คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา ·

เล่ม ๓

ข้ออื่นในเล่มนี้

ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการยินดีการจับต้องที่บริเวณเหนือเข่าขึ้นไปของชายปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการปกปิดโทษปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการประพฤติตามภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยวัตถุ ๘ มีการยินดีการจับมือของชายเป็นต้น บทสรุปสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการก่อคดีพิพาทสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการบวชให้สตรีผู้เป็นโจรสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการเข้าละแวกหมู่บ้านตามลำพังเป็นต้นสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการเรียกภิกษุณีที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเข้าหมู่สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการรับโภชนะจากมือชายผู้กำหนัดสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการส่งเสริมภิกษุณีให้รับโภชนะจากมือชายผู้กำหนัดสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการบอกคืนพระรัตนตรัยสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยภิกษุณีโกรธเพราะถูกตัดสินให้แพ้คดีในอธิกรณ์สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยภิกษุณีมีความประพฤติเลวทรามสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการยุยงส่งเสริมให้ภิกษุณีประพฤติเลวทรามบทสรุปสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการสะสมบาตรสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการแจกอกาลจีวรสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนจีวรสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการออกปากขอของอย่างหนึ่งแล้วออกปากขอของอย่างอื่นสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการให้ซื้อของอย่างหนึ่งแล้วให้ซื้อของอย่างอื่นสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายสงฆ์ข้อที่ ๑สิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายสงฆ์ข้อที่ ๒สิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายคณะข้อที่ ๑สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายแก่คณะข้อที่ ๒สิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนบริขารที่เขาถวายแก่บุคคลสิกขาบทที่ ๑๑ ว่าด้วยการขอผ้าห่มหนาในฤดูหนาวสิกขาบทที่ ๑๒ ว่าด้วยการขอผ้าห่มบางในฤดูร้อนบทสรุปสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการขอกระเทียมสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการถอนขนในที่แคบสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการสัมผัสองค์กำเนิดสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการใช้ท่อนยางสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการใช้น้ำชำระสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการปรนนิบัติสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการขอข้าวเปลือกดิบสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการทิ้งอุจจาระเป็นต้นภายนอกฝาสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการทิ้งอุจจาระเป็นต้นภายนอกกำแพงสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการดูการขับร้องฟ้อนรำสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการสนทนากับชายในที่มืดสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการยืนกับชายในที่กำบังสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการสนทนากับชายในที่แจ้งสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการส่งเพื่อนภิกษุณีกลับสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการจากไปโดยไม่บอกเจ้าของสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการนั่งนอนบนอาสนะโดยไม่บอกเจ้าของสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการปูลาดโดยไม่บอกสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการให้ผู้อื่นโพนทะนาสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการสาปแช่งตนเองและผู้อื่นสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการร้องไห้ทุบตีตนเองสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการเปลือยกายอาบน้ำสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการใช้ผ้าอาบน้ำไม่ได้ขนาดสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการเลาะจีวรแล้วไม่เย็บสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการไม่ผลัดเปลี่ยนสังฆาฏิตามกำหนดสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการห่มจีวรสับเปลี่ยนกันสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการทำอันตรายแก่จีวรลาภของคณะสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการคัดค้านการแจกจีวรที่ชอบธรรมสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการให้สมณจีวรแก่ผู้ไม่ใช่ภิกษุณีสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการให้ล่วงเลยสมัยแห่งจีวรกาลสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการห้ามการเดาะกฐินที่ชอบธรรมสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการนอนบนเตียงเดียวกันสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการใช้ผ้าผืนเดียวเป็นทั้งผ้าปูนอนและผ้าห่มสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการจงใจก่อความรำคาญสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการไม่ใส่ใจดูแลเพื่อนภิกษุณีสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการฉุดลากออกสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการอยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์สิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการเที่ยวจาริกไปในที่ที่น่าหวาดระแวงภายในรัฐสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการเที่ยวจาริกไปในที่ที่น่าหวาดระแวงภายนอกรัฐสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการเที่ยวจาริกไปภายในพรรษาสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการไม่หลีกจาริกไปสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการไปดูโรงละครหลวงสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการใช้ตั่งหรือแท่นสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการกรอด้ายสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการช่วยทำการขวนขวายเพื่อคฤหัสถ์สิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการไม่ช่วยระงับอธิกรณ์สิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการให้ของเคี้ยวของฉันแก่นักฟ้อนเป็นต้นสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการใช้ผ้าซับระดูแล้วไม่สละสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการไม่สละที่พักสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการเรียนดิรัจฉานวิชาสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการสอนดิรัจฉานวิชาสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการเข้าอาราม โดยไม่บอกสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการด่าบริภาษภิกษุสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการบริภาษคณะสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการฉันของเคี้ยวของฉันเมื่อห้ามภัตตาหารแล้วสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยความหวงตระกูลสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการอยู่จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการไม่ปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่ายสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการไม่ไปรับโอวาทเป็นต้นสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการไม่ถามอุโบสถเป็นต้นสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการให้บ่งฝีในร่มผ้าสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการบวชให้สตรีมีครรภ์สิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการบวชให้สตรีมีลูกยังดื่มนมสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาผู้ยังไม่ได้ศึกษาธรรม ๖ ข้อตลอด ๒ ปีสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาที่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการบวชให้หญิงที่มีครอบครัวอายุต่ำกว่า ๑๒ ปีสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการบวชให้หญิงที่มีครอบครัวมีอายุครบ ๑๒ ปีสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการบวชให้หญิงที่มีครอบครัวซึ่งสงฆ์ยังไม่ได้สมมติสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการไม่อนุเคราะห์สหชีวินีตลอด ๒ ปีสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการไม่ติดตามปวัตตินีตลอด ๒ ปีสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการไม่พาสหชีวินีหลีกไปสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการบวชให้กุมารีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการบวชให้กุมารีที่ยังไม่ได้ศึกษาในธรรม ๖ ข้อสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการบวชให้กุมารีที่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยภิกษุณีมีพรรษาต่ำกว่า ๑๒ เป็นปวัตตินีสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยภิกษุณีมีพรรษาครบ ๑๒ เป็นปวัตตินีแต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการบ่นว่าภายหลังสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการบอกสิกขมานาให้ถวายจีวรแล้วไม่บวชให้สิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยการบอกสิกขมานาให้ติดตามตลอด ๒ ปีแล้วไม่บวชให้สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาผู้คลุกคลีกับชายสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาที่ยังไม่ได้รับอนุญาตสิกขาบทที่ ๑๑ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาด้วยการให้ปาริวาสิกฉันทะสิกขาบทที่ ๑๒ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาทุกๆ ปีสิกขาบทที่ ๑๓ ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาปีละ ๒ รูปสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยภิกษุณีผู้ไม่เป็นไข้กั้นร่มและสวมรองเท้าสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการเดินทางด้วยยานพาหนะสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการใช้เครื่องประดับเอวสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการใช้เครื่องประดับของสตรีสิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการใช้ของหอมเครื่องย้อมผิวสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการใช้ผงแป้งอบกลิ่นสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการให้บีบนวดสิกขาบทที่ ๘-๙-๑๐ ว่าด้วยการใช้(สิกขมานาฯลฯสามเณรีฯลฯ)คฤหัสถ์ให้บีบนวดสิกขาบทที่ ๑๑ ว่าด้วยการนั่งบนอาสนะโดยไม่ขอโอกาสก่อนสิกขาบทที่ ๑๒ ว่าด้วยการถามปัญหากะภิกษุโดยไม่ได้ขอโอกาสสิกขาบทที่ ๑๓ ว่าด้วยการเข้าหมู่บ้านโดยไม่มีผ้ารัดถันบทสรุปปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการออกปากขอเนยใสปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๒-๘ ว่าด้วยการออกปากขอน้ำมันเป็นต้นบทสรุป๑. ปริมัณฑลวรรค หมวดว่าด้วยการนุ่งห่มเรียบร้อย๗. ปาทุกาวรรค หมวดว่าด้วยรองเท้าบทสรุป๗. อธิกรณสมถะคำนิคม

ศาสนา

ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๒-๘ ว่าด้วยการออกปากขอน้ำมันเป็นต้น

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

๖ ข้อ๑ ฉบับ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์] ๒-๘. ทุติยาทิปาฏิเทสนียสิกขาบท นิทานวัตถุ ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๒-๘ ว่าด้วยการออกปากขอน้ำมันเป็นต้น เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์

ข้อ ๑๒๓๔

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์(ออกปาก ขอน้ำมันมาฉัน ฯลฯ ออกปากขอน้ำผึ้งมาฉัน ฯลฯ ออกปากขอน้ำอ้อยมาฉัน ฯลฯ ออกปากขอปลามาฉัน ฯลฯ ออกปากขอเนื้อมาฉัน ฯลฯ ออกปากขอนมสดมาฉัน ฯลฯ) ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน คนทั้งหลายจึงตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุณีจึงออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉันเล่า ใครเล่าจะไม่ชอบใจอาหารที่ปรุง ดีพร้อม ใครเล่าจะไม่ชอบใจของที่เอร็ดอร่อย” ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินคนพวกนั้นตำหนิ ประณาม โพนทะนา บรรดาภิกษุณีผู้ มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์จึง ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉันเล่า” ครั้นแล้ว ภิกษุณีเหล่านั้นได้นำเรื่องนี้ไปบอกภิกษุ ทั้งหลายให้ทราบ พวกภิกษุได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรง สอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์ออกปาก ขอนมเปรี้ยวมาฉัน จริงหรือ” ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวกภิกษุณี ฉัพพัคคีย์จึงขอนมเปรี้ยวมาฉันเล่า ภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ฯลฯ” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุณีทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้ @เชิงอรรถ : @ สิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการออกปากขอน้ำมัน สิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการออกปากขอน้ำผึ้ง สิกขาบทที่ ๔ @ว่าด้วยการออกปากขอน้ำอ้อย สิกขาบทที่ ๕ ว่าด้วยการออกปากขอปลา สิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการ @ออกปากขอเนื้อ สิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการออกปากขอนมสด พึงทราบว่าละข้อความเต็มไว้ ที่ปรากฏอยู่ @นี้ เป็นข้อความของสิกขาบทที่ ๘ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๓๘๙} พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์] ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๒-๘ พระอนุบัญญัติ พระบัญญัติ ก็ภิกษุณีใดออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ภิกษุณีนั้นพึงแสดงคืนว่า “แม่เจ้า ดิฉันต้องธรรมคือปาฏิเทสนียะ เป็นธรรมที่น่าติเตียน ไม่เป็นสัปปายะ ดิฉันขอ แสดงคืนธรรมนั้น” สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้แก่ภิกษุณีทั้งหลายอย่างนี้ เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จบ เรื่องภิกษุณีเป็นไข้

ข้อ ๑๒๓๕

สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายเป็นไข้ ภิกษุณีผู้ถามอาการไข้ได้กล่าวกับ ภิกษุณีเหล่านั้นดังนี้ว่า “แม่เจ้า พวกท่านยังสบายดีหรือ ยังพอเป็นอยู่ได้หรือ” ภิกษุณีผู้เป็นไข้กล่าวว่า “แม่เจ้า เมื่อก่อนพวกดิฉันออกปากขอนมเปรี้ยว มาฉันได้ เพราะเหตุนั้นพวกดิฉันจึงมีความผาสุก แต่บัดนี้พวกดิฉันยำเกรงอยู่ว่า ‘พระผู้มีพระภาคทรงห้าม” จึงไม่กล้าออกปากขอ เพราะเหตุนั้นจึงไม่มีความผาสุก” พวกภิกษุได้กราบทูลเรื่องนี้ให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ ฯลฯ ทรงอนุญาตนมเปรี้ยว พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณีเป็นไข้ ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉันได้” แล้วรับสั่งให้ภิกษุณีทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้ พระอนุบัญญัติ

ข้อ ๑๒๓๖

อนึ่ง ภิกษุณีใดผู้ไม่เป็นไข้ออกปากขอ (น้ำมัน ฯลฯ น้ำผึ้ง ฯลฯ น้ำอ้อย ฯลฯ ปลา ฯลฯ เนื้อ ฯลฯ นมสด ฯลฯ) นมเปรี้ยวมาฉัน ภิกษุณีนั้นพึงแสดงคืนว่า “แม่เจ้า ดิฉันต้องธรรมคือปาฏิเทสนียะ เป็นธรรม ที่น่าติเตียน ไม่เป็นสัปปายะ ดิฉันขอแสดงคืนธรรมนั้น” เรื่องภิกษุณีเป็นไข้ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๓๙๐} พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์] ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๒-๘ บทภาชนีย์ สิกขาบทวิภังค์

ข้อ ๑๒๓๗

คำว่า อนึ่ง ... ใด คือ ผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระ ภาคตรัสว่า อนึ่ง ... ใด คำว่า ภิกษุณี มีอธิบายว่า ชื่อว่าภิกษุณี เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มี พระภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุณี ในความหมายนี้ ที่ชื่อว่า ผู้ไม่เป็นไข้ คือ ผู้ขาดนมเปรี้ยวก็ยังมีความผาสุก ที่ชื่อว่า ผู้เป็นไข้ คือ ผู้ขาดนมเปรี้ยวย่อมไม่มีความผาสุก ที่ชื่อว่า น้ำมัน ได้แก่ น้ำมันที่สกัดจากเมล็ดงา น้ำมันจากเมล็ดผักกาด น้ำมันจากผลมะซาง น้ำมันจากเมล็ดละหุ่ง น้ำมันจากเปลวสัตว์ ที่ชื่อว่า น้ำผึ้ง ได้แก่ น้ำรสหวานที่ผึ้งทำ ที่ชื่อว่า น้ำอ้อย ได้แก่ น้ำรสหวานที่เกิดจากอ้อย ที่ชื่อว่า ปลา พระผู้มีพระภาคตรัสหมายถึงสัตว์ที่เกิดในน้ำ ที่ชื่อว่า เนื้อ ได้แก่ เนื้อของสัตว์ที่มีมังสะเป็นกัปปิยะ ที่ชื่อว่า นมสด ได้แก่ น้ำนมโค น้ำนมแพะ น้ำนมกระบือ หรือน้ำนมสัตว์ ที่มีมังสะเป็นกัปปิยะ ที่ชื่อว่า นมเปรี้ยว ได้แก่ นมเปรี้ยวของสัตว์มีโคเป็นต้นเหล่านั้นแหละ ภิกษุณีไม่เป็นไข้ ขอมาเพื่อตน ต้องอาบัติทุกกฏในขณะที่ขอ รับประเคนไว้ ด้วยตั้งใจว่า “จักฉัน” ต้องอาบัติทุกกฏเพราะได้มา เธอฉันต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุกๆ คำกลืน บทภาชนีย์ ติกปาฏิเทสนียะ

ข้อ ๑๒๓๘

ไม่เป็นไข้ ภิกษุณีสำคัญว่าไม่เป็นไข้ ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๓๙๑} พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์] ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๒-๘ อนาปัตติวาร ไม่เป็นไข้ ภิกษุณีไม่แน่ใจ ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ไม่เป็นไข้ ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นไข้ ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ต้องอาบัติ ปาฏิเทสนียะ ทุกทุกกฏ เป็นไข้ ภิกษุณีสำคัญว่าไม่เป็นไข้ ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ เป็นไข้ ภิกษุณีไม่แน่ใจ ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ เป็นไข้ ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นไข้ ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ไม่ต้องอาบัติ อนาปัตติวาร ภิกษุณีต่อไปนี้ ไม่ต้องอาบัติ คือ

ข้อ ๑๒๓๙

๑. ภิกษุณีผู้เป็นไข้ ๒. ภิกษุณีขอได้มาเมื่อตอนเป็นไข้ ฉันเมื่อไม่เป็นไข้ ๓. ภิกษุณีฉันนมเปรี้ยวที่เหลือเดนของภิกษุณีไข้ ๔. ภิกษุณีฉันนมเปรี้ยวของญาติ ๕. ภิกษุณีฉันนมเปรี้ยวของคนที่ปวารณาไว้ ๖. ภิกษุณีออกปากขอเพื่อผู้อื่น ๗. ภิกษุณีจ่ายมาด้วยทรัพย์ของตน ๘. ภิกษุณีวิกลจริต ๙. ภิกษุณีต้นบัญญัติ ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๓๙๒}

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้