๑. จูฬสุญญตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุญฺญตวคฺโค ---- จูฬสุญฺญตสุตฺตํ
๓๓๓เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ ปุพฺพาราเม มิคารมาตุ ปาสาเท ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ เอกมิทํ ภนฺเต สมยํ ภควา สกฺเกสุ วิหรติ นครกํ นาม สกฺยานํ นิคโม ตตฺถ เม ภนฺเต ภควโต สมฺมุขา สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ สุญฺญตา วิหาเรนาหํ อานนฺท เอตรหิ พหุลํ วิหรามีติ กจฺจิ เมตํ ภนฺเต สุสฺสุตํ สุคหิตํ สุมนสิกตํ สุปธาริตนฺติ ฯ
๓๓๔ตคฺฆ เต เอตํ อานนฺท สุสฺสุตํ สุคหิตํ สุมนสิกตํ สุปธาริตํ ฯ ปุพฺเพ จาหํ อานนฺท เอตรหิ จ สุญฺญตาวิหาเรน พหุลํ วิหรามิ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท อยํ มิคารมาตุ ปาสาโท สุญฺโญ หตฺถิ ควาสฺสวลเวน สุญฺโญ ชาตรูปรชเตน สุญฺโญ อิตฺถีปุริสสนฺนิปาเตน ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปฏิจฺจ เอกตฺตํ เอวเมว โข อานนฺท ภิกฺขุ อมนสิกริตฺวา คามสญฺญํ อมนสิกริตฺวา มนุสฺสสญฺญํ อรญฺญสญฺญํ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส อรญฺญสญฺญาย จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เย อสฺสุ ทรถา คามสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา มนุสฺสสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ อตฺถิ เจวายํ ทรถมตฺตา ยทิทํ อรญฺญสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ โส สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ คามสญฺญายาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ มนุสฺสสญฺญายาติ ปชานาติ ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ อรญฺญสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ อิติ ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ เตน ตํ สุญฺญํ สมนุปสฺสติ ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ โหติ ตํ สนฺตํ อิทมตฺถีติ ปชานาติ ฯ เอวมฺปิสฺส เอสา อานนฺท ยถาภุจฺจา อวิปลฺลตฺถา ปริสุทฺธา สุญฺญตาวกฺกนฺติ ภวติ ฯ
๓๓๕ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุ อมนสิกริตฺวา มนุสฺสสญฺญํ อมนสิกริตฺวา อรญฺญสญฺญํ ปฐวีสญฺญํ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส ปฐวีสญฺญาย จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท อาสภจมฺมํ สงฺกุสเตน สุวิหตํ วิคตวลิกํ เอวเมว โข อานนฺท ภิกฺขุ ยํ อิมิสฺสา ปฐวิยา อุกฺกุลวิกุลํ นทีวิทุคฺคํ ขาณุกณฺฏกธานํ ปพฺพตวิสมํ ตํ สพฺพํ อมนสิกริตฺวา ปฐวีสญฺญํ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส ปฐวีสญฺญา จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เย อสฺสุ ทรถา มนุสฺสสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา อรญฺญสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ อตฺถิ เจวายํ ทรถมตฺตา ยทิทํ ปฐวีสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ โส สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ มนุสฺสสญฺญายาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ อรญฺญสญฺญายาติ ปชานาติ ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ ปฐวีสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ อิติ ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ เตน ตํ สุญฺญํ สมนุปสฺสติ ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ โหติ ตํ สนฺตํ อิทมตฺถีติ ปชานาติ ฯ เอวมฺปิสฺส เอสา อานนฺท ยถาภุจฺจา อวิปลฺลตฺถา ปริสุทฺธา สุญฺญตาวกฺกนฺติ ภวติ ฯ
๓๓๖ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุ อมนสิกริตฺวา อรญฺญสญฺญํ อมนสิกริตฺวา ปฐวีสญฺญํ อากาสานญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส อากาสานญฺจายตนสญฺญาย จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เย อสฺสุ ทรถา อรญฺญสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา ปฐวีสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ อตฺถิ เจวายํ ทรถมตฺตา ยทิทํ อากาสานญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ โส สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ อรญฺญสญฺญายาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ ปฐวีสญฺญายาติ ปชานาติ ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ อากาสานญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ อิติ ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ เตน ตํ สุญฺญํ สมนุปสฺสติ ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ โหติ ตํ สนฺตํ อิทมตฺถีติ ปชานาติ ฯ เอวมฺปิสฺส เอสา อานนฺท ยถาภุจฺจา อวิปลฺลตฺถา ปริสุทฺธา สุญฺญตาวกฺกนฺติ ภวติ ฯ
๓๓๗ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุ อมนสิกริตฺวา ปฐวีสญฺญํ อมนสิกริตฺวา อากาสานญฺจายตนสญฺญํ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญาย จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เย อสฺสุ ทรถา ปฐวีสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา อากาสานญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ อตฺถิ เจวายํ ทรถมตฺตา ยทิทํ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ โส สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ ปฐวีสญฺญายาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ อากาสานญฺจายตนสญฺญายาติ ปชานาติ ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ อิติ ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ เตน ตํ สุญฺญํ สมนุปสฺสติ ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ โหติ ตํ สนฺตํ อิทมตฺถีติ ปชานาติ ฯ เอวมฺปิสฺส เอสา อานนฺท ยถาภุจฺจา อวิปลฺลตฺถา ปริสุทฺธา สุญฺญตาวกฺกนฺติ ภวติ ฯ
๓๓๘ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุ อมนสิกริตฺวา อากาสานญฺจายตนสญฺญํ อมนสิกริตฺวา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส อากิญฺจญฺญายตนสญฺญาย จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เย อสฺสุ ทรถา อากาสานญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ อตฺถิ เจวายํ ทรถมตฺตา ยทิทํ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ โส สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ อากาสานญฺจายตนสญฺญายาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญายาติ ปชานาติ ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ อิติ ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ เตน ตํ สุญฺญํ สมนุปสฺสติ ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ โหติ ตํ สนฺตํ อิทมตฺถีติ ปชานาติ ฯ เอวมฺปิสฺส เอสา อานนฺท ยถาภุจฺจา อวิปลฺลตฺถา ปริสุทฺธา สุญฺญตาวกฺกนฺติ ภวติ ฯ
๓๓๙ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุ อมนสิกริตฺวา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ อมนสิกริตฺวา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญาย จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เย อสฺสุ ทรถา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ อตฺถิ เจวายํ ทรถมตฺตา ยทิทํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ โส สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญายาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญายาติ ปชานาติ ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ อิติ ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ เตน ตํ สุญฺญํ สมนุปสฺสติ ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ โหติ ตํ สนฺตํ อิทมตฺถีติ ปชานาติ ฯ เอวมฺปิสฺส เอสา อานนฺท ยถาภุจฺจา อวิปลฺลตฺถา ปริสุทฺธา สุญฺญตาวกฺกนฺติ ภวติ ฯ
๓๔๐ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุ อมนสิกริตฺวา อากิญฺจญฺญายตน- สญฺญํ อมนสิกริตฺวา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญํ อนิมิตฺตํ เจโตสมาธึ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส อนิมิตฺเต เจโตสมาธิมฺหิ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เย อสฺสุ ทรถา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ อตฺถิ เจวายํ ทรถมตฺตา ยทิทํ อิมเมว กายํ ปฏิจฺจ สฬายตนิกํ ชีวิตปจฺจยาติ ฯ โส สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญายาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญายาติ ปชานาติ ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ อิมเมว กายํ ปฏิจฺจ สฬายตนิกํ ชีวิตปจฺจยาติ ฯ อิติ ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ เตน ตํ สุญฺญํ สมนุปสฺสติ ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ โหติ ตํ สนฺตํ อิทมตฺถีติ ปชานาติ ฯ เอวมฺปิสฺส เอสา อานนฺท ยถาภุจฺจา อวิปลฺลตฺถา ปริสุทฺธา สุญฺญตาวกฺกนฺติ ภวติ ฯ
๓๔๑ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุ อมนสิกริตฺวา อากิญฺจญฺญายตน- สญฺญํ อมนสิกริตฺวา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญํ อนิมิตฺตํ เจโตสมาธึ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส อนิมิตฺเต เจโตสมาธิมฺหิ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ อยํ หิ โข อนิมิตฺโต เจโตสมาธิ อภิสงฺขโต อภิสญฺเจตยิโต ฯ ยํ โข ปน กิญฺจิ อภิสงฺขตํ อภิสญฺเจตยิตํ ตทนิจฺจํ นิโรธธมฺมนฺติ ปชานาติ ฯ ตสฺส เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต กามาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ภวาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ อวิชฺชาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เย อสฺสุ ทรถา กามาสวํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา ภวาสวํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา อวิชฺชาสวํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ อตฺถิ เจวายํ ทรถมตฺตา ยทิทํ อิมเมว กายํ ปฏิจฺจ สฬายตนิกํ ชีวิตปจฺจยาติ ฯ โส สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ กามาสเวนาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ ภวาสเวนาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ อวิชฺชาสเวนาติ ปชานาติ ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ อิมเมว กายํ ปฏิจฺจ สฬายตนิกํ ชีวิตปจฺจยาติ ฯ อิติ ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ เตน ตํ สุญฺญํ สมนุปสฺสติ ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ โหติ ตํ สนฺตํ อิทมตฺถีติ ปชานาติ ฯ เอวมฺปิสฺส เอสา อานนฺท ยถาภุจฺจา อวิปลฺลตฺถา ปริสุทฺธา ปรมานุตฺตรา สุญฺญตาวกฺกนฺติ ภวติ ฯ
๓๔๒เยปิ หิ เกจิ อานนฺท อตีตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ปริสุทฺธํ ปรมานุตฺตรํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหรึสุ สพฺเพ เต อิมํเยว ปริสุทฺธํ ปรมานุตฺตรํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหรึสุ ฯ เยปิ หิ เกจิ อานนฺท อนาคตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ปริสุทฺธํ ปรมานุตฺตรํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสนฺติ สพฺเพ เต อิมํเยว ปริสุทฺธํ ปรมานุตฺตรํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสนฺติ ฯ เยปิ หิ เกจิ อานนฺท เอตรหิ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ปริสุทฺธํ ปรมานุตฺตรํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหรนฺติ สพฺเพ เต อิมํเยว ปริสุทฺธํ ปรมานุตฺตรํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหรนฺติ ฯ ตสฺมาติห อานนฺท ปริสุทฺธํ ปรมานุตฺตรํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสามาติ เอวญฺหิ โว อานนฺท สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ จูฬสุญฺญตสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ปฐมํ ฯ -------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๓. สุญญตวรรค] ๑. จูฬสุญญตสูตร ๓. สุญญตวรรค หมวดว่าด้วยสุญญตา ๑. จูฬสุญญตสูตร ว่าด้วยสุญญตา สูตรเล็ก
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปราสาทของมิคารมาตา ใน บุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี ครั้นเวลาเย็น ท่านพระอานนท์ออกจากที่หลีกเร้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่นิคมของ เจ้าศากยะชื่อนครกะ แคว้นสักกะ ณ ที่นั้น ข้าพระองค์ได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ‘อานนท์ ปัจจุบันนี้ เราอยู่ด้วยสุญญตาวิหารธรรมโดยมาก ข้อนี้ข้าพระองค์ได้สดับมาดีแล้ว รับมาดีแล้ว ใส่ใจไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้วหรือ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ถูกต้อง อานนท์ ข้อนั้นเธอสดับมาดีแล้ว รับมาดีแล้ว ใส่ใจไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว ทั้งเมื่อก่อนและบัดนี้ เราอยู่ด้วยสุญญตา-วิหารธรรมโดยมาก เปรียบเหมือนปราสาทของมิคารมาตาหลังนี้ ว่างจากช้าง โคม้า และลา ว่างจากทองและเงิน ว่างจากการชุมนุมของสตรีและบุรุษ ไม่ว่างอยู่อย่างเดียวคือภิกษุสงฆ์เท่านั้น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ใส่ใจความสำคัญว่าบ้าน ไม่ใส่ใจความสำคัญว่ามนุษย์ ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะความสำคัญว่าป่าจิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และน้อมไปในความสำคัญว่าป่า @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๕๕ (สุนักขัตตสูตร) หน้า ๖๒ ในเล่มนี้ @ สุญญตาวิหารธรรม หมายถึงการอยู่ด้วยสุญญตผลสมาบัติ (ม.อุ.อ. ๓/๔๓๘/๒๕๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๒๑๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๓. สุญญตวรรค] ๑. จูฬสุญญตสูตร ภิกษุนั้น รู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ในความสำคัญว่าป่านี้ ไม่มีความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าบ้าน ไม่มีความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่ามนุษย์ มีอยู่เพียงความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าป่าอย่างเดียว’ รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากความสำคัญว่าบ้าน’ รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากความสำคัญว่ามนุษย์’ รู้ชัดว่า ‘ไม่ว่างอยู่อย่างเดียว คือ ความสำคัญว่าป่าเท่านั้น’ ด้วยอาการอย่างนี้เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในความสำคัญนั้น รู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในความสำคัญนั้นว่า ‘สิ่งที่ยังมีอยู่นี้มีอยู่’ อานนท์ การก้าวเข้าสู่สุญญตา(ความว่าง)ตามความเป็นจริง ไม่คลาดเคลื่อนบริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น เป็นอย่างนี้
อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่ใส่ใจความสำคัญว่ามนุษย์ ไม่ใส่ใจความ สำคัญว่าป่า ใส่ใจอยู่อย่างเดียว คือ ความสำคัญว่าแผ่นดินเท่านั้น จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และน้อมไปในความสำคัญว่าแผ่นดิน เปรียบเหมือนหนังโคที่เขาขึงดีแล้วด้วยหลักตั้งร้อย เป็นของปราศจากรอยย่น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ใส่ใจถึงความลุ่มๆ ดอนๆ แห่งแผ่นดินนี้ซึ่งมีแม่น้ำลำธารเต็มไปด้วยตอหนาม มีภูเขาและพื้นที่ไม่สม่ำเสมอทั้งหมด ใส่ใจอยู่อย่างเดียว คือความสำคัญว่าแผ่นดินเท่านั้น จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และน้อมไปในความสำคัญว่าแผ่นดิน ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ในความสำคัญว่าแผ่นดินนี้ ไม่มีความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่ามนุษย์ ไม่มีความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าป่า มีอยู่เพียงความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าแผ่นดินอย่างเดียว’ รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากความสำคัญว่ามนุษย์’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๒๑๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๓. สุญญตวรรค] ๑. จูฬสุญญตสูตร รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากความสำคัญว่าป่า’ รู้ชัดว่า ‘ไม่ว่างอยู่อย่างเดียว คือ ความสำคัญว่าแผ่นดินเท่านั้น’ ด้วย อาการอย่างนี้ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในความสำคัญนั้น รู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในความสำคัญนั้นว่า ‘สิ่งที่ยังมีอยู่นี้มีอยู่’ อานนท์ การก้าวเข้าสู่สุญญตาตามความเป็นจริง ไม่คลาดเคลื่อน บริสุทธิ์ของภิกษุนั้น เป็นอย่างนี้
อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่ใส่ใจความสำคัญว่าป่า ไม่ใส่ใจความสำคัญว่าแผ่นดิน ใส่ใจอยู่อย่างเดียว คือ ความสำคัญว่าอากาสานัญจายตนะเท่านั้น จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และน้อมไปในความสำคัญว่าอากาสานัญจายตนะ ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ในความสำคัญว่าอากาสานัญจายตนะนี้ ไม่มีความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าป่า ไม่มีความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าแผ่นดิน มีอยู่เพียงความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าอากาสานัญจายตนะอย่างเดียว’ รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากความสำคัญว่าป่า’ รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากความสำคัญว่าแผ่นดินเท่านั้น’ รู้ชัดว่า ‘ไม่ว่างอยู่อย่างเดียว คือ ความสำคัญว่าอากาสานัญจายตนะเท่านั้น’ด้วยอาการอย่างนี้ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในความสำคัญนั้น รู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในความสำคัญนั้นว่า ‘สิ่งที่ยังมีอยู่นี้มีอยู่’ อานนท์ การก้าวเข้าสู่สุญญตาตามความเป็นจริง ไม่คลาดเคลื่อน บริสุทธิ์ของภิกษุนั้น เป็นอย่างนี้
อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่ใส่ใจความสำคัญว่าแผ่นดิน ไม่ใส่ใจ ความสำคัญว่าอากาสานัญจายตนะ ใส่ใจอยู่อย่างเดียว คือ ความสำคัญว่า วิญญาณัญจายตนะเท่านั้น จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และน้อมไปในความสำคัญว่าวิญญาณัญจายตนะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๒๑๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๓. สุญญตวรรค] ๑. จูฬสุญญตสูตร ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ในความสำคัญว่าวิญญาณัญจายตนะนี้ ไม่มีความ กระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าแผ่นดิน ไม่มีความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าอากาสานัญจายตนะ มีอยู่เพียงความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าวิญญาณัญจายตนะอย่างเดียว’ รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากความสำคัญว่าแผ่นดิน’ รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากความสำคัญว่าอากาสานัญจายตนะ’ รู้ชัดว่า ‘ไม่ว่างอยู่อย่างเดียว คือ ความสำคัญว่าวิญญาณัญจายตนะเท่านั้น’ด้วยอาการอย่างนี้ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในความสำคัญนั้น รู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในความสำคัญนั้นว่า ‘สิ่งที่ยังมีอยู่นี้มีอยู่’ อานนท์ การก้าวเข้าสู่สุญญตาตามความเป็นจริง ไม่คลาดเคลื่อน บริสุทธิ์ของภิกษุนั้น เป็นอย่างนี้
อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่ใส่ใจความสำคัญว่าอากาสานัญจายตนะ ไม่ใส่ใจความสำคัญว่าวิญญาณัญจายตนะ ใส่ใจอยู่อย่างเดียว คือ ความสำคัญว่าอากิญจัญญายตนะเท่านั้น จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และน้อมไปในความสำคัญว่าอากิญจัญญายตนะ ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ในความสำคัญว่าอากิญจัญญายตนะนี้ ไม่มีความ กระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าอากาสานัญจายตนะ ไม่มีความ กระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าวิญญาณัญจายตนะ มีอยู่เพียงความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าอากิญจัญญายตนะอย่างเดียว’ รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากความสำคัญว่าอากาสานัญจายตนะ’ รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากความสำคัญว่าวิญญาณัญจายตนะ’ รู้ชัดว่า ‘ไม่ว่างอยู่อย่างเดียว คือ ความสำคัญว่าอากิญจัญญายตนะเท่านั้น’ด้วยอาการอย่างนี้ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในความสำคัญนั้น รู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในความสำคัญนั้นว่า ‘สิ่งที่ยังมีอยู่นี้มีอยู่’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๒๑๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๓. สุญญตวรรค] ๑. จูฬสุญญตสูตร อานนท์ การก้าวเข้าสู่สุญญตาตามความเป็นจริง ไม่คลาดเคลื่อน บริสุทธิ์ของภิกษุนั้น เป็นอย่างนี้
อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่ใส่ใจความสำคัญว่าวิญญาณัญจายตนะ ไม่ใส่ใจความสำคัญว่าอากิญจัญญายตนะ ใส่ใจอยู่อย่างเดียว คือ ความสำคัญว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะเท่านั้น จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และน้อมไปในความสำคัญว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ในความสำคัญว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะนี้ ไม่มีความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าวิญญาณัญจายตนะ ไม่มีความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าอากิญจัญญายตนะ มีอยู่เพียงความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะอย่างเดียว’ รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากความสำคัญว่าวิญญาณัญจายตนะ’ รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากความสำคัญว่าอากิญจัญญายตนะ’ รู้ชัดว่า ‘ไม่ว่างอยู่อย่างเดียว คือ ความสำคัญว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะเท่านั้น’ ด้วยอาการอย่างนี้ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในความสำคัญนั้น รู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในความสำคัญนั้นว่า ‘สิ่งที่ยังมีอยู่นี้มีอยู่’ อานนท์ การก้าวเข้าสู่สุญญตาตามความเป็นจริง ไม่คลาดเคลื่อน บริสุทธิ์ของภิกษุนั้น เป็นอย่างนี้
อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่ใส่ใจความสำคัญว่าอากิญจัญญายตนะ ไม่ ใส่ใจความสำคัญว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ใส่ใจอยู่อย่างเดียว คือ เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เท่านั้น จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และน้อมไปใน เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต @เชิงอรรถ : @ เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต หมายถึงความตั้งมั่นแห่งจิตในวิปัสสนาที่เรียกว่า ไม่มีนิมิต เพราะไม่มีสิ่งที่เที่ยง@เป็นนิมิต เป็นต้น (ม.อุ.อ. ๓/๑๘๒/๑๑๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๒๑๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๓. สุญญตวรรค] ๑. จูฬสุญญตสูตร ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ในเจโตสมาธินี้ ไม่มีความกระวนกระวายเพราะ อาศัยความสำคัญว่าอากิญจัญญายตนะ ไม่มีความกระวนกระวายเพราะอาศัย ความสำคัญว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ มีอยู่เพียงความกระวนกระวาย คือ ความเกิดแห่งอายตนะ ๖ ที่อาศัยกายนี้เท่านั้น เพราะมีชีวิตเป็นปัจจัย’ รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากความสำคัญว่าอากิญจัญญายตนะ’ รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากความสำคัญว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ’ รู้ชัดว่า ‘ไม่ว่างอยู่อย่างเดียว คือ ความเกิดแห่งอายตนะ ๖ ที่อาศัยกายนี้เท่านั้น เหตุมีชีวิตเป็นปัจจัย’ ด้วยอาการอย่างนี้ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้น รู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโตสมาธินั้นว่า ‘สิ่งที่ยังมีอยู่นี้มีอยู่’ อานนท์ การก้าวเข้าสู่สุญญตาตามความเป็นจริง ไม่คลาดเคลื่อน บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น เป็นอย่างนี้
อานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่ใส่ใจความสำคัญว่าอากิญจัญญา- ยตนะ ไม่ใส่ใจความสำคัญว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ใส่ใจอยู่อย่างเดียว คือเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิตเท่านั้น จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และน้อมไปในเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิตนี้ ยังถูกปัจจัยปรุงแต่งจูงใจได้แต่สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งจูงใจได้นั้นไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา’ เมื่อภิกษุนั้นรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตจึงหลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะเมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็รู้ว่า ‘หลุดพ้นแล้ว’ รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ในญาณนี้ไม่มีความกระวนกระวายเพราะอาศัย กามาสวะ ในญาณนี้ไม่มีความกระวนกระวายเพราะอาศัยภวาสวะ ในญาณนี้ไม่มีความกระวนกระวายเพราะอาศัยอวิชชาสวะ มีอยู่เพียงความกระวนกระวาย คือความเกิดแห่งอายตนะ ๖ ที่อาศัยกายนี้เท่านั้น เพราะมีชีวิตเป็นปัจจัย’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๒๒๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๓. สุญญตวรรค] ๑. จูฬสุญญตสูตร รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากกามาสวะ’ รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากภวาสวะ’ รู้ชัดว่า ‘ความสำคัญนี้ว่างจากอวิชชาสวะ’ รู้ชัดว่า ‘ไม่ว่างอยู่อย่างเดียว คือ ความเกิดแห่งอายตนะ ๖ ที่อาศัยกายนี้เท่านั้น เพราะมีชีวิตเป็นปัจจัย’ ด้วยอาการอย่างนี้ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้น รู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโตสมาธินั้นว่า ‘สิ่งที่ยังมีอยู่นี้มีอยู่’ อานนท์ การก้าวเข้าสู่สุญญตาตามความเป็นจริง ไม่คลาดเคลื่อน บริสุทธิ์ยอดเยี่ยมอย่างยิ่งของภิกษุนั้น เป็นอย่างนี้
อานนท์ ในอดีต สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เข้าถึง สุญญตา อันบริสุทธิ ยอดเยี่ยมอยู่ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดก็ได้เข้าถึงสุญญตาอันบริสุทธิ์ยอดเยี่ยมนี้เท่านั้นอยู่ ในอนาคต สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งจักเข้าถึงสุญญตาอัน บริสุทธิ์ยอดเยี่ยมอยู่ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดก็จักเข้าถึงสุญญตาอันบริสุทธิ์ยอดเยี่ยมนี้เท่านั้นอยู่ ในปัจจุบัน สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมเข้าถึงสุญญตาอัน บริสุทธิ์ยอดเยี่ยมอยู่ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดย่อมเข้าถึงสุญญตาอันบริสุทธิ์ยอดเยี่ยมนี้เท่านั้นอยู่ อานนท์ เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘เราจักเข้าถึงสุญญตาอันบริสุทธิ์ยอดเยี่ยมอยู่” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์มีใจยินดีชื่นชมพระ ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล จูฬสุญญตสูตรที่ ๑ จบ @เชิงอรรถ : @ สุญญตา หมายถึงผลสมาบัติที่เกิดจากความว่าง (ม.อุ.อ. ๓/๑๘๔/๑๑๑)@ บริสุทธิ หมายถึงไม่มีกิเลส (ม.อุ.อ. ๓/๑๘๔/๑๑๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๒๒๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑. อรรถกถาจูฬสุญญตาสูตร
จูฬสุญญตาสูตร มีบทเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
____________________________
พระสูตรเป็น จูฬสุญญสูตร
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอกมิทํ ความว่า
ได้ยินว่า พระเถระกระทำวัตรแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วไปสู่ที่พักกลางวันของตน กำหนดเวลาแล้ว นั่งเจริญสุญญตาผลสมาบัติ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ แล้วออกตามเวลาที่กำหนด.
ลำดับนั้น สังขารของท่านปรากฏโดยความเป็นของว่างเปล่า ท่านใคร่สดับสุญญตากถา แล้วได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เรามีธุระยุ่งเหยิง ไม่อาจไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ได้โปรดตรัสสุญญตากถาแก่ข้าพระองค์ เอาละเราจะให้พระองค์ระลึกถึงข้อที่พระองค์เข้าไปอาศัยนิคมชื่อนครกะ ตรัสกถาเรื่องหนึ่งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจักตรัสสุญญตากถาแก่เราอย่างนี้. เมื่อพระอานนท์จะให้พระทศพลทรงระลึกได้ จึงกล่าวคำว่า เอกมิทํ เป็นต้น.
บทว่า อิทํ ในบทว่า เอกมิทํ นั้น เป็นเพียงนิบาตเท่านั้น.
บทว่า กจฺจิ เมตํ ภนฺเต ความว่า พระเถระจำได้เพียงบทเดียวก็สามารถจะค้นคว้าทรงจำไว้ได้ถึงหกหมื่นบท เพราะฉะนั้น ท่านจักไม่สามารถเพื่อจะมีสุญญตาวิหารธรรม แล้วทรงจำบทเพียงบทเดียว ฉะนั้น การที่ผู้ประสงค์จะฟัง ทำเป็นเหมือนคนรู้แล้วถามไม่สมควร.
พระเถระประสงค์จะฟังสุญญตากถาที่พระองค์ทรงแสดงไว้อย่างพิสดารให้แจ่มแจ้ง จึงกราบทูลอย่างนี้ เหมือนไม่รู้ บางคนแม้ไม่รู้ ก็ทำเป็นเหมือนคนรู้.
พระเถระจะกระทำการหลอกลวงอย่างนี้ได้อย่างไรเล่า.
พระเถระแสดงความเคารพต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงกราบทูล คำเป็นต้นว่า กจฺจิ เมตํ ดังนี้ แม้ในฐานะที่ตนรู้.
บทว่า ปุพฺเพ ความว่า แม้ในเวลาที่เข้าไปอาศัยนิคมชื่อว่า นครกะ ในปฐมโพธิกาล.
บทว่า เอตรหิ แปลว่า แม้ในบัดนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอย่างนี้แล้วจึงมีพระพุทธดำริว่า อานนท์ประสงค์จะสดับสุญญตากถา ก็คนบางคนสามารถจะสดับ แต่ไม่สามารถที่จะเรียนบางคนสามารถทั้งสดับทั้งเรียน แต่ไม่อาจจะแสดง แต่สำหรับพระอานนท์สามารถทั้งสดับ ทั้งเรียน ทั้งแสดง เราจะกล่าวสุญญตากถาแก่เธอ. เมื่อจะตรัสสุญญตากถานั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ ดังนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุญฺโญ หตฺถิคฺวาสฺสวฬเวน นั้น ความว่า ช้างเป็นต้นที่เขาทำเป็นช้างไม้ ช้างดินปั้น ช้างภาพเขียน มีอยู่ในปราสาทนั้น เงินทองที่ทำเป็นจิตรกรรมในที่ตั้งของท้าวเวสวัณ. ท้าวมันธาตุราชเป็นต้นบ้างที่เขาประกอบเป็นหน้าต่าง ประตูและเตียงตั่งที่ประดับด้วยเงินทองนั้น ที่เก็บไว้เพื่อปฏิสังขรณ์ของเก่าก็มี. แม้หญิงชายที่มาฟังธรรมและถามปัญหาเป็นต้น กระทำด้วยรูปไม้เป็นต้นมีอยู่ ฉะนั้น ปราสาทนั้นจึงไม่ว่างจากหญิงและชายเหล่านั้น. ท่านกล่าวคำนี้หมายถึงความไม่มีแห่งช้างเป็นต้นที่มีวิญญาณ เนื่องด้วยอินทรีย์ เงินและทองที่ใช้สอยในขณะต้องการ และหญิงชายที่อยู่เป็นนิตย์.
บทว่า ภิกฺขุสงฺฆํ ปฏิจฺจ ความว่า ด้วยว่าถึงแม้ภิกษุทั้งหลายจะเข้าไปบิณฑบาต ปราสาทนั้นก็ไม่ว่างจากภิกษุผู้ยินดีภัตรในวิหาร และภิกษุผู้เป็นไข้ ภิกษุพยาบาลไข้ ภิกษุนักศึกษา ภิกษุผู้ขวนขวายจีวรกรรมเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้. ท่านจึงกล่าวอย่างนี้ เพราะมีภิกษุอยู่ประจำ.
บทว่า เอกตฺตํ แปลว่า ความเป็นหนึ่ง. อธิบายว่า ไม่ว่างเลย. ท่านอธิบายว่า มีความไม่ว่างอย่างเดียว. บทว่า อมนสิกริตฺวา แปลว่า ไม่กระทำไว้ในใจ. บทว่า อนาวชฺชิตวา แปลว่า ไม่พิจารณา. บทว่า คามสญฺญํ ความว่า สัญญาว่าบ้านเกิดขึ้น โดยยึดว่าเป็นบ้าน หรือโดยเป็นกิเลส. แม้ในมนุสสสัญญาก็มีนัยอย่างเดียวกันนี้แหละ.
บทว่า อรญฺญสญฺญํ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ความว่า กระทำไว้ในใจซึ่งป่านี้ว่า เป็นอรัญญสัญญา เฉพาะป่าอย่างเดียวเท่านั้น อย่างนี้ว่า นี้ต้นไม้ นี้ภูเขา นี้ไพรสณฑ์ที่เขียวชะอุ่ม.
บทว่า ปกฺขนฺทติ แปลว่า หยั่งลง. บทว่า อธิมุจฺจติ แปลว่า น้อมไปว่าอย่างนี้.
บทว่า เย อสฺสุ ทรถา ความว่า ความกระวนกระวายที่เป็นไปแล้วก็ดี ความกระวนกระวายเพราะกิเลสก็ดี ที่จะพึงมีเพราะอาศัยคามสัญญาเหล่านั้น ย่อมไม่มีด้วยอรัญญสัญญาในป่านี้. แม้ในบทที่สอง ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อตฺถิ เจวายํ ความว่า แต่มีเพียงความกระวนกระวายที่เป็นไป ซึ่งเกิดขึ้นเพราะอาศัยอรัญญสัญญาอย่างเดียว.
บทว่า ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ ความว่า ความกระวนกระวายที่เป็นไปแล้วและความกระวนกระวายเพราะกิเลสซึ่งเกิดขึ้นโดยคามสัญญา และมนุสสสัญญานั้น ย่อมไม่มีในอรัญญสัญญานี้ เหมือนช้างเป็นต้นไม่มีในปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดา.
บทว่า ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ ความว่า จะมีเหลืออยู่ก็เพียงแต่ความกระวนกระวายที่เป็นไปในอรัญญสัญญานั้น. เหมือนภิกษุสงฆ์ที่อยู่ในปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดา.
บทว่า ตํ สนฺตมิทํ อตฺถีติ ปชานาติ ความว่า รู้ชัดสิ่งนั้นที่มีอยู่เท่านั้นว่า นี้มีอยู่.
บทว่า สุญฺญตาวกฺกนฺติ แปลว่า ความบังเกิดขึ้นแห่งสุญญตา.
บทว่า อมนสิกริตฺวา มนุสฺสสญฺญํ คือ ไม่ถือเอาคามสัญญาในบทนี้.
เพราะเหตุไร. เพราะได้ยินว่า ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจะยังคามสัญญาให้เกิดด้วยมนุสสสัญญา ยังมนุสสสัญญาให้เกิดด้วยอรัญญสัญญา ยังอรัญญสัญญาให้เกิดด้วยปฐวีสัญญายังปฐวีสัญญาให้เกิดด้วยอากาสานัญจายตนสัญญา ฯลฯ ยังอากิญจัญญายตนสัญญาให้เกิดด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ยังเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ให้เกิดด้วยวิปัสสนา ยังวิปัสสนาให้เกิดด้วยมรรค จักแสดงอัจจันตสุญญตาโดยลำดับ ฉะนั้น จึงเริ่มเทศนาอย่างนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฐวีสญฺญํ ความว่า เพราะเหตุไรจึงละอรัญญสัญญาใส่ใจปฐวีสัญญา. เพราะบรรลุคุณพิเศษด้วยอรัญญสัญญา. เปรียบเหมือนบุรุษเห็นที่นา ซึ่งน่ารื่นรมย์แลดูที่นาตั้งเจ็ดครั้ง ด้วยคิดว่า ข้าวสาลีเป็นต้นที่หว่านลงในนานี้ จักสมบูรณ์ด้วยดี เราจักได้ลาภใหญ่ ข้าวสาลีเป็นต้น ย่อมไม่สมบูรณ์เลย แต่ถ้าเขาทำที่นั้นให้ปราศจากหลักตอและหนามแล้ว ไถหว่าน เมื่อเป็นอย่างนี้ ข้าวสาลีย่อมสมบูรณ์ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ใส่ใจป่านี้ให้เป็นอรัญญสัญญาถึงเจ็ดครั้งว่า นี้ป่า นี้ต้นไม้ นี้ภูเขา นี้ไพรสณฑ์เขียวชะอุ่ม ย่อมบรรลุอุปจารสมาธิ. สำหรับปฐวีสัญญา ภิกษุนั้นกระทำปฐวีกสิณ บริกรรมให้เป็นกัมมัฏฐานประจำ ยังฌานให้เกิดเจริญวิปัสสนา ซึ่งมีฌานเป็นปทัฏฐาน สามารถจะบรรลุพระอรหัตได้ เพราะฉะนั้น เธอย่อมละอรัญญสัญญาใส่ใจปฐวีสัญญา.
บทว่า ปฏิจฺจ แปลว่า อาศัยกันเกิดขึ้น.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงข้อเปรียบเทียบปฐวีกสิณที่ภิกษุมีความสำคัญว่าปฐวีในปฐวีกสิณ จึงตรัสคำมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสุภสฺส เอตํ คือ โคผู้องอาจ.
ความว่า โคเหล่าอื่น ถึงจะมีฝีบ้าง รอยทิ่มแทงบ้าง หนังของโคเหล่านั้นเมื่อคลี่ออก ย่อมไม่มีริ้วรอย ตำหนิเหล่านั้นย่อมไม่เกิดแก่โคอุสภะ เพราะสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ฉะนั้น จึงถือเอาหนังของโคอุสภะนั้น.
บทว่า สํกุสเตน ได้แก่ ขอร้อยเล่ม.
บทว่า สุวิหตํ ได้แก่ เหยียดออกแล้ว ขูดจนเกลี้ยงเกลา. แท้จริงหนังโคที่เขาใช้ขอไม่ถึงร้อยเล่ม ขูดออก ยังไม่เกลี้ยงเกลา ใช้ขอถึงร้อยเล่มย่อมเกลี้ยงเกลา เหมือนพื้นกลอง เพราะฉะนั้นจึงตรัสอย่างนี้.
บทว่า อุกฺกุลวิกุลํ แปลว่า สูงๆ ต่ำๆ คือเป็นที่ดอนบ้าง เป็นที่ลุ่มบ้าง.
บทว่า นทีวิทุคฺคํ ได้แก่ แม่น้ำและที่ซึ่งเดินไม่สะดวก.
บทว่า ปฐวีสญฺญํ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ความว่า ใส่ใจสัญญาอย่างเดียวที่อาศัยกันเกิดขึ้นในปฐวีกสิณ.
บทว่า ทรถมตฺตา ความว่า จำเดิมแต่นี้ พึงทราบความกระวนกระวาย โดยความกระวนกระวายที่เป็นไปในวาระทั้งปวง. บทว่า อนิมิตฺตํ เจโต สมาธึ ได้แก่วิปัสสนาจิตตสมาธิ. เจโตสมาธิที่เว้นจากนิมิตว่าเที่ยงเป็นต้นนั้น ท่านกล่าวว่า อนิมิต. บทว่า อิมเมวกายํ ท่านแสดงวัตถุด้วยวิปัสสนา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อิมเมว ได้แก่ มหาภูตรูปทั้ง ๔ นี้. บทว่า สฬายตนิกํ แปลว่า ปฏิสังยุตด้วยสฬายตนะ.
บทว่า ชีวิตปจฺจยา ความว่า ชีวิตยังเป็นอยู่ได้ ก็ชั่วชีวิตินทรีย์ยังเป็นไป. อธิบายว่า ปฐวีสัญญานั้นยังมีความกระวนกระวายที่เป็นไป. เพื่อจะทรงแสดงความเห็นแจ้งโดยเฉพาะของวิปัสสนา จึงตรัสว่า อนิมิตฺตํ อีก.
บทว่า กามาสวํ ปฏิจฺจ แปลว่า อาศัยกามาสวะ. อธิบายว่า ความกระวนกระวายที่จะเกิดขึ้นและที่เป็นไปแล้ว ไม่มีในที่นี้ คือไม่มีในอริยมรรคและอริยผล.
บทว่า อิมเมว กายํ นี้ ตรัสเพื่อแสดงความกระวนกระวายของเบญจขันธ์ที่ยังเหลืออยู่. ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันทรงเปลี่ยนมนุสสสัญญาเป็นคามสัญญา ฯลฯ มรรคเป็นวิปัสสนา แล้วทรงแสดงความว่างเปล่าล่วงส่วนโดยลำดับ.
บทว่า ปริสุทฺธํ ได้แก่ ปราศจากอุปกิเลส.
บทว่า อนุตฺตรํ แปลว่า เว้นจากสิ่งอื่นที่ยอดเยี่ยม คือประเสริฐสุดกว่าทุกอย่าง.
บทว่า สุญฺญตํ ได้แก่ สุญญตาผลสมาบัติ.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะสมณพราหมณ์ คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้าในอดีตก็ดี สมณพราหมณ์คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวกของพระพุทธเจ้าในอนาคตก็ดี สมณพราหมณ์คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวกแห่งพระพุทธเจ้าในปัจจุบันก็ดีเข้าสุญญตะอันบริสุทธิ์ยอดเยี่ยมนี้อยู่แล้ว จักอยู่และกำลังอยู่ ฉะนั้น.
คำที่เหลือในบททั้งปวง ง่ายทั้งนั้น.
จบ อรรถกถาจูฬสุญญตาสูตร ที่ ๑ ---------------------------------------