สาริปุตตสุตตนิทเทส
อรรถกถาแปลไทย
อรรถกถาสารีปุตตสุตตนิทเทสที่ ๑๖
พึงทราบวินิจฉัยในสารีปุตตสุตตนิทเทสที่ ๑๖ มีคำเริ่มต้นว่า น เม ทิฏฺโฐ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเลย ดังนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า อิโต ปุพฺเพ ก่อนแต่นี้ คือก่อนแต่พระศาสดาเสด็จหยั่งลงที่สังกัสสนครนี้.
บทว่า วคฺคุวโท คือ มีกระแสเสียงอันไพเราะ.
บทว่า ตุสิตา คณิมาคโต พระศาสดาเสด็จจากดุสิตมาสู่ความเป็นคณาจารย์ คือเสด็จมาจากดุสิต เพราะเคลื่อนจากดุสิตมาสู่ครรภ์พระมารดา.
ชื่อว่า คณี เพราะเป็นคณาจารย์ หรือว่าเสด็จมาจากเทวโลก
ชื่อว่า ดุสิต เพราะเป็นที่ยินดี แล้วมาเป็นคณาจารย์. หรือว่าเสด็จมาเป็นคณาจารย์ของพระอรหันต์ทั้งหลายผู้ยินดีแล้ว.
บทว่า อิมินา จกฺขุนา ด้วยจักษุนี้ คือด้วยมังสจักษุตามปกติอันเนื่องอยู่ในอัตภาพนี้.
บทว่า อิมินา อตฺตภาเวน คือ ด้วยอัตภาพครั้งสุดท้ายนี้.
บทว่า ตาวตึสภวเน คือ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
บทว่า ปาริจฺฉตฺตกมูเล ณ ควงไม้ปาริฉัตตกะ คือภายใต้ไม้ทองหลาง.
บทว่า ปณฺฑุกมฺพลสิลายํ บัณฑุกัมพลสิลาอาสน์ คือหลังแผ่นหินเช่นกับผ้ากัมพลสีแดง.
บทว่า วสฺสํ วุฏฺโฐ คือ ประทับจำพรรษา.
บทว่า เทวคณปริวุโต อันหมู่เทวดาห้อมล้อมแล้ว.
บทว่า โอติณฺโณ คือ เสด็จลงแล้ว.
บทว่า อิมํ ทสฺสนํ ปุพฺเพ คือ เว้นการเห็นครั้งนี้ ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย.
บทว่า น ทิฏฺโฐ คือ ไม่เคยเห็นในกาลอื่น.
บทว่า ขตฺติยสฺส วา คือ ไม่เคยได้ยินต่อกษัตริย์ตรัสบอก.
แม้ในพราหมณ์เป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า มธุรวโท มีพระกระแสเสียงอันเสนาะ ดังต่อไปนี้.
ชื่อว่ามีพระกระแสเสียงอันเสนาะ เพราะพระศาสดาตรัสไพเราะ สมบูรณ์ด้วยพยัญชนะ.
ชื่อว่ามีกระแสเสียงเป็นที่ตั้งแห่งความรัก เพราะพระองค์ตรัสชวนให้เกิดความรัก ควรแก่ความรัก.
ชื่อว่ามีพระกระแสเสียงดูดดื่มหทัย เพราะพระองค์ตรัสดูดดื่มหทัยซึ้งเข้าไปในดวงจิต.
ชื่อว่ามีพระกระแสเสียงเพราะดุจนกการเวก เพราะพระองค์มีพระกระแสเสียงไพเราะดุจนกการเวก.
บทว่า วิสฺสฏฺโฐ จ เป็นเสียงไม่ขัดข้อง คือไม่แหบเครือ ไม่ติดขัด.
บทว่า วิญฺเญยฺโย จ เป็นเสียงที่ผู้ฟังรู้ได้ง่าย คือชัดเจน.
บทว่า มญฺชุ จ เป็นเสียงไพเราะ คืออ่อนหวาน.
บทว่า สวนีโย จ เป็นเสียงน่าฟังคือเสนาะ.
บทว่า พินฺทุ จ คือ เป็นเสียงกลมกล่อม.
บทว่า อวิสารี จ เป็นเสียงไม่แปร่ง คือไม่พร่า.
บทว่า คมฺภีโร จ เป็นเสียงลึก คือซึ้ง.
บทว่า นินฺนาทิ จ เป็นเสียงก้องคือมีกังวาน.
บทว่า อสฺส คือ ของพระศาสดาพระองค์นั้น.
บทว่า พหิทฺธา ปริสาย คือ ภายนอกบริษัท.
บทว่า น นิจฺฉรติ คือ ไม่ออกไป. เพราะอะไร. เพราะพระผู้มีพระสุรเสียงเสนาะเห็นปานนี้ จงอย่าหายไปโดยไม่มีเหตุผล.
บทว่า พฺรหฺมสโร มีพระสุรเสียงเหมือนพรหม คือชนเหล่าอื่นมีเสียงขาดไปบ้าง มีเสียงแตกไปบ้าง มีเสียงเหมือนกาบ้าง. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้มีพระสุรเสียงเช่นกับเสียงของมหาพรหม. เพราะเสียงของมหาพรหมแจ่มใส เพราะไม่แหบเครือด้วยดีและเสมหะ. แม้กรรมที่พระองค์ทรงกระทำไว้ ก็ทำให้ที่ตั้งของเสียงบริสุทธิ์. เสียงตั้งขึ้นตั้งแต่พระนาภี เพราะเป็นที่ตั้งบริสุทธิ์จึงแจ่มใส ตั้งขึ้นประกอบด้วยองค์ ๘.
ชื่อว่ามีพระกระแสเสียงดุจเสียงนกการเวก เพราะตรัสดุจเสียงนกการเวก. อธิบายว่า มีพระสุรเสียงไพเราะเหมือนเสียงร้องของนกการเวก.
บทว่า ตาเรติ ให้ข้าม คือให้พ้นที่อันไม่ปลอดภัย.
บทว่า อุตฺตาเรติ ข้ามขึ้น คือข้ามให้ถึงพื้นที่อันปลอดภัย.
บทว่า นิตฺตาเรติ ข้ามออก คือข้ามให้เลยที่อันไม่ปลอดภัย.
บทว่า ปตฺตาเรติ ข้ามพ้น คือกำหนดข้าม. อธิบายว่า ข้ามเหมือนเอามือจับ.
การข้ามการข้ามขึ้นเป็นต้นทั้งหมดนี้ เป็นที่ตั้งในที่อันปลอดภัยนั่นเอง เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า ให้ถึงพื้นที่อันเป็นที่ปลอดภัย.
บทว่า สตฺเต ได้แก่ เวไนยสัตว์. ความกันดารคือชาตินั่นแล ชื่อว่าชาติกันดาร เพราะรกชัฏมาก เพราะไม่มีประโยชน์มาก และเพราะข้ามไปได้ยาก. ซึ่งชาติกันดารนั้น.
บทว่า คณสฺส สุสฺสูสติ คือ คณะย่อมตั้งใจฟังพระองค์.
บทว่า โสตํ โอทหติ เงี่ยหูฟัง คือเงี่ยหูประสงค์จะฟัง.
บทว่า อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ คือ เข้าไปตั้งใจเพื่อประสงค์จะรู้.
บทว่า คณํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา พระองค์ยังคณะให้ออกจากอกุศล คือยังหมู่ชนให้ออกจากอกุศล คือความไม่ฉลาด.
บทว่า กุสเล ปติฏฺฐาเปติ คือ ให้ตั้งอยู่ในกุศลอันเป็นความฉลาด.
บทว่า สงฺฆี ชื่อว่าสังฆี เพราะมีหมู่โดยเป็นชุมนุมใหญ่. ชื่อว่า คณี เพราะมีคณะโดยมีบริษัท. ชื่อว่า คณาจริโย เพราะเป็นอาจารย์ของคณะ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่สองต่อไป.
บทว่า สเทวกสฺส โลกสฺส ยถา ทิสฺสติ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมปรากฏแม้แก่มนุษย์ทั้งหลาย ดุจปรากฏแก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก. หรือปรากฏโดยแท้จริง โดยไม่วิปริต ดุจปรากฏแก่โลกพร้อมด้วยเทวโลก.
บทว่า จกฺขุมา ผู้มีพระจักษุอุดม.
บทว่า เอโก คือ เป็นบุคคลเอกด้วยคุณธรรมอันได้แก่บรรพชาเป็นต้น.
บทว่า รตึ คือ มีความยินดีต่อเนกขัมมะเป็นต้น.
บทว่า ปฏิรูปโก คือ กุณฑลที่ทำด้วยทองคำ.
บทว่า มตฺติกากุณฺฑโล คือ ดุจกุณฑลที่ทำด้วยดิน.
บทว่า โลหมาโสว สุวณฺณจฺฉนฺโน คือ เหมือนเหรียญมาสกโลหะหุ้มด้วยทองคำ.
บทว่า ปริวารจฺฉนฺนา คือ อันบริวารห้อมล้อม.
บทว่า อนฺโต อสุทฺธา คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ไม่บริสุทธิ์ ณ ภายใน ด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น.
บทว่า พหิ โสภมานา คือ งามแต่ภายนอกด้วยจีวรเป็นต้น.
บทว่า อกปฺปิตอิริยาปถา จ มีพระอิริยาบถมิได้กำเริบ คือมีพระอิริยาบถมิได้สละออกไปแล้ว.
บทว่า ปณิธิสมฺปนฺนา ความว่า มีความปรารถนาบริบูรณ์.
บทว่า วิสุทฺธสทฺโท ความว่า มีพระกิตติศัพท์บริสุทธิ์. อธิบายว่า มีชื่อเสียงยกย่องตามความเป็นจริง.
บทว่า ภฏกิตฺติสทฺทสิโลโก ทรงเพียบพร้อมด้วยพระเกียรติยศและชื่อเสียง คือทรงได้รับพระเกียรติยศและความสรรเสริญเป็นปกติ.
หากถามว่า มีพระกิตติศัพท์ในที่ไหน.
ตอบว่า ในที่ที่กล่าวไว้พิสดารแล้วโดยนัยมีอาทิว่า ในนาคพิภพและสุบรรณพิภพ.
บทว่า ตโต จ ภิยฺโย และยิ่งกว่านั้น คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรากฏยิ่งกว่านั้น คือยิ่งกว่าที่กล่าวแล้ว ด้วยอำนาจของเวไนยสัตว์.
บทว่า สพฺพํ ราคตมํ คือ ความมืด เพราะราคะทั้งสิ้น. แม้ในความมืด เพราะโทสะก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อนฺธกรณํ อันทำให้คนบอด คือทำการปิดกั้นโลกด้วยปัญญา.
บทว่า อจกฺขุกรณํ ทำให้ไม่มีจักษุ คือทำให้ไม่มีปัญญาจักษุ.
บทว่า อญาณกรณํ คือ ทำให้ไม่รู้ด้วยญาณ.
บทว่า ปญฺญานิโรธิกํ คือ ทำให้ดวงตา คือปัญญาเสียไป.
บทว่า วิฆาตปกฺขิกํ อันเป็นไปในฝ่ายแห่งความลำบาก คือความเบียดเบียน.
บทว่า อนิพฺพานสํวตฺตนิกํ ไม่ให้เป็นไปเพื่อนิพพาน คือไม่ให้เป็นไปเพื่อนิพพานอันเป็นอมตะไม่มีปัจจัย.
บทว่า สพฺพนฺตํ เตน โพธิญาเณน พุชฺฌิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ธรรมที่ควรตรัสรู้ทั้งปวงด้วยพระโพธิญาณ คือตรัสรู้ธรรมทั้งสิ้นนั้นด้วยอำนาจแห่งมรรคญาณ ๔. ทรงรู้ ตรัสรู้ตามด้วยอำนาจแห่งปฐมมรรค ได้ทรงรู้ทั่ว ทรงแทงตลอดด้วยทุติยมรรค ทรงบรรลุ ตรัสรู้พร้อมซึ่งปฏิเวธด้วยอำนาจแห่งตติยมรรค ตรัสรู้โดยชอบด้วยแทงตลอดไม่มีส่วนเหลือด้วยอำนาจแห่งจตุตถมรรค.
ควรประกอบ ๓ บทนี้ คือ อธิคจฺฉิ ทรงบรรลุเฉพาะ ๑ ผุเสสิ ทรงถูกต้อง ๑ สจฺฉิกาสิ ทรงทำให้แจ้ง ๑ ด้วยอำนาจแห่งผล. ทรงได้เฉพาะ ด้วยอำนาจแห่งปฐมมรรคและทุติยมรรค ทรงถูกต้องแล้วด้วยอำนาจแห่งตติยมรรค ทรงได้กระทำให้ประจักษ์ด้วยอำนาจแห่งจตุตถมรรค.
อีกอย่างหนึ่ง แม้ทั้ง ๓ บทนั้น ย่อมได้ผลอย่างหนึ่งๆ นั่นเอง.
บทว่า เนกฺขมฺมรตึ ความยินดีในเนกขัมมะ คือความยินดีเกิดขึ้น เพราะอาศัยบรรพชาเป็นต้น.
บทว่า ปวิเวกรตึ ความยินดีในความสงัด คือความยินดีเกิดขึ้นในความสงัดกายเป็นต้น.
บทว่า อุปสมรตึ ความยินดีในความสงบ คือความยินดีในความสงบกิเลส.
บทว่า สมฺโพธิรตึ ความยินดีในสัมโพธิญาณ คือความยินดีเกิดขึ้นแก่ผู้พิจารณามรรค.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า พหูนมิธ ปฏฺฐานํ ของคนหมู่มากอันเนื่องในศาสนานี้คือของคนหมู่มากมีกษัตริย์เป็นต้น ผู้เที่ยวปรารถนาอยู่ในโลกนี้. เพราะว่าศิษย์ทั้งหลายท่านเรียกว่า พทฺธ ผู้เนื่อง เพราะมีความประพฤติเนื่องด้วยอาจารย์.
____________________________
บาลีเป็น พทฺธานํ.
บทว่า อตฺถี ปญฺเหน อาคมํ คือ เรามีความต้องการปัญหาจึงมา. หรือมาด้วยปัญหาของผู้มีความต้องการ หรือมีปัญหาจึงมา.
ท่านกล่าวว่า พุทฺโธ ด้วยประสงค์จะแสดงถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ในบทว่า ตํ พุทฺธํ แม้ไม่มีบทว่า พุทฺโธ.
บทว่า สยมฺภู ผู้เป็นพระสยัมภู คือเป็นเองไม่มีผู้แนะนำสั่งสอน.
บทว่า อนาจริโย ไม่มีใครเป็นอาจารย์ เป็นคำขยายความของบทว่า สยมฺภู. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ไม่มีอาจารย์ ทรงรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจด้วยพระองค์เอง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จึงชื่อว่า สยมฺภู พระผู้เป็นเอง.
บทว่า ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ในธรรมทั้งหลายอันพระองค์ไม่เคยสดับมาก่อนเป็นต้น เป็นบทประกาศความของความที่พระองค์เป็นผู้ไม่เคยมีอาจารย์.
บทว่า อนนุสฺสุเตสุ คือ ไม่เคยสดับมาแต่อาจารย์.
บทว่า สามํ คือ พระองค์เอง.
บทว่า อภิสมฺพุชฺฌิ ตรัสรู้ยิ่ง คือตรัสรู้ธรรมอันยิ่งด้วยพระองค์เอง.
บทว่า ตตฺถ จ สพฺพญฺญุตํ ปาปุณิ คือ ทรงบรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในอริยสัจนั้น.
ท่านกล่าวอย่างนั้น เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้อริยสัจ เหมือนพระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้อริยสัจ ทรงเป็นพระสัพพัญญู ปาฐะว่า สพฺพญฺญุตํ ปตฺโต บ้าง.
บทว่า พเลสุ จ วสีภาวํ ทรงถึงความเป็นผู้ชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย คือทรงถึงความเป็นใหญ่ในพลญาณของพระตถาคต ๑๐ ประการ. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เป็นอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ท่านเรียกว่า พุทฺโธ. พระพุทธเจ้าเป็นสัตว์วิเศษ เป็นการบัญญัติขึ้นเพราะอาศัยพระญาณอันอะไรๆ กำจัดไม่ได้ พระนิมิตอันยอดเยี่ยม การบรรลุพระนิพพาน และพระขันธสันดานอบรมมาแล้วในธรรมทั้งปวง หรือเป็นบัญญัติขึ้น เพราะอาศัยการตรัสรู้อริยสัจ อันเป็นปทัฏฐานแห่งพระสัพพัญญุตญาณ. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันประกาศความเป็นพุทธะแจ่มแจ้งแล้วโดยอรรถ.
บัดนี้ พระสารีบุตร เมื่อจะให้แจ่มแจ้งโดยพยัญชนะ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า พุทฺโธติ เกนตฺเถน พุทฺโธ.
บทว่า พุทฺโธ ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะอรรถว่าอะไร.
ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้อริยสัจ เหมือนอย่างพระผู้ตรัสรู้ ตรัสรู้แล้วในโลก. ชื่อว่าพระพุทธเจ้า เพราะยังหมู่สัตว์ให้ตรัสรู้ เหมือนพูดกันว่า ใบไม้แห้ง เพราะลมพัดให้ใบไม้แห้ง.
สองบทว่า สพฺพญฺญุตาย พุทฺโธ อธิบายว่า ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้าด้วยปัญญาสามารถตรัสรู้ธรรมทั้งปวง.
ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะทรงเห็นธรรมทั้งปวง. อธิบายว่า ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะทรงเห็นธรรมทั้งปวงด้วยญาณจักษุ. ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะไม่มีผู้อื่นแนะนำ. อธิบายว่า ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง มิใช่ผู้อื่นทำให้ตรัสรู้. ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะเป็นผู้เบิกบาน. อธิบายว่า ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะเป็นผู้เบิกบานดุจปทุมจากสวนชนิดที่มีคุณต่างๆ.
ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะเป็นผู้สิ้นอาสวะ. อธิบายว่า ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะเป็นผู้ตื่นจากหลับคือกิเลสทุกชนิด ด้วยละธรรมอันนำให้จิตกำเริบโดยปริยาย ๖ เป็นอาทิ เหมือนบุรุษตื่นจากสิ้นสุดการนอนหลับ.
บทว่า สงฺขา สงฺขาตํ โดยอรรถมีความอย่างเดียวกัน.
บทว่า สงฺขาเตน ความว่า โดยส่วนของคำพูด. ท่านกล่าวว่า เป็นผู้ไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว ทำให้วิเศษด้วยคำว่าโดยส่วนเดียว เพราะละกิเลสทั้งปวงพร้อมด้วยวาสนา กล่าวคือไม่มีกิเลสเข้าไปฉาบทา เพราะไม่มีเครื่องฉาบทาคือตัณหาและทิฏฐิ. เป็นผู้ไม่มีกิเลสด้วยกิเลสทั้งปวงอันเหลือ คือราคะ โทสะและโมหะ. เพราะเป็นผู้เสด็จไปตามเอกายนมรรค (ทางทางเดียว) คือธาตุทั้งหลายเป็นประโยชน์ในการไป แม้เพราะตรัสรู้ เพราะรู้ธาตุอันเป็นประโยชน์ในการไป เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าว ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะเสด็จไปสู่เอกายนมรรค.
อนึ่ง ในบทนี้ท่านกล่าวเอกายนมรรคโดย ชื่อว่า มคฺค ที่กล่าวโดยชื่อว่า อยน ในหลายชื่อของทาง คือ
มคฺโค ปนฺโถ ปโถ ปชฺโช อญฺชสํ วฏุมายนํ
นานา อุตฺตรเสตุ จ กุลฺโล จ ภิสิ สงฺกโม.
คำทั้งหมดนี้เป็นชื่อของทาง.
เพราะฉะนั้น ทางจึงเป็นทางเดียว. อธิบายว่า ไม่ใช่สองทาง.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเอกายนมรรค เพราะเป็นทางอันบุคคลเดียวพึงดำเนินไป.
บทว่า เอเกน คือ สงัดเพราะละการคลุกคลีด้วยหมู่.
บทว่า อยิตพฺโพ คือ พึงดำเนินไป.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อยโน เพราะเป็นเหตุไป. อธิบายว่า ไปสู่นิพพานจากสังสารวัฏ.
ชื่อว่า เอกายโน เพราะเป็นทางไปของคนประเสริฐ.
บทว่า เอเกสํ คือ คนประเสริฐ.
ด้วยว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ประเสริฐที่สุดกว่าสัตว์ทั้งปวง. เพราะฉะนั้น ท่านอธิบายไว้ว่า มรรคเป็นทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นทางไปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อยโน เพราะไปถึง. อธิบายว่า ไป คือเป็นไป.
ชื่อว่า เอกายนมคฺโค เพราะเป็นทางไปในที่เดียว. ท่านอธิบายว่า มรรคเป็นไปในพระพุทธศาสนาแห่งเดียวเท่านั้น ไม่เป็นไปในที่อื่น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอกายโน เพราะไปทางเดียว. ท่านอธิบายว่า ในเบื้องต้นแม้เป็นไปโดยมุขภาวนาและนัยต่างๆ ในเบื้องปลายก็ไปนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเอกายนมรรค. อธิบายว่า เป็นทางไปสู่นิพพานอย่างเดียว.
ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะเป็นผู้เดียวตรัสรู้ซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม มิใช่ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้าเพราะตรัสรู้ด้วยผู้อื่น.
ท่านอธิบายไว้อย่างไร
ท่านอธิบายไว้ว่า ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมด้วยพระองค์เองเท่านั้น. คำว่า ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะเว้นจากความไม่รู้ เพราะได้เฉพาะความรู้ นี้เป็นปริยายของบทว่า พุทฺธิ พุทฺธํ โพโธ. ท่านอธิบายเพื่อให้รู้ว่า ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะทรงประกอบด้วยคุณของพระพุทธเจ้า เหมือนอย่างพูดว่า ผ้าเขียว ผ้าแดง เพราะประกอบด้วยมีสีเขียวสีแดง.
นอกจากนั้นศัพท์ว่า พุทฺโธ ในบทมีอาทิว่า พุทฺโธติ เนตํ นามํ พระมารดาเป็นต้นมิได้เฉลิมให้ นี้ท่านกล่าวไว้เพื่อให้รู้ว่านี้เป็นบัญญัติตามอรรถ.
ในบทว่า พุทฺโธ พระมารดาเป็นต้นมิได้เฉลิมให้นั้น คือมิตร สหาย อำมาตย์ คนเลี้ยงดู ญาติฝ่ายบิดา สาโลหิตฝ่ายมารดา สมณะ ผู้เข้าถึงบรรพชา โภวาทีพราหมณ์ ผู้สงบบาป ผู้ลอยบาป หรือเทวดามีท้าวสักกะเป็นต้นและพรหม ก็มิได้เฉลิมให้.
บทว่า วิโมกฺขนฺติกํ เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนามมีในอรหัตผลและในลำดับแห่งอรหัตมรรค) คืออรหัตมรรคอันเป็นวิโมกข์. ที่สุดแห่งวิโมกข์ คืออรหัตผล. ความมีในที่สุดแห่งวิโมกข์นั้น ชื่อว่าวิโมกขันติกะ. เพราะว่าความเป็นพระสัพพัญญูย่อมสำเร็จด้วยอรหัตมรรค. ความสำเร็จย่อมมีได้ในความเกิดขึ้นของพระอรหัตผล. เพราะฉะนั้น ความเป็นพระสัพพัญญู จึงมีในที่สุดแห่งวิโมกข์. แม้เนมิตตกนามนั้นก็เป็นชื่อมีในที่สุดแห่งวิโมกข์. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิโมกฺขนฺติกเมตํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ.
บทว่า พุทฺโธ นี้เป็นวิโมกขันติกนามของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว.
บทว่า โพธิยา มูเล สห สพฺพญฺญุตญาณสฺส ปฏิลาภา ความว่า พร้อมกับได้พระสัพพัญญุตญาณ ในขณะตามที่กล่าวแล้ว ณ ควงไม้มหาโพธิ.
บทว่า สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ คือ บัญญัติเกิดขึ้นด้วยการทำให้แจ้งพระอรหัตผล หรือด้วยการทำให้แจ้งธรรมทั้งปวง คือบัญญัติว่า พุทฺโธ.
บทว่า พุทฺโธ นี้ โดยพยัญชนะ ได้แก่การประกาศความเป็นพระพุทธเจ้า.
ต่อจากนี้ บทสุดท้ายว่า วหสฺเสตํ ภารํ ข้อนี้จงเป็นภาระของพระองค์ ย่อมดำเนินไปตามบาลี เพราะมีนัยดังได้กล่าวแล้วในที่นั้นๆ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๔ ดังต่อไปนี้.
บทว่า วิชิคุจฺฉโต เมื่อภิกษุเกลียดอยู่ คืออึดอัดด้วยชาติเป็นต้น.
บทว่า ริตฺตมาสนํ ที่นั่งอันว่างเปล่า คือเตียงและตั่งอันสงัด.
บทว่า ปพฺพตานํ คุหาสุ วา คือ ในถ้ำแห่งภูเขาทั้งหลาย.
ควรเชื่อมบทว่า ริตฺตมาสนํ ภชโต เสพที่นั่งอันว่างเปล่า.
บทว่า ชาติยา วิชิคุจฺฉโต คือ เกลียดชาติ.
แม้ในบทว่า ชราย พฺยาธินา เป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
พึงทราบวินิจฉัย ในบทว่า เสวโต เป็นต้นต่อไป.
บทว่า เสวโต คือ เสพ.
บทว่า นิเสวโต คือ เสพเสมอ.
บทว่า สํเสวโต คือ เสพบ่อยๆ.
บทว่า ปฏิเสวโต คือ เข้าไปเสพ.
บทว่า ภชโต คือ เสพที่นั่งอันว่างเปล่า.
บทว่า ปพฺพตปพฺภรา คือ ท้องภูเขา.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อุจฺจาวเจสุ ในที่นอนสูงและต่ำ คือเลวและประณีต.
บทว่า อาสเนสุ คือ เสนาสนะมีวิหารเป็นต้น.
บทว่า คีวนฺโต คือ ร้องอยู่. ปาฐะว่า กีวนฺโต บ้าง. อธิบายว่า เพราะเหตุแห่งความกลัวในที่นั้นมีประมาณเท่าไร.
บทว่า คฺรีวนฺโต คือ ส่งเสียงอยู่.
บทว่า กุชนฺโต คือ เรียกอยู่ ได้แก่ทำเสียงเบาๆ.
บทว่า นทนฺโต บันลืออยู่ คือทำเสียงดัง.
บทว่า สทฺทํ กโรนฺโต คือ ออกเสียง.
บทว่า กติ มีเท่าไร เป็นคำถาม.
บทว่า กิตฺตกา มีประมาณเท่าไร เป็นคำถามโดยประมาณ.
บทว่า กีวตกา มีกำหนดเท่าไร เป็นคำถามกำหนด.
บทว่า กีวพหุกา มีประมาณเพียงไร เป็นคำถามกำหนดประมาณ.
บทว่า เต เภรวา อารมณ์น่ากลัวเหล่านั้น คืออันตรายเกิดแต่ความน่ากลัวเหล่านั้น คืออารมณ์น่ากลัว.
บทว่า กีวพหุกา มีมากเท่าไร.
พระสารีบุตร เพื่อแสดงอารมณ์ที่ถาม จึงแก้ด้วยบทมีอาทิว่า สีหา พฺยคฺฆา ทีปิ ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๖ ดังต่อไปนี้.
บทว่า กตี ปริสฺสายา คือ อันตรายมีเท่าไร.
บทว่า อคตํ ทิสํ ทิศที่ไม่เคยไป คือนิพพาน.
จริงอยู่ นิพพานนั้นชื่อว่า อคตํ เพราะไม่เคยไป ชื่อว่า ทิสา เพราะควรชี้แจง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อคตํ ทิสํ ดังนี้. บาลีว่า อมตํ ทิสํ ก็มี.
บทว่า อภิสมฺภเว ความว่า พึงบรรลุ.
บทว่า ปนฺตมฺหิ สงัด คือสุดเขต. ทิศที่ไม่เคยไป แม้แต่ฝันชื่อว่า อคตปุพฺพา. ทิศนั้นไม่เคยไป เพราะเหตุนั้น ทิศนั้นจึงชื่อว่า อคตปุพฺพา โดยนัยดังกล่าวแล้ว.
บทว่า อิมินา ทีเฆน อทฺธุนา คือ โดยกาลยาวนานนี้.
บทว่า สมติตฺติกํ คือ ภาชนะน้ำมันเต็มถึงขอบปากภายใน.
บทว่า อนวเสกํ คือ มิให้ไหลรด ได้แก่ ภาชนะน้ำมันที่ใส่น้ำมันลงไปจนเต็มทำมิให้ไหลรด.
บทว่า ปริหเรยฺย พึงประคอง คือพึงนำไป พึงถือเอาไป.
บทว่า เอวํ สจิตฺตมนุรกฺเข พึงรักษาจิตของตนเนืองๆ ฉันนั้น คือภิกษุวางจิตของตนดุจภาชนะเต็มด้วยน้ำมันนั้นไว้ในระหว่างธรรมทั้งสองอย่าง คือด้วยกายคตาสติและด้วยสติอันสัมปยุตในโคจร แล้วไม่ฟุ้งซ่านไปในโคจรภายนอกแม้ครู่เดียวฉันใด พระโยคาวจรผู้ฉลาดพึงรักษา คุ้มครองฉันนั้น.
เพราะอะไร. เพราะ
การฝึกจิตที่ข่มได้ยาก เบา มักตกไปในอารมณ์ใคร่
เป็นความดี จิตที่ฝึกแล้ว จะนำความสุขมาให้.
เพราะฉะนั้น
นักปราชญ์พึงรักษาจิตที่เห็นได้ยาก ละเอียดยิ่งนัก
มักตกไปในอารมณ์ใคร่ จิตที่คุ้มครองแล้ว จะนำความ
สุขมาให้.
เพราะจิตนี้
ไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำเป็น
ที่อาศัย ผู้ใดสำรวมจิตไว้ได้ ผู้นั้นจะพ้นจากบ่วงมาร.
ปัญญาของผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ไม่รู้สัทธรรม มีความ
เลื่อมใสเลื่อนลอย ย่อมไม่บริบูรณ์.
อนึ่ง ภัยย่อมไม่มีแก่ผู้ตื่นอยู่ ผู้มีกรรมฐานมั่นคง
เป็นสหาย มีจิตไม่ขวนขวาย มีจิตไม่ถูกกำจัด ละบุญ
และบาปได้แล้ว.
เพราะฉะนั้น
นักปราชญ์ย่อมทำจิตนั้นซึ่งดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษา
ยาก ห้ามยาก ให้ตรง เหมือนช่างศรดัดศรให้ตรงฉะนั้น.
เมื่อทำจิตให้ตรงอย่างนี้ พึงตามรักษาจิตของตน.
บทว่า ปตฺถยาโน ทิสํ อคตปุพฺพํ พระโยคาวจรเมื่อปรารถนาทิศที่ไม่เคยไป ความว่า เมื่อปรารถนาทิศที่ไม่เคยไปในสงสารอันไม่มีเบื้องต้นและที่สุด เพราะปรารถนากรรมในกรรมฐานคือกายคตาสตินี้ พึงรักษาจิตของตนโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
ก็อะไรชื่อว่าทิศนั้น ท่านกล่าวมารดาบิดาเป็นต้น ชื่อว่าทิศใน คาถานี้ว่า
มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา
บุตรภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง มิตรและอำมาตย์เป็นทิศเบื้อง
ซ้าย ทาสกรรมกรเป็นทิศเบื้องล่าง สมณพราหมณ์เป็นทิศ
เบื้องบน คฤหัสถ์ผู้มีตนสมควรพึงนมัสการทิศเหล่านี้ ดังนี้.
ทิศมีทิศบูรพาเป็นต้นท่านกล่าวว่าทิศ ในคาถานี้ว่า
ทิศทั้งหลาย ๑๐ เหล่านี้ คือทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔
ทิศเบื้องบน ๑ ทิศเบื้องล่าง ๑ พระยานาคประดิษฐาน
อยู่ทิศไหน จึงได้เห็นเขาสัตว์ทั้ง ๖ ในความฝัน ดังนี้.
ท่านกล่าวนิพพานว่าเป็นทิศ ในคาถานี้ว่า
ผู้ครองเรือนให้ข้าวน้ำและผ้าแก่ผู้มีชื่อทั้งหลาย ย่อม
กล่าวถึงทิศ ผู้มีความทุกข์ทั้งหลาย ถึงทิศอันมีธงขาวอย่าง
ยิ่ง ย่อมมีความสุข ดังนี้.
พระนิพพานนั้นแลท่านประสงค์เอาในที่นี้. พระนิพพานนั้นจักปรากฏ จักยืนยันได้ด้วยบทมีอาทิว่า ตณฺหกฺขยํ วิราคํ นิพพานเป็นที่สิ้นตัณหา สำรอกกิเลส ดังนี้ เพราะฉะนั้น นิพพานจึงเรียกว่าทิศ. นิพพานท่านเรียกชื่อว่าทิศไม่เคยไป เพราะพาลปุถุชนไรๆ แม้แต่ฝันถึงก็ไม่เคย. ผู้ปรารถนานิพพานนั้น ควรทำความเพียรด้วยกายคตาสติ.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า วชโต ดังนี้
เมื่อภิกษุไปสู่ที่ใกล้แต่การเกิดแห่งมรรค ดำเนินไปในขณะดำรงอยู่ ก้าวไปแต่การเห็นมรรค.
บทว่า อนฺเต คือ ตั้งอยู่ในที่สุด.
บทว่า ปนฺเต คือ ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในป่าชัฏ.
บทว่า ปริยนฺเต คือ ตั้งอยู่ในที่สุดรอบเพราะความไกล.
บทว่า เสลนฺเต คือ ส่วนสุดแห่งภูเขาหิน.
บทว่า วนนฺเต คือ ส่วนสุดแห่งป่าทึบ.
บทว่า นทนฺเต คือ ส่วนสุดแห่งแม่น้ำ.
บทว่า อุทกนฺเต คือ ในที่สุดสายน้ำ.
บทว่า น กสิยติ น วปิยติ คือ เป็นที่ที่เขาไม่ไถไม่หว่าน.
บทว่า ชนนฺตํ อติกฺกมิตฺวา ฐิเต มนุสฺสานํ อนูปจารํ ไม่เป็นอุปจารแห่งมนุษย์ล่วงเลยหมู่ชน คือเสนาสนะที่มนุษย์ทั้งหลายไม่เข้าไปทำมาหากินด้วยการไถและการหว่าน.
พึงทราบวินิจฉัยใน คาถาที่ ๗ ดังต่อไปนี้.
บทว่า กฺยาสฺส พฺยปฺปถโย อสฺสุ ภิกษุพึงเป็นผู้มีคลองแห่งถ้อยคำเช่นไร คือคำพูดของภิกษุนั้นพึงเป็นเช่นไร.
บทว่า มุสา ในบทนี้ว่า มุสาวาทํ ปหาย ละมุสาวาท คือวจีประโยคหรือกายประโยคอันหักเสียซึ่งประโยชน์ของผู้มุ่งจะพูดให้ผิด.
อนึ่ง เจตนาอันยังกายประโยคและวจีประโยคของผู้พูดให้คนอื่นเข้าใจผิดตั้งขึ้นแก่เขาด้วยประสงค์จะพูดให้ผิด ชื่อว่ามุสาวาท.
อีกนัยหนึ่ง บทว่า มุสา คือ วัตถุไม่จริง ไม่แท้.
บทว่า วาโท คือ พูดให้เขารู้โดยเป็นความจริง โดยเป็นความแท้.
อนึ่ง เจตนาอันยังการบอกกล่าวอย่างนั้นให้ตั้งขึ้นแก่ผู้ประสงค์จะให้คนอื่นรู้วัตถุอันไม่เป็นจริง โดยเป็นความจริง ชื่อว่ามุสาวาท.
มุสาวาทนั้นหักเสียซึ่งประโยชน์ใด เพราะประโยชน์นั้นน้อยจึงมีโทษน้อย เพราะประโยชน์มากจึงมีโทษมาก
อีกอย่างหนึ่ง มุสาวาทมีโทษน้อยแก่คฤหัสถ์เป็นไปแล้วโดยนัยมีอาทิว่า ไม่เป็นมุสาวาท เพราะประสงค์จะไม่ให้ของของตน. ผู้เป็นพยานพูดเพื่อหักเสียซึ่งประโยชน์มีโทษมาก มีโทษน้อยแก่บรรพชิตเป็นไปแล้วโดยนัยมีอาทิว่า ด้วยประสงค์จะให้ขบขัน เพราะได้น้ำมันหรือเนยใสน้อยว่าวันนี้น้ำมันไหลเข้าไปในบ้านเหมือนแม่น้ำ. มีโทษมากแก่บรรพชิตผู้พูดโดยนัยมีอาทิว่า สิ่งที่ไม่เห็นได้เห็นแล้ว.
มุสาวาทนั้นมีองค์ ๔ คือ เรื่องไม่จริง ๑ จิตคิดจะพูดให้ผิด ๑ พยายามจะพูดเรื่องนั้น ๑ ผู้อื่นรู้ความนั้น ๑.
มุสาวาทเป็นสาหัตถิกประโยค (ด้วยน้ำมือของตนเอง) เท่านั้น. พึงเห็นสาหัตถิกประโยคนั้น ในการกระทำกิริยาให้ผู้อื่นสำคัญผิด ด้วยกายก็ดี ด้วยของเนื่องด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี. หากผู้อื่นรู้ความนั้นด้วยกิริยานั้น เจตนาอันตั้งขึ้นด้วยกิริยานี้ ย่อมสำเร็จเป็นกรรมคือมุสาวาทในขณะนั้นเอง.
ชื่อว่า สจฺจวาที เพราะพูดจริง.
ชื่อว่า สจฺจสนฺโธ ดำรงความจริง เพราะติดต่อ สืบต่อ ความจริงด้วยความจริง. อธิบายว่า ไม่พูดเท็จในระหว่างๆ. คนใดบางครั้งพูดเท็จ บางครั้งพูดจริง ความจริงกับความจริงไม่ต่อเนื่องกัน เพราะความจริงนั้นเป็นไปในระหว่างด้วยมุสาวาท เพราะฉะนั้น คนนั้นไม่ชื่อว่า สจฺจสนฺโธ ผู้ดำรงความจริง.
อนึ่ง คนนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ไม่พูดเท็จ แม้เพราะเหตุชีวิต ความจริงกับความจริงติดต่อกันไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า สจฺจสนฺโธ.
บทว่า เถโต คือ ผู้มั่นคง. อธิบายว่า มีถ้อยคำมั่นคง.
บุคคลคนหนึ่งมีถ้อยคำไม่มั่นคง ดุจผ้าย้อมด้วยขมิ้น ดุจตอไม้ปักที่กองแกลบและดุจลูกฟักวางไว้บนหลังม้า. บุคคลคนหนึ่งมีถ้อยคำมั่นคง ดุจจารึกบนแผ่นหิน และดุจเสาเขื่อน แม้จะเอาดาบตัดศีรษะก็ไม่พูดเป็นคำสอง บุคคลนี้เรียกว่าผู้มีถ้อยคำมั่น.
บทว่า ปจฺจยิโก คือ มีถ้อยคำเชื่อถือได้.
อธิบายว่า เชื่อได้. เพราะบุคคลบางคนเชื่อถือไม่ได้. ถามว่า คำนี้ใครพูด เมื่อเขาตอบว่า คนโน้นพูด ควรจะพูดว่า พวกท่านอย่าเชื่อถ้อยคำของคนนั้น. บุคคลหนึ่งเป็นผู้เชื่อถือได้. ถามว่า คำนี้ใครพูด. ตอบว่า คนโน้นพูด ผิว่า คนนั้นพูด ถ้อยคำนี้เป็นประมาณได้ ไม่มีข้อควรสอบสวน ในบัดนี้ ควรจะพูดว่าถ้อยคำนี้เป็นอย่างนั้นทีเดียว. บุคคลนี้เรียกว่ามีถ้อยคำควรเชื่อถือได้.
บทว่า อวิสํวาทโก โลกสฺส ไม่พูดให้คลาดเคลื่อนแก่โลก. ความว่า ไม่ให้ชาวโลกเข้าใจผิด เพราะคำพูดจริงนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ปิสุณํ วาจํ ปหาย ละวาจาส่อเสียดต่อไป.
กล่าววาจาของตนที่ทำความน่ารักในหัวใจ ของบุคคลนั้นและส่อเสียดบุคคลอื่น ชื่อว่าปิสุณวาจา วาจาส่อเสียด. วาจาที่ทำตนบ้าง ผู้อื่นบ้างให้หยาบ หรือวาจาที่หยาบเองไม่เพราะหู ไม่สุขใจ ชื่อว่าผรุสวาจา วาจาหยาบ. คำพูดเพ้อเจ้อไม่มีประโยชน์ ชื่อว่าสัมผัปปลาปะ. แม้เจตนาอันเป็นมูลเหตุของคำพูดเหล่านั้น ก็ได้ชื่อว่าปิสุณวาจา เป็นต้นนั่นเอง. ในที่นี้ท่านประสงค์เอาปิสุณวาจานั่นเอง.
ในวาจาเหล่านั้น เจตนาอันยังกายประโยคและวจีประโยคให้ตั้งขึ้นของผู้มีจิตเศร้าหมอง เพื่อทำลายผู้อื่นหรือเพราะประสงค์จะให้เขารักตน ชื่อว่าปิสุณวาจา. ปิสุณวาจานั้นชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะผู้ที่ถูกทำความแตกกันมีคุณน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะผู้ที่ถูกทำความแตกกันมีคุณมาก.
ปิสุณวาจานั้นมีองค์ ๔ คนอื่นที่ควรให้แตกกันมุ่งจะให้แตกกัน ด้วยคิดว่าคนเหล่านี้จักแตกกันอย่างนี้ ๑ ใคร่ให้เป็นที่รัก ด้วยคิดว่าเราจักเป็นที่รักเป็นผู้คุ้นเคยอย่างนี้ ๑ พยายามจะทำให้เขาแตกกัน ๑ ผู้นั้นรู้ความนั้น ๑.
บทว่า อิเมสํ เภทาย เพื่อทำลายคนหมู่นี้ คือเพื่อทำลายคนที่ฟังในสำนักของผู้ที่กล่าวว่า ฟังจากข้างนี้ดังนี้.
บทว่า ภินฺนานํ วา สนฺธาตา เป็นผู้สมานคนที่แตกกัน คือเมื่อมิตรสองคนหรือผู้ร่วมอุปัชฌาย์เดียวกัน แตกกันด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เข้าไปหาคนหนึ่งๆ แล้วกล่าวว่า การแตกกันนี้ไม่สมควรแก่พวกท่านผู้เกิดในตระกูลเช่นนี้ ผู้เป็นพหูสูตอย่างนี้ แล้วทำความสมานกัน.
บทว่า อนุปฺปทาตา คือ ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกัน ความว่า เห็นคนสองคนสามัคคีกัน แล้วกล่าวคำมีอาทิว่า เมื่อเกิดในตระกูลเห็นปานนี้ ประกอบด้วยคุณเห็นปานนี้ ข้อนี้เป็นความสมควร แล้วทำให้มั่นคง.
ชื่อว่า สมคฺคาราโม เพราะมีความพร้อมเพรียงกัน เป็นที่มายินดี. อธิบายว่า ความพร้อมเพรียงกันไม่มีในที่ใด ไม่ปรารถนาแม้จะอยู่ในที่นั้น.
บาลีว่า สมคฺคราโม บ้าง. ความอย่างเดียวกัน.
บทว่า สมคฺครโต คือ ยินดีแล้วในความพร้อมเพรียง. อธิบายว่า ไม่ปรารถนาจะละความพร้อมเพรียงเหล่านั้นไปอยู่ที่อื่น. ชื่อว่า สมคฺคนนฺที เพราะเห็นบ้าง ฟังบ้าง คนที่พร้อมเพรียงกันย่อมเพลิดเพลิน.
บทว่า สมคฺคกรณึ วาจํ ภาสิตา กล่าววาจาทำให้เขาพร้อมเพรียงกัน คือกล่าววาจาแสดงคุณของความพร้อมเพรียงกันอันทำให้สัตว์ทั้งหลายพร้อมเพรียงกัน ไม่กล่าวคำนอกไปจากนี้.
เจตนาหยาบโดยส่วนเดียว ยังกายประโยคและวจีประโยคตัดส่วนสำคัญของร่างกายของคนอื่น ชื่อว่าผรุสวาจา. วจีประโยค แม้ตัดส่วนสำคัญของร่างกาย ก็ไม่เป็นผรุสวาจา เพราะจิตละเอียดอ่อน.
จริงอยู่ มารดาบิดา บางครั้งพูดกะบุตรอย่างนี้ว่า ขอให้โจรฟาดฟันพวกเจ้าให้เป็นชิ้นๆ ทีเถิด ดังนี้ ทั้งๆ ที่มารดาบิดาไม่ปรารถนาแม้ใบบัวตกบนศีรษะของพวกลูกๆ เหล่านั้น.
อนึ่ง อาจารย์และอุปัชฌาย์บางครั้งกล่าวกะศิษย์ทั้งหลายอย่างนี้ว่า อะไรพวกนี้ไม่มีหิริโอตตัปปะเสียเลย พวกเจ้าจงไล่เขาออกไป. ที่แท้อาจารย์และอุปัชฌาย์ปรารถนาให้ศิษย์ทั้งหลายถึงพร้อมด้วยอาคมและอธิคม.
อนึ่ง เพราะจิตละเอียดอ่อนย่อมไม่เป็นผรุสวาจาฉันใด เพราะคำพูดละเอียดอ่อนไม่เป็นผรุสวาจาหามิได้ฉันนั้น. คำพูดของผู้ประสงค์จะให้เขาตายว่า จงให้ผู้นี้นอนให้สบายเถิดดังนี้ ไม่เป็นผรุสวาจาหามิได้ เพราะจิตหยาบคาย คำพูดนั้นจึงเป็นผรุสวาจาแท้. วาจามีโทษน้อย เพราะผู้ที่พูดหมายถึงมีคุณน้อย มีโทษมาก เพราะผู้ที่พูดหมายถึงมีคุณมาก.
ผรุสวาจานั้นมีองค์ ๓ คือคนอื่นที่พึงด่า ๑ จิตโกรธ ๑ การด่า ๑.
บทว่า เนลา โทษ ท่านเรียกว่า เอลา. ชื่อว่าเนลา เพราะวาจาไม่มีโทษ. ดุจคำว่า เนล ที่ท่านกล่าวไว้ในบทนี้ว่า เนลงฺโค เสตปจฺฉาโท ราชรถไม่มีโทษคลุมด้วยสีขาว.
บทว่า กณฺณสุขา ไพเราะหู คือวาจาเป็นสุขแก่หู เพราะไพเราะด้วยพยัญชนะ ไม่ทำให้เกิดเสียดแทงหูดุจแทงด้วยเข็ม.
วาจาชื่อว่า เปมนียา เพราะมิให้เกิดความโกรธแล้ว ให้เกิดความรักในสกลกาย เพราะไพเราะด้วยอรรถ.
วาจาชื่อว่า หทยงฺคมา เพราะหยั่งลงถึงหทัย เข้าไปถึงจิตได้โดยง่ายไม่ติดขัด.
วาจาชื่อว่า โปรี เพราะเป็นถ้อยคำของชาวเมืองบริบูรณ์ด้วยคุณธรรม. เพราะเป็นถ้อยคำดีดุจนารีเจริญแล้วในเมือง. เพราะเป็นถ้อยคำของชาวเมือง.
จริงอยู่ ชาวเมืองย่อมเป็นผู้กล่าวถ้อยคำเหมาะสม กล่าวกะคนปูนพ่อว่าพ่อ คนปูนพี่ว่าพี่.
วาจาชื่อว่า พหุชนกนฺตา เพราะถ้อยคำเห็นปานนั้น ชนหมู่มากพอใจ.
ชื่อว่า พหุชนมนาปา เพราะชนหมู่มากชอบใจ ทำความเจริญแก่ใจด้วยความเป็นผู้พอใจ.
อกุศลเจตนาอันยังกายประโยคและวจีประโยคที่จะให้เขารู้ไม่มีประโยชน์ตั้งขึ้น ชื่อว่า สมฺผปฺปลาโป.
สัมผัปปลาปะนั้นมีโทษน้อย เพราะอาเสวนะ (การคบหา การเสพ) น้อย, มีโทษมาก เพราะอาเสวนะมาก.
สัมผัปปลาปะมีองค์ ๒ คือมุ่งกล่าวคำไม่มีประโยชน์ มีเรื่องภารตยุทธ์และเรื่องชิงสีดาเป็นต้น ๑ กล่าวถ้อยคำแบบนั้น ๑.
ชื่อว่า กาลวาที เพราะพูดโดยกาลอันควร. อธิบายว่า พูดกำหนดกาลที่ควรพูด.
ชื่อว่า ภูตวาที เพราะพูดคำจริงแท้ ที่เป็นตามสภาวะ.
ชื่อว่า อตฺถวาที เพราะพูดอิงประโยชน์ในปัจจุบันและภพหน้า.
ชื่อว่า ธมฺมวาที เพราะพูดอิงโลกุตรธรรม ๙.
ชื่อว่า วินยวาที เพราะพูดอิงสังวรวินัย (การสำรวม) และปหานวินัย (การละ).
วาจาเป็นหลักฐานเรียกว่า นิธาน. ชื่อว่า นิธานวาที เพราะพูดมีหลักฐานอ้างอิง. อธิบายว่า กล่าววาจาอันควรจำไว้ในหทัย.
บทว่า กาเลน โดยกาลอันควร คือแม้กล่าววาจาเห็นปานนี้ว่า เราจักพูดวาจามีหลักฐานดังนี้ ก็ชื่อว่าไม่กล่าวในกาลอันไม่ควร. อธิบายว่า พิจารณากาลอันควรแล้วจึงพูด.
บทว่า สาปเทสํ มีที่อ้างอิง. ความว่า มีเปรียบเทียบ และมีเหตุผล.
บทว่า ปริยนฺตวตึ มีส่วนสุด. อธิบายว่า แสดงหัวข้อแล้วกล่าวโดยอาการที่หัวข้อของวาจานั้นปรากฏ.
บทว่า อตฺถสญฺหิตํ ประกอบด้วยประโยชน์ คือถึงพร้อมด้วยประโยชน์ เพราะอันผู้จำแนกโดยนัยไม่น้อยไม่สามารถจะถือเอาได้.
บุคคลผู้กล่าวประโยชน์นั้นย่อมกล่าวถึงประโยชน์ใด ย่อมกล่าววาจาอันประกอบด้วยประโยชน์ เพราะตั้งอยู่ด้วยประโยชน์นั้น ท่านอธิบายว่า ไม่ยกอย่างอื่นแล้วกล่าวอย่างอื่น.
บทว่า จตูหิ วจีสุจริเตหิ คือ ด้วยการประพฤติดี อันประกอบแล้วด้วยวาจา ๔ อย่างดังกล่าวแล้วโดยนัยมีอาทิว่า มุสาวาทํ ปหาย ละการพูดเท็จดังนี้.
บทว่า สมนฺนาคโต ประกอบแล้ว คือไม่เสื่อม.
บทว่า จตุทฺโทสาปคตํ วาจํ ภาสติ คือ กล่าววาจาปราศจากโทษ ๔ อย่าง มีไม่เป็นที่รักเป็นต้น.
บทว่า อตฺถิ โคจโร พระเถระประสงค์จะกล่าวถึงสมณโคจรโดยแท้จึงยกบทว่า อโคจโร มีอยู่ โคจร ก็มีอยู่ ดังนี้.
เหมือนอย่างว่า บุรุษผู้ฉลาดหนทาง เมื่อบอกหนทางย่อมบอกทางมีภัยอันเป็นทางมีอันตรายที่ควรเว้นก่อนว่า ท่านจงเว้นทางซ้าย ถือเอาทางขวา ดังนี้ ภายหลังจึงบอกทางตรงอันเป็นทางปลอดภัยที่ควรถือเอาฉันใด พระธรรมเสนาบดีเช่นกับบุรุษผู้ฉลาดในทางก็ฉันนั้นเหมือนกัน บอกอโคจรที่พระพุทธเจ้าทรงติเตียน ควรละก่อน แล้วประสงค์จะบอกโคจรในภายหลัง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กตโม อโคจโร อโคจรเป็นไฉน.
ทางที่บุรุษบอกจะถูกก็ได้ ผิดก็ได้. แต่ทางที่พระตถาคตตรัสบอกไม่ผิดหวัง ย่อมประชุมลงสู่นครคือนิพพานนั่นเอง ดุจวชิระที่พระอินทร์ขว้างออกไปฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า บุรุษผู้ฉลาดในทาง คำนั้นเป็นชื่อของพระตถาคต ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. หรือเพราะการบำเพ็ญกัลยาณธรรมของผู้ละบาปธรรมได้แล้ว ดุจวิธีการตกแต่งเครื่องประดับมีดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น ของบุคคลผู้ชำระเหงื่อมลทินและสะเก็ด ด้วยการอาบน้ำตลอดศีรษะ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระบอกอโคจรที่ควรละก่อน ดุจเหงื่อมลทินและสะเก็ด แล้วประสงค์จะบอกโคจรในภายหลัง ดุจวิธีตกแต่งเครื่องประดับมีดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น ของบุคคลผู้ชำระเหงื่อมลทินและสะเก็ด ฉะนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กตโม อโคจโร ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โคจโร ได้แก่ ที่สมควรเข้าไปเพื่อบิณฑบาตเป็นต้น.
อโคจร คือที่ไม่ควรเข้าไป.
ชื่อว่า เวสิยโคจโร เพราะมีหญิงแพศยาเป็นโคจร. อธิบายว่า ไม่เป็นที่ควรเข้าไปด้วยอำนาจความคุ้นเคยฉันมิตร. หญิงอาศัยรูปเลี้ยงชีพชื่อว่า เวสิยะ. เข้าไปหาหญิงเหล่านั้นร่วมประเวณีได้ง่ายด้วยอำนาจมิตรสันถวสิเนหา ชื่อว่าเป็น เวสิยโคจร. เพราะฉะนั้น ไม่ควรเข้าไปอย่างนั้น. เพราะอะไร. เพราะวิบัติด้วยการอารักขา.
จริงอยู่ เมื่อภิกษุเข้าไปอย่างนั้น สมณธรรมที่รักษาคุ้มครองมาเป็นเวลานานย่อมฉิบหายไปด้วยวันเล็กน้อยนั่นเอง แม้หากไม่ฉิบหายก็ได้รับความติเตียน. เมื่อเข้าไปเกี่ยวกับทักษิณา ควรตั้งสติเข้าไป. หญิงผัวตายหรือผัวทิ้ง ชื่อว่า วิธวา หญิงหม้าย.
บทว่า ถูลกุมาริโย สาวเทื้อ คือหญิงแก่ คือไม่มีความเป็นหญิงสาวเหลืออยู่.
บทว่า ปณฺฑกา บัณเฑาะก์ คือพวกนปุงสกะ (กะเทย) มากไปด้วยคำพูดอิงโลก มีกิเลสหนา เร่าร้อนไม่หาย. โทษในการเข้าไปหากะเทยเหล่านั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
แม้ในภิกษุณีทั้งหลายก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
อนึ่ง ธรรมดาภิกษุทั้งหลายย่อมเป็นผู้มีพรหมจรรย์สูง. ภิกษุณีก็เหมือนกัน. ภิกษุเหล่านั้นยังสมณธรรมที่รักษาคุ้มครองแล้วให้ฉิบหายไปโดยวันเล็กน้อย ด้วยการทำสันถวะกะกันและกัน. แต่การไปถามเรื่องเจ็บป่วยควร. ได้ดอกไม้แล้วไป เพื่อบูชาบ้าง เพื่อโอวาทบ้าง ควรเหมือนกัน.
บทว่า ปานาคารํ คือ โรงเหล้า โรงเหล้านั้นย่อมทำอันตรายแก่พรหมจรรย์ เป็นที่ไม่สงัดจากพวกนักเลงเหล้า.
การเข้าไปในที่นั้นด้วยความชอบพอกับพวกนักเลงเหล้าเหล่านั้นไม่ควร. ย่อมเป็นอันตรายแก่พรหมจรรย์.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า สํสฏฺโฐ วิหรติ วาชูหิ อยู่คลุกคลีด้วยพระราชา ต่อไป.
บทว่า ราชาโน ได้แก่ ปกครองราชสมบัติ จะอภิเษกแล้วหรือยังไม่อภิเษกก็ตาม เรียกว่าพระราชา. ผู้ประกอบด้วยความเป็นอิสระอันใหญ่ เช่นเดียวกับความเป็นอิสระของพระราชาทั้งหลาย เรียกว่ามหาอำมาตย์ของพระราชา. นักบวชนอกศาสนามีความเห็นวิปริต เรียกว่าเดียรถีย์. ผู้ให้ปัจจัยแก่เดียรถีย์เหล่านั้นด้วยความภักดีเรียกว่าสาวกของเดียรถีย์.
อธิบายว่า เป็นผู้คลุกคลีกับสาวกเดียรถีย์เหล่านั้น.
บทว่า อนนุโลมิเกน คิหิสํสคฺเคน ด้วยความคลุกคลีกับคฤหัสถ์อันไม่สมควร คือภิกษุได้รับอันตรายของพรหมจรรย์ การล่วงบัญญัติและความเสื่อมสัลเลขปฏิบัติ ด้วยความคลุกคลีอันเป็นข้าศึกไม่สมควรแก่ไตรสิกขา ชื่อว่าความคลุกคลีอันไม่สมควร. เหมือนอย่างว่า ความเศร้าโศกร่วมกัน ความยินดีร่วมกัน ความมีสุขทุกข์ร่วมกัน กับพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา เมื่อกิจที่ควรทำเกิดขึ้น ถึงความขวนขวายด้วยตน ความเป็นผู้มีอาจารย์ร่วมกันด้วยความพอใจความชอบใจเป็นอันเดียวกันกับสาวกของเดียรถีย์. การนำมาซึ่งความเป็นผู้มีอาจาระเสมอกันด้วยความพอใจชอบใจเป็นอันเดียวกัน หรือความชื่นชมมีมากด้วยความเสน่หา. การคลุกคลีกับพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา เป็นการกระทำอันตรายแก่พรหมจรรย์.
การคลุกคลีกับเดียรถีย์นอกนี้เป็นการถือลัทธิ. อันผู้สามารถทำลายวาทะของเดียรถีย์เหล่านั้นแล้วให้ถือลัทธิของตน เข้าไปหาควร.
บัดนี้พระสารีบุตรเพื่อจะแสดงอโคจรโดยปริยายอื่น จึงเริ่มคำมีอาทิว่า ยานิ วา ปน ตานิ กุลานิ อนึ่ง ตระกูลบางตระกูล ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสทฺธานิ ไม่มีศรัทธา คือเว้นจากศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นต้น. ตระกูลทั้งหลายย่อมไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็นพระสัพพัญญู พระธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดี ดังนี้.
บทว่า อปฺปสนฺนานิ ไม่เลื่อมใส คือไม่สามารถทำจิตให้ผ่องใสไม่ขุ่นมัวได้.
บทว่า อกฺโกสกปริภาสกานิ คือ มักด่ามักบริภาษ. อธิบายว่า ย่อมด่าด้วยอักโกสวัตถุ (เรื่องที่ด่า) ๑๐ อย่าง อย่างนี้คือ ท่านเป็นโจร เป็นคนพาล เป็นคนหลง เป็นอูฐ เป็นโค เป็นลา เป็นคนตกในอบาย เป็นสัตว์นรก เป็นเดียรัจฉาน ท่านไม่มีสุคติ ท่านหวังทุคติอย่างเดียว และบริภาษด้วยการแสดงภัยอย่างนี้ว่า ช่างเถิด ประเดี๋ยวเราจักประหารจักจองจำ จักฆ่าท่าน.
บทว่า อนตฺถกามานิ มุ่งความเสื่อม คือไม่ปรารถนาประโยชน์ ปรารถนาความเสื่อมอย่างเดียว.
บทว่า อหิตกามานิ มุ่งสิ่งไม่มีประโยชน์เกื้อกูล คือปรารถนาความไม่มีประโยชน์เกื้อกูลอย่างเดียว ไม่ปรารถนาความมีประโยชน์เกื้อกูล.
บทว่า อผาสุกามานิ มุ่งความไม่สบาย คือไม่ปรารถนาความสบาย ปรารถนาความไม่สบายอย่างเดียว.
บทว่า อโยคกฺเขมกามานิ มุ่งความไม่ปลอดโปร่งจากกิเลส คือไม่ปรารถนาความปลอดโปร่งจากโยคะ ๔ คือความไม่มีภัย ปรารถนาความมีภัยอย่างเดียว.
แม้สามเณรทั้งหลายก็สงเคราะห์เข้าในบทนี้ว่า ภิกฺขูนํ ดังนี้.
สิกขมานาก็ดี สามเณรีก็ดี สงเคราะห์เข้าในบทว่า ภิกฺขุนีนํ ดังนี้นี้.
การมุ่งความเสื่อมเหล่านั้นแก่บริษัท ๔ ทั้งปวง ผู้บวชและถึงความเป็นสมณะ อุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้า.
บทว่า ตถารูปานิ กุลานิ คือ ตระกูลทั้งหลายมีตระกูลกษัตริย์เป็นต้นเห็นปานนั้น.
บทว่า เสวติ คือ อาศัยเป็นอยู่.
บทว่า ภชติ คบหา คือเข้าไปใกล้.
บทว่า ปยิรุปาสติ ติดต่อ คือเข้าไปใกล้บ่อยๆ.
บทว่า อยํ วุจฺจติ พึงทราบว่า นี้เรียกว่าอโคจร เป็นโคจรอันไม่สมควร ๓ ประการ คืออโคจรมีหญิงแพศยาเป็นต้น ของผู้เที่ยวหาหญิงแพศยาเป็นต้น อโคจรมีพระราชาเป็นต้น ของผู้คลุกคลีกับพระราชาเป็นต้น อโคจรมีตระกูลไม่มีศรัทธาเป็นต้น ของผู้คบตระกูลไม่มีศรัทธาเป็นต้น.
พึงทราบความเป็นอโคจรของภิกษุนั้นโดยปริยายแม้นี้.
พึงทราบอโคจรมีหญิงแพศยาเป็นต้น ชื่อว่าอโคจร เพราะอาศัยในกามคุณ ๕ ก่อน.
เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อะไรเป็นแดนอื่น ซึ่งเป็นอโคจรของภิกษุ คือกามคุณ ๕.
พึงทราบอโคจรด้วยทำให้เกิดกิเลส ๔ อย่าง คืออโคจรมีพระราชาเป็นต้น ชื่อว่าอโคจร เพราะไม่เป็นอุปนิสัยแห่งการประกอบเนืองๆ ในฌาน และเพราะเหตุแห่งการบีบด้วยวิตกอันข้องอยู่ในลาภสักการะและเป็นเหตุให้ทิฏฐิวิบัติ ๑ อโคจรมีตระกูลไม่มีศรัทธาเป็นต้น.
ชื่อว่าอโคจร เพราะนำความเสื่อมศรัทธาและความประทุษร้ายทางจิตมาให้ ๑ อโคจรมีการเข้าไปตามละแวกเรือนเป็นต้น. ชื่อว่าอโคจร เพราะเห็นรูปด้วยจักษุแล้วถือเป็นนิมิต และบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วขวนขวายในการดูสิ่งอันเป็นข้าศึกแห่งกุศล ๑ กามคุณห้า ๑.
บทว่า มา ภิกฺขเว อโคจเร จรถ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงอย่าเที่ยวไปในอโคจร คืออย่าเที่ยวไปในที่ที่ไม่ควรเที่ยวไป.
บทว่า ปรวิสเย ในแดนอื่น คือแดนศัตรู.
บทว่า อโคจเร ภิกฺขเว จรตํ คือ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอเที่ยวไปในอโคจรอันเป็นที่ไม่สมควร.
บทว่า ลจฺฉติ คือ จักได้ จักเห็น.
บทว่า มาโร ได้แก่ เทวบุตรมารบ้าง มัจจุมารบ้าง.
บทว่า โอตารํ ได้แก่ ช่องโอกาส.
พึงทราบวินิจฉัยใน โคจรนิทเทส ดังต่อไปนี้.
บทมีอาทิว่า น เวสิยโคจโร โหติ ภิกษุไม่เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็นโคจรดังนี้ พึงทราบโดยตรงกันข้ามกับที่กล่าวไว้แล้ว. แต่ความต่างกันมีดังนี้.
บทว่า จตฺตาโร สติปฏฺฐานา โคจโร คือ สติปัฏฐาน ๔ เป็นโคจร ด้วยเป็นที่สมควรประพฤติ.
บทว่า สเก คือ เป็นของของตน.
บทว่า เปตฺติเก วิสเย คือ เป็นแดนอันมาแล้วแต่บิดา.
บทว่า อารทฺธวิริยสฺส ปรารภความเพียร คือมีความเพียรอันได้แก่สัมมัปปธาน ๔ เข้าไปตั้งไว้แล้วโดยชอบ.
บทว่า ถามวโต คือ มีกำลัง.
บทว่า ทฬฺหปรกฺกมสฺส คือ มีความเพียรมั่น.
บทว่า ยสฺสตฺตา เปสิโต ตนอันภิกษุส่งไปแล้ว คือสละอัตภาพเพื่อพระอรหัต.
บทว่า อตฺตตฺเถ จ คือ ในอรหัตผลอันเป็นประโยชน์ของตน.
บทว่า ญาเย จ คือ ในมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นอริยะ.
บทว่า ลกฺขเณ จ คือ ในการแทงตลอดลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้น.
บทว่า การเณ จ คือ ในเหตุ.
บทว่า ฐานาฐาเน จ คือ ในฐานะและอฐานะ. อธิบายว่า ในเหตุและมิใช่เหตุ.
บัดนี้พระสารีบุตรเพื่อแสดงให้พิสดาร จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยใน คาถาที่ ๘ ดังต่อไปนี้.
บทว่า เอโกทิ นิปโก เป็นผู้มีสมาธิเป็นธรรมเอกผุดขึ้น คือเป็นบัณฑิตมีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง.
บทว่า ชาตรูปสฺส โอฬาริกมฺปิ มลํ ธมติ ช่างทองกำจัดมลทินแม้อย่างหยาบของทอง คือนำมลทินหยาบของทองออกด้วยใช้ไฟ.
บทว่า สนฺธมติ คือ นำออกโดยชอบ.
บทว่า นิทฺธมติ กำจัด คือนำออกไป ทำไม่ให้เกิดอีก.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ฌาเปติ คือ เผา.
บทว่า มชฺฌิมกมฺปิ อย่างกลางบ้าง คือละเอียดกว่านั้นบ้าง.
บทว่า สุขุมกมฺปิ ละเอียดบ้าง คือละเอียดยิ่งบ้าง.
บทว่า เอวเมว เป็นบทแสดงเปรียบเทียบ.
บทว่า อตฺตโน โอฬาริเกปิ กิเลเส ธมติ กำจัดกิเลสอย่างหยาบของตน คือนำกิเลสหยาบมีกายทุจริตเป็นต้นออกไปด้วยความเพียรเผากิเลส.
บทว่า มชฺฌิมเกปิ กิเลเส กำจัดกิเลสอย่างกลาง คือกิเลสอย่างกลางระหว่างกิเลสอย่างหยาบและอย่างละเอียด มีกามวิตกเป็นต้น.
บทว่า สุขุมเกปิ กิเลสอย่างละเอียด คือกิเลสอย่างละเอียดยิ่งมีวิตกถึงญาติเป็นต้น.
บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิยา มิจฺฉาทิฏฺฐึ ธมติ กำจัดมิจฉาทิฏฐิ ด้วยสัมมาทิฏฐิ คือนำออกซึ่งมิจฉาทิฏฐิอันวิปริตด้วยสัมมาทิฏฐิ ที่สัมปยุตด้วยมรรคพร้อมกับวิปัสสนา. แม้ในสัมมาสังกัปปะเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
[๙๒๓-๙๒๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าอันท่านพระสารีบุตรสรรเสริญด้วยคาถา ๓ คาถาแล้วทูลถามถึงเสนาสนะ โคจร ศีลและพรตเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่ศิษย์ทั้งหลาย ๕๐๐ เพื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงเริ่มวิสัชนาโดยนัยมีอาทิว่า วิชิคุจฺฉมานสฺส ของภิกษุผู้เกลียด ดังนี้.
ในคาถาเหล่านั้นพึงทราบความแห่งคาถาต้นก่อน.
ดูก่อนสารีบุตร เราจะกล่าวซึ่งความผาสุกและธรรมตามสมควรนั้นของภิกษุผู้เกลียดด้วยชาติเป็นต้น ผู้เสพที่นั่ง ที่นอน อันสงัด ผู้ปรารถนาสัมโพธิแก่เธอตามที่รู้ คือเรารู้อย่างใดก็จะกล่าวอย่างนั้น.
บทว่า ยํ ผาสุวิหารํ คือ ความอยู่เป็นผาสุก.
บทว่า อสปฺปายรูปทสฺสเนน จากการเห็นรูปไม่เป็นที่สบาย คือเห็นรูปไม่เป็นที่สบายของสมณะมีรูปสตรีเป็นต้น.
บทว่า ตํ สมฺโพธึ พุชฺฌิตุกามสฺส ปรารถนาเพื่อจะตรัสรู้สัมโพธินั้น คือปรารถนาเพื่อจะตรัสรู้สัมโพธิ อันได้แก่มรรคญาณ ๔ นั้น.
บทว่า อนุพุชฺฌิตุกามสฺส ปรารถนาจะตรัสรู้ตาม คือปรารถนาจะตรัสรู้ด้วยการปฏิบัติตามสมควร.
บทว่า ปฏิวิชฺฌิตุกามสฺส ปรารถนาจะตรัสรู้เฉพาะ คือปรารถนาจะแทงตลอดทำไว้ในที่เฉพาะหน้า.
บทว่า สมฺพุชฺฌิตุกามสฺส ปรารถนาจะตรัสรู้พร้อม คือปรารถนาจะตรัสรู้ชอบด้วยการไม่ให้กิเลสที่ละได้แล้วกลับมา.
บทว่า อธิคนฺตุกามสฺส คือ ปรารถนาจะบรรลุ.
บทว่า สจฺฉิกาตุกามสฺส ปรารถนาจะทำให้แจ้ง คือปรารถนาจะบรรลุด้วยการได้เฉพาะและการทำให้แจ้ง.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า พุชฺฌิตุกามสฺส ได้แก่ ปรารถนาจะรู้โสดาปัตติมรรคญาณ.
บทว่า อนุพุชฺฌิตุกามสฺส ได้แก่ ปรารถนาจะรู้สกทาคามิมรรคญาณอีก.
บทว่า ปฏิวิชฺฌิตุกามสฺส ได้แก่ ปรารถนาจะรู้ด้วยการแทงตลอดอนาคามิมรรคญาณ.
บทว่า สมฺพุชฺฌิตุกามสฺส ได้แก่ ปรารถนาจะรู้โดยชอบซึ่งอรหัตมรรคญาณ. ปรารถนาจะบรรลุแม้ทั้ง ๔ ญาณ.
บทว่า ผุสิตุกามสฺส ปรารถนาจะถูกต้อง คือปรารถนาจะถูกต้องด้วยญาณ.
บทว่า สจฺฉิกาตุกามสฺส ได้แก่ ปรารถนาจะทำให้ประจักษ์ด้วยการพิจารณา.
บทว่า จตุนฺนํ มคฺคานํ ปุพฺพภาเค วิปสฺสนา วิปัสสนาในส่วนเบื้องต้นแห่งมรรค ๔ คือวิปัสสนาญาณมีอุทยัพพยญาณ (ปรีชาคำนึงเห็นทั้งความเกิดและความดับ) เป็นต้น อันเกิดขึ้นแล้วในเบื้องต้นของอริยมรรค ๔.
พึงทราบความในคาถาที่สองดังต่อไปนี้.
บทว่า สปฺปริยนฺตจารี ประพฤติในธรรมเป็นส่วนสุด คือประพฤติในธรรมเป็นส่วนสุด ๔ อย่างมีศีลเป็นต้น.
บทว่า ฑํสาธิปาตานํ ได้แก่ เหลือบและแมลงวัน. เพราะเหลือบและแมลงวันเหล่านั้นบินออกจากที่นั้นๆ แล้วกัด เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า อธิปาตา (สัตว์ไต่ตอม).
บทว่า มนุสฺสผสฺสานํ สัมผัสแต่มนุษย์ คือสัมผัสแต่โจรเป็นต้น.
บทว่า จตฺตาโร ปริยนฺตา ประพฤติธรรมเป็นส่วนสุดรอบมี ๔ อย่าง ได้แก่ศีลอันเป็นเขตแดน ศีลอันเป็นข้อกำหนด.
บทว่า อนฺโต ปูติภาวํ ปจฺจเวกฺขมาโน พิจารณาความเสีย ณ ภายใน คือตรวจดูความน่าเกลียดในภายใน ความเป็นผู้เว้นจากศีล.
บทว่า อนฺโตสีลสํวรปริยนฺเต จรติ ได้แก่ ประพฤติในธรรมภายในอันกำหนดด้วยศีลสังวร.
บทว่า มริยาทํ น ภินฺทติ มิได้ทำลายศีลอันเป็นเขตแดน คือไม่ทำศีลอันเป็นเขตแดน ศีลอันเป็นข้อกำหนดให้กำเริบ.
บทว่า อาทิตฺตปริยายํ ปจฺจเวกฺขมาโน คือ พิจารณาอาทิตตปริยายเทศนา.
บทว่า อกฺขพฺภญฺชนวณปฏิจฺฉาทนปุตฺตมํสูปมํ ปจฺจเวกฺขมาโน พิจารณาอาหารเปรียบด้วยน้ำมันหยอดเพลาเกวียน ผ้าพันแผลและเนื้อบุตร คือพิจารณาอาหารดุจน้ำมันหยอดเพลาของเกวียน อุปมาด้วยผ้าเก่าชุบน้ำมันพันแผลของคนเป็นโรคเรื้อน และอุปมาด้วยการกินเนื้อบุตรของผัวเมียที่เดินทางกันดาร.
บทว่า ภทฺเทกรตฺตวิหารํ ปจฺจเวกฺขมาโน พิจารณาถึงความเป็นอยู่แห่งบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญ คือพิจารณาภัทเทกรัตตวิหารธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า
บุคคลไม่ควรคำนึงถึงอดีต ไม่ควรหวังถึงอนาคต มุนี
ผู้สงบเรียกบุคคลนั้นแลว่า เป็นผู้มีราตรีเดียวเจริญ ดังนี้.
บทว่า ตา อุปฺปติตฺวา อุปฺปติตฺวา ขาทนฺติ แมลงวันเหล่านั้นย่อมบินตอมกัดกิน.
พึงทราบความแห่งคาถาที่สามดังต่อไปนี้.
คนภายนอกแม้ทั้งหมดเว้นสหธรรมิก ๗ จำพวก ชื่อว่า ปรธมฺมิกา คนที่ตั้งอยู่ในธรรมอื่น.
บทว่า กุสลานุเอสี ผู้แสวงหากุศล คือแสวงหากุศลธรรม.
บทว่า สตฺต สหธมฺมิเก ฐเปตฺวา เว้นสหธรรมิก ๗ จำพวก คือเว้นภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา.
บทว่า อถาปรานิปิ อตฺถิ อภิสมฺโภตพฺพานิ คือ อนึ่ง อันตรายแม้เหล่าอื่นมีอยู่ ภิกษุทั้งหลายพึงย่ำยี.
พึงทราบความในคาถาที่สี่ดังต่อไปนี้.
บทว่า อาตงฺกผสฺเสน ได้แก่ ผัสสะคือโรค.
บทว่า สีตํ อถุณฺหํ ได้แก่ ความหนาวและความร้อน.
บทว่า โส เตหิ ผุฏฺโฐ พหุธา คือ ภิกษุนั้นอันผัสสะเหล่านั้นมีโรคเป็นต้น กระทบแล้วโดยอาการไม่น้อย.
บทว่า อโนโก เป็นผู้ไม่เปิดโอกาส คือไม่ให้โอกาสแก่วิญญาณอันสหรคตด้วยอภิสังขารเป็นต้น.
บทว่า อพฺภนฺตรธาตุสงฺโกปวเสน วา ความหนาวย่อมมีด้วยสามารถแห่งอาโปธาตุภายในร่างกายกำเริบ คือด้วยสามารถแห่งอาโปธาตุภายในกำเริบ หรือด้วยสามารถแห่งธาตุอย่างใดอย่างหนึ่งกำเริบ.
บทว่า อุณฺหํ ความร้อนคือความร้อนย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งเตโชธาตุภายในร่างกายกำเริบ.
บทว่า อภิสงฺขารสหคตวิญฺญาณสฺส วิญญาณอันสหรคตด้วยอภิสังขาร คือจิตที่สัมปยุตด้วยกุศลเจตนาและอกุศลเจตนา.
บทว่า โอกาสํ น กโรติ ไม่เปิดโอกาส คือไม่เปิดช่องที่อาศัย.
บทว่า อวฏฺฐิตสมาทาโน พึงเป็นผู้สมาทานมั่น คือหยั่งลงยึดไว้.
[๙๔๒-๙๔๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ความที่พระสารีบุตรถามด้วยคาถา ๓ คาถามีอาทิว่า เมื่อภิกษุเกลียดอยู่อย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแก้ปัญหาที่พระสารีบุตรถามโดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุพึงเป็นผู้มีคลองแห่งถ้อยคำอย่างไร จึงตรัสคำมีอาทิว่า ภิกษุไม่พึงทำการขโมย ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ผสฺเส คือ พึงแผ่.
บทว่า ยทาวิลตฺตํ มนโส วิชญฺญา ความว่า ภิกษุพึงรู้ความขุ่นใจ พึงบรรเทาเสียซึ่งความขุ่นใจนั้นทั้งหมด ด้วยมนสิการว่า นี่เป็นฝักฝ่ายแห่งมารผู้มีกรรมดำ.
พึงทราบวินิจฉัยในบทนี้ว่า อทินฺนาทานํ ปหาย ภิกษุละอทินนาทานเสีย ดังต่อไปนี้
การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้ชื่อว่า อทินนาทาน. การนำไปมีคำอธิบายว่า การขโมยของคนอื่น ท่านกล่าวว่าเป็นโจร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อทินฺนํ คือ ของที่คนอื่นหวงแหน. คนอื่นถึงความเป็นผู้ทำตามความปรารถนา ไม่ควรลงอาชญา และไม่ควรว่ากล่าวติเตียน ในของที่ผู้อื่นหวงแหนใด โดยเจตนาอันยังความพยายามเพื่อถือเอาของที่ผู้อื่นหวงแหนนั้น ตั้งขึ้น ของผู้มีความสำคัญในของที่ผู้อื่นหวงแหนว่า เป็นของอันผู้อื่นหวงแหน เป็นอทินนาทาน.
อทินนาทานนั้นมีโทษน้อยในของผู้อื่นที่เลว มีโทษมากในของที่ประณีต. เพราะเหตุไร. เพราะวัตถุประณีต.
เมื่อวัตถุสมบูรณ์มีโทษมาก ในวัตถุ อันเป็นของของผู้ยิ่งด้วย คุณธรรม. มีโทษน้อยในวัตถุอันเป็นของของผู้มีคุณเลวกว่าผู้ยิ่งด้วยคุณนั้นๆ.
อทินนาทานนั้นมีองค์ ๕ คือของอันผู้อื่นหวงแหน ๑ รู้อยู่ว่าผู้อื่นหวงแหน ๑ จิตคิดจะขโมย ๑ พยายามที่จะขโมย ๑ นำไปได้ด้วยความพยายามนั้น ๑.
บทว่า ปหาย คือ ละความเป็นผู้ทุศีล อันได้แก่เจตนาที่จะถือเอาของที่เขาไม่ให้นี้.
บทว่า ปฏิวิรโต คือ งดเว้นจากความเป็นผู้ทุศีลนั้นตั้งแต่เวลาที่ละได้แล้ว.
ชื่อว่า ทินฺนาทายี เพราะถือเอาแต่ของที่เขาให้อย่างเดียว. ชื่อว่า ทินฺนปาฏิกงฺขี เพราะหวังได้แต่ของที่เขาตั้งใจให้อย่างเดียว. ชื่อว่า เถโน คือ ขโมย. พึงเป็นผู้มีจิตไม่เป็นขโมย. เป็นผู้มีจิตสะอาดเพราะเป็นผู้มีจิตไม่ขโมย.
บทว่า อตฺตนา คือ ด้วยความเป็นตน. ท่านอธิบายว่า ทำความเป็นตนให้มีจิตสะอาดมีจิตไม่ขโมย.
ต่อจากนี้มีนัยดังกล่าวแล้ว.
[๙๔๗-๙๕๐] ความไมตรีด้วยอำนาจความเมตตา. อาการแห่งความเมตตา ชื่อว่า เมตฺตายนา. ความที่จิตมีความพร้อมเพรียงด้วยเมตตา ชื่อว่า เมตฺตายิตตฺตํ. ชื่อว่า อนุทฺทยนา เพราะย่อมเอ็นดู. อธิบายว่า ย่อมรักษา. อาการแห่งความเอ็นดู ชื่อว่า อนุทฺทยนา. ความเป็นผู้เอ็นดู ชื่อว่า อนุทฺทายิตตฺตํ. การแสวงหาประโยชน์ด้วยอำนาจแห่งการหาประโยชน์เกื้อกูล. ความอนุเคราะห์ด้วยอำนาจแห่งความช่วยเหลือ.
ด้วยบทแม้ทั้งหมดเหล่านี้ ท่านกล่าวว่า เมตตาอันถึงอุปจาร (ใกล้เคียง) และอัปปนา (แนบแน่น). พึงเห็นความที่เมตตาไพบูลย์ด้วยการแผ่ไปในบทนี้ว่า วิปุเลน ด้วยความไพบูลย์.
จิตนั้นถึงความเป็นใหญ่ด้วยอำนาจภูมิ. ไม่มีประมาณด้วยอำนาจความคล่องแคล่ว.
อนึ่ง ไม่มีประมาณด้วยอำนาจสัตตารมณ์ (มีสัตว์เป็นอารมณ์) ไม่มีเวรด้วยการละข้าศึกคือพยาบาท ชื่อว่าไม่มีพยาบาทเพราะละโทมนัส. อธิบายว่า ไม่มีทุกข์.
บทว่า อาวิลํ ขุ่นมัว คือไม่ผ่องใส.
บทว่า ลุลิตํ เศร้าหมอง คือเป็นกลละ (เปือกตม).
บทว่า เอริตํ ยุ่ง คือไม่ตกลง.
บทว่า ฆฏฺฏิตํ วุ่น คือถึงความกระทบด้วยอารมณ์.
บทว่า จลิตํ หวั่นไหว คือสั่นสะเทือน.
บทว่า ภนฺตํ หมุนไป คือละหน้าที่.
บทว่า อวูปสนฺตํ ไม่สงบ คือไม่ดับ.
พึงทราบวินิจฉัยในบททั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า โย โส มาโร ดังนี้ต่อไป.
ชื่อว่า มาร เพราะชักชวนมหาชนให้ประกอบความฉิบหายแล้วฆ่า.
ชื่อว่า กณฺห เพราะมีกรรมดำ.
ชื่อว่า อธิปติ เพราะเป็นใหญ่ในกามาวจร.
ชื่อว่า อนฺตคู เพราะให้สัตว์ถึงความตาย.
ชื่อว่า นมุจิ เพราะไม่ให้สัตว์พ้นไปได้.
ชื่อว่า มารพฬิสํ เพราะเป็นเบ็ดมาร.
ชื่อว่า มารามิสํ เพราะเป็นเหยื่อมารโดยอาศัยวัฏฏะ.
ชื่อว่า มารวิสโย เพราะเป็นวิสัยแห่งมารโดยให้อยู่ในอำนาจ.
ชื่อว่า มารนิวาโป เพราะเป็นเหยื่อของมารโดยเป็นอารมณ์.
ชื่อว่า มารโคจโร เพราะเป็นอารมณ์ของมารโดยเที่ยวไปสู่กาม.
ชื่อว่า มารพนฺธนํ เพราะเป็นเครื่องผูกของมารโดยแก้ออกได้ยาก.
ชื่อว่า ทุกฺขพนฺธโน เพราะทำให้เกิดทุกข์.
บทว่า มูลมฺปิ เตสํ ปลิขญฺญ ติฏฺเฐ ภิกษุพึงขุดรากความโกรธและความดูหมิ่นเหล่านั้นตั้งอยู่ คือพึงขุดรากมีอวิชชาเป็นต้นของความโกรธและความดูหมิ่นเหล่านั้นตั้งอยู่.
บทว่า อทฺธา ภวนฺโต อภิสมฺภเวยฺย คือ ภิกษุเมื่อปราบก็พึงปราบที่รักและที่เกลียดชังโดยส่วนเดียวเท่านั้น. อธิบายว่า ไม่พึงยินดีสิ่งที่รัก ไม่พึงเกลียดสิ่งที่ไม่น่ารัก.
บทว่า อวิชฺชา มูลํ คือ อวิชชาเป็นต้นเป็นมูลแห่งความโกรธด้วยอำนาจอุปนิสยปัจจัยและสหชาตปัจจัยเป็นต้น. ธรรมสองอย่างเหล่านี้ คือไม่ทำไว้ในใจโดยอุบาย ๑ การถือตัว ๑ เป็นมูลของความโกรธด้วยอำนาจอุปนิสยปัจจัย. ธรรมสามอย่างเหล่านี้ คือความไม่ละอาย ๑ ความไม่เกรงกลัว ๑ ความฟุ้งซ่าน ๑ เป็นมูลของความโกรธ ด้วยอำนาจของอุปนิสยปัจจัยและสหชาตปัจจัย.
แม้แห่งอติมานะ (ความดูหมิ่น) ก็เหมือนกัน.
[๙๕๑-๙๕๕] บทว่า ปญฺญํ ปุรกฺขิตฺวา คือ ภิกษุทำปัญญาไว้เบื้องหน้า.
บทว่า กลฺยาณปีติ มีปีติงาม คือประกอบด้วยกัลยาณปีติ.
บทว่า จตุโร สเหถ ปริเทวธมฺเม คือ พึงปราบปริเทวธรรม (ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความรำพัน) สี่อย่างที่ท่านกล่าวไว้ในคาถาเป็นลำดับไป.
บทว่า วิจยพหุโล มีความเลือกเฟ้นมาก คือมีความไตร่ตรองมาก.
บทว่า ปวิจยพหุโล มีความเลือกเฟ้นทั่วมาก คือมีความไตร่ตรองมากเป็นพิเศษ.
บทว่า โอกฺขายนพหุโล มีปัญญาเครื่องเห็นมาก คือมีความเห็นมาก.
บทว่า สเมกฺขายนพหุโล มีความเสาะหามาก คือมีการแสวงหามาก.
บทว่า วิภูตวิหารี คือ อยู่ด้วยการทำความรู้ให้ปรากฏ.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต ในการก้าวไป ในการถอยกลับนี้ ต่อไป.
การเดินไปเรียกว่าก้าวไป การเดินกลับเรียกว่าถอยกลับ. แม้ทั้งสองนั้นก็ได้ในอิริยาบถ ๔ พึงทราบความในการเดินก่อน การนำกายไปข้างหน้า ชื่อว่าก้าวไป การยังกายให้ถอยกลับ ชื่อว่าถอยกลับ. ยืนอยู่กับที่น้อมกายไปข้างหน้า ชื่อว่าก้าวไป ถอยไปข้างหลัง ชื่อว่าถอยกลับ. นั่งอยู่กับที่ หันหน้าหมุนไปทางอาสนะ ชื่อว่าก้าวไป. หมุนอวัยวะไปข้างหลัง ชื่อว่าถอยกลับ.
แม้ในการนอนก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า สมฺปชานการี โหติ คือ กระทำกิจทั้งหมดด้วยสัมปชัญญะ หรือว่ากระทำความรู้สึกตัวนั่นเอง.
จริงอยู่ ผู้มีสัมปชัญญะนั้นย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าวไปเป็นต้น เป็นผู้ไม่เว้นจากความรู้สึกตัวไม่ว่าในที่ไหนๆ.
พึงทราบความในบทว่า อาโลกิเต วิโลกิเต ในการแลดูในการเหลียวดูนี้ต่อไป.
การเพ่งไปข้างหน้า ชื่อว่าการแลดู การเพ่งดูไปตามทิศ ชื่อว่าการเหลียวดู. แม้อย่างอื่นที่มีการก้มการแหงนการมองดูไปทั่วๆ ด้วยการเพ่งดูไปข้างล่างข้างบนข้างหลัง. ในที่นี้มิได้ถือเอาอย่างนั้น. แต่โดยสรุปถือเอาสองอย่างเหล่านี้ หรือถือเอาทั้งหมดโดยเป็นหัวข้อนี้เท่านั้น.
บทว่า สมฺมิญฺชิเต ปสาริเต ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ได้แก่ในการคู้เข้าการเหยียดออกซึ่งอวัยวะทั้งหลาย.
พึงทราบความในบทว่า สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารเณ ในการครองสังฆาฏิ บาตรและจีวรนี้ต่อไป. การใช้ด้วยการนุ่งและการห่มสังฆาฏิและจีวร ด้วยการรับภิกษาแห่งบาตร ชื่อว่า ธารณ (การครอง).
[๙๕๖] พึงทราบความในบทว่า อสิต การฉัน เป็นต้นต่อไป.
บทว่า อสิเต คือ ในการฉันบิณฑบาต. บทว่า ปีเต คือ ในการดื่มข้าวยาคูเป็นต้น.
บทว่า ขายิเต คือ ในการเคี้ยวมีของเคี้ยวทำด้วยแป้งเป็นต้น.
บทว่า สายิเต คือ ในการลิ้มมีน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น.
บทว่า อุจฺจารปสฺสาวกมฺเม คือ ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ.
พึงทราบในบทว่า คต เป็นต้นต่อไป.
บทว่า คเต คือ ในการเดิน.
บทว่า ฐิเต คือ ในการยืน.
บทว่า นิสินฺเน คือ ในการนั่ง.
บทว่า สุตฺเต คือ ในการนอน.
บทว่า ชาคริเต คือ ในการตื่น.
บทว่า ภาสิเต คือ ในการพูด.
ในบทว่า ภาสิเต นั้นมีความดังนี้.
เมื่อสัททายตนะอันเป็นอุปาทายรูปเป็นไปไม่ได้ ก็ไม่ชื่อว่าพูด เมื่อสัททายตนะยังเป็นไปได้ ก็ชื่อว่าพูดได้ เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้กำหนด ชื่อว่าเป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในการพูด.
ภิกษุแสดงธรรมในหัวข้อวิมุตตายตนะ (การหลุดพ้น) บ้าง ละติรัจฉานกถา ๓๒ กล่าวกถาอิงกถาวัตถุ ๑๐ บ้าง ก็ชื่อว่าเป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในการพูด.
บทว่า ตุณฺหีภาเว ในการนิ่ง คือไม่พูด.
ในบทว่า ตุณฺหีภาเว นั้น มีความดังนี้
ชื่อว่าความเป็นผู้นิ่งย่อมไม่มี ในเมื่อสัททายตนะอันเป็นอุปาทายรูปยังเป็นไปได้อยู่ ย่อมมีได้ในเมื่อสัททายตนะอันเป็นอุปาทายรูปเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนั้น ภิกษุผู้กำหนดจึงชื่อว่า เป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในความเป็นผู้นิ่ง.
ภิกษุนั่งเรียนกัมมัฏฐานอันเป็นที่ชอบใจในอารมณ์ ๓๘ ก็ดี เข้าทุติยฌานก็ดี ชื่อว่าเป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในความเป็นผู้นิ่ง.
อนึ่ง ในบทนี้ อิริยาบถหนึ่งมาแล้วในฐานะสอง.
ในบทว่า อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต นี้ เมื่อภิกษุเดินไปเดินมายังบ้านเพื่อภิกษาจาร ท่านกล่าวถึงภิกษุนั้นในภายหลังด้วยการเดินทางไกล.
ในบทว่า คเต ฐิเต นิสินฺเน พึงทราบว่า ท่านกล่าวด้วยการยกเท้าอันมีฝุ่นละอองในวิหาร.
บทมีอาทิว่า พุทฺธานุสฺสติวเสน ด้วยอำนาจแห่งพุทธานุสสติ ท่านประกาศไว้แล้วในที่นั้นๆ ในหนหลัง.
บทว่า อรติ ความไม่ยินดี คือห้ามความยินดี.
บทว่า อรติกา คือ อาการไม่ยินดี.
บทว่า อนภิรติ คือ ความไม่ยินดียิ่ง.
บทว่า อนภิรมนา คือ อาการไม่ยินดีเฉพาะ.
บทว่า อุกฺกณฺฐิกา คือ อาการเบื่อ.
บทว่า ปริตฺตสิกา ความระอา คือความระอาด้วยความเบื่อ.
บทว่า กึสุ อสิสฺสามิ คือ เราจักฉันอะไร.
บทว่า กุวํ วา อสิสฺสํ คือ เราจักฉันที่ไหน.
บทว่า ทุกฺขํ วต เสตฺถ กุวชฺช เสสฺสํ คือ วันนี้ เรานอนลำบากตลอดคืนนี้ พรุ่งนี้เราจักนอนที่ไหน.
บทว่า เอเต วิตกฺเก ได้แก่ วิตก ๔ อย่าง คือวิตกอาศัยบิณฑบาต ๒ อย่าง อาศัยเสนาสนะ ๒ อย่าง.
บทว่า อนิเกตจารี ได้แก่ เป็นผู้ไม่มีกังวลท่องเที่ยวไป ไม่มีตัณหาท่องเที่ยวไป.
บทว่า ผลเก วา บนแผ่นกระดาน คือบนหลังกระดานมีกระดานคดเป็นต้น.
บทว่า อาคมนรตฺตึ คือ ราตรีที่จะมาถึง.
บทว่า อาเทวเนยฺเย เป็นฐานแห่งความปรับทุกข์ คือปรับทุกข์เป็นพิเศษ.
บทว่า ปริเทวเนยฺเย เป็นฐานแห่งความรำพัน คือรำพันไปรอบๆ.
บทว่า กาเล คือในเวลาออกบิณฑบาต. อธิบายว่า ได้ข้าวคือบิณฑบาตหรือเครื่องนุ่งห่ม คือจีวรโดยธรรมโดยเสมอ.
บทว่า มตฺตํ โส ชญฺญา ภิกษุนั้นพึงรู้จักประมาณ คือพึงรู้จักประมาณในการรับและการบริโภค.
บทว่า อิธ คือ ในศาสนานี้. หรือบทว่า อิธ นี้เป็นเพียงนิบาตเท่านั้น.
บทว่า โตสนตฺถํ คือ เพื่อสันโดษ. ท่านอธิบายว่า พึงรู้จักประมาณเพื่อประโยชน์นั้น.
บทว่า โส เตสุ คุตฺโต คือ ภิกษุนั้นสำรวมในปัจจัยเหล่านั้น.
บทว่า ยตจารี คือ เป็นผู้สำรวมเที่ยวไป. ท่านอธิบายว่า รักษาอิริยาบถ และรักษากายทวาร วจีทวาร มโนทวาร. ปาฐะว่า ยติจารี บ้าง. มีความอย่างเดียวกัน.
บทว่า รุสิโต คือ ถูกเขาด่า. อธิบายว่า ถูกเขาเสียดสี.
บทว่า ทฺวีหิ การเณหิ มตฺตํ ชาเนยฺย คือ พึงรู้จักประมาณด้วยเหตุ ๒ อย่าง.
บทว่า ปฏิคฺคหณโต วา โดยการรับ คือโดยกาลรับของที่ผู้อื่นถวาย.
บทว่า ปริโภคโต วา โดยการบริโภค คือโดยกาลบริโภค.
บทว่า โถเกปิ ทียมาเน คือ เมื่อทายกถวายแม้น้อย.
บทว่า กุลานุทฺทยาย คือ เพื่อความเอ็นดูแก่ตระกูล.
บทว่า กุลานุรกฺขาย คือ เพื่อรักษาตระกูล.
บทว่า ปฏิคฺคณฺหาติ คือ รับแม้น้อย.
บทว่า พหุเกปิ ทียมาเน คือ เมื่อทายกถวายแม้มาก.
พึงทราบความในบทว่า กายปริหาริยํ จีวรํ ปฏิคฺคณฺหาติ ภิกษุรับจีวรพอบริหารกายนี้ต่อไป
ชื่อว่า กายปริหาริยํ เพราะบริหารเลี้ยงร่างกาย.
ชื่อว่า กุจฺฉิปริหาริยํ เพราะบริหารเลี้ยงท้อง.
บริขาร ๘ คือ ไตรจีวร บาตร มีดตัดไม้ชำระฟัน เข็ม ประคดเอว หม้อกรองน้ำ ย่อมควรแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยสันโดษในปัจจัยตามมีตามได้.
สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
บริขาร ๘ เหล่านี้ คือ ไตรจีวร บาตร มีด เข็มประคดเอว
หม้อกรองน้ำ ย่อมควรแก่ภิกษุผู้ประกอบความเพียร ดังนี้.
บริขารทั้งหมดนั้น เป็นทั้งการบริหารกาย เป็นทั้งการบริหารท้อง.
อย่างไร.
ไตรจีวรย่อมบริหารเลี้ยงกายในเวลานุ่งและห่มเที่ยวไป เพราะเหตุนั้น จึงเป็นการบริหารกาย. ไตรจีวรบริหารเลี้ยงท้อง ในเวลาเอาชายจีวรกรองน้ำดื่ม และในเวลารับผลไม้น้อยใหญ่ที่ควรเคี้ยว เพราะเหตุนั้น จึงเป็นการบริหารท้อง.
แม้บาตรก็เป็นการบริหารกาย ในเวลาเอาบาตรตักน้ำอาบและในเวลาทำความสะอาดกุฏิ, เป็นการบริหารท้อง ในเวลารับอาหารฉัน.
แม้มีดก็เป็นการบริหารกาย ในเวลาเอามีดนั้นตัดไม้สีฟันและในเวลาแต่งเชิงเตียงและตั่ง จีวรและใช้ไม้ทำกุฏิ เป็นการบริหารท้อง, ในเวลาตัดอ้อยและปอกมะพร้าว.
เข็มเป็นการบริหารกายในเวลาเย็บจีวร, เป็นการบริหารท้อง ในเวลาจิ้มขนมหรือผลไม้กิน.
รัดประคดเป็นการบริหารกาย ในเวลาพันกายเที่ยวไป, เป็นการบริหารท้อง ในเวลามัดอ้อยเป็นต้นถือเอา.
หม้อกรองน้ำเป็นการบริหารกาย ในเวลาเอาหม้อกรองนั้นกรองน้ำอาบและในเวลาทำความสะอาดเสนาสนะ เป็นการบริหารท้อง, ในเวลากรองน้ำดื่ม และในเวลารับงา ข้าวสาร ข้าวเม่าเป็นต้น ด้วยหม้อกรองน้ำนั้นฉัน.
บทว่า ปฏิสงฺขา โยนิโส พิจารณาโดยแยบคาย. อธิบายว่า พิจารณาโดยอุบาย คือโดยทำนองคลองธรรม.
อนึ่ง ในบทนี้ พึงทราบว่า การพิจารณาโดยนัยมีอาทิว่า สีตสฺส ปฏิฆาตาย เพื่อกำจัดความหนาวเป็นการพิจารณาโดยแยบคาย ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า จีวรํ ได้แก่ จีวรผืนใดผืนหนึ่ง ในบรรดาอันตรวาสก (ผ้าสบง) เป็นต้น.
บทว่า ปฏิเสวติ คือ ใช้ ได้แก่นุ่งหรือห่ม.
บทว่า ยาวเทว เป็นคำกำหนดเขตของประโยชน์ เพราะว่าประโยชน์ในการใช้จีวรของพระโยคีมีเพียงเท่านี้ คือเพื่อกำจัดความหนาวเป็นต้นไม่ยิ่งไปกว่านั้น.
บทว่า สีตสฺส ความหนาว คือความหนาวอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นด้วยธาตุภายในกำเริบ หรือความเปลี่ยนแปลงฤดูในภายนอก.
บทว่า ปฏิฆาตาย คือ เพื่อกำจัด.
เพื่อบรรเทาอาพาธโดยอาการที่ไม่ให้อาพาธนั้นเกิดในร่างกาย. เพราะเมื่อร่างกายถูกความหนาวเบียดเบียน ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่านไม่สามารถตั้งความเพียรโดยแยบคายได้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอนุญาตว่า ภิกษุพึงใช้จีวรเพื่อกำจัดความหนาวดังนี้.
ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้. เพราะในบทนี้มีอย่างเดียว.
บทว่า อุณฺหสฺส ความร้อน คือ ความร้อนของไฟ. ความร้อนของไฟนั้นพึงทราบว่า เกิดขึ้นในเพราะไฟไหม้ป่าเป็นต้น.
อนึ่ง พึงทราบความในบทนี้ว่า ฑํสมกสวาตาตปสิรึสปสมฺผสฺสานํ สัมผัส เหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์เลื้อยคลานต่อไป.
บทว่า ฑํส คือ เหลือบ. ท่านเรียกว่า อนฺธมกฺขิกา บ้าง. บทว่า มกส คือ ยุงนั่นเอง. บทว่า วาต คือ ลมเกิดแต่เสียงและเกิดแต่การหมุนของวงล้อ. บทว่า อาตโป คือ ความร้อนจากดวงอาทิตย์. บทว่า สิรึสป คือ ทีฆชาติประเภทใดประเภทหนึ่งมีงูเป็นต้น เลื้อยคลานไป.
สัมผัสเหล่านั้น สัมผัสสองอย่าง คือทัฏฐสัมผัส (ถูกกัด) ๑ ผุฏฐสัมผัส (ถูกต้อง) ๑. สัมผัสแม้นั้นย่อมไม่เบียดเบียนภิกษุผู้นั่งห่มจีวร. เพราะฉะนั้น ภิกษุใช้จีวรเพื่อกำจัดสัมผัสเหล่านั้น ในฐานะเช่นนั้น.
จะกล่าวถึงบทว่า ยาวเทว อีก คือเพื่อแสดงกำหนดเขตของประโยชน์ที่แน่นอน. เพราะประโยชน์ที่แน่นอน คือการปกปิดอวัยวะที่ยังความละอายให้กำเริบ. นอกนี้ย่อมเป็นบางครั้งบางคราว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า หิริโกปินํ ยังหิริให้กำเริบ คืออวัยวะนั้นๆ เป็นที่คับแคบ. เพราะเมื่ออวัยวะใดๆ เปิด หิริย่อมกำเริบคือเสียหาย ท่านจึงเรียกอวัยวะนั้นๆ ว่า หิริโกปิน เพราะยังหิริให้กำเริบ. ชื่อว่า หิริโกปินปฏิจฺฉาทนตฺถํ เพราะปกปิดอวัยวะอันจะยังหิริให้กำเริบนั้น. ปาฐะว่า หิริโกปินํ ปฏิจฺฉาทนตฺถํ บ้าง ความอย่างเดียวกัน.
บทว่า ปิณฺฑปาตํ คือ อาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง.
จริงอยู่ ท่านเรียกอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งว่า ปิณฺฑปาต เพราะตกไปในบาตรของภิกษุโดยความเป็นก้อน. หรือชื่อว่า ปิณฺฑปาโต เพราะก้อนข้าวตกลงไป. อธิบายว่า รวบรวมภิกษาที่ได้ในที่นั้นๆ.
บทที่เหลือมีนัยดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า เสนาสนํ คือ ที่นอนและที่นั่ง.
ก็ภิกษุนอนที่ใดๆ จะเป็นในวิหาร หรือในเรือนมุงด้านเดียว ที่นั้นเรียกว่าเสนะ คือที่นอน. ภิกษุนั่งในที่ใดๆ ที่นั้นเรียกว่าอาสนะ คือที่นั่ง. ที่นอนที่นั่งเป็นอันเดียวกัน เรียกว่าเสนาสนะ คือที่นอนที่นั่ง.
บทว่า อุตุปริสฺสยวิโนทนปฏิสลฺลานารามตฺถํ เพื่อบรรเทาอันตรายเกิดแต่ฤดู เพื่อความยินดีในการหลีกเร้น คือฤดูนั่นแหละเป็นอันตราย จึงเรียกว่า อุตุปริสฺสย. เพื่อบรรเทาอันตรายแต่ฤดู และเพื่อความยินดีในการหลีกเร้น. ฤดูใดเป็นฤดูไม่สบายทำให้ร่างกายและจิตใจผิดปกติ พึงบรรเทาฤดูนั้นด้วยการใช้เสนาสนะ. เพื่อบรรเทาฤดูนั้น. อธิบายว่า เพื่อความสุขอันเป็นเอกภาพ.
ท่านกล่าวการบรรเทาอันตรายเกิดแต่ฤดู ด้วยบทมีอาทิว่า สีตปฏิฆาต กำจัดความหนาวโดยแท้.
ท่านกล่าวว่า ก็เพราะประโยชน์ที่แน่นอน คือการปกปิดอวัยวะอันจะยังหิริให้กำเริบในการใช้จีวร นอกนั้นเป็นบางครั้งบางคราวฉันใด แม้ในบทนี้ก็ฉันนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวดังนี้หมายถึงความแน่นอน คือการบรรเทาอันตรายอันเกิดแต่ฤดู.
อีกอย่างหนึ่ง ฤดูที่ได้กล่าวแล้วนี้คืออุตุเท่านั้น.
แต่อันตรายมีสองอย่าง คืออันตรายปรากฏ ๑ อันตรายปกปิด ๑
ในอันตรายสองอย่างนั้น อันตรายปรากฏ ได้แก่ ราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น. อันตรายปกปิด ได้แก่ ราคะและโทสะเป็นต้น. อันตรายเหล่านั้นไม่ทำการเบียดเบียนด้วยการไม่คุ้มครอง และด้วยการเห็นรูปไม่เป็นที่สบายเป็นต้น ในเสนาสนะใด ภิกษุรู้พิจารณาอย่างนี้แล้ว ใช้ เสนาสนะนั้น พึงทราบว่า ชื่อว่าพิจารณาเสนาสนะโดยแยบคาย ฯลฯ ใช้เสนาสนะเพื่อบรรเทาอันตรายเกิดแต่ฤดู.
พึงทราบความในบทนี้ว่า คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ บริขารคือคิลานปัจจัยเภสัชต่อไป.
ชื่อว่า ปจฺจโย เพราะต่อต้านโรค. อธิบายว่า ถึงความเป็นข้าศึกกัน. บทนี้เป็นชื่อแห่งความสบายอย่างใดอย่างหนึ่ง
การกระทำของหมอ ชื่อว่าเภสัชชะ เพราะอนุญาตให้ใช้ยาเป็นปัจจัยแห่งคนไข้. เภสัช ก็คือคิลานปัจจัยนั่นเอง ชื่อว่าคิลานปัจจัยเภสัช. ท่านอธิบายว่า การกระทำของหมอ เป็นที่สบายของคนไข้ด้วยเภสัช มีน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า ปริกฺขาโร ท่านเรียกว่า บริวารในประโยคมีอาทิว่า นครล้อมไว้เป็นอย่างดีด้วยการล้อมนคร ๗ ชั้น. เรียกว่าเครื่องประดับ ในประโยคมีอาทิว่า รถประดับด้วยสีขาว มีฌานเป็นเพลา มีวิริยะเป็นล้อ. เรียกว่าของใช้ ในบทมีอาทิว่า บรรพชิตควรหาของใช้อันจำเป็นแก่ชีวิต.
แต่ในที่นี้ เป็นของใช้บ้าง เป็นบริวารบ้างก็ควร.
อนึ่ง คิลานปัจจัยเภสัชนั้น ชื่อว่าเป็นบริวารของชีวิตบ้าง เพราะป้องกันไม่ให้ช่องเพื่อเกิดอาพาธอันจะทำความเสียหายแก่ชีวิต, ชื่อว่าเป็นของใช้บ้าง เพราะเป็นเหตุให้ชีวิตเป็นไปได้นาน. เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ปริกฺขาโร.
ชื่อว่า คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาโร เพราะเป็นคิลานปัจจัยเภสัชและเป็นบริขาร. ซึ่งคิลานปัจจัยเภสัชบริขารนั้น. ท่านอธิบายว่า น้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นอันหมออนุญาตแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นที่สบายของคนไข้ ชื่อว่าเป็นชีวิตบริขาร.
บทว่า อุปฺปนฺนานํ คือ เกิดแล้ว เป็นแล้ว บังเกิดแล้ว.
บทว่า พฺยาพาโธ ในบทว่า เวยฺยาพาธิกานํ นี้ คือ ธาตุกำเริบ. โรคเรื้อน ฝี ฝีหัวขาดเป็นต้น ซึ่งมีธาตุกำเริบเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่า เวยฺยาพาธิกา เพราะเกิดจากธาตุกำเริบ.
บทว่า เวทนา ได้แก่ ทุกขเวทนา คือเวทนาอันเป็นผลแห่งอกุศล. เพื่อกำจัดเวทนาอันเกิดแต่ธาตุกำเริบเหล่านั้น.
บทว่า อพฺยาปชฺฌปรมตาย เพื่อความไม่ลำบากเป็นอย่างยิ่ง คือเพื่อความไม่มีทุกข์เป็นอย่างยิ่ง. อธิบายว่า ตลอดเวลาที่ละทุกข์ได้หมด.
บทว่า สนฺตุฏฺโฐ โหติ ภิกษุเป็นผู้สันโดษ คือสันโดษด้วยปัจจัย.
บทว่า อิตรีตเรน จีวเรน ด้วยจีวรตามมีตามได้ คือไม่ใช่สันโดษด้วยจีวรผืนใดผืนหนึ่ง บรรดาจีวรเนื้อหยาบ ละเอียด เศร้าหมอง ประณีต ยังใหม่และเก่า ที่แท้เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรผืนใดผืนหนึ่งตามมีตามได้ ในบรรดาจีวรตามที่ได้แล้วเป็นต้น.
จริงอยู่ ในจีวรมีสันโดษ ๓ อย่าง คือ ยถาลาภสันโดษ (สันโดษตามที่ได้) ๑ ยถาพลสันโดษ (สันโดษตามกำลัง) ๑ ยถาสารุปปสันโดษ (สันโดษตามสมควร) ๑.
แม้ในบิณฑบาตเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า วณฺณวาที กล่าวคุณ ความว่า ภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้สันโดษย่อมไม่กล่าวคุณของความสันโดษ รูปหนึ่งเป็นผู้ไม่สันโดษ ย่อมกล่าวคุณของความสันโดษ รูปหนึ่งทั้งเป็นผู้ไม่สันโดษทั้งไม่กล่าวคุณของความสันโดษ รูปหนึ่งทั้งเป็นผู้สันโดษ ทั้งเป็นผู้กล่าวคุณของความสันโดษ เพื่อแสดงถึงการกล่าวคุณนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อิตรีตรสนฺตุฏฺฐิยา จ วณฺณวาที ผู้กล่าวคุณแห่งความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ ดังนี้.
บทว่า อเนสนํ การแสวงหาผิด คือการแสวงหาไม่สมควรมีประการต่างๆ มีประเภทเช่นเป็นทูตส่งข่าว เดินส่งข่าว.
บทว่า อปฺปฏิรูปํ คือ ไม่สมควร.
บทว่า ลทฺธา จ คือ ได้แล้วโดยธรรมโดยเสมอ.
บทว่า อคธิโต ไม่อยาก คือปราศจากความโลภ. อมุจฺฉิโต ไม่หลง คือไม่หลงด้วยอยากได้ให้มาก.
บทว่า อนชฺฌาปนฺโน ไม่พัวพัน คือไม่ถูกตัณหาท่วมทับ ไม่พัวพันด้วยตัณหา.
บทว่า อาทีนวทสฺสาวี เห็นโทษ คือเห็นโทษในการแสวงหาไม่สมควร และในการบริโภคด้วยความอยาก.
บทว่า นิสฺสรณปญฺโญ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดทุกข์ คือรู้เครื่องสลัดทุกข์ ดังที่กล่าวแล้วว่า ยาวเทว สีตสฺส ปฏิฆาตาย เพียงเพื่อกำจัดความหนาว.
บทว่า อิตรีตรจีวรสนฺตุฏฺฐิยา คือ ด้วยความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้.
บทว่า เนวตฺตานุกฺกํเสติ ไม่ยกตน คือไม่ยกตนว่าเราเป็นผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เราถือปังสุกูลิกังคธุดงค์ในเรือนยอดตั้งแต่วันอุปสมบท ไม่มีใครเช่นกับเรา.
บทว่า น ปรํ วมฺเภติ ไม่ข่มผู้อื่น คือไม่ข่มผู้อื่นอย่างนี้ว่า ภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร หรือภิกษุเหล่านี้แม้เพียงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรก็ไม่มี.
บทว่า โย หิ ตตฺถ ทกฺโข ก็ภิกษุใดเป็นผู้ขยันในจีวรสันโดษนั้น คือภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ฉลาด เฉียบแหลม ในการกล่าวคุณเป็นต้นในจีวรสันโดษนั้น.
บทว่า อนลโส ไม่เกียจคร้าน คือเว้นจากความเกียจคร้านด้วยการกระทำเนืองๆ.
บทว่า สมฺปชาโน ปติสฺสโต มีสัมปชัญญะ มีสติ คือประกอบด้วยปัญญาคือความรู้สึกตัวและด้วยสติ.
บทว่า โปราเณ มีมาแต่โบราณ คือมิใช่เพิ่งเกิดในบัดนี้.
บทว่า อคฺคญฺเญ คือ ที่รู้กันว่าเป็นวงศ์เลิศ.
บทว่า อริยวํเส ฐิโต คือ ดำรงอยู่ในวงศ์ของพระอริยะทั้งหลาย.
อนึ่ง บทว่า อริยวํโส คือ อริยวงศ์ที่ ๘ แม้นี้ เป็นเชื้อสายของพระอริยะ ชื่อว่าเป็นประเพณีของพระอริยะ เหมือนวงศ์กษัตริย์ วงศ์พราหมณ์ วงศ์แพศย์ วงศ์ศูทร วงศ์สมณะ วงศ์ตระกูล ราชวงศ์ฉะนั้น.
อริยวงศ์นี้นั้นท่านกล่าวว่า เลิศกว่าวงศ์เหล่านี้ เหมือนกลิ่นกระลำพักเป็นต้น เลิศกว่ากลิ่นไม้มีกลิ่นที่รากเป็นต้น.
ก็วงศ์ของพระอริยะทั้งหลายเป็นใครบ้าง.
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธะทั้งหลายและสาวกของพระตถาคตทั้งหลาย ท่านเรียกว่าเป็นอริยะ วงศ์ของพระอริยะเหล่านั้น ชื่อว่าอริยวงศ์.
จริงอยู่ ก่อนแต่นี้ไปในที่สุดสื่อสงไขยกับแสนกัปมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๔ พระองค์ คือพระตัณหังกร พระเมธังกร พระสรณังกร พระทีปังกร. พระพุทธเจ้าเหล่านั้นเป็นอริยะ วงศ์ของพระอริยะเหล่านั้น ชื่อว่าอริยวงศ์.
ต่อมาหลังจากพระพุทธเจ้าเหล่านั้นปรินิพพานล่วงไปหนึ่งอสงไขย พระพุทธเจ้าพระนามว่าโกณฑัญญะทรงบังเกิด.
ในกัปนี้พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ทรงอุบัติคือพระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเราคือพระโคดม วงศ์ของพระอริยะเหล่านั้น ชื่อว่าอริยวงศ์.
อนึ่ง วงศ์ของพระอริยะทั้งหลายผู้เป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต อนาคตและปัจจุบัน ชื่อว่าอริยวงศ์. ประดิษฐานอยู่ในอริยวงศ์นั้น.
บทว่า อิตรีตเรน ปิณฺฑปาเตน คือ ด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้อย่างใดอย่างหนึ่ง.
แม้ในเสนาสนะเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อายตเนสุ คือ ในอายตนะทั้งหลายมีจักขวายตนะเป็นต้น.
บทว่า ยโต คือ สำรวมแล้ว.
บทว่า ยตฺโต คือ ระวังแล้ว.
บทว่า ปฏิยตฺโต คือ ระวังอย่างยิ่ง.
บทว่า คุตฺโต คือ คุ้มครองแล้ว.
บทว่า โคปิโต ครอบครองแล้ว คือตั้งไว้แล้วดุจตั้งไว้ในหีบ.
บทว่า รกฺขิโต รักษาแล้ว คือเก็บไว้แล้ว.
บทว่า สํวุโต สำรวมแล้ว คือปิดแล้วด้วยการกั้นทวาร.
บทว่า ขุํสิโต คือ ถูกติเตียน.
บทว่า วมฺภิโต ถูกเขาดูหมิ่น คือถูกเขาไม่เลื่อมใส.
บทว่า ฆฏฺฏิโต คือ ถูกเขาเสียดสี.
บทว่า ครหิโต คือ ถูกเขาเหยียดหยาม.
บทว่า อุปวทิโต ถูกเขาค่อนว่า คือถูกเขาด่า.
บทว่า ผรุเสน ด้วยถ้อยคำหยาบ คือด้วยคำตัดจุดสำคัญของร่างกาย.
บทว่า กกฺขเฬน ด้วยถ้อยคำกระด้าง คือทารุณ.
บทว่า น ปฏิวชฺชา คือ ไม่พึงกล่าวโต้ตอบ.
____________________________
ในบาลีไม่มี แต่ ม. ยุ. มีคำนี้.
บทว่า ฌานานุยุตฺโต พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน คือประกอบด้วยฌานที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และเสพฌานที่เกิดแล้ว.
บทว่า อุเปกฺขมารพฺภ สมาหิตตฺโต พึงเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นปรารภอุเบกขา คือพึงเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นยังอุเบกขาในจตุตถฌานให้เกิด.
บทว่า ตกฺกาสยํ กุกฺกุจฺจิยูปจฺฉินฺเท พึงตัดวิตก ที่อยู่ของวิตกและความคะนอง คือพึงตัดวิตกมีกามวิตกเป็นต้น ที่อยู่ของวิตกมีกามสัญญาเป็นต้น และความคะนองมีคะนองมือเป็นต้น.
บทว่า อนุปฺปนฺนสฺส วา ปฐมฌานสฺส อุปฺปาทาย เพื่อความเกิดขึ้นแห่งปฐมฌานที่ยังไม่เกิด คือเพื่อความเกิดขึ้นแห่งปฐมฌานที่ยังไม่เกิดในอัตภาพนั้น หรือเกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป เพื่อได้เฉพาะในสันดานของตน.
พึงทราบความในบทมีอาทิว่า อุปฺปนฺนญฺจ ปฐมชฺฌานํ อาเสวติ เสพปฐมฌานที่เกิดขึ้นแล้วต่อไป
ในบทนี้มีความว่า เสพโดยเอื้อเฟื้อกระทำให้คล่องแคล่ว ทำให้เกิด ทำให้เจริญ ทำให้มาก ทำบ่อยๆ.
บทว่า อุเปกฺขา ความเพิกเฉย คือตัตรมัชฌัตตุเบกขาอันเกิดขึ้นในจตุตถฌาน.
บทว่า อุเปกฺขา เป็นบทแสดงสภาวะ.
บทว่า อุเปกฺขนา กิริยาที่เพิกเฉย คืออาการเห็นแต่การเข้าถึง.
บทว่า อชฺฌุเปกฺขนา กิริยาที่เพิกเฉยยิ่ง คือเห็นเป็นอย่างยิ่ง.
บทว่า จิตฺตสมตา ความที่จิตสงบ คือความที่จิตเสมอเว้นความหย่อนและความมากเกินไป.
บทว่า จิตฺตปสฺสทฺธตา ความที่จิตระงับ. อธิบายว่า ความที่จิตไม่คะนอง จิตไม่กระด้าง.
บทว่า มชฺฌตฺตตา จิตฺตสฺส ความที่จิตเป็นกลาง. อธิบายว่า ความที่จิตไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล เป็นกลาง.
บทว่า จตุตฺเถ ฌาเน อุเปกฺขํ อารพฺภ ปรารภอุเบกขาในจตุตถฌาน คืออาศัยตัตรมัชฌัตตุเบกขา อันเกิดขึ้นในจตุตถฌาน.
บทว่า เอกคฺคจิตฺโต คือเป็นผู้มีจิตเป็นไปแล้วในอารมณ์เป็นหนึ่ง.
บทว่า อวิกฺขิตฺตจิตฺโต คือ เป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่านเว้นจากอุทธัจจะ. วิตก ๙ มีนัยดังกล่าวแล้ว.
บทว่า กามวิตกฺกานํ กามสญฺญาสโย กามสัญญาเป็นที่อาศัยอยู่แห่งกามวิตก. อธิบายว่า กามสัญญาอันเกิดขึ้นแก่ผู้ตรึกอยู่ด้วยกามวิตก เป็นที่อาศัย เป็นโอกาสที่อยู่ของวิตกเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า กามสญฺญาสโย.
แม้ในพยาปาทวิตกเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า จุทิโต วจีภิ สติมาภินนฺเท ภิกษุถูกติเตียนด้วยวาจา พึงเป็นผู้มีสติชอบใจ คือภิกษุถูกติเตียนด้วยวาจา พึงเป็นผู้มีสติ ยินดีคำตักเตือนนั้น.
บทว่า วาจํ ปมุญฺเจ กุสลํ พึงเปล่งวาจาเป็นกุศล คือเปล่งวาจาอันตั้งขึ้นด้วยญาณ.
บทว่า นาติเวลํ ไม่เกินขอบเขต คือไม่พึงเปล่งวาจาเกินขอบเขต คือเกินขอบเขตของกาล และขอบเขตของศีล.
บทว่า ชนวาทธมฺมาย คือ เนื้อธรรม คือการว่ากล่าวชน.
บทว่า น เจตเยยฺย คือ ไม่พึงยังความคิดให้เกิด.
บทว่า อิทํ เต อปฺปตฺตํ คือ กรรมนี้ไม่ถึงแก่ท่าน.
บทว่า อสารุปฺปํ คือ กรรมนี้ไม่สมควรที่ท่านจะประกอบ.
บทว่า อสีลฏฺฐํ ไม่ตั้งอยู่ในศีล คือ ชื่อว่า อสีลฏฺฐํ เพราะไม่ตั้งอยู่ในศีลอันเป็นความขวนขวายของท่าน. อธิบายว่า กรรมนี้ไม่เป็นประโยคสมบัติของท่านผู้ตั้งอยู่ในศีล.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อสิลิฏฺฐํ คือ ไม่งดงาม. ท่านพรรณนาความไว้ว่า มีวาจาไม่เกลี้ยงเกลา.
บทว่า นิธีนํ ขุมทรัพย์ คือหม้อทรัพย์เต็มไปด้วยเงินและทองที่เขาฝังตั้งเอาไว้.
บทว่า ปวตฺตารํ ผู้บอก คือดุจผู้ทำความอนุเคราะห์มนุษย์เข็ญใจ มีความเป็นอยู่คับแค้น กล่าวว่า เจ้าจงมา เราจะบอกอุบายเลี้ยงชีพอย่างเป็นสุขแก่เจ้า แล้วนำไปยังที่ฝังทรัพย์ไว้ เหยียดมือบอกว่า เจ้าจงถือเอาทรัพย์นี้เลี้ยงชีพให้เป็นสุขเถิด.
บทว่า วชฺชทสฺสินํ ผู้แสดงโทษ. ความว่า ผู้ชี้โทษมี ๒ จำพวกคือผู้คอยเสาะแสวงหาโทษด้วยประสงค์ว่า เราจักข่มภิกษุนั้นในท่ามกลางสงฆ์ ด้วยกรรมอันไม่สมควร หรือด้วยความพลั้งพลาดนี้ และผู้ตั้งอยู่ในสภาพที่จะชี้โทษด้วยการตรวจดูโทษนั้นๆ เพราะความเป็นผู้ใคร่ความเจริญแก่เขาด้วยศีลเป็นต้น เพื่อให้รู้สิ่งที่ไม่รู้ เพื่ออนุเคราะห์สิ่งที่รู้แล้ว.
ในที่นี้ประสงค์เอาข้อนี้.
ภิกษุไม่ควรโกรธบุคคลผู้เห็นความไม่สมควรหรือความผิดพลาดแล้วบอกกล่าว พึงเป็นผู้มีความยินดีอย่างเดียว ควรขอร้องว่า ท่านขอรับ ท่านได้ทำกรรมแก่กระผมอย่างใหญ่หลวง ขอท่านพึงตั้งอยู่ในฐานะอาจารย์และอุปัชฌาย์ของกระผม แล้วว่ากล่าวตักเตือนกระผมอีก ด้วยโอวาทดังนี้ เหมือนคนเข็ญใจไม่โกรธผู้คุกคาม แม้โบยตีแล้วแสดงขุมทรัพย์ให้ว่า เจ้าจงถือเอาทรัพย์นี้เถิด กลับพอใจเสียอีกฉะนั้น.
บทว่า นิคฺคยฺหวาทึ กล่าวข่มขี่ คือ ภิกษุบางรูปเห็นความไม่สมควร หรือความผิดพลาดของสัทธิวิหาริกเป็นต้นแล้ว ไม่ว่ากล่าวด้วยคิดว่า ภิกษุรูปนี้อุปัฏฐากเราด้วยการให้น้ำบ้วนปากเป็นต้นโดยเคารพ หากเราจักว่ากล่าวเธอ เธอก็จักไม่อุปัฏฐากเรา เราก็จักเสื่อมไปด้วยประการฉะนี้ ดังนี้ ไม่ชื่อว่าเป็นผู้กล่าวข่มขี่. ภิกษุนั้นโปรยหยากเยื่อลงในศาสนานี้
ส่วนภิกษุใดเห็นโทษอย่างนั้นแล้ว คุกคามตามสมควรแก่โทษ ประณามทำทัณฑกรรม นำออกจากวิหารให้ศึกษา. ภิกษุนี้ชื่อว่า เป็นผู้กล่าวข่มขี่ เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฉะนั้น.
สมดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ เรากล่าวข่มผู้ที่ควรข่ม เรากล่าวยกย่องผู้ที่ควรยกย่อง ผู้ที่มีคุณความดีจักดำรงอยู่ได้.
บทว่า เมธาวึ ผู้มีปัญญา คือผู้ประกอบด้วยปัญญา มีโอชะเกิดแต่ธรรม.
บทว่า ตาทิสํ คือ พึงคบ พึงเข้าใกล้บัณฑิตเห็นปานนั้น. เพราะว่าเมื่ออันเตวาสิกคบอาจารย์เช่นนั้น ย่อมมีแต่ความประเสริฐอย่างเดียว ไม่มีความลามก มีแต่ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อมฉะนี้.
บทว่า โอวเทยฺย พึงกล่าวสอน คือ เมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้วกล่าวสอน ชื่อว่าโอวาท เมื่อเรื่องยังไม่เกิดขึ้น พึงชี้ให้เห็นโทษในอนาคต ด้วยคำมีอาทิว่า แม้โทษก็จะพึงมีแก่ท่าน ดังนี้ ชื่อว่าอนุสาสน์. แม้กล่าวสอนต่อหน้าก็ชื่อว่าโอวาท ส่งทูตหรือคำสอนไปลับหลัง ชื่อว่าอนุสาสน์ กล่าวสอนแม้ครั้งเดียวก็ชื่อว่าโอวาท กล่าวสอนบ่อยๆ ชื่อว่าอนุสาสน์ หรือให้โอวาทอย่างเดียวก็ชื่อว่าอนุสาสน์ เพราะเหตุนั้น ภิกษุพึงให้โอวาทและอนุสาสน์ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อสพฺภา จากอสัตบุรุษ ความว่า พึงห้ามจากอกุศลธรรม พึงให้ตั้งอยู่ในกุศลธรรม.
บทว่า สตํ หิ โส ปิโย โหติ เพราะว่าบุคคลนั้นย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษ คือ บุคคลเห็นปานนั้นย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
อนึ่ง ภิกษุผู้ให้โอวาทอนุสาสน์ ย่อมไม่เป็นที่รักของภิกษุผู้เป็นอสัตบุรุษ ผู้ไม่เห็นธรรม ผู้ข้ามปรโลกเสียแล้ว ผู้เพ่งต่ออามิส บวชเพื่อดำรงชีวิต ยังกล่าวทิ่มแทงด้วยหอกคือปากว่า ท่านมิใช่อุปัชฌาย์อาจารย์ของพวกผม เพราะเหตุไรจึงมาสั่งสอนพวกผม ดังนี้.
บทว่า เอกกมฺมํ คือ มีกรรมเป็นอันเดียวกัน มีอปโลกนกรรม คือการบอกเล่าเป็นต้น.
บทว่า เอกุทฺเทโส มีอุเทศเป็นอันเดียวกัน คือมีนิทานุเทศเป็นต้นเป็นอันเดียว.
บทว่า สมสิกฺขตา คือ มีสิกขาเสมอกัน.
บทว่า อาหตจิตฺตตํ คือ ความเป็นผู้มีจิตอันความโกรธกระทบแล้ว.
บทว่า ขิลชตตํ คือ ความเป็นผู้มีจิตกระด้าง.
บทว่า ปญฺจปิ เจโตขิเล คือ พึงทำลายความกระด้างแห่งจิต ในสิ่งทั้ง ๕ คือ ในพระพุทธเจ้า ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในสิกขา ๑ ในเพื่อนพรหมจรรย์ ๑.
บทว่า ญาณสมุฏฺฐิตํ วาจํ คือ พึงเปล่งวาจาอันเกิดขึ้นในจิตสัมปยุตด้วยญาณ.
บทว่า มุญฺเจยฺย คือ พึงเปล่ง.
บทว่า อตฺถูปสํหิตํ คือ วาจาประกอบด้วยอรรถ.
บทว่า ธมฺมูปสํหิตํ คือ วาจาประกอบด้วยธรรม.
บทว่า กาลาติกฺกนฺตํ วาจํ น ภาเสยฺย คือ ไม่พึงเปล่งวาจาเกินกาล เพราะเวลานั้นล่วงไปแล้ว.
บทว่า เวลาติกฺกนฺตํ เกินขอบเขต คือไม่พึงกล่าววาจาเกินขอบเขต เพราะขอบเขตของวาจาล่วงไปแล้ว.
พึงทราบกาลและเวลาด้วยบททั้งสอง.
บทว่า โย จ กาเล อสมฺปตฺเต ก็บุคคลใดยังไม่ถึงกาลอันควร คือยังไม่ถึงกาลที่ตนพูด.
บทว่า อติเวลํ เกินเวลา คือพูดเกินเวลาที่กำหนด.
บทว่า นิหโต เสติ คือ ถูกฆ่านอนอยู่.
บทว่า โกกิลาเยว อตฺรโช คือ เหมือนลูกนกดุเหว่าเกิดแต่ดุเหว่าอันนางกาเลี้ยงไว้.
บทว่า อถาปรํ คือ ลำดับต่อไปนี้.
บทว่า ปญฺจ รชานิ ธุลี ๕ ประการ คือธุลี ๕ มีรูปราคะเป็นต้น.
บทว่า เยสํ สติมา วินยาย สิกฺเข ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษา คือพึงตั้งสติศึกษาไตรสิกขา เพื่อกำจัดกิเลส. เพราะเมื่อศึกษาอยู่อย่างนี้ ย่อมอดกลั้นความกำหนัดในรูป ฯลฯ ในผัสสะ ไม่อดกลั้นอย่างอื่น.
บทว่า รูปรโช ธุลีในรูป คือธุลีมีราคะเป็นต้น เกิดขึ้นเพราะอาศัยรูป.
แม้ในบทว่า สทฺทรโช เป็นต้นก็มีนัยเหมือนกัน.
แต่นั้นภิกษุศึกษาเพื่อกำจัดฉันทะในธรรมเหล่านั้น พึงทราบคาถาว่า เอเตสุ ธมฺเมสุ โดยลำดับ.
ในบทเหล่านั้นบทว่า เอเตสุ คือ ในรูปเป็นต้น.
บทว่า กาเลน โส สมฺมา ธมฺมํ ปริวิมํสมาโน ภิกษุนั้นพึงพิจารณาธรรมโดยชอบตามกาล คือ ภิกษุนั้นพึงพิจารณาสังขตธรรมทั้งปวง โดยนัยมีความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ตามกาลที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า เมื่อจิตฟุ้งซ่านเป็นกาลของสมถะ.
บทว่า เอโกทิภูโต วิหเน ตมํ โส ภิกษุเป็นผู้มีจิตเป็นธรรมเอกผุดขึ้น พึงกำจัดความมืดเสีย คือ ภิกษุนั้นมีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง พึงกำจัดความมืดมีโมหะทั้งหมดเป็นต้นเสีย ไม่มีความสงสัยในข้อนี้.
บทว่า อุทฺธเต จิตฺเต เมื่อจิตฟุ้งซ่าน คือ เมื่อจิตไม่สงบด้วยอำนาจแห่งวิริยินทรีย์.
จริงอยู่ ความเพียรมีกำลัง สมาธิอ่อน ย่อมครอบงำความฟุ้งซ่าน เพราะความเพียรเป็นฝ่ายแห่งความฟุ้งซ่าน เมื่อจิตไม่ฟุ้งซ่านอย่างนี้.
บทว่า สมถสฺส กาโล คือ เป็นกาลแห่งความเจริญสมาธิ.
บทว่า สมาหิเต จิตฺเต คือ เมื่อจิตตั้งมั่นด้วยอุปจารและอัปปนา.
จริงอยู่ สมาธิมีกำลัง ความเพียรอ่อน ย่อมครอบงำความเกียจคร้าน เพราะสมาธิเป็นฝ่ายแห่งความเกียจคร้าน. สมาธิอันวิริยะผูกไว้แล้ว ย่อมไม่ตกไปในความเกียจคร้าน. วิริยะอันสมาธิผูกไว้แล้ว ย่อมไม่ตกไปในความฟุ้งซ่าน. เพราะฉะนั้น ทั้งสองอย่างนั้นพึงทำให้เสมอกัน. เพราะความที่ธรรมทั้งสองเสมอกัน จึงเป็นอัปปนา.
บทว่า วิปสฺสนาย กาโล เป็นกาลแห่งวิปัสสนา คือ เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วอย่างนี้ เป็นกาลแห่งวิปัสสนาหลายอย่างด้วยอำนาจแห่งอนิจจลักษณะเป็นต้น. ศรัทธาแม้มีกำลังก็ควรแก่ผู้ประกอบสมาธิ. เมื่อเชื่อคือเชื่อมั่นอย่างนี้ ย่อมถึงอัปปนา. ศรัทธามีกำลังในสมาธิและปัญญา ย่อมควร เพราะผู้ประกอบสมาธิมีอารมณ์เป็นหนึ่ง.
จริงอยู่ ผู้นั้นย่อมถึงอัปปนาด้วยอาการอย่างนี้. ปัญญามีกำลังย่อมควรแก่ผู้ประกอบวิปัสสนา. เพราะผู้นั้นย่อมบรรลุการแทงตลอดลักษณะด้วยประการฉะนี้. แม้เมื่อทั้งสองอย่างเสมอกัน ก็เป็นอัปปนาแท้.
บทว่า กาเล ปคฺคณฺหติ จิตฺตํ ประคองจิตไว้ในกาลอันควร คือในสมัยใด จิตหดหู่เพราะความเพียรย่อหย่อนยิ่งนักเป็นต้น ในสมัยนั้น ประคองจิตไว้ด้วยการตั้งอยู่ในธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์และปีติสัมโพชฌงค์.
บทว่า นิคฺคณฺหาติ ย่อมข่ม คือ ในสมัยใด จิตฟุ้งซ่านด้วยปรารภความเพียรเกินไปเป็นต้น ในสมัยนั้น ข่มจิตไว้ด้วยตั้งอยู่ในปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์และอุเบกขาสัมโพชฌงค์.
บทว่า สมฺปหํสติ กาเลน ย่อมให้จิตรื่นเริงโดยกาล คือ ในสมัยใด จิตไม่มีอัสสาทะ (ความยินดี) เพราะความขวนขวายด้วยปัญญาอ่อน หรือเพราะไม่ได้รับความสุขอันเกิดแต่ความสงบ ในสมัยนั้น ให้เกิดความสังเวชด้วยพิจารณาสังเวควัตถุ (วัตถุให้เกิดความสังเวช) ๘ ประการ.
สังเวควัตถุ ๘ ประการ คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ รวมเป็น ๔ ทุกข์ในอบายเป็นที่ ๕ ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอดีตเป็นที่ ๖ ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอนาคตเป็นที่ ๗ ทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูลในปัจจุบันเป็นที่ ๘. ทำจิตให้เกิดความเลื่อมใสด้วยระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย. นี้เรียกว่าให้จิตรื่นเริงตามกาล.
บทว่า จิตฺตํ สมาทเห พึงตั้งจิตไว้ คือ สมัยใด ความที่ศรัทธาและปัญญา สมาธิและวิริยะ เสมอกัน สมัยนั้นพึงตั้งจิตคือพึงให้ถึงอัปปนา.
บทว่า อชฺฌุเปกฺขติ กาเลน วางเฉยตามกาล คือ สมัยใด จิตอาศัยสัมมาปฏิบัติ ไม่หดหู่ ไม่ฟุ้งซ่าน มีอัสสาทะ เป็นไปเสมอในอารมณ์ ดำเนินสู่วิถีแห่งสมาธิ สมัยนั้น จิตนั้นย่อมไม่ถึงความขวนขวายในการประคอง ข่ม ให้ร่าเริง เหมือนสารถี เมื่อม้าวิ่งเรียบก็วางเฉยได้ นี้เรียกว่าวางเฉยตามกาล.
บทว่า โส โยคี กาลโกวิโท โยคีผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในกาล คือ โยคีผู้นั้นเป็นผู้ประกอบแล้วในกรรมฐานมีประการดังกล่าว เป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลมในกาล คือ ยกย่อง ข่ม ให้ร่าเริง ตั้งมั่นและวางเฉย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตามกาลมีการประคองเป็นต้น ด้วยพระดำรัส มีอาทิว่า กิมฺหิ กาลมฺหิ ในกาลไหน ดังนี้. บัดนี้ เมื่อจะทรงวิสัชนากาลมีการประคองเป็นต้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ลีเน จิตฺตมฺหิ เมื่อจิตหดหู่ ดังนี้.
เมื่อจิตถึงความหดหู่เพราะความเพียรย่อหย่อนยิ่งนักเป็นต้น เป็นกาลที่ควรประคองไว้ด้วยการตั้งอยู่ด้วยธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์และปีติสัมโพชฌงค์.
บทว่า อุทฺธตสฺมึ วินิคฺคโห เมื่อจิตฟุ้งซ่านเป็นกาลที่ควรข่มไว้ คือ เมื่อจิตฟุ้งซ่านเพราะปรารภความเพียรเกินไป เป็นกาลที่ควรข่มด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์และอุเบกขาสัมโพชฌงค์.
บทว่า นิรสฺสาทคตํ จิตฺตํ สมฺปหํเสยฺย ตาวเท โยคีพึงยังจิตที่ถึงความไม่แช่มชื่นให้รื่นเริงในกาลนั้น คือ โยคีพึงยังจิตที่เว้นจากความแช่มชื่น เพราะขวนขวายทางปัญญาอ่อน หรือเพราะไม่ได้รับสุขอันเกิดแต่ความสงบ ให้รื่นเริงด้วยพิจารณาสังเวควัตถุ ๘ ประการ หรือด้วยระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยในขณะนั้น.
บทว่า สมฺปหฏฺฐํ ยทา จิตฺตํ จิตรื่นเริงในกาลใด คือในกาลใด จิตเป็นธรรมชาติรื่นเริงตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า อลีนํ ภวติ นุทฺธตํ จิตเป็นธรรมชาติ ไม่หดหู่ ไม่ฟุ้งซ่าน คือ จิตเว้นจากความหดหู่และฟุ้งซ่าน เพราะผูกไว้ด้วยวิริยะและสมาธิ.
บทว่า สมถนิมิตฺตสฺส ของสมถนิมิต คือ สมถะและนิมิตของกาลนั้น ชื่อว่าสมถนิมิต.
บทว่า โส กาโล คือ กาลที่ท่านกล่าวถึงกาล ที่เว้นจากความหดหู่และฟุ้งซ่าน.
บทว่า อชฺฌตตํ รมเย มโน ใจพึงยินดีในภายใน คือ จิตสัมปยุตด้วยฌาน พึงยินดีพึงให้อภิรมย์ในภายในอารมณ์มีกสิณเป็นต้น.
บทว่า เอเตน เมวุปาเยน โดยอุบายนั้นนั่นแล คือ โดยอุบายดังที่กล่าวแล้วนั้นนั่นแล. ม อักษร ท่านกล่าวด้วยบทสนธิ.
บทว่า อชฺฌุเปกฺเขยฺย ตาวเท พึงวางเฉยในกาลนั้น คือ ในกาลใด จิตนั้นตั้งมั่นด้วยอุปจารและอัปปนา ในกาลนั้น ชื่อว่าจิตตั้งมั่นแล้ว เพราะเหตุนั้น โยคีรู้แล้วไม่พึงทำความขวนขวายในการประคอง การข่ม การให้ร่าเริง ควรกระทำการวางเฉยอย่างเดียวในขณะนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงย่อคาถาที่พระองค์ตรัสถามว่า กิมฺหิ กาลมฺหิ ปคฺคาโห ความประคองจิตควรมีในกาลไหน จึงตรัสพระดำรัส มีอาทิว่า เอวํ กาลวิทู ธีโร ธีรชนผู้รู้แจ้งกาลอย่างนี้ ดังนี้.
บทว่า กาเลน กาลํ จิตฺตสฺส นิมิตฺตมุปลกฺขเย พึงกำหนดอารมณ์อันเป็นนิมิตของจิตตลอดกาลตามกาล. ความว่า พึงกำหนดเข้าไปกำหนดอารมณ์ของจิตอันสัมปยุตด้วยสมาธิตามกาลอันสมควร.
บทที่เหลือในที่ทั้งปวงชัดดีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาลงด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาสารีปุตตนิทเทสที่ ๑๖ จบอรรถกถาอัฏฐกวรรคในมหานิทเทส อรรถกถามหานิทเทส จบบริบูรณ์ -----------------------------------------------------