อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๑๑. เกวัฏฏสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๓๘–๓๕๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 13 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 13 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 20 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

เกวฏฺฏสุตฺตํ เอกาทสมํ

เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา นาลนฺทายํ วิหรติ ปาวาริกมฺพวเน ฯ อถโข เกวฏฺโฏ คหปติปุตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข เกวฏฺโฏ คหปติปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อยํ ภนฺเต นาลนฺทา อิทฺธา เจว ผีตา จ พหุชนา อากิณฺณมนุสฺสา ภควติ อภิปฺปสนฺนา สาธุ ภนฺเต ภควา เอกํ ภิกฺขุํ สมาทิสตุ โย อุตฺตริมนุสฺสธมฺมา อิทฺธิปาฏิหาริยํ กริสฺสติ เอวายํ นาลนฺทา ภิยฺโยโส มตฺตาย ภควติ อภิปฺปสีทิสฺสตีติ ฯ เอวํ วุตฺเต ภควา เกวฏฺฏํ คหปติปุตฺตํ เอตทโวจ น โข อหํ เกวฏฺฏ ภิกฺขูนํ เอวํ ธมฺมํ เทเสมิ เอถ ตุเมฺห ภิกฺขเว คิหีนํ โอทาตวสนานํ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมา อิทฺธิปาฏิหาริยํ กโรถาติ ฯ {๓๓๘.๑} ทุติยมฺปิ โข เกวฏฺโฏ คหปติปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ นาหํ ภนฺเต ภควนฺตํ ฐเปสึ อปิจ เอวํ วทามิ อยํ ภนฺเต นาลนฺทา อิทฺธา เจว ผีตา จ พหุชนา อากิณฺณมนุสฺสา ภควติ อภิปฺปสนฺนา สาธุ ภนฺเต ภควา เอกํ ภิกฺขุํ สมาทิสตุ โย อุตฺตริมนุสฺสธมฺมา อิทฺธิปาฏิหาริยํ กริสฺสติ เอวายํ นาลนฺทา ภิยฺโยโส มตฺตาย ภควติ อภิปฺปสีทิสฺสตีติ ฯ ตติยมฺปิ ฯเปฯ

ตีณิ โข อิมานิ เกวฏฺฏ ปาฏิหาริยานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานิ กตมานิ ตีณิ อิทฺธิปาฏิหาริยํ อาเทสนาปาฏิหาริยํ อนุสาสนิปาฏิหาริยํ ฯ {๓๓๙.๑} กตมญฺจ เกวฏฺฏ อิทฺธิปาฏิหาริยํ อิธ เกวฏฺฏ ภิกฺขุ อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภติ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ อาวิภาวํ ติโรภาวํ ติโรกุฑฺฑํ ติโรปาการํ ติโรปพฺพตํ อสชฺชมาโน คจฺฉติ เสยฺยถาปิ อากาเส ปฐวิยา อุมฺมุชฺชนิมฺมุชฺชํ กโรติ เสยฺยถาปิ อุทเก อุทเกปิ อภิชฺชมาเน คจฺฉติ เสยฺยถาปิ ปฐวิยา อากาเสปิ ปลฺลงฺเกน กมติ เสยฺยถาปิ ปกฺขี สกุโณ อิเมปิ จนฺทิมสุริเย เอวํมหิทฺธิเก เอวํมหานุภาเว ปาณินา ปริมสติ ปริมชฺชติ ยาว พฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตติ ฯ {๓๓๙.๒} ตเมนํ อญฺญตโร สทฺโธ ปสนฺโน ปสฺสติ ตํ ภิกฺขุํ อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภนฺตํ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหนฺตํ พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหนฺตํ อาวิภาวํ ติโรภาวํ ติโรกุฑฺฑํ ติโรปาการํ ติโรปพฺพตํ อสชฺชมานํ คจฺฉนฺตํ เสยฺยถาปิ อากาเส ปฐวิยา อุมฺมุชฺชนิมฺมุชฺชํ กโรนฺตํ เสยฺยถาปิ อุทเก อุทเกปิ อภิชฺชมาเน คจฺฉนฺตํ เสยฺยถาปิ ปฐวิยา อากาเสปิ ปลฺลงฺเกน กมนฺตํ เสยฺยถาปิ ปกฺขี สกุโณ อิเมปิ จนฺทิมสุริเย เอวํมหิทฺธิเก เอวํมหานุภาเว ปาณินา ปริมสนฺตํ ปริมชฺชนฺตํ ยาว พฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตนฺตํ ฯ {๓๓๙.๓} ตเมนํ โส สทฺโธ ปสนฺโน อญฺญตรสฺส อสฺสทฺธสฺส อปฺปสนฺนสฺส อาโรเจติ อจฺฉริยํ วต โภ อพฺภูตํ วต โภ สมณสฺส มหิทฺธิกตา มหานุภาวตา อมาหํ ภิกฺขุํ อทฺทสํ อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภนฺตํ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหนฺตํ พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหนฺตํ ฯเปฯ ยาว พฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตนฺตนฺติ ฯ ตเมนํ โส อสฺสทฺโธ อปฺปสนฺโน ตํ สทฺธํ ปสนฺนํ เอวํ วเทยฺย อตฺถิ โข โภ คนฺธาริ นาม วิชฺชา ตาย โส ภิกฺขุ อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภติ ฯเปฯ ยาว พฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตตีติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ เกวฏฺฏ อปิ นุ โส อสฺสทฺโธ อปฺปสนฺโน ตํ สทฺธํ ปสนฺนํ เอวํ วเทยฺยาติ ฯ วเทยฺย ภนฺเตติ ฯ อิมํ โข อหํ เกวฏฺฏ อิทฺธิปาฏิหาริเย อาทีนวํ สมฺปสฺสมาโน อิทฺธิปาฏิหาริเยน อฏฺฏิยามิ หรายามิ ชิคุจฺฉามิ ฯ

กตมญฺจ เกวฏฺฏ อาเทสนาปาฏิหาริยํ ฯ อิธ เกวฏฺฏ ภิกฺขุ ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ จิตฺตมฺปิ อาทิสติ เจตสิกมฺปิ อาทิสติ วิตกฺกิตมฺปิ อาทิสติ วิจาริตมฺปิ อาทิสติ เอวมฺปิ เต มโน อิตฺถมฺปิ เต มโน อิติปิ เต จิตฺตนฺติ ฯ {๓๔๐.๑} ตเมนํ อญฺญตโร สทฺโธ ปสนฺโน ปสฺสติ ตํ ภิกฺขุํ ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ จิตฺตมฺปิ อาทิสนฺตํ เจตสิกมฺปิ อาทิสนฺตํ วิตกฺกิตมฺปิ อาทิสนฺตํ วิจาริตมฺปิ อาทิสนฺตํ เอวมฺปิ เต มโน อิตฺถมฺปิ เต มโน อิติปิ เต จิตฺตนฺติ ฯ ตเมนํ โส สทฺโธ ปสนฺโน อญฺญตรสฺส อสฺสทฺธสฺส อปฺปสนฺนสฺส อาโรเจติ อจฺฉริยํ วต โภ อพฺภูตํ วต โภ สมณสฺส มหิทฺธิกตา มหานุภาวตา อมาหํ ภิกฺขุํ อทฺทสํ ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ จิตฺตมฺปิ อาทิสนฺตํ เจตสิกมฺปิ อาทิสนฺตํ วิตกฺกิตมฺปิ อาทิสนฺตํ วิจาริตมฺปิ อาทิสนฺตํ เอวํปิ เต มโน อิตฺถมฺปิ เต มโน อิติปิ เต จิตฺตนฺติ ฯ ตเมนํ โส อสฺสทฺโธ อปฺปสนฺโน ตํ สทฺธํ ปสนฺนํ เอวํ วเทยฺย อตฺถิ โข โภ มณิกา นาม วิชฺชา ตาย โส ภิกฺขุ ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ จิตฺตมฺปิ อาทิสติ เจตสิกมฺปิ อาทิสติ วิตกฺกิตมฺปิ อาทิสติ วิจาริตมฺปิ อาทิสติ เอวมฺปิ เต มโน อิตฺถมฺปิ เต มโน อิติปิ เต จิตฺตนฺติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ เกวฏฺฏ อปิ นุ โส อสฺสทฺโธ อปฺปสนฺโน ตํ สทฺธํ ปสนฺนํ เอวํ วเทยฺยาติ ฯ วเทยฺย ภนฺเตติ ฯ อิมํ โข อหํ เกวฏฺฏ อาเทสนาปาฏิหาริเย อาทีนวํ สมฺปสฺสมาโน อาเทสนาปาฏิหาริเยน อฏฺฏิยามิ หรายามิ ชิคุจฺฉามิ ฯ

กตมญฺจ เกวฏฺฏ อนุสาสนิปาฏิหาริยํ ฯ อิธ เกวฏฺฏ ภิกฺขุ เอวมนุสาสติ เอวํ วิตกฺเกถ มา เอวํ วิตกฺกยิตฺถ เอวํ มนสิกโรถ มา เอวํ มนสิกโรถ อิทํ ปชหถ อิทํ อุปสมฺปชฺช วิหรถาติ ฯ อิทํ วุจฺจติ เกวฏฺฏ อนุสาสนิปาฏิหาริยํ ฯ

ปุน จปรํ เกวฏฺฏ อิธ ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ฯเปฯ (ยถา สามญฺญผเล เอวํ วิตฺถาเรตพฺพํ) ฯเปฯ อิทํปิ วุจฺจติ เกวฏฺฏ อนุสาสนิปาฏิหาริยํ ฯ ทุติยํ ฌานํ ฯ ตติยํ ฌานํ ฯ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ อิทํ วุจฺจติ เกวฏฺฏ อนุสาสนิปาฏิหาริยํ ฯเปฯ ญาณทสฺสนาย จิตฺตํ อภินีหรติ อภินินฺนาเมติ ฯ อิทํ วุจฺจติ เกวฏฺฏ อนุสาสนิปาฏิหาริยํ ฯ ฯเปฯ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ อิทํ วุจฺจติ อนุสาสนิปาฏิหาริยํ ฯ อิมานิ โข เกวฏฺฏ ตีณิ ปาฏิหาริยานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานิ ฯ

ภูตปุพฺพํ เกวฏฺฏ อิมสฺมึเยว ภิกฺขุสํเฆ อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ กตฺถ นุ โข อิเม จตฺตาโร มหาภูตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ ฯ อถโข เกวฏฺฏ ภิกฺขุ ตถารูปํ สมาธึ สมาปชฺชิ ยถา สมาหิเต จิตฺเต เทวยานิโย มคฺโค ปาตุรโหสิ ฯ {๓๔๓.๑} อถโข โส เกวฏฺฏ ภิกฺขุ เยน จาตุมฺมหาราชิกา เทวา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา จาตุมฺมหาราชิเก เทเว เอตทโวจ กตฺถ นุ โข อาวุโส อิเม จตฺตาโร มหาภูตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ ฯ เอวํ วุตฺเต เกวฏฺฏ จาตุมฺมหาราชิกา เทวา ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจุํ มยํปิ โข ภิกฺขุ น ชานาม ยตฺถิเม จตฺตาโร มหาภูตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ อตฺถิ โข ภิกฺขุ จตฺตาโร มหาราชาโน อเมฺหหิ อภิกฺกนฺตตรา จ ปณีตตรา จ เต โข เอวํ ชาเนยฺยุํ ยตฺถิเม จตฺตาโร มหาภูตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ ฯ {๓๔๓.๒} อถโข เกวฏฺฏ ภิกฺขุ เยน จตฺตาโร มหาราชาโน เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา จตฺตาโร มหาราชาโน เอตทโวจ กตฺถ นุ โข อาวุโส อิเม จตฺตาโร มหาภูตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ ฯ เอวํ วุตฺเต เกวฏฺฏ จตฺตาโร มหาราชาโน ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจุํ มยํปิ โข ภิกฺขุ น ชานาม ยตฺถิ ฯเปฯ วาโยธาตูติ อตฺถิ โข ภิกฺขุ ตาวตึสา นาม เทวา อเมฺหหิ อภิกฺกนฺตตรา จ ปณีตตรา จ เต โข เอวํ ชาเนยฺยุํ ยตฺถิเม จตฺตาโร ฯเปฯ วาโยธาตูติ ฯ อถโข เกวฏฺฏ ภิกฺขุ เยน ตาวตึสา เทวา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตาวตึเส เทเว เอตทโวจ กตฺถ นุ โข อาวุโส อิเม จตฺตาโร มหาภูตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ ฯ เอวํ วุตฺเต เกวฏฺฏ ตาวตึสา เทวา ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจุํ มยํปิ โข ภิกฺขุ น ชานาม ยตฺถิเม ฯเปฯ วาโยธาตูติ อตฺถิ โข ภิกฺขุ สกฺโก เทวานมินฺโท อเมฺหหิ อภิกฺกนฺตตโร จ ปณีตตโร จ โส โข เอวํ ชาเนยฺย ยตฺถิเม จตฺตาโร ฯเปฯ วาโยธาตูติ ฯ {๓๔๓.๓} อถโข โส เกวฏฺฏ ภิกฺขุ เยน สกฺโก เทวานมินฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา สกฺกํ เทวานมินฺทํ เอตทโวจ กตฺถ นุ โข อาวุโส จตฺตาโร มหาภูตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ ฯ เอวํ วุตฺเต เกวฏฺฏ สกฺโก เทวานมินฺโท ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ อหํปิ โข ภิกฺขุ น ชานามิ ยตฺถิเม จตฺตาโร ฯเปฯ วาโยธาตูติ อตฺถิ โข ภิกฺขุ ยามา นาม เทวา ฯเปฯ สุยาโม นาม เทวปุตฺโต ฯเปฯ ตุสิตา นาม เทวา ฯเปฯ สนฺตุสิโต นาม เทวปุตฺโต ฯเปฯ นิมฺมานรตี นาม เทวา ฯเปฯ สุนิมฺมิโต นาม เทวปุตฺโต ฯเปฯ ปรนิมฺมิตวสวตฺตี นาม เทวา ฯเปฯ ปรนิมฺมิตวสวตฺติ นาม เทวปุตฺโต อเมฺหหิ อภิกฺกนฺตตโร จ ปณีตตโร จ โส โข เอวํ ชาเนยฺย ยตฺถิเม จตฺตาโร มหาภูตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ ฯ

อถโข โส เกวฏฺฏ ภิกฺขุ เยน วสวตฺติ เทวปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา วสวตฺตึ เทวปุตฺตํ เอตทโวจ กตฺถ นุ โข อาวุโส อิเม จตฺตาโร มหาภูตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ ฯ เอวํ วุตฺเต เกวฏฺฏ วสวตฺติ เทวปุตฺโต ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ อหํปิ โข ภิกฺขุ น ชานามิ ยตฺถิเม จตฺตาโร มหาภูตา อปริสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ อตฺถิ โข ภิกฺขุ พฺรหฺมกายิกา นาม เทวา อเมฺหหิ อภิกฺกนฺตตรา จ ปณีตตรา จ เต โข เอวํ ชาเนยฺยุํ ยตฺถิเม จตฺตาโร ฯเปฯ วาโยธาตูติ ฯ อถโข เกวฏฺฏ ภิกฺขุ ตถารูปํ สมาธึ สมาปชฺชิ ยถา สมาหิเต จิตฺเต พฺรหฺมยานิโย มคฺโค ปาตุรโหสิ ฯ

อถโข โส เกวฏฺฏ ภิกฺขุ เยน พฺรหฺมกายิกา เทวา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา พฺรหฺมกายิเก เทเว เอตทโวจ กตฺถ นุ โข อาวุโส อิเม จตฺตาโร ฯเปฯ วาโยธาตูติ ฯ เอวํ วุตฺเต เกวฏฺฏ พฺรหฺมกายิกา เทวา ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจุํ มยํปิ โข ภิกฺขุ น ชานาม ยตฺถิเม ฯเปฯ วาโยธาตูติ อตฺถิ โข ภิกฺขุ พฺรหฺมา มหาพฺรหฺมา อภิภู อนภิภูโต อญฺญทตฺถุทโส วสวตฺติ อิสฺสโร กตฺตา นิมฺมิตา เสฏฺโฐ สชฺชิตา วสี ปิตา ภูตภพฺยานํ อเมฺหหิ อภิกฺกนฺตตโร จ ปณีตตโร จ โส โข เอวํ ชาเนยฺย ยตฺถิเม จตฺตาโร มหาภูตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ ฯ กหํ ปนาวุโส เอตรหิ โส มหาพฺรหฺมาติ ฯ มยํปิ โข ภิกฺขุ น ชานาม ยตฺถ วา พฺรหฺมา เยน วา พฺรหฺมา อปิจ ภิกฺขุ ยถา นิมิตฺตา ทิสฺสนฺติ อาโลโก สญฺชายติ โอภาโส ปาตุภวติ พฺรหฺมา ปาตุภวิสฺสติ พฺรหฺมุโน เหตํ ปุพฺพนิมิตฺตํ ปาตุภาวาย ยทิทํ อาโลโก สญฺชายติ โอภาโส ปาตุภวตีติ ฯ อถโข โส เกวฏฺฏ มหาพฺรหฺมา นจิรสฺเสว ปาตุรโหสิ ฯ

อถโข โส เกวฏฺฏ ภิกฺขุ เยน มหาพฺรหฺมา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ มหาพฺรหฺมานํ เอตทโวจ กตฺถ นุ โข อาวุโส อิเม จตฺตาโร มหาภูตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ ฯ เอวํ วุตฺเต เกวฏฺฏ โส มหาพฺรหฺมา ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ อหมสฺมิ ภิกฺขุ พฺรหฺมา มหาพฺรหฺมา อภิภู อนภิภูโต อญฺญทตฺถุทโส วสวตฺติ อิสฺสโร กตฺตา นิมฺมิตา เสฏฺโฐ สชฺชิตา วสี ปิตา ภูตภพฺยานนฺติ ฯ ทุติยมฺปิ โข เกวฏฺฏ โส ภิกฺขุ ตํ มหาพฺรหฺมานํ เอตทโวจ น โข อหํ ตํ อาวุโส เอวํ ปุจฺฉามิ ตฺวมสิ พฺรหฺมา มหาพฺรหฺมา อภิภู อนภิภูโต อญฺญทตฺถุทโส วสวตฺติ อิสฺสโร กตฺตา นิมฺมิตา สชฺชิตา วสี ปิตา ภูตภพฺยานํ เอวญฺจ โข อหนฺตํ อาวุโส เอวํ ปุจฺฉามิ กตฺถ นุ โข อาวุโส อิเม จตฺตาโร มหาภูตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ ฯ ทุติยมฺปิ โข เกวฏฺฏ โส มหาพฺรหฺมา ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ อหมสฺมิ ภิกฺขุ พฺรหฺมา มหาพฺรหฺมา อภิภู อนภิภูโต อญฺญทตฺถุทโส วสวตฺติ อิสฺสโร กตฺตา นิมฺมิตา เสฏฺโฐ สชฺชิตา วสี ปิตา ภูตภพฺยานนฺติ ฯ ตติยมฺปิ โข เกวฏฺฏ โส ภิกฺขุ ตํ มหาพฺรหฺมานํ เอตทโวจ น โข อหนฺตํ อาวุโส เอวํ ปุจฺฉามิ ตฺวมสิ พฺรหฺมา มหาพฺรหฺมา อภิภู อนภิภูโต อญฺญทตฺถุทโส วสวตฺติ อิสฺสโร กตฺตา นิมฺมิตา เสฏฺโฐ สชฺชิตา วสี ปิตา ภูตภพฺยานํ เอวญฺจ โข อหนฺตํ อาวุโส เอวํ ปุจฺฉามิ กตฺถ นุ โข อาวุโส อิเม จตฺตาโร มหาภูตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ ฯ

อถโข เกวฏฺฏ โส มหาพฺรหฺมา ตํ ภิกฺขุํ พาหายํ คเหตฺวา เอกมนฺตํ อปเนตฺวา ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ อิเม โข มํ ภิกฺขุ พฺรหฺมกายิกา เทวา เอวํ ชานนฺติ นตฺถิ กิญฺจิ พฺรหฺมุโน อญฺญาตํ นตฺถิ กิญฺจิ พฺรหฺมุโน อทิฏฺฐํ นตฺถิ กิญฺจิ พฺรหฺมุโน อวิทิตํ นตฺถิ กิญฺจิ พฺรหฺมุโน อสจฺฉิกตนฺติ ตสฺมา อหเมเตสํ สมฺมุขา น พฺยากาสึ อหํปิ โข ภิกฺขุ น ชานามิ ยตฺถิเม จตฺตาโร มหาภูตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ ตสฺมา ติห ภิกฺขุ ตุเมฺหเวตํ ทุกฺกฏํ ตุเมฺหเวตํ อปรทฺธํ ยํ ตฺวํ ภควนฺตํ อภิมุญฺจิตฺวา พหิทฺธา ปริเยฏฺฐึ อาปชฺชสิ อิมสฺส ปญฺหสฺส เวยฺยากรณาย คจฺฉ ตฺวํ ภิกฺขุ ตเมว ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา อิมํ ปญฺหํ ปุจฺฉ ยถา เต ภควา พฺยากโรติ ตถา นํ ธาเรยฺยาสีติ ฯ

อถโข เกวฏฺฏ โส ภิกฺขุ เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมว พฺรหฺมโลเก อนฺตรหิโต มม ปุรโต ปาตุรโหสิ ฯ อถโข โส เกวฏฺฏ โส ภิกฺขุ มํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นสินฺโน โข เกวฏฺฏ โส ภิกฺขุ มํ เอตทโวจ กตฺถ นุ โข ภนฺเต อิเม จตฺตาโร มหาภูตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ ฯ {๓๔๘.๑} เอวํ วุตฺเต อหํ เกวฏฺฏ ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจํ ภูตปุพฺพํ ภิกฺขุ สามุทฺทิกา พาณิชา ตีรทสฺสึ สกุณํ คเหตฺวา นาวาย อชฺโฌคาหนฺติ เต อตีรทสฺสินิยา นาวาย ตีรทสฺสึ สกุณํ มุญฺจนฺติ โส คจฺฉติ ปุรตฺถิมํ ทิสํ คจฺฉติ ทกฺขิณํ ทิสํ คจฺฉติ ปจฺฉิมํ ทิสํ คจฺฉติ อุตฺตรํ ทิสํ คจฺฉติ อุทฺธํ ทิสํ คจฺฉติ อนุทิสํ สเจ โส สมนฺตา ตีรํ ปสฺสติ ตถาปกฺกนฺโต ว โหติ สเจ ปน โส สมนฺตา ตีรํ น ปสฺสติ ตเมว นาวํ ปจฺจาคจฺฉติ อยเมว โข ตฺวํ ภิกฺขุ ยโต ยาว พฺรหฺมโลกา ปริเยสมาโน อิมสฺส ปญฺหสฺส เวยฺยากรเณน อชฺฌคมา อถโข มยฺหเมว สนฺติเก ปจฺจาคโต น โข เอโส ภิกฺขุ ปโญฺห เอวํ ปุจฺฉิตพฺโพ กตฺถ นุ โข ภนฺเต อิเม จตฺตาโร มหาภูตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เสยฺยถีทํ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ ฯ เอวญฺจ โข โส ภิกฺขุ ปโญฺห ปุจฺฉิตพฺโพ ฯ

กตฺถ อาโป จ ปฐวี จ เตโช วาโย น คาธติ กตฺถ ทีฆญฺจ รสฺสญฺจ อนุํ ถูลํ สุภาสุภํ กตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌตีติ ฯ ตตฺร เวยฺยากรณํ ภวติ ฯ

วิญฺญาณํ อนิทสฺสนํ อนนฺตํ สพฺพโต ปภํ เอตฺถ อาโป จ ปฐวี จ เตโช วาโย น คาธติ เอตฺถ ทีฆญฺจ รสฺสญฺจ อนุํ ถูลํ สุภาสุภํ เอตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌติ วิญฺญาณสฺส นิโรเธน เอตฺเถตํ อุปรุชฺฌตีติ ฯ อิทมโวจ ภควา ฯ อตฺตมโน เกวฏฺโฏ คหปติปุตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ เกวฏฺฏสุตฺตํ เอกาทสมํ นิฏฺฐิตํ ฯ ------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๑. เกวัฏฏสูตร] เรื่องบุตรคหบดีชื่อเกวัฏฏะ ๑๑. เกวัฏฏสูตร ว่าด้วยบุตรคหบดีชื่อเกวัฏฏะ เรื่องบุตรคหบดีชื่อเกวัฏฏะ

ข้อ ๔๘๑

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของปาวาริกเศรษฐี เขตเมืองนาลันทา ครั้งนั้นบุตรคหบดีชื่อเกวัฏฏะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับกราบพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่สมควร ได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเมืองนาลันทามั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ มีประชากรมาก มีพลเมืองหนาแน่นที่ล้วนเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาสเถิด ขอพระผู้มีพระภาคโปรดมีพระบัญชาให้ภิกษุสักรูปหนึ่งที่พอจะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์โดยอุตตริมนุสสธรรม ได้ ซึ่งจะทำให้ชาวเมืองนาลันทาพากันเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคมากขึ้นสุดจะประมาณ” เมื่อเขากราบทูลอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เกวัฏฏะ เราไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุอย่างนี้ว่า มาเถิด พวกเธอจงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ด้วยอุตตริมนุสส-ธรรมแก่คฤหัสถ์ผู้นุ่งห่มผ้าขาว”

ข้อ ๔๘๒

แม้ครั้งที่ ๒ บุตรคหบดีชื่อเกวัฏฏะก็กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ได้คาดคั้นพระผู้มีพระภาคเลย แต่ข้าพระองค์ขอกราบทูลอย่างนี้ว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมืองนาลันทามั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ มีประชากรมาก มีพลเมืองหนาแน่นที่ล้วนเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาสเถิด ขอพระผู้มีพระภาคโปรดมีพระบัญชาให้ภิกษุสักรูปหนึ่งที่พอจะแสดง อิทธิปาฏิหาริย์โดยอุตตริมนุสสธรรมได้ ซึ่งจะทำให้ชาวเมืองนาลันทาพากันเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคมากขึ้นสุดจะประมาณ” @เชิงอรรถ : @ อุตตริมนุสสธรรม คือธรรมยวดยิ่งของมนุษย์, ธรรมของมนุษย์ผู้ยอดยิ่ง ได้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ@สมาบัติ ญาณทัสสนะ มรรคภาวนา การทำผลให้แจ้ง การละกิเลส ความที่จิตปลอดจากนิวรณ์ ความ@ยินดีในเรือนว่าง (วิ.มหา. ๑/๑๙๘/๑๒๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๑๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๑. เกวัฏฏสูตร] ปาฏิหารย์ ๓ อย่าง ๑.อิทธิปาฏิหาริย์ แม้ครั้งที่ ๓ บุตรคหบดีชื่อเกวัฏฏะก็กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ได้คาดคั้นพระผู้มีพระภาคเลย ฯลฯ พากันเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคมากขึ้นสุดจะประมาณ” ปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง

ข้อ ๔๘๓

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เกวัฏฏะ เราทำให้แจ้งปาฏิหาริย์ ๓ อย่างนี้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วจึงได้ประกาศให้รู้กัน ปาฏิหาริย์ ๓ อย่างคืออะไรบ้าง คืออิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ และอนุสาสนีปาฏิหาริย์๑. อิทธิปาฏิหาริย์

ข้อ ๔๘๔

เกวัฏฏะ ก็อิทธิปาฏิหาริย์เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนแสดงเป็นคนเดียวก็ได้ แสดงให้ปรากฏหรือให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพง(และ)ภูเขาไปได ้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นหรือดำลงในแผ่นดินเหมือนไปในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำโดยที่น้ำไม่แยกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศเหมือนนกบินไปก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลำดวงจันทร์ดวงอาทิตย์อันมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้ เพราะเหตุนั้น ผู้ใดผู้หนึ่งที่มีศรัทธาเลื่อมใสเห็นภิกษุนั้นแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้ ผู้นั้นจะบอกแก่บุคคลผู้ที่ยังไม่มีศรัทธายังไม่เลื่อมใสว่า ‘น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ สมณะมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากเหลือเกิน ข้าพเจ้าเพิ่งเคยเห็นท่านนี้ที่แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้’ เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ที่ยังไม่มีศรัทธายังไม่เลื่อมใสจะพูดกับผู้ที่มีศรัทธาเลื่อมใสว่า ‘ท่าน มีวิชาประเภทหนึ่งเรียกว่าคันธาริ ภิกษุรูปนั้นแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ@เชิงอรรถ : @ วิชาคันธาริ หมายถึง วิชาที่ฤๅษีคันธาระเป็นผู้ทำ อีกนัยหนึ่ง หมายถึง วิชาที่เกิดขึ้นในแคว้นคันธาระ@ซึ่งมีฤๅษีพำนักอยู่มาก (ที.สี.อ. ๔๘๔/๓๒๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๑๔}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๑. เกวัฏฏสูตร] ปาฏิหารย์ ๓ อย่าง ๒.อาเทสนาปาฏิหารย์ คนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้เพราะมีวิชานั้น’ เกวัฏฏะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร ผู้ที่ยังไม่มีศรัทธายังไม่เลื่อมใสจะพูดกับผู้ที่มีศรัทธาเลื่อมใสอย่างนั้นหรือไม่” เขากราบทูลว่า “ต้องพูดแน่ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เกวัฏฏะ เราเล็งเห็นโทษในอิทธิปาฏิหาริย์อย่างนี้จึงเหนื่อยหน่าย ระอา รังเกียจเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ ๒. อาเทสนาปาฏิหาริย์

ข้อ ๔๘๕

เกวัฏฏะ ก็อาเทสนาปาฏิหาริย์เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ทายจิต ทายเจตสิก ทายความวิตกวิจารของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ว่า จิตของท่านเป็นอย่างนี้ เป็นไปโดยอาการอย่างนี้ เป็นดังนี้ เพราะเหตุนั้น ผู้ใดผู้หนึ่งที่มีศรัทธาเลื่อมใสเห็นภิกษุนั้นทายจิต ทายเจตสิกทายความวิตกวิจารของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ว่า จิตของท่านเป็นอย่างนี้ เป็นไปโดยอาการอย่างนี้ เป็นดังนี้ ผู้นั้นจะบอกแก่บุคคลผู้ที่ยังไม่มีศรัทธายังไม่เลื่อมใสว่า‘น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ สมณะมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากเหลือเกิน ข้าพเจ้าเพิ่งเคยเห็นท่านนี้ที่ทายจิต ทายเจตสิก ทายความวิตกวิจารของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ว่า จิตของท่านเป็นอย่างนี้ เป็นไปโดยอาการอย่างนี้ เป็นดังนี้’ เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ที่ยังไม่มีศรัทธายังไม่เลื่อมใสจะพูดกับผู้มีศรัทธาเลื่อมใสว่า‘ท่าน มีวิชาประเภทหนึ่งเรียกว่ามณิกา ภิกษุรูปนั้นทายจิต ทายเจตสิก ทายความวิตกวิจารของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ว่า จิตของท่านเป็นอย่างนี้ เป็นไปโดยอาการอย่างนี้ เป็นดังนี้ เพราะมีวิชานั้น’ @เชิงอรรถ : @ วิชามณิกา ได้แก่ วิชาจินดามณี ผู้รู้วิชาจินดามณี สามารถรู้ใจคนอื่นได้ (ที.สี.อ. ๔๘๕/๓๒๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๑๕}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๑. เกวัฏฏสูตร] เรื่องภิกษุแสวงหาความดับของมหาภูตรูป เกวัฏฏะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร ผู้ที่ยังไม่ศรัทธายังไม่เลื่อมใสจะพูดกับผู้ที่มีศรัทธาเลื่อมใสอย่างนั้นหรือไม่” เขากราบทูลว่า “ต้องพูดแน่ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เราเล็งเห็นโทษในอาเทสนาปาฏิหาริย์อย่างนี้ จึงเหนื่อยหน่าย ระอา รังเกียจเรื่องอาเทสนาปาฏิหาริย์ ๓. อนุสาสนีปาฏิหาริย์

ข้อ ๔๘๖

เกวัฏฏะ ก็อนุสาสนีปาฏิหาริย์เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมพร่ำสอนอย่างนี้ว่า ‘ท่านจงตรึกตรองอย่างนี้ อย่าตรึกตรองอย่างนั้น จงใส่ใจอย่างนี้ อย่าใส่ใจอย่างนั้น จงละสิ่งนี้จงเข้าถึงสิ่งนี้อยู่เถิด’ นี้จัดเป็นอนุสาสนี-ปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง ยังมีอีก เกวัฏฏะ ตถาคตอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยตนเองโดยชอบ ฯลฯ (พึงนำข้อความเต็มในสามัญญผลสูตรมาใส่ไว้ในที่นี้) ภิกษุชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยศีลเป็นอย่างนี้แล ฯลฯ บรรลุปฐมฌานอยู่ นี้จัดเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง ฯลฯ บรรลุทุติยฌานอยู่ บรรลุตติยฌานอยู่ บรรลุจตุตถฌานอยู่ ฯลฯ น้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ ฯลฯ นี้จัดเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง ฯลฯ รู้ชัดว่า ... ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป นี้จัดเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง เกวัฏฏะ เราทำให้แจ้งปาฏิหาริย์ ๓ อย่างนี้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วจึงประกาศให้รู้กัน เรื่องภิกษุแสวงหาความดับของมหาภูตรูป

ข้อ ๔๘๗

เกวัฏฏะ เรื่องเคยมีมาแล้ว ภิกษุรูปหนึ่งในหมู่ภิกษุเกิดความคิดคำนึง ว่า มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมดับสนิทที่ไหนหนอ @เชิงอรรถ : @ ความเต็มเหมือนในสามัญญผลสูตร ข้อ ๑๙๔-๒๑๒ และควรดูเทียบจนถึงข้อ ๒๔๘

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๑๖}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๑. เกวัฏฏสูตร] เรื่องภิกษุแสวงหาความดับของมหาภูตรูป

ข้อ ๔๘๘

ทีนั้นแล ภิกษุจึงเข้าสมาธิถึงขั้นที่จิตตั้งมั่นจนเห็นทางไปเทวโลก ครั้นแล้วเธอเข้าไปหาพวกเทพชั้นจาตุมหาราชิกา แล้วถามว่า ‘ท่านผู้มีอายุ มหาภูต-รูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมดับสนิทที่ไหน’ เมื่อเธอถามอย่างนี้ พวกเทพชั้นจาตุมหาราชิกาตอบว่า ‘พวกเราไม่ทราบที่ที่มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ดับสนิทไปเหมือนกัน แต่ท้าวมหาราช ๔ องค์ซึ่งยิ่งใหญ่และสำคัญกว่าพวกเราคงจะทราบ’

ข้อ ๔๘๙

ทีนั้น เธอจึงเข้าไปหาท้าวมหาราชทั้ง ๔ องค์ แล้วถามว่า ‘ท่านผู้มีอายุ มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมดับสนิทที่ไหน’ เมื่อเธอถามอย่างนี้ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ องค์ตอบว่า ‘แม้พวกเราก็ไม่ทราบที่ที่มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ดับสนิทไปเหมือนกัน แต่พวกเทพชั้นดาวดึงส์ซึ่งยิ่งใหญ่และสำคัญกว่าพวกเราคงจะทราบ’

ข้อ ๔๙๐

ทีนั้น เธอจึงเข้าไปหาพวกเทพชั้นดาวดึงส์แล้วถามว่า ‘ท่านผู้มีอายุมหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมดับสนิทที่ไหน’ เมื่อเธอถามอย่างนี้ พวกเทพชั้นดาวดึงส์ตอบว่า ‘แม้พวกเราก็ไม่ทราบที่ที่มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ดับสนิทไปเหมือนกันแต่ท้าวสักกเทวราชผู้ยิ่งใหญ่และสำคัญกว่าพวกเราคงจะทราบ’

ข้อ ๔๙๑

ทีนั้น เธอจึงเข้าไปหาท้าวสักกเทวราชแล้วถามว่า ‘ท่านผู้มีอายุมหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมดับสนิทที่ไหน’ เมื่อเธอถามอย่างนี้ ท้าวสักกเทวราชตอบว่า ‘แม้เราก็ไม่ทราบที่ที่มหาภูตรูป๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ดับสนิทไปเหมือนกัน แต่พวกเทพชั้นยามา ฯลฯ เทพบุตรชื่อสุยาม ฯลฯ พวกเทพชั้นดุสิต ฯลฯ เทพบุตรชื่อสันดุสิต ฯลฯ พวกเทพชั้นนิมมานรดี ฯลฯ เทพบุตรชื่อสุนิมมิต ฯลฯ พวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ฯลฯ เทพบุตรชื่อวสวัตดีซึ่งยิ่งใหญ่และสำคัญกว่าพวกเราคงจะทราบ’

ข้อ ๔๙๒

ทีนั้น เธอจึงเข้าไปหาเทพบุตรชื่อวสวัตดีแล้วถามว่า ‘ท่านผู้มีอายุ มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมดับสนิทที่ไหน’

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๑๗}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๑. เกวัฏฏสูตร] เรื่องภิกษุแสวงหาความดับของมหาภูตรูป เมื่อเธอถามอย่างนี้ เทพบุตรชื่อวสวัตดีตอบว่า ‘แม้เราก็ไม่ทราบที่ที่มหาภูตรูป ๔คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ดับสนิทไปเหมือนกัน แต่พวกเทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหม ซึ่งยิ่งใหญ่และสำคัญกว่าเราคงจะทราบ’

ข้อ ๔๙๓

ทีนั้นแล ภิกษุจึงเข้าสมาธิถึงขั้นที่จิตตั้งมั่นจนเห็นทางไปพรหมโลกครั้นแล้วเธอเข้าไปหาพวกเทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหมแล้วถามว่า ‘ท่านผู้มีอายุมหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมดับสนิทที่ไหน’เมื่อเธอถามอย่างนี้ พวกเทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหมตอบว่า ‘แม้พวกเราก็ไม่ทราบที่ที่มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ดับสนิทไปเหมือนกันแต่พระพรหมผู้เป็นท้าวมหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครข่มเหงได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง ผู้บันดาล ผู้ประเสริฐ ผู้บงการ ผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของสัตว์ผู้เกิดแล้วและกำลังจะเกิดซึ่งยิ่งใหญ่และสำคัญกว่าพวกเราคงจะทราบ’ เธอถามว่า ‘ท่านผู้มีอายุ เวลานี้ท้าวมหาพรหมอยู่ที่ไหน’ พวกเทพเหล่านั้นตอบว่า ‘แม้พวกเราก็ไม่รู้ที่อยู่ของท้าวมหาพรหมหรือทิศทางที่ท้าวมหาพรหมอยู่ แต่มีนิมิตที่สังเกตได้ (คือ) แสงสว่างเกิดขึ้น โอภาสปรากฏขึ้น ท้าวมหาพรหมก็จะปรากฏพระองค์ด้วย การที่แสงสว่างเกิดขึ้น โอภาสปรากฏขึ้นนี้ จัดเป็นบุรพนิมิตแห่งการปรากฏของท้าวมหาพรหม’ ต่อมาไม่นานท้าวมหาพรหมได้ปรากฏพระองค์ขึ้น

ข้อ ๔๙๔

ลำดับนั้น ภิกษุนั้นเข้าไปหาท้าวมหาพรหมแล้วถามว่า ‘ท่านผู้มีอายุ มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมดับสนิทที่ไหน’เมื่อเธอถามอย่างนี้ ท้าวมหาพรหมตอบว่า ‘เราเป็นพรหมผู้เป็นท้าวมหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครข่มเหงได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง ผู้บันดาลผู้ประเสริฐ ผู้บงการ ผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของสัตว์ผู้เกิดแล้วและกำลังจะเกิด’ แม้ครั้งที่ ๒ ภิกษุนั้นกล่าวกะท้าวมหาพรหมว่า ‘ท่านผู้มีอายุ อาตมาไม่ได้ถามท่านว่า ท่านเป็นพระพรหมผู้เป็นมหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครข่มเหงได้ เห็นถ่องแท้เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง ผู้บันดาล ผู้ประเสริฐ ผู้บงการ ผู้ทรงอำนาจเป็นบิดาของสัตว์ผู้เกิดแล้วและกำลังจะเกิดหรือ แต่อาตมาถามท่านอย่างนี้ว่า มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมดับสนิทที่ไหน’

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๑๘}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๑. เกวัฏฏสูตร] อุปมาด้วยนกบินดูฝั่ง แม้ครั้งที่ ๒ ท้าวมหาพรหมก็คงตอบว่า ‘เราเป็นพรหมผู้เป็นท้าวมหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครข่มเหงได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง ผู้บันดาลผู้ประเสริฐ ผู้บงการ ผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของสัตว์ผู้เกิดแล้วและกำลังจะเกิด’ แม้ครั้งที่ ๓ ภิกษุนั้นกล่าวกะท้าวมหาพรหมว่า ‘ท่านผู้มีอายุ อาตมาไม่ได้ถามท่านว่า ท่านเป็นพระพรหมผู้เป็นมหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครข่มเหงได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง ผู้บันดาล ผู้ประเสริฐ ผู้บงการ ผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของสัตว์ผู้เกิดแล้วและกำลังจะเกิดหรือ แต่อาตมาถามท่านอย่างนี้ว่า มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมดับสนิทที่ไหน’

ข้อ ๔๙๕

ทันใดนั้น ท้าวมหาพรหมนั้นจับแขนภิกษุนั้นพาไป ณ ที่สมควรแล้วกล่าวว่า ‘ภิกษุ พวกเทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหมเข้าใจว่า ไม่มีอะไรที่พระพรหมไม่ได้รู้ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ทราบ ไม่ได้ประจักษ์แจ้ง ดังนั้น เราจึงไม่ตอบต่อหน้าพวกเทพเหล่านั้นว่า แม้เราก็ไม่ทราบที่ที่มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุและวาโยธาตุดับสนิทเหมือนกัน ฉะนั้น การที่ท่านละเลยพระผู้มีพระภาคแล้วมาหาคำตอบเรื่องนี้ภายนอก นับว่าทำผิด นับว่าทำพลาด ไปเถิด ภิกษุ ท่านจงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้วทูลถามปัญหานี้ และพึงจำไว้ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ’

ข้อ ๔๙๖

ลำดับนั้น ภิกษุได้หายไปจากพรหมโลกมาปรากฏต่อหน้าเรา เปรียบเหมือนคนแข็งแรงเหยียดแขนออกหรือพับแขนเข้าฉะนั้น เธอกราบเราแล้วนั่งลง ณที่สมควร ถามเราว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุเตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมดับสนิทที่ไหนหนอแล’ อุปมาด้วยนกบินดูฝั่ง

ข้อ ๔๙๗

เมื่อเธอถามอย่างนี้ เราได้ตอบว่า ภิกษุ เรื่องเคยมีมาแล้ว พวก พ่อค้าเดินเรือทะเลนำนกตีรทัสสีลงเรือไป เมื่อมองไม่เห็นฝั่ง พวกเขาจึงปล่อยนกตีรทัสสีไป นกนั้นบินไปยังทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศเบื้องบนและทิศเฉียง ถ้ามันยังแลเห็นชายฝั่งรอบๆ ก็จะบินเลยไป ถ้ามันแลไม่เห็นฝั่งโดย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๑. เกวัฏฏสูตร] อุปมาด้วยนกบินดูฝั่ง รอบก็จะบินกลับมาที่เรือนั้นอีก ภิกษุ เธอก็เช่นกัน เที่ยวเสาะหาไปจนถึงพรหมโลกก็ยังไม่ได้คำตอบของปัญหานี้ ในที่สุดต้องกลับมาหาเรา ปัญหานี้เธอไม่ควรถามว่ามหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมดับสนิทที่ไหนหนอแล

ข้อ ๔๙๘

แต่ควรถามอย่างนี้ว่า ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ย่อมตั้ง อยู่ไม่ได้ในที่ไหน อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียด และหยาบ งามและไม่งาม ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหน นามและรูปย่อมดับสนิทในที่ไหน

ข้อ ๔๙๙

ในปัญหานั้น มีคำตอบดังนี้ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ย่อมตั้ง อยู่ไม่ได้ในวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่มีที่สุด แต่มีท่าข้าม โดยรอบด้าน อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียด และหยาบ งามและไม่งาม ก็ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ ในวิญญาณ นี้เช่นเดียวกัน นามและรูปย่อมดับสนิท ในวิญญาณ นี้เช่นเดียวกัน เพราะวิญญาณ ดับไป นามและรูปนั้นก็ย่อมดับสนิทในที่นั้น”

ข้อ ๕๐๐

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว บุตรคหบดีชื่อเกวัฏฏะมีใจยินดี ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล เกวัฏฏสูตรที่ ๑๑ จบ @เชิงอรรถ : @ วิญญาณ ในที่นี้หมายถึง พระนิพพาน (ที.สี.อ. ๔๙๙/๓๒๖) @ ท่าข้าม ในที่นี้หมายถึง กรรมฐาน ๓๘ ประการ (ที.สี.อ. ๔๙๙/๓๒๗)@ จริมกวิญญาณบ้าง อภิสังขารวิญญาณบ้าง (ที.สี.อ. ๔๙๙/๓๒๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๒๐}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาเกวัฏฏสูตร

เกวฏฺฏคหปติปุตฺตวตฺถุวณฺณนา

เกวัฏฏสูตรมีบทเริ่มว่า ข้าพเจ้า (พระอานนท์เถระเจ้า) ได้สดับมาอย่างนี้ ฯเปฯ ใกล้เมืองนาลันทา.

จะพรรณนาบทโดยลำดับในเกวัฏฏสูตรนั้น.

บทว่า ปวาริกัมพวัน คือ สวนมะม่วงของปาวาริกเศรษฐี.

บทว่า เกวัฏฏะนี้ เป็นชื่อของบุตรคฤหบดี.

มีเรื่องเล่ามาว่า เกวัฏฏะบุตรคฤหบดีนั้นมีทรัพย์ประมาณ ๔๐ โกฏิ เป็นคฤหบดีผู้มั่งคั่ง ได้เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส (พระพุทธศาสนา) เป็นอย่างยิ่ง เพราะเหตุที่เขามีศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงคิดว่า หากจะมีภิกษุสักรูปหนึ่งเหาะไปในอากาศ พึงแสดงปาฏิหาริย์หลายๆ อย่าง ระหว่างกึ่งเดือน หรือหนึ่งเดือน หรือหนึ่งปีมหาชนก็จะพากันเลื่อมใสยิ่งนัก ถ้ากระไร เราจะกราบทูลขอร้องพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ทรงอนุญาตภิกษุรูปหนึ่งเพื่อแสดงปาฏิหาริย์ แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลอย่างนี้.

บทว่า มั่งคั่ง คือ มั่งคั่งสมบูรณ์.

บทว่า มั่งมี คือ ถึงความเจริญ เพราะมากด้วยภัณฑะนานาชนิด.

บทว่า คับคั่งไปด้วยมนุษย์ อธิบายว่า จอแจไปด้วยหมู่มนุษย์สัญจรไปมา ดูเหมือนว่าไหล่กับไหล่จะเสียดสีกัน.

บทว่า จงจัด หมายถึง ขอร้อง คือตั้งให้ดำรงตำแหน่ง.

บทว่า ธรรมที่ยิ่งยวดของมนุษย์ อธิบายว่า ยิ่งกว่า ธรรมของมนุษย์ผู้ยิ่งยวด หรือธรรมของมนุษย์ อันได้แก่กุศล ๑๐.

บทว่า เป็นอย่างยิ่ง สุดที่จะประมาณได้ อธิบายว่า จักเลื่อมใสอย่างยิ่งสุดที่จะประมาณได้ เหมือนดวงประทีปที่โชติช่วง แม้กว่าปรกติ เพราะได้เชื้อน้ำมัน.

บทว่า เราไม่แสดงธรรมอย่างนี้ มีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ในเรื่องราชคหเศรษฐี เพราะฉะนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า เราไม่แสดงธรรมอย่างนี้.

บทว่า เราไม่กำจัด อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราจะไม่ทำลายโดยให้คุณธรรมพินาศไป คือให้ถึงการทำลายศีล แล้วลดลงจากฐานะสูง ตั้งอยู่ในฐานะต่ำโดยลำดับ โดยที่แท้เราหวังความเจริญของพระพุทธศาสนา จึงกล่าวดังนั้น.

บทว่า แม้ครั้งที่ ๓ แล อธิบายว่า ไม่มีผู้สามารถจะกล่าวห้ามพระดำรัสของพระพุทธเจ้าถึง ๓ ครั้ง แต่เกวัฏฏะกราบทูลถึง ๓ ครั้งด้วยคิดว่า เราคุ้นเคยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นคนโปรด หวังต่อประโยชน์ ดังนี้.

อิทฺธิปาฏิหาริยวณฺณนา

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า อุบาสกนี้แม้เมื่อเราห้าม ก็ยังขอร้องอยู่บ่อยๆ ช่างเถิด เราจะชี้โทษในการแสดงปาฏิหาริย์แก่เธอ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ปาฏิหาริย์ ๓ อย่างแล.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อมาหํ ภิกฺขุํ ตัดบทเป็น อมุํ อหํ ภิกฺขุํ

บทว่า วิชาชื่อคันธารี อธิบายว่า วิชานี้ ฤษีชื่อคันธาระเป็นผู้ทำ หรือเป็นวิชาที่เกิดขึ้นในแคว้นคันธาระ. มีเรื่องเล่ากันมาว่า ในแคว้นคันธาระนั้น พวกฤษีอาศัยอยู่มาก บรรดาฤษีเหล่านั้น ฤษีผู้หนึ่งทำวิชานี้ขึ้น.

บทว่า เราอึดอัด อธิบายว่า เราอยู่อย่างอึดอัดคือราวกะว่าถูกบีบ.

บทว่า เราระอา คือ ละอาย.

บทว่า เรารังเกียจ คือ เราเกิดความรังเกียจเหมือนเห็นคูถ.

บทว่า แห่งสัตว์อื่น คือ แห่งสัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่น.

บทที่ ๒ คือแห่งบุคคลอื่น เป็นไวพจน์ของบทนั้นนั่นแล.

บทว่า ย่อมทาย คือ ย่อมกล่าว.

บทว่า ความรู้สึกในใจ หมายถึง โสมนัสและโทมนัส.

บทว่า ใจของท่านเป็นไปโดยอาการอย่างนี้ อธิบายว่า ใจของท่านตั้งอยู่ในโสมนัส โทมนัส หรือประกอบด้วยกามวิตกเป็นต้น.

บทที่ ๒ เป็นไวพจน์ของบทนั้นแล.

บทว่า จิตของท่านเป็นอย่างนี้ คือจิตของท่านเป็นเช่นนี้. อธิบายว่า จิตของท่านคิดถึงเรื่องนี้และเรื่องนี้เป็นไปแล้ว.

บทว่า วิชาชื่อมณิกา ท่านชี้แจงว่า มีวิชาหนึ่งในโลกได้ชื่ออย่างนี้ว่า จินดามณี บุคคลย่อมรู้ถึงจิตของคนอื่นได้ ด้วยวิชาจินดามณีนั้น.

อนุสาสนีปาฏิหาริยวณฺณนา

บทว่า ท่านทั้งหลายจงตรึกอย่างนี้ คือ ตรึกให้เป็นไปทาง เนกขัมมวิตกเป็นต้น.

บทว่า อย่าตรึกอย่างนี้ คือ อย่าตรึกให้เป็นไปทางกามวิตกเป็นต้น.

บทว่า จงทำในใจอย่างนี้ คือ ทำในใจถึงอนิจจสัญญา หรือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในทุกขสัญญาเป็นต้นอย่างนี้.

บทว่า อย่า ... อย่างนี้ คือ อย่าทำในใจโดยนัยเป็นต้นว่า เป็นของเที่ยง ดังนี้.

บทว่า จงละสิ่งนี้ คือ จงละความกำหนัดอันเคลือบด้วยกามคุณนี้.

บทว่า จงเข้าถึงสิ่งนี้ อธิบายว่า จงเข้าถึง คือบรรลุ สำเร็จ โลกุตตรธรรม อันได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นี้แลอยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงฤทธิ์ต่างๆ ชื่ออิทธิปาฏิหาริย์. การรู้จิตของผู้อื่น แล้วพูด ชื่ออาเทศนาปาฏิหาริย์. การแสดงธรรมเนืองๆ ของพระสาวกและของพระพุทธเจ้า ชื่ออนุสาสนีปาฏิหาริย์.

ในปาฏิหาริย์เหล่านั้น พระมหาโมคคัลลานะแสดงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแสดงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ด้วยอาเทศนาปาฏิหาริย์. เมื่อพระเทวทัตทำลายสงฆ์ ได้พาภิกษุ ๕๐๐ รูปไปแล้ว แสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้นด้วยพุทธลีลา ณ ตำบล คยาสีสะ ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงส่งพระอัครสาวก ๒ รูปไป พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรทราบวารจิตของภิกษุเหล่านั้นแล้วแสดงธรรม. ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปฟังธรรมเทศนาของพระเถระก็บรรลุโสดาปัตติผล. ต่อมาพระมหาโมคคัลลานเถระได้แสดงการแผลงฤทธิ์ต่างๆ แล้ว แสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น ภิกษุทั้งหมดฟังธรรมของท่านแล้วต่างได้บรรลุพระอรหัตตผล. ครั้นแล้วพระมหานาคทั้งสองพาภิกษุ ๕๐๐ รูป เหาะสู่เวหามาถึงวิหารเวฬุวัน.

การแสดงธรรมเนืองๆ ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์.

ในปาฏิหาริย์เหล่านั้น อิทธิปาฏิหาริย์ และอาเทศนาปาฏิหาริย์ ยังติเตียนได้ ยังมีโทษ ไม่ยั่งยืนอยู่นาน เพราะไม่ยั่งยืนอยู่นาน จึงไม่นำสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้. อนุสาสนีปาฏิหาริย์เท่านั้นไม่ติเตียนได้ ไม่มีโทษ ตั้งอยู่ได้นาน เพราะตั้งอยู่ได้นาน จึงนำสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงติเตียนอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทศนาปาฏิหาริย์ ทรงสรรเสริญอนุสาสนีปาฏิหาริย์อย่างเดียว.

บทว่า เรื่องเคยมีมาแล้วนี้ เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงปรารภขึ้น. ที่ทรงปรารภขึ้นก็เพื่อทรงแสดงถึงอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทศนาปาฏิหาริย์ไม่นำสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ได้ และเพื่อทรงแสดงถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์เท่านั้น ที่จะนำสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ได้. อีกอย่างหนึ่ง มีภิกษุรูปหนึ่งชื่อมหาภูตปริเยสกะ แสวงหามหาภูตรูป เที่ยวไปจนถึงพรหมโลก ไม่ได้ช่องแก้ปัญหา จึงมาทูลถามพระพุทธเจ้า แล้วก็หมดสงสัยไป. เพราะเหตุอะไร. เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เหตุการณ์อันนี้ได้ปกปิดแล้ว ครั้นต่อมาพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงเปิดเผยแสดงเหตุการณ์นั้น จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า เรื่องเคยมีมาแล้ว ดังนี้.

บทว่า ในที่ไหนหนอแล อธิบายว่า บุคคลอาศัยอะไรแล้ว บรรลุอะไร มหาภูต ๔ นั้น จึงดับโดยไม่เหลือด้วยอำนาจเป็นไปไม่ได้ในที่ไหน ก็มหาภูตกถานี้ ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคโดยพิสดาร. เพราะฉะนั้น ควรค้นหาจากวิสุทธิมรรคนั้นเถิด.

บทว่า ทางไปเทวโลก คือ ชื่อว่าทางไปเทวโลกเฉพาะนั้น ไม่มี. ก็บทนั้นเป็นชื่อของอิทธิวิธญาณ.

จริงอยู่ ทางนั้นเป็นไปสู่อำนาจทางกายย่อมไปสู่เทวโลก ตลอดถึงพรหมโลกได้โดยทางนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าทางไปเทวโลก.

บทว่า เทวดาชั้นจาตุมมหาราชโดยที่ใด ความว่า ภิกษุไม่ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ประทับอยู่ในที่ใกล้ สำคัญว่า ตามธรรมดา เทวดาที่เขาโจทกันย่อมมีอานุภาพมากดังนี้จึงเข้าไปหา. ข้อที่ว่า ดูก่อนภิกษุ แม้พวกข้าพเจ้าก็ไม่รู้ หมายถึง พวกเทวดาถูกถามปัญหาในพุทธวิสัยย่อมไม่รู้จึงได้กล่าวอย่างนั้น. ลำดับนั้น ภิกษุนั้นสำทับพวกเทวดาว่า พวกท่านตอบปัญหานี้ของเราไม่ได้ ก็จงบอกมาเร็วๆ จึงถามแล้วถามอีก. พวกเทวดาคิดว่า ภิกษุรูปนี้สำทับเรา เราจักปลดเปลื้อง ภิกษุนั้นให้พ้นไปจากพวกเรา จึงได้กล่าวคำเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุ ยังมีท้าวมหาราชอีก ๔ องค์.

บทว่า รุ่งเรืองยิ่งนัก คือ งามเหลือเกิน.

บทว่า วิเศษกว่า คือ สูงสุดด้วยวรรณะ ยศ และความเป็นใหญ่ เป็นต้น. พึงทราบเนื้อความในทุกวาระโดยนัยนี้. แต่เนื้อความนี้พิเศษ. นัยว่าท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่าปัญหานี้เป็นพุทธวิสัย คนอื่นไม่สามารถแก้ได้ ก็ภิกษุนี้ละเลยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอัครบุคคลในโลก เที่ยวถามพวกเทวดา ดุจคนละเว้นไฟเป่าหิ่งห้อย และดุจคนละเว้นกลอง ตีท้อง เราจะส่งภิกษุนั้นไปยังสำนักพระศาสดา.

ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงดำริอีกว่า ภิกษุนั้นไปไกลมากแล้ว จักหมดสงสัยในสำนักของพระศาสดา.

อนึ่ง ธรรมดาบุคคลเช่นนี้ก็มีอยู่ เมื่อเดินทางไปได้เพียงเล็กน้อย มักมีความลำบาก แต่ภายหลังจักรู้ ดังนี้ จึงกล่าวกะภิกษุนั้น เป็นต้นว่า แม้เราก็ไม่รู้ ดังนี้. แม้ทางไปพรหมโลก ก็เช่นเดียวกับทางไปเทวโลก. ทางไปเทวโลกก็ดี การเข้าถึงธรรมก็ดี ความแน่วแน่ชั่วขณะจิตหนึ่งก็ดี ความคิดคาดคะเนก็ดี จิตไปสูงก็ดี ความรู้ยิ่งก็ดี ทั้งหมดนี้เป็นชื่อของอิทธิวิธญาณนั่นเอง.

บทว่า บุพพนิมิต ท่านแสดงไว้ว่า นิมิตในส่วนแรกที่จะมาถึง เหมือนรุ่งอรุณมีเพราะพระอาทิตย์ขึ้น เพราะฉะนั้น พระพรหมจักมาในบัดนี้. พวกข้าพเจ้ารู้เพียงนี้.

บทว่า ปาตุรโหสิ แปลว่า ได้ปรากฏแล้ว.

ครั้งนั้นแล พระพรหมเมื่อถูกภิกษุนั้นถาม รู้ความที่มิใช่วิสัยของตน จึงคิดว่า หากเราบอกว่า เราไม่รู้ พวกนี้จักดูหมิ่นเรา ถ้าเราจักกล่าวอะไรๆ ทำเป็นเหมือนรู้ภิกษุไม่มีจิตปรารภด้วยคำพยากรณ์ของเรา จักยกคำพูดของเรา เมื่อเราบอกว่า ดูก่อนภิกษุ เราเป็นพรหม ดังนี้เป็นต้นใครๆ ก็จักไม่เชื่อถ้อยคำ ถ้ากระไร เราจะบอกปัดส่งภิกษุนี้ไปเฝ้าพระศาสดาดังนี้ จึงกล่าวว่า ดูก่อนภิกษุ เราเป็นพรหม ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า นำออกไป ณ ส่วนข้างหนึ่ง ดังนี้ เพราะเหตุไรจึงได้ทำอย่างนั้นเพราะเพื่อความพิศวง. บทว่า เสาะหาการพยากรณ์ในภายนอก อธิบายว่า ถึงการแสวงหาในภายนอกตลอดถึงพรหมโลก ดุจคนต้องการน้ำมัน บีบทรายฉะนั้น.

บทว่า นก ได้แก่ กา หรือ เหยี่ยว.

ข้อว่า ภิกษุไม่ควรถามปัญหาอย่างนี้ มีอธิบายว่า เพราะภิกษุควรถามปัญหาให้ถูกจุดหมาย ก็ภิกษุนี้ถือ สิ่งไม่มีใจครองถามนอกจุดหมาย ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงปฏิเสธ. นัยว่า การแสดงโทษคำถามของผู้หลงผิดในคำถาม แล้วให้สำเหนียกคำถาม จึงตอบในภายหลังเป็นหลักปฏิบัติของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เพราะเหตุไร. เพราะผู้ไม่รู้เพื่อจะถามจึงถาม ชื่อว่าเป็นคนไม่ฉลาด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้สำเหนียกปัญหาจึงตรัสว่า อาโปธาตุย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหน ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า ตั้งอยู่ไม่ได้ คือ ดำรงอยู่ไม่ได้. มีอธิบายว่า มหาภูตรูป ๔ เหล่านี้อาศัยอะไรจึงเป็นอันตั้งอยู่ไม่ได้ ท่านถามหมายถึงสิ่งมีใจครองเท่านั้น.

บทว่า ยาวและสั้น ท่านกล่าวถึงอุปาทายรูปโดยสัณฐาน. บทว่า ละเอียด หยาบ หมายถึง เล็กหรือใหญ่. ท่านกล่าวเพียงทรวดทรงในอุปาทายรูปเท่านั้น แม้ด้วยบทนี้.

บทว่า งามและไม่งาม คือ อุปาทายรูปที่ดีและไม่ดีนั่นเอง ก็ที่ว่า อุปาทายรูปงามไม่งาม มีอยู่ หรือ ไม่มี. แต่ท่านกล่าวถึงอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์อย่างนี้.

บทว่า นามและรูป คือ นามและรูปอันต่างกันมียาว เป็นต้น.

บทว่า อุปรุชฺฌติ แปลว่า ย่อมดับไป.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงคำถามว่า ควรจะถามอย่างนี้ว่า นามและรูปนั้นอาศัยอะไรจึงเป็นไปไม่ได้อย่างไม่มีเหลือ เมื่อจะทรงแก้ปัญหาจึงตรัสว่า ในปัญหานั้นมีพยากรณ์ดังนี้ แล้วตรัสว่า ธรรมชาติที่รู้แจ้ง เป็นต้น

บทว่า ควรรู้แจ้ง คือ ธรรมชาติที่รู้แจ้ง. เป็นชื่อของนิพพาน. นิพพานนั้น แสดงไม่ได้ เพราะไม่มีการแสดง. นิพพานชื่อว่าไม่มีที่สุด เพราะไม่มีเกิด ไม่มีเสื่อม ไม่มีความเป็นอย่างอื่นของผู้ตั้งอยู่.

บทว่า แจ่มใส คือ น้ำสะอาด.

นัยว่า บทนี้เป็นชื่อของท่าน้ำ. เป็นที่น้ำไหล ท่านทำปอักษรให้เป็นภอักษร ท่าข้ามของนิพพานนั้นมีอยู่ทุกแห่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อมีท่าข้ามทุกแห่ง.

ชนทั้งหลายประสงค์จะข้ามจากที่ใดๆ ของมหาสมุทร มีท่าเป็นเส้นทางที่จะไม่มีท่าไม่มี ฉันใด ชนทั้งหลายประสงค์จะข้ามให้ถึงพระนิพพานโดยอุบายอันใดในกรรมฐาน ๓๘ กรรมฐานเป็นท่า เป็นเส้นทางกรรมฐานจะไม่ใช่ท่าของนิพพานไม่มี ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีท่าข้ามทุกแห่ง. ในบทว่า อาโปธาตุนี้ ท่านอาศัยนิพพาน จึงกล่าวทั้งหมดนั้น โดยนัยเป็นต้นว่า อาโปธาตุ ธรรมชาติที่มีใจครอง ย่อมดับโดยไม่มีเหลือ คือเป็นไปไม่ได้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงอุบายดับไม่มีเหลือของธรรมชาตินั้น จึงตรัสว่า เพราะวิญญาณดับ นามและรูปนั้นย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้ ดังนี้.

บทว่า วิญญาณ คือ วิญญาณเดิมบ้าง วิญญาณที่ปรุงแต่งบ้าง.

จริงอยู่ เพราะวิญญาณเดิมดับ นามและรูปนั้นย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้ คือว่าย่อมถึงความไม่มีบัญญัติเหมือนเปลวประทีปที่ถูกเผาหมดไป ฉะนั้นเพราะไม่เกิดขึ้น และดับไปโดยไม่เหลือแห่งวิญญาณที่ปรุงแต่งนามและรูป จึงดับโดยไม่เกิดขึ้น เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า เพราะดับวิญญาณที่ปรุงแต่งด้วยโสดาปัตติมัคคญาณ นามและรูปที่พึงเกิดในสังสารวัฏอันไม่มีเบื้องต้น และที่สุดเว้นภพทั้ง ๗ ย่อมดับโดยไม่มีเหลือ ในธรรมชาตินี้ ดังนี้.

ทั้งหมดพึงทราบตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในจูฬนิเทศนั้นแล.

____________________________

ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๘๙

ส่วนที่เหลือในทุกๆ บทง่ายทั้งนั้น.

อรรถกถาเกวัฏฏสูตรแห่งอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินีจบแล้วด้วยประการฉะนี้.

สูตรที่ ๑๑ จบ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา