คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา ·

เล่ม ๒๔

ข้ออื่นในเล่มนี้

๑. กิมัตถิยสูตร๒. เจตนากรณียสูตร๓. ปฐมอุปนิสสูตร๔. ทุติยอุปนิสสูตร๕. ตติยอุปนิสสูตร๖. สมาธิสูตร๗. สารีปุตตสูตร๘. ฌานสูตร๙. สันตวิโมกขสูตร๑๐. วิชชาสูตร๑. เสนาสนสูตร๒. ปัญจังคสูตร๓. สังโยชนสูตร๔. เจโตขีลสูตร๕. อัปปมาทสูตร๖. อาหุเนยยสูตร๗. ปฐมนาถสูตร๘. ทุติยนาถสูตร๙. ปฐมอริยวาสสูตร๑๐. ทุติยอริยวาสสูตร๑. สีหนาทสูตร๒. อธิมุตติปทสูตร๓. กายสูตร๔. มหาจุนทสูตร๕. กสิณสูตร๖. กาลีสูตร๗. ปฐมมหาปัญหาสูตร๘. ทุติยมหาปัญหาสูตร๙. ปฐมโกสลสูตร๑๐. ทุติยโกสลสูตร๑. อุปาลิสูตร ๒. ปาติโมกขัฏฐปนาสูตร๓. อุพพาหิกาสูตร๔. อุปสัมปทาสูตร๕. นิสสยสูตร ๖. สามเณรสูตร๗. สังฆเภทสูตร๘. สังฆสามัคคีสูตร๙. ปฐมอานันทสูตร๑๐. ทุติยอานันทสูตร๑. วิวาทสูตร๒. ปฐมวิวาทมูลสูตร๓. ทุติยวิวาทมูลสูตร๔. กุสินารสูตร๕. ราชันเตปุรัปปเวสนสูตร๖. สักกสูตร๗. มหาลิสูตร๘. ปัพพชิตอภิณหสูตร๙. สรีรัฏฐธัมมสูตร๑๐. ภัณฑนสูตร๑. สจิตตสูตร๒. สารีปุตตสูตร๓. ฐิติสูตร๔. สมถสูตร๕. ปริหานสูตร๖. ปฐมสัญญาสูตร๗. ทุติยสัญญาสูตร๘. มูลกสูตร๙. ปัพพัชชาสูตร๑๐. คิริมานันทสูตร๑. อวิชชาสูตร๒. ตัณหาสูตร๓. นิฏฐังคตสูตร๔. อเวจจัปปสันนสูตร๕. ปฐมสุขสูตร๖. ทุติยสุขสูตร๗. ปฐมนฬกปานสูตร๘. ทุติยนฬกปานสูตร๙. ปฐมกถาวัตถุสูตร๑๐. ทุติยกถาวัตถุสูตร๑. อากังขสูตร๒. กัณฏกสูตร๓. อิฏฐธัมมสูตร๔. วัฑฒิสูตร๕. มิคสาลาสูตร๖. ตโยธัมมสูตร๗. กากสูตร๘. นิคัณฐสูตร๙. อาฆาตวัตถุสูตร๑๐. อาฆาตปฏิวินยสูตร๑. วาหุนสูตร๒. อานันทสูตร๓. ปุณณิยสูตร๔. พยากรณสูตร๕. กัตถีสูตร๖. อธิมานสูตร๗. นัปปิยสูตร๘. อักโกสกสูตร๙. โกกาลิกสูตร๑๐. ขีณาสวพลสูตร๑. กามโภคีสูตร๒. ภยสูตร๓. กิงทิฏฐิกสูตร๔. วัชชิยมาหิตสูตร๕. อุตติยสูตร๖. โกกนุทสูตร๗. อาหุเนยยสูตร๘. เถรสูตร๙. อุปาลิสูตร๑๐. อภัพพสูตร๑. สมณสัญญาสูตร๒. โพชฌังคสูตร๓. มิจฉัตตสูตร๔. พีชสูตร๕. วิชชาสูตร๖. นิชชรสูตร๗. โธวนสูตร๘. ติกิจฉกสูตร๙. วมนสูตร๑๐. นิทธมนิยสูตร๑๑. ปฐมอเสขสูตร๑๒. ทุติยอเสขสูตร๑. ปฐมอธัมมสูตร๒. ทุติยอธัมมสูตร๓. ตติยอธัมมสูตร๔. อชิตสูตร๕. สคารวสูตร๖. โอริมตีรสูตร๗. ปฐมปัจโจโรหณีสูตร๘. ทุติยปัจโจโรหณีสูตร๙. ปุพพังคมสูตร๑๐. อาสวักขยสูตร๑. ปฐมสูตร๒. ทุติยสูตร๓. ตติยสูตร๔. จตุตถสูตร๕. ปัญจมสูตร๖. ฉัฏฐสูตร๗. สัตตมสูตร๘. อัฏฐมสูตร๙. นวมสูตร๑๐. ทสมสูตร๑๑. เอกาทสมสูตร๑. สาธุสูตร๒. อริยธัมมสูตร๓. อกุสลสูตร๔. อัตถสูตร๕. ธัมมสูตร๖. สาสวสูตร๗. สาวัชชสูตร๘. ตปนียสูตร๙. อาจยคามิสูตร๑๐. ทุกขุทรยสูตร๑๑. ทุกขวิปากสูตร๑. อริยมัคคสูตร๒. กัณหมัคคสูตร๓. สัทธัมมสูตร๔. สัปปุริสธัมมสูตร๕. อุปปาเทตัพพสูตร๖. อาเสวิตัพพสูตร๗. ภาเวตัพพสูตร๘. พหุลีกาตัพพสูตร๙. อนุสสริตัพพสูตร๑๐. สัจฉิกาตัพพสูตร๑. ปุคคลวรรค ๑. เสวิตัพพสูตร ๒-๑๒. ภชิตัพพาทิสูตร๑. พราหมณปัจโจโรหณิสูตร๒. อริยปัจโจโรหณิสูตร๓. สคารวสูตร๔. โอริมสูตร๕. ปฐมอธัมมสูตร๖. ทุติยอธัมมสูตร๗. ตติยอธัมมสูตร๘. กัมมนิทานสูตร๙. ปริกกมนสูตร๑๐. จุนทสูตร๑๑. ชาณุสโสณิสูตร๑. สาธุสูตร๒. อริยธัมมสูตร๓. กุสลสูตร๔. อัตถสูตร๕. ธัมมสูตร๖. สาสวสูตร๗. วัชชสูตร๘. ตปนียสูตร๙. อาจยคามิสูตร๑๐. ทุกขุทรยสูตร๑๑. วิปากสูตร๑. อริยมัคคสูตร๒. กัณหมัคคสูตร๓. สัทธัมมสูตร๔. สัปปุริสธัมมสูตร๕. อุปปาเทตัพพธัมมสูตร๖. อาเสวิตัพพธัมมสูตร๗. ภาเวตัพพธัมมสูตร๘. พหุลีกาตัพพสูตร๙. อนุสสริตัพพสูตร๑๐. สัจฉิกาตัพพสูตร๕. อปรปุคคลวรรค๑. ปฐมนิรยสัคคสูตร ๒. ทุติยนิรยสัคคสูตร๓. มาตุคามสูตร๔. อุปาสิกาสูตร๕. วิสารทสูตร๖. สังสัปปติปริยายสูตร๗. ปฐมสัญเจตนิกสูตร๘. ทุติยสัญเจตนิกสูตร๙. กรชกายสูตร๑๐. อธัมมจริยาสูตร๒. สามัญญวรรค ราคเปยยาล๑. กิมัตถิยสูตร๒. เจตนากรณียสูตร๓. ปฐมอุปนิสาสูตร๔. ทุติยอุปนิสาสูตร๕. ตติยอุปนิสาสูตร๖. พยสนสูตร๗. ปฐมสัญญาสูตร๘. มนสิการสูตร๙. สันธสูตร๑๐. โมรนิวาปสูตร๑. ปฐมมหานามสูตร๒. ทุติยมหานามสูตร๓. นันทิยสูตร๔. สุภูติสูตร๕. เมตตาสูตร๖. อัฏฐกนาครสูตร๗. โคปาลสูตร๘. ปฐมสมาธิสูตร๙. ทุติยสมาธิสูตร๑๐. ตติยสมาธิสูตร๑๑. จตุตถสมาธิสูตร๓. สามัญญวรรค ๔. ราคเปยยาล

อรรถกถา

ศาสนา

๕. กัตถีสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

๑ ข้อ๑ ฉบับ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. เถรวรรค ๕. กัตถีสูตร ๕. กัตถีสูตร ว่าด้วยการกล่าวโอ้อวดว่าได้บรรลุคุณวิเศษ

สมัยหนึ่ง ท่านพระมหาจุนทะอยู่ที่สหชาติวัน แคว้นเจตี ณ ที่นั้นแล ท่านพระมหาจุนทะได้เรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า ภิกษุผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุ เหล่านั้นรับคำแล้ว ท่านพระมหาจุนทะจึงได้กล่าวเรื่องนี้ว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ชอบกล่าวโอ้อวดในการได้ บรรลุคุณวิเศษว่า ‘เราเข้าปฐมฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าทุติยฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าตติยฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าจตุตถฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าอากาสานัญจายตนฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าวิญญาณัญจายตนฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าอากิญจัญญายตนฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธก็ได้ ออกก็ได้’ พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตผู้ได้ฌาน ฉลาดในสมาบัติ ฉลาดในจิต ของผู้อื่น ฉลาดในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่น ย่อมซักถาม สอบถาม ไล่เลียงภิกษุนั้น ภิกษุนั้นถูกพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตผู้ได้ฌาน ฉลาดในสมาบัติ ฉลาด ในจิตของผู้อื่น ฉลาดในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่น ซักถาม สอบถาม ไล่เลียงอยู่ ย่อม ถึงความเป็นคนเปล่า ความไม่มีคุณ ความไม่เจริญ ความพินาศ ทั้งความไม่เจริญ และความพินาศ พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตผู้ได้ฌาน ฉลาดในสมาบัติ ฉลาดในจิต ของผู้อื่น ฉลาดในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่น กำหนดรู้ใจด้วยใจแล้ว ใส่ใจถึงภิกษุนั้น อย่างนี้ว่า ‘เพราะเหตุไรหนอ ท่านผู้นี้จึงเป็นผู้ชอบกล่าวโอ้อวดในการบรรลุคุณวิเศษว่า ‘เราเข้าปฐมฌานก็ได้ ออกก็ได้ ฯลฯ เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธก็ได้ ออกก็ได้’ พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตผู้ได้ฌาน ฉลาดในสมาบัติ ฉลาดในจิต ของผู้อื่น ฉลาดในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่น กำหนดรู้ใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้ชัดซึ่งภิกษุ นั้นอย่างนี้ว่า ๑. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้ทำศีลให้ขาด ให้ทะลุ ให้ด่าง ให้พร้อย ไม่ชอบทำต่อเนื่อง ไม่ประพฤติต่อเนื่องในศีลทั้งหลาย ท่านผู้นี้เป็นผู้ทุศีลตลอดกาลนาน’ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๘๗} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. เถรวรรค ๕. กัตถีสูตร ก็ความเป็นผู้ทุศีลนี้แล เป็นความเสื่อมในพระธรรมวินัยที่พระตถาคต ทรงประกาศแล้ว ๒. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้ไม่มีศรัทธา มีความประพฤติไม่สมควร’ ก็ความเป็นผู้ไม่มี ศรัทธานี้แล เป็นความเสื่อมในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศ แล้ว ๓. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้มีสุตะน้อย มีความประพฤติไม่สมควร’ ก็ความเป็นผู้มี สุตะน้อยนี้แล เป็นความเสื่อมในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรง ประกาศแล้ว ๔. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้ว่ายาก มีความประพฤติไม่สมควร’ ก็ความเป็นผู้ว่ายาก นี้แล เป็นความเสื่อมในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ๕. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้มีปาปมิตร’ ก็ความเป็นผู้มีปาปมิตรนี้แล เป็นความเสื่อม ในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ๖. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้เกียจคร้าน’ ก็ความเป็นผู้เกียจคร้านนี้แล เป็นความเสื่อม ในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ๗. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้หลงลืมสติ’ ก็ความเป็นผู้หลงลืมสตินี้แล เป็นความเสื่อม ในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ๘. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้หลอกลวงโลก’ ก็ความเป็นผู้หลอกลวงโลกนี้แล เป็น ความเสื่อมในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ๙. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้เลี้ยงยาก’ ก็ความเป็นผู้เลี้ยงยากนี้แล เป็นความเสื่อมใน พระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ๑๐. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้มีปัญญาทราม’ ก็ความเป็นผู้มีปัญญาทรามนี้แล เป็น ความเสื่อมในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบเหมือนสหายพึงกล่าวกับสหายอย่างนี้ว่า ‘สหาย เมื่อใด ท่านมีกิจจำเป็นที่ต้องใช้ทรัพย์ ท่านควรบอกให้เราทราบ เราจะให้ทรัพย์แก่ ท่าน’ สหายอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เมื่อมีกิจบางอย่างที่จำเป็นต้องใช้ทรัพย์เกิดขึ้น จึงบอก กับสหายอย่างนี้ว่า ‘สหาย เราต้องการใช้ทรัพย์ ขอท่านจงให้ทรัพย์แก่เรา’ สหาย นั้นก็ตอบอย่างนี้ว่า ‘สหาย ถ้าเช่นนั้น ท่านจงขุดลงไป ณ ที่ตรงนี้‘สหายอีกฝ่ายหนึ่ง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๘๘} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. เถรวรรค ๕. กัตถีสูตร นั้นเมื่อขุดลงไป ณ ที่ตรงนั้น ก็ไม่พบทรัพย์ เขาจึงกล่าวขึ้นอย่างนี้ว่า ‘สหาย ท่านได้ พูดเหลาะแหละไร้สาระกับเราว่า’ ‘ท่านจงขุดลงไป ณ ที่ตรงนี้’ สหายนั้นจึงกล่าว อย่างนี้ว่า ‘สหาย เราหาได้พูดเหลาะแหละไร้สาระกับท่านไม่ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงขุด ลงไป ณ ที่ตรงนี้เถิด’ สหายอีกฝ่ายหนึ่งนั้นเมื่อขุดลงไป ณ ที่ตรงนั้น ก็ยังไม่ พบทรัพย์ จึงกล่าวขึ้นอย่างนี้ว่า ‘สหาย ท่านได้พูดเหลาะแหละไร้สาระกับเราว่า ‘ท่านจงขุดลงไป ณ ที่ตรงนี้’ เขาจึงกล่าวขึ้นอย่างนี้ว่า ‘สหาย เราหาได้พูดเหลาะแหละ ไร้สาระกับท่านไม่ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงขุดลงไป ณ ที่ตรงนี้’ สหายอีกฝ่ายหนึ่งนั้นเมื่อ ขุดลงไป ณ ที่ตรงนั้น ก็ไม่พบทรัพย์อีก จึงพูดขึ้นอย่างนี้ว่า ‘สหาย ท่านได้พูดเหลาะ แหละไร้สาระกับเราว่า ‘ท่านจงขุดลงไป ณ ที่ตรงนี้’ สหายนั้นก็พูดตอบอย่างนี้ว่า ‘สหาย เราหาได้พูดเหลาะแหละไร้สาระกับท่านไม่ แต่เราเองนี้แล ถึงความ เป็นผู้มี สติฟั่นเฟือน ที่มิได้กำหนดรู้ด้วยใจ’ แม้ฉันใด ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้ชอบกล่าวโอ้อวดในการบรรลุ คุณวิเศษว่า ‘เราเข้าปฐมฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าทุติยฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าตติยฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าจตุตถฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าอากาสานัญจายตนฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าวิญญาณัญจายตนฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าอากิญจัญญายตนฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธก็ได้ ออกก็ได้’ พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตผู้ได้ฌาน ฉลาดในสมาบัติ ฉลาดในจิต ของผู้อื่น ฉลาดในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่น ย่อมซักถาม สอบถาม ไล่เลียงภิกษุนั้น ภิกษุนั้นถูกพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตผู้ได้ฌาน ฉลาดในสมาบัติ ฉลาด ในจิตของผู้อื่น ฉลาดในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่นซักถาม สอบถาม ไล่เลียงอยู่ ย่อม ถึงความเป็นคนเปล่า ความไม่มีคุณ ความไม่เจริญ ความพินาศ ทั้งความไม่เจริญ และความพินาศ พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตผู้ได้ฌาน ฉลาดในสมาบัติ ฉลาดในจิต ของผู้อื่น ฉลาดในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่น กำหนดใจด้วยใจแล้ว ใส่ใจถึงภิกษุนั้น อย่างนี้ว่า ‘เพราะเหตุไรหนอ ท่านผู้นี้จึงเป็นผู้ชอบกล่าวโอ้อวดในการบรรลุคุณ วิเศษว่า ‘เราเข้าปฐมฌานก็ได้ ออกก็ได้ ฯลฯ เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธก็ได้ ออกก็ได้’ พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตผู้ได้ฌาน ฉลาดในสมาบัติ ฉลาดในจิต ของผู้อื่น ฉลาดในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่น กำหนดใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้ชัดซึ่งภิกษุ นั้นอย่างนี้ว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๘๙} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. เถรวรรค ๕. กัตถีสูตร ๑. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้ทำศีลให้ขาด ให้ทะลุ ให้ด่าง ให้พร้อย ไม่ชอบทำต่อเนื่อง ไม่ประพฤติต่อเนื่องในศีลทั้งหลาย ท่านผู้นี้เป็นผู้ทุศีลตลอดกาลนาน’ ก็ความเป็นผู้ทุศีลนี้แล เป็นความเสื่อมในพระธรรมวินัยที่พระตถาคต ทรงประกาศแล้ว ๒. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้ไม่มีศรัทธา’ ก็ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธานี้แล เป็นความ เสื่อมในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ๓. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้มีสุตะน้อย มีความประพฤติไม่สมควร’ ก็ความเป็นผู้มีสุตะ น้อยนี้แล เป็นความเสื่อมในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ๔. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้ว่ายาก’ ก็ความเป็นผู้ว่ายากนี้แล เป็นความเสื่อมใน พระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ๕. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้มีปาปมิตร’ ก็ความเป็นผู้มีปาปมิตรนี้แล เป็นความเสื่อม ในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ๖. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้เกียจคร้าน’ ก็ความเป็นผู้เกียจคร้านนี้แล เป็นความเสื่อม ในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ๗. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้หลงลืมสติ’ ก็ความเป็นผู้หลงลืมสตินี้แล เป็นความเสื่อม ในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ๘. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้หลอกลวงโลก’ ก็ความเป็นผู้หลอกลวงโลกนี้แล เป็น ความเสื่อมในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ๙. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้เลี้ยงยาก’ ก็ความเป็นผู้เลี้ยงยากนี้แล เป็นความเสื่อม ในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ๑๐. ‘ท่านผู้นี้เป็นผู้มีปัญญาทราม’ ก็ความเป็นผู้มีปัญญาทรามนี้แล เป็น ความเสื่อมในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ผู้มีอายุทั้งหลาย เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุนั้นแล ละธรรม ๑๐ ประการนี้ไม่ได้แล้ว จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระธรรมวินัยนี้ แต่เป็นไปได้ที่ภิกษุนั้นแล ละธรรม ๑๐ ประการนี้ได้แล้ว จักถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ในพระธรรมวินัยนี้ กัตถีสูตรที่ ๕ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๙๐}

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้