คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อิทธิกถา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๕๕๐ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถาอิทธิกถา

บัดนี้จะพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพรรณนาไว้แห่งอิทธิกถา อันพระสารีบุตรเถระแสดงถึงบุญญานุภาพในลำดับแห่งปัญญากถา พึงทราบวินิจฉัยในคำถามเหล่านั้นดังต่อไปนี้ก่อน.

บทว่า กา อิทฺธิ ฤทธิ์เป็นอย่างไร เป็นสภาวปุจฉา (ถามถึงประเภท).

บทว่า กติอิทฺธิโย ฤทธิ์มีเท่าไร เป็นปเภทปุจฉา (ถามถึงประเภท).

บทว่า กติปาทา ภูมิแห่งฤทธิ์มีเท่าไร เป็นสัมภาระปุจฉา (ถามถึงที่ตั้ง).

บทว่า กติปาทา บาทแห่งฤทธิ์มีเท่าไร เป็นปติฏฐปุจฉา (ถามถึงที่ตั้ง).

บทว่า กติปทานิ บทแห่งฤทธิ์มีเท่าไร เป็นอาสันนการณปุจฉา (ถามเหตุที่ใกล้เคียง).

บทว่า กติมูลานิ มูลแห่งฤทธิ์มีเท่าไร เป็นอาทิการณปุจฉา (ถามเหตุเบื้องต้น).

พึงทราบวินิจฉัยในคำตอบดังต่อไปนี้.

บทว่า อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิ ชื่อว่าฤทธิ์ด้วยอรรถว่าสำเร็จ. อธิบายว่า ด้วยอรรถว่าสำเร็จและด้วยอรรถว่าได้เฉพาะ เพราะสิ่งใดสำเร็จและได้เฉพาะท่านกล่าวสิ่งนั้นว่ายอมสำเร็จ.

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ถ้าว่าวัตถุกามนั้นจะสำเร็จแก่สัตว์ผู้ปรารถนากามอยู่ดังนี้.

พึงทราบบทมีอาทิว่า ชื่อว่า อิทฺธิ เพราะเนกขัมมะย่อมสำเร็จ ชื่อว่า ปาฏิหาริยํ เพราะเนกขัมมะกำจัดกามฉันทะ.

____________________________

ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๐๘ ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๗๒๒

พึงทราบนัยอื่นต่อไป.

ชื่อว่า อิทฺธิ เพราะอรรถว่าสำเร็จ บทที่เป็นชื่อของอุปายสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยอุบาย).

จริงอยู่ อุปายสัมปทาย่อมสำเร็จเพราะประสบผลที่ประสงค์.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า จิตตคหบดีนี้แลเป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม หากว่าจิตตคหบดีจักปรารถนาว่าเราพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิดังนี้ ความตั้งในของผู้มีศีลจักสำเร็จเพราะเป็นผู้บริสุทธิ์.

____________________________

สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๕๘๔

พึงทราบนัยอื่นต่อไปอีก.

ชื่อว่า อิทฺธิ เพราะเป็นเหตุสำเร็จของสัตว์.

บทว่า อิชฺฌนฺติ ย่อมสำเร็จ ท่านอธิบายว่าเป็นความเจริญงอกงามถึงความอุกฤษฏ์.

ชื่อว่าฤทธิ์ที่อธิษฐาน เพราะสำเร็จด้วยความอธิษฐานในฤทธิ์ ๑๐.

ชื่อว่าฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ เพราะเป็นไปด้วยการทำให้แปลก โดยละวรรณะปกติ.

ชื่อว่าฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ เพราะเป็นไปด้วยความสำเร็จแห่งสรีระสำเร็จทางใจอย่างอื่น.

ชื่อว่าฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณเป็นความวิเศษเกิดด้วยอานุภาพของญาณในเบื้องต้น ในภายหลังหรือในขณะนั้น.

ชื่อว่าฤทธิ์แผ่ไปด้วยสมาธิเป็นความวิเศษเกิดด้วยอานุภาพของสมถะในเบื้องต้น ในภายหลังหรือในขณะนั้น.

ชื่อว่าฤทธิ์ของพระอริยะ เพราะเกิดแก่พระอริยะผู้ถึงความชำนาญทางจิต.

ชื่อว่าฤทธ์เกิดแต่ผลกรรมเป็นความวิเศษเกิดด้วยผลกรรม.

ชื่อว่าฤทธิ์ของผู้มีบุญ เพราะเป็นความวิเศษเกิดแก่ผู้มีบุญที่ทำไว้ในกาลก่อน.

ชื่อว่าฤทธิ์สำเร็จแต่วิชชา เป็นความวิเศษเกิดแต่วิชชา ความสำเร็จแห่งกรรมนั้นๆ ด้วยการประกอบชอบนั้น.

ชื่อว่า อิทธิ ด้วยอรรถว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ.

บทว่า อิทฺธิยา จตสฺโส ภูมิโย ภูมิ ๔ แห่งฤทธิ์ แม้เมื่อท่านกล่าวไม่แปลกกัน ท่านก็กล่าวถึงภูมิแห่งฤทธิ์ที่อธิษฐานที่แผลงได้ต่างๆ และที่สำเร็จแต่ใจตามแต่จะได้ มิใช่ของฤทธิ์ที่เหลือ.

บทว่า วิเวกชา ภูมิ เป็นภูมิเกิดแต่วิเวก คือเป็นภูมิเกิดแต่วิเวกหรือในวิเวก ชื่อว่า วิเวกชาภูมิ.

บทว่า ปีติสุขภูมิ เป็นภูมิแห่งปีติและสุข คือเป็นภูมิประกอบด้วยปีติและสุข.

บทว่า อุเปกฺขาสุขภูมิ เป็นภูมิแห่งอุเบกขาและสุขคือ ชื่อว่าภูมิ เพราะประกอบด้วยอุเบกขา คือวางตนเองเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ และด้วยสุข.

บทว่า อทุกฺขมสุขภูมิ เป็นภูมิแห่งความไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เป็นภูมิประกอบด้วยอทุกขมสุขเวทนา ในฌานเหล่านั้น ปฐมฌานและทุติยฌานเป็นความแผ่ไปแห่งปีติ ตติยฌานเป็นความแผ่ไปแห่งสุข จตุตถฌานเป็นความแผ่ไปแห่งจิต.

อนึ่ง ในบทนี้ เพราะผู้มีกายเบาอ่อนควรแก่การงาน ก้าวล่วงสุขสัญญาและลหุสัญญาด้วยสัญญาด้วยการแผ่ไปแห่งสุขย่อมได้ฤทธิ์ ฉะนั้น ฌาน ๓ ข้างต้น พึงทราบว่าเป็นสัมภารภูมิ เพราะเป็นไปเพื่อได้ฤทธิ์โดยปริยายนี้. ส่วนจตุตถฌานเป็นภูมิปกติเพื่อได้ฤทธิ์เท่านั้น.

บทว่า อิทฺธิลาภาย เพื่อได้ฤทธิ์คือเพื่อได้ฤทธิ์ทั้งหลายด้วยความปรากฎในสันดานของตน.

บทว่า อิทฺธิปฏิลาภาย เพื่อได้เฉพาะฤทธิ์คือเพื่อได้ฤทธิ์ที่เสื่อมแล้วคืนมาด้วยปรารภความเพียร เพิ่มบทอุปสรรคลงไป.

บทว่า อิทฺธิวิกุพฺพนาย เพื่อแผลงฤทธิ์ได้ต่างๆ คือเพื่อแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง.

บทว่า อิทฺธิวิสวิตาย เพื่อความไหลไปแห่งฤทธิ์. ชื่อว่าวิสวี เพราะไหลไปสู่ความวิเศษต่างๆ คือให้เกิดให้เป็นไป.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิสวี เพราะมีการไหลไปหลายอย่าง ความเป็นแห่งผู้มีความไหลไป ชื่อว่าวิสวิตา เพื่อความเป็นผู้ความไหลไปแห่งฤทธิ์นั้น.

อธิบายว่า เพื่อแสดงความวิเศษของฤทธิ์ได้หลายอย่าง.

บทว่า อิทฺธิวสีภาวาย เพื่อความเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ คือเพื่อความเป็นอิสระในฤทธิ์.

บทว่า อิทฺธิเวสารชฺชาย คือ เพื่อความเป็นผู้แกล้วกล้าด้วยฤทธิ์.

อิทธิบาทมีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้วในญาณกถา.

บทว่า ฉนฺท เจ ภิกฺขุ นิสฺสาย หากภิกษุอาศัยฉันทะคือถ้าภิกษุอาศัยทะแล้วทำฉันทะให้เป็นใหญ่.

บทว่า ลภติ สมาธึ ย่อมได้สมาธิ คือย่อมได้เฉพาะทำให้สมาธิเกิด.

แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ในบทนั้นพึงทราบบท ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา พึงทราบบท ๓ อย่างนี้คือสมาธิ ๔ สัมปยุตด้วยบทนั้น บททั้งหลาย ๔.

อนึ่ง เพราะฉันทะคือความใคร่เพื่อให้ฤทธิ์เกิดประกอบโดยความเป็นอันเดียวกันกับสมาธิ ย่อมเป็นไปเพื่อได้สมาธิ วิริยะเป็นต้นก็อย่างนั้น ฉะนั้น พึงทราบว่าท่านกล่าวถึงบท ๘ นี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงถึงโยคาวิธีที่พระโยคาวจรใคร่จะยังอภิญญาให้เกิด จึงตรัสถึงความไม่หวั่นไหวแห่งจิตว่า พระโยคาวรจรนั้นเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน ปราศจากอุปกิเลส เป็นจิตอ่อน ควรแก่การงานดำรงมั่นถึงความไม่หวั่นไหวอย่างนี้ดังนี้.

____________________________

วิ.มหาวิ. เล่ม ๑/ข้อ ๓

พระเถระเมื่อแสดงถึงความไม่หวั่นไหวนั้นจึงกล่าวคำมีอาทิว่า โสฬสมูลานิ มูล ๑๖ ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อโนนตํ จิตไม่ฟุบลง คือไม่ฟุบลงด้วยความเกียจคร้าน. อธิบายว่าไม่เร้นลับ.

บทว่า อนุนฺนตํ จิตไม่ฟูขึ้น คือไม่ขึ้นเบื้องบนด้วยความฟุ้งซ่าน. อธิบายว่า จิตไม่ฟุ้งซ่าน.

บทว่า อนภินตํ จิตไม่น้อมไป คือไม่น้อมไปด้วยความโลภ. ความว่า ไม่ติดแน่น.

ท่านอธิบายว่า จิตน้อมไป น้อมไปยิ่ง เพราะความใคร่อย่างยิ่ง เพราะเหตุนั้น จิตไม่เป็นเช่นนั้น.

บทว่า ราเคน ด้วยราคะ คือด้วยความโลภอันมีสังขารเป็นที่ตั้ง.

บทว่า อนปนํ จิตไม่มุ่งร้าย คือไม่มุ่งร้ายด้วยโทสะ. ความว่า ไม่กระทบกระทั่ง.

บทว่า นตํ นติ โดยอรรถเป็นอย่างเดียวกัน คือน้อมไป. ท่านอธิบายว่า จิตปราศจากความน้อมไป

ชื่อว่า อปนตํ คือ มุ่งร้าย จิตนี้ไม่เป็นเช่นนั้น.

บทว่า อนิสฺสิตํ จิตอันทิฏฐิไม่อาศัย คือไม่อาศัยอย่างใดอย่างหนึ่งว่าเป็นตัวตน หรือเป็นสิ่งเนื่องด้วยตัวตน ด้วยอำนาจทิฏฐิ เพราะเห็นโดยความไม่เป็นตัวตน.

บทว่า อปฺปฏิพทฺธํ จิตไม่พัวพ้น คือไม่พัวพ้นด้วยหวังอุปการะตอบ.

บทว่า ฉนฺทราเคน เพราะฉันทราคะ คือเพราะความโลภมีสัตว์เป็นที่ตั้ง.

บทว่า วิปฺปมุตฺตํ จิตหลุดพ้น คือหลุดพ้นจากกามราคะด้วยวิกขัมภนวิมุตติ.

อีกอย่างหนึ่ง หลุดพ้นจากกามราคะด้วยวิมุตติ ๕.

อีกอย่างหนึ่ง หลุดพ้นจากความเป็นปฏิปักษ์นั้นๆ ด้วยวิมุตติ ๕.

บทนี้ท่านกล่าวด้วยกำหนดอย่างอุกฤษฏ์โดยนัยดังกล่าวแล้วว่า ด้วยญาณจริยา ๑๖ ในนิโรธสมาบัติญาณ เพราะยังอภิญญาให้เกิดแก่พระเสขะผู้เป็นปุถุชนและพระอเสขะ แต่ควรถือเอาตามมีตามได้.

บทว่า กามราเคน เพราะกามราคะ คือเพราะความกำหนัดในเมถุน.

บทว่า วิสญฺญุตํ จิตไม่เกาะเกี่ยว คือไม่เกาะเกี่ยวด้วยกิเลสที่เหลือเพราะข่มไว้ได้ หรือไม่เกาะเกี่ยว เพราะตัดขาดได้ด้วยความอุกฤษฏ์.

บทว่า กิเลเส คือ กิเลสที่เหลือ.

บทว่า วิปริยาทิกตํ จิตปราศจากเครื่องครอบงำ คือจิตกระทำให้ปราศจากขอบเขตของกิเลส ด้วยอำนาจขอบเขตกิเลสที่ควรข่ม หรือด้วยอำนาจขอบเขตกิเลสที่ควรละด้วยมรรคนั้นๆ.

บทว่า กิเลสปริยาเท เพราะความครอบงำของกิเลส คือเพราะขอบเขตของกิเลสที่ละได้แล้วนั้นๆ.

บทว่า เอกคฺคตํ คือ จิตมีอารมณ์เดียว.

บทว่า นานตฺตกิเลเสหิ เพราะกิเลสต่างๆ คือเพราะกิเลสอันเป็นไปอยู่ในอารมณ์ต่างๆ.

บทนี้ท่านกล่าวเพ่งถึงอารมณ์ แต่บทว่า อโนนตํ จิตไม่ฟุบลงเป็นอาทิ ท่านกล่าวเพ่งถึงกิเลสทั้งหลายนั้นเอง.

บทว่า โอภาสคตํ จิตที่ถึงความสว่างไสว คือจิตที่ถึงความสว่างไสวเพราะปัญญาด้วยความเป็นไปแห่งความฉลาดเพราะปัญญา.

บทว่า อวิชฺชนฺธกาเร เพราะความมืดคืออวิชชา คือเพราะอวิชชามีกำลัง ท่านกล่าวภูมิ ๔ มูล ๑๖ ด้วยเป็นส่วนเบื้องต้นของฤทธิ์.

ท่านกล่าวบาท ๔ และบท ๘ ด้วยเป็นส่วนเบื้องต้นและด้วยการประกอบพร้อม.

อรรถกถาทสอิทธินิเทศ

พระสารีบุตรเถระ ครั้นแสดงธรรมอันเป็นภูมิ บาท บทและมูลแห่งฤทธิ์อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงถึงฤทธิ์เหล่านั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กตมา อธิฏฺฐานา อิทฺธิ ฤทธิ์ที่อธิษฐานเป็นไฉน.

ท่านกล่าวอรรถแห่งบทที่ยกขึ้นในบทนั้นไว้ในอิทธิวิธญาณนิเทศแล้ว.

บทว่า อิธ ภิกฺขุ คือ ภิกษุในศาสนานี้.

ด้วยบทนั้น ท่านแสดงถึงความไม่มีแห่งผู้แสดงฤทธิ์ได้โดยประการทั้งปวงไว้ในที่อื่น. นิเทศแห่งบททั้งสองนี้มีอรรถดังที่ท่านได้กล่าวแล้วในหนหลัง.

อนึ่ง ด้วยบทนั้นนั่นแหละ ภิกษุประกอบแล้วด้วยธรรมอันเป็นภูมิ บาท บทและมูลแห่งฤทธิ์ เป็นอันท่านกล่าวถึงความเป็นผู้มีจิตฝึกแล้วด้วยอาการ ๑๔ หรือ ๑๕ ดังกล่าวแล้วในวิสุทธิมรรค ด้วยสามารถแห่งการเข้าถึงความเป็นใหญ่อย่างหนึ่งๆ มีฉันทะเป็นต้น และความเป็นผู้มีจิตอ่อน ควรแก่การงานด้วยสามารถความเป็นผู้ชำนาญมีอาวัชชนะเป็นต้น.

ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการประกอบเบื้องต้นมีกำลัง เป็นผู้มีคุณมีได้อภิญญาเป็นต้นด้วยการได้เฉพาะพระอรหัตนั่นเอง ด้วยการถึงพร้อมแห่งการประกอบเบื้องต้น เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมทั้งหลายมีภูมิเป็นต้น เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอันท่านกล่าวถึงภิกษุแม้นั้น.

บทว่า พหุกํ อาวชฺชติ ย่อมนึกให้เป็นหลายคน คือหากภิกษุเข้าจตุตถฌานอันเป็นบทแห่งอภญญามีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ครั้นออกแล้วย่อมปรารถนาเป็น ๑๐๐ คน ย่อมนึกด้วยทำบริกรรมว่าเราจงเป็น ๑๐๐ คน เราจงเป็น ๑๐๐ คน ดังนี้.

บทว่า อาวชฺชิตฺวา ญาเณน อธิฏฺฐาติ ครั้นนึกแล้วอธิษฐานด้วยญาณ คือทำบริกรรมอย่างนี้แล้วอธิษฐานด้วยอภิญญาญาณ ครั้นทำบริกรรมในที่นี้แล้วท่านไม่กล่าวถึงการเข้าสมาบัติฌานเป็นบาทอีก ท่านไม่กล่าวไว้ก็จริง แต่ถึงดังนั้นในอรรถกถาท่านก็กล่าวด้วยสามารถบริกรรมว่า อาวชฺชติ ย่อมนึก ครั้นนึกแล้วอธิษฐานด้วยญาณ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวด้วยสามารถแห่งอภิญญาญาณ เพราะฉะนั้น ภิกษุย่อมนึกคนเดียวเป็นหลายคน จากนั้นภิกษุย่อมเข้าสมาบัติในที่สุดแห่งจิตบริกรรม ครั้นออกจากสมาบัติแล้วนึกอีกว่า เราจงเป็นหลายคน.

ต่อจากนั้นย่อมอธิษฐานด้วยอภิญญาญาณอย่างเดียวเท่านั้น โดยใช้ชื่อว่า อธิฏฺฐานํ ด้วยสามารถให้ความสำเร็จด้วยการเกิดในลำดับแห่งจิตอันเป็นส่วนเบื้องต้น ๓ หรือ ๔ ดวงอันเป็นไปแล้ว เพราะเหตุนั้นอันพึงเห็นอย่างนี้แหละ เพราะท่านกล่าวอันพึงเห็นอรรถในข้อนี้ด้วยประการฉะนี้ เหมือนอย่างเมื่อกล่าวว่า กินแล้วนอนก็มิได้หมายความว่า ไม่ดื่มน้ำ ไม่ล้างมือเป็นต้น แล้วนอนตอนกินเสร็จแล้วนั่นเอง แม้เมื่อมีกิจอื่นในระหว่างก็กล่าวว่า กินแล้วนอนฉันใด พึงเห็นแม้ในข้อนี้ก็ฉันนั้น แม้การเข้าสมาบัติมีญาณเป็นบาทครั้งแรก ท่านก็มิได้กล่าวไว้ในบาลี.

อนึ่ง พร้อมด้วยอธิษฐานญาณนั้นเป็น ๑๐๐ คน.

แม้ในพันคน แสนคนก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

หากไม่สำเร็จอย่างนั้น พึงทำบริกรรมอีก พึงเข้าสมาบัติแม้ครั้งที่ ๒ ครั้นออกแล้วพึงอธิษฐาน.

ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาสังยุตว่า ควรเข้าสมาบัติครั้งหนึ่ง สองครั้ง ในจิตเหล่านั้น จิตมีญาณเป็นบาทมีนิมิตเป็นอารมณ์ จิตบริกรรมมีคน ๑๐๐ เป็นอารมณ์หรือมีคน ๑,๐๐๐ คนเป็นอารมณ์ จิตเหล่านั้นย่อมสำเร็จได้ด้วยวรรณะ มิใช่ด้วยบัญญัติ แม้จิตอธิษฐานก็มีคน ๑๐๐ หรือ ๑,๐๐๐ เป็นอารมณ์เหมือนกัน จิตอธิษฐานนั้นเป็นรูปาวจรจตุตถฌานย่อมเกิดอย่างนั้นในลำดับโคตรภู ดุจอัปปนาจิตดังกล่าวแล้วในก่อน.

เพื่อแสดงถึงกายสักขีของความเป็นหลายคน ท่านจึงกล่าวว่า เหมือนท่านพระจุลปันถกรูปเดียวเป็นหลายรูปก็ได้ฉะนั้น.

อนึ่ง ในบทนี้พึงทราบว่า ท่านทำคำเป็นปัจจุบัน เพราะพระเถระเป็นผู้มีปกติทำอย่างนั้น และเพราะพระเถระนั้นยังมีชีวิตอยู่.

แม้ในวาระว่า เป็นรูปเดียวก็ได้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน

ในข้อนั้นมีเรื่องเล่าว่า

พระเถระพี่น้องสองรูป ชื่อว่าปันถก เพราะเกิดในหนทาง. พี่น้องสองรูปนั้น พระมหาปันถกผู้พี่บวชแล้วบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. เพราะมหาปันถกเป็นพระอรหันต์จึงให้จุลปันถกบวชแล้วได้ให้คาถานี้ว่า

ดอกปทุมชื่อโกกนุทบานในเวลาเช้า ยังไม่สิ้นกลิ่น

ยังมีกลิ่นหอมอยู่ฉันใด ท่านจงดูพระอังคีรสผู้ไพโรจน์อยู่

ดุจดวงอาทิตย์รุ่งโรจน์อยู่ในอากาศฉะนั้น.

____________________________

สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๓๖๒

พระจุลปันถกไม่สามารถท่องคาถานั้นให้คล่องได้ล่วงไป ๔ เดือน.

ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวกะพระจุลปันถกว่า ท่านไม่สมควรในพระศาสนานี้ จงออกไปจากพระศาสนานี้เสียเถิด.

อนึ่ง ในเวลานั้น พระเถระเป็นภัตตุเทศก์ (ผู้แจกภัตร). ชีวกโกมารภัจถือเอาดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นอันมากไปยังอัมพวันของตน บูชาพระศาสดา ฟังธรรมถวายบังคมพระทศพล แล้วเข้าไปหาพระเถระกล่าวว่า พระคุณเจ้าขอรับ พรุ่งนี้ขอพระคุณเจ้าพาภิกษุ ๕๐๐ รูป มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขรับภิกษาที่บ้านของกระผมเถิด.

พระเถระก็กล่าวว่า อาตมารับนิมนต์แก่ภิกษุที่เหลือเว้นจุลปันถก.

พระจุลปันถกได้ฟังดังนั้น เสียใจเป็นอย่างยิ่ง รุ่งขึ้นออกจากวัดแต่เช้าตรู่ ยืนร้องไห้อยู่ที่ซุ้มประตูวิหาร เพราะเป็นผู้มีความหวังในพระศาสนา.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นอุปนิสัยของจุลปันถกนั้น จึงเสด็จเข้าไปหาตรัสว่า ร้องไห้ทำไหม. พระจุลปันถกกราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ผู้ไม่สามารถทำการท่องจำได้ มิใช่เป็นผู้มิสมควรในศาสนาของเรา อย่าเศร้าโศกไปเลย ปันถก. แล้วเอาฝ่าพระหัตถ์ซึ่งมีรอยจักรลูบศีรษะของพระจุลปันถกนั้น จูงที่แขนเสด็จเข้าสู่พระวิหารให้นั่ง ณ พระคันธกุฎีตรัสว่า ปันถก เธอจงนั่งลูบคลำผ้าเก่าผืนนี้ว่า รโชหรณํ รโชหรณํ นำธุลีออก นำธุลีออก แล้วทรงประทานชิ้นผ้าเก่าบริสุทธิ์อันเกิดด้วยฤทธิ์แก่พระจุลปันถกนั้น.

เมื่อถึงเวลาทรงแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จไปเรือนของชีวก ประทับนั่ง ณ อาสนะที่เราปูลาดไว้.

เมื่อพระจุลปันถกลูบคลำชิ้นผ้าเก่าอยู่อย่างนั้น ผ้าก็หมองได้มีสีดำโดยลำดับ พระจุลปันถกนั้นได้สัญญาว่า ชิ้นผ้าเก่านี้บริสุทธิ์ ไม่มีความหมองคล้ำในผ้านี้ แต่เพราะอาศัยอัตภาพจึงได้หมองคล้ำ ยังญาณให้หยั่งลงในขันธ์ ๕ เจริญวิปัสสนา.

ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระโอภาสปรากฏดุจประทับนั่งข้างหน้าของพระจุลปันถกนั้น ได้ตรัสโอภาสคาถานี้ว่า

ธุลีคือราคะแต่มิใช่เรณู (ละออง) คำว่า รโช

(ธุลี) นี้เป็นชื่อของราคะ บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น

ละธุลีนี้แล้วอยู่ในศาสนาของตถาคต ผู้ปราศจากธุลี

แล้ว.

ธุลี คือ โทสะ ฯลฯ ในศาสนาของตถาคตผู้

ปราศจากธุลีแล้ว.

ธุลี คือ โมหะ ฯลฯ ในศาสนาของตถาคตผู้

ปราศจากธุลีแล้ว.

ความโศกทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่ผู้ที่มีจิตยิ่ง

ไม่ประมาท เป็นมุนี ศึกษาอยู่ในครองแห่งมุนี คงที่

สงบ มีสติทุกเมื่อ.

____________________________

ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๙๘๐ ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๐๑

เมื่อจบคาถาพระเถระบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา พระเถระนั้นเป็นผู้ได้ฌานสำเร็จแต่ใจ รูปเดียวเป็นหลายรูปก็ได้ หลายรูปสามารถเป็นรูปเดียวก็ได้. ปิฎก ๓ และอภิญญา ๖ ได้ปรากฏแก่พระเถระด้วยอรหัตมรรคนั่นแล.

แม้ชีวกก็น้อมทักษิโณทกเข้าไปถวายแด่พระทศพล พระศาสดาทรงปิดบาตร ชีวกทูลถามว่า เป็นอย่างไร พระเจ้าข้า ตรัสว่ายังมีภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในวิหาร ชีวกนั้นจึงส่งบุรุษไปบอกว่า เจ้าจงไปนำพระคุณเจ้ามาเร็วพลัน.

พระจุลปันถกเถระประสงค์จะให้พี่ชายรู้ว่าตนบรรลุธรรมวิเศษแล้ว ก่อนที่บุรุษนั้นจะมาถึงจึงนิรมิตภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป แม้รูปหนึ่งก็ไม่เหมือนกับรูปหนึ่ง รูปหนึ่งได้ทำกิจของสมณะมีเย็บจีวรเป็นต้นไม่เหมือนกับรูปอื่น บุรุษไปเห็นภิกษุในวัดมากมายจึงกลับมาบอกแก่ชีวกว่า นาย ภิกษุในวัดมากมาย ผมไม่เห็นพระคุณเจ้าที่ควรจะนิมนต์เลย.

ชีวกทูลถามพระศาสดาบอกชื่อของพระเถระรูปนั้นแล้ว ส่งบุรุษไปอีก. บุรุษนั้นไปถามว่า ท่านขอรับ รูปไหนชื่อจุลปันถก. ทั้งพันรูปบอกพร้อมกันกล่าวว่า เราคือจุลปันถก เราคือจุลปันถก. บุรุษนั้นกลับไปอีกกล่าวว่า นัยว่า พระคุณท่านทั้งหมดเป็นจุลปันถก ผมไม่รู้จะนิมนต์รูปไหน.

ชีวกได้รู้โดยนัยว่า ภิกษุมีฤทธิ์ เพราะแทงตลอดสัจจธรรม.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอจงไป จงจับภิกษุที่เห็นเป็นรูปแรกที่ชายจีวรแล้วกล่าวว่า พระศาสดาตรัสเรียกท่านแล้วนำมา.

บุรุษนั้นไปแล้วได้ทำตามนั้น ทันใดนั้นเอง ภิกษุที่นิรมิตแล้วทั้งหมดก็หายไป พระเถระส่งบุรุษนั้นกลับไป สำเร็จเสร็จกิจล้างหน้าเป็นต้นแล้วไปถึงก่อนนั่งเหนืออาสนะที่เขาปูไว้.

ในขณะนั้น พระศาสดาทรงรับทักษิโณทก เสวยพระกระยาหารเสร็จแล้วให้พระจุลปันถกเถระกล่าวธรรมกถาอนุโมทนาภัตร พระเถระกล่าวธรรมกถามีประมาณเท่าคัมภีร์ทีฆนิกายและมัชฌิมนิกาย.

ภิกษุรูปอื่นๆ นิรมิตกายสำเร็จแต่ใจด้วยการอธิษฐานย่อมนิรมิตได้ ๓ รูปหรือ ๒ รูป ย่อมนิรมิตหลายรูปให้เป็นเช่นกับรูปเดียวได้ และทำกรรมได้อย่างเดียวเท่านั้น แต่พระจุลปันถกเถระนิรมิตได้ ๑,๐๐๐ รูปโดยนึกครั้งเดียวเท่านั้น มิได้ทำ ๒ คนให้เป็นเช่นกับคนเดียว มิได้ทำกรรมอย่างเดียว เพราะฉะนั้นพระเถระจึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้นิรมิตกายสำเร็จแต่ใจ.

ส่วนภิกษุรูปอื่นๆ ไม่กำหนดจำนวนมากจึงเป็นเช่นผู้มีฤทธิ์นิรมิตได้เท่านั้น ภิกษุรูปอื่นๆ ย่อมทำกรรมที่ผู้มีฤทธิ์ทำมียืนนั่งเป็นต้น และความเป็นผู้พูดนิ่งเป็นต้นได้เท่านั้น แต่หากว่าประสงค์จะทำวรรณะต่างๆ บางพวกก็ทำได้ในปฐมวัย บางพวกก็ในมัชฌิมวัย บางพวกก็ในปัจฉิมวัย อนึ่งประสงค์จะทำผมยาว โล้นทั้งหมด มีผมปน มีจีวรสีแดงครึ่งหนึ่งจีวรสีเหลือง หรือทำบทภาณ ธรรมกถา สรภัญญะ ถามปัญหาแก้ปัญหา ย้อมต้มเย็บซักจีวรเป็นต้นมีประการต่างๆ แม้อย่างอื่น ครั้นออกจากสมาบัติมีฌานเป็นบาท แล้วทำบริกรรมโดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุประมาณเท่านี้จงเป็นผู้มีปฐมวัย แล้วเข้าสมาบัติอีกครั้นออกแล้วพึงอธิษฐาน จึงเป็นผู้มีประการที่ตนปรารถนาแล้วๆ กับด้วยจิตอธิษฐาน.

ในบทมีอาทิว่า พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ มีนัยนี้เหมือนกัน.

แต่ความต่างกันมีดังต่อไปนี้.

บทว่า ปกติยา พหุโก โดยปกติหลายคน คือโดยปกติที่นิรมิตในระหว่างกาลนิรมิตหลายคน.

อนึ่ง ภิกษุนี้ครั้นนิรมิตความเป็นหลายรูปอย่างนี้แล้ว จึงดำริต่อไปว่า เราจักจงกรมรูปเดียว จักทำการท่อง จักถามปัญหา เพราะความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยว่าวัดนี้มีภิกษุน้อย หากพวกอื่นจักมา จักรู้จักเราว่า ภิกษุประมาณเท่านี้เหมือนรูปเดียวกันมาแต่ไหน นี้จักเป็นอานุภาพของพระเถระแน่แท้ ดังนี้จึงปรารถนาว่า เราจงเป็นรูปเดียว ในระหว่างเข้าสมาบัติมีฌานเป็นบาท ครั้นออกแล้วทำบริกรรมว่า เราจงเป็นรูปเดียวเข้าสมาบัติอีก ครั้นออกแล้วพึงอธิษฐานว่า เราจงเป็นรูปเดียวพร้อมกับจิตอธิษฐานนั่นเองก็เป็นรูปเดียว เมื่อไม่ทำอย่างนี้ย่อมเป็นรูปเดียวได้เองด้วยตามที่กำหนดไว้.

เพราะบทว่า อาวิภาวํ ทำให้ปรากฏมาเป็นบทตั้งแล้วกล่าวว่า เกนจิ อนาวฏํ โหติ ทำให้ไม่มีอะไรปิดบัง ท่านจึงกล่าวถึงอรรถแห่งการปรากฏของบทว่า อาวิภาว ด้วยบทว่า เกนจิ อนาวฏํ.

ท่านกล่าวถึงปาฐะที่เหลือว่า กโรติ ด้วยบทว่า โหติ ดังนี้ เพราะเมื่อทำให้แจ้งก็เป็นอันทำให้ปรากฏ.

บทว่า เกนจิ อนาวฏํ คือไม่มีอะไรๆ มีฝาเป็นต้นปิดบัง คือปราศจากเครื่องกั้น.

บทว่า อปฺปฏิจฺฉนฺนํ ไม่ปกปิด คือไม่ปิดข้างบน.

ชื่อว่า วิวฏํ เปิดเผยเพราะไม่ปิดบัง ชื่อว่า ปากฏํ ปรากฏ เพราะไม่ปกปิด.

บทว่า ติโรภาวํ ทำให้หายไป คือทำให้อยู่ในระหว่าง

ชื่อว่า ปิหิตํ ปิดบังเพราะเครื่องกั้นนั้นปิด ชื่อว่า ปฏิกุชฺชิตํ มิดชิดเพราะปิดที่ที่ปิดบังไว้นั้นเอง.

บทว่า อากาสกสิณสมาปตฺติยา ได้แก่ จตุตถฌานสมาบัติอันเกิดขึ้นแล้วในอากาศกสิณที่กำหนดไว้.

บทว่า ลาภี เป็นผู้ได้ ชื่อว่าลาภี เพราะเป็นผู้มีลาภ.

บทว่า อปริกฺขิตฺเต ไม่มีอะไรกันไว้ คือในท้องที่ที่ไม่มีอะไรกั้นไว้โดยรอบ เพราะท่านกล่าวอากาศกสิณไว้ในที่นี้ ฌานที่เจริญแล้วในที่นั้นนั่นแหละย่อมเป็นปัจจัยแห่งอากาศกสิณ ไม่พึงเห็นว่าอย่างอื่น พึงเห็นฌานมีกสิณนั้นเป็นอารมณ์แม้ในบรรดาอาโปกสิณในเบื้องบนเป็นต้น มิใช่อย่างอื่น.

บทว่า ปฐวี อาวชฺชติ อุทกํ อาวชฺชติ อากาสํ อาวชฺชติ ย่อมนึกถึงแผ่นดิน ย่อมนึกถึงน้ำ ย่อมนึกถึงอากาศ คือย่อมนึกถึงแผ่นดิน น้ำและอากาศตามปกติ.

บทว่า อนฺตลิกฺเข บนอากาศท่านแสดงถึงที่อากาศนั้นเป็นอากาศไกลกว่าแผ่นดิน เพราะท่านไม่นิยมกสิณในการลูบคลำดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ จึงกล่าวโดยไม่ต่างกันว่าผู้มีฤทธิ์เป็นผู้ถือความชำนาญแห่งจิต.

บทว่า นิสินฺนโก วา นิปนฺนโก วา คือ นั่งก็ดี นอนก็ดี ด้วยบทนี้เป็นอันท่านกล่าวถึงแม้อิริยาบถทั้งสองนอกนั้นด้วย.

บทว่า หตฺถปาเส โหตุ คือ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จงมีในที่ใกล้มือ.

ปาฐะว่า หตฺถปสฺเส โหตุ จงมีที่ข้างมือบ้าง บทนี้ท่านกล่าวด้วยอำนาจของผู้ใคร่จะทำอย่างนั้น.

อนึ่ง ผู้มีฤทธิ์นี้แม้ไปในที่นั้น แล้วก็ยกมือลูบคลำได้.

บทว่า อามสติ ลูบ คือถูกต้องนิดหน่อย.

บทว่า ปรามสติ คลำ คือถูกต้องหนักหน่อย.

บทว่า ปริมชฺชติ สัมผัส คือถูกต้องโดยรอบ.

บทว่า รูปคตํ คือ รูปที่ตั้งอยู่ใกล้มือนั่นเอง.

บทว่า ทูเรปิ สนฺติเก อธิฏฺฐาติ อธิษฐานที่ไกลให้เป็นที่ใกล้คือผู้มีฤทธิ์ครั้นออกจากสมาบัติมีฌานเป็นบาทแล้ว ย่อมนึกถึงเทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี ในที่ไกลกว่า จงมีในที่ใกล้ดังนี้ ครั้นนึกถึงแล้วกระทำบริกรรมเข้าสมาบัติอีก ครั้นออกแล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงมีในที่ใกล้ดังนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ย่อมมีในที่ใกล้.

แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.

อนึ่ง พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงถึงความวิเศษของความวิเศษแห่งฤทธิ์นี้ แม้ไม่เป็นอุปการะแก่ผู้ประสงค์จะไปพรหมโลกกล่าวถึงการกระทำที่ไกลให้เป็นที่ใกล้แล้วไปพรหมโลกได้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สนฺติเกปิ แม้ในที่ใกล้.

ในบทนั้นมิใช่การทำเล็กน้อยและทำมากอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งทั้งหมดที่ปรารถนาย่อมสำเร็จแก่ผู้มีฤทธิ์.

แม้ในบทมีอาทิว่า อมธุรํ มธุรํ ทั้งไม่อร่อยทั้งอร่อย พึงทราบนัยอื่นอีก.

บทว่า ทูเรปิ สนฺติเก อธิฏฺฐาติ อธิษฐานแม้ที่ไกลให้เป็นที่ใกล้ คืออธิษฐานพรหมโลก ในที่ไกลให้เป็นที่ใกล้ของมนุษยโลก.

บทว่า สนฺติเกปิ ทูเร อธิฏฺฐาติ อธิษฐานแม้ในที่ใกล้ให้เป็นที่ไกล คืออธิษฐานมนุษยโลกในที่ใกล้ให้เป็นพรหมโลกในที่ไกล.

บทว่า พหุกมฺปิ โถกํ อธิฏฺฐาติ อธิษฐานของแม้มากให้เป็นของน้อยคือหากว่าพรหมทั้งหลายมาประชุมกันมาก เพราะพรหมมีร่างกายใหญ่จะละทัศนูปจาร (การเห็นใกล้เคียง) สวนูปจาร (การฟังใกล้เคียง) ผู้มีฤทธิ์ย่อรวมกันในทัศนูปจารและสวนูปจาร อธิษฐานแม้ของมากให้เป็นของน้อย.

บทว่า โถกมฺปิ พหุกํ อธิฏฺฐาติ อธิษฐานแม้ของน้อยให้เป็นของมาก คือหากว่าผู้มีฤทธิ์ประสงค์จะไปกับบริวารมาก เป็นผู้มีบริวารมาก เพราะอธิษฐานตนชื่อว่าน้อยเพราะมีคนเดียวให้มากไปแล้ว พึงเห็นอรรถในบทนี้ด้วยประการฉะนี้แล.

เมื่อเป็นอย่างนั้นแม้บท ๔ อย่างนี้ย่อมเป็นอุปการะในการไปพรหมโลก.

บทว่า ทิพฺเพน จกฺขุนา ตสฺส พฺรหฺมุโน รูปํ ปสฺสติ ย่อมเห็นรูปพรหมนั้นด้วยทิพยจักษุ คือผู้มีฤทธิ์ยืนอยู่ในที่นี้เจริญอาโลกกสิณ ย่อมเห็นรูปพรหมที่ประสงค์จะเห็นด้วยทิพยจักษุ ยืนอยู่ในที่นี้นั่นแหละย่อมได้ยินเสียงของพรหมนั้นกำลังพูดกันด้วยทิพโสตธาตุ ย่อมรู้จิตของพรหมนั้นด้วยเจโตปริยญาณ.

บทว่า ทิสฺสมาเนน ด้วยกายที่ปรากฏ คือด้วยการที่เพ่งด้วยจักษุ.

บทว่า กายวเสน จิตฺตํ ปริณาเมติ คือ น้อมจิตด้วยสามารถแห่งรูปกาย ยึดจิตมีฌานเป็นบาทแล้วยกขึ้นในกาย กระทำการไปของกายด้วยสำคัญว่าเบา ให้เป็นการไปช้าเพราะการไปด้วยกายเป็นความช้า.

บทว่า อธิฏฺฐาติ เป็นไวพจน์ของบทนั้นนั่นแหละ. ความว่าให้สำเร็จ.

บทว่า สุขสญฺญญฺจ ลหุสญฺญญฺจ โอกฺกมิตฺวา หยั่งลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญา คือหยั่งลงเข้าไปถูกต้องเข้าถึงสุขสัญญาและลหุสัญญาอันเกิดพร้อมกับอิทธิจิต มีฌานเป็นบาทเป็นอารมณ์ สัญญาสัมปยุตด้วยอุเบกขา ชื่อสุขสัญญา เพราะอุเบกขาท่านกล่าวว่า ความสงบเป็นความสุข สัญญานั่นแหละพึงทราบว่าเป็นลหุสัญญาเพราะพ้นจากนิวรณ์และธรรมเป็นข้าศึกมีวิตกเป็นต้น.

แม้กรชกายของผู้มีฤทธิ์หยั่งลงสู่สัญญานั้นก็เบาดุจปุยนุ่น ผู้มีฤทธิ์นั้นไปสู่พรหมโลกด้วยกายอันปรากฏเบาดุจปุยนุ่นที่ถูกลมพัดไป.

อนึ่ง เมื่อไปอย่างนี้ หากปรารถนาก็นิรมิตทางบนอากาศด้วยปฐวีกสิณแล้วเดินไป หากปรารถนาก็นิรมิตดอกปทุมทุกๆ ย่างเท้าบนอากาศด้วยปฐวีกสิณนั่นแหละแล้ววางเท้าบนดอกปทุมเดินไป หากปรารถนาก็อธิษฐานลมด้วยวาโยกสิณแล้วไปกับลมดุจปุยนุ่น ความเป็นผู้ใคร่จะไปนั่นแหละเป็นประมาณในเรื่องนี้ เพราะความเป็นผู้ใคร่จะไป ผู้มีฤทธิ์นั้นจึงอธิษฐานจิตทำอย่างนั้น ชัดไปด้วยกำลังของอธิษฐานปรากฏดุจลูกศรแล่นไปด้วยกำลังของสายธนู.

บทว่า จิตฺตวเสน กายํ ปริณาเมติ น้อมกายไปด้วยอำนาจจิตคือยึดกรชกาย แล้วยกขึ้นในจิตอันมีฌานเป็นบท ทำการไปของจิตให้เป็นการไปเร็ว เพราะการไปด้วยจิตเป็นความเร็ว.

บทว่า สุขสญฺญญฺจ ลหุสญฺญญฺจ โอกฺกมิตฺวา คือ หยั่งลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญา อันเกิดพร้อมกับอิทธิจิตอันมีรูปกายเป็นอารมณ์.

บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

แต่บทนี้เป็นการไปด้วยจิต เมื่อถามว่าผู้มีฤทธิ์นี้ เมื่อไปด้วยกายอันไม่ปรากฏอย่างนี้ ย่อมไปในอุปาทขณะแห่งจิตอธิษฐานนั้นหรือ หรือว่าในฐิติขณะหรือภังคขณะ. พระเถระกล่าวว่าไปในขณะแม้ทั้ง ๓ ไปเองหรือว่าส่งรูปนิรมิตไป ทำตามชอบใจ แต่ในที่นี้ ผู้มีฤทธิ์นั้นไปมาเอง.

บทว่า มโนมยํ สำเร็จแต่ใจ ชื่อว่า มโนมยํ เพราะเป็นรูปนิมิตด้วยใจอธิษฐาน.

ชื่อว่า สพฺพงฺคปจฺจงฺคํ มีอวัยวะครบทุกส่วน คือมีอวัยวะน้อยใหญ่ครบทั้งหมด.

บทว่า อหีนินฺทฺริยํ มีอินทรีย์ไม่บกพร่องนี้ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งสัณฐานของจักษุและโสตะเป็นต้น เพราะในรูปนิมิตไม่มีประสาท.

บทมีอาทิว่า สเจ โส อิทฺธิมา จงฺกมติ นิมฺมิโตปิ ตตฺถ จงฺกมติ หากผู้มีฤทธิ์จงกรมอยู่ แม้รูปนิมิตก็จงกรมในที่นั้น ท่านกล่าวหมายถึงสาวกนิมิตทั้งหมด ส่วนพุทธนิมิตทั้งหลายย่อมทำสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำ ทำแม้อย่างอื่นด้วยอำนาจจิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

บทว่า ธูมายติ ปชฺชลติ บังหวนควันให้ไฟลุกโพลง ท่านกล่าวด้วยอำนาจเตโชกสิณ.

สามบทมีอาทิว่า ธมฺมํ ภาสติ กล่าวธรรม ท่านกล่าวไม่แน่นอน.

บทว่า สนฺติฏฺฐติ ยืนอยู่ คือยืนร่วมกัน.

บทว่า สลฺลปติ สนทนาอยู่ คือสนทนาร่วมกัน.

บทว่า สากจฺฉํ สมาปชฺชติ ปราศัยกัน ปราศัยด้วยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของกันและกัน.

อนึ่ง ผู้มีฤทธิ์นั้นยืนอยู่ ณ ที่นี้ ย่อมเห็นรูปด้วยทิพยจักษุ ย่อมได้ยินเสียงด้วยทิพโสตธาตุ ย่อมรู้จิตด้วยเจโตปริยญาณ ย่อมยืนสนทนาปราศรัยกับพรหมนั้น.

การอธิษฐานของผู้มีฤทธิ์นั้นมีอาทิว่า ย่อมอธิษฐานแม้ในที่ไกลให้เป็นที่ใกล้ได้ ผู้มีฤทธิ์นั้นไปสู่พรหมโลกด้วยกายอันปรากฏหรือไม่ปรากฏ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ย่อมไม่ยังอำนาจให้เป็นไปทางกายได้ ย่อมถึงวิธีดังที่กล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า ผู้มีฤทธิ์นั้นย่อมนิรมิตคนมีรูปไว้ข้างหน้าพรหมนั้นได้ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ชื่อว่าย่อมยังอำนาจให้เป็นไปทางกายได้.

ส่วนบทที่เหลือท่านกล่าวไว้เพื่อชี้ให้เห็นส่วนเบื้องต้นของการยังอำนาจให้เป็นไปทางกาย นี้เป็นฤทธิ์ที่อธิษฐาน.

พึงทราบวินิจฉัยในวิกุพพนิทธินิเทศดังต่อไปนี้.

ท่านกล่าวยกตัวอย่างสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี เพื่อชี้ให้เห็นกายสักขีของฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ.

พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงถึงฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ นั้น จึงแสดงฤทธิ์ที่อธิษฐานได้ยินเสียงแห่งพันโลกธาตุอันน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ไม่เคยมีมาก่อนว่า พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี สถิตอยู่ในพรหมโลก ทรงเปล่งเสียงให้พันโลกธาตุทราบชัด ดังนี้.

บัดนี้ เพื่อแสดงเรื่องราวนั้น ท่านจึงกล่าวข้อความนี้.

ในกัป ๓๑ ถอยไปจากกัปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตในชาติเป็นลำดับ อุบัติในพระครรภ์ของพระมเหสีพระนามว่าปภาวดี ของพระเจ้าอรุณวดี ในอรุณวดีนคร มีพระญาณแก่กล้าเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ ณ โพธิมณฑล ทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐ ทรงอาศัยอรุณวดีนครประทับอยู่.

วันหนึ่ง ตอนเช้าตรู่ทรงชำระพระวรกายแล้ว แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ทรงดำริว่าจักเข้าไปอรุณวดีนครเพื่อบิณฑบาต ประทับยืน ณ ที่ใกล้ซุ้มประตูพระวิหาร ตรัสเรียกพระอัครสาวกชื่ออภิภู มีพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เข้าไปอรุณวดีนครเพื่อบิณฑบาตกันเถิด เราจักเข้าไปพรหมโลกชั้นใดชั้นหนึ่ง.

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเรียกอภิภูภิกษุ มีพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ มาเถิด เราจะเข้าไปพรหมโลกชั้นใดชั้นหนึ่ง จนกว่าจะถึงเวลาฉัน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อภิภูภิกษุรับพระพุทธดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี และพระอภิภูภิกษุได้เข้าไปยังพรหมโลกชั้นใดชั้นหนึ่ง.

ณ พรหมโลกนั้น มหาพรหมเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว มีความชื่นชม ทำการต้อนรับได้ปูลาดพรมอาสนะถวาย ปูลาดอาสนะอันสมควรแม้แก่พระเถระด้วย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนืออาสนะที่ปูลาดไว้. แม้พระเถระก็นั่งเหนืออาสนะที่ถึงแก่ตน. มหาพรหมถวายบังคมพระทศพลแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสกะอภิภูภิกษุว่า ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมีกถาจงแจ่มแจ้งแก่พรหม พรหมบริษัทและพรหมปาริสัชชะทั้งหลายเถิด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อภิภูภิกษุรับพระพุทธดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แสดงธรรมกถาแก่พรหม.

พรหมบริษัทและพรหมปาริสัชชะทั้งหลาย เมื่อพระเถระกล่าวธรรมกถา หมู่พรหมทั้งหลายยกโทษว่า ก็พวกเราได้การมาสู่พรหมโลกของพระศาสดาตลอดกาลนาน ภิกษุนี้เว้นพระศาสดาเสียแล้วแสดงธรรมเสียเอง.

พระศาสดาทรงทราบว่า หมู่พรหมไม่พอใจ จึงตรัสกะภิกษุอภิภูว่า ดูก่อนพราหมณ์ พรหม พรหมบริษัทและพรหมปาริสัชชะทั้งหลายเหล่านั้นพากันยกโทษ ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นเธอจงให้พรหม พรหมบริษัทและพรหมปาริสัชชาทั้งหลายสลดใจโดยประมาณยิ่ง.

พระเถระรับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว แผลงฤทธิ์ต่างๆ หลายอย่าง ยังพันโลกธาตุให้รู้แจ่มแจ้งด้วยเสียง ได้กล่าวคาถา ๒ คาถานี้ว่า

ท่านทั้งหลายจงริเริ่ม จงก้าวหน้า จงประกอบ

(ความเพียร) ในพระพุทธศาสนา จงกำจัดเสนาแห่ง

มัจจุ ดุจช้างกำจัดเรือนไม้อ้อ ฉะนั้น ผู้ใดจักไม่

ประมาทในธรรมวินัยนี้อยู่ ผู้นั้นจะละสงสารคือชาติ

แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

____________________________

สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๖๑๕ สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๖๑๗

ก็พระเถระทำอย่างไร จึงยังพันโลกธาตุให้รู้แจ้งด้วยเสียง.

พระเถระเข้านีลกสิณก่อน ครั้นออกแล้วแผ่ความมืดไปในที่ทั้งปวงในพันจักรวาลด้วยอภิญญาญาณ เมื่อสัตว์ทั้งหลายเกิดความคำนึงว่า อะไรนี่มืดแล้ว พระเถระจึงเข้าอาโลกกสิณครั้นออกแล้วก็ทำแสงสว่างให้ปรากฏ เมื่อสัตว์ทั้งหลายกำลังเพ่งดูว่าอะไรนี่สว่างแล้ว พระเถระจึงแสดงตนให้ปรากฏ.

เทวดาและมนุษย์ในพันจักรวาลต่างประคองอัญชลียืนนมัสการพระเถระ.

พระเถระกล่าวว่า ขอมหาชนจงฟังเสียงของเราผู้แสดงธรรม แล้วจึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้.

เทวดาและมนุษย์ทั้งปวงได้ยินเสียงพระเถระดุจนั่งแสดงธรรม ในท่ามกลางบริษัทที่ประชุมกันอยู่ แม้ใจความก็ได้ปรากฏแก่เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ท่านกล่าวว่า พระเถระให้รู้แจ่มแจ้งด้วยเสียง หมายถึงให้รู้แจ่มแจ้งใจความนั้น.

ท่านกล่าวคำมีอาทิว่า โส ทสฺสมาเนนปิ พระเถระแสดงธรรมด้วยกายที่ปรากฏบ้าง ดังนี้อีก หมายถึงฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ หลายอย่างนี้ พระเถระนั้นทำ.

ในบทเหล่านี้ บทว่า ธมฺมํ เทเสสิ พระเถระแสดงธรรม คือแสดงฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ มีประการดังกล่าวแล้วก่อนจึงแสดงธรรม. แต่นั้นพึงทราบว่า พระเถระกล่าว ๒ คาถาโดยลำดับตามที่กล่าวแล้ว จึงให้รู้แจ่มแจ้งด้วยเสียง.

อนึ่ง ในบทมีอาทิว่า ทิสฺสมาเนเปิ กาเยน ด้วยกายที่ปรากฏบ้าง เป็นตติยาวิภัตติลงในลักษณะแห่งอิตถัมภูตะ (มี ด้วย ทั้ง) คือมีกายเป็นอย่างนั้น.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงเรื่องราวนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงถึงวิธีทำฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ ของผู้มีฤทธิ์แม้อื่น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โส ปกติวณฺณํ วิชหิตฺวา ผู้มีฤทธิ์นั้นละเพศปกติแล้ว.

ในบทเหล่านั้น บทว่า โส คือ ภิกษุผู้มีฤทธิ์ มีจิตอ่อนสมควรแก่การงานที่ทำ ตามวิธีดังกล่าวแล้วในหนหลัง.

หากภิกษุผู้มีฤทธิ์ประสงค์จะทำฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นละเพศปกติคือสัณฐานปกติของตน แล้วแสดงเพศเป็นกุมารบ้าง.

อย่างไร คือออกจากจตุตถฌานมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีอภิญญาเป็นบาท แล้วนึกถึงเพศกุมารที่ควรนิรมิตว่า เราจงเป็นกุมารมีรูปอย่างนี้ ดังนี้แล้ว เมื่อทำบริกรรมเสร็จจึงเข้าสมาบัติอีก ครั้นออกแล้วอธิษฐานด้วยอภิญญาญาณว่า เราจงเป็นกุมารมีรูปอย่างนี้ ดังนี้.

ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นก็จะเป็นกุมารพร้อมกับอธิษฐาน.

ท่านกล่าวไว้ในปฐวีกสิณในวิสุทธิมรรคว่า สมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีฌานเป็นบาท ย่อมสมควรในที่นี้ด้วยคำว่า ฤทธิ์ที่แผลงต่างๆ มีอาทิอย่างนี้ว่า ความเป็นคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ด้วยอำนาจปฐวีกสิณ ฯลฯ ย่อมสำเร็จดังนี้.

อนึ่ง ในอภิญญานิเทศในวิสุทธิมรรคนั้นนั่นแหละ ท่านกล่าวว่า ออกจากปฐวีกสิณเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ จากฌานมีอภิญญาเป็นบาทดังนี้ ด้วยฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ.

อนึ่ง ในนิเทศนั้นนั่นแหละ ท่านกล่าวว่า ควรคิดถึงเพศกุมารของตน.

คำกล่าวนั้นดูเหมือนจะไม่สมควรในการนิรมิตมีนาคเป็นต้น.

แม้ในการนิรมิตมีเพศนาคเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ในบทเหล่านั้น บทว่า นาควณฺณํ เพศนาค คือมีสัณฐานคล้ายงู.

บทว่า สุปณฺณวณฺณํ เพศครุฑ คือมีสัณฐานคล้ายครุฑ.

บทว่า อินฺทวณฺณํ เพศพระอินทร์ คือมีสัณฐานคล้ายท้าวสักกะ.

บทว่า เทววณฺณํ เพศเทวดา คือมีสัณฐานคล้ายเทวดาที่เหลือ.

บทว่า สมุททวณฺณํ เพศสมุทร ย่อมสำเร็จด้วยอำนาจแห่งอาโปกสิณ.

บทว่า ปตฺตึ พลราบ คือ พลเดินเท้า.

บทว่า วิวิธมฺปิ เสนาพฺยูหํ กองทัพตั้งประชิดกันต่างๆ คือหมู่ทหารหลายเหล่ามีพลช้างเป็นต้น.

แต่ในวิสุทธิมรรคท่านกล่าวบทมีอาทิว่า แสดงแม้ช้างด้วยเพื่อให้เห็นช้างเป็นต้น แม้ในภายนอก.

ในวิสุทธิมรรคนั้นไม่พึงอธิษฐานว่าเราจงเป็นช้าง พึงอธิษฐานว่าช้างจงมี. แม้ในม้าเป็นต้นท่านก็กล่าวว่ามีนัยนี้เหมือนกัน. คำนั้นผิดด้วยบทเดิมกล่าวว่า ละเพศปกติ และด้วยความที่ฤทธิ์แผลงได้ต่างๆ เพราะว่าการไม่ละเพศปกติตามลำดับดังกล่าวในบาลีแล้ว แสดงเพศอื่นด้วยอำนาจอธิษฐาน ชื่อว่าฤทธิ์ที่อธิษฐาน.

การละเพศปกติแล้วแสดงตนเป็นอย่างอื่น ด้วยอำนาจอธิษฐาน ชื่อว่าฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ.

พึงทราบในวินิจฉัยในมโนมยิทธินิเทศดังต่อไปนี้.

ในบทมีอาทิว่า อิมฺมหา กายา อญฺญํ กายํ อภินิมฺมินาติ ภิกษุนิรมิตกายอื่นจากกายนี้.

ความว่า ภิกษุผู้มีฤทธิ์ประสงค์จะทำมโมยิทธิ ฤทธิ์ทางใจ ครั้นออกจากสมาบัติมีอากาศกสิณเป็นอารมณ์ มีฌานเป็นบาทแล้วนึกถึงรูปกายของตนก่อนแล้วอธิษฐานว่าโพรงจงมี โพรงย่อมมี ต่อจากนั้นนึกถึงกายอื่นด้วยอำนาจปฐวีกสิณในภายในของโพรงนั้นแล้วทำบริกรรมอธิษฐาน โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ กายอื่นย่อมมีภายในโพรงนั้น ภิกษุนั้นบ้วนกายนั้นออกจากปากแล้วตั้งไว้ภายนอก.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะประกาศความนั้นด้วยอุปมา จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ ดังนี้.

ในบทเหล่านี้ บทว่า มุญฺชมฺหา คือ จากหญ้าปล้อง.

บทว่า อีสิกํ ปวาเหยฺย พึงชักไส้ คือขุดหน่อ.

บทว่า โกสิยา คือ จากฝัก.

บทว่า กรณฺฑา จากกระทอ คือจากคราบหนังเก่า.

อนึ่ง ในบทเหล่านั้น บทว่า อุทฺธเรยฺย พึงยกออก พึงทราบการยกออกแห่งกระทอนั้นด้วยจิตเท่านั้น เพราะธรรมดางูนี้ตั้งอยู่ในชาติของตนอาศัยระหว่างท่อนไม้บ้าง ระหว่างต้นไม้บ้าง ด้วยกำลัง คือการลอกคราบออกจากตัว รังเกียจหนังเก่า ดุจเคี้ยวกินตัวย่อมละคราบด้วยตนเอง ด้วยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้.

อนึ่ง ในเรื่องนี้ท่านกล่าวอุปมาเหล่านี้ไว้ เพื่อให้เห็นว่ารูปสำเร็จแต่ฤทธิ์นี้ ของผู้มีฤทธิ์ย่อมเป็นเช่นกันด้วยอาการทั้งปวง เหมือนไส้เป็นต้น ย่อมเป็นเช่นกันออกจากหญ้าปล้องฉะนั้น กายที่ทำด้วยใจคืออภิญญาในบทนี้ว่า ผู้มีฤทธิ์เข้าไปด้วยฤทธิ์ ด้วยกายสำเร็จแต่ใจ ชื่อว่า มโนมยกาโย กายสำเร็จแต่ใจ กายที่เกิดขึ้นด้วยใจคือฌานในบทนี้ว่า ผู้มีฤทธิ์เข้าถึงกายสำเร็จ แต่ใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มโนมยกาโย กายสำเร็จแต่ใจ เพราะใจนั้นทำ แต่ในที่นี้ กายเกิดขึ้นแล้วด้วยใจคืออภิญญา ชื่อว่า มโนมยกาโย กายสำเร็จแต่ใจ เพราะใจนั้นทำ.

____________________________

ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๙๓ วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๓๕๐

เมื่อเป็นเช่นนั้น หากถามว่า ชื่อว่ากายสำเร็จแต่ใจอันฤทธิ์ที่อธิษฐานและอันฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ ทำ ย่อมมีได้หรือ.

ตอบว่า ย่อมมีได้ทีเดียว แต่ในที่นี้ การนิรมิตจากภายในเท่านั้น ชื่อว่ามโนมยิทธิ เพราะท่านกล่าวไว้ว่า เป็นฤทธิ์ที่อธิษฐานและเป็นฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ เพราะทำให้พิเศษเป็นต่างหากของฤทธิ์เหล่านั้น.

พึงทราบวินิจฉัยในญาณวิปผารนิเทศดังต่อไปนี้.

ชื่อว่า ญาณวิปฺผารา ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ เพราะมีกำลังแผ่ไปแห่งญาณ.

อนึ่ง ในบทนี้ พึงทราบว่าท่านพึงแสดงฤทธิ์อนุปัสสนา ๗ แล้วย่อฤทธิ์ที่เหลือตลอดถึงอรหัตมรรค.

ในบทมีอาทิว่า ท่านพากุละมีฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ มีความว่า

ท่านพากุลเถระได้ชื่ออย่างนี้ เพราะเป็นผู้เจริญในตระกูลทั้งสอง สะสมบุญบารมีมาในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เป็นพระเถระที่ถึงพร้อมด้วยบุญสัมปทา.

จริงอยู่ พระเถระนั้นเสวยมหาสมบัติ ท่องเที่ยวไปในเทวโลก มนุษยโลก บังเกิดในศาสนาของพระทศพลของเรา เกิดในตระกูลเศรษฐี ในกรุงโกสัมพีก่อน.

ในเวลาที่พระเถระนั้นเกิด พี่เลี้ยงพร้อมด้วยบริวารนำไปยังแม่น้ำยมุนาพร้อมกับบริวารใหญ่ เพื่อสิริมงคล เล่นน้ำดำผุดดำว่ายอยู่. ปลาใหญ่ตัวหนึ่งสำคัญว่า ทารกนี้เป็นอาหารของเรา จึงอ้าปากว่ายเข้าไปหา. พี่เลี้ยงทิ้งทารกหนีไป. ปลาใหญ่กลืนกินทารกนั้น.

สัตว์ผู้มีบุญไม่ได้รับทุกข์แต่อย่างไร คล้ายเข้าไปยังห้องนอนฉะนั้น ด้วยเดชของทารก ปลาร้อนผ่าวดุจกลืนกระเบื้องร้อนว่ายไปด้วยความเร็วสิ้นทาง ๓๐ โยชน์เข้าไปยังตาข่ายของชาวประมง ชาวกรุงพาราณสี.

ปลานั้นพอชาวประมงเอาออกจากตาข่ายเท่านั้นก็ตายด้วยเดชของทารกนั้น. ชาวประมงเอาปลานั้นใส่ตะกร้า คิดว่าจะขายในราคาพันหนึ่ง เที่ยวไปในนคร ไปถึงประตูเรือนของเศรษฐีไม่มีบุตร มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ได้ขายปลาให้ภรรยาเศรษฐี ๑ กหาปณะ.

นางเอาปลาวางไว้บนแผ่นกระดานด้วยตนเองแล้วผ่าข้างหลัง ครั้นเห็นทารกมีสีดุจทองคำในท้องปลาจึงตะโกนว่า เราได้บุตรในท้องปลาแล้วนำทารกเข้าไปหาสามี. ทันใดนั้นเอง เศรษฐีให้ตีกลองประกาศ แล้วนำทารกมาเฝ้าพระราชากราบทูลเพื่อความให้ทรงทราบ.

พระราชาตรัสว่า ทารกมีบุญ ท่านจงเลี้ยงทารกให้ดี.

ตระกูลเศรษฐีที่เป็นมารดาบิดา ครั้นทราบเรื่องราวนั้นจึงไป ณ ที่นั้น พูดว่าบุตรของเรา จึงโต้เถียงกันเพื่อจะเอาทารกไป. ทั้งสองก็ได้ไปเฝ้าพระราชา.

พระราชาตรัสว่า เราไม่อาจทำให้ตระกูลทั้งสองไม่ให้มีบุตรได้ ทารกนี้จงเป็นทายาทของตระกูลทั้งสองเถิด.

ตั้งแต่นั้นมาตระกูลทั้งสองก็อุดมสมบูรณ์ด้วยลาภมากมาย. เพราะทารกนั้นเป็นผู้เจริญด้วยสองตระกูลจึงตั้งชื่อว่าพากุลกุมาร.

เมื่อพากุลกุมารนั้นรู้เดียงสาแล้ว มารดาบิดาจึงสร้างปราสาทแห่งละ ๓ หลังในนครทั้งสอง หาคนฟ้อนรำมาแสดงเป็นประจำ. พากุลกุมารอยู่ในนครหนึ่งๆ นครละ ๔ เดือน. เมื่อพากุลกุมารอยู่ในนครหนึ่งครบ ๔ เดือน มารดาบิดาจึงสร้างมณฑปไว้ที่เรือนขนานแล้วให้พากุลมารพร้อมดวยนักฟ้อนรำขึ้นไปอยู่บนเรือขนานนั้น แล้วนำพากุลกุมารซึ่งเสวยมหาสมบัติไปอีกพวกหนึ่งสองเดือนได้ครึ่งทาง.

แม้นักฟ้อนชาวนครอีกนครหนึ่งก็เตรียมต้อนรับเหมือนกัน ด้วยคิดว่า อีกสองเดือน พากุลกุมารจักมาถึงครึ่งทาง แล้วนำมานครของตนอยู่ได้สองเดือน.

พากุลกุมารอยู่ในนครนั้น ๔ เดือน แล้วกลับไปอีกนครหนึ่งโดยทำนองนั้น.

เมื่อพากุลกุมารเสวยสมบัติอยู่อย่างนี้ อายุครบ ๘๐ ปี.

ในสมัยนั้น พระโพธิสัตว์ของเราบรรลุพระสัพพัญญตญาณแล้วทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ เสด็จจาริกไปตามลำดับบรรลุถึงกรุงโกสัมพี. พระมัชฌิมภาณจารย์กล่าวว่า กรุงพาราณสี.

แม้พากุลเศรษฐีก็ได้ยินว่า พระทศพลเสด็จมา จึงถือของหอมและดอกไม้เป็นอันมากไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมกถา ได้ศรัทธาแล้วก็บวช. พระพากุละเป็นปุถุชนอยู่ ๗ วันเท่านั้น ในอรุณที่ ๘ ก็บรรลุรพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา.

ลำดับนั้น มาตุคามที่อยู่ในนครทั้งสอง มายังเรือนตระกูลของตนๆ อยู่ ณ ที่นั้นทำจีวรส่งไปถวาย. พระเถระใช้จีวรที่ชาวกรุงโกสัมพีส่งไปถวายทุกกึ่งเดือน. ชาวกรุงโกสัมพีก็ส่งไปถวายทุกกึ่งเดือน โดยทำนองนี้ได้นำสิ่งที่อุดมในนครทั้งสองมาถวายพระเถระด้วยประการดังนี้.

พระเถระบวชได้ ๘๐ พรรษาอย่างมีความสุข. อาพาธแม้มีประมาณน้อยเพียงครู่เดียวก็ไม่เคยมีแก่พระเถระนั้น ในทั้งสองตระกูล พระเถระกล่าวพากุลสูตร ในครั้งสุดท้ายแล้วก็ปรินิพพาน ด้วยประการฉะนี้.

____________________________

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๓๘๐

ความไม่มีโรคในท้องปลา ชื่อว่าฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ เพราะท่านพระพากุละมีภพคร้งสุดท้ายเกิดด้วยอานุภาพแห่งอรหัตญาณที่ควรได้ด้วยอัตภาพนั้น.

อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ด้วยอานุภาพแห่งปฏิสัมภิทาญาณที่บรรลุด้วยผลกรรมอันสุจริต.

แม้พระสังกิจจเถระก็เคยทำบุญไว้ก่อนบังเกิดในครรภ์ของธิดาตระกูลมั่งคั่งในกรุงสาวัตถีผู้เป็นอุปัฏฐากของพระธรรมเสนาบดีเถระ. ธิดานั้นเมื่อทารกอยู่ในครรภ์ ได้ถึงแก่กรรมในขณะนั่นเอง ด้วยโรคอย่างหนึ่ง. เมื่อร่างของธิดานั้นถูกเผา เนื้อที่เหลือไหม้เว้นเนื้อที่ครรภ์.

ลำดับนั้น เนื้อที่ครรภ์ของนางหล่นลงจากเชิงตะกอน สัปเหร่อเอาหลาวแทงในที่ ๒-๓ แห่ง. ปลายหลาวถูกหางตาของทารก. สัปเหร่อทั้งหลายแทงเนื้อที่ครรภ์แล้วเอาใส่ไว้ในกองเถ้าเอาถ้ากลบแล้วกลับไป. เนื้อที่ครรภ์ไหม้.

แต่บนยอดเถ้า ทารกคล้ายรูปทองคำ ดุจนอนบนกลีบปทุม.

จริงอยู่ เมื่อสัตว์มีภพครั้งสุดท้ายแม้ถูกภูเขาสิเนรุทับ ก็ยังไม่สิ้นชีวิต เพราะยังไม่บรรลุพระอรหัต.

วันรุ่งขึ้น สัปเหร่อคิดว่าจักดับเชิงตะกอนจึงพากันมา เห็นทารกนอนอยู่อย่างนั้น เกิดอัศจรรย์ไม่เคยมีจึงพาทารกไปนครถามนักพยากรณ์. นักพยากรณ์กล่าวว่า หากทารกนี้จักอยู่ครองเรือน พวกญาติจักรลำบากตลอด ๗ ชั่วตระกูล หากบวชจักมีสมณะ ๕๐๐ แวดล้อมเที่ยวไป.

ตาได้เลี้ยงทารกนั้นจนเจริญ เมื่อทารกเจริญแม้พวกญาติก็พากันเลี้ยงดู ด้วยหวังว่าจักให้บวชในสำนักของพระคุณเจ้าของเรา.

เมื่อทารกมีอายุได้ ๗ ขวบ เขาได้ยินพวกเด็กๆ พูดกันว่า มารดาของท่านถึงแก่กรรมเมื่อท่านยังอยู่ในครรภ์ เมื่อร่างของมารดาถูกเผา ท่านก็ไฟไหม้ จึงบอกแก่พวกญาติว่า นัยว่าฉันพ้นจากภัยเห็นปานนี้ ฉันจะไม่อยู่เป็นฆราวาสละ ฉันจักบวช.

พวกญาติกล่าวว่า ดีแล้วพ่อคุณ จึงพาไปหาพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้มอบให้ว่า ขอพระคุณเจ้าให้กุมารนี้บวชเถิด.

พระเถระให้ตจปัญจกรรมฐานแล้วให้ทารกบวช.

ทารกนั้นเมื่อจดปลายมีดโกนเท่านั้นก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา.

ครั้นอายุครบก็ได้อุปสมบทบวชได้ ๑๐ พรรษา มีภิกษุ ๕๐๐ เป็นบริหารเที่ยวไป.

ความเป็นผู้ไม่มีโรคบนเชิงตะกอนก่อด้วยฟืน โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล ชื่อว่าฤทธิ์แผ่ไปด้วยญาณของท่านสังกิจจะ.

แม้พระภูตปาลเถระก็เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยเหตุมาก่อน. บิดาของท่านเป็นคนยากจนอยู่ในกรุงราชคฤห์. บิดาพาทารกนั้นไปดงเกวียนเพื่อหาฟืน บรรทุกฟืนเสร็จแล้ว เดินทางไปถึงใกล้ประตูเมืองในเวลาเย็น.

ลำดับนั้น โคทั้งหลายของเขาสลัดแอกออกแล้วเข้าเมือง. เขาให้บุตรน้อยนั่งใต้เกวียน แล้วเดินตามรอยเท้าโคเข้าเมืองเหมือนกัน. เมื่อเขายังไม่ออกประตูเมืองปิดเสียแล้ว. ทารกนอนหลับอยู่ภายใต้เกวียนตลอดคืน.

ตามปกติกรุงราชคฤห์มีอมนุษย์มาก ก็ที่นี้เป็นที่ใกล้ป่าช้า และไม่มียักษ์ไรๆ สามารถจะทำอันตรายแก่ทารกผู้มีภพครั้งสุดท้ายนั้นได้.

ครั้นต่อมา ทารกนั้นบวชได้บรรลุรพระอรหัต มีชื่อว่าภูตปาลเถระ.

ความเป็นผู้ไม่มีโรคโดยนัยดังกล่าวแล้วในท้องที่ แม้มียักษ์ร้ายเที่ยวไปอย่างนี้ ชื่อว่าฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณของท่านพระภูตปาละ.

พึงทราบวินิจฉัยในสมาธิวิปผาริทธินิเทศดังต่อไปนี้.

ในบทมีอาทิว่า อายสฺมโต สารีปุตฺตเถรสฺส สมาธิวิปฺผารา อิทฺธิ ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิของท่านพระสารีบุตร.

มีความว่า เมื่อท่านพระสารีบุตรอยู่ที่กโปตกันทรากับพระมหาโมคคัลลาเถระ เมื่อคืนเดือนหงาย ยังมิได้ปลงผม นั่งอยู่ในที่แจ้ง ยักษ์ร้ายตนหนึ่งแม้ถูกยักษ์ผู้เป็นสหายห้ามก็ได้ประหารบนศีรษะของพระเถระ เสียงสนั่นหวั่นไหวดุจเสียงเมฆ.

ในขณะที่ยักษ์ประหาร พระเถระนั่งเข้าสมาบัติ จึงไม่มีการเจ็บปวดไรๆ ด้วยการประหารนั้น.

นี้เป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิของท่านพระสารีบุตรเถระนั้น.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ข้าพเจ้าสดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปะ ใกล้กรุงราชคฤห์. สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโมคคัลลานะอยู่ ณ กโปตกันทรา.

สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตร ตอนกลางคืนเดือนหงายยังมิได้ปลงผม นั่งเข้าสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ณ โอกาสแจ้ง.

สมัยนั้นแล ยักษ์สหายสองคนออกจากทิศอุดรไปทิศทักษิณด้วยกรณียะอย่างใดอย่างหนึ่ง. ยักษ์ทั้งสองได้เห็นท่านพระสารีบุตร ฯลฯ นั่งอยู่ ณ ที่แจ้ง ครั้นเห็นแล้วยักษ์ตนหนึ่งได้พูดกะยักษ์ผู้เป็นสหายว่า ดูก่อนสหายย่อมสว่างไสวกะเรา เพื่อจะประหารศีรษะของสมณะนี้.

เมื่อยักษ์กล่าวอย่างนี้แล้ว ยักษ์สหายได้พูดกะยักษ์นั้นว่า อย่าเลยสหาย อย่าดูหมิ่นสมณะนั้นเลย สมณะนั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก.

แม้ครั้งที่สอง แม้ครั้งที่สาม ฯลฯ ดูก่อนสหาย สมณะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก.

ครั้งนั้นแล ยักษ์นั้นมิได้เชื่อฟังยักษ์สหายนั้น ได้ประหารศีรษะของท่านพระสารีบุตร ได้มีการประหารยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น ด้วยการประหารนั้นยังช้างขนาด ๗ ศอกหรือ ๗ ศอกครึ่งให้จมได้โดยแท้ หรือพึงทำลายยอดภูเขาใหญ่ได้ แต่ทว่ายักษ์นั้นร้องว่า เราร้อน เราร้อน แล้วตกลงในมหานรก ณ ที่นั้นนั่นเอง.

ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระเห็นยักษ์นั้น ประหารศีรษะของท่านพระสารีบุตรด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงเกินของมนุษย์ จึงเข้าไปหาพระสารีบุตร ได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูก่อนพระสารีบุตรผู้มีอายุ พอทนได้หรือ ยังเยียวยาได้หรือ ไม่มีทุกข์ไรบ้างหรือ.

พระสารีบุตรกล่าวว่า ดูก่อนท่านโมคคัลลานะ พอทนได้ พอเยี่ยวยาได้ อนึ่ง ศีรษะของผมเป็นทุกข์นิดหน่อย.

พระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า ดูก่อนท่านสารีบุตร น่าอัศจรรย์ไม่เคยมีมาเลย ข้อที่ท่านสารีบุตรมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ดูก่อนท่านสารีบุตร ยักษ์ตนใดตนหนึ่งได้ประหารศีรษะของท่าน ได้เป็นการประหารยิ่งใหญ่ถึงเพียงดัง ฯลฯ อนึ่ง ศีรษะของผมเป็นทุกข์นิดหน่อย.

พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า ดูก่อนท่านโมคคัลลานะ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาเลย ข้อที่ท่านมหาโมคคัลลานะมีอานุภาพมาก ย่อมเห็นแม้ยักษ์ในที่ใด บัดนี้พวกเราจะไม่เห็นแม้ปิศาจเล่าฝุ่นในที่นั้นได้อีกเลย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสดับการสนทนาเห็นปานนั้นของพระมหานาคทั้งสองเหล่านั้น ด้วยทิพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงเกินของมนุษย์ จึงทรงเปล่งอุทานว่า

จิตของผู้ใดเปรียบด้วยภูเขาหินตั้งมั่นไม่หวั่นไหว

ไม่กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไม่โกรธ

เคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธเคือง จิตของผู้ใด

อบรมแล้วอย่างนี้ ทุกข์จักถึงผู้นั้นได้แต่ไหน.

____________________________

ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๙๖

อนึ่ง คำในอรรถกถาว่า ด้วยการประหารนั้นไม่มีความเจ็บป่วยใดๆ เลย เหมาะสมอย่างยิ่งกับพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ทุกข์จักถึงผู้นั้นได้แต่ที่ไหน เพราะฉะนั้น ทุกขเวทนาย่อมไม่มีด้วยคำที่พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า อนึ่ง ศีรษะของเราเป็นทุกข์นิดหน่อย แต่ท่านกล่าวว่าทุกข์ หมายถึงความที่ศีรษะนั้นไม่ควรแก่การงาน.

จริงอยู่ แม้ในโลก ท่านกล่าวว่าปกติของความสุขสามารถจะบริหารได้โดยไม่ยาก ปกติของความทุกข์สามารถจะบริหารได้โดยยาก ความที่ศีรษะไม่ควรแก่การงานนั้นพึงทราบว่าได้มีเพราะเป็นสมัยที่ออกจากสมาบัติเสียแล้ว ในสมัยที่เอิบอิ่มด้วยสมาบัติจะพึงมีไม่ได้เลย ท่านกล่าวว่า บัดนี้เราย่อมไม่เห็นแม้ปิศาจเล่นฝุ่นเลย เพราะไม่สามารถจะเห็นได้ ท่านกล่าวเพราะไม่มีความขวนขวายในอภิญญาทั้งหลาย.

นัยว่า พระเถระอนุเคราะห์หมู่ชนในภายหลัง อย่าได้สำคัญฤทธิ์อันเป็นของปุถุชนว่ามีสาระเลยโดยมากไม่ให้ฤทธิ์.

อนึ่ง ในเถรคาถา ท่านกล่าวไว้ว่า

ความปรารถนาของเรามิได้มีเพื่อปุพเพนิวาสญาณ

มิได้มีเพื่อทิพยจักษุ มิได้มีเพื่อฤทธิ์ อันเป็นเจโตปริยญาณ

เพื่อจุติเพื่ออุปบัติ เพื่อความบริสุทธิ์แห่งโสตธาตุเลย.

____________________________

ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๙๖

พระเถระกล่าวถึงความไม่มีความปรารถนาในอภิญญาทั้งหลายด้วยตนเอง แต่พระเถระบรรลุบารมีในสาวกปารมิญาณ.

คนเลี้ยงโคเป็นต้นเข้าใจว่า พระสัญชีวเถระผู้เข้านิโรธเป็นอัครสาวกที่สองของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ มรณภาพเสียแล้ว จึงลากเอาหญ้าและฟืนเป็นต้นก่อไฟเผา แม้เพียงอังสะที่จีวรของพระเถระก็ไม่ไหม้ นี้เป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ดูก่อนมารผู้ลามก ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก ดูก่อนมารผู้ลามก พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีสาวกคู่หนึ่งชื่อว่าวิธุระและสัญชีวะเป็นคู่เจริญเลิศ สาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะผู้เป็นพระอรหันตสัมมาพุทธเจ้า ไม่มีสาวกใดๆ จะเสมอเหมือนด้วยท่านวิธุระ ในการแสดงธรรม ด้วยปริยายนี้ ท่านวิธุระจึงมีชื่อว่า วิธุโร.

ส่วนท่านสัญชีวะไปสู่ป่าบ้าง ไปสู่โคนต้นไม้บ้าง ไปสู่เรือนว่างบ้าง ย่อมเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธโดยไม่ยากเลย.

ดูก่อนมารผู้ลามก เรื่องเคยมีมาแล้ว ท่านสัญชีวะนั่งเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง พวกคนเลี้ยงโค เลี้ยงปศุสัตว์ ชาวนา นักท่องเที่ยวได้เห็นท่านสัญชีวะเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ครั้นเห็นแล้วก็คิดว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ พ่อคุณเอ๋ย ไม่เคยมีมาแล้ว สมณะนี้นั่งมรณภาพ พวกเราช่วยกันเผาเถิด.

ลำดับนั้น คนเลี้ยงโค คนเลี้ยงปศุสัตว์ ชาวนา นักท่องเที่ยวจึงลากหญ้าพืชโคมัย แล้วสุมบนกายของท่านสัญชีวะ จุดไฟกลับไป.

ลำดับนั้น ท่านพระสัญชีวะโดยราตรีนั้นล่วงไปออกจากสมาบัติสลัดจีวร นุ่งในตอนเช้าถือบาตรและจีวรเข้าไปบ้านเพื่อบิณฑบาต คนเลี้ยงโค คนเลี้ยงปศุสัตว์ ชาวนา นักท่องเที่ยวเห็นท่านสัญชีวบิณฑบาต จึงคิดว่า น่าอัศจรรย์จริงพ่อคุณเอ๋ย ไม่เคยมีมาแล้ว พระสมณะนี้นั่งมรณภาพ ท่านฟื้นขึ้นมาแล้ว.

โดยปริยายนี้แล ท่านสัญชีวะจึงมีชื่อว่า สญชีโว ด้วยประการฉะนี้แล.

____________________________

ม. ม. เล่ม ๑๒/ข้อ ๕๕๙

ส่วนพระขาณุโกณฑัญญเถระตามปกติเป็นผู้มากด้วยสมาบัติ พระเถระนั้นนั่งเข้าสมาบัติตลอดคืนในป่าแห่งหนึ่ง โจร ๕๐๐ ลักข้าวของเดินไปประสงค์จะพักผ่อนด้วยคิดว่า บัดนี้ไม่มีคนเดินตามรอยเท้าพวกเรา จึงวางข้าวของลงสำคัญว่าตอไม้ วางข้าวของทั้งหมดไว้บนร่างของพระเถระนั่นเอง เมื่อพวกโจรพักผ่อนแล้วเตรียมจะเดินต่อไป ในขณะที่จะถือข้าวของที่วางไว้คราวแรก พระเถระลุกขึ้นตามเวลาที่กำหนดไว้ พวกโจรเห็นอาการที่พระเถระเคลื่อนไหวได้ต่างกลัวร้องเอ็ดตะโร.

พระเถระกล่าวว่า อุบาสกทั้งหลายอย่ากลัวไปเลย เราเป็นภิกษุ. พวกโจรจึงพากันมาไหว้ด้วยความเลื่อมใสในพระเถระ จึงบวชแล้วบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา.

จำเดิมแต่นั้นมา พระเถระจึงได้ชื่อว่า ขาณุโกณฺฑญฺญเถโร ความที่ท่านพระขาณุโกณฑัญญเถระนั้นถูกโจรเอาข้าวของ ๕๐๐ ชิ้นวางทับไม่มีเจ็บปวด นี้เป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ.

ส่วนนางอุตตราอุบาสิกาธิดาของปุณณเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากในกรุงราชคฤห์ ในเวลาเป็นกุมาริกานั่นเองได้บรรลุโสดาปัตติผลพร้อมกับมารดาบิดา.

นางเจริญวัยแล้วมารดาบิดาได้ยกนางให้แก่บุตรของราชคหเศรษฐีผู้เป็นมิจฉาทิฎฐิด้วยความเกี่ยวดองกันมาก นางอุตตราอุบาสิกาไม่ได้โอกาสเพื่อจะเห็นพระพุทธเจ้า เพื่อจะฟังธรรมและเพื่อให้ทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เป็นผู้กระวนกระวายจึงเรียกหญิงแพศยาชื่อว่าสิริมา ในนครนั้นเองแล้วให้กษาปณะ ๑๕,๐๐๐ ที่นางนำมาจากเรือนของบิดา เพื่อทำบุญตามโอกาสแก่นางสิริมานั้น แล้วบอกว่า เจ้าจงถือเอากหาปณะเหล่านี้ แล้วบำเรอเศรษฐีบุตรตลอดกึ่งเดือนนี้ให้นางสิริมาอิ่มเอิบกับสามีตนเอง อธิษฐานองค์อุโบสถ ดีใจว่าเราจักได้เห็นพระพุทธเจ้าเป็นต้นตลอดกึ่งเดือนนี้ นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอดปวารณาได้ถวายมหาทานตลอดกึ่งเดือน ภายหลังอาหารให้จัดแจงของเคี้ยวของบริโภคในโรงครัวใหญ่.

ส่วนสามีของนางคิดว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันปวารณาจึงยืนที่หน้าต่างกับนางสิริมาแลออกไปภายนอก เห็นนางอุตตราเดินอยู่อย่างนั้น เหงื่อโทรามเต็มไปด้วยขี้เถ้าเปรอะไปด้วยเขม่าจึงหัวเราะว่า หญิงโง่ไม่บริโภคสมบัติของตนทำแต่กุศล. แม้นางอุตตราก็แลดูสามีหัวเราะว่า คนโง่ไม่ทำกุศลเพื่อภพหน้า.

นางสิริมาเห็นกิริยาของคนทั้งสองสำคัญว่า เราเป็นเจ้าของเรือนจึงเกิดริษยาโกรธนางอุตตราคิดว่า เราจักทำให้นางอุตตราลำบาก จึงลงจากปราสาท. นางอุตตรารู้เหตุนั้นจึงนั่งบนตั่งแผ่จิตเมตตาไปยังนางสิริมานั้น. นางสิริมาลงจากปราสาท เข้าโรงครัวเอาเนยใส่ที่เดือดเต็มกระบวยเพราะหุงเป็นขนมลาดลงบนศีรษะของนางอุตตรา เนยใสกลายไปดุจน้ำเย็นบนใบปทุม.

พวกทาสีพากันโบยนางสิริมาด้วยมือและเท้าให้ล้มลงบนแผ่นดิน. นางอุตตราออกจากเมตตาฌานแล้วจึงห้ามพวกทาสี

นางสิริมาขอโทษนางอุตตรา.

นางอุตตรากล่าวว่า พรุ่งนี้เจ้าจงขอขมาต่อพระพักตร์ของพระศาสดา แล้วบอกการปรุงอาหารแก่นางสิริมาผู้วิงวอนขอรับใช้ทางกาย นางสิริมาปรุงอาหารแล้ว มีหญิงแพศยา ๕๐๐ บริวารของตนอังคาสพระศาสดากับพระสงฆ์แล้วกล่าวว่า พวกเจ้าจงเป็นเพื่อนในการให้นางอุตตรายกโทษเถิด วันรุ่งขึ้น พร้อมด้วยหญิงแพศยาเหล่านั้น เมื่อพระศาสดาเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้วจึงถวายบังคมพระศาสดาทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า หม่อมฉันได้ผิดต่อนางอุตตรา ขอให้นางอุตตรายกโทษให้แก่หม่อมฉันเถิด.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุตตรา เจ้าจงยกโทษเถิด เมื่อนางทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันยกโทษให้แล้ว ทรงแสดงธรรมมีอาทิว่า อกฺโกเธน ชิเน โกธ พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ.

____________________________

ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๗

นางอุตตรานำสามีพ่อผัวแม่ผัวเข้าไปเฝ้าพระศาสดา เฉพาะพระพักตร์ เมื่อจบเทศนา ชนทั้ง ๓ เหล่านั้นและหญิงแพศยาทั้งหมดตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.

ความไม่มีเจ็บปวดด้วยเนยใสที่เดือดของนางอุตตราอุบาสิกาเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ.

อุบาสิกาสามาวดีอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน กรุงโกสัมพี. พระเจ้าอุเทนนั้นได้มีอัครมเหสี ๓ องค์ มีหญิงบริวารองค์ละ ๕๐๐.

บรรดามเหสีเหล่านั้น นางสามาวดีเป็นธิดาของภัททิยเศรษฐีในภัททิยนคร เมื่อบิดาถึงแก่กรรม มีหญิง ๕๐๐ เป็นบริวารเติบโตในเรือนของโฆสิตเศรษฐี ในกรุงโกสัมพีผู้เป็นสหายของบิดา.

พระราชาทอดพระเนตรเห็นนางเจริญวัยแล้ว ทรงเกิดความสิเนหา จึงนำนางพร้อมด้วยบริวารไปยังพระราชมณเฑียร ได้ทรงประกอบการอภิเษกสมรส.

มเหสีอีกองค์หนึ่งชื่อว่า วาสุลทัตตา พระธิดาของพระเจ้าจัณฑปโชต.

ธิดาของมาคัณฑิยพราหมณ์ ซึ่งบิดายกให้เป็นบาทบริจาริกา ได้ฟังคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

แม้ความพอใจในเพราะเมถุนมิได้มี เพราะเห็น

นางตัณหา นางอรดีและนางราคา ความพอใจอะไร

จักมี เพราะเห็นสรีระธิดาของท่าน ซึ่งเต็มไปด้วยมูตร

และกรีส เราไม่ปรารถนาถูกต้องสรีระธิดาของท่านนั้น

แม้ด้วยเท้า.

____________________________

ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๑๖

ได้ผูกอาฆาตในพระผู้มีพระภาคเจ้า มารดาบิดาของนางได้บรรลุอนาคามิผล ในเมื่อจบมาคัณฑิยสุตตเทศนา จึงบวชแล้วบรรลุพระอรหัต.

มาคัณฑิยพราหมณ์อาของนางนำไปกรุงโกสัมพี ถวายนางแด่พระราชา นางจึงได้เป็นมเหสีองค์หนึ่งของพระราชา.

ครั้นนั้นแล เศรษฐี ๓ คน คือ โฆสิตเศรษฐี กุกกุฏเศรษฐี ปาวาริกเศรษฐีได้สดับว่า พระตถาคตทรงอุบัติขึ้นในโลก จึงไปเฝ้าพระศาสดายังพระมหาวิหารเชตวัน ฟังธรรมแล้วบรรลุโสดาปัตติผล ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอดกึ่งเดือน ทูลอาราธนาพระศาสดาเสด็จไปกรุงโกสัมพี ชนทั้ง ๓ สร้างอาราม ๓ แห่ง คือ โฆสิตาราม กุกกุฏาราม ปาวาริการาม ยังพระศาสดาผู้เสด็จมาในที่นั้นให้ประทับอยู่ในวิหารละหนึ่งวันตามลำดับ.

เศรษฐีคนหนึ่งๆ ได้ถวายมหาทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์.

อยู่มาวันหนึ่ง นายมาลาการชื่อว่าสุมนะ อุปัฏฐากของเศรษฐีเหล่านั้น ได้ขอร้องต่อเศรษฐี ขอให้พระศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์ให้นั่งในเรือนของตนเพื่อฉันภัตตาหาร.

ขณะนั้น นางขุชชุตตรา ทาสีรับใช้ของพระนางสามาวดีรับเอา ๘ กหาปณะ ได้ไปยังเรือนของนายมาลาการนั้น.

นายมาลาการพูดว่า ท่านจงเป็นเพื่อนในหารอังคาสพระศาสดาเถิด.

นางขุชชุตตราได้ทำอย่างนั้น.

เมื่อพระศาสดาเสวยเสร็จแล้ว ฟังพระธรรมเทศนาเป็นโสดาบัน.

ในกาลอื่นถือเอา ๔ กหาปณะเพื่อตน เพราะไม่ควรถือเอาสิ่งที่เขาไม่ให้ จึงซื้อดอกไม้ ๘ กหาปณะ นำเข้าไปให้แก่พระนางสามาวดี. เมื่อพระนางสามาวดีตรัสถามถึงเหตุที่ดอกไม้มีมาก นางจึงทูลบอกตามความเป็นจริงเพราะไม่ควรพูดเท็จ.

พระนางสามาวดีตรัสถามว่า เพราะเหตุไร วันนี้เจ้าจึงไม่รับ.

นางขุชชุตตราทูลตอบว่า ฉันฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วได้ทำให้แจ้งซึ่งอมตธรรมแล้ว.

พระนางสามาวดีตรัสว่า แม่อุตตราจงบอกอมตธรรมนั้นแก่พวกเราบ้าง.

นางทูลว่า ถ้าเช่นนั้น พระองค์ขอให้ฉันอาบน้ำแล้ว ให้คู่ผู้บริสุทธิ์ ให้นั่งบนอาสนะสูง พวกท่านทั้งหมดจงนั่ง ณ อาสนะต่ำ.

หญิงทั้งหมดเหล่านั้นได้ทำอย่างนั้น นางขุชชตตราเป็นอริยสาวิกาบรรลุเสขปฏิสัมภิทาจึงนุ่งผู้ผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ถือพัดวิชนีแสดงธรรมแก่หญิงเหล่านั้น.

พระนางสามาวดีและหญิง ๕๐๐ ได้บรรลุโสดาปัตติผล หญิงทั้งหมดเหล่านั้นไหว้นางขุชชตตราแล้วกล่าวว่า ข้าแต่แม่ ตั้งแต่วันนี้ไป ท่านไม่ต้องทำการรับใช้ ตั้งอยู่ในฐานะมารดา อาจารย์ของพวกเราฟังธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว จงกล่าวแก่พวกเรา.

นางขุชชตตราทำตามนั้น.

ต่อมาเป็นผู้ทรงไตรปิฎก พระศาสดาทรงตั้งในฐานะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายผู้เป็นพหูสูต นางได้ตำแหน่งเป็นผู้เลิศ.

หญิงที่อยู่กับพระนางสามาวดีกระหยิ่งการเห็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระทศพลทรงดำเนินถึงระหว่างถนน เมื่อหน้าต่างไม่พอก็เจาะฝามองดูพระศาสดา กระทำการไหว้และบูชา.

นางมาคันทิยาไปในที่นั้นเห็นช่องเหล่านั้น แล้วจึงถามเหตุในที่นั้น รู้ว่าพระศาสดาเสด็จมา ด้วยความอาฆาตในพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงโกรธหญิงเหล่านั้น ได้ทูลพระราชาว่า มหาราชเพคะ หญิงที่อยู่กับนางสามาวดีมีความปรารถนาในภายนอก เจาะฝามองดูพระสมณโคดม ในไม่ช้าก็จะฆ่าพระองค์.

พระราชาแม้เห็นช่องก็ไม่เชื่อคำเพ็ททูลของนางมาคัณทิยาประสงค์จะให้พระราชาทำลายหญิงเหล่านั้น จึงให้นำไก่เป็นมา ๘ ตัว แล้วทูลว่า มหาราชเพคะ เพื่อทดลองหญิงเหล่านั้น ขอพระองค์ทรงส่งไก่เหล่านี้ไปด้วยรับสั่งว่า ท่านจงฆ่าไก่เหล่านี้แกงให้เรา. พระราชาทรงส่งไปตามนั้น.

เมื่อพระนางสามาวดีตรัสว่าพวกเราไม่ทำปาณาติบาต นางมาคัณทิยาจึงพูดอีกว่า จงแกงส่งไปถวายพระสมณโคดมนั้น.

เมื่อพระราชาทรงส่งไปอย่างนั้น นางมาคัณทิยาทูลตามนั้นแล้ว จึงส่งไก่ตายไป ๘ ตัว. พระนางสามาวดีจึงแกงส่งไปถวายพระทศพล. แม้ด้วยเหตุนั้น นางมาคัณทิยาก็ไม่อาจให้พระราชาทรงพิโรธได้.

พระราชาประทับอยู่ตำหนักละ ๗ วัน ในตำหนักที่มเหสีองค์หนึ่งๆ ในมเหสี ๓ องค์ประทับอยู่. พระราชาทรงถือพิณเรียกช้าง เสด็จไปยังที่ที่พระองค์เสด็จไป ในเวลาพระราชาเสด็จไปยังตำหนักของพระนางสามาวดี นางมาคัณทิยาให้นำลูกงูเห่าตัวหนึ่งมาเอายาล้างเขี้ยว แล้วให้ใส่ลงในข้อไม้ไผ่แล้วใส่ในภายในพิณ เอากลุ่มดอกไม้ปิดช่องไว้.

ในเวลาที่พระราชาเสด็จไปในที่นั้น นางมาคัณทิยาทำเป็นเดินไปเดินมาแล้ว เอากลุ่มดอกไม้นั้นออกจากช่องพิณ. งูเลื้อยออกมาพ่นพิษแผ่พังพานนอนบนตั่งบรรทม นางมาคัณทิยาร้องเสียงดังว่า งู พระทูลกระหม่อม พระราชาทรงเห็นงูแล้วทรงพิโรธ.

พระนางสามาวดีรู้ว่าพระราชาทรงพิโรธ จึงได้นัดหมายแก่หญิง ๕๐๐ ว่า วันนี้พวกเจ้าจงแผ่เมตตาแก่พระราชา ด้วยโอทิสสกเมตตา (แผ่เจาะจง). แม้พระนางเองก็ได้ทรงทำอย่างนั้น.

พระราชาทรงจับสหัสสถามธนู (ธนูใช้กำลังคนหนึ่งพัน) ขึ้นสาย หมายจะยิงพระนางสามาวดีก่อนแล้วให้ถึงหญิงเหล่านั้นทั้งหมดตามลำดับ ทรงสอดลูกศรอาบด้วยยาพิษ ประทับยืนบรรจุลูกธนูแล้ว ไม่สามารถจะซัดลูกศรไปได้ ไม่สามารถยกลงได้ พระเสโทไหลจากพระวรกาย ทรงเจ็บปวดพระวรกาย พระเขฬะไหลออกจากพระโอฐ ไม่เห็นสิ่งควรยึดถือได้.

ลำดับนั้น พระนางสามาวดีทูลถามพระราชาว่า ข้าแต่มหาราชเพคะ พระองค์ทรงลำบากหรือ. พระราชาตรัสว่า ถูกแล้วพระเทวี เราลำบากมาก เจ้าจงเป็นที่พึ่งของเราเถิด. พระนางสามาวดีทูลว่า ข้าแต่มหาราช ดีแล้ว ขอพระองค์จงทำลูกศรให้มีหน้าตรงแผ่นดินเถิด.

พระราชาได้ทรงทำดำลงไปในน้ำ มีผ้าเปียก มีพระเกสาเปียก ทรงหมอบลงแทบเท้าของพระนางสามาวดี ตรัสว่า พระเทวียกโทษให้เราเถิด เราลุ่มหลงงมงาย ทิศทั้งหมดมืดมิดแก่เรา แม่สามาวดีจงช่วงเรา จงเป็นที่พึ่งของเราเถิด.

พระนางสามาวดีทูลว่า พระองค์อย่าถึงหม่อมฉันเป็นที่พึ่งเลย หม่อมฉันถึงพระพุทธเจ้าพระองค์ใดเป็นที่พึ่ง ขอพระองค์จงทรงถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นเป็นที่พึ่งเถิด และขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งของหม่อมฉันด้วย.

พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เราจะขอถึงท่านและพระศาสดาเป็นที่พึ่ง อนึ่ง เราจำให้พรแก่เจ้า.

พระนางสามาวดีทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงให้หม่อมฉันรับพรเถิด. พระราชาเสด็จไปเฝ้าพระศาสดา ขอถึงเป็นที่พึ่งแล้วนิมนต์ถวายมหาทานแก่ภิกษุ ๕๐๐ เถิด หม่อมฉันจักฟังธรรม.

พระราชาถวายบังคมพระศาสดาแล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงเสด็จมา ณ ที่นี้กับภิกษุ ๕๐๐ เป็นประจำเถิด พวกหญิงที่อยู่กับพระนางสามาวดีก็กล่าวว่า หม่อมฉันทั้งหลายจักฟังธรรม.

พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร การไปยังที่แห่งเดียวเป็นประจำไม่สมควรแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย แม้มหาชนก็ยังหวังจะให้ไปอยู่. พระราชาทูลว่า ถ้าเช่นนั้นขอพระองค์ตรัสสั่งภิกษุเถิด.

พระศาสดาตรัสสั่งกะพระอานนทเถระ. พระเถระพาภิกษุ ๕๐๐ ไปยังราชตระกูลเป็นประจำ.

แม้หญิงทั้งหลายมีพระเทวีเป็นประมุขเหล่านี้นก็อังคาสพระเถระแล้วพากันฟังธรรม. อนึ่ง พระศาสดาทรงตั้งพระนางสามาวดีไว้ในฐานะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายผู้มีเมตตาวิหารธรรม.

ความที่พระราชาไม่สามารถปล่อยลูกศรไปได้เป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิของพระนางสามาวดีอุบาสิกาด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง ในที่นี้ท่านเรียกว่าอุบาสิกา เพราะเข้าใกล้พระรัตนตรัยด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง ในที่นี้ท่านเรียกว่าอุบาสิกา เพราะเข้าใกล้พระรัตนตรัยด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว ด้วยความเลื่อมใสอันลึกซึ้ง หรือด้วยการถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง.

พึงทราบวินิจฉัยในอริยิทธินิเทศดังต่อไปนี้.

บทว่า อริยา อิทฺธิ ฤทธิ์ของพระอริยะ ท่านกล่าวว่าฤทธิ์ของพระอริยะ เพราะเกิดแก่พระอริยะผู้เป็นพระขีณาสพผู้ถึงความชำนาญทางจิต.

บทว่า อิธ ภิกฺขุ คือ ภิกษุผู้เป็นพระขีณาสพในศาสนานี้.

บทว่า อนิฏฺฐสฺมึ วตฺถุสฺมึ ในสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา คือในวัตถุ ในสัตว์ หรือในสังขารที่ไม่ชอบใจ ด้วยอารมณ์ปกติ.

บทว่า เมตฺตาย วา ผรติ ภิกษุแผ่ไปด้วยเมตตา คือหากเป็นสัตว์ ย่อมแผ่ไปด้วยเมตตาภาวนา.

บทว่า ธาตุโต วา อุปสํหรติ น้อมเข้าไปโดยความเป็นธาตุ คือหากว่าเป็นสังขาร ย่อมน้อมเข้าไปซึ่งธาตุมนสิการว่า สักว่าเป็นธาตุ การน้อมเข้าไปแม้ในสัตว์ว่าเป็นธาตุก็ควร.

บทว่า อสุภาย วา ผรติ ย่อมแผ่ไปโดยความไม่งาม คือหากว่าเป็นสัตว์ ย่อมแผ่ไปโดยอสุภภาวนา.

บทว่า อนิจฺจโต วา อุปสํหรติ ย่อมน้อมเข้าไปโดยความเป็นของไม่เที่ยง คือหากว่าเป็นสังขารย่อมน้อมเข้าไปซึ่งมนสิการว่า เป็นของไม่เที่ยง.

บทว่า ตทุภยํ ตัดบทเป็น ตํ อุภํ ได้แก่ ทั้งสองนั้น.

บทว่า อุเปกฺขโก มีอุเบกขา คือมีอุเบกขาด้วยอุเบกขามีองค์.

บทว่า สโต มีสติ คือเพราะถึงความเป็นผู้ไพบูลย์ด้วยสติ.

บทว่า สมฺปชาโน มีสัมปชัญญะ เพราะเป็นผู้มีความรู้สึกด้วยปัญญา.

บทว่า จกฺขนา รูปํ ทิสฺวา เห็นรูปด้วยจักษุ คือเห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณอันสามารถในการเห็นรูปที่ได้ โวหารว่าจักษุ ด้วยอำนาจแห่งเหตุ.

แต่พระโบราณาจารย์กล่าวว่า จักษุย่อมไม่เห็นรูป เพราะจักษุไม่มีจิต จิตย่อมไม่เห็นรูป เพราะจิตไม่มีจักษุ แต่ในเมื่อกระทบกันทางทวารารัมมณะ ย่อมเห็นได้ด้วยจิตมีปสาทเป็นวัตถุ.

อนึ่ง กถาเช่นนี้ นี้ชื่อว่าสสัมภารกถา (กถาเจือปนกัน) ดุจในบทว่า แทงด้วยธนู เพราะฉะนั้น ในบทนี้จึงมีอธิบายว่า เห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณ.

อีกอย่างหนึ่ง เห็นรูปด้วยจักษุเป็นเหตุ.

บทว่า เนว สุมโน โหติ ไม่ดีใจ คือปฏิเสธความโสมนัสอาศัยเรือน มิใช่โสมนัสเวทนาอันเป็นกิริยา.

บทว่า น ทุมฺมโน ไม่เสียใจ คือปฏิเสธโทมนัสทั้งหมด.

บทว่า อุเปกฺขโก วิหรติ เป็นผู้วางเฉยอยู่ คือเป็นผู้วางเฉยอยู่ด้วยอุเบกขา คือวางตนเป็นกลางในอารมณ์นั้น อันได้ชื่อว่าอุเบกขามีองค์ ๖ เพราะเป็นไปในทวาร ๖ อันเป็นอาการแห่งการไม่ละความบริสุทธิ์เป็นปกติ ในคลองแห่งอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์. แม้ในบทมีอาทิว่า โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฟังเสียงด้วยหูก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

พึงทราบวินิจฉัยในกัมมวิปากชิทธินิเทศดังต่อไปนี้.

บทว่า สพฺเพสํ ปกฺขีนํ แห่งนกทั้งปวง คือการไปทางอากาศเว้นฌานและอภิญญา ของนกทั้งหลายทุกชนิด การไปทางอากาศของเทวดาทั้งปวง และการเห็นเป็นต้นก็อย่างนั้น.

บทว่า เอกจฺจานํ มนุสฺสานํ แห่งมนุษย์บางพวก คือแห่งมนุษย์ผู้อยู่ครั้งปฐมกัป.

บทว่า เอกจฺจานํ วินิปาติกานํ แห่งวินิบาตบางพวก คือฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรมมีการไปทางอากาศเป็นต้นของวินิปาติกเปรตพวกอื่น เพราะตกไปจากกายอันเป็นความสุขมีอาทิอย่างนี้ คือปิยังกรมารดา ปุนัพพสุกมารดา ผุสสมิตตา ธัมมคุตตา.

พึงทราบวินิจฉัยในอิทธินิเทศของผู้มีบุญดังต่อไปนี้.

บทว่า ราชา ชื่อว่าราชา เพราะยังคนอื่นให้ยินดีโดยธรรม ชื่อว่า จกฺกวตฺตี เพราะยังรัตนจักรให้เป็นไป.

บทว่า เวหาสํ คจฺฉติ เหาะไปยังอากาศ เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งอัจจันตสังโยค.

บทว่า จตุรงฺคินิยา ด้วยจตุรงคินีเสนา ได้แก่เสนามีองค์ ๔ คือ ช้าง ม้า รถและพลเดินเท้า.

บทว่า เสนา คือ รวมองค์ ๔ เหล่านั้น.

บทว่า อนฺตมโส โดยที่สุด คนดูแลม้า ชื่อว่า อสฺสพนฺธา คนดูแลโค ชื่อว่า โคปุริสา.

บทว่า อุปาทาย หมายถึง คือไม่ปล่อย. อธิบายว่า การเหาะไปยังอากาศของชนเหล่านั้นอย่างนี้เป็นฤทธิ์ของผู้มีบุญ.

บทว่า โชติยสฺส คหปติสฺส ปุญฺญวโต อิทฺธิ ฤทธิ์ของโชติยคหบดีผู้มีบุญ คือเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ ผู้สะสมบุญญาธิการไว้ในพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายในก่อน ชื่อว่าโชติกะ.

ได้ยินว่า ในเวลาที่โชติกะนั้นเกิดสรรพาวุธในนครทั้งสิ้นลุกโพลง แม้เครื่องอาภรณ์ที่แต่งไว้ในกายของชนทั้งปวงก็เปล่งแสงสว่างดุจลุกโพลง นครได้มีแสงสว่างรุ่งโรจน์เป็นอันเดียวกัน.

ลำดับนั้น ในวันที่ตั้งชื่อกุมารนั้นจึงชื่อว่าโชติกะ เพราะนครทั้งสิ้นรุ่งโรจน์เป็นอันเดียวกัน.

ครั้นโชติกะเจริญวัย เมื่อชำระพื้นที่เพื่อสร้างเรือน ท้าวสักกเทวราชเสด็จมาปรับพื้นดินในที่ประมาณ ๑๖ กรีส สร้างปราสาท ๗ ชั้นสำเร็จด้วยแก้ว ๗ ประการ สร้างกำแพง ๗ ชั้นประกอบด้วยซุ้มประตู ๗ ซุ้มสำเร็จด้วยแก้ว ๗ ประการ ในท้ายกำแพงปลุกต้นกัลปพฤกษ์ไว้ ๖๔ ต้น ใน ๔ มุมของปราสาท ฝังหม้อขุมทรัพย์ประมาณโยชน์หนึ่ง ๓ คาวุต ๒ คาวุต ๑ คาวุต ใน ๔ มุมของปราสาท ต้นอ้อยสำเร็จด้วยทองคำ ๔ ต้นประมาณเท่าลำตาลอ่อนเกิดขึ้น ใบของต้นอ้อยเหล่านั้นสำเร็จด้วยแก้วมณี ข้อสำเร็จด้วยทองคำ ที่ซุ้มประตูทั้ง ๗ ซุ้มหนึ่งๆ มียักษ์ ๗ ตนมีบริวารตนละ ๑,๐๐๐ ๒,๐๐๐ ๓,๐๐๐ ๔,๐๐๐ ๕,๐๐๐ ๖,๐๐๐ ๗,๐๐๐ คอยอารักขา.

พระเจ้าพิมพิสารมหาราชทรงสดับถึงการสร้างปราสาทเป็นต้น แล้วจึงส่งเศวตฉัตรของเศรษฐีไปให้.

เศรษฐีนั้นจึงชื่อว่าโชติกเศรษฐี เป็นผู้ปรากฏไปทั่วชมพูทวีป เสวยมหาสมบัติอยู่ ณ ปราสาทนั้นกับภริยาซึ่งเทวดาทั้งหลายนำมาจากอุตตรกุรุทวีป แล้วให้นั่งเหนือห้องอันเป็นสิริซึ่งถือเอาข้าวสารทะนานหนึ่งและแผ่นหินให้เกิดไฟ ๓ แผ่นมาด้วย ภัตรย่อมเพียงพอแก่เขาด้วยข้าวสารทะนานหนึ่งตลอดชีวิต.

ได้ยินว่า หากชนทั้งหลายประสงค์จะบรรทุกข้าวสารลงในเกวียน ๑๐๐ เล่ม ทะนานข้าวสารนั้นแหละก็ยังตั้งอยู่ ในเวลาหุงข้าว ใส่ข้าวสารลงในหม้อข้าวแล้ววางไว้ข้างบนแผ่นหินเหล่านั้น แผ่นหินก็จะลุกเป็นไฟขึ้นทันที เมื่อข้าวสุกก็ดับ ด้วยสัญญาณนั้น ชนทั้งหลายก็รู้ว่าข้าวสุกแล้ว.

แม้ในเวลาแกงเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

อาหารของชนเหล่านั้นย่อมหุงต้มด้วยหินให้เกิดไฟอย่างนี้ ชนทั้งหลายย่อมอยู่ด้วยแสงสว่างแห่งแก้วมณี ย่อมไม่รู้จักแสงสว่างของไฟหรือของประทีป.

โชติกเศรษฐีได้ปรากฏไปทั่วชมพูทวีปว่า มีสมบัติถึงปานนี้ มหาชนขึ้นยานเป็นต้น มาเพื่อจะเห็น.

โชติกเศรษฐีให้ภัตตาหารแห่งข้าวสารจากอุตตรกุรุทวีปแก่คนที่มาแล้วๆ สั่งว่า ชนทั้งหลายจงถือเอาผ้าและอาภรณ์จากต้นกัลปพฤกษ์เถิด สั่งว่า ชนทั้งหลายจงเปิดปากหม้อขุมทรัพย์คาวุตหนึ่งแล้วถือเอาให้เพียงพอ.

เมื่อชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นถือเอาทรัพย์ไป หม้อขุมทรัพย์ก็มิได้พร่องแม้เพียงองคุลี นี้เป็นฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญนั้น.

บทว่า ชฏิลสฺส คหปติสฺส ปุญฺญวโต อิทฺธิ ฤทธิ์ของชฎิลคหบดีผู้มีบุญ คือเศรษฐีในเมืองตักกสิลาสะสมบุญ สร้างธาตุเจดีย์ของผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ชื่อชฎิล.

นัยว่ามารดาของชฎิลนั้นเป็นธิดาของเศรษฐี ในกรุงพาราณสีมีรูปสวยยิ่งนัก. เมื่อธิดามีอายุได้ ๑๕-๑๖ ปี มารดาบิดาให้นางอยู่บนพื้นบนของปราสาท ๗ ชั้นเพื่อดูแล.

วันหนึ่ง วิชาธรเหาะไปทางอากาศเห็นนางเปิดหน้าต่างมองดูภายนอกเกิดสิเนหา จึงเข้าไปทางหน้าต่างทำสันถวะกับนาง. นางจึงตั้งครรภ์ด้วยเหตุนั้น.

ลำดับนั้น ทาสีเห็นนางจึงถามว่า นี่อะไรกันแม่. นางกล่าวว่า อย่าเอ็ดไป เจ้าอย่าบอกใครๆ เป็นอันขาด. ทาสีก็นิ่งเพราะความกลัว. ครบ ๑๐ เดือน นางก็คลอดบุตร ให้ทาสีนำภาชนะใหม่มาให้ทารกนอนบนภาชนะนั้น แล้วปิดภาชนะนั้นเสีย วางพวงดอกไม้ไว้ข้างบนสั่งทาสีว่า เจ้าจงยกภาชนะนี้เทินศีรษะไปทิ้งที่แม่น้ำคงคา เมื่อผู้คนถามว่า นี้อะไร เจ้าพึงบอกว่าเป็นพลีกรรมของแม่เจ้าของฉัน. ทาสีได้ทำตามนั้น.

ที่แม่น้ำคงคาทางใต้น้ำ หญิงสองคนอาบน้ำเห็นภาชนะนั้น ลอยน้ำมา คนหนึ่งพูดว่า นั่นภาชนะของฉัน คนหนึ่งกล่าวว่า สิ่งที่อยู่ภายในภาชนะนั้นเป็นของฉัน เมื่อภาชนะลอยมาถึง หญิงคนหนึ่งแบกภาชนะนั้นมาวางไว้บนบก ครั้นเปิดออกเห็นทารก จึงกล่าวว่า ทารกต้องเป็นของฉัน เพราะเธอพูดว่า ภาชนะเป็นของฉัน.

หญิงคนหนึ่งพูดว่า ทารกเป็นของฉัน เพราะเธอพูดว่าสิ่งที่อยู่ภายใน ภาชนะนั้นเป็นของฉัน.

หญิงทั้งสองนั้นเถียงกัน พากันไปศาลเมื่อผู้พิพากษาไม่อาจตัดสินได้ ได้พากันไปเฝ้าพระราชา.

พระราชาทรงสดับคำของหญิงทั้งสองนั้นแล้วตรัสสั่งว่า เจ้าจงรับทารกไป เจ้าจงรับภาชนะไป.

หญิงที่ได้ทารกไปเป็นอุปัฏฐากของพระมหากัจจายนเถระ.

นางเลี้ยงดูทารกนั้นด้วยหวังว่าจะให้บวชในสำนักของพระเถระ.

ในวันที่ทารกนั้นคลอด เพราะไม่ล้างทินของครรภ์แล้วนำออกไป ผมจึงยุ่งด้วยเหตุนั้น จึงชื่อว่า ชฎิล.

เมื่อทารกนั้นเดินได้ พระเถระเข้าไปบิณฑบาตยังเรือนนั้น. อุบาสิกานิมนต์พระเถระให้นั่งแล้วถวายอาหาร.

พระเถระเห็นทารก จึงถามว่า อุบาสิกา ท่านได้ทารกมาหรือ.

นางตอบว่า เจ้าค่ะ ดิฉันเลี้ยงดูมาด้วยหวังว่าจะให้บวชในสำนักของพระคุณท่านเจ้าค่ะ.

พระเถระรับว่าดีละ แล้วพาทารกนั้นไป ตรวจดูว่าทารกนี้จะมีบุญกรรมเพื่อเสวยสมบัติของคฤหัสถ์ไหมหนอ คิดว่า สัตว์ผู้มีบุญจักได้เสวยมหาสมบัติตอนเป็นหนุ่มก่อน แม้ญาณของเขาก็ยังไม่แก่กล้าพอ จึงพาทารกนั้นไปเรือนของอุปัฏฐากคนหนึ่งในเมืองตักกสิลา.

อุปัฏฐากนั้นยืนไหว้พระเถระเห็นทารกจึงถามว่าได้ทารกมาหรือ. พระเถระตอบว่า ถูกแล้วอุบาสก ทารกนี้จักบวช แต่ยังหนุ่มนักขอให้อยู่กับท่านไปก่อน อุบาสกรับว่าดีแล้วพระคุณท่าน จึงตั้งทารกนั้นไว้ในฐานะบุตรประดับประคองอย่างดี.

อนึ่ง ในเรือนของอุปัฏฐากนั้นมีสินค้าสะสมมาตลอด ๑๒ ปี อุปัฏฐากนั้นไปในระหว่างบ้านนำสินค้านั้นทั้งหมดไปตลาดบอกราคาของสินค้านั้นแก่ชฎิลกุมารแล้วกล่าวว่า เจ้าพึงรับทรัพย์เท่านี้ๆ แล้วให้ไป.

ในวันนั้น เทวดาผู้รักษานครบันดาลให้ผู้มีความต้องการโดยที่สุด แม้ยี่เหร่าและพริกให้มุ่งหน้าไปตลาดของชฎิลกุมารนั้น ชฎิลกุมารนั้นขายสินค้าที่สะสมมาตลอด ๑๒ ปี หมดในวันเดียวเท่านั้น กุฎุมพีมาไม่เห็นอะไรๆ ในตลาด จึงพูดว่า พ่อคุณ เจ้าทำสินค้าหายไปหมดแล้วหรือ. ชฎิลกุมารบอกไม่หายดอกพ่อ ฉันขายหมดตามที่พ่อสั่งไว้ว่าของอย่างโน้นราคาเท่านี้ ของอย่างนี้ราคาเท่านั้น เพราะเหตุนั้น สินค้าทั้งหมดจึงได้ตามราคา.

กุฎุมพีเลื่อมใสคิดว่า ชายที่หาค่ามิได้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ไม่ว่าในกาลไหนๆ จึงยกลูกสาวของตนซึ่งเจริญวัยแล้วให้แก่เขาแล้ว สั่งคนงานว่าจงสร้างเรือนให้ชฎิลกุมาร เมื่อสร้างเรือนเสร็จจึงกล่าวว่า เจ้าทั้งสองจงไปอยู่ที่เรือนของตนเถิด.

ในขณะที่เขาเข้าเรือน พอเท้าข้างหนึ่งเหยียบธรณีประตู สุวรรณบรรพตประมาณ ๘๐ ศอก ผุดขึ้นในพื้นที่ส่วนหลังสุดของเรือน นัยว่าพระราชาทรงสดับว่า สุวรรณบรรพตผุดขึ้นทำลายพื้นที่ในเรือนของชฎิล จึงทรงส่งเศวตฉัตรไปให้ชฎิลนั้น ชฎิลนั้นจึงได้ชื่อว่าชฎิลเศรษฐี.

นี่เป็นฤทธิ์ของผู้มีบุญนั้น.

บทว่า เมณฺฑกสฺส คหปติสฺส ปุญฺญวโต อิทฺธิ ฤทธิ์ของเมณฑกคหบดีผู้มีบุญ คือเครษฐีในภัททิยนคร แคว้นมคธ ได้สะสมบุญญาธิการในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ชื่อเมณฑกะ.

____________________________

วิ. มหา. เล่ม ๕/ข้อ ๘๓

ได้ยินว่า ที่หลังเรือนของเศรษฐีนั้นมีแกะทองคำประมาณเท่าช้าง ม้าและโคอุสภะในที่ประมาณ ๘ กรีส ทำลายแผ่นดินผุดขึ้นหลังกับหลังชนกันลูกคลีหนังของด้าย ๕ สี ใส่ไว้ในปากของแกะทองคำเหล่านั้น ชนทั้งหลายเมื่อมีความต้องการด้วยเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นก็ดี ด้วยเครื่องปกปิดเงินและทองเป็นต้นก็ดี ดึงลูกคลีหนังออกจากปากของแกะทองคำเหล่านั้น เนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง เครื่องนุ่งห่มเงินและทองเพียงพอแก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น ออกจากปากของแกะแม้ตัวหนึ่ง. ตั้งแต่นั้นมา เศรษฐีนั้นก็ปรากฏชื่อว่าเมณฑกเศรษฐี.

นี้เป็นฤทธิ์ของผู้มีบุญนั้น.

บทว่า โฆสิตสฺส คหปติสฺส ปญฺญวโต อิทฺธิ ฤทธิ์ของโฆสิตคหบดีผู้มีบุญ คือเศรษฐีในกรุงโกสัมพี แคว้นสักกะ สะสมบุญญาธิการในพระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่าโฆสิต.

นัยว่า เศรษฐีนั้นจุติจากเทวโลกบังเกิดในท้องของหญิงงามเมืองในกรุงโกสัมพี ในวันคลอด หญิงงามเมืองนั้นให้ทารกนอนบนกระด้งแล้วให้เอาไปทิ้งที่กองหยากเยื่อ กาและสุนัขทั้งหลายนั่งห้อมล้อมทารกนั้น

ชายคนหนึ่งเห็นดังนั้น จึงได้ความสำคัญว่าเป็นบุตรคิดว่า เราได้บุตรแล้วจึงนำไปเรือน.

ในกาลนั้น โกสัมพิกเศรษฐีเห็นปุโรหิตจึงถามว่า ท่านอาจารย์วันนี้ ท่านตรวจดูฤกษ์ดิถีแล้วหรือ เมื่อปุโรหิตตอบว่า ดูแล้วท่านมหาเศรษฐี จึงถามว่าจักมีอะไรแก่ชนบท.

ปุโรหิตตอบว่า ในนครนี้เด็กเกิดวันนี้จักเป็นเศรษฐีผู้ใหญ่.

ในกาลนั้น ภริยาของเศรษฐีมีครรภ์แก่ เพราะฉะนั้น เศรษฐีนั้นจึงรีบสั่งคนไปเรือนสั่งว่า เจ้าจงไป จงรู้ว่าภริยาของเราคลอดทารกหรือยังไม่คลอด ครั้นสดับว่ายังไม่คลอด จึงไปเรือนเรียกนางกาฬีทาสีมาให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ สั่งว่า เจ้าจงไป จงสืบดูในนครนี้แล้วนำทารกที่เกิดในวันนี้มา.

ทาสีไปเที่ยวสืบดูก็ไปถึงเรือนนั้น เห็นทารกรู้ว่าเกิดในวันนั้นจึงให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ นำทารกมาให้แก่เศรษฐี เศรษฐีคิดว่าถ้าลูกสาวของเราจักเกิด เราจะแต่งงานทารกนั้นให้กับลูกสาวแล้วให้ดำรงตำแหน่งเศรษฐี ถ้าเป็นบุตรชายเกิด เราจักฆ่าทารกนั้นเสีย แล้วเลี้ยงดูทารกนั้นให้เติบโตในเรือน.

ลำดับนั้นล่วงไป ๒-๓ วัน ภริยาของเศรษฐีคลอดบุตรชาย เศรษฐีคิดว่าเมื่อไม่มีทารกนี้ บุตรของเราก็จักได้ตำแหน่งเศรษฐี บัดนี้ เราควรจะฆ่าทารกนั้นเสียแล้วเรียกนางกาฬีสีมาสั่งว่า นี่แน่แม่สาวใช้ ในเวลาโคออกจากคอก เจ้าจงให้ทารกนี้นอนขวางในท่ามกลางประตูคอก แม่โคทั้งหลายจักเหยียบทารกนั้นให้ตาย เจ้ารู้ว่าทารกนั้นถูกแม่โคเหยียบหรือไม่เหยียบแล้วจงกลับมา.

นางกาฬีสีไป พอคนเลี้ยงโคปิดประตูคอกก็ให้ทารกนั้นนอนเหมือนอย่างนั้น.

โคอุสภะหัวหน้าฝูงโคครั้งก่อนๆ ออกภายหลังโคทั้งหมด แต่วันนั้นออกก่อนโคทั้งหมด ยืนคร่อมทารกไว้ในระหว่างเท้าทั้ง ๔ แม่โคหลายร้อยตัวออกเสียดสีข้างทั้งสองของโคอุสภะ.

แม้คนเลี้ยงโคก็คิดว่า โคอุสภะนี้เมื่อก่อนออกภายหลังโคทั้งหมด แต่วันนี้ออกก่อนยืนนิ่งที่กลางประตู นี่มันอะไรกันหนอ จึงเดินไปเห็นทารกนอนอยู่ภายใต้โคอุสภะนั้น จึงได้ความสิเนหาในบุตรคิดว่า เราได้บุตรแล้ว จึงนำไปเรือน.

นางกาฬีทาสีกลับไปเศรษฐีถามจึงบอกความทั้งหมด เศรษฐีบอกว่าเจ้าจงไปให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ นี้แก่คนเลี้ยงโค แล้วนำทารกนั้นมาอีก.

ครั้นนั้น เศรษฐีจึงบอกนางกาฬีทาสีว่า แม่ทาสีในเมืองนี้มีเกวียน ๕๐๐ เล่ม ออกในย่ำรุ่งไปทำการค้าขาย เจ้าจงนำทารกนี้ให้นอนที่ทางล้อหรือโคทั้งหลายจักเหยียบทารกนั้น หรือล้อจักขยี้เสีย เจ้ารู้ความเป็นไปแล้วกลับมา. นางทาสีไปให้ทารกนอนที่ทางล้อ หัวหน้าคนขับเกวียนได้ออกไปข้างหน้า.

ลำดับนั้น โคของหัวหน้าคนขับเกวียนถึงที่นั้นแล้วจึงสลัดแอก แม้คนขับเกวียนยกขึ้นบ่อยๆ แล้วขับไปก็ไม่ยอมไปข้างหน้า เมื่อคนขับเกวียนนั้นพยายามอยู่กับโคเหล่านั้นอย่างนี้ อรุณขึ้นแล้ว คนขับเกวียนคิดว่าโคทำอะไร ครั้นเห็นทารกจึงคิดว่ากรรมหนักหนอ ดีในว่าเราได้บุตร จึงนำทารกนั้นไปเรือน.

แม้นางกาฬีก็กลับ ถูกเศรษฐีถามเล่าเรื่องให้ฟัง เศรษฐีกล่าวว่าเจ้าจงไปให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ แล้วนำทารกนั้นมา. นางกาฬีก็ได้ทำตามนั้น.

ลำดับนั้น เศรษฐีกล่าวกะนางกาฬีนั้นว่า บัดนี้เจ้าจงนำทารกนั้นไปป่าช้าผีดิบแล้วให้นอนระหว่างกอไม้ สุนัขเป็นต้น ณ ที่นั้น จักเคี้ยวกินเสีย หรืออมนุษย์จักประหารเสีย เจ้าพึงรู้ว่าทารกนั้นตายหรือไม่ตาย นางกาฬีนั้นนำทารกนั้นไปให้นอน ณ ที่นั้นแล้วยืนในข้างหนึ่ง สุนัขเป็นต้นหรือมนุษย์ไม่สามารถจะเข้าใกล้ได้.

ลำดับนั้น คนเลี้ยงแพะคนหนึ่งนำแพะไปหาอาหารข้างป่าช้า.

แพะตัวหนึ่งเคี้ยวกินใบไม้อยู่เข้าไประหว่งกอไม้เห็นทารกแล้วยืนคุกเข่าให้นมทารก เมื่อคนเลี้ยงแพะให้เสียงว่า เฮ้ เฮ้ ก็ไม่ออกไป คนเลี้ยงแพะคิดว่าเราจะต้องตีแพะนั้นนำออกไป จึงเข้าไปในระหว่างกอไผ่ เห็นแพะยืนคุกเข่าให้ทารกดื่มนมได้ความสิเนหาในทารกว่าเป็นบุตร คิดว่าเราได้บุตรแล้ว จึงพากลับไป.

นางกาฬีกลับไปถูกเศรษฐีถามจึงเล่าเรืองให้ฟัง เศรษฐีกล่าวว่าเจ้าจงไปจงให้ทรัพย์คนเลี้ยงแพะ ๑,๐๐๐ แล้วนำทารกมาอีก นางกาฬีได้ทำตามนั้น.

ลำดับนั้น เศรษฐีจึงพูดกะนางกาฬีว่า เจ้าจงพาทารกนี้ไปขึ้นภูเขาเหวโจร แล้วโยนลงในเหว ทารกก็จะถูกกระแทรกที่หลืบเขาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจักตกลงบนพื้น เจ้าพึงรู้ว่าทารกนั้นตายหรือไม่ตายแล้วกลับมา นางกาฬีนำทารกนั้นไปตามนั้นยืนอยู่บนยอดเขาแล้วโยนทารกลงไป พุ่มไผ่ใหญ่อาศัยหลืบภูเขานั้นงอกงามไปตามภูเขาพุ่มชะเอมหนาทึบคลุมยอดพุ่มไผ่นั้น ทารกเมื่อตกลงไป ก็ได้ตกลงบนพุ่มชะเอมนั้นดุจตกในเปลฉะนั้น.

ในวันนั้น หัวหน้าช่างจักสานถึงเวลาจะตัดไม้ไผ่จึงไปกับบุตรเริ่มจะตัดพุ่มไม้ไผ่นั้น เมื่อพุ่มไม้ไผ่ไหว ทารกได้ร้อง เขาได้ยินเหมือนเสียงทารกจึงขึ้นอีกข้างหนึ่งเห็นทารกนั้น ดีใจว่าเราได้บุตรแล้ว จึงพาทารกกลับ.

นางกาฬีกลับไปถูกเศรษฐีถามจึงเล่าเรื่องให้ฟัง เศรษฐีบอกว่าเจ้าจงไปให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ แล้ว จงนำทารกนั้นมา นางกาฬีได้ทำตามนั้น.

เมื่อเศรษฐีทำแล้วๆ อยู่อย่างนี้ ทารกก็เติบโตขึ้น เพราะทารกนั้นส่งเสียงร้องมากจึงมีชื่อว่าโฆสิตะ.

โฆสิตะนั้นปรากฏแก่เศรษฐีดุจหนามที่ลูกตา ไม่อาจดูตรงๆ ได้ เศรษฐีจึงคิดหาอุบายเพื่อจะฆ่าโฆสิตะนั้น จึงไปหาช่างหม้อของตนถามว่า เมื่อไรท่านจักเผาหลุม เมื่อช่างหม้อบอกพรุ่งนี้ เศรษฐีจึงพูดว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงรับทรัพย์ ๑,๐๐๐ นี้ไว้ แล้วทำธุระอย่างหนึ่งแก่เรา ช่างหม้อถามว่า ทำอะไรเล่านาย.

เศรษฐีบอกว่าเรามีบุตรเป็นอวชาตบุตรอยู่คนหนึ่ง เราจะส่งมาหาท่าน ทีนั้นท่านพึงให้บุตรนั้นเข้าไปยังห้อง เอามีดที่คมตัดให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยใส่ลงในตุ่มแล้วฝังในหลุม นี้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ ของท่านเป็นการรับคำ อนึ่ง ที่ยิ่งไปกว่านั้นเราจักสมนาคุณท่านในภายหลัง. ช่างหม้อรับคำ.

รุ่งขึ้นเศรษฐีเรียกโฆสิตะมาสั่งว่า เมื่อวานพ่อได้สั่งช่างหม้อให้ทำธุระอย่างหนึ่ง มาเถิดลูกไปหาช่างหม้อนั้นแล้วบอกว่า เมื่อวานนี้พ่อสั่งให้ท่านทำธุระอย่างหนึ่งให้เสร็จดังนี้แล้วส่งไป โฆสิตะรับคำแล้วก็ไป บุตรคนหนึ่งของเศรษฐีกำลังเล่นลูกข่างอยู่กับพวก ทารกเห็นโฆสิตะกำลังเดินมาถึงที่นั่นจึงร้องเรียกถามว่าจะไปไหน เมื่อโฆสิตะบอกว่าพ่อสั่งให้ไปหาช่างหม้อ บุตรเศรษฐีบอกว่าฉันไปที่นั้นเอง.

ทารกเหล่านี้ชนะเราไปหลายคะแนนแล้ว ท่านชนะคะแนนนั้นแล้วจงให้แก่เรา. โฆสิตะบอกว่า ฉันกลัวพ่อ ลูกเศรษฐีบอกว่า อย่ากลัวเลยพี่ ฉันจะนำข่าวนั้นไปเอง แล้วบอกต่อไปว่า พวกทารกเป็นอันมากชนะไปแล้ว ท่านจงชนะคืนคะแนนให้ฉันจนกว่าฉันจะกลับมา.

นัยว่า โฆสิตะฉลาดในการเล่นลูกข่าง. ด้วยเหตุนั้น บุตรเศรษฐีจึงแค่นไค้เขาอย่างนั้น.

โฆสิตะบอกว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงไปบอกกะช่างหม้อว่า เมื่อวานนี้ พ่อฉันสั่งให้ท่านทำธุระอย่างหนึ่ง ขอให้ท่านทำธุระนั้นให้เสร็จเถิด แล้วส่งบุตรเศรษฐีไป.

บุตรเศรษฐีนั้นไปหาช่างหม้อแล้วได้บอกตามนั้น.

ครั้งนั้น ช่างหม้อจึงจับบุตรเศรษฐีนั้นตามที่เศรษฐีสั่ง แล้วโยนลงไปในหลุม. โฆสิตะเล่นอยู่ตลอดวัน ตอนเย็นจึงกลับเรือน เมื่อเศรษฐีถามว่า ไม่ได้ไปหรือลูก เขาจึงบอกเหตุที่ตนไม่ไปและเหตุที่น้องไป.

เศรษฐีร้องเสียงดังลั่นว่า ตายแล้ว ตายแล้ว! เป็นเหมือนโลหิตร้อนผ่าวไปทั่วตัวประคองแขนคร่ำครวญว่า พ่อช่างหม้อจ๋า อย่าฆ่าลูกฉันๆ ได้ไปหาช่างหม้อ. ช่างหม้อเห็นเศรษฐีมาอย่างนั้นจึงกล่าวว่า อย่าเอะอะไปเลยนาย ธุรกิจสำเร็จแล้ว.

เศรษฐีถูกความโศกใหญ่หลวง ดุจภูเขาท่วมทับ เสวยโทมนัสไม่น้อย.

แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ เศรษฐีก็ไม่อาจมองดูโฆสิตะตรงๆ ได้ คิดอยู่ว่าเราจะฆ่าโฆสิตะนั้นได้อย่างไร เห็นอุบายว่า เราจักส่งไปหาผู้จัดการทรัพย์สินใน ๑๐๐ หมู่บ้านของเราแล้วให้ฆ่าเสีย จึงเขียนหนังสือส่งให้ผู้จัดการทรัพย์ มีความว่า บุตรคนนี้เป็นอวชาตบุตรของเรา ขอให้ฆ่าเสียผลักลงในหลุมคูถ ก็เมื่อทำอย่างนี้แล้ว เราจักสมนาคุณแก่ลุง แล้วกล่าวกะโฆสิตะว่า พ่อโฆสิตะ พ่อมีผู้จัดการทรัพย์ใน ๑๐๐ หมู่บ้าน เจ้าจงนำหนังสือนี้ไปให้เขาแล้วผูกหนังสือที่ชายผ้าของโฆสิตะ. โฆสิตะไม่รู้อักขรสมัย เพราะตั้งแต่เป็นเด็ก

เศรษฐีจะฆ่าเขาท่าเดียวก็ไม่อาจฆ่าได้ จักให้เรียนอักขรสมัยได้อย่างไร โฆสิตะจึงผูกใบมรณะของตนไว้ที่ชายผ้า.

เมื่อจะออกไปกล่าวว่า พ่อ ฉันไม่มีเสบียงเลย เศรษฐีกล่าวว่าไม่ต้องเสบียงดอกลูก เศรษฐีสหายของพ่อมีอยู่ที่บ้านโน้นในระหว่างทาง เจ้าจงกินอาหารเช้าที่เรือนของเพื่อนนั้นแล้วเดินต่อไป.

โฆสิตะรับคำแล้วไหว้บิดา ออกไปถึงบ้านนั้น ถามหาเรือนเศรษฐี ไปเห็นภรรยาของเศรษฐี. เมื่อภรรยาเศรษฐีถามว่า พ่อมาจากไหน เขาบอกว่ามาจากภายในเมือง ภรรยาเศรษฐีถามว่า พ่อเป็นบุตรใคร ตอบว่า เป็นบุตรเศรษฐีผู้เป็นสหายของท่านจ้ะแม่. ถามว่า พ่อชื่อโฆสิตะใช่ไหม ตอบว่าใช่จ้ะแม่.

พอเห็นเท่านั้นภรรยาเศรษฐีก็เกิดความสิเนหาในโฆสิตะว่าเป็นบุตร. เศรษฐีมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง อายุ ๑๕-๑๖ รูปร่างสวย น่าชม. มารดาบิดาให้ทาสีรับใช้คนหนึ่ง เพื่อดูแล นางให้นอนในห้องสิริชั้นบนของปราสาท ๗ ชั้น. ในขณะนั้น ลูกสาวเศรษฐีส่งทาสีนั้นไปตลาด.

ลำดับนั้น ภรรยาเศรษฐีเห็นทาสีนั้น ถามว่า เจ้าจะไปไหน เมื่อทาสีตอบว่า ธิดาของแม่เจ้าให้ไปตลาดจ้ะ จึงกล่าวว่า จงมานี่ก่อน งดไปตลาดไว้ก่อน เจ้าจงปูตั่งให้บุตรของเรา หาน้ำมาล้างเท้า ทาน้ำมัน ปูที่นอนให้ ภายหลังจึงไปตลาด. ทาสีได้ทำตามนั้น.

ลูกสาวเศรษฐีดุทาสีมาช้า. ทาสีจึงบอกกะธิดาว่า อย่าโกรธฉันเลย โฆสิตะบุตรเศรษฐีมา ฉันทำโน่นบ้าง นี่บ้างให้แก่โฆสิตะนั้นแล้วก็ไปตลาด เสร็จแล้วจึงกลับมานี่แหละจ้ะ.

ลูกสาวเศรษฐี ครั้นได้ฟังชื่อว่าโฆสิตะบุตรเศรษฐีเท่านั้น ความรักด้วยอำนาจบุพเพสันนิวาส ตัดผิวหนังเป็นต้นจดเยื่อกระดูกตั้งอยู่. นางจึงถามทาสีนั้นว่า เขานอนที่ไหนเล่า. ตอบว่า นอนหลับบนที่นอนจ้ะ. ถามว่า มีอะไรที่มือของเขาบ้าง. ตอบว่า มีหนังสือที่ชายผ้าจ้ะ.

นางคิดว่า นั่นหนังสืออะไรหนอ เมื่อโฆสิตะกำลังหลับ เมื่อมารดาบิดาไม่เห็นเพราะส่งใจไปอื่น จึงไปหาโฆสิตะนั้นแก้หนังสือออก ถือเข้าไปห้องของตนเปิดประตู เปิดหน้าต่าง เพราะนางฉลาดในอักขรสมัย จึงอ่านหนังสือนั้น คิดว่า โอ! ช่างโง่เสียจริง ผูกใบมรณะของตนไว้ที่ชายผ้าเที่ยวไป หากเราไม่เห็น เขาก็จะไม่มีชีวิต จึงฉีกหนังสือนั้นเสียแล้ว เขียนหนังสืออื่นแทนด้วยคำของเศรษฐีว่า บุตรของเราชื่อโฆสิตะให้นำบรรณาการจาก ๑๐๐ หมู่บ้านมาทำการมงคลสมรสกับธิดาของเศรษฐีชนบทนี้ ให้ปลูกเรือน ๒ ชั้น ท่ามกลางบ้านเป็นที่อยู่ของตนแล้วจัดการอารักขาให้ดี ด้วยการล้อมกำแพงและตั้งยามคุ้มกัน เมื่อทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จงส่งข่าวให้เราทราบด้วย เมื่อทำอย่างนี้เสร็จแล้ว เราจะสมนาคุณแก่ลุง ครั้นเขียนเสร็จจึงม้วนหนังสือ ผูกไว้ที่ชายผ้าของเขา.

โฆสิตะนอนหลับตลอดวัน ลุกขึ้นบริโภคอาหารแล้วก็กลับไป รุ่งขึ้นไปบ้านนั้นแต่เช้าตรู่ เห็นผู้จัดการทรัพย์สินกำลังทำการงานในบ้าน. ผู้จัดการทรัพย์สินเห็นโฆสิตะจึงถามว่า อะไรพ่อคุณ โฆสิตะบอกว่า พ่อของฉันส่งหนังสือมาให้ท่าน เขารับหนังสือไปอ่านดีใจ สั่งช่างทำเรือนว่า ดูเถิด นายของเราเขารักเรา ส่งบุตรมาหาเรา ขอให้ทำพิธีมลคลสมรสแก่บุตรคนโตของเขากับลูกสาวของเรา พวกท่านรีบไปหาไม้เป็นต้นมาเถิด แล้วให้ปลูกเรือนตามที่กล่าวแล้ว ในท่ามกลางบ้านให้นำเครื่องบรรณาการมาจาก ๑๐๐ หมู่บ้านแล้วนำธิดาเศรษฐีชนบทมาทำพิธีมงคลสมรส เสร็จแล้วส่งข่าวไปให้เศรษฐีทราบว่า ได้ทำทุกอย่างเสร็จแล้ว.

เศรษฐีได้ฟังดังนั้นก็เกิดเสียใจใหญ่หลวงว่า ธุระที่เราให้ทำไม่สำเร็จ ธุระที่เราไม่ให้ทำสำเร็จ พร้อมกับความโศกถึงบุตร ความโศกนั้นประดังเข้ามาอีก จึงเกิดร้อนท้องถึงกับท้องร่วง แม้ลูกสาวเศรษฐีก็สั่งว่า หากมีใครมาจากสำนักของเศรษฐี จงบอกเรา อย่าบอกแก่บุตรของเศรษฐีก่อน.

แม้เศรษฐีก็คิดว่า บัดนี้เราจะไม่ให้บุตรชั่วเป็นเจ้าของสมบัติของเรา จึงกล่าวกะผู้จัดการทรัพย์อีกคนหนึ่งว่า ลุง ฉันอยากเห็นบุตรของฉัน ลุงส่งคนใกล้ชิดคนหนึ่งแล้วเขียนหนังสือฉบับหนึ่งส่งไป เรียกบุตรของเรามา.

ผู้จัดการทรัพย์สินรับคำแล้วให้หนังสือส่งบุรุษคนหนึ่งไป ลูกสาวเศรษฐีได้พาโฆสิตกุมารไปในเวลาที่เศรษฐีเจ็บหนัก เศรษฐีได้ถึงแก่กรรมเสียแล้ว เมื่อบิดาถึงแก่กรรม พระราชาทรงประทานสมบัติที่บิดาใช้สอย ทรงมอบตำแหน่งเศรษฐีพร้อมด้วยฉัตรให้.

โฆสิตะเศรษฐีดำรงอยู่ในมหาสมบัติ รู้ว่าตนพ้นจากความตายในฐาน ๗ ครั้งตั้งแต่ตามคำของลูกสาวเศรษฐีและนางกาฬี จึงสละทรัพย์วันละ ๑,๐๐๐ บริจาคทาน.

ความที่โฆสิตะเศรษฐีไม่มีโรคในฐานะ ๗ ครั้งอย่างนี้เป็นฤทธิ์ของผู้มีบุญ.

ในบทเหล่านั้น บทว่า คห คือ เรือน. ผู้เป็นใหญ๋ในเรือนคือคหบดี.

บทนี้เป็นชื่อของผู้เป็นใหญ่ในตระกูลมหาศาล ในบางคัมภีร์เขียนเมณฑกเศรษฐีไว้ในลำดับของโฆสิตเศรษฐี.

ในบทว่า ปญฺจนฺน มหาปญฺญานํ ปุญฺญวโต อิทฺธิ ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ๕ คน เป็นฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญนี้.

มีความว่า พึงเห็นบุญฤทธิ์ของผู้มีบุญมาก ๕ คน ชน ๕ คนเหล่านี้ ชื่อว่าผู้มีบุญมาก ๕ คือ เมณฑกเศรษฐี ๑ นางจันทปทุมา ภริยาเมณฑกเศรษฐี ๑ ธนัญชัยเศรษฐีบุตร ๑ นางสุมนาเทวีสะใภ้ ๑ นายปุณณทาส ๑ ได้สะสมบุญญาธิการในพระปัจเจกพุทธเจ้า.

ในชนเหล่านั้น เมณฑกเศรษฐีสร้างฉางไว้ ๑,๒๕๐ ฉาง ลูบศีรษะแล้วนั่งที่ประตู แหงนดูเบื้องบน สายข้าวสาลีแดงหล่นจากอากาศเต็มฉางทั้งหมด. ภริยาของเมณฑกเศรษฐีนั้นเอาข้าวสารประมาณทะนานหนึ่งหุงข้าว แล้วทำแกงในสูปะและพยัญชนะอย่างหนึ่ง ประดับด้วยเครื่องประดับทุกชนิด นั่งเหนืออาสนะที่ปูไว้ที่ซุ้มประตู ประกาศเรียกว่า ผู้มีความต้องการภัตตาหารทั้งปวงจงมาเถิด ถือทัพพีทองคำตักใส่ภาชนะที่คนมาแล้วๆ นำเข้าไปแล้วให้ แม้เมื่อนางให้อยู่ตลอดวันก็ปรากฎเพียงถือเอาด้วยทัพพีคราวเดียวเท่านั้น.

บุตรของเมณฑกเศรษฐีลูบศีรษะแล้วถือเอาถุงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ถุง ประกาศว่า ผู้มีความต้องการกหาปณะจงมาเถิด แล้วใส่ภาชนะที่คนมาแล้วๆ ให้ไป กหาปณะ ๑,๐๐๐ ถุงก็ยังอยู่

สะใภ้ของเศรษฐีประดับด้วยเครื่องประดับทุกชนิด ถือเอาตะกร้าข้าวเปลือก ๔ ทะนาน นั่งบนที่นั่งประกาศว่า ผู้มีความต้องการพืชข้าวจงมาเถิด แล้วตักใส่ภาชนะที่คนถือมาแล้วๆ ให้ ตะกร้าก็ยังเต็มอย่างเดิม.

ทาสของเศรษฐีประดับด้วยเครื่องประดับทุกชนิด เชือกทองคำเทียมโคที่แอกทองคำ ถือด้ามปฎักทองคำ ให้นิ้วทั้ง ๕ ของโคมีกลิ่นหอม สวมปลอกทองคำที่เขาทั้งสองข้างขับไปนา ไถรอยไถไว้ ๗ แห่ง คือข้างนี้ ๓ ข้างนี้ ๓ ท่ามกลาง ๑ แล้วไป. ชาวชมพูทวีปถือเอาภัตร พืช เงินและทองเป็นต้น จากเรือนเศรษฐีตามความชอบใจ.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงภัททิยนครโดยลำดับ ผู้มีบุญทั้ง ๕ และนางวิสาขาธิดาของธนัญชัยเศรษฐี ได้บรรลุโสดาปัตติผล ด้วยการฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

นี้ฤทธิ์ของผู้มีบุญมาก ๕ คนเป็นฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ.

แต่โดยสังเขปความวิเศษแห่งความสำเร็จในการสะสมบุญที่ถึงความแก่กล้าเป็นฤทธิ์ของผู้มีบุญ.

พึงทราบวินิจฉัยในวิชชามยิมธินิเทศดังต่อไปนี้.

ชื่อว่า วิชฺชาธรา เพราะทรงไว้ซึ่งวิชชาของชาวคันธาระ มีอาการให้สำเร็จ หรือวิชชาอื่นอันสำเร็จใกล้เคียง อันสำเร็จตามความปรารถนา.

บทว่า วิชฺช ปริชปฺเปตฺวา ร่ายวิชชา คือร่ายวิชชาตามที่ใกล้เคียงด้วยปาก.

บทที่เหลือมีอรรถดังได้กล่าวแล้วนั่นแล.

พึงทราบวินิจฉัยในสัมมาปโยคิทธินิเทศดังต่อไปนี้.

ท่านถามเพียงอาการแห่งความสำเร็จ ไม่ถามว่า กตมา เป็นไฉน เพราะไม่มีคุณวิเศษอย่างอื่น แล้วถามเพียงประการเท่านั้น จึงตั้งคำถามว่า กถ อย่างไร แล้วสรุปว่า เอว อย่างนี้.

อนึ่ง ในนิเทศนี้บาลีเช่นกับบาลีมีในก่อนมาแล้วด้วยการแสดง การประกอบชอบ กล่าวคือการปฏิบัตินั่นเอง แต่มาในอรรถว่า ความวิเศษเกิดขึ้นเพราะทำการกรรมนั้น หมายถึงการเตรียมการอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยทำสกฏพยุหะ (การตั้งค่ายรบแบบกองเกวียน) เป็นต้น ศิลปกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เวชกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง การเรียนไตรเพท การเรียนพระไตรปิฎก โดยที่สุดการไถและการหว่านเป็นต้น ชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ ตัวประการดังนี้.

จบอรรถกถาอิทธิกถา -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร