ศาสนา · เล่ม ๒๐
คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ศาสนา · เล่ม ๒๐
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ
๕. พาลวรรค หมวดว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต
๙๙พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่ทำหน้าที่ซึ่งยังมาไม่ถึง ๒. คนที่ไม่ทำหน้าที่ซึ่งมาถึงแล้ว คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๑) @เชิงอรรถ : @ ธาตุ หมายถึงสิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เองตามที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ไม่มีผู้สร้างผู้บันดาล มี ๑๘ คือ @จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ @ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ @มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ (อภิ.วิ. ๓๕/๑๘๔/๑๐๒, วิสุทฺธิ. ๓/๖๕) @ อาบัติ ในที่นี้หมายถึงกองอาบัติ ๕ ที่มาในมาติกา คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ @และกองอาบัติ ๗ ที่มาในวิภังค์ คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต @(องฺ.ทุก.อ. ๒/๙๘/๖๓, วิ.อ. ๓/๒๗๑/๔๓๕) @ ฉลาดในการออกจากอาบัติ หมายถึงการรู้วิธีออกจากอาบัติ ๒ วิธี คือ (๑) เทสนาวิธี ได้แก่ วิธีแสดง @อาบัติหรือปลงอาบัติ (ได้แก่ อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต) (๒) กัมมวาจาวิธี @หรือ วุฏฐานวิธี ได้แก่ วิธีปฏิบัติสำหรับผู้จะเปลื้องตนออกจากอาบัติสังฆาทิเสส มี ๔ อย่าง คือ ปริวาส @มานัต อัพภาน และปฏิกัสสนา (องฺ.ทุก.อ. ๒/๙๘/๖๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๐๙} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. พาลวรรค
๑๐๐บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่ไม่ทำหน้าที่ซึ่งยังมาไม่ถึง ๒. คนที่ทำหน้าที่ซึ่งมาถึงแล้ว บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๒)
๑๐๑คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ไม่ควร ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ควร คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๓)
๑๐๒บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ไม่ควร ๒. คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ควร บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๔)
๑๐๓คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๕)
๑๐๔บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๒. คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๖)
๑๐๕คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๑๐} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. พาลวรรค ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๗)
๑๐๖บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๘)
๑๐๗คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๙)
๑๐๘บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๒. คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๑๐)
๑๐๙อาสวะ ย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่รังเกียจสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ ๒. คนที่ไม่รังเกียจสิ่งที่น่ารังเกียจ อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๑) @เชิงอรรถ : @ อาสวะ หมายถึงกิเลสทั้งหลาย (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๐๙/๖๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๑๑} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. พาลวรรค
๑๑๐อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่ไม่รังเกียจสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ ๒. คนที่รังเกียจสิ่งที่น่ารังเกียจ อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๒)
๑๑๑อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ไม่ควร ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ควร อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๓)
๑๑๒อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ไม่ควร ๒. คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ควร อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๔)
๑๑๓อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๒. คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๕)
๑๑๔อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๑๒} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์ ] ๕. พาลวรรค
๑๑๕อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๗)
๑๑๖อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๘)
๑๑๗อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๙)
๑๑๘อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๒. คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย ภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๒๐) พาลวรรคที่ ๕ จบ ทุติยปัณณาสก์ จบบริบูรณ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๑๓}