป็นชื่อของความตระหนี่อย่างอ่อน.

ปุถุชน ท่านเรียกว่าผู้เหนียวแน่น, ภาวะแห่งผู้เหนียวแน่นนั้น ชื่อว่าความเหนียวแน่น, คำนี้เป็นชื่อของความตระหนี่อย่างแรง ก็บุคคลที่ประกอบด้วยความตระหนี่อย่างแรงนั้น ย่อมห้ามแม้ผู้อื่นที่ให้ทานแก่คนอื่นอยู่.

สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-

คนตระหนี่มีความดำริชั่ว แม้มิจฉาทิฏฐิ ไม่เอื้อเฟื้อ

ย่อมห้ามผู้ให้ทานแก่พวกคนผู้ขอโภชนะอยู่.

ชื่อว่าผู้มีจิตเจ็บร้อนในการให้ เพราะอรรถว่าจิตย่อมเป็นไปด้วยความเจ็บร้อน คือย่อมขัดเคืองเพราะเห็นพวกยาจก. ภาวะแห่งผู้มีจิตเจ็บร้อนในการให้ ชื่อว่าความเป็นผู้มีจิตเจ็บร้อนในการให้.

อีกนัยหนึ่ง การถือทัพพี ท่านเรียกว่ากฏุกะ, ก็เมื่อบุคคลจะเอาข้าวใส่หม้อข้าวให้เต็มถึงขอบหม้อ ใช้ทัพพีสำหรับตักข้าวที่บิดเบี้ยวไปทุกส่วนตักใส่ ย่อมไม่อาจใส่ให้เต็มได้, จิตของบุคคลผู้มีความตระหนี่ก็อย่างนั้น ย่อมหดหู่ เมื่อจิตหดหู่ แม้กายของเขาก็หดหู่ โค้งงอ บิดเบี้ยว อย่างนั้นเหมือนกัน ไม่เหยียดยื่นออกได้ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ความเป็นผู้มีจิตเจ็บร้อนในการให้ ชื่อว่าความตระหนี่.

บทว่า อคฺคหิตตฺตํ จิตฺตสฺส ความว่า ความที่จิตกั้นอย่างเหยียดยื่นไม่ได้ถือเอาโดยอาการมีให้ทานเป็นต้น ในการกระทำอุปการะแก่คนอื่นๆ.

ก็เพราะบุคคลผู้มีความตระหนี่ เป็นผู้ไม่ประสงค์จะให้สมบัติของตนแก่คนอื่น ประสงค์จะถือเอาสมบัติของผู้อื่น ฉะนั้น ความตระหนี่นี้พึงทราบว่ามีลักษณะซ่อนสมบัติของตน และมีลักษณะถือเอาสมบัติของผู้อื่น ด้วยสามารถแห่งความตระหนี่ที่เป็นไปว่า จงเป็นของเราเท่านั้น อย่าเป็นของผู้อื่น.

บทว่า ขนฺธมจฺฉริยมฺปิ มจฺฉริยํ ความว่า อุปบัติภพกล่าวคือเบญจขันธ์ของตนไม่สาธารณ์ถึงคนอื่นๆ ชื่อว่าความตระหนี่. ความตระหนี่ที่เป็นไปว่า ขอจงเป็นของเราเท่านั้น อย่าเป็นของผู้อื่น ชื่อว่าความตระหนี่ขันธ์. แม้ในความตระหนี่ธาตุและความตระหนี่อายตนะก็นัยนี้แหละ.

บทว่า คาโห ได้แก่ ความถือด้วยมุ่งจะถือเอา.

บทว่า อวทญฺญุตาย ได้แก่ ด้วยความไม่รู้พระดำรัสแม้ที่พระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสไว้.

ก็บุคคลเมื่อไม่ให้แก่ยาจกทั้งหลาย ชื่อว่าย่อมไม่รู้คำที่ยาจกเหล่านั้นกล่าว.

บทว่า ชนา ปมตฺตา ได้แก่ ชนผู้อยู่ปราศจากสติ.

บทว่า วจนํ ได้แก่ คำกล่าวอย่างย่อ.

บทว่า พฺยปถํ ได้แก่ คำกล่าวอย่างพิสดาร.

บทว่า เทสนํ ได้แก่ คำที่แสดงอุปมาชี้แจงเนื้อความ.

บทว่า อนุสิฏฺฐึ ได้แก่ คำที่ให้กำหนดบ่อยๆ.

อีกอย่างหนึ่ง การกล่าวชี้แจง ชื่อว่าวจนะ. การกล่าวให้ถือเอาชื่อว่าพยปถะ. การกล่าวแสดงเนื้อความ ชื่อว่าเทศนา. การกล่าวแสดงโดยบท ชื่อว่าอนุสิฏฐิ.

อีกอย่างหนึ่ง การกล่าวให้ทุกข์คือความหวาดสะดุ้งพินาศไป ชื่อว่าวจนะ. การกล่าวให้ทุกข์คือความเร่าร้อนพินาศไป ชื่อว่าพยปถะ. การกล่าวให้ทุกข์ในอบายพินาศไป ชื่อว่าเทศนา. การกล่าวให้ทุกข์ในภพพินาศไป ชื่อว่าอนุสิฏฐิ.

อีกอย่างหนึ่ง คำที่ประกอบการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ทุกขสัจ ชื่อว่าวจนะ. คำที่ประกอบการแทงตลอดด้วยการละสมุทัยสัจ ชื่อว่าพยปถะ. คำที่ประกอบการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งซึ่งนิโรธสัจ ชื่อว่าเทศนา. คำที่ประกอบการแทงตลอดด้วยการทำมรรคสัจให้เกิด ชื่อว่าอนุสิฏฐิ.

อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า น สุสฺสุสนฺติ ความว่า ไม่ฟัง.

บทว่า น โสตํ โอทหนฺติ ความว่า ไม่ตั้งโสตคือหูเพื่อฟัง.

บทว่า น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปนฺติ ความว่า ไม่ดำรงจิตเพื่อจะรู้.

บทว่า อนสฺสวา ความว่า ไม่ฟังโอวาท.

บทว่า อวจนกรา ความว่า ชื่อว่า ไม่ทำตามคำ เพราะอรรถว่าแม้ฟังอยู่ ก็ไม่ทำตามคำ.

บทว่า ปฏิโลมวุตฺติโน ความว่า เป็นผู้ฝ่าฝืนเป็นไป.

บทว่า อญฺเญเนว มุขํ กโรนฺติ ความว่า แม้กระทำอยู่ก็ไม่ให้เห็นหน้า.

บทว่า วิสเม ความว่า ชื่อว่าไม่เสมอ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อกรรมที่เสมอ ซึ่งสมมติว่ากายสุจริตเป็นต้น ในกรรมอันไม่เสมอนั้น.

บทว่า นิวิฏฺฐา ความว่า เข้าไปแล้วนำออกได้ยาก.

บทว่า กายกมฺเม ความว่า ในกายกรรมที่เป็นไปทางกายก็ตามที่เป็นไปด้วยกายก็ตาม. แม้ในวจีกรรมเป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.

บรรดากรรมเหล่านั้น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ท่านจำแนกด้วยสามารถแห่งทุจริต. พึงทราบว่าปาณาติบาตเป็นต้น ท่านจำแนกด้วยสามารถแห่งอกุศลกรรมบถ ๑๐. พรรณนาบทที่เป็นสาธารณะในที่นี้เท่านี้ก่อน.

ก็ในบทที่เป็นอสาธารณะทั้งหลาย การทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป ชื่อว่าปาณาติบาต. ท่านอธิบายว่า การฆ่าสัตว์ การเบียดเบียนสัตว์.

ก็ในบทว่า ปาโณ นี้ โดยโวหารได้แก่สัตว์ โดยปรมัตถ์ได้แก่ชีวิตินทรีย์.

ก็เจตนาฆ่าที่เป็นไปทางกายทวารและวจีทวาร ทวารใดทวารหนึ่งซึ่งตั้งขึ้นด้วยความเพียรเข้าไปตัดอินทรีย์คือชีวิต ของผู้มีความสำคัญในสัตว์มีชีวิตนั้นว่าเป็นสัตว์มีชีวิต ชื่อว่าปาณาติบาต. ปาณาติบาตนั้น.

ในบรรดาสัตว์มีชีวิตทั้งหลายมีดิรัจฉานเป็นต้นที่เว้นจากคุณ ในสัตว์เล็ก มีโทษน้อย ในสัตว์ตัวใหญ่ มีโทษมาก.

เพราะเหตุไร? เพราะปโยคะใหญ่, แม้เมื่อปโยคะเท่ากัน ก็เพราะวัตถุใหญ่.

บรรดามนุษย์เป็นต้น ผู้มีคุณ สัตว์ที่มีคุณน้อย มีโทษน้อย ที่มีคุณมาก มีโทษมาก. ก็เมื่อสรีระและคุณเท่ากัน มีโทษน้อยเพราะกิเลสและความเพียรอ่อน, มีโทษมากเพราะกิเลสและความเพียรกล้าแข็ง พึงทราบดังพรรณนามาฉะนี้.

ปาณาติบาตนั้นมีองค์ ๕ คือ

สัตว์มีชีวิต ๑

รู้อยู่ว่าสัตว์มีชีวิต ๑

จิตคิดจะฆ่า ๑

ทำความเพียรที่จะฆ่า ๑

สัตว์ตายด้วยความเพียรนั้น ๑.

มีปโยคะ ๖ คือ

สาหัตถิกปโยคะ ๑

อาณัตติกปโยคะ ๑

นิสสัคคิยปโยคะ ๑

ถาวรปโยคะ ๑

วิชชามยปโยคะ ๑

อิทธิมยปโยคะ ๑.

เมื่อจะอธิบายเนื้อความนี้อย่างพิสดาร ก็จะยืดยาวเกินไป ฉะนั้นจักไม่อธิบายเรื่องนั้นให้พิสดาร. ผู้ต้องการทราบข้อความอื่นและข้อความอย่างนั้น พึงตรวจดูสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย ถือเอาเถิด.

การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้ ชื่อว่า อทินฺนาทานํ, ท่านอธิบายว่า การลัก การขโมย การทำโจรกรรม.

ในบทว่า อทินฺนาทานํ นั้น บทว่า อทินฺนํ ได้แก่ ของอันเจ้าของเขาหวงแหน ซึ่งเป็นที่เจ้าของเขาทำได้ตามความปรารถนา ไม่ควรแก่อาชญาและไม่มีโทษ.

ก็เจตนาคิดที่จะลักที่ตั้งขึ้นด้วยความเพียรถือเอาสิ่งนั้น ของผู้มีความสำคัญในของอันเจ้าของเขาหวงแหนนั้น ว่าเป็นของอันเจ้าของเขาหวงแหน ชื่อว่าอทินนาทาน.

อทินนาทานนั้น ในวัตถุที่เป็นของคนอื่นเลว มีโทษน้อย. ในวัตถุที่เป็นของคนอื่นประณีต มีโทษมาก. เพราะเหตุไร? เพราะวัตถุประณีต, เมื่อวัตถุเท่ากัน ในวัตถุที่เป็นของผู้ยิ่งด้วยคุณ มีโทษมาก, ในวัตถุที่เป็นของผู้มีคุณทรามกว่าคุณนั้นๆ โดยเทียบผู้ยิ่งด้วยคุณนั้นๆ มีโทษน้อย.

อทินนาทานนั้นมีองค์ ๕ คือ

ของอันเจ้าของเขาหวงแหน ๑

รู้อยู่ว่าของอันเจ้าของเขาหวงแหน ๑

จิตคิดจะลัก ๑

ทำความเพียรเพื่อที่จะลัก ๑

ได้ของนั้นมาด้วยความเพียรนั้น ๑.

มีปโยคะ ๖ มีสาหัตถิกปโยคะเป็นต้นนั่นเอง.

ก็ปโยคะเหล่านั้นแล เป็นไปด้วยสามารถอวหารเหล่านี้ คือไถยาวหาร ปสัยหาวหาร ปฏิฉันนาวหาร ปริกัปปาวหาร กุสาวหาร ตามสมควร.

นี้เป็นความย่อในข้ออทินนาทานนี้ด้วยประการฉะนี้ ส่วนความพิสดารได้กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาสมันตปาสาทิกา.

ก็ในบทว่า กาเมสุ มิจฺฉาจาโร นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า กาเมสุ ได้แก่ ความประพฤติเมถุน หรือวัตถุแห่งเมถุน.

บทว่า มิจฺฉาจาโร ได้แก่ ความประพฤติลามก ซึ่งต้องตำหนิโดยส่วนเดียว. แต่โดยลักษณะ เจตนาก้าวล่วงอคมนียฐานที่เป็นไปทางกายทวาร ด้วยความประสงค์อสัทธรรม ชื่อว่ากาเมสุมิจฉาจาร.

ในกาเมสุมิจฉาจารนั้น จะกล่าวถึงอคมนียฐานของพวกบุรุษก่อนซึ่งได้แก่ หญิงที่มารดารักษา, หญิงที่บิดารักษา, หญิงที่มารดาบิดารักษา, หญิงที่พี่ชายน้องชายรักษา. หญิงที่พี่สาวน้องสาวรักษา, หญิงที่ญาติรักษา, หญิงที่โคตรรักษา, หญิงที่ธรรมรักษา, หญิงที่มีอารักขา, หญิงที่มีอาชญา, รวมเป็นหญิง ๑๐ ประเภทมีหญิงที่มารดารักษาเป็นต้น.

หญิงที่ช่วยมาด้วยทรัพย์. หญิงที่อยู่ด้วยความพอใจ, หญิงที่อยู่ด้วยโภคะ, หญิงที่อยู่ด้วยผ้า, หญิงที่ผู้ใหญ่จับมือคนทั้งสองจุ่มลงในน้ำแล้วมอบให้, หญิงที่บุรุษช่วยปลงภาระหนักแล้วมาอยู่ด้วย, หญิงที่เป็นทาสีแล้วยกขึ้นเป็นภรรยา, หญิงที่เป็นลูกจ้างแล้วได้เป็นภรรยา, หญิงที่บุรุษไปรบชนะได้มา, หญิงที่เป็นภรรยาชั่วคราว. รวมเป็นหญิง ๑๐ ประเภทมีหญิงที่ช่วยมาด้วยทรัพย์เป็นต้น รวมทั้งหมดเป็นหญิง ๒๐ ประเภท. เป็นอคมนียฐานของพวกบุรุษ.

ส่วนในสตรีทั้งหลาย บุรุษอื่นๆ ชื่อว่าเป็นอคมนียฐานของสตรี ๑๒ ประเภท คือ หญิงที่มีอารักขา, และหญิงที่มีอาชญา ๒ ประเภท และหญิงที่ช่วยมาด้วยทรัพย์เป็นต้น ๑๐ ประเภท.

ก็มิจฉาจารนี้นั้น ในอคมนียฐานที่เว้นจากคุณมีศีลเป็นต้น มีโทษน้อย, ในอคมนียฐานที่สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น มีโทษมาก.

กาเมสุมิจฉาจารนั้นมีองค์ ๔ คือ

วัตถุที่ไม่พึงถึง ๑

จิตคิดจะเสพในวัตถุนั้น ๑

ปโยคะในการเสพ ๑

การยังมรรคต่อมรรคให้จดกัน ๑

มีปโยคะเดียวคือสาหัตถิปโยคะนั่นแล.

บทว่า มุสา ได้แก่ วจีปโยคะหรือกายปโยคะ ซึ่งหักประโยชน์ของผู้ที่มุ่งจะกล่าวให้ผิดเจตนาที่ตั้งขึ้นด้วยกายปโยคะหรือวจีปโยคะซึ่งกล่าวให้ผิด ของผู้ที่มุ่งจะกล่าวให้ผิดนั้น ด้วยความประสงค์จะกล่าวให้ผิด ชื่อว่ามุสาวาท.

อีกนัยหนึ่ง บทว่า มุสา ได้แก่ เรื่องไม่จริง ไม่แท้.

บทว่า วาโท ได้แก่ การให้รู้เรื่องไม่จริงไม่แท้นั้นว่าจริงว่าแท้.

ก็โดยลักษณะเจตนาที่ตั้งขึ้นด้วยวิญญัติอย่างนั้นของผู้ประสงค์จะให้ผู้อื่นรู้เรื่องไม่จริงว่าจริง ชื่อว่ามุสาวาท.

มุสาวาทนั้น มีโทษน้อย เพราะประโยชน์ที่หักนั้นน้อย มีโทษมากเพราะประโยชน์ที่หักนั้นมาก.

อีกอย่างหนึ่ง สำหรับพวกคฤหัสถ์ มุสาวาทที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า สิ่งของของตนไม่มี ด้วยความประสงค์จะไม่ให้เขา ดังนี้ มีโทษน้อย, มุสาวาทที่บุคคลเป็นพยานกล่าวเพื่อหักประโยชน์ มีโทษมาก

สำหรับพวกบรรพชิต มุสาวาทที่เป็นไปโดยนัยที่ได้น้ำมันหรือเนยใสแม้น้อยมา แต่กล่าวว่าเต็ม ด้วยความประสงค์จะให้หัวเราะกันว่า วันนี้ในบ้านมีน้ำมันไหลเหมือนแม่น้ำ ดังนี้ มีโทษน้อย, แต่เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่ไม่ได้เห็นเลย โดยนัยเป็นต้นว่า เห็น ดังนี้ มีโทษมาก.

มุสาวาทนั้นมีองค์ ๔ คือ

เรื่องไม่จริง ๑

จิตคิดจะพูดให้ผิด ๑

เพียรกล่าวปดออกไป ๑

ข้อความที่ตนกล่าวนั้น คนอื่นรู้เข้าใจ ๑.

มีปโยคะเดียว คือสาหัตถิกปโยคะนั่นแล.

ในบทว่า ปิสุณวาจา เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บุคคลกล่าววาจานั้นแก่ผู้ใด กระทำความรักของตน ความส่อเสียดของผู้อื่น ในหทัยของผู้นั้น ด้วยวาจาใด วาจานั้น ชื่อว่าปิสุณวาจา.

ก็บุคคลกระทำความหยาบกะตนบ้าง กะผู้อื่นบ้าง ด้วยวาจาใด. วาจาใดเป็นวาจาหยาบแม้เอง ไม่สบายหู ไม่สบายใจ วาจานี้ชื่อว่าผรุสวาจา.

บุคคลพูดพร่ำคำเหลาะแหละไร้ประโยชน์ด้วยวาทะใด วาทะนั้นชื่อว่าสัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ. เจตนาแม้ที่เป็นมูลเหตุแห่งวาจา เหล่านั้น ก็ได้ชื่อว่า ปิสุณวาจา เป็นต้นเหมือนกัน. เจตนานั้นแหละ ท่านประสงค์ในที่นี้ดังนี้แล.

ในบทว่า ปิสุณวาจา นั้น เจตนาที่ตั้งขึ้นด้วยกายปโยคะหรือวจีปโยคะ เพื่อทำผู้อื่นให้แตกกันก็ดี เพื่อทำความรักในตนก็ดี ของผู้ที่มีจิตเศร้าหมอง ชื่อว่า ปิสุณวาจา.

ปิสุณวาจานั้น มีโทษน้อย, เพราะผู้ที่ทำให้แตกกันนั้นมีคุณน้อย, มีโทษมาก เพราะผู้ที่ทำให้แตกกันมีคุณมาก.

ปิสุณวาจานี้มีองค์ ๔ คือ

ผู้อื่นที่จะพึงให้แตกกัน ๑

ความมุ่งทำให้แตกกันว่า คนเหล่านี้จักแตกกัน จักแยกจากกัน ด้วยประการฉะนี้ก็ดี ความกระทำให้เป็นที่รักว่า เราจักเป็นที่รัก เป็นที่พิสวาส ด้วยประการฉะนี้ก็ดี ๑

เพียรกล่าวส่อเสียดออกไป ๑

ข้อความที่ตนกล่าวนั้นคนนั้นรู้เข้าใจ ๑.

เจตนาที่หยาบโดยส่วนเดียว ซึ่งตั้งขึ้นด้วยกายประโยคหรือวจีประโยคตัดจุดสำคัญของร่างกายของผู้อื่น ชื่อว่าผรุสวาจา, ปโยคะแม้ตัดจุดสำคัญของร่างกาย ก็ไม่เป็นผรุสวาจา เพราะจิตอ่อน เหมือนอย่างบิดามารดา บางคราวก็กล่าวกะบุตรน้อยๆ ถึงอย่างนี้ว่า พวกโจรจงทำพวกเจ้าให้เป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ ดังนี้ แต่ก็ไม่ปรารถนาแม้กลีบอุบลที่ตกลงข้างบนลูกน้อยๆ เหล่านั้น. อาจารย์และอุปัชฌาย์ทั้งหลาย บางคราวก็กล่าวกะพวกนิสิตอย่างนี้ว่า พวกนี้ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะหรือ จงขับพวกมันออกไป แต่ย่อมปรารถนาให้พวกนิสิตเหล่านั้นพร้อมด้วยอาคมและอธิคมโดยแท้ไม่เป็นผรุสวาจาเพราะจิตอ่อนฉันใด แม้ไม่เป็นผรุสวาจา เพราะคำกล่าวอ่อน ก็หามิได้ฉันนั้น คำว่า ท่านทั้งหลายจงให้ผู้นี้นอนเป็นสุขเถิดของผู้ประสงค์จะฆ่า จะไม่เป็นผรุสวาจา หามิได้เลย. ก็วาจานี้เป็นผรุสวาจาแท้ เพราะจิตหยาบ.

ผรุสวาจานั้น มีโทษน้อย เพราะผู้ที่ผรุสวาจาเป็นไปหมายถึงนั้น มีคุณน้อย. มีโทษมาก เพราะผู้นั้นมีคุณมาก.

ผรุสวาจานั้นมีองค์ ๓ คือ

ผู้อื่นที่จะพึงด่า ๑

จิตโกรธ ๑

ด่า ๑.

อกุศลเจตนาที่ตั้งขึ้นด้วยกายปโยคะหรือวจีปโยคะให้รู้เรื่องไม่เป็นประโยชน์ ชื่อว่าสัมผัปปลาปะ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องพูดพร่ำคำเหลาะแหละไร้ประโยชน์. สัมผัปปลาปะนั้น มีโทษน้อย เพราะมีการซ่องเสพน้อย, มีโทษมาก เพราะมีการซ่องเสพมาก.

สัมผัปปลาปะนั้นมีองค์ ๒ คือ

ความมุ่งกล่าวเรื่องไร้ประโยชน์ มีเรื่องภารตยุทธ์และเรื่องชิงนางสีดาเป็นต้น ๑

กล่าวกถามีอย่างนั้นเป็นรูป ๑.

ชื่อว่าอภิชฌา เพราะอรรถว่าเพ่งเล็ง. อธิบายว่า มุ่งสิ่งของผู้อื่นเป็นไปด้วยความเป็นผู้น้อมไปในสิ่งของนั้น. อภิชฌานั้นมีลักษณะเพ่งเล็งสิ่งของของผู้อื่น ว่า โอ สิ่งนี้พึงเป็นของเราหนอ. มีโทษน้อย และมีโทษมาก เหมือนอทินนาทาน.

อภิชฌานั้นมีองค์ ๒ คือ

สิ่งของของผู้อื่น ๑

การน้อมมาเพื่อตน ๑.

ด้วยว่า เมื่อความโลภซึ่งมีสิ่งของของผู้อื่นเป็นที่ตั้งแม้เกิดขึ้นแล้ว กรรมบถก็ยังไม่แตก ตราบที่ยังไม่น้อมมาเพื่อตนว่า โอ สิ่งนี้พึงเป็นของเราหนอ ให้ถึงความพินาศ.

พยาบาทนั้นมีลักษณะประทุษร้ายด้วยใจ เพื่อให้ผู้อื่นพินาศ มีโทษน้อยและมีโทษมากเหมือนผรุสวาจา.

พยาบาทนั้นมีองค์ ๒ คือ

สัตว์อื่น ๑

คิดให้สัตว์อื่นนั้นพินาศ ๑.

ก็เมื่อความโกรธซึ่งมีสัตว์อื่นเป็นวัตถุแม้เกิดขึ้นแล้ว กรรมบถก็ยังไม่แตกตราบที่ยังไม่ได้คิดให้ผู้นั้นพินาศว่า โอ ผู้นี้พึงถูกทำลาย พึงพินาศหนอ.

ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเห็นผิด เพราะไม่มีความยึดถือตามเป็นจริง. มิจฉาทิฏฐินั้นมีลักษณะเป็นทัศนะวิปริต โดยนัยเป็นต้นว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล มีโทษน้อย และมีโทษมากเหมือนสัมผัปปลาปะ.

สัตว์เหล่านั้นย่อมสงสัยด้วยสามารถแห่งรูปเป็นต้นว่า เราทั้งหลายจักเป็นสัตว์มีสัญญา จักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา จักเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่. ย่อมสงสัยตนโดยนัยมีอาทิว่า เราทั้งหลายจักมีหรือหนอแล? ย่อมสงสัยความที่ตนมีอยู่และไม่มีอยู่ในอนาคต เพราะอาศัยอาการแห่งสัสสตทิฏฐิและอาการแห่งอุจเฉททิฏฐิในข้อนั้นว่า เราทั้งหลายจักมีหรือหนอแล? หรือจักไม่มี.

บทว่า กึ นุ โข ภวิสฺสาม ความว่า สัตว์เหล่านั้นอาศัยความเข้าถึงชาติและเพศ สงสัยว่า เราทั้งหลายจักเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดาและมนุษย์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหนอแล?

บทว่า กถํ นุ โข ภวิสฺสาม ความว่าอาศัยอาการแห่งทรวดทรงสงสัยว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้สูงต่ำ ขาวดำ มีประมาณและหาประมาณมิได้เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่าอาศัยความเป็นใหญ่และปราศจากมานะเป็นต้น สงสัยโดยเหตุว่า เราทั้งหลายจักเป็นเหตุการณ์อะไรหนอแล.

บทว่า กึ หุตฺวา กึ ภวิสฺสาม นุ โข มยํ ความว่า อาศัยชาติเป็นต้น สงสัยคนอื่นต่อจากตนไป ว่า เราทั้งหลายเป็นกษัตริย์แล้วจักเป็นพราหมณ์หนอแล ฯลฯ เป็นเทวดาแล้วจักเป็นมนุษย์ ดังนี้.

ก็บทว่า อทฺธานํ ในที่ทั้งปวงนั่นเทียว เป็นชื่อของกาลเวลา.

เหตุใดท่านจึงกล่าวคำนี้ว่า ตสฺมา หิ สิกฺเขล ฯเปฯ อาหุ ธีรา ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิกฺเขถ ความว่า พึงรำลึกถึงสิกขา ๓.

บทว่า อิเธว ได้แก่ ในศาสนานี้แหละ.

ก็ในบทเหล่านั้น ชื่อว่าสิกขา เพราะอรรถว่าพึงศึกษา.

บทว่า ติสฺโส เป็นการกำหนดจำนวน.

บทว่า อธิศีลสิกฺขา ความว่า ชื่อว่าอธิศีล เพราะอรรถว่าศีลยิ่ง คือสูงสุด, ศีลยิ่งนั้นด้วย ชื่อว่าสิกขา เพราะพึงศึกษาด้วย ดังนั้นจึงชื่อว่าอธิศีลสิกขา.

ในอธิจิตตสิกขาและอธิปัญญาสิกขาก็นัยนี้แหละ,

และในสิกขา ๓ เหล่านี้ ศีลเป็นไฉน? อธิศีลเป็นไฉน? จิตเป็นไฉน? อธิจิตเป็นไฉน? ปัญญาเป็นไฉน? อธิปัญญาเป็นไฉน? จะได้อธิบายต่อไป :-

อธิบายศีลก่อน ได้แก่ ศีล ๕ ศีล ๑๐ นั่นเอง. เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ยังมิได้เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ศีลนั้นก็เป็นไปอยู่ในโลก เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ทั้งพระพุทธเจ้า ทั้งเหล่าพระสาวก ก็ให้มหาชนสมาทานในศีลนั้น เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้เสด็จอุบัติขึ้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายด้วย สมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้เป็นกรรมวาทีด้วย พระเจ้าจักรพรรดิมหาราชด้วย พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายด้วย ให้มหาชนสมาทาน. สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตก็สมาทานแม้ด้วยตนเอง. พวกเขาเหล่านั้นบำเพ็ญกุศลธรรมนั้นแล้วย่อมเสวยราชสมบัติในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

ก็ศีลคือความสำรวมในพระปาติโมกข์ ท่านเรียกว่า อธิศีล. อธิศีลนั้น ยิ่งด้วย สูงสุดด้วยของโลกิยศีลทั้งหมด ดุจดวงอาทิตย์เป็นยอดยิ่งของแสงสว่างทั้งหลาย ดุจเขาสิเนรุสูงสุดของภูเขาทั้งหลายฉะนั้น ย่อมเป็นไปในพุทธุปาทกาลเท่านั้น นอกจากพุทธุปาทกาล ย่อมไม่เป็นไป. ด้วยว่า สัตว์อื่นย่อมไม่อาจที่จะยกบัญญัตินั้นขึ้นตั้งไว้ได้ แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้นทรงตัดกระแสแห่งอัชฌาจารทางกายทวารและวจีทวารโดยประการทั้งปวง ทรงบัญญัติศีลสังวรนั้น ซึ่งสมควรแก่การละเมิดนั้นๆ .

ศีลแม้ของผู้สำรวมในปาติโมกข์ ซึ่งสัมปยุตด้วยมรรคผลนั่นแล ก็ชื่อว่าอธิศีล.

กุศลจิต ๘ ดวงอันเป็นกามาพจร และจิตที่สัมปยุตด้วยสมาบัติ ๘ ดวงอันเป็นโลกิยะ พึงทราบว่า จิตนั่นเอง เพราะทำร่วมกัน.

ก็ความเป็นไปของจิตนั้นด้วย การชักชวนให้สมาทานและการสมาทานด้วย ในกาลที่พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นและมิได้เสด็จอุบัติขึ้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในศีลนั่นเทียว. จิตที่สัมปยุตด้วยสมาบัติ ๘ ซึ่งเป็นบาทแห่งวิปัสสนา ท่านเรียกว่า อธิจิต.

อธิจิตนั้นยิ่งด้วย สูงสุดด้วยของโลกิยจิตทั้งหลาย เหมือนอธิศีลยิ่งด้วยสูงสุดด้วยของศีลทั้งหลายฉะนั้น และมีในพุทธุปาทกาลเท่านั้น นอกจากพุทธุปาทกาลหามีไม่. อนึ่ง มรรคจิตและผลจิตที่ยิ่งกว่านั้นแล ชื่อว่าอธิจิต.

กัมมัสสกตาญาณที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ยัญที่บูชาแล้วมีผล ดังนี้ ชื่อว่าปัญญา. ปัญญานั้น เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม มิได้เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ย่อมเป็นไปอยู่ในโลก เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ทั้งพระพุทธเจ้า ทั้งเหล่าพระสาวก ก็ให้มหาชนสมาทานในปัญญานั้น. เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้เสด็จอุบัติขึ้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายด้วย สมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้เป็นกรรมวาทีด้วย พระเจ้าจักรพรรดิมหาราชด้วย พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายด้วย ให้มหาชนสมาทาน.

บัณฑิตทั้งหลายก็สมาทานแม้ด้วยตนเอง.

จริงอย่างนั้น อังกุรเทพบุตรได้ในมหาทานสองหมื่นปี. เวลามพราหมณ์ พระเวสสันดร และมนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตอื่นๆ เป็นอันมากได้ให้มหาทานทั้งหลาย. เขาเหล่านั้นบำเพ็ญกุศลธรรมนั้นแล้วได้เสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

ก็วิปัสสนาญาณที่กำหนดไตรลักษณาการ ท่านเรียกว่า อธิปัญญา.

อธิปัญญานั้นยิ่งด้วย สูงสุดด้วย ของโลกิยปัญญาทั้งหมด เหมือนอธิศีลและอธิจิต ยิ่งด้วยสูงสุดด้วยของศีลและจิตทั้งหลาย และนอกจากพุทธุปาทกาล ย่อมไม่เป็นไปในโลก. อนึ่ง ปัญญาที่สัมปยุตด้วยมรรคผลที่ยิ่งกว่านั้นนั่นแล ชื่อว่าอธิปัญญา.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงสิกขาเป็นอย่างๆ จึงกล่าวว่า อธิศีลสิกขาเป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วด้วยความสำรวมในปาติโมกข์อยู่ ดังนี้เป็นต้น.

คำว่า อิธ เป็นคำแสดงคำสอนซึ่งเป็นที่อาศัยของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยกรณียกิจอันเป็นส่วนเบื้องต้น ผู้บำเพ็ญศีลโดยประการทั้งปวง และเป็นคำปฏิเสธภาวะอย่างนั้นของศาสนาอื่น.

สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะในศาสนานี้แล ฯลฯ ลัทธิอื่นๆ ว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึงดังนี้.

คำว่า ภิกฺขุ เป็นคำแสดงบุคคลผู้บำเพ็ญศีลนั้น.

คำว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุโต นี้เป็นคำแสดงความที่บุคคลนั้นตั้งอยู่ในความสำรวมในปาติโมกข์.

คำว่า วิหรติ นี้ เป็นคำแสดงความที่บุคคลนั้นมีความพร้อมเพรียงด้วยวิหารธรรมอันสมควรแก่ปาติโมกข์สังวรนั้น.

คำว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน นี้ เป็นคำแสดงธรรมที่เป็นอุปการะแก่ปาติโมกข์สังวรของบุคคลนั้น.

คำว่า อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี นี้ เป็นคำแสดงความไม่เคลื่อนจากปาติโมกข์เป็นธรรมดาของบุคคลนั้น.

คำว่า สมาทาย นี้ เป็นคำแสดงการถือสิกขาบททั้งหลายโดยครบถ้วนของบุคคลนั้น.

คำว่า สิกฺขติ นี้ เป็นคำแสดงความเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยสิกขาของบุคคลนั้น.

คำว่า สิกฺขาปเทสุ นี้ เป็นคำแสดงธรรมที่พึงศึกษาของบุคคลนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขุ ความว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าเห็นภัยในสังสารวัฏ. ชื่อว่าผู้มีศีล เพราะอรรถว่าศีลของภิกษุนั้นมีอยู่.

คำว่า ศีล ในที่นี้ คืออะไร? ชื่อว่าศีล ด้วยอรรถว่าการปฏิบัติ. ชื่อว่าการปฏิบัตินี้ คืออะไร? คือการสมาทาน.

ความว่า ความเป็นผู้มีกายกรรมเป็นต้นไม่กระจัดกระจาย ด้วยสามารถแห่งความเป็น ผู้มีศีลดี หรือว่าเป็นที่รองรับ.

ความว่า ความเป็นที่รองรับกุศลธรรมทั้งหลาย คือเป็นที่ตั้ง.

ก็ในบทนี้ ปราชญ์ผู้รู้ลักษณะศัพท์ ย่อมรู้ตามเนื้อความทั้ง ๒ นั้นนั่นแหละ. แต่อาจารย์อื่นๆ พรรณนาไว้ว่า ชื่อว่าศีล ด้วยอรรถว่าประพฤติเคร่งครัด, ด้วยอรรถว่าอาจาระ, ด้วยอรรถว่าการปฏิบัติ, ด้วยอรรถว่าศีรษะ ด้วยอรรถว่าเย็น, ด้วยอรรถว่าเป็นที่ปลอดภัย.

การปฏิบัติเป็นลักษณะของศีล แม้ที่ขยายไปเป็น

อเนกประการ เหมือนความเป็นสนิทัสสนะเป็นลักษณะ

ของรูปที่ขยายไปเป็นอเนกประการฉะนั้น.

เหมือนอย่างว่า ความเป็นสนิทัสสนะเป็นลักษณะของรูปายตนะซึ่งแม้ขยายเป็นอเนกประการมีชนิดเขียวและเหลืองเป็นต้น เพราะไม่ก้าวล่วงความเป็นสนิทัสสนะแม้ของรูปที่ขยายเป็นชนิดเขียวเป็นต้นฉันใด, การปฏิบัติที่กล่าวไว้ด้วยสามารถสมาทานกายกรรมเป็นต้น และด้วยสามารถเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นั้นแหละเป็นลักษณะของศีลแม้ขยายเป็นอเนกประการ มีชนิดเจตนาเป็นต้น เพราะไม่ก้าวล่วงสมาทานและความเป็นที่ตั้งของศีลซึ่งแม้ขยายเป็นชนิดเจตนาเป็นต้นฉันนั้น.

ก็ความกำจัดความเป็นผู้ทุศีล และคุณอันหาโทษมิ

ได้ ท่านกล่าวว่า ชื่อว่ารสของศีลซึ่งมีลักษณะอย่างนี้

ด้วยอรรถว่า เป็นกิจและสมบัติ.

เพราะฉะนั้น ชื่อว่าศีลนี้ พึงทราบว่า มีการกำจัดความเป็นผู้ทุศีลเป็นรส เพราะอรรถว่าเป็นกิจ ว่ามีคุณอันหาโทษมิได้เป็นรส เพราะอรรถว่าเป็นสมบัติ.

ศีลนี้นั้นมีความสะอาดเป็นปัจจุปปัฏฐาน โอตตัปปะและ

หิริ ท่านผู้รู้ทั้งหลายพรรณนาว่าเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น.

ก็ศีลนี้นั้น มีความสะอาดซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความสะอาดกาย ความสะอาดวาจา ความสะอาดใจเป็นปัจจุปปัฏฐาน ย่อมปรากฏ คือถึงความเป็นแห่งการรับเอาด้วยความสะอาด ก็หิริและโอตตัปปะท่านผู้รู้ทั้งหลายพรรณนาว่าเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น.

อธิบายว่า เป็นเหตุใกล้. ด้วยว่า เมื่อหิริและโอตตัปปะมีอยู่ ศีลย่อมเกิดขึ้นและตั้งอยู่ เมื่อหิริและโอตตัปปะไม่มี ศีลย่อมไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่ตั้งอยู่ ดังนี้แล. บุคคลเป็นผู้มีศีลด้วยศีลอย่างที่อธิบายมานี้.

ธรรมมีเจตนาเป็นต้น ของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้นก็ดี ของบุคคลผู้บำเพ็ญวัตรปฏิบัติก็ดี พึงทราบว่า ชื่อว่า ศีล.

สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรคว่า อะไรชื่อว่า ศีล? เจตนาชื่อว่าศีล, เจตสิกชื่อว่าศีล, ความสำรวมชื่อว่าศีล การไม่ก้าวล่วงชื่อว่าศีล.

บรรดาศีลเหล่านั้น เจตนาของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้นก็ดี ของบุคคลผู้บำเพ็ญวัตรปฏิบัติก็ดี ชื่อ เจตนาศีล, ความงดเว้นของผู้ที่งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อเจตสิกศีล.

อีกอย่างหนึ่ง เจตนาในกรรมบถ ๗ ของผู้ละปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อเจตนาศีล, ธรรมคือความไม่เพ่ง ความไม่พยาบาทและสัมมาทิฏฐิ ที่ตรัสไว้ในสังยุตตนิกายมหาวรรค โดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุละความเพ่ง มีใจปราศจากความเพ่งอยู่ดังนี้ชื่อ เจตสิกศีล.

สังวร ในบทว่า สํวโร สีลํ นี้พึงทราบว่ามี ๕ อย่าง คือ ปาติโมกขสังวร สติสังวร ญาณสังวร ขันติสังวร วิริยสังวร การกระทำสังวรนั้นต่างๆ กัน จักมีแจ้งข้างหน้า

บทว่า อวีติกฺกโม สีลํ ความว่า ความไม่ก้าวล่วงทางกายทางวาจาของผู้สมาทานศีล ก็ในที่นี้ บทว่า สํวรสีลํ อวีติกฺกมสีลํ นี้แหละเป็นศีลโดยตรง บทว่า เจตนาสีลํ เจตสิกสีลํ เป็นศีลโดยปริยาย พึงทราบดังนี้.

บทว่า ปาติโมกฺข์ ได้แก่ ศีลส่วนที่เป็นสิกขาบท เพราะศีลนั้นปลดคือเปลื้องผู้ที่คุ้มครองรักษาศีลนั้นให้พ้นจากทุกข์ทั้งหลายมีทุกข์ที่เป็นไปในอบายเป็นต้น ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ปาติโมกข์.

บทว่า ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต ได้แก่ผู้ประกอบด้วยความสำรวมในปาติโมกข์.

บทว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร.

บทว่า อณุมตฺเตสุ ได้แก่ มีประมาณน้อย.

บทว่า วชฺเชสุ ได้แก่ ในอกุศลธรรมทั้งหลาย.

บทว่า ภยทสฺสาวี ได้แก่ เห็นภัย.

บทว่า สมาทาย ได้แก่ ถือเอาโดยชอบ.

บทว่า สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ได้แก่ สมาทานศึกษาสิกขาบทนั้นๆ.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ความว่า สมาทานศึกษาข้อใดข้อหนึ่งซึ่งควรศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย คือในส่วนแห่งสิกขาทั้งหลาย ทางกายก็ตาม ทางวาจาก็ตาม ทั้งหมดนั้น.

บทว่า ขุทฺทโก สีลกฺขนฺโธ ได้แก่ ศีลขันธ์ซึ่งมีส่วนเหลือลงมีสังฆาทิเสสเป็นต้น.

บทว่า มหนฺโต ได้แก่ ซึ่งหาส่วนเหลือลงมิได้มีปาราชิกเป็นต้น.

ก็เพราะภิกษุชื่อว่าย่อมตั้งอยู่ในศาสนาด้วยปาติโมกขศีล ฉะนั้น ปาติโมกขศีลนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นที่ตั้ง. ชื่อว่าเป็นที่ตั้ง เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งภิกษุ หรือเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลายเท่านั้น.

เนื้อความนี้ พึงทราบด้วยสามารถแห่งสูตรเป็นต้นว่า นระผู้มีปัญญาตั้งอยู่ในศีลดังนี้ ด้วยว่า ดูก่อนมหาบพิตร ศีลเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งปวงดังนี้ ด้วยว่า ดูก่อนมหาบพิตร กุศลธรรมทั้งปวงของบุคคลผู้ตั้งอยู่ในศีลแล ย่อมไม่เสื่อมไป.

ศีลนี้นั้นชื่อว่าเป็นเบื้องต้น ด้วยอรรถว่าเกิดขึ้นก่อน.

สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า แน่ะขัตติยะ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอจงชำระเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลายแล ก็อะไรเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ศีลที่บริสุทธิ์ดีแล้วและทิฏฐิที่ตรง ดังนี้.

เหมือนอย่างว่า นายช่างสร้างนคร ประสงค์จะสร้างนคร จึงชำระที่ตั้งนครก่อน ต่อนั้นจึงสร้างนคร แบ่งกำหนดเป็นถนน ทาง ๔ แพร่ง ทาง ๓ แพร่ง ในภายหลัง ฉันใด,

พระโยคาวจรชำระศีลเป็นเบื้องต้น ต่อนั้นจึงทำให้แจ้งซึ่งสมาธิ วิปัสสนา มรรค ผลและนิพพานในภายหลัง ฉันนั้นเหมือนกัน.

ก็หรือว่าช่างย้อมผ้า ซักผ้าด้วยน้ำด่าง ๓ อย่างก่อน เมื่อผ้าสะอาดแล้วจึงใส่สีตามที่ต้องการ ฉันใด, ก็หรือว่าช่างเขียนผู้ฉลาด ต้องการจะเขียนรูปภาพ จึงขัดฝาเป็นเบื้องต้นทีเดียว ต่อนั้นจึงสร้างรูปภาพขึ้นในภายหลัง ฉันใด

พระโยคาวจรชำระศีลให้บริสุทธิ์แต่ต้นทีเดียว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งธรรมทั้งหลายมีสมถะและวิปัสสนาเป็นต้นในภายหลัง ฉันนั้นเหมือนกัน.

เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ศีลเป็นเบื้องต้น ดังนี้.

ศีลนี้นั้นชื่อว่าจรณะ เพราะความเป็นคุณที่พึงเห็นเสมอด้วยจรณะ. ก็เท้า ท่านเรียกว่า จรณะ.

เหมือนอย่างว่า อภิสังขารคือการไปสู่ทิศย่อมไม่เกิดแก่คนเท้าด้วน ย่อมเกิดแก่คนมีเท้าบริบูรณ์เท่านั้น ฉันใด, การไปแห่งญาณเพื่อบรรลุนิพพาน ย่อมไม่สำเร็จแก่บุคคลผู้มีศีลขาดด่างพร้อย ไม่บริบูรณ์นั้น, แต่การไปแห่งญาณเพื่อบรรลุนิพพาน ย่อมสำเร็จแก่บุคคลผู้มีศีลไม่ขาด ไม่ด่างพร้อย บริบูรณ์ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวศีลว่า จรณะ.

ศีลนั้น ชื่อว่าสังยมะ ด้วยสามารถแห่งความสำรวม, ชื่อว่าสังวระ ด้วยสามารถแห่งความระวัง. ดังนั้น ท่านจึงกล่าวทั้งศีลสังยมะทั้งศีลสังวระ แม้ด้วยบททั้ง ๒ ก็ในบทนี้มีเนื้อความของคำว่า ชื่อว่าสังยมะ เพราะอรรถว่าสำรวม หรือยังบุคคลผู้ดิ้นรนก้าวล่วงให้สำรวม คือไม่ให้บุคคลนั้นดิ้นรนก้าวล่วง. ชื่อว่าสังวระ เพราะอรรถว่ากั้น คือปิดทวาร ด้วยความสำรวมการก้าวล่วง.

บทว่า มุขํ ได้แก่ สูงสุด หรือเป็นประมุข เหมือนอย่างว่า อาหาร ๔ อย่างของสัตว์ทั้งหลาย เข้าทางปากแล้วแผ่ไปยังอวัยวะต่างๆ ฉันใด, แม้พระโยคาวจรทั้งหลายก็ฉันนั้น เข้าสู่กุศลอันเป็นไปในภูมิ ๔ ด้วยปากคือศีล ยังความสำเร็จแห่งประโยชน์ให้ถึงพร้อม, เพราะฉะนั้น บทว่า โมกฺขํ จึงมีความว่า ประมุข หัวหน้า เป็นสภาพถึงก่อน ประเสริฐที่สุด เป็นประธาน.

บทว่า กุสลานํ ธมฺมานํ สมาปตฺติยา ความว่า พึงทราบว่าเป็นประมุข เป็นหัวหน้า เป็นสภาพถึงก่อน เป็นสิ่งประเสริฐสุด เป็นประธาน เพื่อประโยชน์แก่การได้ เฉพาะซึ่งกุศลอันเป็นไปในภูมิ ๔.

บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ ความว่า สงัด คือเว้น คือหลีกออกจากกามทั้งหลาย.

ก็อักษรว่า เอว ในบทว่า วิวิจฺเจว นี้นั้น พึงทราบว่า มีเนื้อความอันแน่นอน ก็เพราะมีเนื้อความอันแน่นอน ฉะนั้น ท่านจึงแสดงความที่กามทั้งหลายแม้ไม่มีอยู่ในเวลาเข้าปฐมฌานเป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌานนั้น และความบรรลุปฐมฌานนั้น ด้วยการสละกามนั่นเอง.

อย่างไร?

ก็เมื่อกระทำความแน่นอนอย่างนี้ว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ ดังนี้ ปฐมฌานนี้ย่อมปรากฏ กามทั้งหลายยังเป็นปฏิปักษ์ต่อฌานนี้แน่ เมื่อกามเหล่าใดมีอยู่ ปฐมฌานนี้ย่อมไม่เป็นไป เหมือนเมื่อความมืดมีอยู่ แสงสว่างแห่งประทีปก็ไม่มี การบรรลุปฐมฌานนั้นย่อมมีด้วยการสละกามเหล่านั้นนั่นแล เหมือนสละฝั่งในถึงฝั่งนอกฉะนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกระทำความแน่นอน.

ในเรื่องนั้น พึงมีคำถามว่า เหตุไร ความแน่นอนนี้ ท่านจึงกล่าวไว้ในบทแรกเท่านั้น ไม่กล่าวในบทหลัง บุคคลแม้ไม่สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย จะพึงเข้าปฐมฌานอยู่หรือ ก็ข้อนี้อย่าพึงเห็นอย่างนั้นเลย.

ด้วยว่า ท่านกล่าวความแน่นอนในบทแรกเท่านั้น โดยการออกไปจากกามนั้น ก็ฌานนี้เป็นเครื่องออกไปของกามทั้งหลายนั่นแล เพราะก้าวล่วงด้วยดีซึ่งกามธาตุ และเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อกามราคะ.

เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า :-

การออกไปแห่งกามทั้งหลายคือเนกขัมมะ.

ก็แม้ในบทหลังท่านพึงกล่าว เหมือนที่นำอักษร เอว มากล่าวไว้ในข้อนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะที่ ๑ ในศาสนานี้นั่นเทียว สมณะที่ ๒ ในศาสนานี้ดังนี้. เพราะไม่อาจที่จะเข้าฌานอยู่ โดยไม่สงัดจากอกุศลธรรมกล่าวคือนิวรณ์แม้อื่นๆ จากนี้ได้ ฉะนั้น พึงเห็นความนี้แม้ทั้งสองบทอย่างนี้ว่า สงัดจากกามทั้งหลายนั่นเทียว สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายนั่นเทียว.

ก็ตทังควิเวก วิกขัมภนวิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก นิสสรณวิเวกและจิตตวิเวก กายวิเวก อุปธิวิเวก ย่อมถึงความสงเคราะห์ด้วยคำอันเป็นสาธารณะนี้ว่าสงัด ก็จริงอยู่ แม้ถึงอย่างนั้น กายวิเวก จิตตวิเวก วิกขัมภนวิเวก ก็พึงเห็นในกาลอันเป็นส่วนเบื้องต้น, กายวิเวก จิตตวิเวก สมุจเฉทวิเวกและนิสสรณวิเวก พึงเห็นในขณะแห่งโลกุตตรมรรค.

ก็วัตถุกามเหล่าใดที่ท่านกล่าวไว้ในที่นี้เป็นต้นว่า วัตถุกามเป็นไฉน? คือรูปที่น่าชอบใจ ดังนี้ด้วย กิเลสกามเหล่าใดที่ท่านกล่าวไว้ในที่นี้อย่างนี้ว่า กามคือฉันทะ กามคือราคะ กามคือฉันทราคะ กามคือสังกัปปะ กามคือ สังกัปปราคะ ดังนี้ด้วยวัตถุกาม และกิเลสกามเหล่านั้นแม้ทั้งหมดพึงเห็นว่า ท่านสงเคราะห์ด้วยบทนี้ว่า กาเมหิ ดังนี้ทั้งนั้น.

เมื่อเป็นอย่างนั้น บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ มีเนื้อความว่า สงัดแล้วแม้จากวัตถุกามทั้งหลาย ก็ถูก. ด้วยบทนั้น กายวิเวกเป็นอันกล่าวแล้ว.

บทว่า วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ มีเนื้อความว่า สงัดแล้วจากกิเลสกามทั้งหลาย หรือจากอกุศลทั้งปวง ก็ถูก. ด้วยบทนั้น จิตตวิเวกเป็นอันกล่าวแล้ว.

ก็ในข้อนี้ การสละกามสุขเป็นอันท่านให้เป็นแจ้งแล้วโดยคำว่า สงัดจากวัตถุกามทั้งหลายนั่นแล ด้วยบทแรก, การกำหนดเนกขัมมสุขเป็นอันท่านให้เป็นแจ้งแล้วโดยคำว่า สงัดจากกิเลสกามทั้งหลาย ด้วยบทที่ ๒. การละวัตถุแห่งสังกิเลสของกามเหล่านั้นโดยคำว่า สงัดจากวัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลายอย่างนี้ เป็นอันท่านให้แจ่มแจ้งแล้วด้วยบทแรก. การละสังกิเลสเป็นอันท่านให้แจ่มแจ้งแล้วด้วยบทที่ ๒ การสละเหตุแห่งความโลเล เป็นอันท่านให้แจ่มแจ้งแล้วด้วยบทแรก การสละเหตุแห่งความเป็นพาล เป็นอันท่านให้แจ่มแจ้งแล้วด้วยบทที่ ๒ และความบริสุทธิ์แห่งความเพียร เป็นอันท่านให้แจ่มแจ้งแล้วด้วยบทแรก กายชำระอาสยะที่อาศัยให้สะอาด เป็นอันท่านให้แจ่มแจ้งแล้วด้วยบทที่ ๒ พึงทราบด้วยประการฉะนี้.

บรรดากามทั้งหลายที่กล่าวไว้ในบทว่า กาเมหิ นี้ในฝ่ายวัตถุกาม มีนัยเท่านี้ก่อน.

แต่ในฝ่ายกิเลสกาม กามฉันท์นั้นแลซึ่งมีประเภทไม่น้อย เป็นต้นว่า ฉันทะและราคะอย่างนี้ ท่านประสงค์ว่า กาม,

ก็กามนั้นแม้นับเนื่องในอกุศล ท่านก็แยกกล่าวโดยเป็นปฏิปักษ์ต่อฌาน ในวิภังค์ โดยนัยว่า ในกามเหล่านั้น กามฉันทะเป็นไฉน? คือกาม ดังนี้เป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในบทแรก เพราะเป็นกิเลสกาม ในบทที่ ๒ เพราะนับเนื่องด้วยอกุศล.

อนึ่ง ท่านไม่กล่าวว่า กามโต ท่านกล่าวว่า กาเมหิ โดยประเภทไม่น้อยของกามนั้น.

อนึ่ง แม้เมื่อธรรมเหล่าอื่นเป็นอกุศลมีอยู่ ท่านก็กล่าวนิวรณ์นั่นแหละ โดยแสดงความเป็นข้าศึกคือปฏิปักษ์ต่อองค์ฌานสูงๆ ขึ้นไป ในวิภังค์โดยนัยเป็นต้นว่า ในธรรมเหล่านั้น อกุศลธรรมเป็นไฉน? คือ กามฉันทะ ดังนี้.

ก็นิวรณ์ทั้งหลายเป็นข้าศึกต่อองค์ฌานทั้งหลาย ท่านอธิบายไว้ว่า องค์ฌานทั้งหลายนั่นแล เป็นปฏิปักษ์ เป็นผู้ทำลาย เป็นผู้พิฆาตนิวรณ์เหล่านั้น.

จริงอย่างนั้น ท่านกล่าวไว้ในปิฎกว่า สมาธิเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ ปีติเป็นปฏิปักษ์ต่อพยาบาท วิตกเป็นปฏิปักษ์ต่อถิ่นมิทธะ สุขเป็นปฏิปักษ์ต่ออุทธัจจกุกกุจจะ วิจารเป็นปฏิปักษ์ต่อวิจิกิจฉา. ความสงัดด้วยความข่มกามฉันทะ เป็นอันท่านกล่าวแล้วในที่นี้ด้วยบทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ นี้ด้วยประการฉะนี้.

ความสงัดด้วยความข่มนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทว่า วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ นี้ ก็ด้วยการยึดถือสิ่งที่เขาไม่ยึดถือกัน ความสงัดด้วยความข่มกามฉันทะ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทแรก ความสงัดด้วยความข่มนิวรณ์ที่เหลือ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทที่ ๒. ด้วยประการนั้น.

____________________________

วิวิจฺเจว กาเมหิ. วิวิจฺจ อกุสเลหิ.

ความสงัดด้วยความข่มโลภะซึ่งมีประเภทแห่งกามคุณ ๕ เป็นอารมณ์ ในอกุศลมูล ๓ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทแรก ความสงัดด้วยความข่มโทสะและโมหะซึ่งมีประเภทแห่งอาฆาตวัตถุเป็นต้นเป็นอารมณ์ ย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทที่ ๒.

อีกอย่างหนึ่ง ในธรรมทั้งหลายมีโอฆะเป็นต้น ความสงัดด้วยความข่มกาโมฆะ กามโยคะ กามาสวะ กามุปาทาน อภิชฌากายคันถะและกามราคสังโยชน์ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทแรก, ความสงัดด้วยความข่มโอฆะ โยคะ อาสวะ อุปาทาน คันถะและสังโยชน์ที่เหลือ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทที่ ๒.

ความสงัดด้วยความข่มตัณหาและธรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหานั้น เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทแรก, ความสงัดด้วยความข่มอวิชชาและธรรมที่สัมปยุตด้วยอวิชชานั้น เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทที่ ๒.

อีกอย่างหนึ่ง ความสงัดด้วยความข่มจิตตุปบาท ๘ ที่สัมปยุตด้วยโลภะ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทแรก ความสงัดด้วยความข่มจิตตุปบาทที่เป็นอกุศลที่ ๔ ที่เหลือเป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทที่ ๒. พึงทราบด้วยประการฉะนี้.

ก็พระสารีบุตรเถระแสดงองค์แห่งการละของปฐมฌานด้วยคำมีประมาณเท่านี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะแสดงองค์แห่งการประกอบ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า สวิตกฺกํ สวิจารํ ดังนี้.

บรรดาวิตกและวิจารเหล่านั้น วิตกมีลักษณะยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ วิจารมีลักษณะประคองจิตไว้ในอารมณ์ วิตกและวิจารเหล่านั้น แม้เมื่อไม่แยกกันในอารมณ์อะไรๆ วิตกเข้าถึงจิตก่อนด้วยอรรถว่าหยาบและเป็นธรรมชาติถึงก่อน ดุจการเคาะระฆัง, วิจารตามพัวพันด้วยอรรถว่าละเอียด และด้วยสภาพตามเคล้า ดุจเสียงครางของระฆัง.

ก็วิตกมีการแผ่ไปในอารมณ์นี้ เป็นความไหวของจิตในเวลาที่เกิดขึ้นครั้งแรก ดุจการกระพือปีกของนกที่ต้องการจะบินไปในอากาศ และดุจการโผลงตรงดอกปทุมของภมรที่มีใจผูกพันอยู่ในกลิ่น, วิจารมีความเป็นไปสงบ ไม่เป็นความไหวเกินไปของจิต ดุจการกางปีกของนกที่ร่อนอยู่ในอากาศ และดุจการหมุนของภมรที่โผลงตรงดอกปทุม ในเบื้องบนของดอกปทุม.

แต่ในอรรถกถาทุกนิบาตท่านกล่าวว่า วิตกเป็นไปด้วยภาวะติดไปกับจิตในอารมณ์ เหมือนเมื่อนกใหญ่บินไปในอากาศ ปีกทั้งสองจับลม แล้วก็หยุดกระพือปีกไปฉะนั้น, วิจารเป็นไปด้วยภาวะตามเคล้า เหมือนการบินไปของนกที่กระพือปีกเพื่อให้จับลมฉะนั้น.

คำนั้นย่อมควรในการเป็นไปด้วยการตามพัวพัน.

ก็ความแปลกของวิตกวิจารเหล่านั้น ย่อมปรากฏในปฐมฌานและทุติยฌาน.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อบุคคลใช้มือข้างหนึ่งจับภาชนะที่มีสนิมจับอย่างมั่น ใช้มืออีกข้างหนึ่งขัดถูด้วยแปรงทำด้วยหางม้าที่จุ่มน้ำมันผสมผงละเอียด. วิตกเหมือนมือที่จับมั่น วิจารเหมือนมือที่ขัดถู. เหมือนเมื่อช่างหม้อใช้ท่อนไม้หมุนแป้นทำภาชนะอยู่ วิตกดุจมือที่กด วิจารดุจมือที่ตกแต่งข้างโน้นข้างนี้. และเหมือนบุคคลที่ทำวงเวียน วิตกติดไปกับจิต ดุจขาที่ปักกั้นอยู่ตรงกลาง, วิจารตามเคล้า ดุจขาที่หมุนรอบนอก.

ฌานนี้ ท่านกล่าวว่า สวิตกฺกํ สวิจารํ เพราะอรรถว่าย่อมเป็นไปกับด้วยวิตกนี้ด้วย ด้วยวิจารนี้ด้วย ดุจต้นไม้มีทั้งดอกและผลด้วยประการฉะนี้.

ในบทว่า วิเวกชํ นี้ ความสงัดชื่อว่า วิเวก ความว่า ปราศจากนิวรณ์.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิเวก เพราะอรรถว่าสงัด.

อธิบายว่า กองธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน ซึ่งสงัดจากนิวรณ์.

ชื่อว่าวิเวกชะ เพราะอรรถว่าเกิดแต่วิเวกนั้น หรือในวิเวกนั้น.

ในบทว่า ปีติสุขํ นี้ ชื่อว่าปีติ เพราะอรรถว่าอิ่มใจ, ปีตินั้นมีลักษณะดื่มด่ำ.

ก็ปีตินี้นั้นมี ๕ อย่างคือ ขุททกาปีติ ปีติเล็กน้อย ๑ ขณิกาปีติ ปีติชั่วขณะ ๑, โอกกันติกาปีติ ปีติเป็นระลอก ๑, อุพเพงคาปีติ ปีติโลดลอย ๑. ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน ๑,

บรรดาปีติ ๕ อย่างนั้น ขุททกาปีติอาจทำพอให้ขนชูชันในสรีระทีเดียว, ขณิกาปีติย่อมเป็นเช่นกับฟ้าแลบ เป็นขณะๆ, โอกกันติกาปีติให้รู้สึกซู่ลงมาๆ ในกาย ดุจคลื่นซัดฝั่งทะเล. อุพเพงคาปีติเป็นปีติมีกำลัง ทำกายให้ลอยขึ้นโลดไปในอากาศหาประมาณไม่ได้, ผรณาปีติเป็นปีติมีกำลังยิ่ง ก็เมื่อผรณาปีตินั้นเกิดขึ้นแล้ว สรีระทั้งสิ้นจะรู้สึกเย็นซาบซ่าน ดุจเต็มไปด้วยเม็ดฝน และดุจเวิ้งเขาที่ห้วงน้ำใหญ่ไหลบ่ามาฉะนั้น.

ก็ปีติทั้ง ๕ อย่างนี้เมื่อถือเอาห้องถึงความแก่กล้า ย่อมยังปัสสัทธิทั้งสองคือกายปัสสัทธิและจิตตปัสสัทธิให้บริบูรณ์.

ปัสสัทธิเมื่อถือเอาห้องถึงความแก่กล้า ย่อมยังสุขทั้ง ๒ คือ สุขทั้งทางกายและสุขทางใจให้บริบูรณ์.

สุขเมื่อถือเอาห้องถึงความแก่กล้า ย่อมยังสมาธิ ๓ อย่างคือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิให้บริบูรณ์.

บรรดาปีติเหล่านั้น ผรณาปีติที่เป็นมูลแห่งอัปปนาสมาธิ เมื่อเจริญถึงความประกอบด้วยสมาธิ นี้ท่านประสงค์เอาว่า ปีติ ในอรรถนี้.

ก็อีกบทหนึ่ง ชื่อว่าสุข เพราะอรรถว่าสบาย. อธิบายว่า เกิดขึ้นแก่คนใด ย่อมทำคนนั้นให้ถึงความสบาย.

อีกอย่างหนึ่ง ความสบายชื่อว่าสุข ธรรมชาติใดย่อมกลืนกินและขุดออกเสียได้โดยง่าย ซึ่งอาพาธทางกายทางใจ ฉะนั้นธรรมชาตินั้นชื่อว่าสุข. คำนี้เป็นชื่อของโสมนัสสเวทนา สุขนั้นมีลักษณะสำราญ.

ปีติและสุขเหล่านั้นเมื่อไม่แยกกันในอารมณ์อะไรๆ ความยินดีด้วยการได้เฉพาะอารมณ์ที่น่าปรารถนา ชื่อว่าปีติ. ความเสวยรสแห่งอารมณ์ที่ได้เฉพาะแล้ว ชื่อว่าสุข. ที่ใดมีปีติที่นั้นมีสุข ที่ใดมีสุขที่นั้นมีปีติโดยไม่แน่นอน.

ปีติสงเคราะห์เข้าในสังขารขันธ์ สุขสงเคราะห์เข้าในเวทนาขันธ์. คนที่ลำบากในทางกันดาร ปีติเหมือนเมื่อเห็น หรือได้ฟังป่าไม้และน้ำ, สุขเหมือนเมื่อเข้าไปสู่ร่มเงาของป่าไม้และบริโภคน้ำ ก็บทนี้พึงทราบว่ากล่าวไว้ เพราะภาวะที่ปรากฏในสมัยนั้นๆ.

ฌานนี้ท่านกล่าวว่า ปีติสุข เพราะอรรถว่าปีตินี้ด้วย สุขนี้ด้วยมีอยู่แก่ฌานนี้ หรือในฌานนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ปีติด้วย สุขด้วย ชื่อว่าปีติและสุข ดุจธรรมและวินัยเป็นต้น.

ชื่อว่ามีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอย่างนี้ เพราะอรรถว่าปีติและสุขเกิดแต่วิเวก มีอยู่แก่ฌานนี้ หรือในฌานนี้ ก็ฌานฉันใด ปีติและสุขก็ฉันนั้นย่อมเกิดแต่วิเวกทั้งนั้น ในที่นี้.

ก็ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกนั้นมีอยู่แก่ฌานนี้ เพราะเหตุดังนี้นั้น แม้จะกล่าวว่า วิเวกชํ ปีติสุขํ รวมเป็นบทเดียวกันทีเดียว ย่อโดยไม่ลบวิภัตติ ก็ควร.

บทว่า ปฐมํ ความว่า ชื่อว่าที่ ๑ เพราะเป็นลำดับแห่งการนับชื่อว่าที่ ๑ เพราะอรรถว่า ฌานนี้เกิดขึ้นเป็นที่ ๑ ก็มี.

บทว่า ฌานํ ได้แก่ ฌาน ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิชฌานและลักขณูปนิชฌาน.

ในฌาน ๒ อย่างนั้น สมาบัติ ๘ ถึงการนับว่า อารัมมณูปนิชฌาน เพราะอรรถว่าเข้าไปเพ่งอารมณ์มีปฐวีกสิณเป็นต้น. ก็วิปัสสนา มรรค ผล ชื่อว่าลักขณูปนิชฌาน.

ในวิปัสสนา มรรคผลเหล่านั้น วิปัสสนาชื่อว่าลักขณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปเพ่งอนิจจลักษณะเป็นต้น, มรรคชื่อว่าลักขณูปนิชฌาน เพราะกิจที่ทำด้วยวิปัสสนา สำเร็จด้วยมรรค, ส่วนผลชื่อว่าลักขณูปนิชฌาน เพราะอรรถว่าเข้าไปเพ่งนิโรธสัจจะ ซึ่งเป็นลักษณะแท้.

ในฌาน ๒ อย่างนั้น ในที่นี้ ท่านประสงค์อารัมมณูปนิชฌาน ในกาลเป็นส่วนเบื้องต้นประสงค์ลักขณูปนิชฌาน ในขณะแห่งโลกุตตรมรรค เพราะฉะนั้นพึงทราบว่า ฌาน เพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์ด้วย, เพราะเข้าไปเพ่งลักษณะด้วย, เพราะเผาข้าศึกคือกิเลสด้วย.

บทว่า อุปสมฺปชฺช ได้แก่ เข้าถึงแล้ว. มีอธิบายว่า บรรลุแล้ว.

อีกอย่างหนึ่ง ให้เข้าถึงพร้อมแล้ว. มีอธิบายว่า ให้สำเร็จแล้ว.

บทว่า วิหรติ ความว่า ย่อมเคลื่อนไหวด้วยการอยู่แห่งอิริยาบทที่สมควรแก่ฌานนั้น คือเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยฌานซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว ยังความเคลื่อนไหวคือความเป็นไปแห่งอัตภาพให้สำเร็จ.

ก็ปฐมฌานนี้นั้นละองค์ ๕ ประกอบองค์ ๕ มีความงาม ๓ อย่าง ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐.

ในปฐมฌานนั้น พึงทราบความที่ละองค์ ๕ ด้วยสามารถละนิวรณ์ ๕ เหล่านั้น คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมีทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ด้วยว่า เมื่อละนิวรณ์เหล่านี้ไม่ได้ ปฐมฌานนั้นย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวนิวรณ์เหล่านี้ว่าเป็นองค์แห่งการละของปฐมฌานนั้น.

ก็อกุศลธรรมแม้เหล่าอื่นจะละได้ในขณะแห่งฌานก็จริง ถึงอย่างนั้น นิวรณ์เหล่านั้นแหละก็ยังทำอันตรายแก่ฌานได้โดยวิเสส. ด้วยว่า จิตที่ถูกกามฉันท์เล้าโลมด้วยอารมณ์ต่างๆ ย่อมไม่ตั้งมั่นในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความแน่วแน่ หรือจิตนั้นถูกกามฉันท์ครอบงำ ย่อมไม่ดำเนินไปเพื่อละกามธาตุ. ถูกพยาบาทกระทบกระทั่งในอารมณ์ ย่อมไม่เป็นไปติดต่อ, ถูกถีนมิทธะครอบงำ ย่อมเป็นจิตไม่ควรแก่การงาน, ถูกอุทธัจจะกุกกุจจะนำไปในเบื้องหน้า เป็นจิตไม่สงบทีเดียว ย่อมหมุนไปรอบ, ถูกวิจิกิจฉาเข้าไปกระทบ ย่อมไม่ขึ้นสู่ปฏิปทาที่ให้การบรรลุฌานสำเร็จ นิวรณ์เหล่านี้แล ท่านกล่าวว่าองค์แห่งการละ เพราะกระทำอันตรายแก่ฌานโดยวิเสส ด้วยประการฉะนี้.

ก็เพราะวิตกยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ วิจารประคองจิตไว้ในอารมณ์ ปีติเกิดแต่ปโยคสมบัติแห่งจิตที่มีสังโยคอันวิตกวิจารเหล่านั้นสำเร็จแล้วด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน กระทำความเอิบอิ่ม, และสุขกระทำความเพิ่มพูน,

ลำดับนั้น เอกัคคตาซึ่งเป็นสัมปยุตธรรมที่เหลือของปฐมฌานนั้น อันการติดไปกับจิต การตามเคล้า ความเอิบอิ่มและความเพิ่มพูนเหล่านี้ อนุเคราะห์แล้วย่อมตั้งมั่นเสมอและโดยชอบในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความแน่วแน่ ฉะนั้นพึงทราบความที่ปฐมฌานประกอบองค์ ๕ ด้วยสามารถความเกิดขึ้นแห่งองค์ ๕ เหล่านี้ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาจิต,

ด้วยว่า เมื่อองค์ ๕ เหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว ฌานชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น องค์ ๕ เหล่านี้ ท่านจึงกล่าวว่า เป็นองค์ประกอบ ๕ ประการของปฐมฌานนั้น.

เพราะฉะนั้น ไม่พึงถือเอาว่า มีฌานอื่นที่ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้ เหมือนอย่างว่า ท่านกล่าวว่า เสนามีองค์ ๔ ดนตรีมีองค์ ๕ มรรคมีองค์ ๘ ก็ด้วยสามารถสักว่าองค์เท่านั้นฉันใด, แม้ปฐมฌานนี้ก็ฉันนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่ามีองค์ ๕ ก็ตาม ว่าประกอบด้วยองค์ ๕ ก็ตาม ก็ด้วยสามารถสักว่าองค์เท่านั้น.

ก็องค์ ๕ เหล่านี้มีอยู่ในขณะแห่งอุปจารก็จริง ถึงอย่างนั้นในอุปจารก็มีกำลังกว่าจิตปกติ แต่ในปฐมฌานนี้แม้มีกำลังกว่าอุปจาร ก็สำเร็จเป็นถึงลักษณะแห่งรูปาวจร.

ก็วิตกในปฐมฌานนี้ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ เกิดขึ้นโดยอาการอันสะอาดมาก วิจารประคองจิตไว้กับอารมณ์อย่างยิ่ง ปีติและสุขแผ่ไปสู่กายแม้เป็นที่สุดแห่งสภาวะ. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า โดยสภาพแห่งกายนั้น อะไรๆ ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกไม่ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่มี. แม้เอกัคคตาจิตก็เกิดขึ้นถูกต้องด้วยดีในอารมณ์ ดุจพื้นผอบข้างบนถูกต้องพื้นผอบข้างล่างฉะนั้น องค์เหล่านั้นแตกต่างจากองค์เหล่านี้ดังนี้.

ในองค์เหล่านั้น เอกัคคตาจิตมิได้แสดงไว้ในปาฐะนี้ว่า สวิตกฺกํ สวิจารํ ดังนี้ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็เป็นองค์เหมือนกัน เพราะท่านกล่าวไว้ในวิภังค์อย่างนี้ว่า บทว่า ฌานํ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาจิตดังนี้.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำอุทเทสด้วยอธิบายใด อธิบายนั้นแล พระสารีบุตรเถระนี้ประกาศแล้วในวิภังค์ ดังนี้แล.

ก็ในบทว่า ติวิธกลฺยาณํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนํ นี้ ความที่ปฐมฌานมีความงาม ๓ คือเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด และพึงทราบความที่ปฐมฌานถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ด้วยสามารถแห่งลักษณะของเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดเหล่านั้นนั่นแล.

ในข้อนั้นมีบาลีดังนี้ :-

ปฏิปทาวิสุทธิเป็นเบื้องต้นแห่งปฐมฌาน การเพิ่มพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลาง ความรื่นเริงเป็นที่สุด.

ปฏิปทาวิสุทธิเป็นเบื้องต้นแห่งปฐมฌาน, เบื้องต้นมีลักษณะเท่าไร?

เบื้องต้นมีลักษณะ ๓ จิตบริสุทธิ์จากอันตรายแห่งปฐมฌานนั้น, เพราะบริสุทธิ์ จิตจึงดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลาง, เพราะดำเนินไป จิตจึงแล่นไปในสมถนิมิตนั้น, จิตบริสุทธิ์จากอันตราย ๑ เพราะบริสุทธิ์ จิตจึงดำเนินไปสู่สมถนิมิต ๑ เพราะดำเนินไป จิตจึงแล่นไปในสมถนิมิตนั้น ๑. ปฏิปทาวิสุทธิเป็นเบื้องต้นแห่งปฐมฌาน เบื้องต้นมีลักษณะ ๓ เหล่านี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปฐมฌานมีความงามในเบื้องต้นและถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๓.

การเพิ่มพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลางแห่งปฐมฌาน ท่ามกลางมีลักษณะเท่าไร?

ท่ามกลางมีลักษณะ ๓ เข้าถึงจิตบริสุทธิ์ เข้าถึงสมถปฏิปทา เข้าถึงที่ประชุมเอกัตตารมณ์ เข้าถึงจิตบริสุทธิ์ ๑ เข้าถึงสมถปฏิปทา ๑ เข้าถึงที่ประชุมเอกัตตารมณ์ ๑. การเพิ่มพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลางแห่งปฐมฌาน ท่ามกลางมีลักษณะ ๓ เหล่านี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปฐมฌานมีความงามในท่ามกลาง และถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๓.

ความรื่นเริงเป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ที่สุดมีลักษณะเท่าไร?

ที่สุดมีลักษณะ ๔ ชื่อว่าความรื่นเริง เพราะอรรถว่าไม่ล่วงธรรมที่เกิดในปฐมฌานนั้น, ชื่อว่าความรื่นเริง เพราะอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีรสเดียวกัน, ชื่อว่าความรื่นเริง เพราะอรรถว่านำมาซึ่งความเพียรที่เข้าถึงปฐมฌานนั้น. ชื่อว่าความรื่นเริง เพราะอรรถว่าคบหา. ความรื่นเริงเป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ที่สุดมีลักษณะ ๔ เหล่านี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปฐมฌานมีความงามเป็นที่สุด และถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๔ ดังนี้.

อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า ในบาลีนั้น ชื่อว่าปฏิปทาวิสุทธิ ได้แก่อุปจาระที่เป็นไปกับด้วยสัมภาระ. ชื่อว่าการเพิ่มพูนอุเบกขา ได้แก่อัปปนา. ชื่อว่าความรื่นเริง ได้แก่การพิจารณา.

ก็เพราะท่านกล่าวไว้ในบาลีว่า เอกัคคตาจิตมีปฏิปทาวิสุทธิเป็นลักษณะด้วย, เพิ่มพูนอุเบกขาด้วย, รื่นเริงด้วยญาณด้วย ดังนี้, ฉะนั้นพึงทราบปฏิปทาวิสุทธิ ด้วยสามารถแห่งการมาภายในอัปปนานั่นแล, พึงทราบการเพิ่มพูนอุเบกขา ด้วยสามารถแห่งกิจของตัตรมัชฌัตตุเปกขา, และพึงทราบความรื่นเริง ด้วยสามารถแห่งความสำเร็จแห่งญาณที่ผ่องแผ้วด้วยการยังความไม่ล่วงธรรมทั้งหลายเป็นต้นให้สำเร็จ

อย่างไร?

ก็ในวาระที่อัปปนาเกิดขึ้นนั้น หมู่กิเลสกล่าวคือนิวรณ์ใดเป็นอันตรายต่อฌานนั้น จิตย่อมบริสุทธิ์จากหมู่กิเลสนั้น. เพราะบริสุทธิ์ จิตจึงเว้นจากเครื่องกั้น ดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันมีในท่ามกลาง, อัปปนาสมาธิที่เป็นไปพร้อมนั่นแล ชื่อว่าสมถนิมิตอันมีในท่ามกลาง,

ลำดับนั้น ปุริมจิตเข้าถึงความเป็นอย่างนั้นด้วยการน้อมไปสู่สันตติ ๑ ชื่อว่าย่อมดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันมีในท่ามกลาง เพราะดำเนินไปอย่างนั้น จึงชื่อว่าย่อมแล่นไปในปฐมฌานนั้น ด้วยการเข้าถึงความเป็นอย่างนั้น. ปฏิปทาวิสุทธิที่ยังอาการซึ่งมีอยู่ในปุริมจิตให้สำเร็จ พึงทราบด้วยสามารถแห่งการบรรลุในอุปปาทักขณะแห่งปฐมฌานก่อน.

ก็เพราะไม่ต้องทำจิตที่บริสุทธิ์อย่างนี้ให้บริสุทธิ์อีก บุคคลจึงไม่ขวนขวายในการให้บริสุทธิ์ ชื่อว่าย่อมเพ่งจิตที่บริสุทธิ์ เมื่อไม่ขวนขวายในการตั้งจิตที่ดำเนินไปสู่สมถะ ด้วยการเข้าถึงภาวะแห่งสมถะอีก ชื่อว่าย่อมเพ่งจิตที่ดำเนินไปสู่สมถะ ก็เพราะความที่จิตนั้นดำเนินไปสู่สมถะนั่นแล บุคคลจึงละความเกี่ยวข้องด้วยกิเลส ไม่ต้องขวนขวายในการประชุม เอกัตตารมณ์ของจิตที่ตั้งมั่นแล้วด้วยเอกัตตารมณ์อีก ชื่อว่าย่อมเข้าถึงที่ประชุมเอกัตตารมณ์.

พึงทราบการเพิ่มพูนอุเบกขา ด้วยสามารถแห่งกิจของตัตรมัชฌัตตุเปกขา ด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง ธรรมที่เนื่องกันเป็นคู่ กล่าวคือสมาธิและปัญญา ซึ่งเกิดในปฐมฌานนั้น อันอุเบกขาเพิ่มพูนแล้วอย่างนี้ ไม่เป็นไปล่วงกันและกันเป็นไป, อินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้น มีรสเป็นอันเดียวกันด้วยวิมุตติรส เพราะพ้นจากกิเลสต่างๆ เป็นไป, ความเพียรที่ถึงความเป็นไปกับด้วยรูป ไม่เป็นไปล่วงธรรมเหล่านั้น สมควรแก่ภาวะที่มีรสเป็นอันเดียวกันเป็นไป. และการคบหาที่เป็นไปในขณะนั้นแห่งปฐมฌานนั้น อาการเหล่านั้นแม้ทั้งหมด เพราะสำเร็จ เพราะเห็นโทษนั้นๆ และอานิสงส์นั้นๆ ในความเศร้าหมองและความผ่องแผ้วด้วยญาณ จึงรื่นเริง บริสุทธิ์ ผ่องแผ้วด้วยประการนั้นๆ ฉะนั้น พึงทราบความรื่นเริง ด้วยสามารถแห่งความสำเร็จกิจแห่งญาณที่ผ่องแผ้วด้วยการยังความไม่เป็นไปล่วงธรรมทั้งหลายเป็นต้นให้สำเร็จ ท่านกล่าวไว้ดังนี้.

บทว่า วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา ความว่า เพราะองค์ ๒ เหล่านี้คือวิตกด้วย วิจารณ์ด้วย สงบไป. มีอธิบายว่า เพราะไม่ปรากฏในขณะแห่งทุติยฌาน.

ในทุติยฌานนั้น พึงทราบว่า ธรรมแห่งปฐมฌานทั้งหมด ไม่มีในทุติยฌานก็จริง ถึงอย่างนั้น ผัสสะเป็นต้น ในปฐมฌานเป็นอย่าง ๑ ในทุติยฌานนี้เป็นอย่าง ๑ ก็เพื่อแสดงองค์ที่หยาบว่า การบรรลุทุติยฌานเป็นต้นอื่นจากปฐมฌาน ย่อมมีได้เพราะก้าวล่วงองค์ที่หยาบ ดังนี้ ท่านจึงกล่าวอย่างนี้ว่า วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา ดังนี้.

ในบทว่า อชฺฌตฺตํ นี้ ท่านประสงค์ภายในที่แน่นอน. อธิบายว่า เกิดในตน คือบังเกิดในสันดานของตน.

บทว่า สมฺปสาทนํ ความว่า ศรัทธา ท่านเรียกว่า สัมปสาทนะ ความผ่องใส แม้ฌานก็ชื่อสัมปสาทนะ เพราะประกอบด้วยความผ่องใส ดุจผ้าเขียว เพราะประกอบด้วยสีเขียว.

อีกอย่างหนึ่ง เพราะฌานนั้นยังใจให้ผ่องใส เพราะประกอบด้วยความผ่องใส และเพราะยังความกำเริบแห่งวิตกวิจารให้สงบ ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า สัมปสาทนะ และในอรรถวิกัปนี้ พึงทราบการเชื่อมบทอย่างนี้ว่า สมฺปสาทนํ เจตโส มีความผ่องใสแห่งใจ ดังนี้.

ส่วนในอรรถวิกัปแรก พึงประกอบบท เจตโส นี้กับบท เอโกทิภาเวน ในอรรถวิกัปนั้นมีอรรถโยชนาดังต่อไปนี้ :-

ชื่อว่า เอโกทิ เพราะอรรถว่าเป็นธรรมเอกผุดขึ้น. อธิบายว่า เป็นธรรมเลิศ คือประเสริฐ เพราะไม่ถูกวิตกวิจารท่วมทับผุดขึ้น. ความจริง แม้ธรรมที่ประเสริฐ ท่านก็เรียกว่าเป็นเอกในโลก.

อีกอย่างหนึ่ง ธรรมที่เว้นจากวิตกวิจาร เป็นธรรมเอก คือไม่มีธรรมที่เป็นไปร่วม ย่อมเป็นไปดังนี้ก็มี.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อุทิ เพราะอรรถว่ายังสัมปยุตธรรมทั้งหลายให้เกิด. ความว่าให้ตั้งขึ้น, ธรรมนั้นเป็นเอก เพราะอรรถว่าประเสริฐด้วย ตั้งขึ้นด้วย ดังนั้นจึงชื่อว่า เอโกทิ.

คำว่า เอโกทิ นี้เป็นชื่อของสมาธิ ทุติยฌานนี้มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะอรรถว่ายังธรรมเอกผุดขึ้นนี้ ให้เกิด คือให้เจริญด้วยประการฉะนี้. ก็ธรรมเอกผุดขึ้นนี้นั้น เพราะเป็นของใจ ไม่ใช่ของสัตว์ ไม่ใช่ของชีวิต ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวทุติยฌานนี้ว่า เจตโส เอโกทิภาวํ ดังนี้.

อนึ่ง ศรัทธานี้และสมาธิที่ชื่อว่า เอโกทิ นี้ มีอยู่แม้ในปฐมฌาน มิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรจึงกล่าวไว้ในที่นี้เท่านั้นว่า สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ ดังนี้?

ข้อนั้นจะอธิบายดังต่อไปนี้ :-

ก็ปฐมฌานนี้ย่อมไม่ผ่องใสด้วยดี เพราะวิตกวิจารกำเริบ เหมือนน้ำกระเพื่อมเพราะระลอกคลื่น ฉะนั้น แม้เมื่อมีศรัทธา ท่านก็ไม่กล่าวว่า สมฺปสาทนํ และเพราะไม่ผ่องใสด้วยดีนั่นเอง แม้สมาธิก็ไม่ปรากฏด้วยดีในฌานนี้ ฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวแม้ว่า เอโกทิภาวํ แต่ในฌานนี้ ศรัทธามีกำลังได้โอกาส เพราะไม่มีวิตกวิจารเป็นเครื่องกังวล. และทั้งสมาธิก็ปรากฏ เพราะได้ศรัทธาที่มีกำลังเป็นสหายนั่นเอง. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ฌานนี้เท่านั้น ท่านกล่าวไว้อย่างนี้.

บทว่า อวิตกฺกํ อวิจารํ ความว่า ชื่อว่าไม่มีวิตก เพราะอรรถว่าวิตกไม่มีในฌานนี้ หรือแก่ฌานนี้ เพราะละได้ด้วยภาวนา, ชื่อว่าไม่มีวิจาร ก็โดยนัยนี้แหละ ในที่นี้ท่านท้วงว่า แม้ด้วยบทว่า วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา ก็สำเร็จความนี้แล้วมิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรท่านจึงกล่าวว่า อวิตกฺกํ อวิจาร์ อีก?

ข้อนั้นจะอธิบายดังต่อไปนี้ :-

ความนี้สำเร็จแล้วอย่างนี้ทีเดียว แต่บทนี้มิได้แสดงความนั้น พวกเราได้กล่าวแล้วมิใช่หรือ เพื่อแสดงองค์ที่หยาบว่า การบรรลุทุติยฌานเป็นต้นอื่นจากปฐมฌาน ย่อมมีได้เพราะก้าวล่วงองค์ที่หยาบ ดังนี้ ท่านจึงกล่าวอย่างนี้ว่า วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง เพราะวิตกและวิจารสงบไป ฌานนี้จึงมีความผ่องใส ไม่ใช่เพราะความสกปรกของกิเลสหมดไป และเพราะวิตกและวิจารสงบไป จึงมีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ซึ่งไม่เหมือนอุปจารฌาน เพราะละนิวรณ์ได้ เหมือนปฐมฌาน เพราะองค์ฌานปรากฏ คำนี้เป็นคำแสดงเหตุแห่งความผ่องใสและความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง เพราะวิตกและวิจารสงบไป ฌานนี้จึงไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ไม่เหมือนตติยฌานและจตุตถฌาน และไม่เหมือนจักษุวิญญาณเป็นต้น เพราะไม่มี นี้เป็นคำแสดงเหตุแห่งความเป็นฌานไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มิใช่แสดงเพียงความไม่มีวิตกและวิจาร.

คำนี้อีกว่า อวิตกฺกํ อวิจารํ ดังนี้ เป็นคำแสดงเพียงความไม่มีแห่งวิตกและวิจารเท่านั้น, เพราะฉะนั้น แม้กล่าวอรรถวิกัปแรกแล้ว ก็พึงกล่าวเหมือนกันดังนี้แล.

บทว่า สมาธิชํ ความว่า เกิดแต่สมาธิในปฐมฌาน หรือแต่สมาธิที่เป็นสัมปยุตธรรม. ในบทนั้น แม้ปฐมฌานเกิดแต่สมาธิที่เป็นสัมปยุตธรรมก็จริง, ถึงอย่างนั้น ฌานนี้แลก็ควรที่จะกล่าวว่า สมาธิชํ เพราะมั่นคงที่สุด และเพราะผ่องใสด้วยดี ด้วยเว้นจากความกำเริบแห่งวิตกและวิจาร. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวฌานนี้เท่านั้นว่า สมาธิชํ เพื่อกล่าวสรรเสริญฌานนี้.

บทว่า ปีติสุขํ นี้มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

บทว่า ทุติยํ ได้แก่ ที่ ๒ โดยลำดับการนับ, ชื่อว่าทุติยะ เพราะอรรถว่าฌานนี้เกิดเป็นที่ ๒ ดังนี้ก็มี.

บทว่า ปีติยา จ วิราคา ความว่า ความเกลียดชังก็ดี ความก้าวล่วงก็ดี ซึ่งปีติมีประการดังกล่าวแล้ว ชื่อว่า วิราคะ

ก็ จศัพท์ระหว่างบททั้ง ๒ มีอรรถว่าประมวล. จศัพท์นั้นย่อมประมวลซึ่งความสงบหรือซึ่งความสงบแห่งวิตกและวิจาร. ในบทนั้น จศัพท์ย่อมประมวลความสงบนั่นแล ในกาลใด ในกาลนั้นพึงทราบการประกอบความอย่างนี้ว่า เพราะปีติสิ้นไปด้วยเพราะสงบอะไรๆ อย่างยิ่งด้วย. ก็ด้วยความประกอบนี้ วิราคะย่อมมีความเกลียดชัง, เพราะฉะนั้น พึงเห็นความดังนี้ว่า เพราะเกลียดชัง ปีติด้วยเพราะก้าวล่วงปีติด้วย.

ก็ จศัพท์ย่อมประมวลซึ่งความสงบแห่งวิตกและวิจาร ในกาลใด ในกาลนั้นพึงทราบการประกอบความอย่างนี้ว่า เพราะปีติสิ้นไปด้วย เพราะวิตกและวิจารอะไรๆ สงบไปอย่างยิ่งด้วย. ก็ด้วยการประกอบความนี้ วิราคะย่อมมีความว่าก้าวล่วง เพราะฉะนั้น พึงเห็นความดังนี้ว่า เพราะก้าวล่วงปีติด้วย เพราะวิตกและวิจารสงบไปด้วย

ก็วิตกและวิจารเหล่านี้สงบแล้วในทุติยฌานนั้นแล ก็จริง ถึงอย่างนั้น ท่านก็กล่าวบทนี้ เพื่อแสดงมรรคของฌานนี้ และเพื่อกล่าวสรรเสริญฌานนี้.

ถามว่า ก็เมื่อกล่าวว่า เพราะวิตกและวิจารสงบไปดังนี้ ฌานนี้ย่อมปรากฏ ความสงบแห่งวิตกและวิจารเป็นมรรคแห่งฌานนี้ มิใช่หรือ?

แก้ว่า เหมือนอย่างว่า เมื่อกล่าวถึงการละอย่างนี้ว่า เพราะละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ มีสักกายทิฏฐิเป็นต้น แม้ที่ยังละไม่ได้ในอริยมรรคที่ ๓ ย่อมเป็นการกล่าวสรรเสริญ เพื่อให้เกิดอุตสาหะแก่ผู้ที่ขวนขวายเพื่อบรรลุฌานนั้นฉันใด เมื่อกล่าวถึงความสงบวิตกและวิจารแม้ที่ยังไม่สงบในที่นี่ ย่อมเป็นการกล่าวสรรเสริญ ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น ความนี้ท่านกล่าวเพราะก้าวล่วงปีติ และเพราะวิตกและวิจารสงบไป.

ในบทว่า อุเปกฺขโก จ วิหรติ นี้ ชื่อว่าอุเบกขา เพราะอรรถว่าเห็นโดยความเข้าถึง. อธิบายว่า เห็นเสมอ คือเป็นผู้ไม่ตกไปในฝักใฝ่เลยเห็น ผู้พร้อมเพรียงด้วยตติยฌาน ท่านเรียกว่า ผู้มีอุเบกขา เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยอุเบกขานั้น ซึ่งบริสุทธิ์ไพบูลย์มีกำลัง.

ก็อุเบกขามี ๑๐ อย่าง คือ

ฉฬังคุเบกขา, พรหมวิหารุเบกขา, โพชฌังคุเบกขา, วิริยุเบกขา, สังขารุเบกขา, เวทนุเบกขา, วิปัสสนุเบกขา, ตัตรมัชฌัตตุเบกขา, ฌานุเบกขา และปาริสุทธิอุเบกขา.

บรรดาอุเบกขาเหล่านั้น อุเบกขาที่มีภาวะปกติคือบริสุทธิ์ เป็นอาการละคลองแห่งอารมณ์ ๖ ทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ในทวาร ๖ ของพระขีณาสพ มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า ภิกษุผู้มีขีณาสพในศาสนานี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ดังนี้ นี้ชื่อว่าฉฬังคุเบกขา.

อุเบกขาที่มีอาการเป็นกลางในสัตว์ทั้งหลาย มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า มีใจสหรคตด้วยอุเบกขาแผ่ไปสู่ทิศ ๑ อยู่ ดังนี้ นี้ชื่อว่าพรหมวิหารุเบกขา.

อุเบกขาที่มีอาการเป็นกลางแห่งสหชาตธรรมทั้งหลาย มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ซึ่งอาศัยวิเวก ดังนี้ นี้ชื่อว่าโพชฌังคุเบกขา.

อุเบกขากล่าวคือความเพียรที่ไม่ปรารภเกินไป ไม่ย่อหย่อนเกินไป มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า มนสิการถึงอุเบกขานิมิตตามกาลอันสมควร ดังนี้ นี้ชื่อว่าวิริยุเบกขา.

อุเบกขาที่พิจารณานิวรณ์เป็นต้นแล้วเป็นกลางในการถือเอา ข้อตกลงมาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า สังขารุเบกขาเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสมาธิเท่าไร สังขารุเบกขาเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งวิปัสสนา เท่าไร สังขารุเบกขา ๘ เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสมาธิ สังขารุเบกขา ๑๐ เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งวิปัสสนา ดังนี้ นี้ชื่อว่าสังขารุเบกขา.

อุเบกขาที่เรียกกันว่าไม่ทุกข์ไม่สุข มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า สมัยใด กุศลจิตฝ่ายกามาพจรเกิดขึ้นแล้ว สหรคตด้วยอุเบกขา ดังนี้ นี้ชื่อว่าเวทนุเปกขา.

อุเบกขาที่เป็นกลางในการพิจารณา มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า ละสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่นั้นเสีย ได้เฉพาะอุเบกขา ดังนี้ นี้ชื่อว่าวิปัสสนุเบกขา.

อุเบกขาที่มาในเยวาปนกธรรมทั้งหลายมีฉันทะเป็นต้น ซึ่งสหชาตธรรมนำไปด้วยดีแล้ว นี้ชื่อว่าตัตรมัชฌัตตุเปกขา.

อุเบกขาที่ไม่ให้การตกไปในฝักใฝ่เกิดขึ้นในอารมณ์นั้น แม้เป็นสุขอย่างยอดเยี่ยม มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า เป็นผู้มีอุเบกขาอยู่ ดังนี้ นี้ชื่อว่าฌานุเบกขา.

อุเบกขาที่บริสุทธิ์จากข้าศึกคือกิเลสทั้งปวง ไม่ต้องขวนขวายแม้ในการยังข้าศึกคือกิเลสให้สงบ มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า จึงบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดังนี้ นี้ชื่อว่าปาริสุทธิอุเบกขา.

บรรดาอุเบกขาเหล่านั้น ฉฬังคุเปกขา พรหมวิหารุเปกขา โพชฌังคุเปกขา ตัตรมัชฌัตตุเปกขา ฌานุเปกขาและปาริสุทธุเปกขา โดยความก็เป็นตัตรมัชฌัตตุเปกขาอย่างเดียวเท่านั้น.

ก็ตัตรมัชฌัตตุเปกขานั้นมีประเภทดังนี้โดยประเภทแห่งตำแหน่งนั้นๆ ดุจสัตว์แม้คนเดียว มีประเภทเป็นเด็ก เป็นหนุ่มสาว เป็นผู้ใหญ่ เป็นเสนาบดีและเป็นพระราชาเป็นต้น. เพราะเหตุนั้น ในอุเบกขาเหล่านั้น ในที่ใดมีฉฬังคุเปกขา ในที่นั้นไม่มีโพชฌังคุเปกขาเป็นต้น ก็หรือในที่ใดมีโพชฌังคุเปกขา ในที่นั้นไม่มีฉฬังคุเปกขาเป็นต้น พึงทราบดังนี้.

อุเบกขาเหล่านั้นโดยความก็เป็นอย่างเดียวกันฉันใด แม้สังขารุเปกขาและวิปัสสนุเปกขาโดยความก็เป็นอย่างเดียวกันฉันนั้น ก็ปัญญานั่นแลแบ่งเป็น ๒ อย่างด้วยสามารถแห่งกิจ.

เหมือนอย่างว่า บุรุษถือท่อนไม้เหมือนกีบแพะค้นหางูที่เข้าเรือนเวลาเย็น เห็นมันนอนอยู่ในฉางแกลบ พิจารณาดูว่า งูหรือมิใช่หนอ เห็นลักษณะงูชัด ๓ อย่างก็หมดสงสัย เกิดความเป็นกลางในการค้นหาว่า งู ไม่ใช่งู ฉันใด ความเป็นกลางในการพิจารณาความไม่เที่ยงของสังขารทั้งหลายเป็นต้น ในเมื่อเห็นไตรลักษณ์ด้วยวิปัสสนาญาณ เกิดขึ้นแก่ผู้ปรารภวิปัสสนาฉันนั้นนั่นแล ความเป็นกลางนี้ชื่อว่าวิปัสสนุเปกขา.

ก็เมื่อบุรุษนั้นจับงูไว้มั่นด้วยท่อนไม้มีลักษณะเหมือนกีบแพะ คิดว่า เราจะไม่เบียดเบียนงูนี้และจะไม่ให้งูนี้กัดเรา จะพึงปล่อยไปอย่างไร เมื่อกำลังคิดหาวิธีปล่อยอยู่นั่นแล มีความเป็นกลางในการจับงูไว้ฉันใด เมื่อบุคคลเห็นภพทั้ง ๓ เหมือนถูกไฟไหม้ เพราะเห็นไตรลักษณะแล้ว ความเป็นกลางในการยึดถือสังขารมีขึ้นฉันนั้นเหมือนกัน ความเป็นกลางนี้ชื่อว่าสังขารุเปกขา.

แม้สังขารุเปกขาก็ย่อมสำเร็จด้วยความสำเร็จแห่งวิปัสสนุเปกขา ด้วยประการฉะนี้.

ก็ด้วยประการนี้ สังขารุเปกขานี้จึงแบ่งเป็น ๒ โดยกิจ กล่าวคือความเป็นกลางในการพิจารณาและการยึดถือ. ส่วนวิริยุเปกขาและเวทนุเปกขาต่างกันและกัน และต่างจากอุเบกขาที่เหลือลงทั้งหลายโดยความเท่านั้นแล.

และท่านสรุปไว้ในที่นี้ว่า :-

อุเปกขา โดยพิสดารมี ๑๐ คือ ตัตรมัชฌัตตุเปกขา

พรหมวิหารุเปกขา โพชฌังคุเปกขา ฉฬังคุเปกขา ฌานุ

เปกขา ปาริสุทธุเปกขา วิปัสสนุเปกขา สังขารุเปกขา

เวทนุเปกขา วิริยุเปกขา แบ่งที่เป็นความเป็นกลางเป็น

ต้น ๖ ที่เป็นปัญญา ๒ อย่าง อย่างละ ๒ รวมเป็น ๔ ดังนี้

บรรดาอุเบกขาเหล่านี้ ฌานุเปกขาท่านประสงค์เอาในที่นี้ ด้วยประการฉะนี้.

ฌานุเปกขานั้นมีมัชฌัตตะความเป็นกลาง เป็นลักษณะ ในข้อนี้ท่านกล่าวไว้ว่า ก็ฌานุเปกขานี้ โดยความก็คือ ตัตรมัชฌัตตุเปกขานั่นเอง มิใช่หรือ และฌานุเปกขานั้นก็มีอยู่แม้ในปฐมฌานและทุติยฌาน ฉะนั้น ฌานุเปกขานี้จึงควรกล่าวแม้ในฌานนั้นอย่างนี้ว่า เป็นผู้มีอุเบกขาอยู่ เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่กล่าวไว้ เพราะไม่ประกอบกิจที่จะต้องขวนขวาย ด้วยว่าฌานุเปกขานั้นไม่มีกิจในฌานนั้นที่ต้องขวนขวาย เพราะวิตกเป็นต้นครอบงำไว้ แต่ในฌานนี้ เพราะวิตกวิจารและปีติมิได้ครอบงำ จึงเป็นเหมือนเงยศีรษะขึ้น มีกิจที่ต้องขวนขวาย ฉะนั้นจึงกล่าวไว้.

ในบทว่า สโต จ สมฺปชาโน นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

ชื่อว่ามีสติ เพราะอรรถว่าระลึกได้. ชื่อว่ามีสัมปชัญญะ เพราะอรรถว่ารู้ตัว, สติด้วยสัมปชัญญะด้วย ท่านกล่าวโดยบุคคลาธิษฐาน สติมีลักษณะระลึกได้ สัมปชัญญะมีลักษณะไม่ลุ่มหลง ในข้อนั้น สติและสัมปชัญญะนี้มีอยู่แม้ในฌานต้นๆ ก็จริง ถึงอย่างนั้น เมื่อบุคคลลืมสติไร้สัมปชัญญะ แม้เพียงอุปจารก็ไม่สำเร็จ จะป่วยกล่าวไปใยถึงอัปปนา. เพราะฌานเหล่านั้นมีองค์หยาบ จิตของบุรุษก็เหมือนภาคพื้น ย่อมมีคติเป็นสุข.

ในฌานเหล่านั้นไม่ต้องขวนขวายกิจแห่งสติสัมปชัญญะ แต่เพราะฌานนี้สุขุมเพราะละองค์ที่หยาบได้ จึงต้องปรารถนาคติแห่งจิตที่กำหนดกิจแห่งสติสัมปชัญญะของบุรุษดุจคมมีดโกนนั่นแล ท่านกล่าวไว้ในที่นี้ด้วยประการฉะนี้.

ยังมีอะไรๆ ที่พึงทราบให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า ลูกโคที่ยังดื่มน้ำ ถูกพรากจากแม่โค เมื่อไม่ระวังรักษา ก็เข้าหาแม่โคอีกร่ำไป ฉันใด สุขในตติยฌานนี้ก็ฉันนั้น ถูกพรากจากปีติ เมื่อไม่รักษาด้วยสติสัมปชัญญะ พึงเข้าหาปีติอีกนั่นเทียว พึงสัมปยุตด้วยปีติอยู่นั่นเอง.

อนึ่ง เหล่าสัตว์ก็ยังกำหนัดนักในสุขอยู่นั่นเอง. เพื่อแสดงอรรถพิเศษแม้นี้ว่า ก็สุขนี้เป็นสุขที่หวานยิ่งเพราะไม่มีสุขที่ยิ่งกว่านั้น ก็ความไม่กำหนัดนักในสุขในฌานนี้ ย่อมมีด้วยอานุภาพสติสัมปชัญญะ มิใช่มีด้วยอย่างอื่น ดังนี้ ท่านจึงกล่าวคำนี้ไว้ในที่นี้นั่นแล.

บัดนี้จะวินิจฉัยในบทนี้ว่า สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ ดังนี้ ความผูกใจในการเสวยสุขของผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยตติยฌาน ย่อมไม่มีก็จริง, แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยตติยฌานนั้นจึงมีสุขอันสัมปยุตด้วยนามกาย เพราะตติยฌานนั้นมีสุขอันสัมปยุตด้วยนามกายอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นเป็นสมุฏฐาน เหตุใดรูปกายอันรูปที่ประณีตจึงจะถูกต้องแล้ว. เพราะรูปกายอันรูปที่ประณีตยิ่งถูกต้องแล้ว แม้ออกจากฌานแล้วก็พึงเสวยสุข. ฉะนั้น เมื่อจะแสดงความนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สุขญฺจกาเยน ปฏิสํเวเทติ ดังนี้.

บัดนี้จะวินิจฉัยในบทนี้ว่า ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺข โก สติมา สุขวิหารี ดังนี้ พระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงสรรเสริญ แสดง บัญญัติแต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื่นขึ้นประกาศซึ่งบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยตติยฌานนั้น เพราะเหตุการณ์แห่งฌานใด.

อธิบายว่า สรรเสริญ สรรเสริญว่าอย่างไร? สรรเสริญว่าเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข.

พึงทราบการประกอบความในบทนี้อย่างนี้ว่า เข้าตติยฌานนั้นอยู่ ก็เพราะเหตุไร พระอริยะเหล่านั้นจึงสรรเสริญตติยฌานนั้นอย่างนี้ เพราะควรแก่การสรรเสริญ คือเพราะผู้มีอุเบกขาในตติยฌานแม้ถึงบารมีคือสุข ซึ่งเป็นสุขอย่างยิ่ง ก็ไม่ถูกความคิดสุขในฌานนั้นฉุดคร่าไว้ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะความเป็นผู้มีสติตั้งมั่น โดยอาการที่ปีติจะเกิดขึ้นไม่ได้และเพราะเสวยสุขที่พระอริยะยินดี คือที่อริยชนเสพนั้นแล และเป็นสุขไม่เศร้าหมอง ด้วยนามกาย ฉะนั้นจึงเป็นผู้ควรแก่การสรรเสริญ. พระอริยะทั้งหลายเมื่อประกาศคุณที่เป็นเหตุควรแก่การสรรเสริญอย่างนี้เหล่านั้น จึงสรรเสริญตติยฌานนั้นโดยควรแก่การสรรเสริญอย่างนี้ว่า อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารี ด้วยประการฉะนี้ พึงทราบดังนี้.

บทว่า ตติยํ ได้แก่ ที่ ๓ โดยลำดับการนับ. ฌานนี้ ชื่อว่าตติยะ เพราะอรรถว่าเกิดขึ้นเป็นที่ ๓ ดังนี้ก็มี.

บทว่า สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ความว่า เพราะละสุขทางกายและทุกข์ทางกาย.

บทว่า ปุพฺเพว ได้แก่ สุขและทุกข์นั้นแล ในกาลก่อน มิใช่ในขณะแห่งจตุตถฌาน

บทว่า โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา ความว่า เพราะถึงความดับแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้ง ๒ แม้เหล่านี้ คือสุขทางใจและทุกข์ทางใจในก่อนเที่ยว ท่านอธิบายว่าเพราะละนั่นเอง.

ก็การละโสมนัสโทมนัสเหล่านั้นมีในกาลไร มีในขณะแห่งอุปจาระของฌานทั้ง ๔ โสมนัสละได้ในขณะแห่งอุปจาระของฌานที่ ๔ นั่นเอง.

ทุกข์โทมนัสและสุข ละได้ในขณะแห่งอุปจาระของฌานที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ พึงทราบการละสุขทุกข์ โสมนัสและโทมนัสที่กล่าวไว้ แม้ในที่นี้ ตามลำดับอุทเทสแห่งอินทรีย์ทั้งหลายในอินทริยวิภังค์ ซึ่งมิได้กล่าวไว้ตามลำดับการละสุขทุกข์ โสมนัสและโทมนัสเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้.

ก็ถ้าสุขทุกข์ โสมนัสและโทมนัสเหล่านี้ละได้ในขณะแห่งอุปจาระของฌานนั้นๆ เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสความดับในฌานทั้งหลายนั่นแลไว้อย่างนี้ว่า ก็ทุกขินทรีย์เกิดขึ้นในที่ไหน ก็ย่อมดับไม่เหลือ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกามทั้งหลาย ฯลฯ บรรลุปฐมฌานอยู่ ทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นในปฐมฌานนี้ ย่อมดับไม่เหลือ ก็โทมนัสสินทรีย์ สุขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ เกิดขึ้นในที่ไหน ก็ย่อมดับไม่เหลือ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะละสุข ฯลฯ บรรลุจตุตถฌานอยู่ โสมนัสสินทรีย์ที่เกิดขึ้นในจตุตถฌานนี้ ก็ย่อมดับไม่เหลือ ดังนี้ เพราะดับอย่างสมบูรณ์ ก็ความดับอย่างสมบูรณ์มิใช่ความดับแห่งสุข ทุกข์ โสมนัสและโทมนัสเหล่านั้น ในปฐมฌานเป็นต้น.

อนึ่ง ความดับนั่นแหละมิใช่ความดับอย่างสมบูรณ์ ในขณะแห่งอุปจาระ.

จริงอย่างนั้น ทุกขินทรีย์แม้ดับในอุปจาระแห่งปฐมฌาน ในเพราะการละต่างๆ พึงเกิดขึ้นเพราะสัมผัสแห่งเหลือบยุงเป็นต้นก็มี เพราะลำบากด้วยอาสนะไม่เรียบก็มี แต่ภายในอัปปนาไม่มีเลย.

อีกอย่างหนึ่ง ทุกขินทรีย์แม้ที่ดับในอุปจาระนี้ ย่อมไม่เป็นอันดับด้วยดี เพราะไม่ถูกปฏิปักษ์กำจัด ก็กายทั้งปวงหยั่งลงสู่ความสุขด้วยการแผ่ไปแห่งปีติภายในอัปปนา. และทุกขินทรีย์ของกายที่หยั่งลงสู่ความสุข ย่อมเป็นอันดับด้วยดี เพราะถูกปฏิปักษ์กำจัด สำหรับโทมนัสสินทรีย์ที่แม้ละได้ในอุปจาระแห่งทุติยฌานในเพราะการละต่างๆ นั้นแล เพราะเมื่อมีความลำบากกาย และความเดือดร้อนใจซึ่งมีวิตกวิจารเป็นปัจจัย โทมนัสสินทรีย์นั้นย่อมเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นไม่ได้ในเพราะไม่มีวิตกวิจาร.

อนึ่ง ยังละวิตกวิจารในอุปจาระแห่งทุติยฌานไม่ได้เลย ดังนั้น โทมนัสสินทรีย์นั้นพึงเกิดขึ้นในทุติยฌานนั้น เพราะยังละปัจจัยไม่ได้ แต่ในทุติยฌานนั้นไม่ใช่อย่างนั้น เพราะละปัจจัยได้ สุขินทรีย์แม้ที่ละได้ในอุปจาระแห่งตติยฌาน ก็อย่างนั้นพึงเกิดขึ้นแก่กายที่มีปีติเป็นสมุฏฐานและรูปอันประณีตถูกต้องแล้ว แต่ในตติยฌานไม่ใช่อย่างนั้น.

ด้วยว่า ปีติที่เป็นปัจจัยแก่สุขในตติยฌาน ดับโดยประการทั้งปวงแล โสมนัสสินทรีย์แม้ที่ละได้ในอุปจาระแห่งจตุตถฌานก็อย่างนั้น พึงเกิดขึ้นเพราะใกล้ และเพราะไม่ก้าวล่วงแล้วโดยชอบ เพราะไม่มีอุเบกขาที่ถึงอัปปนา แต่ในจตุตถฌานไม่ใช่อย่างนั้น.

ก็เพราะฉะนั้นแล ทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นในจตุตถฌานนี้จึงดับไม่เหลือ ดังนั้น ท่านจึงกระทำการถือเอาว่าไม่เหลือไว้ในฌานนั้นๆ แล.

ในเรื่องนี้มีผู้ท้วงว่าเมื่อเป็นอย่างนั้น เวทนาเหล่านี้แม้ละได้แล้วในอุปจาระแห่งฌานนั้นๆ เหตุไรจึงนำมารวมไว้ในที่นี้.

แก้ว่า เพื่อถือเอาสะดวก.

ก็อทุกขมสุขเวทนาที่ท่านกล่าวว่า อทุกฺขมสุขํ นี้ใด อทุกขมสุขเวทนานั้นสุขุม รู้แจ้งได้ยาก ใครๆ ไม่อาจที่จะถือเอาโดยสะดวก. เพราะฉะนั้น จึงนำเวทนาเหล่านี้ทั้งหมดมารวมไว้ เพื่อถือเอาสะดวก เหมือนคนเลี้ยงโคนำโคทั้งหมดมารวมไว้ในคอกแห่งหนึ่ง เพื่อจะจับโคดุที่ใครๆ ไม่อาจจะเข้าไปจับได้ด้วยวิธีไรๆ ครั้นแล้วเขานำโคออกทีละตัว ให้คนจับโคดุตัวนั้นที่มาตามลำดับ ด้วยคำว่า ตัวนี้คือโคดุตัวนั้น พวกท่านจงจับมันฉะนั้นแล. ครั้นแสดงเวทนาเหล่านี้ที่นำมารวมไว้อย่างนี้แล้วก็อาจที่จะถือเอาเวทนานี้ที่ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่โสมนัส ไม่ใช่โทมนัส ว่านี้คืออทุกขมสุขเวทนา.

อีกอย่างหนึ่ง เวทนาเหล่านี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงปัจจัยแก่เจโตวิมุตติอันเป็นอทุกขมสุข.

ก็การละสุขทุกข์เป็นต้นเป็นปัจจัยแก่เจโตวิมุตตินั้น เหมือนอย่างที่กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส ปัจจัยเพื่อการเข้าถึงเจโตวิมุตติที่เป็นอทุกขมสุข มี ๔ แล ดูก่อนอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะละสุข ฯลฯ เข้าจตุตถฌานอยู่ ดูก่อนอาวุโส ปัจจัย ๔ เหล่านี้แลเพื่อการเข้าถึงเจโตวิมุตติที่เป็นอทุกขมสุขดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง สักกายทิฏฐิเป็นต้นแม้ที่ละได้ในที่อื่น ท่านก็กล่าวว่าละได้ในฌานนั้น เพื่อกล่าวสรรเสริญตติยมรรค ฉันใด เวทนาเหล่านี้พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้ในที่นี้ เพื่อกล่าวสรรเสริญฌานนั้นฉันนั้น.

____________________________

อนาคามิมรรค

อีกอย่างหนึ่ง เวทนาเหล่านี้พึงทราบว่า ท่านกล่าวแม้เพื่อแสดงว่าราคะและโทสะอยู่ไกลยิ่ง ในฌานนี้ด้วยการกำจัดปัจจัย.

ด้วยว่าในเวทนาเหล่านี้ สุขเป็นปัจจัยแก่โสมนัส โสมนัสเป็นปัจจัยแก่ราคะ ทุกข์เป็นปัจจัยแก่โทมนัส โทมนัสเป็นปัจจัยแก่โทสะและราคะ โทสะที่มีปัจจัยก็ถูกกำจัดด้วยการทำลายความสุขเป็นต้นเสีย ดังนั้นจึงมีอยู่ในที่ไกลยิ่ง ฉะนี้แล.

บทว่า อทุกฺขมสุขํ ความว่า ชื่อว่าไม่มีทุกข์ เพราะความไม่มีแห่งทุกข์ ชื่อว่าไม่มีสุข เพราะความไม่มีแห่งสุข.

ด้วยบทนี้ ท่านแสดงตติยเวทนาซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อทุกข์สุข ในฌานนี้ มิใช่แสดงเพียงความไม่มีทุกข์สุข, อทุกขมสุขที่ชื่อว่าตติยเวทนา ท่านเรียกว่าอุเบกขาก็มี. อุเบกขานั้นพึงทราบว่ามีความเสวยอารมณ์ที่ตรงกันข้ามกับอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์เป็นลักษณะ มีความเป็นกลางในอารมณ์เป็นรส มีความไม่เด่นชัดเป็นปัจจุปปัฏฐาน มีความดับแห่งสุขทุกข์เป็นปทัฏฐาน.

บทว่า อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ ได้แก่ มีความบริสุทธิ์แห่งสติที่ให้เกิดด้วยอุเบกขา.

ก็สติในฌานนี้บริสุทธิ์ดี และความบริสุทธิ์แห่งสตินั้นกระทำด้วยอุเบกขา มิใช่ด้วยอย่างอื่น เพราะฉะนั้น ฌานนี้ท่านจึงเรียกว่ามีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์แห่งสติในฌานนี้ มีด้วยอุเบกขาใด อุเบกขานั้นพึงทราบว่า ตัตรมัชฌัตตุเปกขา โดยความ.

อนึ่ง มิใช่ด้วยอุเบกขานั้นอย่างเดียวที่เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ในฌานนี้ ยังมีสัมปยุตธรรมแม้ทั้งปวงด้วย แต่ท่านยกสติขึ้นแสดงเป็นข้อสำคัญ.

ในฌานเหล่านั้น อุเบกขานี้มีอยู่ในฌานทั้ง ๓ หลังๆ กันจริง ก็เหมือนอย่างว่าดวงจันทร์ถึงมีอยู่ในกลางวัน ก็ไม่บริสุทธิ์ผ่องใส เพราะถูกรัศมีดวงอาทิตย์ครอบงำ และเพราะไม่ได้ราตรี ซึ่งเป็นสภาคะกันโดยความเป็นดวงจันทร์หรือโดยเป็นอุปการะแก่ตนฉันใด ดวงจันทร์คือตัตรมัชฌัตตุเปกขานี้ก็ฉันนั้น ถึงมีอยู่ก็ไม่บริสุทธิ์ในประเภทแห่งปฐมฌานเป็นต้น เพราะถูกเดชแห่งธรรมที่เป็นข้าศึกมีวิตกเป็นต้นครอบงำ และเพราะไม่ได้ราตรีคืออุเบกขาเวทนาซึ่งเป็นสภาคะกัน.

อนึ่ง เมื่ออุเบกขานั้นไม่บริสุทธิ์ สติเป็นต้นแม้เกิดร่วมกัน ก็ไม่บริสุทธิ์ไปด้วย เหมือนรัศมีแห่งดวงจันทร์ไม่บริสุทธิ์ในกลางวัน ฉะนั้น เพราะฉะนั้นจึงมิได้กล่าวในฌานเหล่านั้น แม้ฌานเดียวว่ามีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์. แต่ในจตุตถฌานนี้ ดวงจันทร์คือตัตรมัชฌัตตุเปกขานี้บริสุทธิ์อย่างยิ่ง เพราะไม่มีเดชแห่งธรรมที่เป็นข้าศึกมีวิตกเป็นต้นครอบงำ และเพราะได้ราตรีคืออุเบกขาเวทนา ซึ่งเป็นสภาคะกัน.

สติเป็นต้นแม้ที่เกิดร่วมกัน ย่อมบริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะตัตรมัชฌัตตุเปกขานั้นบริสุทธิ์ เหมือนรัศมีแห่งดวงจันทร์บริสุทธิ์ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จตุตถฌานนี้เท่านั้นพึงทราบว่า ท่านกล่าวว่ามีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์.

บทว่า จตุตฺถํ ความว่า ที่ ๔ โดยลำดับการนับ ฌานนี้ชื่อว่าจตุตถะ เพราะอรรถว่าเกิดขึ้นเป็นที่ ๔ ดังนี้ก็มี.

บทว่า ปญฺญวา โหติ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญา เพราะอรรถว่าปัญญาของภิกษุนั้นมีอยู่.

บทว่า อุทยตฺถคามินิยา ได้แก่ เครื่องให้ถึงความเกิดด้วยเครื่องให้ถึงความดับด้วย.

บทว่า สมนฺนาคโต ได้แก่ บริบูรณ์.

บทว่า อริยาย ได้แก่ ปราศจากโทษ.

บทว่า นิพฺเพธิกาย ได้แก่ เป็นไปในฝักใฝ่แห่งการชำแรกกิเลส

บทว่า ทุกฺขกฺขยคามินิยา ได้แก่ เครื่องให้ถึงนิพพาน.

ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า โส อิทํ ทุกฺขํ ดังนี้ พึงทราบความอย่างนี้ว่า

ย่อมรู้ชัด คือแทงตลอดทุกขสัจแม้ทั้งปวงตามความเป็นจริง ด้วยการแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งรสว่า ทุกข์มีประมาณเท่านี้ ทุกข์ไม่ยิ่งไปกว่านี้, ย่อมรู้ชัด คือแทงตลอดตัณหาซึ่งเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์นั้นตามความเป็นจริง ด้วยการแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งรสว่า นี้เหตุเกิดแห่งทุกข์, ย่อมรู้ชัด คือแทงตลอดนิพพานซึ่งเป็นฐานะที่ทุกข์และทุกขสมุทัยทั้ง ๒ นั้นถึงแล้วดับไป คือทุกข์และทุกขสมุทัยทั้ง ๒ นั้นเป็นต้นไปไม่ได้ ตามความเป็นจริง ด้วยการแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งรสว่า นี้ความดับแห่งทุกข์, และย่อมรู้ชัด คือแทงตลอดอริยมรรคเครื่องให้ถึงความดับแห่งทุกข์นั้น ตามความเป็นจริง ด้วยการแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งรสว่า นี้ปฏิปทาเครื่องดำเนินให้ถึงความดับแห่งทุกข์.

พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงสัจจะทั้งหลายโดยย่ออย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงโดยปริยายด้วยสามารถแห่งกิเลส จึงกล่าวคำว่า อิเม อาสวา ดังนี้เป็นต้น.

อาสวะเหล่านั้นพึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้ว.

พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงสิกขา ๓ อย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะแสดงลำดับสิกขา ๓ เหล่านั้นอย่างบริบูรณ์ จึงกล่าวคำว่า อิมา ติสฺโส สิกฺขาโย อาวชฺชนฺโต สิกฺเขยฺย ดังนี้เป็นต้น.

คำนั้นมีความดังต่อไปนี้ :-

สัตว์ผู้เกิดมาแม้เมื่อนึกถึงพึงศึกษาเพื่อให้บริบูรณ์เป็นอย่างๆ ครั้นนึกถึงแล้ว เมื่อรู้ว่า สิกขาชื่อนี้พึงศึกษา, ครั้นรู้แล้ว เมื่อเห็นอยู่บ่อยๆ พึงศึกษา. ครั้นเห็นแล้ว เมื่อพิจารณาตามที่เห็นแล้ว พึงศึกษา, ครั้นพิจารณาแล้ว เมื่ออธิษฐานจิตให้มั่นในสิกขา ๓ นั้นแล พึงศึกษา, แม้เมื่อกระทำกิจของตนๆ ที่สัมปยุตด้วยสิกขานั้นๆ ด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา พึงศึกษา, เมื่อกระทำกิจนั้นๆ แม้ในกาลเป็นที่รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ชื่อว่าพึงศึกษาสิกขา ๓ ดังนี้. พึงประพฤติเอื้อเฟื้ออธิศีล, พึงประพฤติเอื้อเฟื้ออธิจิต, พึงสมาทานประพฤติอธิปัญญา,

บทว่า อิธ เป็นบทเดิม.

คำสอนของพระสัพพัญญูพุทธเจ้ากล่าวคือไตรสิกขานั่นแล พระสารีบุตรเถระกล่าวแล้วด้วยบท ๑๐ บท มีบทว่า อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา เป็นต้น. ก็คำสอนนั้น ท่านเรียกว่าทิฏฐิ เพราะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงเห็นแล้ว.

คำสอนนั้นแล ท่านเรียกว่าขันติ ด้วยสามารถความอดกลั้น, เรียกว่ารุจิ ด้วยสามารถความชอบใจ, เรียกว่าอาทายะ ด้วยสามารถความยึดถือ, เรียกว่าธรรม ด้วยอรรถว่าสภาวะ, เรียกว่าวินัย ด้วยอรรถว่าพึงศึกษา, เรียกว่าธรรมวินัย แม้ด้วยเหตุทั้ง ๒ นั้น, เรียกว่าปาพจน์ ด้วยสามารถเป็นไปทั่ว, เรียกว่าพรหมจรรย์ ด้วยอรรถว่าประพฤติธรรมอันประเสริฐ, เรียกว่าสัตถุศาสน์ ด้วยสามารถประทานคำพร่ำสอน.

เพราะเหตุนั้น ในบทว่า อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา เป็นต้น พึงทราบความอย่างนี้ว่า ในพุทธธรรมวินัยนี้ ในพุทธปาพจน์นี้ ในพุทธพรหมจรรย์นี้ ในพุทธสัตถุศาสน์นี้ ที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า

ดูก่อนโคตมี ในพุทธทิฏฐินี้ ในพุทธขันตินี้ ในพุทธรุจินี้ ในพุทธอาทายะนี้ ในพุทธธรรมนี้ ในพุทธวินัยนี้ เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแลว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อมีกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด. เป็นไปเพื่อความประกอบ ไม่เป็นไปเพื่อคลายความประกอบ, เป็นไปเพื่อความสะสม ไม่เป็นไปเพื่อปราศจากความสะสม, เป็นไปเพื่อความยึดมั่น ไม่เป็นไปเพื่อความสละวาง, เป็นไปด้วยความมักมาก ไม่เป็นไปเพื่อความมักน้อย, เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความสันโดษ, เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่เป็นไปเพื่อความสงัด, เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อปรารถนาความเพียร, เป็นไปเพื่อความเป็นผู้เลี้ยงยาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้เลี้ยงง่าย.

ดูก่อนโคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนเดียว ว่านั้นใช่ธรรม, นั้นไม่ใช่วินัย, นั้นไม่ใช่สัตถุศาสน์ดังกล่าวมาแล้วนี้.

ดูก่อนโคตมี อนึ่ง เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแลว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อมีกำหนัด, ฯลฯ เป็นไปเพื่อความเป็นผู้เลี้ยงง่าย.

ดูก่อนโคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนเดียวว่านั่นเป็นธรรม, นั่นเป็นวินัย, นั่นเป็นสัตถุศาสน์.

อีกอย่างหนึ่ง คำสอนทั้งสิ้นกล่าวคือไตรสิกขานั้น ชื่อว่าทิฏฐิ เพราะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงเห็นแล้ว เพราะเป็นปัจจัยแก่สัมมาทิฏฐิและทรงมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน, ชื่อว่าขันติ ด้วยสามารถความควรของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ชื่อว่ารุจิ ด้วยสามารถความชอบใจ. ชื่อว่าอาทายะ ด้วยสามารถยึดถือ, ชื่อว่าธรรม เพราะอรรถว่าทรงการกของตนไม่ให้ตกไปในอบายทั้งหลาย, ชื่อว่าวินัย เพราะอรรถว่ากำจัดฝ่ายสังกิเลสของธรรมนั้นนั่นแล. ชื่อว่าธรรมวินัย เพราะอรรถว่าเป็นธรรมด้วยเป็นวินัยด้วย. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าธรรมวินัย เพราะอรรถว่ากำจัดอกุศลธรรมทั้งหลายด้วยกุศลธรรม.

เพราะเหตุนั้นแหละจึงตรัสว่า เย จ โข ตฺวํ โคตมิ ธมฺเม ชาเนยฺยาสิ อิเม ธมฺมา วิราคาย ฯเปฯ เอกํเสน โคตมิ ชาเนยฺยาสิ เอโส ธมฺโม เอโส วินโย เอตํ สตฺถุสาสน์ ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าธรรมวินัย เพราะอรรถว่านำไปให้วิเศษด้วยธรรม มิใช่ด้วยอาชญา เป็นต้น.

สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-

คนบางพวกฝึกด้วยท่อนไม้ ด้วยขอ และด้วยแส้ทั้งหลาย

พระผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่ทรงฝึกผู้ประเสริฐ มิใช่ด้วยอาชญา

มิใช่ด้วยศัสตรา.

และว่า

สำหรับผู้ฝึกโดยธรรม ผู้รู้แจ้งอยู่จะต้องขะมักเขม้นอะไร.

ธรรมหรือวินัย ชื่อธรรมวินัย. ความจริง ธรรมนี้นำไปให้วิเศษซึ่งประโยชน์คือธรรมอันหาโทษมิได้ มิใช่นำประโยชน์มีโภคสมบัติในภพเป็นต้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้มิใช่เพื่อหลอกลวงประชาชน. ความพิสดารว่า แม้พระปุณณเถระก็กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส ภิกษุอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวินัย เพราะอรรถว่านำไปให้ประเสริฐ นำไปให้ประเสริฐโดยธรรม ชื่อว่าธรรมวินัย. จริงอยู่ ธรรมวินัยนี้ย่อมนำไปสู่นิพพานอันประเสริฐ จากธรรมมีสังสารวัฏเป็นต้น หรือจากธรรมมีความโศกเป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าธรรมวินัย เพราะอรรถว่านำไปให้วิเศษเพื่อธรรม มิใช่เพื่อพวกเจ้าลัทธิทั้งหลาย. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นโดยธรรม นำไปให้วิเศษซึ่งธรรมนั้นแหละ.

อีกอย่างหนึ่ง เพราะธรรมทั้งหลายนั้นแล เป็นธรรมควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรเจริญและควรทำให้แจ้ง ฉะนั้นแล จึงชื่อว่า ธรรมวินัย เพราะอรรถว่า นำไปให้วิเศษในธรรมทั้งหลาย มิใช่ในสัตว์และมิใช่ในชีวะทั้งหลาย.

ชื่อว่าปวจนะ เพราะอรรถว่าคำเป็นประธานโดยคำของชนเหล่าอื่น ด้วยความพร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะเป็นต้น คำเป็นประธานนั้นแหละ คือปวาจนะ.

ชื่อว่าพรหมจรรย์ เพราะเป็นความประพฤติประเสริฐกว่าความประพฤติทั้งปวง.

ชื่อว่าสัตถุศาสน์ เพราะอรรถว่าเป็นคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, หรือชื่อว่าสัตถุศาสน์ เพราะอรรถว่าคำสอนเป็นศาสดา ดังนี้ก็มี.

จริงอยู่ ธรรมวินัยนั้นแลชื่อว่าเป็นศาสดา เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ธรรมวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในเมื่อเราล่วงไปแล้ว พึงทราบความของบทเหล่านั้นอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

ก็เพราะภิกษุผู้บำเพ็ญสิกขา ๓ โดยประการทั้งปวง ย่อมปรากฏในศาสนานี้เท่านั้น ไม่ปรากฏในศาสนาอื่น ฉะนั้น ท่านจึงทำกำหนดนี้ว่า อิมิสฺสา และ อิมสฺมึ ในบทนั้นๆ พึงทราบดังนี้.

ชื่อว่าชีวิต เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องเป็นอยู่แห่งสัมปยุตธรรมนั้นๆ ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าให้กระทำอรรถว่าเป็นใหญ่ในลักษณะตามรักษา. อินทรีย์คือชีวิต ชื่อว่าชีวิตินทรีย์. ชีวิตินทรีย์นั้นมีสันตติเป็นใหญ่ในความเป็นไป, ก็ชีวิตินทรีย์นั้นมีการรักษาธรรมที่แยกจากตนไม่ได้โดยลักษณะเป็นต้นเป็นลักษณะ, มีความเป็นไปแห่งธรรมเหล่านั้นเป็นรส, มีความตั้งอยู่แห่งธรรมเหล่านั้นแหละเป็นปัจจุปปัฏฐาน, มีธรรมที่พึงยังชีวิตให้เป็นไปเป็นปทัฏฐาน,

ก็แม้เมื่อการทรงไว้มีการตามรักษาเป็นลักษณะเป็นต้นมีอยู่ ชีวิตินทรีย์นั้นย่อมตามรักษาธรรมเหล่านั้นในขณะมีอยู่นั่นแล ดุจน้ำตามรักษาดอกอุบลเป็นต้น, และย่อมรักษาธรรมแม้ที่เกิดขึ้นแล้วจากปัจจัยทั้งหลายตามที่เป็นของตน ดุจพี่เลี้ยงรักษากุมาร, ย่อมเป็นไปด้วยความเกี่ยวเนื่องธรรมที่ให้เป็นไปเองดุจนายท้ายยังเรือให้แล่นไป ไม่เป็นไปล่วงภังคขณะ เพราะไม่มีธรรมที่พึงให้เป็นไปของตน ไม่ตั้งอยู่ในภังคขณะ เพราะทำลายอยู่เอง ดุจไส้ตะเกียงน้ำมัน เมื่อสิ้นไป ย่อมยังเปลวประทีปให้สิ้นไปฉะนั้น, และไม่เว้นจากอานุภาพแห่งความเป็นไปและความตั้งอยู่ เพราะยังสำเร็จกิจนั้นๆ ในขณะตามที่กล่าวแล้ว พึงเห็นดังนี้.

บทว่า ฐิติปริตฺตตาย วา ได้แก่ เพราะฐิติขณะน้อยคือหน่อยหนึ่ง.

บทว่า อปฺปกํ ได้แก่ น้อย คือลามก.

บทว่า สรสปริตฺตาย วา ได้แก่ เพราะกิจหรือสมบัติทั้งหลายซึ่งเป็นปัจจัยของตน น้อยคือมีกำลังน้อย เพื่อจะแสดงเหตุทั้ง ๒ นั้นเป็นส่วนๆ พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า กถํ ฐิติปริตฺตตาย เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทมีอาทิอย่างนี้ว่า อตีเต จิตฺตกฺขเณ ชีวิตฺถ ดังนี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายถึงอรูปชีวิต โดยความที่อรูป เป็นประธานโดยรูป แม้เมื่อรูปธรรมทั้งหมดยังไม่ดับ ในกาลเป็นที่ดับแห่งจิตในความเป็นไปในปัญจโวการภพ หรือหมายถึงจุติจิตในปัญจโวการภพ โดยความดับแห่งรูปธรรมและอรูปธรรมทั้งปวงกับจุติจิต หรือหมายถึงจตุโวการภพเพราะความไม่มีแห่งรูปในจตุโวการภพ.

บทว่า อตีเต จิตฺตกฺขเณ ความว่า บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยชีวิตนั้น กล่าวได้ว่าเป็นอยู่แล้ว ในกาลที่มีความพร้อมเพรียงด้วยภังคขณะแห่งจิตเป็นอดีต.

บทว่า น ชีวติ ความว่า กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอยู่ในปัจจุบัน.

บทว่า น ชีวิสฺสติ ความว่า แม้จะกล่าวว่าจักเป็นอยู่ในอนาคต ก็ไม่ได้.

บทว่า อนาคเต จิตฺตกฺขเณ ชีวิสฺสติ ความว่า กล่าวได้ว่าจักเป็นอยู่ ในกาลที่มีความพร้อมเพรียง ด้วยขณะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งจิตเป็นอนาคต.

บทว่า น ชีวติ ความว่า กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอยู่.

บทว่า น ชีวิตฺถ ความว่า แม้จะกล่าวว่าเคยเป็นอยู่แล้วในอดีต ก็ไม่ได้.

บทว่า ปจฺจุปฺปนฺเน จิตฺตกฺขเณ ชีวติ ความว่า กล่าวได้ว่าเป็นอยู่ในกาลที่มีความพร้อมด้วยขณะแห่งจิตเป็นปัจจุบัน.

บทว่า น ชีวิตฺถ ความว่า กล่าวไม่ได้ว่าเคยเป็นอยู่แล้วในอดีต.

บทว่า น ชีวิสฺสติ ความว่า แม้จะกล่าวว่าจักเป็นอยู่ในอนาคต ก็ไม่ได้.

คาถานี้ว่า ชีวิตํ อตฺตภาโว จ สุขทุกฺขา จ ดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาปัญจโวการภพนั่นแล เพราะถูกทุกขเวทนาที่ได้มาเพราะยังไม่พ้นปัญจโวการภพยึดไว้. อย่างไร?

บทว่า ชีวิตํ ได้แก่ สังขารขันธ์โดยหัวข้อคือชีวิต.

บทว่า อตฺตภาโว ได้แก่ รูปขันธ์.

สุขและทุกข์กระทำอุเบกขาเวทนาไว้ภายใน ดังนั้นจึงชื่อว่า เวทนาขันธ์ เพราะท่านกล่าวไว้ว่า อุเบกขา ท่านกล่าวว่า สุข นั่นเทียวเพราะมีอยู่.

วิญญาณขันธ์ ท่านกล่าวว่า จิต.

แม้สัญญาขันธ์ ก็พึงทราบว่าท่านกล่าวไว้แล้วด้วยสามารถแห่งการมุ่งลักษณะ เพราะมีลักษณะเดียวกันกับลักษณะแห่งขันธ์ เพราะขันธ์ ๔ เหล่านี้ ท่านได้กล่าวไว้แล้วแล.

ความเป็นประธานแห่งอรูปธรรม ย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วว่า เอกจิตฺตสมายุตฺตา เพราะความไม่เป็นไปแห่งรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานเป็นต้น ซึ่งพ้นอรูปธรรมในขันธ์ ๕ ที่กล่าวแล้วอย่างนี้.

แม้รูปในอสัญญีสัตว์ ย่อมเป็นไปไม่พ้นกำลังกรรมที่เข้าไปสั่งสมไว้ในที่นี้ อย่างไร? แม้รูปของผู้เข้านิโรธทั้งหลายก็เป็นไปไม่พ้นกำลังแห่งปฐมสมาบัติเลย.

ความเป็นประธานแห่งจิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวแล้วว่า เอกจิตฺตสมายุตฺตา ด้วยความเป็นเหตุแห่งประธานของความเป็นไปแห่งรูป ในฐานะที่เป็นไปแห่งตนของอรูปธรรมซึ่งมีสภาวะกระทำความเป็นไปแห่งรูป ให้เป็นของมีอยู่ของตนทีเดียวเป็นไป แม้ในฐานะที่เป็นไปไม่ได้ของตนอย่างนี้. เมื่อรูปยังดำรงอยู่นั่นแล ชื่อว่า ความดับของสัตว์ทั้งหลายย่อมมีได้ด้วยความดับแห่งจิตที่เป็นประธานของความเป็นไปแห่งรูป ในปวัตติกาล ในปัญจโวการภพ ด้วยประการฉะนี้. ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ลหุโส วตฺตเต ขโณ ด้วยสามารถแห่งอรูปธรรมนั่นเอง.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายจุติจิตในปัญจโวการภพ.

เมื่อท่านกล่าวอยู่อย่างนี้ บทว่า สุขทุกฺขา จ ได้แก่ สุขเวทนาที่เป็นไปทางกายและทางจิต และทุกขเวทนาที่เป็นไปทางกายและทางจิต. แม้ไม่มีอยู่ในขณะแห่งจุติจิต ท่านก็กล่าวว่า ย่อมดับพร้อมกับจุติจิต ด้วยมีสันตติร่วมกัน. พึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายถึงจตุโวการภพก็มี. สัญญาขันธ์ท่านถือเอาว่า อัตภาพ ด้วยความที่ท่านกล่าวสัญญาขันธ์ว่า อัตภาพในที่อื่น. อย่างไร? สุข ทุกข์ และโทมนัสทางกายแม้ไม่มีในพรหมโลก ก็พึงทราบว่า ท่านถือเอาเวทนาขันธ์ที่ได้โดยเวทนาสามัญว่า สุขทุกฺขา จ ดังนี้

บทที่เหลือ เช่นกับที่กล่าวแล้วนั่นแล, รวมทั้งในวิกัป ๓ เหล่านี้ด้วย.

บทว่า เกวลา ความว่า ไม่มีความยั่งยืน ความสุขและความงามทั้งสิ้น คือไม่เจือปนด้วยความยั่งยืน ความสุขและความงามเหล่านั้น. ขณะแห่งชีวิตเป็นต้น เร็วคือนิดหน่อยเหลือเกิน เพราะเป็นไปชั่วขณะจิตเดียว ย่อมเป็นไปโดยนัยที่กล่าวแล้วว่า ลหุโส วตฺตติกฺขโณ.

พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงความไม่เป็นไปร่วมกันของจิต ๒ ดวง จึงกล่าวคาถาว่า จูฬาสีติ สหสฺสานิ เป็นต้น.

บทว่า จูฬาสีติ สหสฺสานิ กปฺปา ติฏฺฐนฺติ เย มรู ความว่า หมู่เทพเหล่าใดมีอายุแปดหมื่นสี่พันกัป ย่อมตั้งอยู่ในภพชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ. บาลีว่า เย นรา ดังนี้ก็มี.

บทว่า น เตวฺว เตปี ชีวนฺติ ทฺวีหิ จิตฺเตหิ สมาหิตา ความว่า เทพแม้เหล่านั้นย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยจิต ๒ ดวงโดยความเป็นอันเดียวกัน เป็นอยู่ด้วยจิตที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นคู่ หามิได้เลย แต่ย่อมเป็นอยู่ด้วยจิตดวงเดียวเท่านั้น.

บัดนี้พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงมรณกาล จึงกล่าวคาถาว่า เย นิรุทฺธา เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย นิรุทฺธา ความว่า ขันธ์เหล่าใดดับแล้ว คือถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้.

บทว่า มรนฺตสฺส ได้แก่ ตายแล้ว.

บทว่า ติฏฺฐมานสฺส วา ได้แก่ หรือยังดำรงอยู่.

บทว่า สพฺเพปิ สทิสา ขนฺธา ความว่า ขันธ์แม้ทั้งปวงเป็นขันธ์ที่ดับต่อจากจุติก็ตาม เป็นขันธ์ที่ดับในเมื่อเป็นไปก็ตาม ชื่อว่าเป็นเช่นเดียวกัน ด้วยอรรถว่าอาจที่จะสืบต่อได้อีก.

บทว่า คตา อปฺปฏิสนฺธิกา ความว่า ขันธ์เหล่านั้นท่านกล่าวว่า ดับไปแล้ว มิได้สืบเนื่องกัน เพราะไม่มีขันธ์ที่ดับแล้วมาสืบเนื่องอีก.

บัดนี้พระสารีบุตรเถระเพื่อจะแสดงว่า ขันธ์ที่ดับในกาลทั้ง ๓ ไม่มีความต่างกัน จึงกล่าวคาถาว่า อนนฺตรา เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนนฺตรา จ เย ภงฺคา เย จ ภงฺคา อนาคตา ความว่า ขันธ์เหล่าใดเป็นอดีตติดต่อกัน แตกแล้วคือดับแล้ว และขันธ์เหล่าใด เป็นอนาคตก็จักแตก.

บทว่า ตทนฺตเร ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งดับในระหว่างขันธ์ที่เป็นอดีตและขันธ์ที่เป็นอนาคตเหล่านั้น.

บทว่า เวสมฺมํ นตฺถิ ลกฺขเณ ความว่า ความไม่เสมอกันชื่อว่าความแปลกกัน ความแปลกกันนั้นไม่มี.

อธิบายว่า ไม่มีความต่างกันจากขันธ์เหล่านั้น.

ชื่อว่าลักษณะ เพราะอรรถว่ากำหนดในลักษณะนั้น.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะกล่าวความที่ขันธ์ที่เป็นอนาคต ไม่เจือปนด้วยขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน จึงกล่าวคาถาว่า อนิพฺพตฺเตน น ชาโต เป็นต้น.

บทว่า อนิพฺพตฺเตน น ชาโต ความว่า ไม่เกิดแล้วด้วยขันธ์ที่เป็นอนาคต ซึ่งยังไม่เกิดคือไม่ปรากฏ พระเถระกล่าวถึงความที่ขันธ์ที่เป็นอนาคต ไม่เจือปนด้วยขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน.

บทว่า ปจฺจุปฺปนฺเนน ชีวติ ความว่า ย่อมเป็นอยู่ด้วยขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน ในขันธ์ที่เกิดขึ้นในขณะ ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวว่า ย่อมไม่เป็นอยู่ด้วยจิต ๒ ดวงในขณะเดียวกัน.

บทว่า จิตฺตภงฺคมโต ความว่า ตายแล้วเพราะความดับแห่งจิต เพราะความเป็นอยู่ไม่ได้ด้วยจิต ๒ ดวงในขณะเดียวกัน บาลีว่า อุปริโต จิตฺตภงฺคา ดังนี้ก็มี. บทบาลีนั้นตรงทีเดียว.

บทว่า ปญฺญตฺติ ปรมฏฺฐิยา ความว่า เพียงเป็นบัญญัติตามลำดับ.

คำว่า รูปของสัตว์ทั้งหลายย่อมเสื่อมโทรม แต่ชื่อและโคตรหาเสื่อมโทรมไม่ ชื่อว่าโดยปรมัตถ์ เพราะอรรถว่ามีความตั้งมั่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นสภาพไม่เสื่อมโทรม.

อธิบายว่า ตั้งมั่นโดยสภาวะ.

ความจริง ตั้งอยู่เพียงบัญญัติเท่านั้นว่า นายทัตตาย นายมิตรตาย.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปรมตฺถิยา ได้แก่ เป็นปรมัตถ์ บัญญัติชื่อว่าปรมัตถิกา เพราะอรรถว่ามีอรรถอย่างยิ่ง บัญญัติว่าตายแล้วมิได้ กล่าวเพราะอาศัยนัตถิธรรม ดุจการกล่าวอาศัยนัตถิธรรม โดยบัญญัติว่า อชฎากาศ-ท้องฟ้า ท่านกล่าวอาศัยธรรม กล่าวคือความแตกแห่งชีวิตินทรีย์.

บทว่า อนิธานคตา ภงฺคา ความว่า ขันธ์เหล่าใดแตกแล้ว ขันธ์เหล่านั้นย่อมไม่ถึงความทรงอยู่คือการตั้งอยู่ ดังนั้นจึงชื่อว่ามิได้ถึงความตั้งอยู่.

บทว่า ปุญฺโช นตฺถิ อนาคเต ความว่า ความเป็นกลุ่มคือความเป็นกอง แห่งขันธ์เหล่านั้น ย่อมไม่มีแม้ในอนาคต.

บทว่า นิพฺพตฺตาเยว ติฏฺฐนฺติ ความว่า ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นเป็นปัจจุบัน เป็นขันธ์ที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ย่อมตั้งอยู่ในฐิติขณะแห่งขันธ์ปัจจุบันนั้น. เหมือนอะไร?

บทว่า อารคฺเค สาสปูปมา ความว่าเหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตั้งอยู่บนปลายเหล็กแหลม.

บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงความพินาศของขันธ์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาว่า นิพฺพตฺตานํ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพตฺตานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ขันธ์ปัจจุบัน.

บทว่า ภงฺโค เนสํ ปุรกฺขโต ความว่า ความแตกแห่งขันธ์เหล่านั้น ตั้งอยู่ข้างหน้า.

บทว่า ปโลกธมฺมา ได้แก่ ธรรมที่มีความพินาศเป็นสภาวะ.

บทว่า ปุราเณหิ อมิสฺสิตา ความว่า ไม่เจือปน คือไม่เกี่ยวข้องด้วยขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในก่อน.

บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงความไม่ปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาว่า อทสฺสนโต อายนฺติ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทสฺสนโต อายนฺติ ความว่า มาคือเกิดขึ้น ไม่ปรากฏเลย.

บทว่า ภงฺคา คจฺฉนฺติทสฺสนํ ความว่า แตกแล้วก็ไปสู่ความไม่ปรากฏ ต่อจากที่แตก.

บทว่า วิชฺชุปฺปาโทว อากาเส ได้แก่ ดุจสายฟ้าแลบในอากาศกลางแจ้ง.

บทว่า อุปฺปชฺชนฺติ วยนฺติ จ ความว่า ย่อมเกิดขึ้นและย่อมแตกไป พ้นเบื้องต้นและที่สุด. อธิบายว่า พินาศ ดุจในข้อความมีอาทิอย่างนี้ว่า ดวงจันทร์ขึ้นเต็มดวงลอยอยู่ ฉะนั้น.

ครั้นแสดงความตั้งอยู่เพียงเล็กน้อยอย่างนี้แล้ว บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงความมีกิจน้อย จึงกล่าวคำว่า กถํ สรสปริตฺตตาย เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสาสูปนิพทฺธํ ชีวิตํ ความว่า ชีวิตินทรีย์ที่เนื่องด้วยลมนาสิกที่เข้าไปภายใน.

บทว่า ปสฺสาโส ได้แก่ ลมนาสิกที่ออกภายนอก.

บทว่า อสฺสาสปสฺสาสา ได้แก่ ทั้งสองนั้น.

บทว่า มหาภูตูปนิพทฺธํ ความว่า ชีวิตเนื่องด้วยมหาภูตรูป คือดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งมีสมุฏฐาน ๔.

บทว่า กวฬิงฺการาหารูปนิพทฺธํ ได้แก่ เนื่องด้วยอาหารคือคำข้าวมีเครื่องบริโภคและเครื่องดื่มเป็นต้น.

บทว่า อุสฺมูปนิพทฺธํ ได้แก่ เนื่องด้วยเตโชธาตุ อันเกิดแต่กรรม.

บทว่า วิญฺญาณูปนิพทฺธํ ได้แก่ เนื่องด้วยวิญญาณในภวังค์คือเนื่องด้วยภวังคจิต, ที่ท่านมุ่งหมายกล่าวไว้ว่า อายุ ไออุ่นและวิญญาณ ย่อมละลายนี้ไปในกาลใด ดังนี้.

บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงเหตุให้มีกำลังทรามของธรรมเหล่านั้น จึงกล่าวคำว่า มูลมฺปิ อิเมสํ ทุพฺพลํ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มูลมฺปิ ความว่า ชื่อว่าแม้เป็นเหตุเดิม ด้วยอรรถว่าเป็นที่ตั้ง.

จริงอยู่ กรชกายเป็นเหตุเดิมแห่งลมหายใจเข้าและลมหลายใจออก อวิชชา กรรม ตัณหาและอาหารเป็นเหตุเดิมแห่งมหาภูตรูป.

บทว่า อิเมสํ ได้แก่ ลมหายใจเข้าเป็นต้น ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว คือที่กล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งเหตุที่เนื่องด้วยชีวิตินทรีย์ บรรดาลมหายใจเข้าเป็นต้นเหล่านั้น เมื่ออย่างหนึ่งๆ ไม่มีชีวิตินทรีย์ก็ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้.

บทว่า ทุพฺพลํ ได้แก่ มีกำลังน้อย.

บทว่า ปุพฺพเหตูปิ ความว่า แม้อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทานและภพ กล่าวคือเหตุ ซึ่งเป็นเหตุแห่งวิปากวัฏนี้ในอดีตชาติ แห่งลมหายใจเข้าเป็นต้นเหล่านี้ มีกำลังทราม.

บทว่า เยปิ ปจฺจยา เตปิ ทุพฺพลา ได้แก่ สาธารณปัจจัยมีอารัมณปัจจัยเป็นต้น.

บทว่า ปภวิกา ได้แก่ ตัณหาที่เป็นประธานเกิดขึ้น.

บทว่า สหภูปิ ได้แก่ รูปธรรมและอรูปธรรม แม้ที่ร่วมภพกัน.

บทว่า สมฺปโยคาปิ ได้แก่ อรูปธรรมแม้ที่ประกอบร่วมกัน

บทว่า สหชาปิ ได้แก่ แม้เกิดขึ้นด้วยกันในจิตดวงเดียว.

บทว่า ยาปิ ปโยชิกา ได้แก่ ตัณหาที่เป็นมูลแห่งวัฏฏะ.

ชื่อว่าปโยชิกา เพราะอรรถว่าประกอบเข้าแล้ว เพื่อที่จะประกอบด้วยสามารถแห่งจุติและปฏิสนธิ. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า บุรุษมีตัณหาเป็นที่ ๒.

บทว่า นิจฺจทุพฺพลา ได้แก่ มีกำลังทรามโดยไม่มีระหว่าง.

บทว่า อนวฏฺฐิตา ได้แก่ ไม่ตั้งลง คือไม่น้อมลงตั้งอยู่.

บทว่า ปริปาตยนฺติ อิเม ความว่า ธรรมเหล่านี้ย่อมยังกันและกันให้ตกไป คือซัดไป.

บทว่า อญฺญมญฺญสฺส ได้แก่ แก่กันและกัน ความว่า ๑ ต่อ ๑.

หิศัพท์ เป็นนิบาตในอรรถแห่งเหตุ.

บทว่า นตฺถิ ตายิตา ความว่า ความต้านทานคือรักษา มิได้มี.

บทว่า น จาปิ ฐเปนฺติ อญฺญมญฺญํ ความว่า ธรรมเหล่าอื่นไม่อาจดำรงธรรมอื่นไว้ได้.

บทว่า โยปิ นิพฺพตฺตโก โส น วิชฺชติ ความว่า ธรรมใดเป็นที่เกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้, ธรรมนั้นก็มิได้มีในบัดนี้.

บทว่า น จ เกนจิ โกจิ หายติ ความว่า ธรรมอะไรๆ คือแม้สักอย่างหนึ่ง ย่อมไม่เสื่อมไปเพราะอำนาจของธรรมอะไร ๆ.

บทว่า ภงฺคพฺยา จ อิเม หิ สพฺพโส ความว่า ก็ขันธ์เหล่านี้แม้ทั้งหมด ก็ควรถึงความดับไปโดยอาการทั้งปวง.

บทว่า ปุริเมหิ ปภาวิตา ความว่า ขันธ์เหล่านี้อันเหตุปัจจัยมีในก่อนเหล่านี้ ให้เป็นไปคือให้เกิดขึ้น.

บทว่า เยปิ ปภวิกา ได้แก่ เหตุปัจจัยในก่อนที่เป็นไปคือให้เกิดขึ้นเหล่านี้ใด.

บทว่า เต ปุเร มตา ความว่า ปัจจัยมีประการดังกล่าวแล้วนั้น เป็นไปไม่ได้แล้ว ถึงความตายแล้วก่อนทีเดียว

บทว่า ปุริมาปิ จ ปจฺฉิมาปิ จ ได้แก่ ขันธ์ที่เกิดก่อน คือที่มีเหตุปัจจัยในก่อนก็ดี ขันธ์ที่เกิดภายหลัง คือที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยปัจจัย ในเมื่อเหตุปัจจัยเป็นไปก็ดี.

บทว่า อญฺญมญฺญํ น กทาจิ มทฺทสํสุ ความว่า ไม่เคยเห็นกันและกันในกาลไหนๆ.

ม อักษร ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งบทสนธิ.

บทว่า จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ ความว่า เทวดาเหล่านั้น.

ชื่อว่าจาตุมมหาราชิกา เพราะอรรถว่ามีมหาราชทั้ง ๔ กล่าวคือท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักข์และท้าวกุเวร เป็นใหญ่.

ชื่อว่าเทพ เพราะอรรถว่ารุ่งเรืองด้วยรูปเป็นต้น. เทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาเหล่านั้นอยู่ท่ามกลางสิเนรุบรรพต, บรรดาเทวดาเหล่านั้น พวกที่อยู่ที่บรรพตก็มี พวกที่อยู่ในอากาศก็มี อยู่ต่อๆ กันไปถึงจักรวาลบรรพต.

เทวดาเหล่านี้คือพวกขิฑฑาปโทสิกะ พวกมโนปโทสิกะ พวกสีตวลาหกะ พวกอุณหวลาหกะ จันทิมเทพบุตร สุริยเทพบุตร แม้ทั้งหมดอยู่เทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกาทั้งนั้น. ชีวิตของเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาเหล่านั้น.

บทว่า อุปาทาย ได้แก่ อาศัย.

บทว่า ปริตฺตกํ ได้แก่ ปฏิเสธความเจริญ ดุจในข้อความว่า วัยของเราแก่รอบ ชีวิตของเราน้อย เป็นต้น.

บทว่า โถกํ ได้แก่ เหลือเวลาน้อย, ปฏิเสธวันยาวนาน.

บทว่า ขณิกํ ได้แก่ เหลือเวลาน้อย ปฏิเสธระหว่างกาล ดุจในข้อความว่า มรณะชั่วขณะ ฌานชั่วขณะ เป็นต้น.

บทว่า ลหุกํ ได้แก่ เบาพร้อม ดุจในข้อความว่า ปฏิเสธความเกียจคร้าน เป็นไปรวดเร็วอย่างนี้เป็นต้น.

บทว่า อิตฺตรํ ได้แก่ เร็ว, ปฏิเสธอย่างแข็งแรง ดุจในข้อความว่า ภักดีเดี๋ยวเดียว ศรัทธาเดี๋ยวเดียว เป็นต้น.

บทว่า อนทฺธนิกํ ได้แก่ ทนอยู่ได้ไม่นานด้วยสามารถแห่งกาล ดุจในข้อความว่า ตลอดกาลยาวนาน เป็นต้น.

บทว่า น จิรฏฺฐิติกํ ความว่า ชื่อว่าดำรงอยู่ไม่นาน เพราะอรรถว่า ตั้งอยู่ไม่นานในวันๆ ปฏิเสธวัน ดุจในข้อความว่า พระสัทธรรมดำรงอยู่ไม่นาน เป็นต้น.

บทว่า ตาวตึสานํ ความว่า ชื่อว่าดาวดึงส์ เพราะอรรถว่า ชน ๓๓ คนเกิดขึ้นในภพนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวคำว่าดาวดึงส์ว่า เป็นชื่อของเทวดาเหล่านั้น ดังนี้ก็มี, เทวดาแม้เหล่านั้น อยู่บรรพตก็มี อยู่ในอากาศก็มี อยู่ต่อๆ กันไปถึงจักรวาลบรรพต ชั้นยามาเป็นต้นก็เหมือนกัน ก็แม้ในเทวโลกชั้น ๑ เหล่าเทวดาที่อยู่ต่อๆ กันไปไม่ถึงจักรวาลบรรพต ย่อมไม่มี.

ชื่อว่ายามา เพราะอรรถว่าไป คือถึง ได้แก่ บรรลุถึงซึ่งทิพยสุข.

ชื่อว่าดุสิต เพราะอรรถว่ายินดีแล้ว ร่าเริงแล้ว.

ชื่อว่านิมมานรดี เพราะอรรถว่าเนรมิตโภคะทั้งหลายตามที่ชอบใจแล้วยินดีอยู่ในกาลที่ประสงค์จะยินดีด้วยโภคะที่เกินกว่าอารมณ์ที่ตกแต่งไว้ตามปกติ.

ชื่อว่าปรนิมมิตวสวัตดี เพราะอรรถว่ายังอำนาจให้เป็นไปในโภคะทั้งหลายที่เทวดาเหล่าอื่นรู้วาระจิตเนรมิตให้.

ชื่อว่าเนื่องในหมู่พรหม เพราะอรรถว่าประกอบแล้วด้วยธรรมเป็นเครื่องสืบต่อพรหมธรรมในหมู่พรหม, รูปพรหมแม้ทั้งหมด ท่านถือเอาแล้ว.

บทว่า คมนีโย แปลว่า ต้องไป.

บทว่า สมฺปราโย ได้แก่ ปรโลก.

บทว่า โย ภิกฺขเว จิรํ ชีวติ โส วสฺสสตํ ความว่า ผู้ใดดำรงอยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปี.

บทว่า อปฺปํ วา ภิยฺโย ความว่า ผู้ที่ดำรงอยู่เกิน ๑๐๐ ปี ชื่อว่าดำรงอยู่ถึง ๒๐๐ ปีไม่มี.

บทว่า หิเฬยฺย นํ ความว่า พึงดูหมิ่นชีวิตนั้น คือพึงคิดเป็นสิ่งเลวทราม. ท่านกล่าวว่า หิเฬยฺยานํ ดังนี้ก็มี.

บทว่า อจฺจยนฺติ ได้แก่ ย่อมก้าวล่วง

บทว่า อโหรตฺตา ได้แก่ กำหนดคืนและวัน.

บทว่า อุปรุชฺฌติ ความว่า ชีวิตินทรีย์ย่อมดับ คือเข้าถึงความไม่มี.

บทว่า อายุ ขียติ มจฺจานํ ความว่า อายุสังขารของสัตว์ทั้งหลายย่อมถึงความสิ้นไป.

บทว่า กุนฺนทีนํว โอทกํ ความว่า น้ำในแม่น้ำน้อยที่ขาดน้ำ ย่อมสิ้นไปฉันใด อายุของสัตว์ทั้งหลายย่อมสิ้นไปฉันนั้น.

ก็โดยปรมัตถ์ ขณะแห่งชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อยเหลือเกิน เพียงเป็นไปชั่วขณะจิตเดียวเท่านั้น ล้อรถเมื่อหมุนก็หมุนด้วยประเทศแห่งดุมอย่างเดียวเท่านั้น, เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ด้วยประเทศแห่งดุมอย่างเดียวนั่นแหละฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายนั้นเป็นไปชั่วขณะจิตเดียวฉันนั้น พอจิตดวงนั้นดับ ท่านเรียกสัตว์ว่า ดับคือตาย.

บทว่า ธีรา ได้แก่ นักปราชญ์ ธีรา อีกบทหนึ่ง ได้แก่ บัณฑิต,

บทว่า ธิติมา ความว่า ชื่อว่าธิติมา เพราะอรรถว่ามีปัญญาเป็นเครื่องทรง.

บทว่า ธิติสมฺปนฺนา ความว่า ผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต.

บทว่า ธิกฺกิตปาปา ความว่า ผู้ติเตียนบาป.

เพื่อจะแสดงปริยายของบทนั้นนั่นแล พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า ธี วุจฺจติ ปญฺญา ปัญญาเรียกว่า ธี ดังนี้ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ทั่ว.

รู้ทั่วอะไร? รู้ทั่วอริยสัจทั้งหลายโดยนัยว่า นี้ทุกข์ เป็นต้น.

แต่ในอรรถกถา ท่านกล่าวว่า ปัญญา ด้วยสามารถประกาศให้รู้ทั่ว ประกาศให้รู้ทั่วว่า อย่างไร? ประกาศให้รู้ทั่วว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ปัญญานั้นชื่อว่าอินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ เพราะครอบงำอวิชชาเสียได้.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าให้กระทำความเป็นใหญ่ ในลักษณะที่ปรากฏ. อินทรีย์คือปัญญา ชื่อว่าปัญญินทรีย์.

ก็ปัญญานี้นั้นมีความสว่างเป็นลักษณะ และมีความรู้ทั่วเป็นลักษณะเหมือนอย่างว่า ในเรือนมีฝา ๔ ด้าน เวลากลางคืน เมื่อจุดประทีป ความมืดย่อมหายไป ความสว่างย่อมปรากฏฉันใด ปัญญามีความสว่างเป็นลักษณะก็ฉันนั้น. ชื่อว่าแสงสว่างที่เสมอด้วยแสงสว่างแห่งปัญญา ไม่มี. ก็เมื่อผู้มีปัญญานั่งโดยบัลลังก์เดียว หมื่นโลกธาตุย่อมมีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน.

เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า

มหาบพิตร บุรุษถือประทีปน้ำมันเข้าไปในเรือนที่มืด ประทีปเข้าไปแล้วย่อมกำจัดความมืดให้เกิดแสงสว่างส่องแสงสว่าง ทำรูปทั้งหลายให้ปรากฏได้ฉันใด

มหาบพิตร ปัญญาก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อเกิดขึ้น ย่อมกำจัดความมืดคืออวิชชา ให้เกิดแสงสว่างคือวิชชา ส่องแสงแห่งญาณ ทำอริยสัจ ๔ ให้ปรากฏได้, มหาบพิตร ปัญญามีความสว่างเป็นลักษณะอย่างนี้ทีเดียวแล

อีกอย่างหนึ่ง เหมือนแพทย์ผู้ฉลาดย่อมรู้โภชนะเป็นต้น ที่เป็นสัปปายะและไม่เป็นสัปปายะของผู้ป่วยไข้ทั้งหลายฉันใด ปัญญาก็ฉันนั้น เมื่อเกิดขึ้นย่อมรู้ทั่วซึ่งธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลและอกุศล ที่ควรเสพและไม่ควรเสพ ที่เลวและประณีต ที่ดำและขาว และมีส่วนเปรียบ.

สมจริงดังคำที่พระธรรมเสนาบดีกล่าวไว้ว่า ดูก่อนอาวุโส เพราะอรรถว่าย่อมรู้ทั่ว ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าปัญญา รู้ทั่วอะไร? รู้ทั่วว่า นี้ทุกข์ ดังนี้.

คำนี้พึงให้พิสดาร พึงทราบความที่ปัญญานั้นมีความรู้ทั่วเป็นลักษณะอย่างนี้.

อีกนัยหนึ่ง ปัญญามีการแทงตลอดตามสภาวะเป็นลักษณะ. หรือมีการแทงตลอดไม่ผิดพลาดเป็นลักษณะ ดุจการแทงตลอดของลูกธนูของผู้ฉลาด, มีความสว่างในอารมณ์เป็นรส ดุจประทีป มีความไม่ลุ่มหลงเป็นปัจจุปปัฏฐาน ดุจคนชำนาญป่าไปป่า ฉะนั้น.

บทว่า ขนฺธธีรา ความว่า ชื่อว่าผู้มีปัญญาในขันธ์ เพราะอรรถว่ายังญาณให้เป็นไปในขันธ์ ๕, ชื่อว่าผู้มีปัญญาในธาตุ เพราะอรรถว่ายังญาณให้เป็นไปในธาตุ ๑๘, แม้ในบทที่เหลือทั้งหลาย ก็พึงนำความไปประกอบโดยนัยนี้.

บทว่า เต ธีรา เอวมาหํสุ ความว่า บัณฑิตเหล่านั้นกล่าวไว้แล้วอย่างนี้.

บทว่า กเถนฺติ ได้แก่ กล่าวว่า น้อย นิดหน่อย.

บทว่า ภณนฺติ ได้แก่ หน่อยหนึ่ง เป็นไปชั่วขณะ.

บทว่า ทีปยนฺติ ได้แก่ เริ่มตั้งว่า เร็ว เดี๋ยวเดียว.

บทว่า โวหรนฺติ ได้แก่ แถลงด้วยวิธีต่างๆ ว่า ตั้งอยู่ตลอดกาล ไม่ช้า ดำรงอยู่ได้ไม่นาน.

บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงความเกิดขึ้นแห่งความพินาศของพวกที่ไม่กระทำอย่างนี้ จึงกล่าวคาถาว่า ปสฺสามิ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺสามิ ได้แก่ เห็นด้วยมังสจักษุเป็นต้น.

บทว่า โลเก ได้แก่ ในอบายเป็นต้น.

บทว่า ปริผนฺทมานํ ได้แก่ ดิ้นรนไปข้างโน้นด้วยข้างนี้ด้วย.

บทว่า ปชํ อิมํ ได้แก่ หมู่สัตว์นี้.

บทว่า ตณฺหาคตํ ได้แก่ ผู้ไปในตัณหา. อธิบายว่า ถูกตัณหาครอบงำให้ตกลงไป.

บทว่า ภเวสุ ได้แก่ ในกามภพเป็นต้น.

บทว่า หีนา นรา ได้แก่นรชนผู้มีการงานเลว.

บทว่า มจฺจุมุเข ลปนฺติ ความว่า คร่ำครวญอยู่ในปากแห่งมรณะที่ถึงในกาลที่สุด.

บทว่า อวีตตณฺหา เส ได้แก่ ยังไม่ปราศจากตัณหา.

บทว่า ภวา ได้แก่ กามภพเป็นต้น.

บทว่า ภเวสุ ได้แก่ ในกามภพเป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภวาภเวสุ ได้แก่ ในภพน้อยภพใหญ่, ท่านอธิบายว่า ในภพทั้งหลายบ่อยๆ.

บทว่า ปสฺสามีติ มํสจกฺขุนาปิ ปสฺสามิ ความว่า มังสจักษุ ๒ อย่าง คือ สสัมภารจักษุ ปสาทจักษุ.

ก้อนเนื้อที่กำหนดด้วยความโค้งของลูกตา ๒ ข้างคือข้างล่างด้วยกระดูกเบ้าตา ข้างบนด้วยกระดูกคิ้ว ข้างนอกด้วยขนตา เกี่ยวเนื่องด้วยสมองซึ่งมีเส้นเอ็นแล่นออกท่ามกลางเบ้าตาวิจิตรด้วยวงดำเป็นตาขาวตาดำ นี้ชื่อสสัมภารจักษุ. ประสาทซึ่งผูกที่ก้อนเนื้อนี้ ติดเนื่องในชิ้นเนื้อนี้ อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้ชื่อปสาทจักษุ ซึ่งประสงค์ในที่นี้.

ปสาทจักษุนั่นนั้นยังเยื่อหุ้มจักษุ ๗ ชั้นให้เอิบอาบ เหมือนปุยนุ่นชุ่มในน้ำมันในปุยนุ่น ๗ ชั้น ในวงกลมที่เห็นในประเทศที่เกิดขึ้นแห่งสัณฐานสรีระของผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ท่ามกลางดวงตาดำซึ่งล้อมรอบดวงตาขาวของสสัมภารจักษุนั้น ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวาร ตาม สมควรแก่จักขุวิญญาณเป็นต้น สักว่าพอมีโอกาสโดยประมาณตั้งอยู่. ปสาทจักษุนั้นชื่อว่าจักษุ เพราะอรรถว่าบอกให้รู้จักอะไรๆ. ข้าพเจ้าเห็นด้วยมังสจักษุนั้น.

บทว่า ทิพฺพจกฺขุนา ได้แก่ ด้วยทิพยจักษุอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้เห็นแล้วแล ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์.

บทว่า ปญฺญาจกฺขุนา ได้แก่ ด้วยปัญญาจักษุที่มาอย่างนี้ว่า ธรรมจักษุที่ปราศจากธุลีไม่มีมลทินเกิดขึ้นแล้ว.

บทว่า พุทฺธจกฺขุนา ได้แก่ ด้วยพุทธจักษุที่มาอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตรวจดูอยู่ซึ่งโลกด้วยพุทธจักษุ ได้เห็นแล้วแล.

บทว่า สมนฺตจกฺขุนา ได้แก่ ด้วยสมันตจักษุที่มาอย่างนี้ว่า สัพพัญญุตญาณ ท่านเรียกว่าสมันตจักษุ.

บทว่า ปสฺสามิ ได้แก่ เห็นรูปด้วยมังสจักษุ เหมือนเห็นมะขามป้อมในฝ่ามือด้วยมังสจักษุ.

บทว่า ทกฺขามิ ความว่า รู้พร้อมซึ่งจุติและอุบัติด้วยทิพยจักษุ.

บทว่า โอโลเกมิ ความว่า ตรวจดูอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญาจักษุ.

บทว่า นิชฺฌายามิ ความว่า คิดอินทรีย์ ๕ มีศรัทธาเป็นต้นด้วยพุทธจักษุ.

บทว่า อุปปริกฺขามิ ความว่า เห็นโดยรอบคือแสวงหาทางที่ควรแนะนำ ๕ ประการ ด้วยสมันตจักษุ.

บทว่า ตณฺหาผนฺทนาย ผนฺทมานํ ได้แก่ หวั่นไหวด้วยความหวั่นไหวเพราะตัณหา. ความดิ้นรนเพราะทิฏฐิเป็นต้น ต่อจากนี้ ซึ่งมีสัตว์ผู้ดิ้นรนเพราะทุกข์คือความพินาศแห่งทิฏฐิเป็นที่สุด ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้ว.

บทว่า สมฺผนฺทมานํ ได้แก่ ดิ้นรนบ่อยๆ.

บทว่า วิปฺผนฺทมานํ ได้แก่ หวั่นไหวด้วยวิธีต่างๆ.

บทว่า เวธมานํ ได้แก่ สั่นอยู่.

บทว่า ปเวธฺมานํ ได้แก่ สั่นด้วยความเพียร.

บทว่า สมฺปเวธมานํ ได้แก่ สั่นอยู่บ่อยๆ, อีกอย่างหนึ่ง ท่านขยายบทด้วยอุปสรรค.

บทว่า ตณฺหานุคตํ ได้แก่ เข้าไปตามตัณหา.

บทว่า ตณฺหานุสฏํ ได้แก่ แผ่ไปตามตัณหา.

บทว่า ตณฺหายาปนฺนํ ได้แก่ จมลงในตัณหา.

บทว่า ตณฺหาย ปาติตํ ได้แก่ อันตัณหาซัดไป. ปาฐะว่า ปริปาติตํ ก็มี.

บทว่า อภิภูตํ ได้แก่ อันตัณหาย่ำยีคือท่วมทับแล้ว.

บทว่า ปริยาทินฺนจิตฺตํ ได้แก่ มีจิตอันตัณหายึดไว้หมดสิ้น.

อีกอย่างหนึ่ง ไปในตัณหาเหมือนไปตามห้วงน้ำ, ไปตามตัณหา เหมือนตกไปตามปัจจัยแห่งรูปที่มีวิญญาณครอง. ซ่านไปตามตัณหา เหมือนแหนแผ่ปิดหลังน้ำจมอยู่ในตัณหา. เหมือนจมลงในหลุมอุจจาระ, อันตัณหาให้ตกไปเหมือนตกจากยอดไม้ลงเหว, อันตัณหาครอบงำ เหมือนประกอบรูปที่มีวิญญาณครอง, มีจิตอันตัณหาครอบงำแล้ว เหมือนมีวิปัสสนาเกิดขึ้นแก่ผู้กำหนดรูปที่มีวิญญาณครอง.

____________________________

รูปอันตัณหาและทิฏฐิเข้าไปยึดไว้โดยความเป็นผลและเป็นอารมณ์ของอุปาทานได้.

อีกอย่างหนึ่ง ไปในตัณหาด้วยกามฉันทะ ไปตามตัณหาด้วยความกระหายในกาม, ซ่านไปตามตัณหาด้วยความหมักดองในกาม, จมอยู่ในในตัณหา ด้วยความเร่าร้อนเพราะกาม, อันตัณหาให้ตกไปด้วยความจบสิ้นเพราะกาม, อันตัณหาครอบงำเพราะโอฆะคือกาม, มีจิตอันตัณหาครอบงำแล้ว เพราะยึดมั่นกาม, อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า กามภเว ได้แก่ ภพกามาพจร.

บทว่า รูปภเว ได้แก่ ภพรูปาพจร.

บทว่า อรูปภเว ได้แก่ ภพอรูปาพจร. ความต่างกันของภพเหล่านั้นได้ประกาศแล้วในหนหลังนั่นแล.

บทว่า ภวาภเวสูติ ภวาภเว ความว่า บทว่า ภโว ได้แก่ กามธาตุ. บทว่า อภโว ได้แก่ รูปธาตุและอรูปธาตุ,

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภโว ได้แก่ กามธาตุ รูปธาตุ.

บทว่า อภโว ได้แก่ อรูปธาตุ, ในภพน้อยภพใหญ่เหล่านั้น.

บทว่า กมฺมภเว ได้แก่ กรรมวัฏ.

บทว่า ปุนพฺภเว ได้แก่ วิปากวัฏที่เป็นไปในภพใหม่.

บทว่า กามภเว ได้แก่ กามธาตุ.

บทว่า กมฺมภเว ได้แก่ กรรมวัฏ. ในบทเหล่านั้น กรรมภพ ชื่อว่าภพ เพราะอรรถว่าทำให้เกิด.

บทว่า กามภเว ปุนพฺภเว ได้แก่ วิปากวัฏ ซึ่งเป็นภพที่เข้าถึง. กามธาตุ. วิปากภพ ชื่อว่าภพ เพราะอรรถว่าเกิด แม้ในรูปภพเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

และคำว่า กามภเว รูปภเว อรูปภเว ในที่นี้ ท่านกล่าวหมายเอาโอกาสภพ.

ในภพทั้ง ๓ บทว่า กมฺมภเว ได้แก่ กรรมวัฏ.

บทว่า ปุนพฺภเว ท่านกล่าวหมายเอาอุบัติภพเหมือนกัน.

บทว่า ปุนปฺปุนํ ภเว ได้แก่ ในการเกิดขึ้นไปๆ มาๆ.

บทว่า คติยา ได้แก่ คติ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง.

บทว่า อตฺตภาวาภินิพฺพตฺติยา ได้แก่ ความบังเกิดขึ้นแห่งอัตภาพทั้งหลาย.

บทว่า อวีตตณฺหา เป็นบทเดิม.

บทว่า อวิคตตณฺหา ความว่า ชื่อว่ายังไม่ปราศจากตัณหา เพราะอรรถว่ายังปราศจากตัณหาไม่ได้ เพราะไม่มีขณิกปหานะ ดุจขณิกสมาธิ.

บทว่า อจฺจตฺตตณหา ความว่า ชื่อว่ามีตัณหายังไม่สละแล้ว เพราะอรรถว่ามีตัณหายังสละไม่ได้ เพราะไม่มีตทังคปหานะ.

บทว่า อวนฺตตณฺหา ความว่า ชื่อว่ามีตัณหายังไม่สำรอกแล้ว เพราะอรรถว่ามีตัณหายังสำรอกไม่ได้ เพราะไม่มีวิกขัมภนปหานะ.

บทว่า อมุตฺตตณฺหา ความว่า ชื่อว่ามีตัณหายังไม่พ้นไปแล้ว เพราะอรรถว่ามีตัณหายังพ้นไปไม่ได้ เพราะไม่มีสมุจเฉทปหานะล่วงส่วน.

บทว่า อปฺปหีนตณฺหา ความว่า ชื่อว่ามีตัณหายังไม่ละเสียแล้ว เพราะอรรถว่ามีตัณหายังละไม่ได้ เพราะไม่มีปฏิปัสสัทธิปหานะ.

บทว่า อปฺปฏินิสฺสฏฺฐตณฺหา ความว่า ชื่อว่า มีตัณหายังไม่สละคืนแล้ว เพราะไม่สละคืนสังกิเลสล่วงส่วน ที่ตั้งมั่นอยู่ในภพ เพราะไม่มีนิสสรณปหานะ.

บัดนี้ เพราะผู้ยังไม่ปราศจากตัณหาดิ้นรนและบ่นเพ้ออยู่ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระเมื่อจะชักชวนในการกำจัดตัณหา จึงกล่าวคาถาว่า มมายิเต เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มมายิเต ได้แก่ ในเพราะวัตถุที่ยึดถือว่าของเรา.

พระเถระกล่าวเรียกผู้ฟังทั้งหลายด้วยบทว่า ปสฺสถ.

บทว่า เอตมฺปิ ได้แก่ โทษแม้นั้น บทที่เหลือปรากฏแล้วทั้งนั้น.

บทว่า เทฺว มมตฺตา ได้แก่ อาลัย ๒ อย่าง.

บทว่า ยาวตา เป็นนิบาตในอรรถว่ากำหนดตัด.

บทว่า ตณฺหาสงฺขาเตน ได้แก่ ส่วนแห่งตัณหา.

บทว่า สงฺขา สงฺขาตํ โดยความเป็นอย่างเดียวกันเหมือนในข้อความว่า ก็ส่วนแห่งความเนิ่นช้า มีตัณหาเป็นเหตุ เป็นต้น.

บทว่า สีมกตํ ได้แก่ เว้นจากโทษที่ไม่มีขอบเขต.

บทว่า มริยาทกตํ ความว่า ดุจในข้อความว่า พึงสมมติสีมามีโยชน์หนึ่งเป็นอย่างยิ่งเป็นต้น.

บทว่า โอธิกตํ ได้แก่ เว้นจากโทษที่ไม่มีกำหนดถ้อยคำดุจต้นไม้ที่อยู่ในระหว่างแดนซึ่งกำหนดไว้.

บทว่า ปริยนฺตกตํ ได้แก่ กำหนดไว้ คือทำที่สุดรอบว่า ต้นไม้ที่อยู่ในระหว่างแดนเป็นสาธารณะของทั้งสองฝ่าย ทำให้เป็นเหมือนแถวต้นตาลที่เนื่องเป็นอันเดียวกัน.

บทว่า ปริคฺคหิตํ ได้แก่ ถือเอาโดยอาการทั้งปวง พ้นที่ผู้อื่นอาศัยแม้ในระหว่างกาล.

บทว่า มมายิตํ ได้แก่ ทำอาลัยเหมือนเสนาสนะของภิกษุผู้เข้าจำพรรษา.

บทว่า อิทํ มม ได้แก่ ตั้งอยู่ในที่ใกล้.

บทว่า เอตํ มม ได้แก่ ตั้งอยู่ในที่ไกล.

บทว่า เอตฺตกํ ได้แก่ กำหนดบริขาร ดุจในข้อความว่า แม้เพียงเท่านี้ก็ไม่พึงกล่าวตอบ.

บทว่า เอตฺตาวตา เป็นการกำหนดด้วยนิบาต แม้ในอรรถว่ากำหนด ดุจในข้อความว่า ดูก่อนมหานาม ด้วยคำเพียงเท่านี้แล.

บทว่า เกวลมฺปิ มหาปฐวี ได้แก่ แผ่นดินใหญ่แม้ทั้งสิ้น.

บทว่า อฏฺฐสตตณฺหาวิปรีตํ ได้แก่ ขยายไปเป็นตัณหา ๑๐๘.

หากจะถามว่า เป็น ๑๐๘ ได้อย่างไร? ตัณหาที่เป็นไปในชวนวิถีในจักขุทวารเป็นต้นอย่างนี้ว่า รูปตัณหา ฯลฯ ธรรมตัณหามีอารมณ์เช่นกับบิดา ดุจได้นามฝ่ายบิดา ในข้อความมีอาทิอย่างนี้ว่า บุตรแห่งเศรษฐี บุตรแห่งพราหมณ์ ดังนี้.

____________________________

สัททตัณหา, คันธตัณหา, รสตัณหา, โผฎฐัพพตัณหา.

ก็ในบทนี้ ชื่อว่ารูปตัณหา เพราะอรรถว่าตัณหามีรูปเป็นอารมณ์คือตัณหาในรูป, รูปตัณหานั้นที่ยินดีรูปเป็นไปด้วยความกำหนัดในกาม ชื่อกามตัณหา, ที่ยินดีเป็นไปอย่างนี้ว่า รูปเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ด้วยความกำหนัดที่สหรคตด้วยสัสสตทิฏฐิ ชื่อภวตัณหา, ที่ยินดีเป็นไปอย่างนี้ว่า รูปขาดสูญ พินาศ ตายแล้ว จักไม่เกิด ด้วยความกำหนัดที่สหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ ชื่อวิภวตัณหา, รูปตัณหามี ๓ อย่างอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

แม้สัททตัณหาเป็นต้นก็เหมือนรูปตัณหา. ตัณหาเหล่านี้เป็นตัณหาวิปริต ๑๘. ตัณหาเหล่านั้นในรูปภายในเป็นต้น ๑๘ ในรูปภายนอกเป็นต้น ๑๘ รวมเป็น ๓๖, ที่เป็นอดีต ๓๖ อนาคต ๓๖ ปัจจุบัน ๓๖ รวมเป็น ๑๐๘ ด้วยประการฉะนี้.

อีกอย่างหนึ่ง รูปที่อาศัยรูปภายในเป็นต้นมีอาทิอย่างนี้ว่า เมื่อบทว่า อสฺมิ มีอยู่ บทว่า อิตฺถสฺมิ ก็ย่อมมี, เพราะอาศัยรูปภายใน มี ๑๘ รูปที่อาศัยรูปภายนอกเป็นต้นว่า เมื่อบทว่า อสฺมิ มีอยู่ด้วยบทนี้ บทว่า อิตฺถสฺมิ ก็ย่อมมีด้วยบทว่า เพราะอาศัยรูปภายนอกมี ๑๘ รวมเป็น ๓๖ ที่เป็นอดีต ๓๖ อนาคต ๓๖ ปัจจุบัน ๓๖ รวมเป็นตัณหาวิปริต ๑๐๘ แม้อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า วีสติวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺฐิ ความว่า ชื่อว่าสักกายทิฏฐิ เพราะอรรถว่าทิฏฐิในกายนั้น ในเมื่อกายกล่าวคือขันธ์ปัญจกะมีอยู่ ด้วยอรรถว่ามีอยู่ซึ่งเกิดขึ้นทำวัตถุที่เป็นไป ด้วยสามารถยึดถือเป็น ๔ ส่วน โดยนัยมีอาทิว่า พิจารณารูปในรูปหนึ่งๆ แห่งขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้น.

บทว่า ทสวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ได้แก่ มิจฉาทิฏฐิที่เป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล.

อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิที่ไม่แน่นอน เป็นทิฏฐิที่เหลวไหลเพราะยึดถือผิด ชื่อมิจฉาทิฏฐิ. ชื่อมิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่าทิฏฐิอันบัณฑิตทั้งหลายรังเกียจ เพราะไม่นำประโยชน์มาดังนี้ก็มี.

มิจฉาทิฏฐินั้นมีความยึดมั่นโดยไม่แยบคายเป็นลักษณะ, มีความยึดถือเป็นรส, มีความยึดมั่นผิดเป็นปัจจุปปัฏฐาน, มีความเป็นผู้ใคร่เห็นพระอริยะทั้งหลายเป็นปทัฏฐาน, พึงเห็นว่ามีโทษอย่างยิ่ง.

บทว่า ทสวตฺถุกา อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ได้แก่ ทิฏฐิที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า โลกเที่ยง, โลกไม่เที่ยง, โลกมีที่สุด, เป็นไปอย่างนี้ด้วยสามารถทำส่วนหนึ่งๆ เป็นที่ตั้งยึดถือ ชื่ออันตัคคาหิกาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐.

บทว่า ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ได้แก่ ทิฏฐิที่มีชาติอย่างนี้.

บทว่า ทิฏฺฐิคตํ ได้แก่ ความเป็นไปในทิฏฐิทั้งหลาย. ทัศนะนี้ชื่อว่า ทิฏฺฐิคตํ เพราะอรรถว่าหยั่งลงในภายในแห่งทิฏฐิ ๖๒.

รกชัฏเพราะอรรถว่าก้าวล่วงได้ยากคือทิฏฐิ ชื่อว่ารกชัฏคือทิฏฐิ ดุจรกชัฏหญ้า รกชัฏป่า รกชัฏภูเขา.

ชื่อว่ากันดารคือทิฏฐิ เพราะอรรถว่ามีภัยเฉพาะหน้าที่น่ารังเกียจ ดุจกันดารเพราะโจร กันดารเพราะสัตว์ร้าย กันดารเพราะขาดน้ำ และกันดารเพราะข้าวยากหมากแพง.

ชื่อว่าเสี้ยนหนามคือทิฏฐิ เพราะอรรถว่าแทงตลอด และเพราะอรรถว่าทวนซึ่งสัมมาทิฏฐิ. ด้วยว่ามิจฉาทัศนะเมื่อเกิดขึ้นย่อมแทงตลอด และทวนสัมมาทัศนะ.

ชื่อว่าความดิ้นรนคือทิฏฐิ เพราะอรรถว่าดิ้นรนจนผิดรูปด้วยทิฏฐิ เพราะบางครั้งก็ยึดถือความเที่ยง บางครั้งก็ยึดถือความขาดสูญ. ก็คนผู้มีทิฏฐิย่อมไม่อาจตั้งมั่นในอารมณ์เดียว บางครั้งก็คล้อยไปตามความเที่ยง บางครั้งก็คล้อยไปตามความขาดสูญ.

ชื่อว่าทิฏฐิสังโยชน์ เพราะอรรถว่าทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าสังโยชน์ ด้วยอรรถว่าผูกพันไว้.

ชื่อว่าคาหะ ความถือ เพราะอรรถว่าถือเอาอารมณ์ไว้มั่น ดุจจระเข้เป็นต้นคาบบุรุษ.

ชื่อว่าย่อมตั้งมั่น เพราะความตั้งมั่น. จริงอยู่ ทิฏฐินี้ตั้งมั่นแล้วถือเอาด้วยปวัตติภาพที่มีกำลัง.

ชื่อว่าอภินิเวส ยึดมั่น เพราะอรรถว่าย่อมยึดมั่นว่าเที่ยงเป็นต้น

ชื่อว่าปรามาสะ เพราะอรรถว่าลูบคลำไปข้างหน้าว่าเที่ยงเป็นต้น ก้าวล่วงสภาวะแห่งธรรม.

ชื่อว่ามิจฉามัคคะ ทางชั่ว เพราะอรรถว่าทางที่บัณฑิตรังเกียจ เพราะไม่นำประโยชน์มาหรือทางแห่งอบายที่บัณฑิตรังเกียจ.

ชื่อว่ามิจฉาปถะ เพราะเป็นทางที่ไม่แน่นอน. เหมือนอย่างว่า ทางที่คนหลงทิศยึดถือว่า นี้เป็นทางของบ้านชื่อโน้น ย่อมไม่ทำให้เขาถึงบ้านนั้นได้ฉันใด ทิฏฐิที่คนมีทิฏฐิยึดถือเอาว่าเป็นทางสู่สุคติ ก็ไม่ส่งเขาให้ถึงสุคติได้ฉันนั้น ดังนั้นจึงชื่อว่าทางผิด เพราะเป็นทางที่ไม่ถูก.

ชื่อว่าความเห็นผิด เพราะมีความเห็นผิดเป็นสภาวะ.

ชื่อว่าท่า เพราะอรรถว่าเป็นที่ข้ามแห่งคนพาลทั้งหลาย โดยหมุนไปรอบในที่นั้นเอง, ท่านั้นด้วยเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศทั้งหลายด้วย ดังนั้นจึงชื่อว่าติตถายตนะ ลัทธิเดียรถีย์,

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอายตนะ ด้วยอรรถว่าเป็นประเทศที่เกิด และเป็นที่อยู่อาศัยของเดียรถีย์ทั้งหลาย ดังนั้นจึงชื่อว่าลัทธิเดียรถีย์ ความถือที่เป็นความแสวงหาผิด หรือความถือโดยความแสวงหาผิด ดังนั้นจึงชื่อว่าความถือโดยแสวงหาผิด.

ความถือผิดสภาวะ ชื่อว่าความถือวิปริต ความถือที่เปลี่ยนแปลงไปโดยนัยเป็นต้นว่า ถือในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ชื่อว่าความถือวิปลาส.

ความไม่ถือเอาโดยอุบาย ชื่อว่าความถือผิด. ความถือในเรื่องที่ไม่แน่นอน ไม่ใช่สภาวะ ว่าแท้ แน่นอนเป็นสภาวะ ชื่อว่าความถือในสิ่งที่ไม่แน่นอนว่าแน่นอน.

บทว่า ยาวตา ได้แก่ มีประมาณเท่าใด.

บทว่า ทฺวาสฏฺฐิทิฏฺฐิคตานิ ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒ ที่มาในพรหมชาลสูตร.

บทว่า อจฺเฉทสงฺกิโนปิ ผนฺทนฺติ ความว่า แม้ผู้มีความหวาดระแวงเกิดขึ้นว่า คนทั้งหลายจักแย่งชิงข่มขี่ถือเอาโดยพลการ ย่อมหวั่นไหว.

บทว่า อจฺฉิชฺชนฺเตปิ ได้แก่ ในเมื่อเขากำลังแย่งชิงโดยนัยที่กล่าวแล้วบ้าง.

บทว่า อจฺฉินฺเนปิ ได้แก่ ในเมื่อเขาแย่งชิงถือเอาแล้วโดยนัยที่กล่าวแล้วบ้าง.

บทว่า วิปริณามสงฺกิโนปิ ได้แก่ แม้ผู้มีความหวาดระแวง โดยความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นบ้าง

บทว่า วิปริณามนฺเตปิ ได้แก่ ในเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง.

บทว่า วิปริณเตปิ ได้แก่ เมื่อวัตถุนั้นเปลี่ยนแปลงไปแล้วบ้าง.

บทว่า ผนฺทนฺติ ได้แก่ ย่อมหวั่นไหว.

บทว่า สมฺผนฺทนฺติ ได้แก่ ย่อมหวั่นไหวโดยอาการทั้งปวง.

บทว่า วิปฺผนฺทนฺติ ได้แก่ ย่อมหวั่นไหวโดยอาการมีอย่างต่างๆ.

บทว่า เวธนฺติ ได้แก่ เห็นภัยแล้วหวั่นไหว

บทว่า ปเวธนฺติ ได้แก่ หวั่นไหวเป็นพิเศษ เพราะภัยที่น่าหวาดเสียว.

บทว่า สมฺปเวธนฺติ ได้แก่ หวั่นไหวโดยอาการทั้งปวง เพราะภัยที่ทำให้ขนลุกขนพอง.

บทว่า ผนฺทมาเน เป็นทุติยาวิภัตติ พหุวจนะ.

บทว่า อปฺโปทเก ได้แก่ มีน้ำน้อย.

บทว่า ปริตฺโตทเก ได้แก่ มีน้ำนิดหน่อย.

บทว่า อุทกปริยาทาเน ได้แก่ มีน้ำสิ้นไป.

บทว่า พลากาหิ วา ได้แก่ ฝูงปักษีที่เหลือจากที่กล่าวแล้ว.

บทว่า ปริปาติยมานา ได้แก่ เบียดเบียนอยู่ กระทบกระทั่งอยู่

บทว่า อุกฺขิปิยมานา ได้แก่ นำมาแต่ระหว่างเปือกตม หรือกลืนกิน

บทว่า ขชฺชมานา ได้แก่ เคี้ยวกินอยู่.

ปลาทั้งหลายย่อมดิ้นรน เพราะฝูงกา ย่อมกระเสือกกระสนเพราะฝูงเหยี่ยว ย่อมทุรนทุรายเพราะฝูงนกยาง ย่อมหวั่นไหวด้วยสามารถแห่งความตายในเวลาที่ถูกคาบด้วยจะงอยปาก ย่อมเอนเอียงในเวลาถูกจิก ย่อมกระสับกระส่ายในเวลาใกล้ตาย.

บทว่า ปสฺสิตฺวา ได้แก่ เห็นโทษมิใช่คุณ.

บทว่า ตุลยิตฺวา ได้แก่ เปรียบเทียบคุณและโทษ.

บทว่า ติรยิตฺวา ได้แก่ ยังคุณและโทษให้พิสดาร.

บทว่า วิภาวยิตฺวา ได้แก่ ปล่อยคือเว้นวัตถุอันทราม.

บทว่า วิภูตํ กตฺวา ได้แก่ ให้ถึงความสำเร็จ คือยกเว้น.

อีกอย่างหนึ่ง เห็นด้วยการเปลื้องโทษที่เกลื่อนกล่นแล้วจำแนกเป็นเรื่องๆ. เทียบเคียงด้วยการเปลื้องโทษที่ไม่มีกำหนดแล้วทำการกำหนด, พิจารณาด้วยการเปลื้องวัตถุโทษแล้วแบ่งเป็นส่วนๆ, ตรวจตราด้วยการเปลื้องโทษความลุ่มหลงแล้วตีราคา ทำให้แจ่มแจ้งด้วยการเปลื้องโทษความเป็นก้อนแล้วแบ่งส่วนตามปกติ.

บทว่า ปหาย ได้แก่ ละแล้ว.

บทว่า ปฏินิสฺสชฺชิตฺวา ได้แก่ สละคืนแล้ว.

บทว่า อมมายนฺโต ได้แก่ ไม่กระทำอาลัยด้วยตัณหาและทิฏฐิ.

บทว่า อคฺคณฺหนฺโต ได้แก่ ไม่ถือเอาส่วนเบื้องต้นแห่งทิฏฐิด้วยปัญญา.

บทว่า อปรามสนฺโต ได้แก่ ไม่กระทำการสละลงด้วยวิตก.

บทว่า อนภินิวิสนฺโต ได้แก่ ไม่เข้าไปด้วยทิฏฐิที่ก้าวลงแน่นอน.

บทว่า อกุพฺพมาโน ได้แก่ ไม่กระทำด้วยตัณหาเครื่องยึดถือ

บทว่า อชนยมาโน ได้แก่ ไม่ให้เกิดด้วยตัณหาที่ให้เกิดในภพใหม่.

บทว่า อสญฺชนฺยมาโน ได้แก่ ไม่ให้เกิดพร้อมเป็นพิเศษ.

บทว่า อนิพฺพตฺตยมาโน ได้แก่ ไม่ให้บังเกิดด้วยตัณหาคือความปรารถนา.

บทว่า อนภินิพฺพตฺตยมาโน ได้แก่ ไม่ให้บังเกิดเฉพาะด้วยอาการทั้งปวง.

อีกอย่างหนึ่ง บทเหล่านี้ ท่านขยายความด้วยอุปสรรค.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความยินดีด้วยคาถาแรก และโทษด้วย ๔ คาถาต่อจากนั้น ในที่นี้ด้วยประการฉะนี้ บัดนี้เพื่อจะแสดงการสลัดออกพร้อมด้วยอุบาย และอานิสงส์แห่งการสลัดออก, หรือแสดงโทษความต่ำช้าและความเศร้าหมองของกามทั้งหลายด้วยคาถาเหล่านี้ทั้งหมด บัดนี้เพื่อจะแสดงอานิสงส์ในเนกขัมมะ ท่านจึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า อุโภสุ อนฺเตสุ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภสุ อนฺเตสุ ได้แก่ ในที่สุดที่กำหนดไว้เป็นคู่ๆ มีผัสสะและผัสสสมุทัยเป็นต้น.

บทว่า วิเนยฺย ฉนฺทํ ได้แก่ กำจัดฉันทราคะ.

บทว่า ผสฺสํ ปริญฺญาย ได้แก่ กำหนดรู้นามรูปแม้ทั้งสิ้น คือผัสสะมีจักขุสัมผัสเป็นต้น หรืออรูปธรรมแม้ทั้งสิ้นที่สัมปยุตด้วยผัสสะนั้น โดยทำนองแห่งผัสสะและรูปธรรม โดยมีวัตถุทวารของอรูปธรรมเหล่านั้น โดยทำนองแห่งผัสสะและรูปธรรม โดยมีวัตถุทวารของอรูปธรรมเหล่านั้นเป็นอารมณ์ด้วยปริญญา ๓.

บทว่า อนานุคิทฺโธ ได้แก่ ไม่ติดใจในธรรมทั้งปวงมีรูปเป็นต้น.

บทว่า ยทตฺตครหี ตทกุพฺพมาโน ความว่า ไม่กระทำกรรมที่ตนติเตียน.

บทว่า น ลิมฺปตี ทิฏฺฐสุเตสุ ธีโร ความว่า ธีรชนผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาเห็นปานนี้นั้น ย่อมไม่ติดด้วยการติดแม้สักอย่างหนึ่งแห่งการติดทั้งสองในธรรมทั้งหลาย ทั้งที่เห็นแล้วและฟังแล้ว คือไม่ติดอะไรๆ เหมือนอากาศ ย่อมเป็นผู้ถึงความผ่องแผ้วยิ่งนัก.

บทว่า ผสฺโส เอโก อนฺโต ได้แก่ ผัสสะเป็นกำหนดอันหนึ่ง.

ชื่อว่าผัสสะ เพราะอรรถว่าถูกต้อง ผัสสะนี้นั้นมีการถูกต้องเป็นลักษณะ, มีการเสียดสีเป็นรส, มีการประชุมเป็นปัจจุปปัฏฐาน, มีอารมณ์ที่อยู่ในคลองเป็นปทัฏฐาน.

ก็ผัสสะนี้แม้เป็นอรูปธรรม ก็เป็นไปโดยอาการถูกต้องในอารมณ์นั่นแล ดังนั้นจึงชื่อว่ามีการถูกต้องเป็นลักษณะ, และแม้ไม่ติดแน่นเป็นเอกเทส ก็เสียดสี ดุจรูปเสียดสีจักษุ เสียงเสียดสีหู จิตเสียดสีอารมณ์ ดังนั้นจึงชื่อว่ามีการเสียดสีเป็นรส.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า มีการเสียดสีเป็นรส ด้วยรสแม้มีอรรถว่าสมบัติ เพราะเกิดขึ้นแต่การเสียดสีของวัตถุและอารมณ์.

สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า

ผัสสะที่เป็นไปในภูมิ ๔ ที่จะชื่อว่าไม่มีการถูกต้องเป็นลักษณะนั้นย่อมไม่มี ก็ผัสสะที่มีการเสียดสีเป็นรส ย่อมเป็นไปในทวาร ๕ ทีเดียว ด้วยว่า คำว่า มีการถูกต้องเป็นลักษณะก็ดี มีการเสียดสีเป็นรสก็ดี เป็นชื่อของผัสสะที่เป็นไปในทวาร ๕, คำว่า มีการถูกต้องเป็นลักษณะ มิใช่มีการเสียดสีเป็นรส เป็นชื่อของผัสสะที่เป็นไปทางมโนทวาร

และท่านกล่าวคำนี้แล้ว ได้นำพระสูตรนี้มาว่า :-

มหาบพิตร เหมือนมีแพะ ๒ ตัวต่อสู้กัน พึงเห็นจักษุเหมือนแพะตัวที่ ๑ พึงเห็นรูปเหมือนแพะตัวที่ ๒ พึงเห็นผัสสะเหมือนการเข้าสู้กันของแพะ ๒ ตัวนั้น ผัสสะมีการถูกต้องเป็นลักษณะและมีการเสียดสีเป็นรสเหมือนกันฉันนั้น

มหาบพิตร เหมือนสลักแอกไถ ๒ อันเบียดเสียดกัน แม้สัตว์ทั้ง ๒ ก็พึงเบียดเสียดกัน พึงเห็นจักษุเหมือนสัตว์ตัวที่ ๑ พึงเห็นรูปเหมือนสัตว์ตัวที่ ๒ พึงเห็นผัสสะเหมือนการเข้าเบียดเสียดกันของสัตว์ ๒ ตัวนั้น ผัสสะมีการถูกต้องเป็นลักษณะและมีการเสียดสีเป็นรส เหมือนกันฉันนั้น.

พึงทราบความพิสดารดังต่อไปนี้.

เหมือนอย่างว่า จักขุวิญญาณเป็นต้น ท่านกล่าวโดยชื่อว่าจักษุ ในข้อความว่า เห็นรูปด้วยจักษุเป็นต้นฉันใด จักขุวิญญาณเป็นต้นเหล่านั้นแม้ในที่นี้ก็พึงทราบว่า ท่านกล่าวโดยชื่อว่าจักษุฉันนั้น.

เพราะฉะนั้น เนื้อความในข้อความว่า พึงเห็นจักษุอย่างนี้ เป็นต้น พึงทราบโดยนัยนี้ว่า พึงเห็นจักขุวิญญาณอย่างนี้. เมื่อเป็นอย่างนั้น แม้ในพระสูตรนี้ก็ย่อมสำเร็จเนื้อความว่ามีการเสียดสีเป็นรส ด้วยรสซึ่งมีกิจเป็นอรรถนั่นแล เพราะการเสียดสีของจิตกับอารมณ์ แต่มีการประชุมกันเป็นปัจจุปปัฏฐาน เพราะประกาศความเสียดสีด้วยการประชุมกันแห่งธรรมทั้ง ๓ อย่างด้วยสามารถแห่งเหตุของตน เพราะผัสสะนี้ท่านประกาศในที่นั้นด้วยสามารถแห่งการประกอบเหตุอย่างนี้ว่าความเป็นไปร่วมกันของธรรม ๓ อย่าง

____________________________

ธรรม ๓ อย่างคือ จักษุ ๑ รูป ๑ จักขุวิญญาณ ๑

ดังนั้น สุตตบทนี้จึงมีเนื้อความนี้ว่า ชื่อว่าผัสสะ เพราะความเป็นไปร่วมกันของธรรม ๓ อย่าง ผัสสะมิใช่เพียงเป็นไปร่วม กันเท่านั้น แต่ย่อมปรากฏด้วยอาการนั้นนั่นแล เพราะท่านประกาศไว้อย่างนั้น ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า มีการประชุมกันเป็นปัจจุปปัฏฐาน.

อนึ่ง ผัสสะชื่อว่ามีเวทนาเป็นเครื่องปรากฏ แม้ด้วยความปรากฏซึ่งมีผลเป็นอรรถ.

อธิบายว่า ด้วยว่าผัสสะนี้ยังเวทนาให้ปรากฏ คือให้เกิดขึ้น.

ก็ผัสสะนี้คือจิตซึ่งเป็นที่อาศัยของตน เพราะอาศัยจิต เมื่อให้เกิดขึ้น แม้มีสิ่งอื่นกล่าวคือวัตถุหรืออารมณ์เป็นปัจจัย ย่อมยังเวทนาให้เกิดขึ้น มิใช่ในวัตถุหรือในอารมณ์ เหมือนไออุ่นที่อาศัยธาตุกล่าวคือครั่ง แม้มีความร้อนภายนอกเป็นปัจจัย ก็ย่อมกระทำความอ่อนในนิสัยของตน มิใช่ในความร้อนกล่าวคือถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลวภายนอกแม้เป็นปัจจัยของตน ฉะนั้นพึงทราบดังนี้.

อนึ่ง ผัสสะนี้ ท่านกล่าวว่า มีอารมณ์ที่อยู่ในคลองเป็นปทัฏฐาน เพราะเกิดขึ้นโดยไม่มีอันตราย ในอารมณ์ที่แวดล้อมด้วยอินทรีย์ซึ่งเกิดจากนั้นและที่ประมวลมา. ผัสสะตั้งขึ้น คือเกิดขึ้นแต่ปัจจัยใด ปัจจัยนั้นท่านเรียกว่า ผัสสสมุทัย. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ.

พึงทราบว่า อตีตทุกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งกาล.

เวทนาทุกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งสุขทุกข์ เพราะทำอุเบกขาเวทนาให้เป็นสุขอย่างเดียว เพราะท่านกล่าวไว้ว่า ก็อุเบกขา ท่านกล่าวว่า สุขอย่างเดียวเพราะสงบ.

นามรูปทุกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งรูปธรรมและอรูปธรรม.

อายตนะทุกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งความเป็นไปในสังสารวัฏ.

สักกายทุกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งเบญจขันธ์.

บรรดาบทเหล่านั้น ชื่อว่าสุข เพราะอรรถว่าเป็นไปสบาย. ชื่อว่าเวทนา เพราะอรรถว่าเสวยอารมณ์. ชื่อว่าทุกข์ เพราะอรรถว่าเป็นไปลำบาก. นามมีความน้อมไปเป็นลักษณะ. รูปมีความแตกดับไปเป็นลักษณะ, อายตนะภายใน ๖ มีจักขวายตนะเป็นต้น, อายตนะภายนอก ๖ มีรูปายตนะเป็นต้น, เบญจขันธ์มีรูปขันธ์เป็นต้น เป็นสักกายะ ด้วยอรรถว่ามีอยู่, อวิชชา กรรม ตัณหา อาหาร ผัสสะและนามรูป เป็นสักกายสมุทัย.

บทว่า จกฺขุสมฺผสฺโส ความว่า ชื่อว่าจักษุ เพราะอรรถว่าบอกให้รู้จักอะไรๆ. อธิบายว่า ยินดี คือทำให้แจ้งซึ่งรูป, สัมผัสที่เป็นไปทางจักษุ ชื่อจักขุสัมผัสสะ.

ก็จักขุสัมผัสสะนั้นเป็นปัจจัยแก่เวทนาที่สัมปยุตกับด้วยตน ด้วยอำนาจปัจจัย ๘ ปัจจัย คือ สหชาตะ, อัญญมัญญะ, นิสสยะ, วิปากะ, อาหาระ, สัมปยุตตะ, อัตถิ, อวิคตะ,

ชื่อว่าโสตะ เพราะอรรถว่าฟัง. โสตะนั้นให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารตามควรแก่โสตวิญญาณเป็นต้น ตั้งอยู่ในประเทศมีสัณฐานดังเจาะด้วยนิ้วมือ มีขนสีแดงบางๆ ขึ้นคลุม ภายในช่องสสัมภารโสตะ. สัมผัสที่เป็นไปทางโสต ชื่อโสตสัมผัสสะ.

แม้ในฆานสัมผัสสะเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

ชื่อว่าฆานะ เพราะอรรถว่าดม. ฆานะนั้นให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารตามควรแก่ฆานวิญญาณเป็นต้น ตั้งอยู่ในประเทศมีสัณฐานดังกีบแพะ ภายในช่องสสัมภารฆานะ.

ชื่อว่าชิวหา เพราะอรรถว่าเรียกชีวิต. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าชิวหา ด้วยอรรถว่าลิ้มรส. ชิวหานั้นให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวาร ตามควรแก่ชิวหาวิญญาณเป็นต้น ตั้งอยู่ในประเทศมีสัณฐานดังปลายกลีบดอกอุบลที่ทะลุตรงกลางใบข้างบน เว้นปลายสุด โคนและข้างๆ แห่งสสัมภารชิวหา.

ชื่อว่ากาย เพราะอรรถว่าเป็นที่เกิดขึ้นแห่งธรรมที่เป็นไปกับด้วยอาสวะที่น่ารังเกียจทั้งหลาย.

บทว่า อาโย แปลว่า เป็นประเทศที่เกิดขึ้น. กายประสาทให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารตามควรแก่กายวิญญาณเป็นต้นโดยมากตั้งอยู่ในกายนั้น ตลอดเวลาที่ความเป็นไปแห่งสังขารที่มีใจครองยังมีอยู่ในกายนี้.

ชื่อว่ามโน เพราะอรรถว่ารู้. อธิบายว่า รู้แจ้ง.

บทว่า มโน ได้แก่ ภวังคจิตที่เป็นไปกับด้วยอาวัชชนะ สัมผัสที่เป็นไปทางมโน ชื่อมโนสัมผัสสะ.

เพื่อจะแสดงว่า ผัสสะทั้ง ๖ อย่างนับเป็น ๒ อย่างเท่านั้น ฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า อธิวจนสมฺผสฺโส ปฏิฆสมฺผสฺโส สัมผัสทางนาม สัมผัสทางรูป.

อธิวจนสัมผัสสะเป็นไปทางมโนทวาร ปฏิฆสัมผัสสะเป็นไปทางปัญจทวาร เพราะเกิดขึ้นด้วยการกระทบวัตถุและอารมณ์เป็นต้น.

สัมผัสเป็นอารมณ์แห่งสุขเวทนา ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา, สัมผัสเป็นอารมณ์แห่งทุกขเวทนา ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา. สัมผัสเป็นอารมณ์แห่งอทุกขมสุขเวทนา ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา.

บรรดาบทเหล่านั้น ชื่อว่าสุข เพราะอรรถว่าเป็นไปสบาย.

อธิบายว่า เกิดขึ้นแก่ผู้ใด ก็ทำให้ผู้นั้นให้มีความสุข,

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสุข เพราะอรรถว่าขุดและเคี้ยวกินซึ่งความลำบากกายและใจเสียได้ด้วยดี.

ชื่อว่าทุกข์ เพราะอรรถว่าเป็นไปลำบาก. อธิบายว่า เกิดขึ้นแก่ผู้ใด ก็ทำผู้นั้นให้มีความทุกข์.

ชื่อว่าอทุกขมสุข เพราะอรรถว่าทุกข์ก็ไม่ใช่ สุขก็ไม่ใช่

มอักษร ท่านกล่าวด้วยบทสนธิ. ผัสสะที่ว่าเป็น กุสโล เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งชาติ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสโล ได้แก่ ผัสสะที่สัมปยุตด้วยกุศลจิต ๒๑ ดวง.

บทว่า อกุสโล ได้แก่ ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอกุศลจิต ๑๒ ดวง

บทว่า อพฺยากโต ได้แก่ ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอัพยากตจิต กล่าวคือวิปากจิตและกิริยาจิตที่เหลือ.

พระสารีบุตรเถระเมื่อชี้แจงด้วยสามารถแห่งประเภทของภพใหม่ จึงกล่าวกามาวจโร เป็นต้น.

ผัสสะที่สัมปยุตด้วยกามาวจรจิต ๕๔ ดวง ชื่อว่ากามาวจร.

ชื่อว่ารูปาวจร เพราะอรรถว่าละกามภพ ท่องเที่ยวไปในรูปภพ. ผัสสะที่สัมปยุตด้วยรูปาวจรจิต ๑๕ ดวง ด้วยสามารถแห่งกุศลและอัพยากตะ.

ชื่อว่าอรูปาวจร เพราะอรรถว่าละกามภพและรูปภพ ท่องเที่ยวไปในอรูปภพ ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอรูปาวจรจิต ๑๒ ด้วยสามารถแห่งกุศลและอัพยากตะ.

บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงด้วยสามารถแห่งความยึดมั่น จึงกล่าวว่า สุญฺญโต เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุญฺญโต เป็นต้น ความว่า ท่านเรียกว่าสุญญตะ เพราะว่างจากราคะ โทสะ โมหะ. เรียกว่าอนิมิตตะ เพราะไม่มีเครื่องหมายแห่งราคะ โทสะ โมหะ, เรียกว่าอัปปณิหิตะ เพราะไม่มีที่ตั้งแห่งราคะ โทสะ โมหะ.

บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงด้วยสามารถผัสสะที่นับเนื่องและไม่นับเนื่องในวัฏฏะ จึงกล่าวว่า โลกิโย เป็นต้น.

วัฏฏะ ท่านเรียกว่าโลก ด้วยอรรถว่าแตกหัก พังทลาย, ผัสสะชื่อว่าโลกิยะ เพราะอรรถว่าประกอบไว้ในโลก ด้วยภาวะที่นับเนื่องในโลกนั้น, ชื่อว่าอุตตระ เพราะอรรถว่าข้ามขึ้นแล้ว, ชื่อว่าโลกุตตระ เพราะอรรถว่าข้ามขึ้นจากโลก เพราะภาวะที่ไม่นับเนื่องในโลก.

บทว่า ผุสนา ได้แก่ อาการที่ถูกต้อง.

บทว่า สมฺผุสฺนา สมฺผุสิตตฺตํ ท่านขยายด้วยอุปสัค.

บทว่า เอวํ ญาตํ กตฺวา ได้แก่ ทำให้ปรากฏอย่างนี้. เมื่อรู้ย่อมพิจารณา คือย่อมเห็น ย่อมคิดโดยอาการที่พึงเป็นไปเบื้องบน ย่อมพิจารณาโดยความเป็นอนิจจัง เพราะมีความเป็นไปในที่สุดคืออนิจจัง และและเพราะมีเบื้องต้นและที่สุด.

ชื่อว่าโดยความเป็นทุกข์ เพราะมีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปบีบคั้น และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์.

ชื่อว่าโดยความเป็นโรค เพราะจะต้องให้เป็นไปด้วยปัจจัย และเพราะเป็นมูลแห่งโรค.

ชื่อว่าโดยความเป็นดังหัวฝี เพราะประกอบด้วยโรคเสียดท้องโดยเป็นทุกข์ เพราะมีการไหลออกแห่งของไม่สะอาดคือกิเลส และเพราะขึ้นพองแก่รอบแตกไปด้วยความเกิดขึ้น ความเสื่อมโทรมและความแตกดับ.

ชื่อว่าโดยความเป็นดังลูกศร เพราะให้เกิดความบีบคั้น เพราะเจาะแทงภายในและเพราะมีภาวะที่นำออกได้ยาก.

ชื่อว่าโดยความเป็นของลำบาก เพราะเป็นภาวะที่น่าติเตียน เพราะไม่นำมาซึ่งความเจริญและเพราะเป็นที่ตั้งแห่งความชั่ว.

ชื่อว่าโดยความเป็นอาพาธ เพราะไม่ให้เกิดเสรีภาพและเพราะเป็นปทัฏฐานแห่งอาพาธ.

ชื่อว่าโดยความเป็นอย่างอื่น เพราะไม่มีอำนาจและเพราะความเป็นชื่อ.

ชื่อว่าโดยความเป็นของชำรุด เพราะชำรุดด้วยพยาธิชราและมรณะ.

ชื่อว่าโดยความเป็นเสนียด เพราะนำมาซึ่งความพินาศมิใช่น้อย.

ชื่อว่าโดยความเป็นอุบาทว์ เพราะนำมาซึ่งความฉิบหายมากมาย ซึ่งไม่มีใครรู้ได้และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งอันตรายทุกอย่าง.

ชื่อว่าโดยความเป็นภัย เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งภัยทั้งปวง และเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อหายใจเข้าอย่างยิ่ง กล่าวคือความสงบทุกข์.

ชื่อว่าโดยความเป็นอุปสรรค เพราะพัวพันด้วยความฉิบหายมิใช่น้อย เพราะเข้าไปดำรงไว้ซึ่งโทษ และเพราะไม่ควรแก่การอดกลั้น ดุจอุปสรรค.

ชื่อว่าโดยความเป็นของหวั่นไหว เพราะหวั่นไหวด้วยพยาธิ ชราและมรณะ และด้วยโลกธรรมมีลาภเป็นต้น.

ชื่อว่าโดยความเป็นของแตกพัง เพราะเข้าถึงความแตกพังเป็นปกติ ด้วยความเพียรและด้วยสิ่งที่มีรส.

ชื่อว่าโดยความเป็นของไม่ยั่งยืน เพราะทำความมั่นคงทั้งปวงให้ถึงความพินาศและเพราะไม่มีความมั่นคง.

ชื่อว่าโดยความเป็นของไม่มีที่ต้านทาน เพราะความไม่ต้านทานและเพราะไม่ได้ความปลอดภัย.

ชื่อว่าโดยความเป็นของไม่มีที่ซ่อนเร้น เพราะความเป็นของไม่ควรที่จะติดแน่นและเพราะไม่กระทำกิจซ่อนเร้นแม้ของผู้ที่ติดแน่น.

ชื่อว่าโดยความเป็นของไม่มีที่พึ่ง เพราะไม่มีความเป็นผู้กระทำที่พึ่งจากภัยแก่ผู้อาศัยทั้งหลาย.

ชื่อว่าโดยความเป็นของว่าง เพราะว่างจากอัตภาพที่ยั่งยืน งาม เป็นสุข ตามที่กำหนดไว้.

ชื่อว่าโดยความเป็นของเปล่า เพราะความเป็นของว่างนั่นเอง หรือเพราะเป็นของน้อย.

จริงอยู่ แม้ของน้อย ท่านก็เรียกว่า เปล่าในโลก.

ชื่อว่าโดยความเป็นของสูญ เพราะเว้นจากเจ้าของผู้อยู่อาศัย ผู้รู้ ผู้กระทำและผู้อธิษฐาน.

ชื่อว่าโดยความเป็นอนัตตา เพราะความที่ตนเองมิใช่เจ้าของเป็นต้น.

ชื่อว่าโดยความเป็นโทษ. เพราะมีทุกข์เป็นไป และเพราะความเป็นโทษของทุกข์อีกอย่างหนึ่ง.

ชื่อว่าอาทีนพ เพราะอรรถว่าพัดไปคือไป เป็นไปซึ่งเบื้องต้น, คำนี้เป็นชื่อของคนกำพร้า, แม้ขันธ์ทั้งหลายก็กำพร้าเหมือนกันโดยความเป็นโทษ เพราะเป็นเช่นกับโทษ.

ชื่อว่าโดยความเป็นของมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะมีปกติแปรปรวน ๒ อย่าง คือด้วยชราและมรณะ.

ชื่อว่าโดยความเป็นของไม่มีแก่นสาร เพราะทุพพลภาพ เหมือนกระพี้ และเพราะทำลายความสุข.

ชื่อว่าโดยความเป็นมูลแห่งความลำบาก เพราะเป็นเหตุแห่งความลำบาก.

ชื่อว่าโดยความเป็นดังเพชฌฆาต เพราะฆ่าความคุ้นเคยเหมือนศัตรูที่อยู่ต่อหน้าทำเป็นมิตร.

ชื่อว่าโดยความเป็นของปราศจากความเจริญ เพราะปราศจากความเจริญ และเพราะมีความเสื่อม.

ชื่อว่าโดยความเป็นของมีอาสวะ เพราะมีอาสวะเป็นปทัฏฐาน.

ชื่อว่าโดยความเป็นของอันเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เพราะเป็นของอันเหตุและปัจจัยทั้งหลายปรุงแต่งแล้ว.

ชื่อว่าโดยความเป็นเหยื่อมาร เพราะเป็นเหยื่อแห่งมัจจุมารและกิเลสมาร.

ชื่อว่าโดยความเป็นของมีชาติชราพยาธิและมรณะเป็นธรรมดา เพราะมีชาติ ชรา พยาธิและมรณะเป็นปกติ.

ชื่อว่าโดยความเป็นของมีโสกะ ปริเทวะและอุปายาสะเป็นธรรมดา เพราะเป็นเหตุแห่งโสกะ ปริเทวะและอุปายาสะ.

ชื่อว่าโดยความเป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา เพราะมีอารมณ์แห่งตัณหาทิฏฐิทุจริตและสังกิเลสทั้งหลายเป็นธรรมดา.

ชื่อว่าโดยความเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ เพราะความเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งอวิชชา กรรม ตัณหาและสฬายตนะ.

ชื่อว่าโดยความเป็นของดับไป เพราะไม่มีเหตุเกิดแห่งทุกข์เหล่านั้น.

ชื่อว่าโดยความเป็นของชวนให้แช่มชื่น เพราะความแช่มชื่นที่มีความหวานด้วยสามารถแห่งฉันทราคะในผัสสะ.

ชื่อว่าโดยความเป็นอาทีนพ เพราะความแปรปรวนแห่งผัสสะ.

ชื่อว่าโดยความเป็นนิสสรณะ เพราะการออกไปแห่งความแช่มชื่นและอาทีนพทั้งสอง, ปาฐะที่เหลือในบทว่า ติเรติ เหล่านี้ พึงเห็นในบทว่า ติเรติ ทุกบท.

บทว่า ปชหติ ความว่า นำออกจากสันดานของตน.

บทว่า วิโนเทติ ความว่า บรรเทา.

บทว่า พยนฺตีกโรติ ความว่า ทำให้สิ้นสุด.

บทว่า อนภาวงฺคเมติ ความว่า ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง.

ชื่อว่ามีมูลรากอันตัดขาดแล้ว เพราะอรรถว่ามูลรากที่สำเร็จด้วยตัณหาและอวิชชาของฉันทราคะเหล่านั้น ถูกตัดขาดแล้วด้วยศัสตราคืออริยมรรค.

ชื่อว่าทำให้ไม่มีที่ตั้งดุจตาลยอดด้วน เพราะอรรถว่าทำที่ตั้งแห่งฉันทราคะเหล่านั้น ราวกะว่าตาลยอดด้วน, เหมือนอย่างว่า ถอนต้นตาลขึ้นพร้อมทั้งรากแล้วทำประเทศนั้นเป็นเพียงที่ตั้งของต้นตาลนั้น ความเกิดขึ้นของต้นตาลนั้นย่อมไม่ปรากฏอีกฉันใด, ถอนรสมีรูปเป็นต้นพร้อมทั้งรากด้วยศัสตราคืออริยมรรค แล้วทำจิตสันดานเป็นเพียงที่ตั้งแห่งฉันทราคะเหล่านั้น โดยภาวะเดิมที่เกิดขึ้นแล้วในก่อน ฉันทราคะเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ท่านเรียกว่า ทำให้ไม่มีที่ตั้งดุจตาลยอดด้วนฉันนั้น

บทว่า ยสฺเสโส ได้แก่ ความติดใจนั้นของบุคคลใด.

บทว่า สมุจฺฉินฺโน ได้แก่ ตัดขาดแล้วโดยชอบ.

บทว่า วูปสนฺโต ได้แก่ สงบได้แล้วด้วยผล.

บทว่า ปฏิปสฺสทฺโธ ได้แก่ ระงับได้แล้วด้วยปฏิปัสสัทธิปหานะ.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านขยายบทด้วยอุปสรรค.

บทว่า อภพฺพุปฺปตฺติโก ได้แก่ ไม่ควรเพื่อจะเกิดขึ้นอีก.

บทว่า ญาณคฺคินา ทฑฺโฒ ได้แก่ เผาแล้วด้วยไฟคือมรรคญาณ.

อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า ละได้แล้วพร้อมด้วยวัตถุ เหมือนทิ้งไปพร้อมกับภาชนะที่ใส่ยาพิษ. ตัดพร้อมทั้งราก เหมือนตัดรากเถาวัลย์มีพิษ ดังนั้นจึงชื่อว่า ตัดขาดแล้ว, สงบได้แล้ว เหมือนราดน้ำดับถ่านไฟในเตา, ระงับได้แล้ว เหมือนหยาดน้ำที่ตกลง ในถ่านไฟที่ดับแล้ว, ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เหมือนพืชที่ถูกตัดเหตุเกิดของหน่อเสียแล้ว, เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เหมือนต้นไม้มีพิษถูกฟ้าผ่า ดังนี้.

บทว่า วีตเคโธ นี้ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการสละภาวะของตน.

บทว่า วิคตเคโธ นี้กล่าวด้วยสามารถแห่งการสละภาวะที่ยังมีอาลัยในอารมณ์.

บทว่า วนฺตเคโธ นี้กล่าวด้วยสามารถแสดงภาวะไม่ถือเอา.

บทว่า มุตฺตเคโธ นี้กล่าวด้วยสามารถแห่งการเปลื้องจากสันตติ.

บทว่า ปหีนเคโธ นี้กล่าวด้วยสามารถแสดงความไม่ตั้งมั่นในบางคราวของจิตที่พ้นแล้ว.

บทว่า ปฏินิสฺสฏฺฐเคโธ นี้กล่าวด้วยสามารถแสดงการสลัดออกซึ่งความติดใจที่เคยยึดถือไว้.

บทว่า วีตราโค วิคตราโค จตฺตราโค วนฺตราโค พึงประกอบโดยนัยที่กล่าวแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น ชื่อว่าเคธะ ด้วยสามารถแห่งความติดใจ, ชื่อว่าราคะ ด้วยสามารถแห่งความยินดี,

บทว่า นิจฺฉาโต ได้แก่ มีตัณหาออกแล้ว.

ปาฐะว่า นิจฺฉโท ก็มีความว่า เว้นจากหลังคาคือตัณหา.

บทว่า นิพฺพุโต ได้แก่ มีสภาวะดับแล้ว

บทว่า สีติภูโต ได้แก่ มีความเย็นเป็นสภาวะ.

บทว่า สุขปฏิสํเวที ได้แก่ มีสภาวะเสวยสุขทางกายและสุขทางใจ.

บทว่า พฺรหฺมภูเตน ได้แก่ มีสภาวะสูงสุด.

บทว่า อตฺตนา ได้แก่ จิต.

บทว่า กตตฺตา จ ได้แก่ เพราะทำกรรมชั่วด้วย.

บทว่า อกตตฺตา จ ได้แก่ เพราะไม่ทำกรรมดีด้วย.

บทว่า กตํ เม กายทุจฺจริตํ อกตํ เม กายสุจริตํ เป็นต้นกล่าวด้วยสามารถการไม่งดเว้นและการงดเว้นและการงดเว้นทางทวาร และด้วยสามารถกรรมบถ.

บทว่า สีเลสุมฺหิ น ปริปูริการี เป็นต้นกล่าวด้วยสามารถปาริสุทธิสีล ๔.

บทว่า ชาคริยมนนุยุตฺโต กล่าวด้วยสามารถชาครณธรรม ๕.

บทว่า สติสมฺปชญฺเญน กล่าวด้วยสามารถสาตถกสัมปชัญญะเป็นต้น.

โพธิปักขิยธรรมทั้งหลายมีบทว่า จตฺตาโร สติปฏฺฐานา เป็นต้นกล่าวด้วยสามารถโลกิยะและโลกุตตระ.

บททั้ง ๔ มีบทว่า ทุกฺขํ เม อปริญฺญาตํ เป็นต้นกล่าวด้วยสามารถอริยสัจพึงทราบดังนี้. บทเหล่านั้นมีเนื้อความปรากฏแล้ว เพราะมีนัยดังที่กล่าวไว้ในที่นั้นๆ.

บททั้ง ๗ ว่า ธีโร ปณฺฑิโต เป็นต้น มีเนื้อความได้กล่าวไว้แล้วเหมือนกัน.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ธีร ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวในทุกข์, ชื่อว่า ปณฺฑิต ด้วยอรรถว่าไม่ลอยไปในสุข, ชื่อว่า ปญฺญวา ด้วยอรรถว่าทำความสะสมประโยชน์ปัจจุบันและประโยชน์ข้างหน้า, ชื่อว่า พุทฺธิมา ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวในประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน, ชื่อว่า ญาณี ด้วยอรรถว่าลึกและตื้น และด้วยอรรถว่าไม่ถอยหลัง, ชื่อว่า วิภาวี ด้วยอรรถว่าแจ่ม แจ้งในอรรถที่ปกปิดลึกลับ, ชื่อว่า เมธาวี เพราะอรรถว่าเช่นกับตาชั่ง ด้วยอรรถว่าเซาะลงจนหมดกิเลส.

บทว่า น ลิมฺปติ ความว่า ไม่ติดในความเกิดของตน เหมือนรอยเขียนในอากาศ.

บทว่า น ปลิมฺปติ ความว่า ไม่ติดโดยพิเศษ.

บทว่า น อุปลิมฺปติ ความว่า แม้ประกอบก็ไม่ติด เหมือนรอยเขียนในฝ่ามือ.

บทว่า อลิตฺโต ความว่า แม้ประกอบก็ไม่เศร้าหมองเหมือนแก้วมณีที่วางไว้ในผ้าแคว้นกาสี.

บทว่า อสํลิตฺโต ความว่า ไม่เศร้าหมองเป็นพิเศษ เหมือนผ้าแคว้นกาสีที่พันไว้ที่แก้วมณี.

บทว่า อนูปลิตฺโต ความว่า แม้เข้าไปก็ไม่ติดแน่นเหมือนหยาดน้ำบนใบบัว.

บทว่า นิกฺขนโต ความว่า ออกไปภายนอก เหมือนหนีออกจากเรือนจำ

บทว่า นิสฺสฏฺโฐ ความว่า ละขาดแล้ว เหมือนผ้าเศร้าหมองที่อมิตรคลุมไว้.

บทว่า วิปฺปมุตฺโต ความว่า พันด้วยดี เหมือนยังความยินดีในวัตถุที่น่าถือเอาให้พินาศแล้วไม่มาอีก.

บทว่า วิสํยุตฺโต ความว่า ไม่ประกอบด้วยกิเลสทั้งหลาย โดยความเป็นอันเดียวกัน เหมือนคนไข้หายจากพยาธิฉะนั้น.

บทว่า วิมริยาทิกเตน เจตสา ความว่า มีจิตกระทำให้ปราศจากแดนกิเลส. อธิบายว่า มีจิตพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง โดยภพทั้งปวงโดยอารมณ์ทั้งปวง.

ก็ในคาถาว่า สญฺญํ ปริญฺญา เป็นต้น ความย่อดังต่อไปนี้

มิใช่ผัสสะแต่อย่างเดียวเท่านั้น ก็อีกอย่างหนึ่งแล มุนีกำหนดรู้สัญญาต่างด้วยกามสัญญาเป็นต้น แม้นามรูป โดยแนวแห่งสัญญาหรือโดยนัยที่กล่าวแล้วในก่อนนั่นแล ด้วยปริญญา ๓ พึงข้ามพ้นโอฆะทั้ง ๔ ด้วยปฏิปทานี้ ต่อนั้น มุนีนั้นข้ามโอฆะได้แล้ว ไม่เข้าไปติดในความยึดถือด้วยตัณหาและทิฏฐิ เพราะละกิเลสคือตัณหาและทิฏฐิได้ เป็นมุนีมีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ถอนลูกศรเสียแล้ว เพราะถอนลูกศรคือกิเลสมีราคะเป็นต้นได้แล้ว เป็นผู้ไม่ประมาทเที่ยวไป เพราะถึงความไพบูลย์แห่งสติ หรือเป็นผู้ไม่ประมาท เที่ยวไปในกาลเบื้องต้น เป็นผู้ถอนลูกศรได้ด้วยเที่ยวไปด้วยความไม่ประมาทนั้น ย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า ซึ่งต่างโดยอัตภาพของตนและของผู้อื่นเป็นต้น ย่อมปรินิพพานเพราะดับจริมจิตเสียได้โดยแท้ เหมือนไฟหมดเชื้อฉะนั้น.

พระสารีบุตรเถระวางระเบียบธรรมนั่นแล จบเทศนาด้วยยอดธรรมคือพระอรหัตต์ ด้วยประการฉะนี้ แต่มิได้ยังมรรคหรือผลให้เกิดขึ้นด้วยเทศนานี้ เพราะท่านแสดงแก่พระขีณาสพดังนี้แล.

ชื่อว่าสัญญา เพราะอรรถว่าจำอารมณ์ ชนิดสีเขียวเป็นต้นได้.

สัญญานั้นมีความจำได้เป็นลักษณะ, มีความรู้ยิ่งเฉพาะเป็นรส, ก็สัญญาที่เป็นไปในภูมิ ๔ ชื่อว่ามีความจำได้เป็นลักษณะ, สัญญาทั้งหมดมีความจำได้เป็นลักษณะทั้งนั้น. ก็สัญญาใดย่อมจำได้ด้วยความรู้ยิ่ง ในที่นี้ สัญญานั้นชื่อว่ามีความรู้ยิ่งเฉพาะเป็นรส. พึงทราบความเป็นไปของสัญญาที่มีความรู้ยิ่งเฉพาะเป็นรสนั้น ในเวลาที่ช่างไม้ทำเครื่องหมายไว้ที่ไม้จำไม้นั้นได้ด้วยเครื่องหมายนั้นอีก และในเวลาที่กำหนดเครื่องหมายมีไฝดำเป็นต้นของบุรุษ จำบุรุษนั้นได้ว่า ผู้นี้คือคนชื่อโน้น ด้วยเครื่องหมายนั้นอีก และในเวลาที่เจ้าหน้าที่ภัณฑาคาริกผู้ดูแลเครื่องประดับของพระราชา ผูกหนังสือชื่อที่เครื่องประดับนั้นๆ เมื่อมีรับสั่งว่า จงนำเครื่องประดับชื่อโน้นมา ก็จุดประทีปเข้าห้องที่แข็งแรง อ่านหนังสือแล้วนำเครื่องประดับนั้นๆ นั่นแลมาได้.

อีกนัยหนึ่ง สัญญามีความจำได้เป็นลักษณะ ด้วยสามารถรวบรวมทุกอย่างไว้ได้, มีการกระทำนิมิตซึ่งเป็นปัจจัยแห่งความจำได้อีกเป็นรส เหมือนช่างถากเป็นต้นทำเครื่องหมายไว้ที่ไม้เป็นต้น. มีการกระทำความยึดมั่นเป็นปัจจุปปัฏฐาน ด้วยสามารถนิมิตตามที่ยึดถือไว้ เหมือนคนตาบอดดูช้าง, หรือมีความตั้งอยู่ไม่นานเป็นปัจจุปปัฏฐาน เพราะมีความเป็นไปไม่หยั่งลงในอารมณ์ เหมือนฟ้าแลบ, มีอารมณ์ตามที่เข้าไปตั้งมั่นแล้วเป็นปทัฏฐาน เหมือนความจำว่าบุรุษ ของเหล่าลูกเนื้อน้อยๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่คนเลี้ยงหญ้าฉะนั้น.

ก็สัญญาใดสัมปยุตด้วยญาณในที่นี้ สัญญานั้นย่อมเป็นไปตามญาณนั่นแล ธรรมที่เหลือในปถพีที่เป็นไปกับด้วยสัมภาระเป็นต้น พึงทราบว่า เหมือนปฐพีเป็นต้น.

สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วยกาม ชื่อกามสัญญา, สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วยพยาบาท ชื่อพยาปาทสัญญา สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วยวิหิงสา ชื่อวิหิงสาสัญญา.

บรรดาสัญญาเหล่านั้นสัญญา ๒ ย่อมเกิดขึ้นทั้งในสัตว์ทั้งในสังขารทั้งหลาย, ก็กามสัญญาย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ตรึกถึงสัตว์หรือสังขารทั้งหลายซึ่งเป็นที่รักที่ชอบใจ, พยาปาทสัญญาเกิดขึ้นตั้งแต่เวลาโกรธแลดูสัตว์หรือสังขารทั้งหลายซึ่งไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจ จนถึงพินาศไป, วิหิงสาสัญญาไม่เกิดขึ้นในสังขารทั้งหลาย ด้วยว่าสังขารที่ชื่อว่าให้ถึงทุกข์ไม่มี แต่เกิดขึ้นในสัตว์ทั้งหลาย ในเวลาคิดว่าสัตว์เหล่านี้จงฆ่ากัน จงขาดสูญ จงพินาศหรืออย่าได้มี ดังนี้, สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วยเนกขัมมะ ชื่อเนกขัมมสัญญา เนกขัมมสัญญานั้นเป็นกามาวจรในกาลเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งอสุภ เป็นรูปาวจรในอสุภฌาน, เป็นโลกุตตระในกาลที่มรรคผลเกิดขึ้นเพราะทำฌานนั้นให้เป็นบาท.

สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วยอัพยาบาท ชื่ออัพยาปาทสัญญา. อัพยาปาทสัญญานั้นเป็นกามาวจรในกาลเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา เป็นรูปาวจรในเมตตาฌาน, เป็นโลกุตตระในกาลที่มรรคผลเกิดขึ้น เพราะทำฌานนั้นให้เป็นบาท.

สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วยอวิหิงสา ชื่ออวิหิงสาสัญญา. อวิหิงสาสัญญานั้นเป็นกามาวจรในกาลเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งกรุณา เป็นรูปาวจรในกรุณาฌาน เป็นโลกุตตระในกาลที่มรรคผลเกิดขึ้น เพราะทำฌานนั้นให้เป็นบาท.

ในกาลใด อโลภะเป็นข้อสำคัญ ในกาลนั้น สัญญา ๒ เหล่านี้ย่อมไปตามอโลภะนั้น, ในกาลใดเมตตาเป็นข้อสำคัญ ในกาลนั้นสัญญา ๒ เหล่านี้ย่อมไปตามเมตตานั้น, ในกาลใดกรุณาเป็นข้อสำคัญในกาลนั้น สัญญา ๒ เหล่านี้ย่อมไปตามกรุณานั้นแล.

สัญญาที่เกิดขึ้นปรารภรูปารมณ์ ชื่อรูปสัญญา. แม้ในสัททสัญญาเป็นต้นก็นัยนี้แหละ. คำนี้เป็นชื่อของสัญญานั้นแหละโดยอารมณ์ แม้วัตถุที่เกิดแต่จักขุสัมผัสเป็นต้น ย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วทีเดียว เพราะได้กล่าวอารมณ์ทั้งหลายไว้แล้ว.

บทว่า ยา เอวรูปา สญฺญา ความว่า พึงทราบสัญญามีอาทิอย่างนี้ว่า สัญญาเกิดแต่ปฏิฆสัมผัส สัญญาเกิดแต่อธิวจนสัมผัสแม้อื่นๆ.

บรรดาบทเหล่านั้น.บทว่า อธิวจนสมฺผสฺสชา สญฺญา ได้แก่ สัญญาที่เป็นไปทางทวาร ๖ โดยปริยายนั่นเอง, ก็อรูปขันธ์ ๓ ที่เป็นไปข้างหลังเอง ย่อมได้ชื่อว่าอธิวจนสัมผัสสชาสัญญา เพราะสหชาตสัญญาของตน.

แต่โดยตรง สัญญาที่เป็นไปทางทวาร ๕ ชื่อปฏิฆสัมผัสสชาสัญญา. สัญญาที่เป็นไปทางมโนทวาร ชื่ออธิวจนสัมผัสสชาสัญญา. สัญญาเหล่านี้พึงทราบว่า ท่านกำหนดเป็นอดิเรกสัญญา.

บทว่า สญฺญา ได้แก่ สภาวนาม.

บทว่า สญฺชานนา ได้แก่ อาการที่รู้พร้อม.

บทว่า สญฺชานิตตฺตํ ได้แก่ ความเป็นคือความรู้พร้อม.

บทว่า อวิชฺโชฆํ ความว่า กายทุจริตเป็นต้น ชื่อว่าไม่พึงประสบ ด้วยอรรถว่าไม่ควรบำเพ็ญ. อธิบายว่า ไม่พึงได้. กายทุจริตเป็นต้นนั้น ชื่อว่าอวิชชา เพราะอรรถว่าประสบสิ่งที่ไม่พึงประสบ.

กายสุจริตเป็นต้น ชื่อว่าพึงประสบโดยตรงกันข้ามกับกายทุจริตเป็นต้นนั้น.

กายสุจริตเป็นต้นนั้น ชื่อว่าอวิชชา เพราะอรรถว่าไม่ประสบสิ่งที่พึงประสบ.

ชื่อว่าอวิชชา เพราะอรรถว่ากระทำอรรถว่ากองแห่งขันธ์ทั้งหลาย, อรรถว่าที่ต่อแห่งอายตนะทั้งหลาย, อรรถว่าสูญแห่งธาตุทั้งหลาย อรรถว่าเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย, อรรถว่าแท้แห่งสัจจะทั้งหลาย ใช้ไม่รู้แล้ว.

ชื่อว่าอวิชชา เพราะอรรถว่ากระทำเนื้อความ ๔ อย่างที่กล่าวแล้วด้วยสามารถบีบคั้นทุกข์เป็นต้น ให้ไม่รู้แล้ว.

ชื่อว่าอวิชชา เพราะอรรถว่ายังสัตว์ทั้งหลายให้แล่นไปในกำเนิด คติ ภพ วิญญาณฐิติและสัตตาวาสทั้งหลาย ในสงสารอันไม่มีที่สุด.

ชื่อว่าอวิชชา เพราะอรรถว่า แล่นไปในสตรีและบุรุษเป็นต้นซึ่งไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ ไม่แล่นไปในขันธ์เป็นต้นซึ่งมีอยู่.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอวิชชา เพราะปกปิดธรรมทั้งหลายที่อาศัยวัตถุและอารมณ์แห่งจักขุวิญญาณเป็นต้นเกิดขึ้นก็มี. ซึ่งอวิชชาโอฆะนั้น พึงข้ามขึ้นด้วยสามารถกาโมฆะ พึงข้ามพ้นด้วยสามารถภโวฆะ, พึงล่วงเลยด้วยสามารถทิฏโฐฆะ, พึงก้าวล่วงด้วยสามารถอวิชโชฆะ.

อีกอย่างหนึ่ง พึงข้ามขึ้นด้วยสามารถละด้วยโสดาปัตติมรรค, พึงข้ามพ้นด้วยสามารถละด้วยสกทาคามิมรรค, พึงล่วงเลยด้วยสามารถละด้วยอนาคามิมรรค, พึงก้าวล่วงด้วยสามารถละด้วยอรหัตตมรรค.

อีกอย่างหนึ่ง บท ๕ บทมีบทว่า ตเรยฺย เป็นต้น พึงประกอบด้วยปหานะมีตทังคปหานะเป็นต้น อาจารย์บางพวกกล่าวไว้ดังนี้.

พระสารีบุตรเถระครั้นกล่าวว่า ญาณ เรียกว่าโมนะ ดังนี้แล้ว เพื่อจะแสดงญาณนั้นโดยประเภท จึงกล่าวว่า ยา ปญฺญา ปชานนา เป็นต้น.

เว้นนัยที่กล่าวแล้วนั้นนั่นเอง พึงทราบบทว่า อโมโห ธมฺมวิจโย ดังต่อไปนี้.

อโมหะความไม่หลง เป็นปฏิปักษ์ต่อการไม่เจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย คือเป็นเหตุให้เจริญ. บุคคลมีความไม่หลง ย่อมถือเอาไม่วิปริตจากการถือเอาวิปริตของคนหลง. บุคคลทรงจำความแน่นอนโดยเป็นความแน่นอน ย่อมเป็นไปในสภาวะที่เป็นจริง ด้วยความไม่หลง. ก็คนหลงย่อมถือเอาความจริงว่าไม่จริง และความไม่จริงว่าจริง ย่อมมีทุกข์เพราะไม่ได้สิ่งที่ปรารถนา ด้วยประการนั้น.

คนไม่หลงย่อมไม่มีมรณทุกข์ เพราะเกิดแต่การพิจารณามีอาทิอย่างนี้ว่า จะได้ความทุกข์นั้นแต่ไหนในที่นี้. ก็ความตายด้วยความลุ่มหลงเป็นทุกข์ และความตายด้วยความลุ่มหลงนั้น ไม่มีแก่คนไม่หลง. บรรพชิตทั้งหลายย่อมอยู่ร่วมกันเป็นสุข ไม่บังเกิดในกำเนิดเดียรฉาน.

ก็คนที่ลุ่มหลงเป็นนิจย่อมเข้าถึงกำเนิดเดียรฉานด้วยความหลง. และความไม่หลงเป็นปฏิปักษ์ต่อความหลง. กระทำให้ไม่มีความเป็นกลาง ด้วยอำนาจความหลง. อวิหิงสาสัญญา ธาตุสัญญา การปฏิบัติมัชฌิมาปฏิปทา การทำลาย ๒ คัณฐะหลัง ย่อมมีด้วยความไม่หลง. สติปัฏฐาน ๒ ข้อหลังย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพของความไม่หลงนั้นแล.

ความไม่หลงเป็นปัจจัยให้เป็นผู้มีอายุยืน. ด้วยว่าคนผู้ไม่หลง รู้ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ เว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เสพเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ ย่อมมีอายุยืน ไม่เสื่อมจากอรรถสมบัติ. ก็คนผู้ไม่หลงเมื่อกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนนั่นแล ย่อมยังตนให้ถึงพร้อมด้วยความไม่หลง ย่อมเป็นปัจจัยแห่งการอยู่อย่างประเสริฐ เป็นผู้ดับในฝ่ายที่เป็นกลาง

คนไม่หลงย่อมเห็นอนัตตาด้วยความไม่หลง เพราะไม่มีความสงสัยทั้งปวง. ก็คนไม่หลงเป็นคนฉลาดถือเอาความแน่นอน ย่อมรู้ขันธปัญจกซึ่งไม่ใช่ผู้นำ โดยความไม่ใช่ผู้นำ เหมือนอย่างว่า เห็นอนัตตาเพราะความไม่หลงฉันใด ความไม่หลงเพราะเห็นอนัตตาฉันนั้น. ก็ใครแลรู้ความว่างเปล่าแห่งอัตตาแล้วจะพึงถึงความลุ่มหลงอีกแล.

บทว่า เตน ญาเณน สมนฺนาคโต ความว่า พระเสขะเป็นต้นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยญาณมีประการดังกล่าวแล้วนั้น ชื่อว่ามุนี.

บทว่า โมนปฺปตฺโต ความว่า ถึงแล้วซึ่งความเป็นมุนี ด้วยญาณที่ได้เฉพาะแล้ว.

บทว่า ตีณิ เป็นบทกำหนดจำนวน.

บทว่า โมเนยฺยานิ ได้แก่ ธรรมคือข้อปฏิบัติที่กระทำความเป็นมุนี คือกระทำให้เป็นมุนี,

ในบทว่า กายโมเนยฺยํ เป็นต้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

ข้อที่พึงบัญญัติด้วยสามารถแห่งกายวิญญัตติและรูปกาย ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางกาย. ข้อที่พึงบัญญัติด้วยสามารถแห่งวจีวิญญัตติและสัททวาจา ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางวาจา. ข้อที่พึงบัญญัติด้วยสามารถแห่งจิตที่เป็นไปในมโนทวารเป็นต้น ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางใจ

บทว่า ติวิธกายทุจฺจริตานํ ปหานํ ได้แก่ การละความประพฤติชั่วที่เป็นไปทางกาย ๓ อย่าง มีปาณาติบาตเป็นต้น.

บทว่า กายสุจริตํ ได้แก่ ความประพฤติดีที่เป็นไปทางกาย.

บทว่า กายารมฺมเณ ญาณํ ได้แก่ ญาณในธรรมที่มีกายเป็นอารมณ์ ที่ทำกายให้เป็นอารมณ์เป็นไปด้วยสามารถแห่งอนิจจังเป็นต้น.

บทว่า กายปริญฺญา ได้แก่ ญาณที่เป็นไปด้วยสามารถรู้กาย ด้วยญาตปริญญา ตีรณปริญญา และปหานปริญญา.

บทว่า ปริญฺญาสหคโต มคฺโค ได้แก่ มรรคที่พิจารณากายภายในให้เกิดขึ้น ชื่อว่าสหรคตด้วยปริญญา.

บทว่า กาเย ฉนฺทราคสฺส ปหานํ ได้แก่ การละฉันทราคะคือตัณหาในกาย.

บทว่า กายสงฺขารนิโรโธ ได้แก่ ความดับคือการปิดลมหายใจเข้าและลมหายใจออก, คือการเข้าสมาบัติ. คือจตุตถฌาน.

บทว่า วจีสงฺขารนิโรโธ ได้แก่ ความดับ คือการปิดวิตกวิจาร, คือการเข้าสมาบัติ. คือทุติยฌาน.

บทว่า จิตฺตสงฺขารนิโรโธ ได้แก่ ความดับ คือการกั้นสัญญาและเวทนา คือการเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ.

ในบทว่า กายมุนึ เป็นต้น ในคาถาแรกมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

ชื่อว่าผู้เป็นมุนีทางกาย ด้วยสามารถละกายทุจริตได้, ชื่อว่าผู้เป็นมุนีทางวาจา ด้วยสามารถละวจีทุจริตได้, ชื่อว่าผู้เป็นมุนีทางใจ ด้วยสามารถละมโนทุจริตได้, ชื่อว่าผู้เป็นมุนีทางใจผู้หาอาสวะมิได้ ด้วยสามารถละอกุศลทั้งปวงได้.

บทว่า โมเนยฺยสมฺปนฺนํ ความว่า ชื่อว่าผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนี เพราะรู้สิ่งที่ควรรู้แล้วตั้งอยู่ในผล.

บทว่า อาหุสพฺพปฺปหายินํ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า เป็นผู้ละกิเลสทั้งปวงเพราะละกิเลสทั้งปวงตั้งอยู่.

ในคาถาที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า นินฺหาตปาปกํ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่าเป็นผู้มีบาปอันล้างเสียแล้ว เพราะเป็นผู้ล้างคือชำระบาปทั้งปวงที่เกิดขึ้นในอายตนะแม้ทั้งปวง กล่าวคือภายในและภายนอกด้วยสามารถอารมณ์ภายในและภายนอก ด้วยมรรคญาณตั้งอยู่แล้ว

พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

มุนีผู้อยู่ครองเรือน ชื่ออคารมุนี, มุนีผู้เข้าบรรพชา ชื่ออนาคารมุนี, พระเสขะ ๗ ชื่อเสขมุนี, พระอรหันต์ทั้งหลาย ชื่ออเสขมุนี, พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อปัจเจกมุนี, พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อมุนิมุนี.

พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า กตเม อคารมุนิโน อีกด้วยสามารถแห่งการถามเพื่อใคร่จะตอบ.

บทว่า อคาริกา ได้แก่ ผู้ขวนขวายในการงานของผู้ครองเรือนมีกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น.

บทว่า ทิฏฺฐปทา ได้แก่ ผู้มีนิพพานอันเห็นแล้ว.

บทว่า วิญฺญาตสาสนา ความว่า ชื่อว่ามีคำสอนอันรู้แจ้งแล้ว เพราะอรรถว่ามีคำสอนคือไตรสิกขาอันรู้แจ้งแล้ว.

บทว่า อนาคารา ความว่า บรรพชิตทั้งหลาย ท่านเรียกว่าอนาคารมุนี เพราะอรรถว่าไม่มีการงานของผู้ครองเรือนมีกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น.

บทว่า สตฺต เสกฺขา ความว่า ชื่อว่าเสขมุนี เพราะอรรถว่าพระอริยบุคคล ๗ มีพระโสดาบันเป็นต้น ยังศึกษาในไตรสิกขา.

พระอรหันต์ทั้งหลาย ชื่อว่าอเสขมุนี เพราะอรรถว่าไม่ต้องศึกษา. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าปัจเจกมุนี เพราะอรรถว่าแต่ละองค์นั่นแลไม่มีครูอาจารย์ อาศัยการณ์นั้นๆ ตรัสรู้อริยสัจ ๔.

ในบทว่า มุนิมุนิโน วุจฺจนฺติ ตถาคตา นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต ด้วยเหตุ ๘ ประการคือ : -

๑. เพราะเสด็จมาอย่างนั้น.

๒. เพราะเสด็จไปอย่างนั้น

๓. เพราะเสด็จมาสู่ลักษณะที่แท้

๔. เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้จริง ตามที่เป็นจริง

๕. เพราะทรงเห็นอารมณ์ที่แท้จริง

๖. เพราะมีพระวาจาที่แท้จริง

๗. เพราะทรงกระทำเองและให้ผู้อื่นกระทำ

๘. เพราะทรงครอบงำ.

ตถาคตในอรรถว่าเสด็จมาอย่างนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาอย่างนั้น เป็นอย่างไร?

เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ทรงขวนขวายเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวงเสด็จมาแล้ว.

ท่านอธิบายไว้อย่างไร?

พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อนๆ เสด็จมาด้วยอภินิหารใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลายก็เสด็จมาด้วยอภินิหารนั้นเหมือนกัน.

อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อนๆ ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ คือบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ กล่าวคือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตาและอุเบกขา. ทรงบริจาคมหาบริจาค ๕ ประการ คือ บริจาคอวัยวะ บริจาคนัยน์ตา บริจาคทรัพย์ บริจาคราชสมบัติและบริจาคบุตรภริยา. ทรงบำเพ็ญบุพประโยค บุพจริยา การแสดงธรรมและญาตัตถจริยาเป็นต้น ทรงถึงที่สุดแห่งพุทธจริยาเสด็จมาแล้วอย่างใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลายก็เสด็จมาเหมือนอย่างนั้น.

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อนๆ ทรงเจริญเพิ่มพูนสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ เสด็จมาแล้วอย่างใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลายก็เสด็จมาเหมือนอย่างนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาอย่างนั้นเป็นอย่างนี้.

พระมุนีทั้งหลายมีพระทีปังกรพุทธเจ้าเป็นต้น เสด็จมาสู่ความเป็นพระสัพพัญญูในโลกนี้อย่างใด แม้พระศากยมุนีนี้ก็เสด็จมาเหมือนอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีจักษุจึงทรงพระนามว่า ตถาคต ดังนี้.

ตถาคตในอรรถว่าเสด็จไปอย่างนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปอย่างนั้นเป็นอย่างไร? เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อนๆ ประสูติในบัดเดี๋ยวนั้นก็เสด็จไป.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้นเสด็จไปอย่างไร?

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้นประสูติในบัดเดี๋ยวนั้นเอง ประทับยืนบนปฐพีด้วยพระยุคลบาทอันเสมอกัน บ่ายพระพักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เสด็จไปโดยย่างพระบาท ๗ ก้าว ดังพระบาลีที่ตรัสไว้ว่า :-

ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์ประสูติบัดเดี๋ยวนั้น ก็ประทับยืนด้วยพระยุคลบาทอันเสมอกัน บ่ายพระพักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เสด็จไปโดยย่างพระบาท ๗ ก้าว. เมื่อท้าวมหาพรหมกั้นพระเศวตฉัตร ทรงเหลียวดูทั่วทิศ ทรงเปล่งอาสภิวาจาว่า เราเป็นผู้เลิศในโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย, บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีต่อไป ดังนี้.

และการเสด็จไปของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นก็เป็นอาการอันแท้ ไม่แปรผัน ด้วยความเป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุคุณวิเศษหลายประการคือ ข้อที่พระองค์ประสูติในบัดเดี๋ยวนั้นเอง ก็ได้ประทับยืนด้วยพระยุคลบาทอันเสมอกัน นี้เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อิทธิบาท ๔ ของพระองค์.

อนึ่ง ความที่พระองค์บ่ายพระพักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เป็นบุพนิมิตแห่งความเป็นโลกุตตรธรรมทั้งปวง, การย่างพระบาท ๗ ก้าว เป็นบุพนิมิตแห่งการได้รัตนะ คือโพชฌงค์ ๗ ประการ.

อนึ่ง การยกพัดจามรขึ้นที่กล่าวไว้ในคำนี้ว่า พัดจามรทั้งหลายมีด้ามทอง ก็โบกสะบัดนี้เป็นบุพนิมิตแห่งการย่ำยีเดียรถีย์ทั้งปวง. การกั้นพระเศวตฉัตรเป็นบุพนิมิตแห่งการได้เศวตฉัตรอันบริสุทธิ์ประเสริฐ คือพระอรหัตตวิมุตติธรรม, การทอดพระเนตรเหลียวดูทั่วทิศ เป็นบุพนิมิตแห่งการได้พระอนาวรณญาณคือความเป็นพระสัพพัญญู, การเปล่งอาสภิวาจาเป็นบุพนิมิตแห่งการประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ อันใครๆ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ก็เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น. และการเสด็จไปของพระองค์นั้น ก็ได้เป็นอาการอันแท้ ไม่แปรผันด้วยความเป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุคุณวิเศษเหล่านั้นแล.

ด้วยเหตุนี้ พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า :-

พระควัมบดีโคดมนั้นประสูติแล้วในบัดเดี๋ยวนั้น

ก็ทรงสัมผัสพื้นดินด้วยพระยุคลบาทสม่ำเสมอ เสด็จ

ย่างพระบาทไปได้ ๗ ก้าว และฝูงเทพยดาเจ้าก็กาง

กั้นเศวตฉัตร พระโคดมนั้นครั้นเสด็จไปได้ ๗ ก้าว

ก็ทอดพระเนตรไปรอบทิศเสมอกัน ทรงเปล่งพระสุร-

เสียงประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ปานดังราชสีห์ยืน

อยู่บนยอดบรรพตฉะนั้น ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปอย่างนั้นเป็นอย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อนๆ เสด็จไปแล้วฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้พระองค์นี้ก็เหมือนกันฉันนั้นนั่นเทียว ทรงละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะเสด็จไปแล้ว ฯลฯ ทรงละนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ทรงละนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสสนา ฯลฯ ทรงละกิเลสทั้งหมดได้ด้วยอรหัตตมรรค เสด็จไปแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปอย่างนั้น แม้เป็นอย่างนี้.

ตถาคตในอรรถว่าเสด็จมาสู่ลักษณะที่แท้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาสู่ลักษณะที่แท้ เป็นอย่างไร?

ปถวีธาตุมีความเข้มแข็งแท้ไม่แปรผันเป็นลักษณะ, อาโปธาตุมีการไหลเป็นลักษณะ, เตโชธาตุมีความร้อนเป็นลักษณะ, วาโยธาตุมีความเคร่งตึงเป็นลักษณะ, อากาศธาตุมีการสัมผัสได้เป็นลักษณะ, วิญญาณธาตุมีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ, รูปมีการสลายแปรปรวนเป็นลักษณะ.

เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ, สัญญามีการจำอารมณ์เป็นลักษณะ, สังขารมีการปรุงแต่งอารมณ์เป็นลักษณะ, วิญญาณมีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ.

วิตกมีการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์เป็นลักษณะ, วิจารมีการตามเคล้าอารมณ์เป็นลักษณะ, ปีติมีการแผ่ไปเป็นลักษณะ, สุขมีความยินดีเป็นลักษณะ, เอกัคคตาจิตมีการไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ, สัทธินทรีย์มีการน้อมใจเชื่อเป็นลักษณะ, วิริยินทรีย์มีการประคองเป็นลักษณะ, สตินทรีย์ มีการบำรุงเป็นลักษณะ, สมาธินทรีย์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ, ปัญญินทรีย์มีการรู้อารมณ์ต่างๆ เป็นลักษณะ.

สัทธาพละมีการไม่หวั่นไหวในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความไม่เชื่อเป็นลักษณะ, วีริยพละมีการไม่หวั่นไหวในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้านเป็นลักษณะ, สติพละมีการไม่หวั่นไหวในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมีสติฟั่นเฟือน เป็นลักษณะ, สมาธิพละมีการไม่หวั่นไหวในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ. ปัญญาพละมีการไม่หวั่นไหวในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งอวิชชาเป็นลักษณะ.

สติสัมโพชฌงค์มีอุปัฏฐานะ การบำรุงเป็นลักษณะ, ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีปวิจยะ การเลือกเฟ้นเป็นลักษณะ, วิริยสัมโพชฌงค์มีปัคคหะ การประคองเป็นลักษณะ, ปีติสัมโพชฌงค์มีผรณะ การแผ่ไปเป็นลักษณะ, ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีอุปสมะ ความสงบเป็นลักษณะ, สมาธิสัมโพชฌงค์มีอวิกเขปะ ความไม่ซัดส่ายเป็นลักษณะ, อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีปฏิสังขาการ เพ่งเฉพาะเป็นลักษณะ.

สัมมาทิฏฐิมีการเห็นเป็นลักษณะ, สัมมาสังกัปปะมีการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์เป็นลักษณะ, สัมมาวาจามีการกำหนดยึดถือเป็นลักษณะ, สัมมากัมมันตะมีการตั้งขึ้นเป็นลักษณะ, สัมมาอาชีวะมีความผ่องแผ้วเป็นลักษณะ, สัมมาวายามะมีการประคองเป็นลักษณะ, สัมมาสติมีการบำรุงเป็นลักษณะ, สัมมาสมาธิมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ.

อวิชชามีความไม่รู้เป็นลักษณะ, สังขารมีความตั้งใจเป็นลักษณะ, วิญญาณมีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ, นามมีการน้อมไปสู่อารมณ์เป็นลักษณะ, รูปมีการสลายแปรปรวนเป็นลักษณะ, สฬายตนะมีการสืบต่อเป็นลักษณะ, ผัสสะมีการกระทบอารมณ์เป็นลักษณะ, เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ, ตัณหามีความเป็นเหตุเป็นลักษณะ, อุปาทานมีการยึดมั่นเป็นลักษณะ, ภพมีความเพิ่มพูนเป็นลักษณะ, ชาติมีความบังเกิดขึ้นเป็นลักษณะ, ชรามีความทรุดโทรมเป็นลักษณะ, มรณะมีการเคลื่อนย้ายจากภพที่ปรากฏอยู่เป็นลักษณะ,

ธาตุมีความว่างเปล่าเป็นลักษณะ, อายตนะมีการสืบต่อเป็นลักษณะ,

สติปัฏฐานมีการบำรุงเป็นลักษณะ, สัมมัปปธานมีการเริ่มตั้งเป็นลักษณะ, อิทธิบาทมีความสำเร็จเป็นลักษณะ, อินทรีย์มีความเป็นใหญ่ยิ่งเป็นลักษณะ. พละมีความไม่หวั่นไหวเป็นลักษณะ, โพชฌงค์มีการนำออกจากทุกข์เป็นลักษณะ, มรรคมีการเป็นเหตุเป็นลักษณะ, สัจจะมีความแท้เป็นลักษณะ, สมถะมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ, วิปัสสนามีการตามพิจารณาเห็นเป็นลักษณะ, สมถะและวิปัสสนามีรสเป็นหนึ่งเป็นลักษณะ, ธรรมที่ขนานคู่กันมีการไม่ครอบงำเป็นลักษณะ, ศีลวิสุทธิมีการสำรวมเป็นลักษณะ, จิตตวิสุทธิมีความไม่ซัดส่ายเป็นลักษณะ, ทิฏฐิวิสุทธิมีการเห็นเป็นลักษณะ, ขยญาณมีการตัดได้เด็ดขาดเป็นลักษณะ, อนุปปาทญาณมีการระงับเป็นลักษณะ,

ฉันทะมีมูลเป็นลักษณะ, มนสิการมีการตั้งขึ้นเป็นลักษณะ, ผัสสะมีการประชุมเป็นลักษณะ, เวทนามีการซ่านไปในอารมณ์เป็นลักษณะ, สมาธิมีความประชุมเป็นลักษณะ, สติมีความเป็นใหญ่เป็นลักษณะ, ปัญญามีความยอดเยี่ยมกว่านั้นเป็นลักษณะ, วิมุตติมีสาระเป็นลักษณะ, พระนิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะมีปริโยสานเป็นลักษณะ, ซึ่งแต่ละอย่างเป็นลักษณะที่แท้ไม่แปรผัน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาสู่ลักษณะที่แท้ด้วยพระญาณคติ คือทรงบรรลุ ทรงบรรลุโดยลำดับ ไม่ผิดพลาดอย่างนี้ เหตุนั้น จึงทรงพระนามว่า ตถาคต.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าตถาคต เพราะเสด็จมาสู่ลักษณะที่แท้ เป็นอย่างนี้.

ตถาคตในอรรถว่าตรัสรู้ธรรมที่แท้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้จริง ตามที่เป็นจริง เป็นอย่างไร?

อริยสัจ ๔ ชื่อว่าธรรมที่แท้จริง. อย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้ เป็นธรรมที่แท้ ไม่แปรผัน ไม่กลายเป็นอย่าง อื่น. อริยสัจ ๔ อะไรบ้าง? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ว่านี้ทุกข์ ดังนี้ เป็นธรรมที่แท้ ไม่แปรผัน ไม่กลายเป็นอย่างอื่น.

พึงทราบความพิสดารต่อไป. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ๔ เหล่านั้น เหตุนั้นจึงได้รับพระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้.

ก็ คต ศัพท์ในที่นี้มีเนื้อความว่า ตรัสรู้.

อีกอย่างหนึ่ง สภาวะที่ชราและมรณะเกิดและประชุมขึ้น เพราะมีชาติเป็นปัจจัย เป็นสภาวะที่แท้ ไม่แปรผัน ไม่กลายเป็นอย่างอื่น. ฯลฯ สภาวะที่สังขารทั้งหลายเกิดและประชุมขึ้นเพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย เป็นสภาวะที่แท้ ไม่แปรผัน ไม่กลายเป็นอย่างอื่น, สภาวะที่อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย ฯลฯ สภาวะที่ชาติเป็นปัจจัยแก่ชราและมรณะ เป็นสภาวะที่แท้ ไม่แปรผัน ไม่กลายเป็นอย่างอื่น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ธรรมที่แท้นั้นทั้งหมด แม้เพราะเหตุนั้น จึงได้รับพระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้จริง ตามที่เป็นจริง เป็นอย่างนี้.

ตถาคตในอรรถว่าทรงเห็นอารมณ์ที่แท้จริง

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงเห็นอารมณ์ที่แท้จริง เป็นอย่างไร?

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ทรงเห็นโดยประการทั้งปวงซึ่งอารมณ์อันชื่อว่ารูปารมณ์ ที่มาปรากฏทางจักขุทวารของหมู่สัตว์พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ในโลกนี้กับเทวโลก คือของสัตว์ทั้งหลายอันหาประมาณมิได้. และอารมณ์นั้นอันพระองค์ผู้ทรงรู้ทรงเห็นอยู่อย่างนี้ ทรงจำแนกด้วยสามารถอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์เป็นต้น หรือด้วยสามารถบทที่ได้ในอารมณ์ที่ได้เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้ทราบและที่ได้รู้ ๑๓ วาระบ้าง ๕๒ นัยบ้าง มีชื่อมากมายโดยนัยเป็นต้นว่า รูป คือรูปายตนะ เป็นไฉน? คือรูปใดอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นแสงสี เป็นรูปที่เห็นได้ เป็นรูปที่กระทบได้ เป็นรูปสีเขียว เป็นรูปสีเหลือง ดังนี้ ย่อมเป็นอารมณ์ที่แท้จริงอย่างเดียว ไม่มีแปรผัน,

แม้ในอารมณ์มีเสียงเป็นต้น ที่มาปรากฏแม้ทางโสตทวารเป็นต้นก็นัยนี้.

ข้อนี้สมด้วยพระบาลีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อารมณ์ใดที่โลกพร้อมทั้งเทวดา พร้อมทั้งมาร พร้อมทั้งพรหม พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ได้เห็น ได้ยิน ได้ทราบ ได้รู้ ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ค้นคว้าแล้วด้วยใจ เราย่อมรู้ซึ่งอารมณ์นั้น รู้ยิ่งแล้วซึ่งอารมณ์นั้น อารมณ์นั้นตถาคตทราบแล้ว ปรากฏแล้วแก่ตถาคตดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงเห็นอารมณ์ที่แท้จริง เป็นอย่างนี้.

พึงทราบความสำเร็จ บทว่า ตถาคต มีเนื้อความว่า ทรงเห็นอารมณ์ที่แท้จริงนั้น.

ตถาคตในอรรถว่ามีพระวาจาที่แท้จริง

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะมีพระวาจาที่แท้จริง เป็นอย่างไร?

ตลอดราตรีใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอปราชิตบัลลังก์ ณ โพธิมณฑลสถาน ทรงย่ำยีมารทั้ง ๔ แล้วตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และตลอดราตรีใดที่พระองค์เสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระหว่างไม้สาละทั้งคู่ ในระหว่างนี้ คือในกาลประมาณ ๔๕ พรรษา พระวาจาใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในปฐมโพธิกาลก็ดี ในมัชฌิมโพธิกาลก็ดี ในปัจฉิมโพธิกาลก็ดี คือสุตตะ เคยยะ ฯลฯ เวทัลละ.

พระวาจานั้นทั้งหมดอันใครๆ ติเตียนไม่ได้ ไม่ขาด ไม่เกิน โดยอรรถะและโดยพยัญชนะ บริบูรณ์โดยอาการทั้งปวง บรรเทาความเมา คือ ราคะ โทสะ โมหะ, ในพระวาจานั้นไม่มีความพลั้งพลาดแม้เพียงปลายขนทราย พระวาจานั้นทั้งหมด ย่อมแท้จริงอย่างเดียว ไม่ผันแปร ไม่กลายเป็นอย่างอื่น ดุจประทับไว้ด้วยตราอันเดียวกัน ดุจตวงไว้ด้วยทะนานใบเดียวกัน และดุจชั่งไว้ด้วยตาชั่งอันเดียวกัน.

ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า : -

ดูก่อนจุนทะ ตลอดราตรีใดที่ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และตลอดราตรีใดที่ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระหว่างนี้ คำใดที่ตถาคตกล่าว พูด แสดง คำนั้นทั้งหมดย่อมเป็นคำแท้อย่างเดียวไม่เป็นอย่างอื่น เหตุนั้นจึงได้นามว่า ตถาคต ดังนี้.

ก็ในที่นี้ ศัพท์ คต มีเนื้อความเท่า คท แปลว่า คำพูด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าตถาคต เพราะมีพระวาจาแท้จริง เป็นอย่างนี้.

อนึ่ง มีอธิบายว่า อาคทนํ เป็นอาคโท แปลว่า คำพูด. มีวิเคราะห์ว่า ตโถ อวิปรีโต อาคโท อสฺสาติ ตถาคโต แปลว่า ชื่อว่าตถาคต เพราะมีพระวาจาแท้จริง ไม่วิปริต โดยแปลง ท เป็น ต ในอรรถนี้ พึงทราบความสำเร็จบทอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

ตถาคตในอรรถว่าทำเองและให้ผู้อื่นทำ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงกระทำเองและให้ผู้อื่นกระทำ เป็นอย่างไร?

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระวรกายตรงกับพระวาจา ทรงมีพระวาจาตรงกับพระวรกาย ฉะนั้น ทรงมีพระวาจาอย่างใด ก็ทรงกระทำอย่างนั้น. และทรงกระทำอย่างใดก็ทรงมีพระวาจาอย่างนั้น.

อธิบายว่า ก็พระองค์ผู้เป็นอย่างนี้มีพระวาจาอย่างใด แม้พระวรกายก็ทรงเป็นไปคือทรงประพฤติอย่างนั้น และพระวรกายอย่างใด แม้พระวาจาก็ทรงเป็นไป คือทรงประพฤติอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้นแล จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตพูดอย่างใด กระทำอย่างนั้น กระทำอย่างใด พูดอย่างนั้น. ด้วยเหตุนี้จึงชื่อว่า ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที เหตุนั้นจึงได้พระนามว่า ตถาคต ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงกระทำเองและให้ผู้อื่นกระทำ เป็นอย่างนี้.

ตถาคตในอรรถว่าครอบงำ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงครอบงำเป็นอย่างไร?

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครอบงำสรรพสัตว์ เบื้องบนถึงภวัคคพรหมเบื้องล่างถึงอเวจีเป็นที่สุด เบื้องขวางในโลกธาตุอันหาประมาณมิได้ ด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ด้วยวิมุตติ ด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ การจะชั่งหรือประมาณพระองค์หามีไม่ พระองค์เป็นผู้ไม่มีใครเทียบเคียงได้ อันใครๆ ประมาณไม่ได้ เป็นผู้ยอดเยี่ยม เป็นพระราชาที่พระราชาทรงบูชาคือเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งหลาย เป็นสักกะยิ่งกว่าสักกะทั้งหลาย เป็นพรหมยิ่งกว่าพรหมทั้งหลาย.

ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในโลกพร้อมทั้งเทวดา พร้อมทั้งมาร พร้อมทั้งพรหม ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะและพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ตถาคตเป็นผู้ยิ่งใหญ่ อันใคร ๆ ครอบงำไม่ได้ เป็นผู้เห็นถ่องแท้ เป็นผู้ทรงอำนาจ เหตุนั้นจึงได้รับพระนามว่า ตถาคต ดังนี้.

ในข้อนั้น พึงทราบความสำเร็จบทอย่างนี้ อคโท แปลว่า โอสถ ก็เหมือน อคโท ที่แปลว่าวาจา ก็โอสถนี้คืออะไร? คือเทศนาวิลาสและบุญพิเศษ. ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ทรงครอบงำผู้มีวาทะตรงกันข้ามทั้งหมด และโลกพร้อมทั้งเทวดา เหมือนนายแพทย์ผู้มีอานุภาพมากครอบงำงูทั้งหลายด้วยทิพยโอสถ ฉะนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า บัณฑิตพึงทราบว่า ทรงพระนามว่าตถาคต เพราะเหตุว่าทรงมีพระโอสถคือเทศนาวิลาสและบุญพิเศษอันแท้ ไม่วิปริต ในการครอบงำโลกทั้งปวง ดังนี้ เพราะแปลง ท เป็น ต.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะอรรถว่าทรงครอบงำเป็นอย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปด้วยกิริยาที่แท้ก็มี, ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงถึงกิริยาที่แท้ก็มี.

บทว่า คโต ความว่า หยั่งรู้ เป็นไปล่วง บรรลุ ปฏิบัติ ในความ ๔ อย่างนั้น, พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงหยั่งรู้ โลกทั้งสิ้นด้วยตีรณปริญญา ชื่อว่าด้วยกิริยาที่แท้. ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงเป็นไปล่วงซึ่งโลกสมุทัยด้วยปหานปริญญา ชื่อว่าด้วยกิริยาที่แท้. ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงบรรลุโลกนิโรธด้วยสัจฉิกิริยา ชื่อว่าด้วยกิริยาที่แท้. ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงปฏิบัติปฏิปทาอันให้ถึงโลกนิโรธ ชื่อว่ากิริยาที่แท้.

ด้วยเหตุนั้น พระดำรัสใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกตถาคตตรัสรู้แล้ว ตถาคตพรากแล้วจากโลก, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกสมุทัยตถาคตตรัสรู้แล้ว โลกสมุทัยตถาคตละได้แล้ว, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกนิโรธตถาคตตรัสรู้แล้ว โลกนิโรธตถาคตทำให้ แจ้งแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาอันให้ถึงโลกนิโรธตถาคตตรัสรู้แล้ว ปฏิปทาอันให้ถึงโลกนิโรธตถาคตเจริญแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติใดของโลกพร้อมทั้งเทวดา ฯลฯ ธรรมชาตินั้นทั้งหมดตถาคตตรัสรู้แล้ว เหตุนั้นจึงได้นามว่า ตถาคต ดังนี้.

พึงทราบเนื้อความแห่งพระดำรัสนั้นแม้อย่างนี้.

อนึ่ง แม้ข้อนี้ก็เป็นเพียงมุขในการแสดงภาวะที่พระตถาคตมีพระนามว่าตถาคต เท่านั้น. ที่จริง พระตถาคตเท่านั้นจะพึงพรรณนาภาวะที่พระตถาคตมีพระนามว่า ตถาคต โดยอาการทั้งปวงได้.

อนึ่ง เพราะพระพุทธเจ้าทั้งปวงเป็นผู้มีพระคุณเสมอเหมือนแม้ด้วยคุณของพระตถาคต. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตถาคโต ด้วยสามารถแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง.

บทว่า อรหนฺโต ความว่า พระตถาคต ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลสทั้งหลาย เพราะทรงทำลายข้าศึกทั้งหลาย เพราะทรงหักกำแห่งสังสารจักร เพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น และเพราะไม่มีความลับในการทำบาป. จริงอยู่ พระตถาคตนั้นทรงไกล คือทรงดำรงอยู่ในที่ไกลแสนไกลจากสรรพกิเลสทั้งหลาย เพราะทรงกำจัดกิเลสทั้งหลาย พร้อมทั้งวาสนาได้ด้วยมรรค เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่าอรหันต์ เพราะทรงไกลจากกิเลส.

พระผู้เป็นนาถะพระองค์นั้น ชื่อว่าทรงไกลจากกิเลส

และเป็นผู้ไม่มีความพร้อมเพรียงเพราะไม่ทรงพร้อมเพรียง

ด้วยโทษทั้งหลาย เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์

อนึ่ง ข้าศึกคือกิเลสเหล่านั้น พระตถาคตพระองค์นั้นทรงกำจัดแล้วด้วยมรรค เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์ เพราะทรงกำจัดข้าศึกทั้งหลาย.

เพราะข้าศึกแม้ทั้งปวงกล่าวคือ ราคะเป็นต้น พระผู้

เป็นนาถะทรงกำจัดแล้วด้วยศัสตราคือปัญญา ฉะนั้นจึง

ทรงพระนามว่า อรหันต์.

อนึ่ง สังสารจักรนั้นใด มีดุมสำเร็จด้วยอวิชชาและภวตัณหา มีกำคือปุญญาภิสังขารเป็นต้น. มีกงคือชราและมรณะ อันเพลาซึ่งสำเร็จด้วยอาสวสมุทัยร้อยคุมไว้ในรถคือภพ ๓ หมุนไปตลอดกาลหาเบื้องต้นมิได้ กำแห่งสังสารจักรนั้นทั้งหมด พระตถาคตนั้นประทับยืนบนปถพีคือศีลด้วยพระยุคลบาทคือวิริยะ ณ โพธิมัณฑสถาน. ทรงถือขวานคือญาณอันกระทำความสิ้นไปแห่งกรรม ด้วยพระหัตถ์คือศรัทธา ทรงหักเสียแล้ว เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์.

เพราะกำลังแห่งสังสารจักรอันพระโลกนาถทรงหักเสีย

แล้วด้วยดาบคือญาณ ฉะนั้น พระองค์จึงได้พระนามว่าอรหันต์.

อนึ่ง พระตถาคตย่อมควรซึ่งปัจจัยมีจีวรเป็นต้นและบูชาพิเศษ เพราะทรงเป็นอัครทักขิไณยบุคคล. เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อพระตถาคตเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เทวดาและมนุษย์ผู้มเหสักข์ทั้งหลายจึงไม่บูชาในที่อื่น.

จริงอย่างนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมทรงบูชาพระตถาคตด้วยพวงรัตนะ ประมาณเขาสิเนรุ. เหล่าเทวดาและมนุษย์อื่นๆ มีพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นต้นก็บูชาตามกำลัง. พระเจ้าอโศกมหาราชก็ทรงสละพระราชทรัพย์ ๙๖ โกฏิ สร้างวิหารแปดหมื่นสี่พันวิหารทั่วชมพูทวีป อุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงแม้ปรินิพพานแล้ว จะป่วยกล่าวไปไยถึงบูชาพิเศษของคนอื่นๆ เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์ แม้เพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น.

เพราะพระโลกนาถพระองค์นี้ ย่อมควรซึ่งบูชาพิเศษ

กับด้วยปัจจัยทั้งหลาย ฉะนั้นพระชินเจ้าจึงควรแก่พระนาม

นี้ว่าอรหันต์ในโลกตามสมควรแก่อรรถ.

เหมือนอย่างว่า คนพาลที่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตบางพวกในโลก กระทำบาปในที่ลับเพราะกลัวถูกตำหนิฉันใด, พระตถาคตนี้ไม่กระทำบาปฉันนั้นในกาลไหน เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์ แม้เพราะไม่มีที่ลับในการทำบาป.

เพราะที่ลับในการทำกรรมชั่ว ไม่มีแก่พระตถาคตผู้

คงที่ ฉะนั้นพระตถาคตนี้จึงปรากฏพระนามว่า อรหันต์

เพราะไม่มีที่ลับ.

แม้ในที่ทั้งปวงก็กล่าวไว้อย่างนี้ว่า :-

เพราะทรงไกลจากข้าศึกคือกิเลส และเพราะทรงกำ

จัดข้าศึกคือกิเลสเสียแล้ว พระมุนีนั้นทรงหักกำแห่งสังสาร

จักรได้แล้ว เป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น ไม่ทรงกระทำบาป

ทั้งหลายในที่ลับ เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์.

ก็พระพุทธเจ้าทั้งปวงเป็นผู้สม่ำเสมอกันแม้ด้วยคุณคือความเป็นพระอรหันต์ ฉะนั้นพระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า อรหนฺโต ด้วยสามารถแห่งพระพุทธเจ้าแม้ทั้งปวง.

บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺธา ความว่า ชื่อว่าสัมมาสัมพุทธะ เพราะตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบและด้วยพระองค์เอง.

จริงอย่างนั้น พระตถาคตนี้ตรัสรู้โดยชอบและด้วยพระองค์เองซึ่งธรรมทั้งปวง คือซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง โดยความเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง, ซึ่งธรรมที่ควรกำหนดรู้ โดยความเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้, ซึ่งธรรมที่ควรละ โดยความเป็นธรรมที่ควรละ. ซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง โดยความเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง และซึ่งธรรมที่ควรเจริญ โดยความเป็นธรรมที่ควรเจริญ.

เพราะเหตุนั้นแหละ พระองค์จึงตรัสว่า

ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เรารู้ยิ่งแล้ว ธรรม

ที่ควรเจริญ เราเจริญแล้ว และธรรมที่ควรละ เราละได้

แล้ว ฉะนั้นเราจึงเป็นพุทธะ.

อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้โดยชอบและด้วยพระองค์เอง ซึ่งธรรมทั้งหลายแม้ด้วยการยกขึ้นเป็นบทๆ อย่างนี้ว่า จักษุ ชื่อว่าทุกขสัจ, ตัณหาอันมีมาแต่เดิมที่เป็นสมุฏฐาน โดยความเป็นมูลเหตุแห่งจักษุนั้น ชื่อว่าสมุทยสัจ. ความไม่เป็นไปแห่งทุกขสัจและสมุทยสัจทั้ง ๒ ชื่อว่านิโรธสัจ. ปฏิปทาเครื่องรู้ชัดนิโรธ ชื่อว่ามรรคสัจ.

ในโสตะ ฆานะ ชิวหา กายะและมโนก็นัยนี้.

อนึ่ง อายตนะ ๖ มีรูปายตนะเป็นต้น, หมวดแห่งวิญญาณ ๖ มีจักขุวิญญาณเป็นต้น, ผัสสะ ๖ มีจักขุสัมผัสสะเป็นต้น, เวทนา ๖ มีจักขุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้น. สัญญา ๖ มีรูปสัญญาเป็นต้น, เจตนา ๖ มีรูปสัญเจตนาเป็นต้น, วิตก ๖ มีรูปวิตกเป็นต้น, วิจาร ๖ มีรูปวิจารเป็นต้น, ขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น, กสิณ ๑๐, อนุสสติ ๑๐, สัญญา ๑๐ มีอุทธุมาตกสัญญาเป็นต้น, อาการ ๓๒ มีเกสาเป็นต้น, อายตนะ ๑๒, ธาตุ ๑๘, ภพ ๙ มีกามภพเป็นต้น, ฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น, อัปปมัญญา ๔ มีเมตตาภาวนาเป็นต้น, อรูปสมาบัติ ๔. องค์แห่งปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลมมีชราและมรณะเป็นต้น โดยอนุโลมมีอวิชชาเป็นต้น พึงประกอบโดยนัยนี้เหมือนกัน.

ในบทเหล่านั้ยมีการประกอบความเฉพาะบทดังต่อไปนี้:-

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้ คือตรัสรู้โดยสมควร ได้แก่ทรงแทงตลอด โดยชอบและด้วยพระองค์เองซึ่งธรรมทั้งปวง ด้วยการยกขึ้นเป็นบทๆ อย่างนี้ว่า ชราและมรณะ ชื่อว่าทุกขสัจ. ชาติชื่อว่าสมุทยสัจ, การสลัดออกซึ่งสัจจะทั้งสอง ชื่อว่านิโรธสัจ, ปฏิปทาเครื่องรู้ชัดนิโรธ ชื่อว่ามรรคสัจ.

ก็หรือว่า ชื่อว่าสัมมาสัมพุทธะ ด้วยสามารถแห่งวิโมกขันติกญาณ เพราะตรัสรู้โดยชอบและด้วยพระองค์เอง ซึ่งข้อควรแนะนำ อะไรๆ ที่มีอยู่ทั้งหมด ก็การจำแนกบทเหล่านั้น จักมีแจ้งข้างหน้าแล.

ก็เพราะพระพุทธเจ้าทั้งปวงเป็นผู้สม่ำเสมอแม้ด้วยคุณแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า สมฺมาสมฺพุทฺธา ด้วยสามารถแม้แห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง.

บทว่า โมเนน ความว่า จริงอยู่ บุคคลชื่อว่าเป็นมุนี ด้วยความเป็นผู้นิ่งด้วยมรรคญาณ กล่าวคือโมไนยปฏิปทาโดยแท้ แต่ในที่นี้ บทว่า โมเนน ท่านกล่าวหมายเอาดุษณีภาพ.

บทว่า มุฬฺหรูโป ได้แก่ เป็นผู้เปล่า.

บทว่า อวิทฺทสุ ได้แก่ ไม่ใช่ผู้รู้ ด้วยว่าบุคคลแม้เป็นผู้นิ่งเห็นปานนี้ ก็ไม่ชื่อว่าเป็นมุนี. อีกอย่างหนึ่ง ย่อมชื่อว่ามุนีด้วยความเป็นผู้นิ่ง.

อธิบายว่า ความเป็นคนเปล่า และความเป็นคนไม่รู้อะไรเลย.

บทว่า โย จ ตุลํว ปคฺคยฺห ความว่า เหมือนอย่างว่า คนยืนถือเครื่องชั่งอยู่ ถ้าเกินก็เอาออก ถ้าพร่องก็เพิ่มเข้าฉันใด บุคคลนำไปคือเว้นความชั่วเหมือนคนชั่งเอาส่วนที่เกินออก ยังความดีให้เต็ม เหมือนคนชั่งเพิ่มส่วนที่พร่องให้เต็ม ฉันนั้น.

อธิบายว่า ก็เมื่อบุคคลกระทำอยู่อย่างนี้ ถือเอาธรรมอันประเสริฐ คือสูงสุดนั้นแล กล่าวคือศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละเว้นบาปคืออกุศลกรรมทั้งหลาย บุคคลนั้นชื่อว่ามุนี.

บทว่า เตน โส มุนิ ความว่า หากจะถามว่า ก็เพราะเหตุไร ผู้นั้นจึงชื่อว่าเป็นมุนี พึงตอบว่า ผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนี เพราะเหตุที่กล่าวแล้วในหนหลังนั้น.

บทว่า โย มุนาติ อุโภ โลเก ความว่า บุคคลใดย่อมรู้อรรถทั้งสองเหล่านี้ ในขันธโลกเป็นต้นนี้ โดยนัยเป็นต้นว่า เหล่านี้เป็นขันธ์มีในภายใน เหล่านี้ภายนอก ดังนี้ ดุจคนยกเครื่องชั่งขึ้นรู้อยู่ฉะนั้น

บทว่า มุนิ เตน ปวุจฺจติ ความว่า เรียกว่าเป็นมุนี ก็ด้วยเหตุนั้นนั่นเทียว.

คาถาว่า อสตญฺจ เป็นต้น มีความย่อดังต่อไปนี้ : -

ธรรมของอสัตบุรุษและของสัตบุรุษต่างโดยเป็นอกุศลและกุศลนี้ใด บุคคลนั้นรู้ธรรมของอสัตบุรุษและของสัตบุรุษนั้น ด้วยญาณเครื่องสอดส่องในโลกทั้งปวงนี้ว่า เป็นภายในและภายนอก ล่วงเลยคือก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง ๗ อย่างมีราคะเป็นต้น และข่าย ๒ อย่าง คือตัณหาและทิฏฐิ ดำรงอยู่เพราะรู้ธรรมประเสริฐนั่นแล. ชื่อว่าเป็นมุนี เพราะประกอบด้วยญาณเครื่องสอดส่องนั้น กล่าวคือโมนะ.

ก็คำว่า เทวมนุสฺเสหิ ปูชิโต นี้เป็นคำชมเชยบุคคลนั้น ด้วยว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ควรแก่การบูชาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะเป็นมุนีผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ฉะนั้นท่านจึงกล่าวอย่างนี้.

บทว่า สลฺลํ เป็นบทเดิม.

บทว่า สตฺต สลฺลานิ เป็นบทกำหนดจำนวน.

บทว่า ราคสลฺลํ ความว่า ชื่อว่าลูกศรคือราคะ เพราะอรรถว่าชื่อว่าลูกศร เพราะให้เกิดความบีบคั้น เพราะเจ้าเข้าไปภายใน เพราะถอนออกได้ยาก คือชื่อว่าราคะ เพราะอรรถว่ายินดี. แม้ในลูกศรคือโทสะเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า อพฺพุฬฺหสลฺโล เป็นบทเดิม.

บทว่า อพฺพุหิตสลฺโล ได้แก่ นำลูกศรออกแล้ว.

บทว่า อุทฺธฏสลฺโล ได้แก่ ฉุดลูกศรขึ้น.

บทว่า สมุทฺธริตสลฺโล ท่านกล่าวด้วยสามารถอุปสรรค.

บทว่า อุปฺปาฏิตสลฺโล ได้แก่ ถอนลูกศรขึ้น.

บทว่า สมุปฺปาฏิตสลฺโล ท่านกล่าวด้วยสามารถอุปสรรค.

บทว่า สกฺกจฺจการี ความว่า เป็นผู้ทำโดยเคารพ ด้วยสามารถทำโดยเคารพบุคคลหรือไทยธรรม ด้วยการเจริญกุศลธรรมมีทานเป็นต้น. เป็นผู้ทำติดต่อ ด้วยการทำติดต่อกันไปด้วยสภาวะติดต่อ เป็นผู้ทำไม่หยุด ด้วยการทำโดยไม่หยุดยั้ง. กิ้งก่าไปได้หน่อยหนึ่งแล้วหยุดอยู่หน่อยหนึ่งไม่ไปติดต่อกัน อุปมานี้ฉันใด บุคคลใดในวันหนึ่งให้ทานก็ดี ทำการบูชาก็ดี ฟังธรรมก็ดี แม้ทำสมณธรรมก็ดี ทำไม่นาน ไม่ยังการทำนั้นให้เป็นไปติดต่อ อุปมัยนี้ก็ฉันนั้นนั่นแล. บุคคลนั้น เรียกว่าเป็นผู้ทำไม่ติดต่อกันไป ไม่ทำให้ติดต่อกันไป. บุคคลนี้ไม่ทำอย่างนั้น เหตุนั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้ทำไม่หยุด.

บทว่า อโนลีนวุตฺติโก ความว่า เป็นผู้มีความประพฤติย่อหย่อนหามิได้ เพราะมีการแผ่ไป กล่าวคือการทำไม่มีระหว่าง เหตุนั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน.

บทว่า อนิกฺขิตฺตจฺฉนฺโท ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ปลงฉันทะ เพราะความที่ไม่ปลงฉันทะในความเพียรทำกุศล.

บทว่า อนิกฺขิตฺตธุโร ย่อหย่อน ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ทอดธุระ เพราะไม่ปลงธุระคือความเพียร อธิบายว่า เป็นผู้มีใจไม่ท้อถอย.

บทว่า โย ตตฺถ ฉนฺโท จ วายาโม จ ความว่า ความพอใจในธรรมคือความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำ, ความพยายามกล่าวคือประกอบความอุตส่าห์ด้วยสามารถความขะมักเขม้น, และความเป็นผู้ขยันด้วยสามารถความขะมักเขม้นมีประมาณยิ่ง, นี้ชื่อว่าความพยายาม ด้วยอรรถว่าไปสู่ฝั่ง นี้ชื่อว่าความอุตส่าห์ ด้วยอรรถว่าไปก่อน. นี้ชื่อว่าความเป็นผู้ขยันด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่ง.

บทว่า อปฺปฏิวานี จ ได้แก่ ความไม่ถอยกลับ.

บทว่า สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ ความว่า ชื่อว่าสติ ด้วยอรรถว่าระลึกได้. ชื่อว่าสัมปชัญญะ ด้วยอรรถว่ารู้ตัว. อธิบายว่า รู้โดยประการทั้งหลายโดยรอบ.

พึงทราบประเภทแห่งสัมปชัญญะนี้ คือ สาคถกสัมปชัญญะ, สัปปายสัมปชัญญะ, โคจรสัมปชัญญะ, อสัมโมหสัมปชัญญะ.

บทว่า อาตปฺปํ ได้แก่ ความเพียรเครื่องเผากิเลส.

บทว่า ปธานํ ได้แก่ ความเพียรอันสูงสุด.

บทว่า อธิฏฺฐานํ ได้แก่ ความตั้งมั่นในการทำความดี.

บทว่า อนุโยโค ได้แก่ ความประกอบเนืองๆ.

บทว่า อปฺปมาโท ได้แก่ ความไม่มัวเมา คือความไม่อยู่ปราศจากสติ.

บทว่า อิมํ โลกํ นาสึสติ เป็นบทเดิม.

บทว่า สกตฺตภาวํ ได้แก่ อัตภาพของตน.

บทว่า ปรตฺตภาวํ ได้แก่ อัตภาพในปรโลก. รูปและเวทนาเป็นต้นของตน คือขันธ์ ๕ ของตน รูปและเวทนาเป็นต้นของผู้อื่น คือขันธ์ ๕ ในปรโลก.

บทว่า กามธาตุํ ได้แก่ กามภพ.

บทว่า รูปธาตุํ ได้แก่ รูปภพ.

บทว่า อรูปธาตุํ ได้แก่ อรูปภพ.

เพื่อแสดงทุกข์ด้วยสามารถแห่งรูปและอรูปอีก พระเถระจึงกล่าวกามธาตุ รูปธาตุไว้ส่วนหนึ่ง กล่าวอรูปธาตุไว้ส่วนหนึ่ง.

บทว่า คตึ วา ความว่า คติ ๕ ท่านกล่าวด้วยสามารถเป็นที่ตั้ง.

บทว่า อุปปตฺตึ วา ความว่า กำเนิด ๔ ท่านกล่าวด้วยสามารถความบังเกิด.

บทว่า ปฏิสนฺธึ วา ความว่า ปฏิสนธิ ท่านกล่าวด้วยสามารถการสืบต่อแห่งภพ ๓.

บทว่า ภวํ วา ท่านกล่าวด้วยสามารถกรรมและภพ.

บทว่า สํสารํ วา ท่านกล่าวด้วยสามารถตัดขาดขันธ์เป็นต้น

บทว่า วฏฺฏํ วา ความว่า ไม่หวังวัฏฏะที่เป็นไปในภูมิ ๓ ดังนี้แล.

สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถามหานิทเทส อรรถกถาคุหัฏฐกสุตตนิทเทส จบสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร