คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

มหาปัญญากถา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๓๙๗ บรรทัด๑ ฉบับ

ปัญญาวรรค อรรถกถามหาปัญญากถา

บัดนี้จะพรรณนาตามที่ยังไม่พรรณนาแห่งปัญญากถา อันพระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ในลำดับแห่งสุญญกถาอันเป็นปทัฏฐานแห่งปัญญาโดยพิเศษ.

ต้อนต้นในปัญญากถานั้น ปัญญา ๗ ประการมีอนุปัสสนาหนึ่งๆ เป็นมูลในอนุปัสสนา ๗ พระสารีบุตรเถระชี้แจง ทำคำถามให้เป็นเบื้องต้นก่อน.

ปัญญา ๓ มีอนุปัสสนา ๗ เป็นมูล และมีอนุปัสสนาอันยิ่งอย่างหนึ่งๆ เป็นมูล พระสารีบุตรเถระชี้แจงไม่ทำคำถาม. ท่านชี้แจงความบริบูรณ์ของปัญญา ๑๐ แต่ต้นด้วยประการฉะนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในอนุปัสสนาเหล่านั้นดังต่อไปนี้.

เพราะอนิจจานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นเป็นของไม่เที่ยง) แล่นไปในสังขารที่เห็นแล้วโดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์และโดยความเป็นอนัตตาว่า สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา ฉะนั้น อนิจจานุปัสสนานั้นที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญา (ปัญญาแล่นไป) ให้บริบูรณ์.

จริงอยู่ ปัญญานั้นชื่อว่า ชวนา เพราะแล่นไปในวิสัยของตน ชื่อว่า ชวนปัญญา เพราะปัญญานั้นแล่นไป.

ทุกขานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นเป็นทุกข์) มีกำลังเพราะอาศัยสมาธินทรีย์ ย่อมชำแรก ย่อมทำลายปณิธิ เพราะฉะนั้น ทุกขานุปัสสนาย่อมยังนิพเพธิกปัญญา (ปัญญาทำลายกิเลส) ให้บริบูรณ์.

จริงอยู่ ปัญญานั้น ชื่อว่า นิพฺเพธิกา เพราะทำลายกิเลส ชื่อว่า นิพฺเพธิกปญฺญา เพราะปัญญานั้นทำลายกิเลส.

อนัตตานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นว่าเป็นอนัตตา) ย่อมยังมหาปัญญาให้บริบูรณ์ เพราะการถึงความเจริญด้วยเห็นความเป็นของสูญเป็นการถึงความยิ่งใหญ่.

จริงอยู่ ปัญญานั้นชื่อว่า มหาปญฺญา ปัญญาใหญ่เพราะถึงความความเจริญ.

เพราะนิพพิทานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย) เป็นปัญญาคมกล้า สามารถเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง เพราะความที่อนุปัสสนา ๓ นั่นแหละเป็นที่ตั้งของการมีกำลังด้วยอาเสวนะ แม้แต่ก่อน ฉะนั้น นิพพิทานุปัสสนาย่อมยังติกขปัญญา (ปัญญาคมกล้า) ให้บริบูรณ์.

เพราะแม้วิราคานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด) ก็กว้างขวาง สามารถคลายกำหนัดจากสังขารทั้งปวง เพราะอนุปัสสนา ๓ นั่นแหละเป็นที่ตั้งอันเจริญกว่าการมีกำลังด้วยอาเสวนะแม้แต่ก่อน ฉะนั้น วิราคานุปัสสนาย่อมยังวิบูลปัญญา (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์.

เพราะแม้นิโรธานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความดับ) ก็ลึกซึ้ง สามารถเห็นความดับทั้งปวงด้วยลักษณะของความเสื่อม เพราะอนุปัสสนา ๓ นั่นแหละเป็นที่ตั้งอันเจริญกว่าการมีกำลังด้วยอเสวนะแม้แต่ก่อน ฉะนั้น นิโรธานุปัสสนาย่อมยังคัมภีรปัญญา (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์.

จริงอยู่ นิโรธชื่อว่า คมฺภีโร เพราะไม่ได้ตั้งอยู่ด้วยปัญญาอันดิ้นๆ แม้ปัญญาถึงความหยั่งลงในความลึกซึ้งนั้น ก็ชื่อว่า คมฺภีรา.

แม้เพราะปฏินิสสัคคานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นการสละคืน) เป็นปัญญาไม่ใกล้ สามารถสละคืนสังขารทั้งปวงด้วยลักษณะแห่งความเสื่อม เพราะอนุปัสสนา ๓ นั่นแหละเป็นที่ตั้งอันเจริญกว่าการมีกำลังด้วยอเสวนะแม้แต่ต้น เพราะพุทธิย่อมอยู่ไกลกว่าปัญญา ๖ เพราะยังไม่ถึงชั้นยอด ฉะนั้น ปฏินิสสัคคานุปัสสนาย่อมยังอสามันตปัญญา (ปัญญาไม่ใกล้) ให้บริบูรณ์ เพราะไม่ใกล้เอง.

จริงอยู่ อสามันตปัญญานั้นชื่อว่า อสามฺนตา เพราะไกลจากปัญญาเบื้องต่ำ ชื่อว่า อสามนฺตปญฺญา เพราะปัญญาไม่ใกล้.

บทว่า ปณฺฑิจฺจํ ปูเรนฺติ คือ ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์. เพราะปัญญา ๗ ตามที่กล่าวแล้ว เจริญให้บริบูรณ์แล้ว ถึงลักษณะของบัณฑิต เป็นบัณฑิตด้วยสังขารุเปกขาญาณ อนุโลมญาณและโคตรภูญาณกล่าว คือวุฏฐานคามินีวิปัสสนาอันถึงยอด เป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปณฺฑิจฺจํ ปูเรนฺติ ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์.

บทว่า อฏฺฐปญฺญา คือ ปัญญา ๘ ประการทั้งปวงพร้อมด้วยปัญญา คือความเป็นบัณฑิต.

บทว่า ปุถุปญฺญํ ปริปูเรนฺติ ย่อมยังปุถุปัญญา (ปัญญาแน่นหนา) ให้บริบูรณ์ คือเพราะบัณฑิตนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิตนั้นกระทำนิพพาน ในลำดับโคตรภูญาณให้เป็นอารมณ์ ย่อมบรรลุปัญญาคือมรรคผล ที่กล่าวว่า ปุถุปญฺญา เพราะปัญญาบรรลุความเป็นโลกุตระแน่นหนากว่าโลกิยะ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญา ๘ ประการย่อมยังปุถุปัญญาให้บริบูรณ์.

พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า อิมา นว ปญฺญา ปัญญา ๙ ประการนี้ ดังต่อไปนี้.

การพิจารณามรรคของพระอริยบุคคลนั้นผู้บรรลุมรรคและผลตามลำดับ ผู้มีจิตสันดานเป็นไปด้วยอาการร่าเริง เพราะมีจิตสันดานประณีต ด้วยการประกอบโลกุตรธรรมอันประณีต ผู้ออกจากภวังค์หยั่งลงในลำดับแห่งผลการพิจารณาผลของพระอริยบุคคลผู้หยั่งลงสู่ภวังค์แล้วออกจากภวังค์นั้น การพิจารณากิเลสที่ละได้แล้วโดยนัยนี้แหละ การพิจารณากิเลสที่เหลือ การพิจารณานิพพาน การพิจารณา ๕ ประการ ย่อมเป็นไปด้วยประการดังนี้แล.

ในการพิจารณาเหล่านั้น การพิจารณามรรคและการพิจารณาผล เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาอย่างไร.

ท่านติดตามบาลีในอภิธรรม แล้วกล่าวไว้ในอรรถกถานั้นว่า ธรรม ๕ ประการเหล่านี้ คือ ธรรมที่เกิดเพราะปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ นิพพาน ๑ อรรถแห่งภาษิต ๑ วิบาก ๑ กิริยา ๑ เป็นอรรถ.

มรรคญาณและผลญาณอันมีนิพพานนั้นเป็นอารมณ์ เพราะพระนิพพานเป็นอรรถ จึงเป็นอรรถปฏิสัมภิทา เพราะคำว่า ญาณในอรรถทั้งหลายเป็นอรรถปฏิสัมภิทา.

ปัจจเวกขณญาณแห่งมรรคญาณและผลญาณ อันเป็นอรรถปฏิสัมภิทานั้น เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา เพราะคำว่า ญาณในญาณทั้งหลายเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา.

ปัจจเวกขณญาณนั้น ชื่อว่าหาสปัญญา (ปัญญาร่าเริง) แห่งจิตสันดานอันเป็นไปด้วยอาการร่าเริง เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญา ๙ ย่อมยังหาสปัญญาให้บริบูรณ์ และหาสปัญญาเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแม้มีประการทั้งปวง ชื่อว่า ปญฺญา เพราะอรรถว่าให้รู้กล่าวคือทำเนื้อความนั้นๆ ให้ปรากฏ ชื่อว่า ปญฺญา เพราะรู้ธรรมทั้งหลายโดยประการนั้นๆ.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๗๗๗

บทว่า ตสฺส คือ อันพระอริยบุคคลมีประการดังกล่าวแล้วนั้น.

บทนั้นเป็นฉัฎฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ.

บทว่า อตฺถววตฺถานโต โดยกำหนดอรรถ คือโดยกำหนดอรรถ ๕ อย่างตามที่กล่าวแล้ว.

อนึ่ง แม้บัดนี้ ท่านก็กล่าวไว้ในสมณกรณียกถา (กถาอันสมณะพึงกระทำ) ว่าญาณอันมีประเภทเป็นส่วนที่ ๑ ใน ๕ ประเภท ในอรรถคือ เหตุผล ๑ นิพพาน ๑ อรรถแห่งคำ ๑ วิบาก ๑ กิริยา ๑.

บทว่า อธิคตา โหติ อันบุคคลบรรลุแล้ว คือได้แล้ว ปฏิสัมภิทานั้นแหละ อันบุคคลทำให้แจ้งแล้วด้วยการทำให้แจ้งการได้เฉพาะ ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ด้วยผัสสะที่ได้เฉพาะนั่นแหละ.

บทว่า ธมฺมววตฺถานโต โดยกำหนดธรรม คือโดยกำหนดธรรม ๕ อย่างที่ท่านกล่าวโดยทำนองแห่งบาลีในอภิธรรมว่า ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ คือเหตุอันยังผลให้เกิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ อริยมรรค ๑ ภาษิต ๑ กุศล ๑ อกุศล ๑ ชื่อว่าธรรม.

แม้บทนี้ท่านก็กล่าวไว้ในสมณกรณียกถาว่า ญาณอันมีประเภทเป็นส่วนที่ ๒ ใน ๕ ประเภทในธรรม คือ เหตุ ๑ อริยมรรค ๑ คำพูด ๑ กุศล ๑ อกุศล ๑.

บทว่า นิรุตฺติววตฺถานโต โดยการกำหนดนิรุตติ คือโดยการกำหนดนิรุตติอันสมควรแก่อรรถนั้นๆ.

บทว่า ปฏิภาณววตฺถานโต โดยการกำหนดปฏิภาณ คือโดยการกำหนดปฏิสัมภิทาญาณ ๓ อันได้แก่ปฏิภาณ.

บทว่า ตสฺสิมา ตัดบทเป็น ตสฺส อิมา นี้เป็นคำสรุป.

พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงคุณวิเศษของอนุปัสสนาทั้งหลายด้วยการสงเคราะห์เข้าด้วยกันทั้งหมดอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงด้วยประเภทแห่งวัตถุ จึงกบ่าวคำมีอาทิว่า รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป.

บทนั้นมีความดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.

พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงชวนปัญญาด้วยสามารถแห่งอดีต อนาคตและปัจจุบันในรูปเป็นต้น จึงตั้งคำถามด้วยอำนาจรูปเป็นต้นอย่างเดียว และด้วยอำนาจรูปในอดีต อนาคตและปัจจุบันแล้วได้แก้ไปตามลำดับของคำถาม.

ในชวนปัญญานั้น ปัญญาที่ท่านชี้แจงไว้ก่อนในการแก้รูปล้วนๆ เป็นต้น เป็นชวนปัญญาด้วยสามารถแห่งการแล่นไปในอดีตเป็นต้นในการแก้ทั้งหมดอันมีรูปในอดีตอนาคตและปัจจุบันเป็นมูล.

พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงประเภทแห่งปัญญาอันมีพระสูตรไม่น้อยเป็นเบื้องต้นอีก จึงแสดงพระสูตรทั้งหลายก่อน.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สปฺปุริสสํเสโว การคบสัตบุรุษ คือการคบสัตบุรุษทั้งหลายมีประการดังกล่าวแล้วในหนหลัง.

บทว่า สทฺธมฺมสฺสวนํ การฟังพระสัทธรรม คือฟังคำสอนแสดงข้อปฏิบัติมีศีลเป็นต้นในสำนักของสัตบุรุษทั้งหลายเหล่านั้น.

บทว่า โยนิโสมนสิกาโร การทำไว้ในใจโดยแยบคาบ คือทำไว้ในใจโดยอุบายด้วยการพิจารณาอรรถแห่งธรรมที่ฟังแล้ว.

บทว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คือปฏิบัติธรรมอันเป็นข้อปฏิบัติมีศีลเป็นต้น อันเนื่องในโลกุตรธรรม.

คำ ๔ เหล่านี้คือ ปญฺญาปฏิลาภาย (เพื่อได้ปัญญา) ๑ ปญฺญาวุทฺธิยา (เพื่อความเจริญแห่งปัญญา) ๑ ปญฺญาเวปุลฺลาย (เพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา) ๑ ปญฺญาพาหุลฺลาย (เพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก) ๑ เป็นคำแสดงภาวะด้วยอำนาจแห่งปัญญา.

คำ ๑๒ คำที่เหลือเป็นคำแสดงภาวะด้วยอำนาจแห่งบุคคล.

อรรถกถาโสฬสปัญญานิเทศ

พึงทราบวินิจฉัยในสุตตันตนิเทศดังต่อไปนี้.

บทว่า ฉนฺนํ อภิญฺญานํ อภิญญา ๖ คือ อิทธิวิธ (แสดงฤทธิได้) ๑ ทิพโสด (หูทิพย์) ๑ เจโตปริยญาณ (รู้จักกำหนดใจผู้อื่น) ๑ ปุพเพนิวาสญาณ (ระลึกชาติได้) ๑ ทิพยจักขุ (ตาทิพย์) ๑ อาสวักขยญาณ (รู้จักทำอาสวะให้สิ้น) ๑.

บทว่า เตสตฺตตีนํ ญาณานํ ญาณ ๗๓ คือญาณทั่วไปแก่สาวกที่ท่านชี้แจงไว้แล้วในญาณกถา.

ในบทว่า สุตฺตสตฺตตีนํ ญาณานํ ญาณ ๗๗ นี้มีพระบาลีว่าดังนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงญาณวัตถุ ๗๗ อย่าง แก่เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจไว้ให้ดี เราจักกล่าว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ญาณวัตถุ ๗๗ เป็นไฉน?

ญาณว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชราและมรณะ. ญาณว่า เมื่อไม่มีชาติ ชราและมรณะก็ไม่มี.

ญาณว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยแม้ในอดีตกาล ก็มีชราและมรณะ. ญาณว่า เมื่อไม่มีชาติ ชราและมรณะก็ไม่มี. ญาณว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยแม้ในกาลอนาคตก็มีชราและมรณะ. ญาณว่า เมื่อไม่มีชาติ ชราและมรณะก็ไม่มี.

ญาณว่า ธัมมัฏฐิติญาณมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความสำรอกกิเลสเป็นธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา.

ญาณว่า เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ.

ฯลฯ ญาณว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ. ญาณว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน. ญาณว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา. ญาณว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา. ญาณว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ. ญาณว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ. ญาณว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป. ญาณว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ. ญาณว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร. ญาณว่า เมื่อไม่มีอวิชชาสังขารก็ไม่มี. ญาณว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยแม้ในกาลเป็นอดีตก็มีสังขาร.

ญาณว่า เมื่อไม่มีอวิชชา สังขารก็ไม่มี. ญาณว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยแม้ในกาลอนาคต ก็มีสังขาร. ญาณว่า เมื่อไม่มีอวิชชา สังขารก็ไม่มี. ญาณว่า ธัมมัฏฐิติญาณมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความสำรอกกิเลสเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวญาณวัตถุ ๗๗ อย่างเหล่านี้.

____________________________

สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๑๒๗

ญาณ ๗๗ อย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในนิทานวรรคด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง ญาณวัตถุ ๔๔ อย่าง ท่านกล่าวอย่างละ ๔ ในองค์ ๑๑ โดยนัยนี้ว่า ญาณในชราและมรณะ ญาณในเหตุเกิดชราและมรณะ ญาณในความดับชราและมรณะ ญาณในปฏิปทาให้ความดับชราและมรณะ ท่านมิได้ถือเอาในที่นี้.

____________________________

สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๑๑๙

อนึ่ง ญาณในทั้งสองแห่งนั้นเป็นวัตถุแห่งประโยชน์เกื้อกูลและความสุข จึงชื่อว่าญาณวัตถุ.

การได้ในบทมีอาทิว่า ลาโภ ท่านกล่าวว่า ปฏิลาโภ การได้เฉพาะ เพราะเพิ่มอุปสรรคทำให้วิเศษ. เพื่อขยายความแห่งบทนั้นอีก ท่านจึงกล่าวว่า ปตฺติ สมฺปตฺติ การถึง การถึงพร้อม.

บทว่า ผสฺสนา การถูกต้อง คือการถูกต้องด้วยการบรรลุ.

บทว่า สจฺฉิกิริยา การทำให้แจ้ง คือการทำให้แจ้งด้วยการได้เฉพาะ.

บทว่า อุปฺสมฺปทา การเข้าถึงพร้อม คือการให้สำเร็จ.

บทว่า สตฺตนฺนญฺจ เสกฺขานํ พระเสกขะ ๗ จำพวก คือของพระเสกขะ ๗ จำพวกมีท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ซึ่งรู้กันว่าเป็นพระเสกขะ เพราะยังต้องศึกษาสิกขา ๓.

บทว่า ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส ของกัลยาณปุถุชน คือของปุถุชนที่รู้กันว่าเป็นคนดี โดยอรรถว่าเป็นผู้ดีเพราะประกอบปฏิปทาอันยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน.

บทว่า วฑฺฒิตวฑฺฒนา คือ เป็นเหตุเจริญด้วยปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ด้วยอำนาจแห่งปัญญา ๘ ตามที่กล่าวแล้วและด้วยอำนาจแห่งปัญญาของพระอรหันต์ ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญาก็เหมือนกัน.

ในบทมีอาทิว่า มหนฺเต อตฺเถ ปริคฺคณฺหาติ ย่อมกำหนดอรรถใหญ่มีความดังต่อไปนี้.

พระอริยสาวกผู้บรรลุปฏิสัมภิทาย่อมกำหนดอรรถเป็นต้นด้วยทำให้เป็นอารมณ์.

มหาปัญญาแม้ทั้งหมดก็เป็นของพระอริยสาวกทั้งหลายนั่นแหละ.

อนึ่ง มหาปัญญาเป็นวิสัยแห่งปัญญานั้นมีความดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ.

นานาศัพท์ในบทมีอาทิว่า ปุถุนานาขนฺเธสุ ในขันธ์ต่างๆ มากเป็นคำกล่าวถึงอรรถแห่งปุถุศัพท์.

บทว่า ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ชื่อว่าปุถุปัญญา เพราะญาณเป็นไป.

ความว่า ญาณนั้นชื่อว่า ปุถุปญฺญา เพราะญาณเป็นไปในขันธ์เป็นต้นตามที่กล่าวแล้วนั่น.

บทว่า นานาปฏิจฺจสมุปฺปาเทสุ ในปฏิจจสมุปบาทต่างๆ ท่านกล่าวเพราะเป็นปัจจัยมากด้วยอำนาจแห่งธรรมอาศัยกันเกิดขึ้น.

บทว่า นานาสุญฺญตมนุปลพฺเภสุ ในความได้เนืองๆ ซึ่งความสูญต่างๆ คือการเข้าไปได้ชื่อว่าอุปลัพภะ. อธิบายว่า การถือเอา.

การไม่เข้าไปได้ชื่อว่าอนุปลัพภะ เพราะการไม่เข้าไปได้ คำมากชื่อว่า อนุปลัพภา เป็นพหุวจนะ.

อีกอย่างหนึ่ง การไม่เข้าไปได้ซึ่งตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนในความสูญต่างๆ ด้วยสุญญตา ๒๕ ชื่อว่านานาสุญญตานุปลัพภา. ในนานาสุญญตานุปลัพภานั้น.

เมื่อควรจะกล่าวว่า นานาสุญฺญตมนุปลพฺเภสุ ท่านกล่าว ม อักษรด้วยบทสนธิดุจในบทว่า อทุกขมสุขา ไม่ทุกข์ไม่สุข.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑

ปัญญา ๕ อย่างเหล่านี้ทั่วไป ด้วยกัลยาณปุถุชน ปัญญาในบทมีอาทิว่า นานาอตฺถา มีอรรถต่างๆ ของพระอริยเจ้าเท่านั้น.

บทว่า ปุถุชฺชนสาธารเณ ธมฺเม ในธรรมทั่วไปแก่ปุถุชน คือโลกิยธรรม.

อิมินา อวสานปริยาเยน โลกิยโต ปุถุภูตนิพฺพานารมฺมณตฺตา ปุถุภูตา วิสุํภูตา ปญฺญาติ ปุถุปญฺญา นามาติ วุตฺตํ โหติ ฯ

ท่านกล่าวว่า ชื่อว่าปุถุปัญญา เพราะปัญญาหนา ปัญญาแผนกหนึ่ง เพราะมีนิพพานอันเป็นของใหญ่เป็นอารมณ์จากโลกิยะโดยปริยายในที่สุดนี้.

บทว่า วิปุลปญฺญา พึงทราบความนัยแห่งมหาปัญญา.

เมื่อกำหนดธรรมตามที่กล่าวแล้ว พึงทราบความไพบูลย์ของปัญญากำหนดธรรมเหล่านั้นเพราะมีคุณใหญ่และปัญญากำหนดธรรมเหล่านั้นเพราะความใหญ่ และกำหนดธรรม เพราะความใหญ่ เพราะความยิ่งใหญ่ด้วยตนเองเท่านั้น.

คัมภีร์ปัญญาพึงทราบโดยนัยแห่งปุถุปัญญา.

ธรรมเหล่านั้นอันไม่พึงได้ และปัญญานั้นชื่อว่าคัมภีรา เพราะปกติชนไม่พึงได้.

บทว่า ยสฺส ปุคฺคลสฺส คือ แห่งพระอริยบุคคลนั่นแหละ.

บทว่า อญฺโญ โกจิ ใครอื่น คือปุถุชน.

บทว่า อภิสมฺภวิตุํ เพื่อครอบงำได้ คือเพื่อถึงพร้อมได้.

บทว่า อนภิสมฺภวนีโย อันใครๆ ครอบงำไม่ได้ คืออันใครๆ ไม่สามารถบรรลุได้.

บทว่า อญฺเญหิ คือ ปุถุชนนั่นแหละ.

บทว่า อฏฺฐมกสฺส ของบุคคลที่ ๘ คือของท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคเป็นบุคคลที่ ๘ นับตั้งแต่ท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตผล.

บทว่า ทูเร คือ ในที่ไกล.

บทว่า วิทูเร คือ ไกลเป็นพิเศษ. บทว่า สุวิทูเร คือ ไกลแสนไกล.

บทว่า น สนฺติเก คือ ไม่ใกล้. บทว่า น สามนฺตา คือ ในส่วนไม่ใกล้.

คำประกอบคำปฏิเสธทั้งสองนี้ กำหนดถึงความไกลนั่นเอง.

บทว่า อุปาทาย คือ อาศัย.

บทว่า โสตาปนฺนสฺส คือ ท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.

ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวว่า มรรคปัญญานั้นๆ ห่างไกลจากผลปัญญานั้นๆ.

บทว่า ปจฺเจกฺสมฺพุทฺโธ แปลกกันด้วยอุปสรรค.

ทั้งสองบทนี้บริสุทธิ์เหมือนกัน.

พระสารีบุตรเถระครั้นกล่าวคำมีอาทิว่า ปัญญาของพระปัจเจกพุทธเจ้าและชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลกห่างไกลจากปัญญาของพระตถาคต แล้วประสงค์จะแสดงปัญญาอันตั้งอยู่ไกลนั้นโดยประการไม่น้อย จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ปญฺญาปเภทกุสโล พระตถาคตทรงเป็นผู้ฉลาดในประเภทแห่งปัญญาดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺญาปเภทกุสโล คือ ทรงฉลาดในประเทศแห่งปัญญาอันมีกำหนดมากมายของพระองค์.

บทว่า ปภินฺนญาโณ ทรงมีญาณแตกฉาน คือมีพระญาณถึงประเภทหาที่สุดมิได้.

ด้วยบทนี้ แม้เมื่อมีความฉลาดในประเภทแห่งปัญญา พระสารีบุตรเถระก็แสดงความที่ปัญญาเหล่านั้นมีประเภทหาที่สุดมิได้.

บทว่า อธิคตปฏิสมฺภิโท ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา คือทรงได้ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อันเลิศ.

บทว่า จตุเวสารชฺชฺปปตฺโต ทรงถึงเวสารัชชญาณ ๔ คือทรงถึงญาณกล่าวคือความกล้าหาญ ๔.

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่พิจารณานิมิตนั้นว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้ธรรมเหล่านั้น สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกนี้จักท้วงเราในข้อนั้นพร้อมกับธรรมว่า ธรรมเหล่านี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังมิได้ตรัสรู้แล้ว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรามิได้พิจารณาถึงนิมิตนั้นเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่มีภัย ถึงความกล้าหาญอยู่.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่พิจารณาเห็นนิมิตนั้นว่า เมื่อพระขีณาสพรู้ธรรมเหล่านั้น สมณะ พราหมณ์ ฯลฯ หรือใครๆ ในโลก จักท้วงเราในข้อนั้นพร้อมกับธรรมว่า อาสวะเหล่านี้ยังไม่สิ้นไป เมื่อพระขีณาสพเสพอันตรายิกธรรมที่กล่าวก็ไม่ควรเพื่อเป็นอันตรายได้.

อนึ่ง ธรรมที่ท่านแสดงแล้วเพื่อประโยชน์แก่บุคคลใด ธรรมนั้นย่อมไม่นำออก เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้กระทำนั้นเลย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่เห็นนิมิตนั้น ฯลฯ อยู่.

____________________________

องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๘

บทว่า ทสพลธารี ทรงพละ ๑๐.

ชื่อว่า ทสพลา เพราะมีพละ ๑๐. พละของท่านผู้มีพละ ๑๐ ชื่อว่า ทสพลพลานิ. ชื่อว่า ทสพลพลธารี เพราะทรงพละของผู้มีพละ ๑๐. อธิบายว่า ทรงกำลังทศพลญาณ.

พด้วยคำทั้ง ๓ เหล่านี้ ท่านแสดงเพียงหัวข้อประเภทของเวไนยสัตว์อันมีประเภทมากมาย.

พระตถาคตทรงเป็นบุรุษองอาจด้วยได้สมมติ เป็นมงคลยิ่ง โดยประกอบด้วยปัญญา ทรงเป็นบุรุษสีหะด้วยอรรถว่าความไม่หวาดสะดุ้ง ทรงเป็นบุรุษนาคด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ ทรงเป็นบุรุษอาชาไนยด้วยอรรถว่าเป็นผู้รู้ทั่ว ทรงเป็นบุรุษนำธุระไปด้วยอรรถว่านำกิจธุระของโลกไป.

ครั้นนั้น พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงคุณวิเศษที่ได้จากอนันตญาณมีเดชเป็นต้น เพื่อจะแสดงความที่เดชเป็นต้นเหล่านั้นเป็นรากของอนันตญาณจึงกล่าว อนนฺตญาโณ ทรงมีพระญาณหาที่สุดมิได้ แล้วกล่าวบทมีอาทิว่า อนนฺตเตโช ทรงมีเดชหาที่สุดมิได้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อนนฺตญาโณ คือ ทรงมีญาณปราศจากที่สุดด้วยการคำนวณและด้วยความเป็นผู้มีอำนาจ.

บทว่า อนนฺตเตโช คือ ทรงมีเดชถือพระญาณหาที่สุดมิได้ ด้วยการกำจัดมืดคือโมหะในสันดานของเวไนยสัตว์.

บทว่า อนนฺตยโส ทรงมีพระยศหาที่สุดมิได้ คือทรงมีการประกาศเกียรติคุณหาที่สุดมิได้ แผ่ไป ๓ โลกด้วยพระปัญญาคุณ.

บทว่า อฑฺโฆ ทรงเป็นผู้มั่งคั่ง คือทรงเพียบพร้อมด้วยทรัพย์ คือปัญญา.

บทว่า มหทฺธโน ทรงมีทรัพย์มาก ชื่อว่า มหทฺธโน เพราะมีทรัพย์ คือปัญญามากโดยความเป็นผู้มากด้วยอำนาจ แม้ในเพราะความเป็นผู้เจริญด้วยทรัพย์คือปัญญา.

บทว่า ธนวา ทรงมีอริยทรัพย์ ชื่อว่า ธนวา เพราะมีทรัพย์ คือปัญญาอันควรสรรเสริญ เพราะมีทรัพย์คือปัญญาอันประกอบอยู่เป็นนิจ เพราะมีทรัพย์คือปัญญาอันเป็นความยอดเยี่ยม.

ในอรรถทั้ง ๓ เหล่านี้ ผู้รู้ศัพท์ทั้งหลายย่อมปรารถนาคำนี้.

พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงความสำเร็จในอัตสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระปัญญาคุณอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงความสำเร็จสมบัติอันเป็นประโยชน์แก่โลกด้วยพระปัญญาคุณอีก จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เนตา ทรงเป็นผู้นำ.

พึงทราบความในบทเหล่านั้นดังต่อไปนี้.

ทรงเป็นผู้นำเวไนยสัตว์ทั้งหลายไปสู่ฐานะอันเกษมคือนิพพาน จากฐานะอันน่ากลัวคือสงสาร ทรงเป็นผู้นำไปให้วิเศษซึ่งเวไนยสัตว์ทั้งหลายด้วยสังวรวินัยและปหานวินัย.

ในเวลาทรงแนะนำ ทรงนำไปเนืองๆ ด้วยการตัดความสงสัยในขณะทรงแสดงธรรม ทรงตัดความสงสัยแล้วทรงบัญญัติอรรถที่ควรให้รู้ ทรงพินิจด้วยทำการตัดสินข้อที่บัญญัติไว้อย่างนั้น ทรงเพ่งอรรถที่ทรงพินิจแล้วอย่างนั้นด้วยการประกอบในการปฏิบัติ ทรงให้หมู่สัตว์ผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนั้นเลื่อมใสด้วยผลของการปฏิบัติ.

หิ อักษรในบทนี้ว่า โส หิ ภควา เป็นนิบาตลงในการแสดงอ้างถึงเหตุแห่งอรรถที่กล่าวไว้แล้วในลำดับ.

บทว่า อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา ทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น คือยังอริยมรรคอันเป็นเหตุแห่งอสาธารณญาณ ๖ ซึ่งยังไม่เคยเกิดในสันดานของตน ให้เกิดขึ้นในสันดานของตน เพื่อประโยชน์แก่โลก ณ โคนต้นโพธิ.

บทว่า อสญฺชาตสฺส มคฺคสฺส สญฺชาเนตา ทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม คือยังอริยมรรคอันเป็นเหตุแห่งสาวกปารมิญาณที่ยังไม่เคยเกิดพร้อมในสันดานของเวไนยสัตว์ให้เกิดพร้อมในสันดานของเวไนยสัตว์ ตั้งแต่ทรงประกาศพระธรรมจักรจนตราบเท่าถึงทุกวันนี้.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าสัญชาเนตา เพราะทรงยังอริยมรรคให้เกิดพร้อมในสันดานของเวไนยผู้เป็นสาวกด้วยพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้นั่นแหละ.

บทว่า อนกฺขาตสฺส มคฺคสฺส อกฺขาตา ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก คือทรงให้คำพยากรณ์เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการแล้วทรงบอกมรรค คือความเป็นบารมีที่ยังไม่เคยบอก หรืออริยมรรคที่ควรให้เกิดขึ้น ณ โคนต้นโพธิโดยเพียงพยากรณ์ว่า จักเป็นพระพุทธเจ้า.

นัยนี้ย่อมได้แม้ในการพยากรณ์พระปัจเจกโพธสัตว์เหมือนกัน.

บทว่า มคฺคญฺญู ทรงรู้จักมรรค คือทรงรู้อริยมรรคอันตนให้เกิดขึ้นด้วยการพิจารณา.

บทว่า มคฺควิทู ทรงทราบมรรค คือทรงฉลาดอริยมรรคอันพึงให้เกิดขึ้นในสันดานของเวไนยสัตว์.

บทว่า มคฺคโกวิโท ทรงฉลาดในมรรค คือทรงเห็นแจ้งมรรคที่ควรบอกแก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย.

อีกอย่างหนึ่ง ทรงรู้มรรคอันเป็นข้อปฏิบัติเพื่ออภิสัมโพธิ ทรงทราบมรรคอันเป็นข้อปฏิบัติเพื่อปัจเจกโพธิ ทรงฉลาดในมรรคอันเป็นข้อปฏิบัติเพื่อสาวกโพธิ.

อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์ทั้งหลายย่อมทำการประกอบอรรถตามลำดับด้วยอำนาจแห่งมรรคของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกในอดีต อนาคตและปัจจุบันด้วยอำนาจแห่งอัปปณิหิตมรรคอันมีสุญญตะเป็นนิมิต และด้วยอำนาจแห่งมรรคของอุคฆฏิตัญญูบุคคล วิปจิตัญญูบุคคล และไนยบุคคลตามควร เพราะบาลีว่า ด้วยมรรคนี้ สาวกทั้งหลายข้ามแล้วในก่อน จักข้าม ย่อมข้ามซึ่งโอฆะดังนี้.

____________________________

สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๗๕๗

บทว่า มคฺคานุคามี จ ปน ก็และพระสาวกเป็นผู้ดำเนินไปตามมรรค คือเป็นผู้ดำเนินไปตามมรรคที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำเนินไปแล้ว.

จ ศัพท์ในบทนี้เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งเหตุ. ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงเหตุแห่งการบรรลุคุรมียังมรรคให้เกิดเป็นต้น.

ปน ศัพท์เป็นนิบาตลงในอรรถว่าทำแล้ว. ด้วยบทนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงเหตุแห่งมรรคที่ทำแล้ว.

บทว่า ปจฺฉา สมนฺนาคตา พระสาวกที่จะมาภายหลัง คือเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปแล้วก่อน พระสาวกประกอบด้วยคุณมีศีลอันมาภายหลังเป็นต้น.

ด้วยเหตุดังนี้ เพราะคุณมีศีลเป็นต้น แม้ทั้งหมดของพระผู้มีพระภาคเจ้าอาศัยอรหัตมรรคนั่นแหละมาแล้วด้วยบทมีอาทิว่า ด้วยยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นดังนี้ ฉะนั้น พระเถระกล่าวถึงคุณเพราะอาศัยอรหัตมรรคนั่นแหละ.

บทว่า ชานํ ชานาติ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงทราบ ก็ย่อมทรงทราบคือย่อมทรงทราบสิ่งที่ควรทรงทราบ.

อธิบายว่า ธรรมดาสิ่งที่ควรทราบด้วยปัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อพระสัพพัญญุตญาณยังมีอยู่ ย่อมทรงทราบสิ่งที่ควรทราบทั้งหมดนั้นอันเป็นทางแห่งข้อควรแนะนำ ๕ ประการด้วยปัญญา.

บทว่า ปสฺสํ ปสฺสติ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงเห็นก็ย่อมทรงเห็น คือทรงเห็นสิ่งที่ควรเห็น.

อธิบายว่า ทรงกระทำทางอันควรแนะนำนั้นแหละ ดุจเห็นด้วยจักษุเพราะเห็นทั้งหมด.

ชื่อว่าย่อมเห็นด้วยปัญญาจักษุ หรือว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้เป็นเหมือนคนบางพวกแม้ถือเอาสิ่งวิปริตรู้อยู่ ก็ย่อมไม่รู้ แม้เห็นก็ย่อมไม่เห็น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือตามสภาพที่เป็นจริง ทรงทราบก็ย่อมทรงทราบ ทรงเห็นก็ย่อมทรงเห็น. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นชื่อว่าทรงมีจักษุ เพราะอรรถว่าทรงเป็นผู้นำในการเห็น. ชื่อว่าทรงมีญาณ เพราะอรรถว่ามีความเป็นผู้ทรงรู้แจ้งเป็นต้น. ชื่อว่าทรงมีธรรม เพราะอรรถว่ามีสภาพไม่วิปริต หรือสำเร็จด้วยธรรมที่พระองค์ทรงคิดด้วยพระทัย แล้วทรงเปล่งด้วยพระวาจา เพราะทรงชำนาญทางปริยัติธรรม. ชื่อว่าทรงมีพรหม เพราะอรรถว่าทรงเป็นผู้ประเสริฐที่สุด.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทรงมีจักษุ เพราะทรงเป็นดุจจักษุ. ชื่อว่าทรงมีญาณ เพราะทรงเป็นดุจญาณ. ชื่อว่าทรงมีธรรม เพราะทรงเป็นดุจธรรม. ชื่อว่าทรงมีพรหม เพราะทรงเป็นดุจพรหม.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสบอก เพราะตรัสบอกพระธรรมหรือเพราะยังพระธรรมให้เป็นไป. ตรัสบอกทั่ว เพราะตรัสบอกโดยประการต่างๆ หรือให้เป็นไปโดยประการต่างๆ. ทรงนำอรรถออก เพราะทรงนำอรรถออกแล้วจึงทรงแนะนำ. ทรงประทานอมตธรรม เพราะทรงแสดงข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุอมตธรรม หรือเพราะทรงให้บรรลุอมตธรรมด้วยการแสดงธรรมประกาศอมตธรรม. ทรงเป็นธรรมสามี เพราะทรงให้เกิดโลกุตรธรรมด้วยการประทานโลกุตรธรรมตามความสุขโดยสมควรแก่เวไนยสัตว์ และทรงเป็นอิสระในธรรมทั้งหลาย.

บทว่า ตถาคต มีอรรถดังได้กล่าวแล้วในหนหลัง.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงคุณดังที่กล่าวแล้วด้วยบทมีอาทิว่า ชานํ ชานาติ เมื่อทรงทราบก็ย่อมทรงถวายให้วิเศษยิ่งขึ้น เพราะพระสัพพัญญุตญาณ เมื่อจะยังพระสัพพัญญุตญาณให้สำเร็จจึงกล่าวบทมีอาทิว่า นตฺถิ มิได้มี ดังนี้.

ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นผู้ทรงเป็นอย่างนั้น มิได้ทำให้แจ้งมิได้มี เพราะกำจัดความหลงพร้อมด้วยวาสนาในธรรมทั้งปวงด้วยอรหัตมรรคญาณอันสำเร็จด้วยอำนาจกำลังบุญที่ทรงบำเพ็ญมาแล้ว.

ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทราบมิได้มี เพราะทรงทราบธรรมทั้งปวงโดยความไม่หลง.

ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงเห็นมิได้มี เพราะธรรมทั้งปวงพระองค์ทรงเห็นด้วยญาณจักษุ ดุจด้วยจักษุ.

อนึ่ง ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทราบมิได้มี เพราะพระองค์ทรงบรรลุแล้วด้วยญาณ.

ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทำให้แจ้งมิได้มี เพราะพระองค์ทรงทำให้แจ้ง ด้วยการทำให้แจ้ง ด้วยการไม่หลง.

ชื่อว่าบทธรรมที่พระองค์ไม่ทรงถูกต้องด้วยปัญญามิได้มี เพราะพระองค์ทรงถูกต้องด้วยปัญญาอันไม่หลง.

บทว่า ปจฺจุปปนฺนํ ได้แก่กาลหรือธรรมเป็นปัจจุบัน.

บทว่า อุปาทาย คือ ถือเองแล้ว. ความว่า ทำไว้ในภายใน แม้นิพพานพ้นกาลไปแล้ว ท่านก็ถือเอาด้วยคำว่า อุปาทาย นั่นแหละ.

อนึ่ง คำมี อตีต ล่วงไปแล้วเป็นต้นย่อมสืบเนื่องกับคำมีอาทิ นตฺถิ หรือกับคำมีอาทิว่า สพฺเพ.

บทว่า สพฺเพ ธมฺมา ธรรมทั้งหลายทั้งปวง รวมสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหมด.

บทว่า สพฺพากาเรน โดยอาการทั้งปวง คือรวมอาการทั้งปวงมีอาการไม่เที่ยงเป็นต้นแห่งธรรมอย่างหนึ่งๆ ในบรรดาธรรมทั้งหมด.

บทว่า ญาณมุเข ในมุข คือพระญาณ ได้แก่ในเฉพาะหน้าคือพระญาณ.

บทว่า อาปถํ อาคจฺฉติ ย่อมมาสู่คลอง คือย่อมถึงการรวมกัน.

บทว่า ชานิตพฺพํ ควรรู้ท่านกล่าวเพื่อขยายความแห่งบทว่า เนยฺยํ ควรแนะนำ วา ศัพท์ในบทมีอาทิว่า อตฺตตฺโถ วา และประโยชน์ตนเป็นสมุจจยรรถ (ความรวมกัน).

บทว่า อตฺตตฺโถ คือประโยชน์ของตน.

บทว่า ปรตฺโถ ประโยชน์ของผู้อื่นคือประโยชน์ของโลก ๓ อื่น.

บทว่า อุภยตฺโถ ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ได้แก่ประโยชน์ของทั้ง ๒ ฝ่ายคราวเดียวกัน คือของตนและของคนอื่น.

บทว่า ทิฏฐธมฺมิโก ประโยชน์ภพนี้ คือประโยชน์ประกอบในภพนี้ หรือประโยชน์ปัจจุบัน.

ประโยชน์ประกอบแล้วในภพหน้า หรือประโยชน์ในสัมปรายภพชื่อว่า สมฺปรายิโก.

พึงทราบความในบทมีอาทิว่า อุตฺตาโน ดังต่อไปนี้

ประโยชน์ที่พูดใช้โวหารชื่อว่า อุตฺตาโน ประโยชน์ตื้น เพราะเข้าใจง่าย.

ประโยชน์ที่พูดเกิน โวหารปฏิสังยุตด้วยสุญญตาชื่อว่า คมฺภีโร ประโยชน์ลึก เพราะเข้าใจยาก.

ประโยชน์อันเป็นโลกุตระชื่อว่า คุฬฺโห ประโยชน์ลับ เพราะพูดภายนอกเกินไป.

ประโยชน์มีความไม่เที่ยงเป็นต้นชื่อว่า ปฏิจฺฉนฺโน ประโยชน์ปกปิด เพราะปกปิดด้วยฆนะ (ก้อน) เป็นต้น.

ประโยชน์ที่พูดโดยไม่ใช้โวหารมากชื่อว่า เนยฺโย ประโยชน์ที่ควรนำไป เพราะไม่ถือเอาตามความพอใจ ควรนำไปตามความประสงค์.

ประโยชน์ที่พูดด้วยใช้โวหารชื่อว่า นีโต ประโยชน์ที่นำไปแล้ว เพราะนำความประสงค์ไปโดยเพียงคำพูด.

ประโยชน์คือศีล สมาธิและวิปัสสนาอันบริสุทธิ์ด้วยดีชื่อว่า อนวชฺโช ประโยชน์ไม่มีโทษ เพราะปราศจากโทษด้วยตทังคะและวิกขัมภนะ.

ประโยชน์คืออริยมรรคชื่อว่า นิกฺกิเลโส ประโยชน์ไม่มีกิเลส เพราะตัดกิเลสขาด.

ประโยชน์คืออริยผลชื่อว่า โวทาโน ประโยชน์ผ่องแผ้ว เพราะกิเลสสงบ.

นิพพานชิ่อว่า ปรมตฺโถ ประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะนิพพานเป็นธรรมเลิศในสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหลาย.

บทว่า ปริวตฺตติ ย่อมเป็นไป คือแทรกซึมคลุกเคล้าโดยรอบย่อมเป็นไปโดยวิเศษในภายในพุทธญาณ เพราะไม่เป็นภายนอกจากความเป็นวิสัยแห่งพุทธญาณ.

พระสารีบุตรเถระย่อมแสดงความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำเร็จพระญาณด้วยบทมีอาทิ สพฺพํ กายกมฺมํ ตลอดกายกรรมทั้งปวง.

บทว่า ญาณานุปริวตฺตติ พระญาณย่อมเป็นไปตลอด. ความว่า ไม่ปราศจากพระญาณ.

บทว่า อปฺปฏิหิตํ มิได้ขัดข้อง ท่านแสดงถึงความที่ไม่มีอะไรกั้นไว้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะยังพระสัพพัญญุตญาณให้สำเร็จด้วยอุปมาจึงกล่าวบทมีอาทิว่า ยาวตกํ เนยยบทมีเท่าใด.

ในบทเหล่านั้นชื่อว่า เนยฺยํ เพราะควรรู้ ชื่อว่า เนยฺยปริยนฺติกํ เพราะพระญาณมีเนยยบทเป็นที่สุด.

อนึ่ง ผู้ไม่เป็นสัพพัญญูไม่มีเนยยบทเป็นที่สุด แม้ในเนยยบทมีพระญาณเป็นที่สุดก็ดังนี้เหมือนกัน.

พระสารีบุตรเถระแสดงความที่ได้กล่าวไว้แล้วในคู่ต้นให้พิเศษไปด้วยคู่นี้ แสดงกำหนดด้วยการปฏิเสธด้วยคู่ที่ ๓.

อนึ่ง เนยยะในบทนี้ชื่อว่า เนยฺยปถ เพราะเป็นคลองแห่งญาณ.

บทว่า อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในที่สุดรอบของกันและกัน คือมีปกติยังเนยยะและญาณให้สิ้นไปแล้วตั้งอยู่ในที่สุดรอบของกันและกันจากฐานะ.

บทว่า อาวชฺชนปฏิพทฺธา เนื่องด้วยความทรงคำนึง คือเนื่องด้วยมโนทวาราวัชชนะ. ความว่า ย่อมรู้ลำดับแห่งความคำนึงนั่นเอง.

บทว่า อากงฺขปฏิพทฺธา เนื่องด้วยทรงพระประสงค์ คือเนื่องด้วยความพอใจ ความว่าย่อมรู้ลำดับแห่งอาวัชชนจิตด้วยชวนญาณ.

ท่านกล่าวบททั้ง ๒ นอกนี้เพื่อประกาศความตามลำดับบททั้ง ๒ นี้.

บทว่า พุทฺโธ อาสยํ ชานาติ พระพุทธเจ้าย่อมทรงทราบอัธยาศัยเป็นต้น ท่านพรรณนาไว้ในญารกถาแล้ว แต่มาในมหานิเทศว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบอัธยาศัย. ในบทนั้นมาในอาคตสถานว่า พุทฺธสฺส ภควโต ในที่นี้ในที่บางแห่งว่า พุทธสส.

____________________________

ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๓๒๐

บทว่า อนตมโส คือ โดยที่สุด.

ในบทว่า ติมิติมิงฺคลํ นี้ พึงทราบดังต่อไปนี้

ปลาชนิดหนึ่งชื่อว่าติมิ ปลาชนิดหนึ่งชื่อว่าติมิงคิละ เพราะตัวใหญ่กว่าปลาติมินั้น สามารถกลืนกินปลาติมิได้ ปลาชนิดหนึ่งชื่อติมิติมิคละมีลำตัวประมาณ ๕๐๐ โยชน์ สามารถกลืนกินปลาติมิคละได้.

ในบทนี้พึงทราบว่าเป็นเอกวจนะด้วยถือเอากำเนิด.

ในบทว่า ครุฬํ เวนเตยฺยํ ครุฑตระกูลเวนเตยยะนี้ พึงทราบว่า ชื่อว่า ครุฬ เป็นชื่อโดยกำเนิด ชื่อว่า เวนเตยฺย เป็นชื่อโดยโคตร.

บทว่า ปเทเส คือ ในเอกเทศ.

บทว่า สารีปุตฺตสมา มีปัญญาเสมอด้วยพระสารีบุตร พึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายถึงพระเถระผู้เป็นพระธรรมเสนาบดีของพระพุทธเจ้าทั้งปวง เพราะพระสาวกที่เหลือไม่มีผู้เสมอด้วยพระธรรมเสนาบดีเถระทางปัญญา

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายสาวกของเราผู้มีปัญญามาก.

____________________________

องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๔๖

อนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า

สัตว์ทั้งหลายอื่นใดมีอยู่เว้นพระโลกนาถ สัตว์เหล่านั้น

ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งปัญญาของพระสารีบุตร.

บทว่า ผริตฺวา แผ่ไป คือพุทธญาณบรรลุถึงปัญญาแม้ของเทวดาและมนุษย์ทั้งปวงแล้วแผ่ไปแทรกซึมเข้าไปสู่ปัญญาของเทวดา และมนุษย์เหล่านั้นโดยฐานะแล้วตั้งอยู่.

บทว่า อติฆํสิตฺวา ขจัดแล้วคือพุทธญาณก้าวล่วงปัญญาแม้ของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นแล้วตั้งอยู่.

ปาฐะในมหานิเทศว่า อภิภวิตฺวา ครอบงำแล้ว คือย่ำยีแล้วด้วยบทว่า เยปิเต เป็นต้น. พระสารีบุตรเถระแผ่ไปขจัดด้วยประการนี้แล้ว แสดงเหตุให้ประจักษ์แห่งฐานะ.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิตา คือ ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต.

บทว่า นิปุณา ละเอียด คือมีปัญญาละเอียดสุขุมสามารถแทงตลอดปัญญาสุขุมในระหว่างอรรถได้.

บทว่า กตปรปฺปวาทา แต่งวาทะโต้ตอบ คือรู้วาทะโต้ตอบและแต่วาทะต่อสู้กับชนเหล่าอื่น.

บทว่า วาลเวธิรูปา คือ มีปัญญาเปรียบด้วยนายขมังธนูผู้สามารถยิงขนทราย.

บทว่า เต ภินฺทนฺตา ปญฺญา จรนฺติ ปญฺญาคเตน ทิฏฺฐิคตานิ เที่ยวทำลายปัญญาและทิฏฐิด้วยปัญญา.

ความว่า เที่ยวไปดุจทำลายทิฏฐิของคนอื่นแม้สุขุมด้วยปัญญาของตนดุจนายขมังธนูยิงขนทรายฉะนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง ปัญญานั่นแหละคือปัญญาคตะ ทิฏฐินั้นแหละคือทิฏฐิคตะ ดุจในคำว่า คูถคตํ มุคตฺตคตํ คูถ มูตรเป็นต้น.

____________________________

ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๓๒๐ องฺ. นวก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๒๑๕

บทว่า ปญฺหํ อภิสงฺขริตฺวา แต่งปัญหา คือแต่งคำถาม ๒ บทบ้าง ๓ บทบ้าง ๔ บทบ้าง ท่านกล่าว ๒ ครั้งเพื่อสงเคราะห์เข้าด้วยกันเพราะปัญญาเท่านั้นให้มากยิ่งขึ้น.

บทว่า คุฬฺหานิ จ ปฏิจฺฉนฺนานิ จ ปัญหาทั้งลี้ลับและเปิดเผย มีปาฐะที่เหลือว่า อตฺถชาตานิ เกิดประโยชน์ บัณฑิตทั้งหลายถามปัญหาเพราะบัณฑิตเหล่านั้นเห็นข้อแนะนำอย่างนั้นแล้วอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระประสงค์อย่างนี้ว่า ขอจงถามปัญหาที่ตนแต่งมา.

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงประทานโอกาสเพื่อให้ผู้อื่นถาม ทรงแสดงธรรมแก่ผู้เข้าไปเฝ้าเท่านั้น.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

บัณฑิตเหล่านั้นพากันแต่งปัญหา ด้วยหมายใจว่า จักเข้าไปหาพระสมณโดดมแล้วทูลถามปัญหานี้ หากว่าพระสมณโคดมนั้นถูกพวกเราถามแล้วอย่างนี้ จักพยากรณ์อย่างนี้ พวกเราจักยกวาทะนี้แก่พระองค์ แม้หากว่าพระสมณโคดมนั้นถูกพวกเราถามแล้วอย่างนี้ จักพยากรณ์อย่างนี้ พวกเราจักยกวาทะนั้นแม้อย่างนี้แก่พระองค์ ดังนี้.

บัณฑิตเหล่านั้นพากันเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ.

พระสมณโคดมก็ทรงชี้แจงให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมมีกถา.

บัณฑิตเหล่านั้นถูกพระสมณโคดมทรงชี้แจงให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ก็ไม่ถามปัญหากะพระสมณโคดมเลย บัณฑิตเหล่านั้นจักยกวาทะแก่พระสมณโคดมที่ไหนได้ ย่อมกลายเป็นสาวกของพระสมณโคดมไปโดยแท้.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๓๐

หากถามว่า เพราะเหตุไร บัณฑิตทั้งหลายจึงไม่ทูลถามปัญหา.

ตอบว่า นัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงธรรมในท่านกลางบริษัท ทรงตรวจดูอัธยาศัยของบริษัท แต่นั้นทรงเห็นว่า บัณฑิตเหล่านี้พากันมาทำปัญหาซ่อนเร้น ลี้ลับ ให้มีสาระเงื่อนงำ ครั้นบัณฑิตเหล่านั้นไม่ทูลถามพระองค์เลย พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า โทษประมาณเท่านี้ในการถามปัญหา ประมาณเท่านี้ในการแก้ปัญหา ประมาณเท่านี้ในอรรถ ในบท ในอักขระดังนี้ เมื่อจะถามปัญหาเหล่านี้พึงถามอย่างนี้ เมื่อจะแก้ปัญหาควรแก้อย่างนี้ ดังนั้น พระองค์จึงทรงใส่ปัญหาที่บัณฑิตเหล่านั้นนำมาทำให้มีสาระซับซ้อน ไว้ในระหว่างธรรมกถาแล้วจึงทรงแสดง.

บัณฑิตเหล่านั้นย่อมพอใจว่า เราไม่ถามปัญหาเหล่านี้ เป็นความประเสริฐของเรา หากว่าเราพึงถามพระสมณโคดม จะพึงทรงทำให้เราตั้งตัวไม่ติดได้เลย.

อีกประการหนึ่ง ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อทรงแสดงธรรม ย่อมทรงแผ่เมตตาไปยังบริษัทด้วยการแผ่เมตตา มหาชนย่อมมีจิตเลื่อมใสในพระทศพล ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมีรูปโฉมงดงาม น่าทัศนะ มีพระสุรเสียงไพเราะ มีพระชิวหาอ่อนนุ่ม มีช่องพระทนต์สนิท ทรงกล่าวธรรมดุจรดหทัยด้วยน้ำอมฤต ในการทรงกล่าวธรรมนั้น ผู้มีจิตเลื่อมใสด้วยการทรงแผ่เมตตา ย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราไม่สามารถจะจับสิ่งตรงกันข้ามกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงกล่าวกถาไม่มีสอง กถาไม่เป็นโมฆะ กถานำสัตว์ออกไป เห็นปานนี้ได้เลย บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ถามปัญหา เพราะความที่ตนเลื่อมใสนั่นแหละ.

บทว่า กถิตา วิสชฺชิตา จ ปัญหาเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าวและทรงแก้แล้ว.

ความว่า ปัญหาเหล่านั้นเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าว ด้วยการตรัสถึงปัญหาที่บัณฑิตทั้งหลายถามว่า พวกท่านจงถามอย่างนี้ เป็นอันทรงแก้โดยประการที่ควรแก้นั่นเอง.

บทว่า นิทฺทิฏฺฐิการณา มีเหตุที่ทรงแสดงไขให้เห็นชัด ด้วยการแก้ทำให้มีเหตุอย่างนี้ว่า การแก้ย่อมมีด้วยเหตุการณ์อย่างนี้.

บทว่า อุปกฺขิตฺตกา จ เต ภควโต สมฺปชฺชนฺติ บัณฑิตเหล่านั้นเข้าไปหมอบเฝ้า ย่อมปรากฏแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

ความว่า บัณฑิตเหล่านั้นมีกษัตริย์บัณฑิตเป็นต้น เข้าเฝ้าแทบพระบาท ย่อมปรากฏแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยการแก้ปัญหาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งสาวก ทั้งอุบาสกย่อมปรากฏ.

อธิบายว่า บัณฑิตเหล่านั้นย่อมถึงสาวกสมบัติ หรืออุบาสกสมบัติ.

บทว่า อถ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าลำดับ. อธิบายว่า ในลำดับพร้อมด้วยสมบัติที่บัณฑิตเหล่านั้นเข้าไปเฝ้า.

บทว่า ตตฺถ คือ ในที่นั้นหรือในอธิการนั้น.

บทว่า อภิโรจติ ย่อมรุ่งเรือง คือโชติช่วง สว่างไสวอย่างยิ่ง.

บทว่า ยทิทํ ปญฺญาย คือ ด้วยปัญญา. ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรุ่งเรือง ด้วยปัญญาของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

อิติศัพท์ลงในอรรถแห่งเหตุ. ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้เลิศ มีพระปัญญาไม่ใกล้ด้วยเหตุนี้.

บทว่า ราคํ อภิภุยฺยตีติ ภูริปญฺญา ชื่อว่า ภูริปญฺญา มีปัญญาดังแผ่นดิน เพราะอรรถว่าครอบงำราคะ. ความว่า ชื่อว่า ภูริปญฺญา เพราะมรรคปัญญานั้นๆ ครอบงำ ย่ำยี ราคะอันเป็นโทษกับตน.

บทว่า ภูริ มีอรรถว่าฉลาด เฉียบแหลม ความฉลาดย่อมครอบงำสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ ความไม่ฉลาดครอบงำไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอรรถแห่งความครอบงำด้วยภูริปัญญา.

บทว่า อภิภวิตา ครอบงำอยู่ คือ ผลปัญญานั้นๆ ครอบงำ ย่ำยีราคะนั้นๆ. ปาฐะว่า อภิภวิตา บ้าง.

แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ในบทมีราคะเป็นต้น พึงทราบความดังต่อไปนี้.

ราคะมีลักษณะกำหนัด. โทสะมีลักษณะประทุษร้าย. โมหะมีลักษณะหลง.

โกธะมีลักษณะโกรธ. อุปนาหะมีลักษณะผูกโกรธไว้. โกธะเกิดก่อน อุปนาหะเกิดภายหลัง.

มักขะมีลักษณะลบหลู่คุณผู้อื่น. ปลาสะมีลักษณะตีเสมอ.

อิสสามีลักษณะทำสมบัติผู้อื่นให้สิ้นไป. มัจฉริยะมีลักษณะหลงสมบัติของตน.

มายามีลักษณะปกปิดความชั่วที่ตนทำ. สาเฐยยะมีลักษณะประกาศคุณอันไม่มีอยู่ของตน.

ถัมภะมีลักษณะจิตกระด้าง. สารัมภะมีลักษณการทำเกินกว่าการทำ.

มานะมีลักษณะถือตัว. อติมานะมีลักษณะถือตัวยิ่ง.

มทะมีลักษณะมัวเมา. ปมาทะมีลักษณะปล่อยจิตในกามคุณ ๕.

ด้วยบทว่า ราโค อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺญา เป็นปัญญาย่ำยีราคะอันเป็นข้าศึกเป็นต้น.

ท่านอธิบายไว้อย่างไร

กิเลสมีราคะเป็นต้น ชื่อว่า ภูอริ เพราะอรรถว่าเป็นข้าศึกในจิตสันดาน. ท่านกล่าวว่า ภูริ เพราะลบ อ อักษรด้วยบทสนธิ.

พึงทราบว่าเมื่อควรจะกล่าวว่า ปัญญาย่ำยี ภูรินั้นชื่อว่า ภูริมทฺทนิปญฺญา ท่านกล่าวว่า ภูริปญฺญา เพราะลบ มทฺทนิศัพท์เสีย.

อนึ่ง บทว่า ตํ อรึ มทฺทนี ท่านกำหนดบทว่า เตสํ อรีนํ มทฺทนี การย่ำยีข้าศึกเหล่านั้น.

บทว่า ปฐวีสมาย เสมอด้วยแผ่นดิน คือ ชื่อว่าเสมอด้วยแผ่นดิน เพราะอรรถว่ากว้างขวางไพบูลย์นั่นเอง.

บทว่า วิตฺถตาย กว้างขวาง คือแผ่ไปในวิสัยที่ควรรู้ได้ ไม่เป็นไปในเอกเทศ.

บทว่า วิปุลาย ไพบูลย์ คือโอฬาร. แต่มาในมหานิเทศว่า วิปุลาย วิตฺถตาย ไพบูลย์ กว้างขวาง.

____________________________

ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๑๓๒

บทว่า สมนฺนาคโต คือบุคคลผู้ประกอบแล้ว.

อิติศัพท์ลงในอรรถว่าเหตุ. ความว่า ด้วยเหตุนี้ปัญญาของบุคคลนั้น ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยภูริปัญญา เพราะเหตุนั้น บุคคลย่อมยินดีในอรรถที่เจริญแล้ว เมื่อควรจะกล่าวว่า ภูริปญฺญสฺส ปญฺญา ภูริปญฺญปญฺญา ปัญญาของบุคคลผู้ประกอบด้วยภูริปัญญา ชื่อว่าภูริปัญญปัญญา ท่านกล่าว ภูริปญฺญา เพราะลบ ปญฺญาศัพท์เสียศัพท์หนึ่ง.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ภูริปญฺญา เพราะมีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน.

บทว่า อปิจ ท่านกล่าวเพื่อให้เห็นปริยายอย่างอื่น.

บทว่า ปญฺญายเมตํ คือ คำว่า ภูริ นี้ เป็นชื่อของปัญญา.

บทว่า อธิวจนํ เป็นคำกล่าวยิ่งนัก.

บทว่า ภูริ ชื่อว่าภูริ เพราะอรรถว่าย่อมยินดีในอรรถที่เจริญแล้ว.

บทว่า เมธา ปัญญาชื่อว่าเมธา เพราะอรรถว่ากำจัดทำลายกิเลสทั้งหลาย ดุจสายฟ้าทำลายสิ่งที่ก่อด้วยหินฉะนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเมธา เพราะอรรถว่าถือเอาทรงไว้เร็วพลัน.

บทว่า ปริณายกา ปัญญาเป็นปริณายก.

ชื่อว่าปริณายิกา เพราะอรรถว่าปัญญาย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ย่อมนำสัตว์นั้นไปในธรรมอันสัมปยุต ในการปฏิบัติประโยชน์และในปฏิเวธอันมีลักษณะแน่นอน ด้วยบทเหล่านี้เป็นอันท่านกล่าวถึงคำอันเป็นปริยายแห่งปัญญาแม้อย่างอื่นด้วย.

บทว่า ปญฺญาพาหุลฺลํ ความเป็นผู้มีปัญญามาก ชื่อว่า ปญฺญาพหุโล เพราะมีปัญญามาก ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีปัญญามากนั้น ชื่อว่าปัญญาพาหุลละ ปัญญานั่นแหละเป็นไปมาก.

ในบทมีอาทิว่า อิเธกจฺโจ บุคคลบางคนในโลกนี้ ได้แก่กัลยาณปุถุชน หรืออริยบุคคล.

ชื่อว่า ปญฺญาครุโก เพราะเป็นผู้มีปัญญาหนัก.

ชื่อว่า ปญฺญาจริโต เพราะเป็นผู้มีปัญญาเป็นจริต.

ชื่อว่า ปญฺญาสโย เพราะมีปัญญาเป็นที่อาศัย.

ชื่อว่า ปญฺญาธิมุตฺโต เพราะน้อมใจเชื่อด้วยปัญญา.

ชื่อว่า ปญฺญาธโช เพราะมีปัญญาเป็นธงชัย.

ชื่อว่า ปญฺญาเกตุ เพราะมีปัญญาเป็นยอด.

ชื่อว่า ปญฺญาธิปติ เพราะมีปัญญาเป็นใหญ่.

ชื่อว่า ปญฺญาธิปเตยฺโย เพราะมาจากความเป็นผู้มีปัญญาเป็นใหญ่.

ชื่อว่า วิจยพหุโล เพราะมีการเลือกเฟ้นสภาวธรรมมาก.

ชื่อว่า ปวิจยพหุโล เพราะมีการค้นคว้าสภาวธรรมโดยประการต่างๆ มาก.

การหยั่งลงด้วยปัญญาแล้ว ปรากฏธรรมนั้นๆ คือทำให้แจ่มแจ้ง ชื่อว่าโอกขายนะ. ชื่อว่า โอกฺขายนพหุโล เพราะมีการพิจารณามาก.

การเพ่งพิจารณาธรรมนั้นๆ ด้วยปัญญาโดยชอบ ชื่อว่า สมฺเปกฺขา. การดำเนินไป การเป็นไปด้วยการเพ่งพิจารณาโดยชอบ ชื่อว่า สมฺเปกฺขายนํ.

ชื่อว่า สมฺเปกฺขายนธมฺโม เพราะมีการเพ่งพิจารณาโดยชอบเป็นธรรม เป็นปกติ.

ชื่อว่า วิภูตวิหารี เพราะทำธรรมนั้นให้แจ่มแจ้ง ให้ปรากฏอยู่.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิภูตวิหารี เพราะมีธรรมเป็นเครื่องอยู่แจ่มแจ้ง.

ชื่อว่า ตจฺจริโต เพราะมีปัญญาเป็นจริต.

ชื่อว่า ตคฺครุโก เพราะมีปัญญาหนัก.

ชื่อว่า ตพฺพหุโล เพราะมีปัญญามาก.

โน้มไปในปัญญานั้น ชื่อว่า ตนฺนินโน. น้อมไปในปัญญานั้น ชื่อว่า ตปฺโปโณ. เงื้อมไปในปัญญานั้น ชื่อว่า ตปฺปพฺภาโร. น้อมจิตไปในปัญญานั้น ชื่อว่า ตทฺธิมุตฺโต. ปัญญานั้นเป็นใหญ่ ชื่อว่า ตทธิปติ. ผู้มาจากปัญญาเป็นใหญ่นั้น ชื่อว่า ตทธปเตยฺโย.

บทมีอาทิว่า ปญฺญาครุโก มีปัญญาหนัก ท่านกล่าวจำเดิมแต่เกิดในชาติก่อน ดุจในประโยคมีอาทิว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในกาม ย่อมรู้การเสพกาม.

____________________________

ขุ. ปฎิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๒๗๙

บทมีอาทิว่า ตจฺจริโต ท่านกล่าวถึงในชาตินี้.

สีฆปัญญา (ปัญญาเร็ว) ลหุปัญญา (ปัญญาเบา) หาสปัญญา (ปัญญาร่าเริง) และชวนปัญญา (ปัญญาแล่น) เป็นปัญญาเจือด้วยโลกิยะและโลกุตระ.

ชื่อว่า สีฆปญฺญา ด้วยอรรถว่าเร็ว. ชื่อว่า ลหุปญฺญา ด้วยอรรถว่าเบา. ชื่อว่า หาสปญฺญา ด้วยอรรถว่าร่าเริง. ชื่อว่า ชวนปญฺญา ด้วยอรรถว่าแล่นไปในสังขารเข้าถึงวิปัสสนาและในวิสังขาร.

บทว่า สีฆํ สีฆํ พลันๆ ท่านกล่าว ๒ ครั้ง เพื่อสงเคราะห์ศีลเป็นต้นมาก.

บทว่า สีลานิ คือ ปาติโมกขสังวรศีลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ ด้วยสามารถแห่งจาริตศีลและวาริตศีล.

บทว่า อินฺทฺริยสํวรํ อินทริยสังวร คือการไม่ทำให้ราคะปฏิฆะเข้าไปสู่อินทรีย์ ๖ มีจักขุนทรีย์เป็นต้นแล้ว ปิดกั้นด้วยหน้าต่างคือสติ.

บทว่า โภชเน มตฺตญฺญุตํ คือความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภคด้วยพิจารณาแล้วจึงบริโภค.

บทว่า ชาคริยานุโยคํ ประกอบความเพียรด้วยความเป็นผู้ตื่นอยู่ คือชื่อว่า ชาคโร เป็นผู้ตื่น เพราะใน ๓ ส่วนของวันย่อมตื่น คือไม่หลับในส่วนปฐมยามและมัชฌิมยามของราตรี บำเพ็ญสมณธรรมอย่างเดียว.

ความเป็นผู้ตื่น กรรมคือความเป็นผู้ตื่น การประกอบเนืองๆ ของความเป็นผู้ตื่น ชื่อว่าชาคริยานุโยค ยังชาคริยานุโยตนั้นให้บริบูรณ์.

บทว่า สีลกฺขนฺธํ คือ ศีลขันธ์อันเป็นของพระเสขะหรือพระอเสขะ.

ขันธ์แม้นอกนี้ก็พึงทราบอย่างนี้.

บทว่า ปญฺญาขนฺธํ คือ มรรคปัญญาและโลกิยปัญญาของพระเสขะและพระอเสขะ.

บทว่า วิมุตฺติขนฺธํ คือ ผลวิมุตติ.

บทว่า วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺธํ คือ ปัจจเวกขณญาณ.

บทว่า หาสพหุโล เป็นผู้มีความร่าเริง เป็นมูลบท.

บทว่า เวทพหุโล เป็นผู้มีความพอใจมาก เป็นบทชี้แจงด้วยการเสวยโสมนัสเวทนาอันสัมปยุตด้วยปีตินั่นแหละ.

บทว่า ตุฏฺฐิพหุโล เป็นผู้มีความยินดีมาก เป็นบทชี้แจงด้วยอาการยินดีแห่งปีติมีกำลังไม่มากนัก.

บทว่า ปามุชฺชพหุโล เป็นผู้มีความปราโมทย์มาก เป็นบทชี้แจงด้วยความปราโมทย์แห่งปีติมีกำลัง.

บทว่า ยงฺกิญฺจิ รูปํ เป็นอาทิมีความดังได้กล่าวแล้วในสัมมสนญาณนิเทศ.

บทว่า ตุลยิตฺวา คือ เทียบเคียงด้วยกลาปสัมมสนะ (การพิจารณาเป็นกลุ่มเป็นกอง).

บทว่า ตีรยิตฺวา คือ พินิจด้วยอุทยัพพยานุปัสสนา.

บทว่า วิภาวยิตฺวา พิจารณา คือทำให้ปรากฏด้วยภังคานุปัสสนาเป็นต้น.

บทว่า วิภูตํ กตฺวา ทำให้แจ่งแจ้ง คือทำให้ฉลาดด้วยสังขารุเบกขาญาณ.

ติกขปัญญา (ปัญญาคมกล้า) เป็นโลกุตระทีเดียว.

บทว่า อุปฺปนฺนํ เกิดขึ้นแล้ว คือวิตกแม้ละได้แล้วด้วยสมถวิปัสสนา ด้วยวิกขัมภนะและตทังคะ ท่านก็กล่าวว่า เกิดขึ้นยังถอนไม่ได้ เพราะไม่ล่วงเลยธรรมดาที่เกิดขึ้น เพราะยังถอนไม่ได้ด้วยอริยมรรค.

ในที่นี้ท่านประสงค์เอาวิตกที่เกิดขึ้น ยังถอนไม่ได้นั้น.

บทว่า นาธิวาเสติ ไม่รับรองไว้ คือไม่ยกขึ้นสู่สันดานแล้วให้อยู่.

บทว่า ปชหติ ย่อมละ คือละด้วยตัดขาด.

บทว่า วิโนเทติ ย่อมบรรเทา คือย่อมซัดไป.

บทว่า พฺยนฺตีกโรติ ย่อมทำให้สิ้นสุด คือทำให้ปราศจากที่สุด.

บทว่า อนภาวํ คเมติ ให้ถึงความไม่มีต่อไป. ความว่า ถึงอริยมรรคตามลำดับวิปัสสนาแล้วให้ถึงความไม่มีด้วยการตัดขาด.

วิตกประกอบด้วยกาม ชื่อว่ากามวิตก วิตกประกอบด้วยความตายของผู้อื่น ชื่อว่าพยาบาทวิตก. วิตกประกอบด้วยความเบียดเบียนผู้อื่นชื่อว่าวิหิงสาวิตก.

บทว่า ปาปเก คือ ลามก.

บทว่า อกุสเล ธมฺเม คือ ธรรมอันไม่เป็นความฉลาด.

บทว่า นิพฺเพธิกปญฺญา ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส คือมรรคปัญญาอันเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มากด้วยความเบื่อหน่าย.

บทว่า อุพฺเพคพหุโล เป็นผู้มากด้วยความสะดุ้ง คือ เป็นผู้มากด้วยความหวาดกลัวภัยในเพราะญาณ.

บทว่า อุตฺตาสพหุโล เป็นผู้มากไปด้วยความหวาดเสียว คือมากไปด้วยความกลัวอย่างแรงง บทนี้ ขยายความบทก่อนนั่นเอง.

บทว่า อุกฺกณฺฐพหุโล คือเป็นผู้มากไปด้วยความเบื่อหน่าย เพราะมุ่งเฉพาะวิสังขาร นอกเหนือไปจากสังขาร.

บทว่า อนภิรติพหุโล เป็นผู้มากไปด้วยความไม่พอใจ ท่านแสดงถึงความไม่มีความยินดียิ่งด้วยความเบื่อหน่าย.

แม้บัดนี้ พระสารีบุตรเถระไขความนั้นด้วยคำทั้งสอง.

ในบทเหล่านั้น บทว่า พหิมุโข เบือนหน้าออก คือมุ่งหน้าเฉพาะนิพพานอันเป็นภายนอกจากสังขาร.

บทว่า น รมติ ไม่ยินดี คือ ไม่ยินดียิ่ง.

บทว่า อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ ไม่เคยเบื่อหน่าย คือไม่เคยถึงที่สุดในสังสารอันไม่รู้เบื้องต้นและที่สุดแล้วเบื่อหน่าย.

บทว่า อปฺปทาลิตปุพฺพํ ไม่เคยทำลายเป็นคำกล่าวถึงอรรถของบทนั้น. ความว่า ไม่เคยทำลายด้วยการกระทำที่สุดนั่นเอง.

บทว่า โลภกฺขนฺธํ กองโลภะ คือกองโลภะ หรือมีส่วนแห่งโลภะ.

บทว่า อิมาหิ โสฬสหิ ปญฺญาหิ สมนฺนาคโต บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญา ๑๖ ประการเหล่านี้ ท่านกล่าวถึงพระอรหันต์โดยกำหนดอย่างอุกฤษฏ์ แม้พระโสดาบันพระสกทาคามีและพระอนาคามีก็ย่อมได้เหมือนกัน เพราะท่านกล่าวไว้ในตอนก่อนว่า เอโก เสขปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต ผู้หนึ่งเป็นพระเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา.

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๖๗๘

จบอรรถกถาโสฬสปัญญานิเทศ

อรรถกถาปุคคลวิเสสนิเทศ

พระสารีบุตรเถระแสดงถึงลำดับของบุคคลวิเศษผู้บรรลุปฏิสัมภิทาด้วยบทมีอาทิว่า เทฺว ปุคฺคลา บุคคล ๒ ประเภท.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺพโยโค ผู้มีความเพียรก่อน คือประกอบด้วยบุญอันเป็นเหตุบรรลุปฏิสัมภิทาในอดีตชาติ.

บทว่า เตน คือ เหตุที่มีความเพียรมาก่อนนั้น.

แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนั้น.

บทว่า อติเรโก โหติ เป็นผู้ประเสริฐ คือมากเกินหรือเพราะมีความเพียรมากเกินท่านจึงกล่าวว่า อติเรโก.

บทว่า อธิโก โหติ เป็นผู้ยิ่ง คือเป็นผู้เลิศ.

บทว่า วิเสโส โหติ เป็นผู้วิเศษ คือวิเศษที่สุด หรือเพราะมีความเพียรวิเศษ ท่านจึงกล่าวว่า วิเสโส.

บทว่า ญาณํ ปภิชฺชติ ญาณแตกฉาน คือถึงความแตกฉานปฏิสัมภิทาญาณ.

บทว่า พหุสฺสุโส เป็นพหูสูต คือเป็นพหูสูตด้วยอำนาจแห่งพุทธพจน์.

บทว่า เทสนาพหุโล เป็นผู้มากด้วยเทศนา คือด้วยอำนาจแห่งธรรมเทศนา.

บทว่า ครูปนิสฺสิโต เป็นผู้อาศัยครู คือเข้าไปอาศัยครูผู้ยิ่งด้วยปัญญา.

บทว่า วิหารพหุโล เป็นผู้มีวิหารธรรมมาก ได้แก่เป็นผู้มีวิหารธรรม คือวิปัสสนามาก เป็นผู้มีวิหารธรรม คือผลสมาบัติมาก.

บทว่า ปจฺจเวกฺขณาพหุโล เป็นผู้มีความพิจารณามาก ได้แก่เมื่อมีวิหารธรรม คือวิปัสสนาย่อมเป็นผู้มีความพิจารณาวิปัสสนา เมื่อมีวิหารธรรมคือผลสมาบัติ ย่อมเป็นผู้มีความพิจารณาผลสมาบัติมาก.

บทว่า เสขปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต คือ เป็นพระเสกขะบรรลุปฏิสัมภิทา เป็นพระอเสกขะบรรลุปฏิสัมภิทาก็อย่างนั้น.

ในบทว่า สาวกปารมิปฺปตฺโต เป็นผู้บรรลุสาวกบารมีนี้วินิจฉัยดังต่อไปนี้.

การถึงฝั่งแห่งสาวกญาณ ๖๗ ของพระมหาสาวกผู้เลิศกว่าสาวกผู้มีปัญญามากทั้งหลาย ชื่อว่า ปารมี. บารมีของพระสาวก ชื่อว่าสาวกบารมี. ผู้ถึงสาวกบารมีนั้น ชื่อว่า สาวกปารมิปฺปตฺโต. ปาฐะว่า สาวกปารมิตาปฺปตฺโต บ้าง.

มหาสาวกนั้นเป็นผู้รักษาและเป็นผู้บำเพ็ญสาวกญาณ ๖๗ ชื่อว่า ปรโม. ความเป็นหรือกรรมแห่งปรมะนั้นด้วยญาณกิริยา ๖๗ อย่างนี้ของปรมะนั้น ชื่อว่าปารมี. บารมีของพระสาวกนั้นชื่อว่า สาวกบารมี. ผู้ถึงสาวกบารมีนั้นชื่อว่า สาวกปารมิปฺปตฺโต.

บทว่า สาวกปารมิปฺปตฺโต ได้แก่ พระสาวกรูปใดรูปหนึ่งมีพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น.

พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า เอโก ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ผู้หนึ่งเป็นพระปัจเจกสัมพุทธะ เพราะไม่มีพระสาวกอื่นยิ่งกว่าพระสาวกผู้บรรลุสาวกบารมี.

พระสารีบุตรเถระแสดงสรุปความที่กล่าวแล้วด้วยบทมีอาทิว่า ปญฺญาปเภทกุสโล ทรงเป็นผู้ฉลาดในประเภทแห่งปัญญาอีก.

ท่านชี้แจงญาณหลายอย่างแห่งญาณกถาโดยมาก. ท่านกล่าวทำปัญญาแม้อย่างหนึ่งแห่งปัญญากถาโดยมากให้ต่างๆ กัน โดยอาการต่างๆ กัน นี้เป็นความพิเศษด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถามหาปัญญากถา -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

อรรถกถา มหาปัญญากถา