อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๑๒. โลหิจจสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๕๑–๓๖๔พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 14 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 14 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 17 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

โลหิจฺจสุตฺตํ ทฺวาทสมํ

เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา โกสเลสุ จาริกํ จรมาโน มหตา ภิกฺขุสํเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ เยน สาลวติกา ตทวสริ ฯ เตน โข ปน สมเยน โลหิจฺโจ พฺราหฺมโณ สาลวติกํ อชฺฌาวสติ สตฺตุสฺสทํ สติณกฏฺโฐทกํ สธญฺญํ ราชโภคฺคํ รญฺญา ปเสนทิโกสเลน ทินฺนํ ราชทายํ พฺรหฺมเทยฺยํ ฯ

เตน โข ปน สมเยน โลหิจฺจสฺส พฺราหฺมณสฺส เอวรูปํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ อิธ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา กุสลํ ธมฺมํ อธิคจฺเฉยฺย กุสลํ ธมฺมํ อธิคนฺตฺวา น ปรสฺส อาโรเจยฺย กิญฺหิ ปโร ปรสฺส กริสฺสติ เสยฺยถาปิ นาม ปุราณํ พนฺธนํ ฉินฺทิตฺวา อญฺญํ นวํ พนฺธนํ กเรยฺย เอวํ สมฺปทมิทํ ปาปกํ โลภธมฺมํ วทามิ กิญฺหิ ปโร ปรสฺส กริสฺสตีติ ฯ อสฺโสสิ โข โลหิจฺโจ พฺราหฺมโณ สมโณ ขลุ โภ โคตโม สกฺยปุตฺโต สกฺยกุลา ปพฺพชิโต โกสเลสุ จาริกญฺจรมาโน มหตา ภิกฺขุสํเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ สาลวติกํ อนุปฺปตฺโต ตํ โข ปน ภวนฺตํ โคตมํ เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต อิติปิ โส ภควา ฯเปฯ พุทฺโธ ภควาติ โส อิมํ โลกํ สเทวกํ สมารกํ สพฺรหฺมกํ สสฺสมณพฺราหฺมณึ ปชํ สเทวมนุสฺสํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ สาธุ โข ปน ตถารูปานํ อรหตํ ทสฺสนํ โหตีติ ฯ

อถโข โลหิจฺโจ พฺราหฺมโณ โรสิกํ นฺหาปิตํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ สมฺม โรสิเก เยน สมโณ โคตโม เตนุปสงฺกม อุปสงฺกมิตฺวา มม วจเนน สมณํ โคตมํ อปฺปาพาธํ อปฺปาตงฺกํ ลหุฏฺฐานํ พลํ ผาสุวิหารํ ปุจฺฉ โลหิจฺโจ โภ โคตม พฺราหฺมโณ ภวนฺตํ โคตมํ อปฺปาพาธํ อปฺปาตงฺกํ ลหุฏฺฐานํ พลํ ผาสุวิหารํ ปุจฺฉตีติ เอวญฺจ วเทหิ อธิวาเสตุ กิร ภวํ โคตโม โลหิจฺจสฺส พฺราหฺมณสฺส สฺวาตนาย ภตฺตํ สทฺธึ ภิกฺขุสํเฆนาติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข โรสิโก นฺหาปิโก โลหิจฺจสฺส พฺราหฺมณสฺส ปฏิสฺสุตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โรสิโก นฺหาปิโก ภควนฺตํ เอตทโวจ โลหิจฺโจ ภนฺเต พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ อปฺปาพาธํ อปฺปาตงฺกํ ลหุฏฺฐานํ พลํ ผาสุวิหารํ ปุจฺฉติ เอวญฺจ วเทติ อธิวาเสตุ กิร ภนฺเต ภควา โลหิจฺจสฺส พฺราหฺมณสฺส สฺวาตนาย ภตฺตํ สทฺธึ ภิกฺขุสํเฆนาติ ฯ อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน ฯ

อถโข โรสิโก นฺหาปิโต ภควโต อธิวาสนํ วิทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เยน โลหิจฺโจ พฺราหฺมโณ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา โลหิจฺจํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ อโวจุมฺหา โข มยํ โภโต วจเนน ตํ ภควนฺตํ โลหิจฺโจ ภนฺเต พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ อปฺปาพาธํ อปฺปาตงฺกํ ลหุฏฺฐานํ พลํ ผาสุวิหารํ ปุจฺฉติ เอวญฺจ วเทติ อธิวาเสตุ กิร ภนฺเต ภควา โลหิจฺจสฺส พฺราหฺมณสฺส สฺวาตนาย ภตฺตํ สทฺธึ ภิกฺขุสํเฆนาติ อธิวุฏฺฐญฺจ ปน เตน ภควตาติ ฯ อถโข โลหิจฺโจ พฺราหฺมโณ ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน สเก นิเวสเน ปณีตํ ขาทนียํ โภชนียํ ปฏิยาเทตฺวา โรสิกํ นฺหาปิตํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ สมฺม โรสิเก เยน สมโณ โคตโม เตนุปสงฺกม อุปสงฺกมิตฺวา สมณสฺส โคตมสฺส กาลํ อาโรเจหิ กาโล โภ โคตม นิฏฺฐิตํ ภตฺตนฺติ ฯ เอวํ โภติ โข โรสิโก นฺหาปิโต โลหิจฺจสฺส พฺราหฺมณสฺส ปฏิสฺสุตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิโต โข โรสิโก นฺหาปิโต ภควโต กาลํ อาโรเจสิ กาโล ภนฺเต นิฏฺฐิตํ ภตฺตนฺติ ฯ

อถโข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สทฺธึ ภิกฺขุสํเฆน เยน สาลวติกา เตนุปสงฺกมิ ฯ {๓๕๕.๑} เตน โข ปน สมเยน โรสิโก นฺหาปิโต ภควนฺตํ ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพนฺโธ โหติ ฯ อถโข โรสิโก นฺหาปิโต ภควนฺตํ เอตทโวจ โลหิจฺจสฺส ภนฺเต พฺราหฺมณสฺส เอวรูปํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ อิธ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา กุสลํ ธมฺมํ อธิคจฺเฉยฺย กุสลํ ธมฺมํ อธิคนฺตฺวา น ปรสฺส อาโรเจยฺย กิญฺหิ ปโร ปรสฺส กริสฺสติ เสยฺยถาปิ นาม ปุราณํ พนฺธนํ ฉินฺทิตฺวา อญฺญํ นวํ พนฺธนํ กเรยฺย เอวํ สมฺปทมิทํ ปาปกํ โลภธมฺมํ วทามิ กิญฺหิ ปโร ปรสฺส กริสฺสตีติ สาธุ ภนฺเต ภควา โลหิจฺจํ พฺราหฺมณํ เอตสฺมา ปาปกา ทิฏฺฐิคตา วิเวเจตูติ ฯ อปฺเปวนาม สิยา โรสิเก อปฺเปวนาม สิยา โรสิเกติ ฯ อถโข ภควา เยน โลหิจฺจสฺส พฺราหฺมณสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อถโข โลหิจฺโจ พฺราหฺมโณ พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสํฆํ ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน สหตฺถา สนฺตปฺเปสิ สมฺปวาเรสิ ฯ

อถโข โลหิจฺโจ พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ ภุตฺตาวึ โอนีตปตฺตปาณึ อญฺญตรํ นีจํ อาสนํ คเหตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข โลหิจฺจํ พฺราหฺมณํ ภควา เอตทโวจ สจฺจํ กิร โลหิจฺจ เต เอวรูปํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ อิธ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา กุสลํ ธมฺมํ อธิคจฺเฉยฺย กุสลํ ธมฺมํ อธิคนฺตฺวา น ปรสฺส อาโรเจยฺย กิญฺหิ ปโร ปรสฺส กริสฺสติ เสยฺยถาปิ นาม ปุราณํ พนฺธนํ ฉินฺทิตฺวา อญฺญํ นวํ พนฺธนํ กเรยฺย เอวํ สมฺปทมิทํ ปาปกํ โลภธมฺมํ วทามิ กิญฺหิ ปโร ปรสฺส กริสฺสตีติ ฯ เอวํ โภ โคตม ฯ ตํ กึ มญฺญสิ โลหิจฺจ นนุ ตฺวํ สาลวติกํ อชฺฌาวสสีติ ฯ เอวํ โภ โคตม ฯ โย นุ โข โลหิจฺจ เอวํ วเทยฺย โลหิจฺโจ พฺราหฺมโณ สาลวติกํ อชฺฌาวสติ ยา สาลวติกาย สมุทยํ สญฺชาติ โลหิจฺโจ ว ตํ พฺราหฺมโณ เอกโก ปริภุญฺเชยฺย น อญฺเญสํ ทเทยฺยาติ เอวํวาที โส เย ตํ อุปชีวนฺติ เตสํ อนฺตรายกโร วา โหติ โน วาติ ฯ {๓๕๖.๑} อนฺตรายกโร โภ โคตม ฯ อนฺตรายกโร สมาโน หิตานุกมฺปี วา เตสํ โหติ อหิตานุกมฺปี วาติ ฯ อหิตานุกมฺปี โภ โคตม ฯ อหิตานุกมฺปิสฺส เมตฺตํ วา เตสุ จิตฺตํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ โหติ สปตฺติกํ วาติ ฯ สปตฺติกํ โภ โคตม ฯ สปตฺติเก จิตฺเต ปจฺจุปฏฺฐิเต มิจฺฉาทิฏฺฐิ วา โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ วาติ ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิ โภ โคตม ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิสฺส โข อหํ โลหิจฺจ ทฺวินฺนํ คตีนํ อญฺญตรํ คตึ วทามิ นิรยํ วา ติรจฺฉานโยนึ วา ฯ

ตํ กึ มญฺญสิ โลหิจฺจ นนุ ราชา ปเสนทิโกสโล กาสิโกสลํ อชฺฌาวสตีติ ฯ เอวํ โภ โคตม ฯ โย นุ โข โลหิจฺจ เอวํ วเทยฺย ราชา ปเสนทิโกสโล กาสิโกสลํ อชฺฌาวสติ ยา กาสิโกสเล สมุทยํ สญฺชาติ ราชา ว ตํ ปเสนทิโกสโล เอกโก ปริภุญฺเชยฺย น อญฺเญสํ ทเทยฺยาติ เอวํวาที โส เย ราชานํ ปเสนทิโกสลํ อุปชีวนฺติ ตุเมฺห เจว อญฺเญ จ เตสํ อนฺตรายกโร วา โหติ โน วาติ ฯ {๓๕๗.๑} อนฺตรายกโร โภ โคตม ฯ อนฺตรายกโร สมาโน หิตานุกมฺปี วา เตสํ โหติ อหิตานุกมฺปี วาติ ฯ อหิตานุกมฺปี โภ โคตม ฯ อหิตานุกมฺปิสฺส เมตฺตํ วา เตสุ จิตฺตํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ โหติ สปตฺติกํ วาติ ฯ สปตฺติกํ โภ โคตม ฯ สปตฺติเก จิตฺเต ปจฺจุปฏฺฐิเต มิจฺฉาทิฏฺฐิ วา โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ วาติ ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิ โภ โคตม ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิสฺส โข อหํ โลหิจฺจ ทฺวินฺนํ คตีนํ อญฺญตรํ คตึ วทามิ นิรยํ วา ติรจฺฉานโยนึ วา ฯ

อิติ กิร โลหิจฺจ โย เอวํ วเทยฺย โลหิจฺโจ พฺราหฺมโณ สาลวติกํ อชฺฌาวสติ ยา สาลวติกาย สมุทยํ สญฺชาติ โลหิจฺโจ ว ตํ พฺราหฺมโณ เอกโก ปริภุญฺเชยฺย น อญฺเญสํ ทเทยฺยาติ เอวํวาที โส เย ตํ อุปชีวนฺติ เตสํ อนฺตรายกโร โหติ อนฺตรายกโร สมาโน อหิตานุกมฺปี โหติ อหิตานุกมฺปิสฺส สปตฺติกํ จิตฺตํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ โหติ สปตฺติเก จิตฺเต ปจฺจุปฏฺฐิเต มิจฺฉาทิฏฺฐิ โหติ ฯ เอวเมว โข โลหิจฺจ โย เอวํ วเทยฺย อิธ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา กุสลํ ธมฺมํ อธิคจฺเฉยฺย กุสลํ ธมฺมํ อธิคนฺตฺวา น ปรสฺส อาโรเจยฺย กิญฺหิ ปโร ปรสฺส กริสฺสตีติ ฯ {๓๕๘.๑} เสยฺยถาปิ นาม ปุราณํ พนฺธนํ ฯเปฯ กริสฺสตีติ ฯ เอวํวาที โส เย เต กุลปุตฺตา ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ อาคมฺม เอวรูปํ อุฬารํ วิเสสํ อธิคจฺฉนฺติ โสตาปตฺติผลํปิ สจฺฉิกโรนฺติ สกทาคามิผลํปิ สจฺฉิกโรนฺติ อนาคามิผลํปิ สจฺฉิกโรนฺติ อรหตฺตํปิ สจฺฉิกโรนฺติ เย จิเม ทิพฺพา คพฺภา ปริปาเจนฺติ ทิพฺพานํ ภวานํ อภินิพฺพตฺติยา เตสํ อนฺตรายกโร โหติ อนฺตรายกโร สมาโน อหิตานุกมฺปี โหติ อหิตานุกมฺปิสฺส สปตฺติกํ จิตฺตํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ โหติ สปตฺติเก จิตฺเต ปจฺจุปฏฺฐิเต มิจฺฉาทิฏฺฐิ โหติ ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิสฺส โข อหํ โลหิจฺจ ทฺวินฺนํ คตีนํ อญฺญตรํ คตึ วทามิ นิรยํ วา ติรจฺฉานโยนึ วา ฯ

อิติ กิร โลหิจฺจ โย เอวํ วเทยฺย ราชา ปเสนทิโกสโล กาสิโกสลํ อชฺฌาวสติ ยา กาสิโกสเล สมุทยํ สญฺชาติ ราชา ว ตํ ปเสนทิโกสโล เอกโก ปริภุญฺเชยฺย น อญฺเญสํ ทเทยฺยาติ เอวํวาที โส เย ราชานํ ปเสนทิโกสลํ อุปชีวนฺติ ตุเมฺห เจว อญฺเญ จ เตสํ อนฺตรายกโร โหติ อนฺตรายกโร สมาโน อหิตานุกมฺปี โหติ อหิตานุกมฺปิสฺส สปตฺติกํ จิตฺตํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ โหติ สปตฺติเก จิตฺเต ปจฺจุปฏฺฐิเต มิจฺฉาทิฏฺฐิ โหติ ฯ เอวเมว โข โลหิจฺจ โย เอวํ วเทยฺย อิธ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา กุสลํ ธมฺมํ อธิคจฺเฉยฺย กุสลํ ธมฺมํ อธิคนฺตฺวา น ปรสฺส อาโรเจยฺย กิญฺหิ ปโร ปรสฺส กริสฺสตีติ ฯ {๓๕๙.๑} เสยฺยถาปิ นาม ปุราณํ พนฺธนํ ฉินฺทิตฺวา อญฺญํ นวํ พนฺธนํ กเรยฺย เอวํ สมฺปทมิทํ ปาปกมฺมํ โลภธมฺมํ วทามิ กิญฺหิ ปโร ปรสฺส กริสฺสตีติ ฯ เอวํวาที โส เย เต กุลปุตฺตา ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ อาคมฺม เอวรูปํ อุฬารํ วิเสสํ อธิคจฺฉนฺติ โสตาปตฺติผลํปิ สจฺฉิกโรนฺติ สกทาคามิผลํปิ สจฺฉิกโรนฺติ อนาคามิผลํปิ สจฺฉิกโรนฺติ อรหตฺตํปิ สจฺฉิกโรนฺติ เย จิเม ทิพฺพา คพฺภา ปริปาเจนฺติ ทิพฺพานํ ภวานํ อภินิพฺพตฺติยา เตสํ อนฺตรายกโร โหติ อนฺตรายกโร สมาโน อหิตานุกมฺปี โหติ อหิตานุกมฺปิสฺส สปตฺติกํ จิตฺตํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ โหติ สปตฺติเก จิตฺเต ปจฺจุปฏฺฐิเต มิจฺฉาทิฏฺฐิ โหติ ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิสฺส โข อหํ โลหิจฺจ ทฺวินฺนํ คตีนํ อญฺญตรํ คตึ วทามิ นิรยํ วา ติรจฺฉานโยนึ วา ฯ

ตโย โขเม โลหิจฺจ สตฺถาโร เย โลเก โจทนารหา โย จ ปเนวรูเป สตฺถาโร โจเทติ สา โจทนา ภูตา ตจฺฉา ธมฺมิกา อนวชฺชา กตเม ตโย อิธ โลหิจฺจ เอกจฺโจ สตฺถา ยสฺสตฺถาย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ สฺวาสฺส สามญฺญตฺโถ อนนุปฺปตฺโต โหติ ฯ โส ตํ สามญฺญตฺถํ อนนุปาปุณิตฺวา สาวกานํ ธมฺมํ เทเสติ อิทํ โว หิตาย อิทํ โว สุขายาติ ฯ ตสฺส สาวกา น สุสฺสนฺติ น โสตํ โอทหนฺติ น อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปนฺติ โวกฺกมฺม จ สตฺถุ สาสนา วตฺตนฺติ ฯ โส เอวมสฺส โจเทตพฺโพ อายสฺมา โข ยสฺสตฺถาย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โส เต สามญฺญตฺโถ อนนุปฺปตฺโต ตํ ตฺวํ สามญฺญตฺถํ อนนุปาปุณิตฺวา สาวกานํ ธมฺมํ เทเสสิ อิทํ โว หิตาย อิทํ โว สุขายาติ ฯ ตสฺส เต สาวกา น สุสฺสนฺติ น โสตํ โอทหนฺติ น อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปนฺติ โวกฺกมฺม จ สตฺถุ สาสนา วตฺตนฺติ เสยฺยถาปิ นาม โอสกฺกนฺติยา วา อุสกฺเกยฺย ปรมฺมุขึ วา อาลิงฺเคยฺย เอวํ สมฺปทมิทํ ปาปกํ โลภธมฺมํ วทามิ กิญฺหิ ปโร ปรสฺส กริสฺสตีติ ฯ อยํ โข โลหิจฺจ ปฐโม สตฺถา โย โลเก โจทนารโห โย จ ปเนวรูปํ สตฺถารํ โจเทติ สา โจทนา ภูตา ตจฺฉา ธมฺมิกา อนวชฺชา ฯ

ปุน จปรํ โลหิจฺจ อิเธกจฺโจ สตฺถา ยสฺสตฺถาย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ สฺวาสฺส สามญฺญตฺโถ อนนุปฺปตฺโต โหติ ฯ โส ตํ สามญฺญตฺถํ อนนุปาปุณิตฺวา สาวกานํ ธมฺมํ เทเสติ อิทํ โว หิตาย อิทํ โว สุขายาติ ฯ ตสฺส เต สาวกา สุสฺสนฺติ โสตํ โอทหนฺติ อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปนฺติ น จ โวกฺกมฺม สตฺถุ สาสนา วตฺตนฺติ ฯ โส เอวมสฺส โจเทตพฺโพ อายสฺมา โข ยสฺสตฺถาย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ โส เต สามญฺญตฺโถ อนนุปฺปตฺโต ตํ ตฺวํ สามญฺญตฺถํ อนนุปาปุณิตฺวา สาวกานํ ธมฺมํ เทเสสิ อิทํ โว หิตาย อิทํ โว สุขายาติ ฯ ตสฺส เต สาวกา สุสฺสนฺติ โสตํ โอทหนฺติ อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปนฺติ น จ โวกฺกมฺม สตฺถุ สาสนา วตฺตนฺติ เสยฺยถาปิ นาม สกํ เขตฺตํ โอหาย ปรกฺเขตฺตํ นิทฺทายิตพฺพํ มญฺเญยฺย เอวํ สมฺปทมิทํ ปาปกํ โลภธมฺมํ วทามิ กิญฺหิ ปโร ปรสฺส กริสฺสตีติ ฯ อยํ โข โลหิจฺจ ทุติโย สตฺถา โย โลเก โจทนารโห โย จ ปเนวรูปํ สตฺถารํ โจเทติ สา โจทนา ภูตา ตจฺฉา ธมฺมิกา อนวชฺชา ฯ

ปุน จปรํ โลหิจฺจ อิเธกจฺโจ สตฺถา ยสฺสตฺถาย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ สฺวาสฺส สามญฺญตฺโถ อนุปฺปตฺโต โหติ ฯ โส ตํ สามญฺญตฺถํ อนุปาปุณิตฺวา สาวกานํ ธมฺมํ เทเสติ อิทํ โว หิตาย อิทํ โว สุขายาติ ฯ ตสฺส สาวกา น สุสฺสนฺติ น โสตํ โอทหนฺติ น อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปนฺติ โวกฺกมฺม จ สตฺถุ สาสนา วตฺตนฺติ ฯ โส เอวมสฺส โจเทตพฺโพ อายสฺมา โข ยสฺสตฺถาย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โส เต สามญฺญตฺโถ อนุปฺปตฺโต ตํ ตฺวํ สามญฺญตฺถํ อนุปาปุณิตฺวา สาวกานํ ธมฺมํ เทเสสิ อิทํ โว หิตาย อิทํ โว สุขายาติ ฯ ตสฺส เต สาวกา น สุสฺสนฺติ น โสตํ โอทหนฺติ น อญฺญาจิตฺตํ อุปฏฺฐเปนฺติ โวกฺกมฺม จ สตฺถุ สาสนา วตฺตนฺติ เสยฺยถาปิ นาม ปุราณํ พนฺธนํ ฉินฺทิตฺวา อญฺญํ นวํ พนฺธนํ กเรยฺย เอวํ สมฺปทมิทํ ปาปกํ โลภธมฺมํ วทามิ กิญฺหิ ปโร ปรสฺส กริสฺสตีติ ฯ อยํ โข โลหิจฺจ ตติโย สตฺถา โย โลเก โจทนารโห โย จ ปเนวรูปํ สตฺถารํ โจเทติ สา โจทนา ภูตา ตจฺฉา ธมฺมิกา อนวชฺชา ฯ อิเม โข โลหิจฺจ ตโย สตฺถาโร เย โลเก โจทนารหา โย จ ปเนวรูเป สตฺถาโร โจเทติ สา โจทนา ภูตา ตจฺฉา ธมฺมิกา อนวชฺชาติ ฯ

เอวํ วุตฺเต โลหิจฺโจ พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อตฺถิ ปน โภ โคตม โกจิ สตฺถา โย โลเก น โจทนารโหติ ฯ อตฺถิ โข โลหิจฺจ สตฺถา โย โลเก น โจทนารโหติ ฯ กตโม ปน โภ โคตม สตฺถา โย โลเก น โจทนารโหติ ฯ {๓๖๓.๑} อิธ โลหิจฺจ ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ฯเปฯ (ยถา สามญฺญผเล เอวํ วิตฺถาเรตพฺพํ) ฯเปฯ เอวํ โข โลหิจฺจ ภิกฺขุ สีลสมฺปนฺโน โหติ ฯเปฯ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ ยสฺมึ โข โลหิจฺจ สตฺถริ สาวโก เอวรูปํ อุฬารํ วิเสสํ อธิคจฺฉติ ฯ อยํ โข โลหิจฺจ สตฺถา โย โลเก น โจทนารโห โย ปเนวรูปํ สตฺถารํ โจเทติ สา โจทนา อภูตา อตจฺฉา อธมฺมิกา สาวชฺชา ฯเปฯ ทุติยํ ฌานํ ฯ ตติยํ ฌานํ ฯ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ ยสฺมึ โข โลหิจฺจ สตฺถริ สาวโก เอวรูปํ อุฬารํ วิเสสํ อธิคจฺฉติ ฯ อยํปิ โข โลหิจฺจ สตฺถา โย โลเก น โจทนารโห โย จ ปเนวรูปํ สตฺถารํ โจเทติ สา โจทนา อภูตา อตจฺฉา อธมฺมิกา สาวชฺชา ฯเปฯ ญาณทสฺสนาย จิตฺตํ อภินีหรติ อภินินฺนาเมติ ฯ ยสฺมึ โข โลหิจฺจ สตฺถริ สาวโก เอวรูปํ ฯเปฯ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ ฯ ยสฺมึ โข โลหิจฺจ สตฺถริ สาวโก เอวรูปํ อุฬารํ วิเสสํ อธิคจฺฉติ ฯ อยํ โข โลหิจฺจ สตฺถา โย โลเก น โจทนารโห โย จ ปเนวรูปํ สตฺถารํ โจเทติ สา โจทนา อภูตา อตจฺฉา อธมฺมิกา สาวชฺชาติ ฯ

เอวํ วุตฺเต โลหิจฺโจ พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ เสยฺยถาปิ โภ โคตม ปุริโส ปุริสํ นรกปปาตํ ปปตนฺตํ เกเสสุ คเหตฺวา อุทฺธริตฺวา ถเล ปติฏฺฐาเปยฺย เอวเมวาหํ โภตา โคตเมน นรกปปาตํ ปปตนฺโต อุทฺธริตฺวา ถเล ปติฏฺฐาปิโต อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม เสยฺยถาปิ โภ โคตม นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณงฺคตนฺติ ฯเปฯ โลหิจฺจสุตฺตํ ทฺวาทสมํ นิฏฺฐิตํ ฯ ------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๒. โลหิจจสูตร] ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อโลหิจจะ ๑๒. โลหิจจสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อโลหิจจะ

ข้อ ๕๐๑

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เสด็จถึงหมู่บ้านสาลวติกา สมัยนั้น โลหิจจพราหมณ์ปกครองหมู่บ้านสาลวติกา ซึ่งมีประชากรและสัตว์เลี้ยงมากมาย มีพืชพันธุ์ธัญญาหารและน้ำหญ้าอุดมสมบูรณ์ เป็นพระราชทรัพย์ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานปูนบำเหน็จให้เป็นพรหมไทย (ส่วนพิเศษ)

ข้อ ๕๐๒

สมัยนั้น โลหิจจพราหมณ์มีความคิดเห็นชั่วร้ายเกิดขึ้นว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้จะพึงบรรลุกุศลธรรม เมื่อบรรลุแล้วไม่ควรสอนคนอื่น เพราะไม่มีผู้รับคำสอนใดจะช่วยผู้สอนได้ เปรียบเหมือนบุคคลผู้ตัดเครื่องจองจำเก่าออกแล้ว สร้างเครื่องจองจำใหม่ขึ้นมาแทน เราเรียกข้อเปรียบเทียบอย่างนี้ว่า เป็นความโลภอันชั่วร้าย เพราะไม่มีผู้รับคำสอนใดจะช่วยผู้สอนได้’

ข้อ ๕๐๓

โลหิจจพราหมณ์ได้ฟังข่าวว่า “พระสมณโคดมเป็นศากยบุตรเสด็จ ผนวชจากศากยตระกูล เสด็จจาริกอยู่ในแคว้นโกศลพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เสด็จถึงหมู่บ้านสาลวติกาโดยลำดับ ท่านพระโคดมนั้นมีกิตติศัพท์อันงามขจรไปอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงรู้แจ้งโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ด้วยพระองค์เองแล้วทรงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม ทรงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน การได้พบพระอรหันต์ทั้งหลายเช่นนี้ เป็นความดีอย่างแท้จริง”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๒๑}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๒. โลหิจจสูตร] ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อโลหิจจะ

ข้อ ๕๐๔

ทีนั้น โลหิจจพราหมณ์เรียกช่างกัลบกชื่อโรสิกะมาสั่งว่า “มานี่แน่ะเพื่อนโรสิกะ ท่านจงไปเข้าเฝ้าพระสมณโคดม แล้วทูลถามพระสมณโคดมถึงสุขภาพความมีโรคาพาธน้อย กระปรี้กระเปร่า มีพระพลานามัยสมบูรณ์ อยู่สำราญตามคำของเราว่า โลหิจจพราหมณ์ทูลถามท่านพระโคดมถึงสุขภาพ ความมีโรคาพาธน้อย กระปรี้กระเปร่า มีพระพลานามัยสมบูรณ์ อยู่สำราญ และท่านจงกราบทูลว่าขอท่านพระโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โปรดทรงรับภัตตาหารของโลหิจจพราหมณ์ในวันพรุ่งนี้เถิด”

ข้อ ๕๐๕

โรสิกกัลบกรับคำแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ กราบแล้วนั่ง ณ ที่สมควร กราบทูลว่า “โลหิจจพราหมณ์ทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงสุขภาพ ความมีโรคาพาธน้อย กระปรี้กระเปร่า มีพระพลานามัยสมบูรณ์ อยู่สำราญและกราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โปรดทรงรับภัตตาหารของโลหิจจพราหมณ์ในวันพรุ่งนี้เถิด” พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์ด้วยอาการดุษณี

ข้อ ๕๐๖

ทีนั้น โรสิกกัลบกทราบอาการที่พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์แล้วจึงลุกจากที่นั่ง กราบพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้ว เข้าไปหาโลหิจจพราหมณ์แล้วบอกว่า “ข้าพเจ้าได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคตามคำของท่านว่า ‘โลหิจจ-พราหมณ์ทูลถามพระผู้มีพระภาค ... ในวันพรุ่งนี้เถิด’ และพระผู้มีพระภาคนั้นก็ทรงรับนิมนต์แล้ว”

ข้อ ๕๐๗

ครั้นล่วงราตรีนั้น โลหิจจพราหมณ์ได้จัดของขบฉันอย่างดีไว้ใน นิเวศน์ของตน เรียบร้อยแล้ว เรียกโรสิกกัลบกมาสั่งว่า “มานี่แน่ะ เพื่อนโรสิกะ ท่านจงไปเข้าเฝ้าพระสมณโคดมแล้วกราบทูลภัตกาลว่า ท่านพระโคดม ได้เวลาแล้วภัตตาหารเสร็จแล้ว” โรสิกกัลบกรับคำของโลหิจจพราหมณ์แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับกราบแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้เวลาแล้วภัตตาหารเสร็จแล้ว”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๒. โลหิจจสูตร] ความขวนขวายของโลหิจจพราหมณ์

ข้อ ๕๐๘

ตอนเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังหมู่บ้านสาลวติกาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โรสิกกัลบกตามเสด็จไปเบื้องพระปฤษฎางค์ กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โลหิจจพราหมณ์มีความคิดเห็นชั่วร้ายเกิดขึ้นว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้จะพึงบรรลุกุศลธรรม เมื่อบรรลุแล้วไม่ควรสอนคนอื่น เพราะไม่มีผู้รับคำสอนใดจะช่วยผู้สอนได้ เปรียบเหมือนบุคคลผู้ตัดเครื่องจองจำเก่าออกแล้ว สร้างเครื่องจองจำใหม่ขึ้นมาแทน เราเรียกข้อเปรียบเทียบอย่างนี้ว่า เป็นความโลภอันชั่วร้าย เพราะไม่มีผู้รับคำสอนใดจะช่วยผู้สอนได้’ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาสเถิด ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงปลดเปลื้องโลหิจจพราหมณ์ออกจากความคิดเห็นอันชั่วร้ายนั้นด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โรสิกะ นั่นเป็นหน้าที่ของเรา” ทีนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของโลหิจจพราหมณ์แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้ โลหิจจพราหมณ์ประเคนของขบฉันอย่างดีแด่ภิกษุสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประธานด้วยตนเองจนอิ่มหนำ ความขวนขวายของโลหิจจพราหมณ์

ข้อ ๕๐๙

เมื่อพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จทรงวางพระหัตถ์ โลหิจจพราหมณ์ จึงนั่ง ณ ที่สมควรที่ใดที่หนึ่งซึ่งต่ำกว่า พระผู้มีพระภาคตรัสถามโลหิจจพราหมณ์ว่า “โลหิจจะ ทราบว่า ท่านมีความคิดเห็นชั่วร้ายเกิดขึ้นว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้จะพึงบรรลุกุศลธรรม เมื่อบรรลุแล้วไม่ควรสอนคนอื่น เพราะไม่มีผู้รับคำสอนใดจะช่วยผู้สอนได้ เปรียบเหมือนบุคคลผู้ตัดเครื่องจองจำเก่าออกแล้ว สร้างเครื่องจองจำใหม่ขึ้นมาแทน เราเรียกข้อเปรียบเทียบอย่างนี้ว่า เป็นความโลภอันชั่วร้าย เพราะไม่มีผู้รับคำสอนใดจะช่วยผู้สอนได้’ ดังนี้ เป็นความจริงหรือ” เขาทูลตอบว่า “จริงอย่างนั้น ท่านพระโคดม” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “โลหิจจะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร ท่านปกครองหมู่บ้านสาลวติกามิใช่หรือ”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๒. โลหิจจสูตร] ความขวนขวายของโลหิจจพราหมณ์ เขาทูลตอบว่า “เป็นอย่างนั้น ท่านพระโคดม” พระผู้มีพระภาคตรัสถามต่อไปว่า “โลหิจจะ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘โลหิจจ-พราหมณ์ปกครองหมู่บ้านสาลวติกาก็ควรได้รับผลประโยชน์ที่เกิดในหมู่บ้านสาลวติกาแต่เพียงผู้เดียว ไม่ควรแบ่งให้ผู้อื่น’ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้จะชื่อว่าทำความเดือดร้อนให้แก่คนที่อาศัยท่านเลี้ยงชีพใช่หรือไม่” เขาทูลตอบว่า “ชื่อว่าทำความเดือดร้อนให้ ท่านพระโคดม” พระผู้มีพระภาคตรัสถามต่อไปว่า “เมื่อทำความเดือดร้อนให้ จะชื่อว่าหวังประโยชน์หรือไม่หวังประโยชน์ต่อคนเหล่านั้น” เขาทูลตอบว่า “ชื่อว่าไม่หวังประโยชน์ ท่านพระโคดม” พระผู้มีพระภาคตรัสถามต่อไปว่า “ผู้ไม่หวังประโยชน์ จะชื่อว่ามีเมตตาจิตหรือชื่อว่าคิดเป็นศัตรูกับคนเหล่านั้นเล่า” เขาทูลตอบว่า “ชื่อว่าคิดเป็นศัตรู ท่านพระโคดม” พระผู้มีพระภาคตรัสถามต่อไปว่า “เมื่อคิดเป็นศัตรู จะชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือสัมมาทิฏฐิเล่า” เขาทูลตอบว่า “ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ท่านพระโคดม” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เรากล่าวว่า มีคติอย่าง ๑ ใน ๒อย่าง คือ นรกหรือกำเนิดเดรัจฉาน”

ข้อ ๕๑๐

พระผู้มีพระภาคตรัสถามต่อไปว่า “โลหิจจะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่า อย่างไร พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงปกครองแคว้นกาสีกับแคว้นโกศลมิใช่หรือ” เขาทูลตอบว่า “เป็นอย่างนั้น ท่านพระโคดม” พระผู้มีพระภาคตรัสถามต่อไปว่า “โลหิจจะ ผู้ที่กล่าวว่า ‘พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงปกครองแคว้นกาสีกับแคว้นโกศล พระองค์ก็ควรได้รับผลประโยชน์ที่เกิดในแคว้นทั้งสองแต่เพียงลำพัง ไม่ควรพระราชทานให้แก่ผู้อื่น’ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้จะชื่อว่าทำความเดือดร้อนให้แก่ท่านและแก่คนอื่นซึ่งอาศัยพระบรมโพธิสมภารของพระองค์เลี้ยงชีพใช่หรือไม่”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๒๔}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๒. โลหิจจสูตร] ความขวนขวายของโลหิจจพราหมณ์ เขาทูลตอบว่า “ชื่อว่าทำความเดือดร้อนให้ ท่านพระโคดม” พระผู้มีพระภาคตรัสถามต่อไปว่า “เมื่อทำความเดือดร้อนให้ จะชื่อว่า หวังประโยชน์หรือไม่หวังประโยชน์ต่อคนเหล่านั้น” เขาทูลตอบว่า “ชื่อว่าไม่หวังประโยชน์ ท่านพระโคดม” พระผู้มีพระภาคตรัสถามต่อไปว่า “ผู้ไม่หวังประโยชน์ จะชื่อว่ามีเมตตาจิตหรือชื่อว่าคิดเป็นศัตรูกับคนเหล่านั้นเล่า” เขาทูลตอบว่า “ชื่อว่าคิดเป็นศัตรู ท่านพระโคดม” พระผู้มีพระภาคตรัสถามต่อไปว่า “เมื่อคิดเป็นศัตรู จะชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือสัมมาทิฏฐิเล่า” เขาทูลตอบว่า “ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ท่านพระโคดม” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เรากล่าวว่า มีคติอย่าง ๑ ใน ๒อย่าง คือ นรกหรือกำเนิดเดรัจฉาน

ข้อ ๕๑๑

โลหิจจะ ที่กล่าวมานี้สรุปได้ว่า ผู้กล่าวว่า ‘โลหิจจพราหมณ์ปกครอง หมู่บ้านสาลวติกาก็ควรได้รับผลประโยชน์ที่เกิดในหมู่บ้านสาลวติกาแต่เพียงผู้เดียวไม่ควรแบ่งให้ผู้อื่น’ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ชื่อว่าทำความเดือดร้อนให้แก่คนที่อาศัยท่านเลี้ยงชีพ เมื่อทำความเดือดร้อนให้ก็ชื่อว่าไม่หวังประโยชน์ ผู้ไม่หวังประโยชน์ก็ชื่อว่าคิดเป็นศัตรู เมื่อคิดเป็นศัตรูก็ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ข้ออุปไมยนี้ก็เช่นกัน ผู้ที่กล่าวว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้จะพึงบรรลุกุศลธรรม เมื่อบรรลุแล้วไม่ควรสอนคนผู้อื่น เพราะไม่มีผู้รับคำสอนใดจะช่วยผู้สอนได้ เปรียบเหมือนบุคคลผู้ตัดเครื่องจองจำเก่าออกแล้ว สร้างเครื่องจองจำใหม่ขึ้นมาแทน เราเรียกข้อเปรียบเทียบอย่างนี้ว่าเป็นความโลภอันชั่วร้าย เพราะไม่มีผู้รับคำสอนใดจะช่วยผู้สอนได้’ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ชื่อว่า ทำความเดือดร้อนให้แก่เหล่ากุลบุตรผู้อาศัยธรรมวินัยที่เราแสดงแล้วบรรลุคุณวิเศษ คือ ทำให้แจ้งโสดาปัตติผลบ้าง ทำให้แจ้งสกทาคามิผลบ้างทำให้แจ้งอนาคามิผลบ้าง ทำให้แจ้งอรหัตตผลบ้าง และชื่อว่าทำความเดือดร้อนให้แก่เหล่ากุลบุตรผู้อบรมคุณธรรมให้แก่กล้าเพื่อบังเกิดในภพอันเป็นทิพย์ยิ่งขึ้นไป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๒๕}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๒. โลหิจจสูตร] ศาสดาที่สมควรถูกทักท้วง ๓ ประเภท เมื่อทำความเดือดร้อนให้ก็ชื่อว่าไม่หวังประโยชน์ ผู้ไม่หวังประโยชน์ก็ชื่อว่าคิดเป็นศัตรู เมื่อคิดเป็นศัตรูก็ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เรากล่าวว่า มีคติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ นรกหรือกำเนิดเดรัจฉาน

ข้อ ๕๑๒

โลหิจจะ คนที่กล่าวว่า ‘พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงปกครองแคว้นกาสีกับแคว้นโกศล พระองค์ก็ควรได้รับผลประโยชน์ที่เกิดในแคว้นทั้งสองแต่เพียงลำพัง ไม่ควรพระราชทานให้แก่ผู้อื่น’ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ชื่อว่า ทำความเดือดร้อนให้แก่ท่านและแก่คนอื่นซึ่งอาศัยพระบรมโพธิสมภารของพระองค์เลี้ยงชีพ เมื่อทำความเดือดร้อนให้ก็ชื่อว่าไม่หวังประโยชน์ ผู้ไม่หวังประโยชน์ก็ชื่อว่าคิดเป็นศัตรู เมื่อคิดเป็นศัตรูก็ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ข้ออุปไมยนี้ก็เช่นกัน ผู้ที่กล่าวว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้จะพึงบรรลุกุศลธรรม เมื่อบรรลุแล้วไม่ควรสอนคนอื่น เพราะไม่มีผู้รับคำสอนใดจะช่วยผู้สอนได้ เปรียบเหมือนบุคคลผู้ตัดเครื่องจองจำเก่าออกแล้วสร้างเครื่องจองจำใหม่ขึ้นมาแทน เราเรียกข้อเปรียบเทียบอย่างนี้ว่า เป็นความโลภอันชั่วร้าย เพราะไม่มีผู้รับคำสอนใดจะช่วยผู้สอนได้’ ผู้กล่าวอย่างนี้ชื่อว่าทำความเดือดร้อนให้แก่เหล่ากุลบุตรผู้อาศัยธรรมวินัยที่เราแสดงแล้วบรรลุคุณวิเศษ คือทำให้แจ้งโสดาปัตติผลบ้าง ทำให้แจ้งสกทาคามิผลบ้าง ทำให้แจ้งอนาคามิผลบ้างทำให้แจ้งอรหัตตผลบ้าง และชื่อว่าทำความเดือดร้อนให้แก่เหล่ากุลบุตรผู้อบรมคุณธรรมให้แก่กล้าเพื่อบังเกิดในภพอันเป็นทิพย์ยิ่งขึ้นไป เมื่อทำความเดือดร้อนให้ก็ชื่อว่าไม่หวังประโยชน์ ผู้ไม่หวังประโยชน์ก็ชื่อว่าคิดเป็นศัตรู เมื่อคิดเป็นศัตรูก็ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิเรากล่าวว่า มีคติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ นรกหรือกำเนิดเดรัจฉาน ศาสดาที่สมควรถูกทักท้วง ๓ ประเภท

ข้อ ๕๑๓

โลหิจจะ ศาสดา ๓ ประเภทต่อไปนี้ สมควรถูกทักท้วง ทั้งการ ทักท้วงของผู้ทักท้วงศาสดาเห็นปานนั้นก็จัดว่าจริง แท้ เป็นธรรม ไม่มีโทษ ศาสดา๓ ประเภทเป็นเช่นไร คือ (๑) โลหิจจะ ศาสดาบางคนในโลกนี้ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิตยังไม่บรรลุจุดมุ่งหมายแห่งความเป็นสมณะ ทั้งที่ยังไม่ได้บรรลุจุดมุ่งหมายแห่ง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๒๖}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๒. โลหิจจสูตร] ศาสดาที่สมควรถูกทักท้วง ๓ ประเภท ความเป็นสมณะแต่กลับแสดงธรรมสอนสาวกว่า ‘เรื่องนี้มีเพื่อประโยชน์และเพื่อความสุขแก่พวกท่าน’ สาวกของเขาจึงไม่ตั้งใจฟัง ไม่ตั้งใจเพื่อจะรู้ และหลีกเลี่ยงที่จะประพฤติตามคำสั่งสอน เขาสมควรถูกทักท้วงว่า ‘ท่านออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิตยังไม่บรรลุจุดมุ่งหมายแห่งความเป็นสมณะ ทั้งที่ยังไม่ได้บรรลุจุดมุ่งหมายแห่งความเป็นสมณะแต่กลับแสดงธรรมสอนสาวกว่า เรื่องนี้มีเพื่อประโยชน์และเพื่อความสุขแก่พวกท่าน สาวกของท่านจึงไม่ตั้งใจฟัง ไม่ตั้งใจเพื่อจะรู้ และหลีกเลี่ยงที่จะประพฤติตามคำสั่งสอน เปรียบเหมือนบุรุษที่ประชิดตัวสตรีผู้กำลังถอยหนี หรือเปรียบเหมือนบุรุษสวมกอดสตรีที่หันหลังให้ ข้ออุปไมยนี้ก็เช่นกัน เราเรียกข้อเปรียบเทียบอย่างนี้ว่า เป็นความโลภอันชั่วร้าย เพราะไม่มีผู้รับคำสอนใดจะช่วยผู้สอนได้’ นี้คือศาสดาประเภทที่ ๑ ซึ่งสมควรถูกทักท้วง ทั้งการทักท้วงของผู้ทักท้วงศาสดาประเภทนี้ก็จัดว่าจริง แท้ เป็นธรรม ไม่มีโทษ

ข้อ ๕๑๔

(๒) ยังมีอีก โลหิจจะ ศาสดาบางคนในโลกนี้ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิตยังไม่บรรลุจุดมุ่งหมายแห่งความเป็นสมณะ ทั้งที่ยังไม่ได้บรรลุจุดมุ่งหมายแห่งความเป็นสมณะแต่กลับแสดงธรรมสอนสาวกว่า ‘เรื่องนี้มีเพื่อประโยชน์และเพื่อความสุขแก่พวกท่าน’ สาวกของเขาก็ตั้งใจฟัง ตั้งใจเพื่อจะรู้ และไม่หลีกเลี่ยงที่จะประพฤติตามคำสั่งสอน เขาสมควรถูกทักท้วงว่า ‘ท่านออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิตยังไม่บรรลุจุดมุ่งหมายแห่งความเป็นสมณะ ทั้งที่ยังไม่ได้บรรลุจุดมุ่งหมายแห่งความเป็นสมณะแต่กลับแสดงธรรมสอนสาวกว่า เรื่องนี้มีเพื่อประโยชน์และเพื่อความสุขแก่พวกท่าน สาวกของท่านก็ตั้งใจฟัง ตั้งใจเพื่อจะรู้ และไม่หลีกเลี่ยงที่จะประพฤติตามคำสั่งสอน เปรียบเหมือนคนผู้ละเลยนาของตน เข้าใจนาของผู้อื่นว่าเป็นที่อันตนควรบำรุง ข้ออุปไมยนี้ก็เช่นเดียวกัน เราเรียกข้อเปรียบเทียบอย่างนี้ว่าเป็นความโลภอันชั่วร้าย เพราะไม่มีผู้รับคำสอนใดจะช่วยผู้สอนได้’ นี้คือศาสดาประเภทที่ ๒ ซึ่งสมควรถูกทักท้วง ทั้งการทักท้วงของผู้ทักท้วงศาสดาประเภทนี้ก็จัดว่าจริงแท้ เป็นธรรม ไม่มีโทษ

ข้อ ๕๑๕

(๓) ยังมีอีก โลหิจจะ ศาสดาบางคนในโลกนี้ออกจากเรือนไปบวช เป็นบรรพชิตได้บรรลุจุดมุ่งหมายแห่งความเป็นสมณะ ครั้นบรรลุจุดมุ่งหมายแห่ง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๒. โลหิจจสูตร] ศาสดาที่ไม่สมควรถูกทักท้วง ความเป็นสมณะแล้วก็แสดงธรรมสอนสาวกว่า ‘เรื่องนี้มีเพื่อประโยชน์และเพื่อความสุขแก่พวกท่าน’ แต่สาวกของเขากลับไม่ตั้งใจฟัง ไม่ตั้งใจเพื่อจะรู้ และยังหลีกเลี่ยงที่จะประพฤติตามคำสั่งสอน เขาสมควรถูกทักท้วงว่า ‘ท่านออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิตได้บรรลุจุดมุ่งหมายแห่งความเป็นสมณะ ครั้นบรรลุจุดมุ่งหมายแห่งความเป็นสมณะแล้วก็แสดงธรรมสอนสาวกว่า เรื่องนี้มีเพื่อประโยชน์และเพื่อความสุขแก่พวกท่าน แต่สาวกของท่านกลับไม่ตั้งใจฟัง ไม่ตั้งใจเพื่อจะรู้ และยังหลีกเลี่ยงที่จะประพฤติตามคำสั่งสอน เปรียบเหมือนบุคคลผู้ตัดเครื่องจองจำเก่าออกแล้ว สร้างเครื่องจองจำใหม่ขึ้นมาแทน เราเรียกข้อเปรียบเทียบอย่างนี้ว่า เป็นความโลภอันชั่วร้าย เพราะไม่มีผู้รับคำสอนใดจะช่วยผู้สอนได้’ นี้คือศาสดาประเภทที่ ๓ ซึ่งสมควรถูกทักท้วง ทั้งการทักท้วงของผู้ทักท้วงศาสดาประเภทนี้ก็จัดว่าจริง แท้เป็นธรรม ไม่มีโทษ โลหิจจะ ศาสดา ๓ ประเภทเหล่านี้แล สมควรถูกทักท้วง ทั้งการทักท้วงของผู้ทักท้วงศาสดาเห็นปานนี้ก็จัดว่าจริง แท้ เป็นธรรม ไม่มีโทษ” ศาสดาที่ไม่สมควรถูกทักท้วง

ข้อ ๕๑๖

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ โลหิจจพราหมณ์ทูลถามว่า “ท่าน พระโคดม ศาสดาซึ่งไม่สมควรถูกทักท้วงมีบ้างไหม” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “โลหิจจะ ศาสดาซึ่งไม่สมควรถูกทักท้วงมีอยู่” เขาทูลถามว่า “ศาสดาประเภทนี้เป็นเช่นไร ท่านพระโคดม” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “โลหิจจะ ตถาคตอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยตนเองโดยชอบ ฯลฯ (พึงนำข้อความเต็มในสามัญญผลสูตรมาใส่ไว้ในที่นี้) ภิกษุชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยศีลเป็นอย่างนี้แล ฯลฯ บรรลุปฐมฌานอยู่โลหิจจะ ศาสดาที่สาวกได้บรรลุคุณวิเศษอันยอดเยี่ยมเห็นปานนี้ไม่สมควรถูกทักท้วง การทักท้วงของผู้ทักท้วงศาสดาเห็นปานนี้ก็จัดว่าไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นธรรม@เชิงอรรถ : @ ความเต็มเหมือนในสามัญญผลสูตร ข้อ ๑๙๔-๒๑๒ และควรดูเทียบจนถึงข้อ ๒๔๘

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๒๘}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑๒. โลหิจจสูตร] โลหิจจพราหมณ์ประกาศตนเป็นอุบาสก มีโทษ ฯลฯ บรรลุทุติยฌานอยู่ บรรลุตติยฌานอยู่ บรรลุจตุตถฌานอยู่ โลหิจจะศาสดาที่สาวกได้บรรลุคุณวิเศษอันยอดเยี่ยมเห็นปานนี้ไม่สมควรถูกทักท้วง การทักท้วงของผู้ทักท้วงศาสดาเห็นปานนี้ก็จัดว่าไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นธรรม มีโทษฯลฯ น้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ โลหิจจะ ศาสดาที่สาวกได้บรรลุคุณวิเศษอันยอดเยี่ยมเห็นปานนี้ไม่สมควรถูกทักท้วง การทักท้วงของผู้ทักท้วงศาสดาเห็นปานนี้ก็จัดว่าไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นธรรม มีโทษ ฯลฯ รู้ชัดว่า ... ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป โลหิจจะ ศาสดาที่สาวกได้บรรลุคุณวิเศษอันยอดเยี่ยมเห็นปานนี้ไม่สมควรถูกทักท้วง การทักท้วงของผู้ทักท้วงศาสดาเห็นปานนี้ก็จัดว่าไม่จริง ไม่แท้ไม่เป็นธรรม มีโทษ” โลหิจจพราหมณ์ประกาศตนเป็นอุบาสก

ข้อ ๕๑๗

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ โลหิจจพราหมณ์ได้กราบทูลว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์กำลังจะตกเหวคือนรก แต่ท่านพระโคดมช่วยฉุดให้กลับขึ้นมายืนอยู่บนที่มั่น เปรียบเหมือนคนผู้หนึ่งคว้าผมของอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังจะตกเหวแล้วฉุดให้กลับขึ้นมายืนอยู่บนที่มั่น ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดโดยตั้งใจว่า คนมีตาดีจักเห็นรูปได้ ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” โลหิจจสูตรที่ ๑๒ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๒๙}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาโลหิจจสูตร

โลหิจฺจพฺราหฺมณวตฺถุวณฺณนา

โลหิจจสูตร มีบทเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้า (พระอานนท์เถระเจ้า) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ ... ในแคว้นโกศล

ต่อไปนี้เป็นการอธิบายบทที่ยากในโลหิจจสูตรนั้น.

บทว่า สาลวติกา เป็นชื่อของบ้านนั้น. ได้ยินมาว่า บ้านนั้นล้อมด้วยไม้สาละ เป็นแถวไปตามลำดับเหมือนล้อมรั้ว เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า บ้านสาลวติกา.

บทว่า โลหิจจะ เป็นชื่อพราหมณ์ผู้นั้น.

บทว่า ลามก คือ ชื่อว่าลามก เพราะเว้นจากการอนุเคราะห์ผู้อื่น. แต่ไม่ใช่อุจเฉททิฏฐิ และสัสสตทิฏฐิ อย่างใดอย่างหนึ่ง.

บทว่า เกิดขึ้นแล้ว คือ บังเกิดแล้ว ได้แก่ไม่ใช่เพียงเกิดในใจอย่างเดียวเท่านั้น. นัยว่า โลหิจจพราหมณ์นั้นยังพูดอย่างนั้น แม้ในท่ามกลางบริษัท ตามอำนาจของใจ.

บททั้งหลายว่า เพราะผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้ ดังนี้อธิบายว่า คนอื่นจะพูดว่า ผู้ที่ถูกเขาพร่ำสอนจักทำอะไรแก่ผู้พร่ำสอนนั้นได้ตนเองนั่นแหละควรสักการะเคารพกุศลธรรมที่ตนได้แล้วอยู่.

ข้อว่า โลหิจจพราหมณ์เรียกช่างกัลบกชื่อโรสิกามา มีความว่า โลหิจจพราหมณ์เรียกช่างกัลบกผู้ได้ชื่อเป็นอิตถีลิงค์อย่างนี้ว่าโรสิกานัยว่า เขาทราบถึงการเสด็จมาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วคิดว่า การที่เราจะไปเฝ้าพระพุทธองค์ที่ประทับจะเป็นภาระ แต่เราจะอาราธนาให้เสด็จมายังเรือน แล้วเข้าเฝ้า และจักถวายอาคันตุกภิกษาตามกำลังเพราะฉะนั้น โลหิจจพราหมณ์จึงเรียกโรสิกาช่างกัลบกนั้นมา.

บทว่า ตามเสด็จไปข้างหลังๆ หมายความว่า โรสิกาช่างกัลบกตามเสด็จไปข้างหลังๆ เพื่อสะดวกในการทูลสนทนา. บทว่า ขอจงทรงปลดเปลื้อง คือ โรสิกากราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปลดเปลื้องคือกำจัดจากความเห็นลามก นัยว่าโรสิกานี่เป็นอุบาสก เป็นเพื่อนรักของโลหิจจพราหมณ์เพราะฉะนั้น จึงกราบทูลอย่างนั้น เพราะหวังประโยชน์แก่โลหิจจพราหมณ์.

ในบทว่า ไม่เป็นไร โรสิกา นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระสุรเสียงด้วยพระดำรัสแรก ทรงเปล่งพระสุรเสียงย้ำอีกด้วยพระดำรัสที่สอง.

ในบทนี้ พึงทราบอธิบายดังนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงข้อความนี้ว่า ดูก่อนโรสิกา เรากระทำทุกรกิริยาหลายอย่างและบำเพ็ญบารมีตลอดสี่อสงไขยและตลอดแสนกัปก็เพื่อประโยชน์นี่แหละ เรารู้แจ้งแทงตลอดสัพพัญญุตญาณก็เพื่อประโยชน์นี่อีกแหละ การขจัดความเห็นลามกของโลหิจจพราหมณ์ไม่ใช่เรื่องหนักของเรา ดังนี้ ชื่อว่าทรงเปล่งพระสุรเสียงด้วยพระดำรัสแรก.

และเมื่อจะทรงแสดงความข้อนี้ว่า ดูก่อนโรสิกา การมาก็ดี การนั่งก็ดี การสนทนาปราศรัยก็ดีในสำนักของโลหิจจพราหมณ์ทั้งหมดนี้จงยกไว้ก่อนแม้ว่า บุคคลเช่นโลหิจจพราหมณ์มีความสงสัยในปัญหาตั้งแสนข้อ เราก็มีกำลังพอที่จะบรรเทาความสงสัยได้แต่ในการบรรเทาความเห็นลามกของโลหิจจพราหมณ์เพียงคนเดียว ไฉนจะเป็นเรื่องหนักของเราเล่าดังนี้จึงทรงเปล่งพระสุรเสียงย้ำด้วยพระดำรัสที่สอง.

โลหิจฺจพฺราหฺมณานุโยควณฺณนา

บทว่า ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น ได้แก่ ความเกิดขึ้นแห่งปัจจัย คือการเกิดขึ้นแห่งโภคทรัพย์. อธิบายว่า ทรัพย์และข้าวเปลือกอันเกิดขึ้นจากผลประโยชน์นั้น. บทว่า ผู้ที่เข้าไปอาศัยเลี้ยงชีพ คือ ชนทั้งหลายมีญาติบริวารชน ทาสและกรรมกรเป็นต้น อาศัยเขาเลี้ยงชีพ. บทว่า ผู้ทำอันตราย คือ ผู้ทำอันตรายทางลาภ.

คำว่า ประโยชน์ ในบทว่า อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์ ได้แก่ ความความเจริญ.

บุคคลย่อมเอ็นดู เพราะฉะนั้น ชื่อว่าผู้อนุเคราะห์ ความว่า ย่อมปรารถนา ท่านกล่าวอธิบายว่า ปรารถนาความเจริญหรือไม่ปรารถนา.

บทว่า นรก หรือกำเนิดเดียรัจฉาน มีอธิบายว่า หากว่าความเห็นผิดนั้นสมบูรณ์คือเป็นความแน่นอนย่อมเกิดในนรกโดยส่วนเดียว หากยังไม่แน่นอนย่อมเกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน.

บัดนี้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะให้พราหมณ์เกิดความสลดใจยิ่งขึ้นเหมือนอย่างสัตว์ทั้งหลายสลดใจด้วยอันตรายทางลาภของตนเอง มิใช่สลดใจด้วยอันตรายทางลาภของคนอื่นฉะนั้น จึงตรัสเรื่องเกิดขึ้นครั้งที่สองว่า โลหิจจะ ท่านสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนดังนี้.

บทว่า กุลบุตรทั้งหลายเหล่านี้ ได้แก่ กุลบุตรเหล่านี้สดับพระธรรมเทศนาของพระตถาคต แล้วไม่สามารถจะก้าวลงสู่อริยภูมิได้. บทว่า ครรภ์อันเป็นทิพย์ รูปศัพท์เป็นปฐมาวิภัตติลงในอรรถทุติยาวิภัตติ แปลว่า ซึ่งครรภ์อันเป็นทิพย์. อนึ่ง บทว่า ครรภ์อันเป็นทิพย์นี้ เป็นชื่อของเทวโลก ๖ ชั้น. บทว่า กุลบุตรทั้งหลายย่อมบำรุง อธิบายว่า กุลบุตรทั้งหลายบำเพ็ญปฏิปทาเพื่อไปสู่เทวโลก ให้ทาน รักษาศีล ทำการบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นเจริญภาวนา ชื่อว่าย่อมบำรุงบริหาร ย่อมอบรม คือว่าย่อมเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลง

บทว่า เพื่อบังเกิดในภพอันเป็นทิพย์ อธิบายว่า วิมานของเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่าภพเป็นทิพย์ เพื่อจะไปเกิดในวิมานเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ครรภ์อันเป็นทิพย์ หมายถึง บุญวิเศษมีทานเป็นต้น. บทว่า ภพอันเป็นทิพย์ อธิบายว่า ภพทั้งหลายเป็นวิบากขันธ์ในเทวโลก กุลบุตรทั้งหลายกระทำบุญเพื่อเกิดในภพเหล่านั้น.

บทว่า ทำอันตรายแก่ชนเหล่านั้น คือทำอันตรายแห่งมรรคสมบัติ ผลสมบัติ และความวิเศษแห่งภพอันเป็นทิพย์ของชนเหล่านั้น.

ตโยโจทนารหวณฺณนา

พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงทำลายมานะของพราหมณ์ซึ่งขึ้นไปจนถึงภวัคคพรหมโดยวิธีอุปมาโดยไม่กำหนดแล้วทรงแสดงถึงศาสดา ๓ จำพวกผู้ควรท้วง จึงตรัสพระดำรัสเป็นอาทิว่า ดูก่อนโลหิจจะ ศาสดา ๓ จำพวกเหล่านี้.

บทว่า การท้วงนั้น คือ การท้วงของผู้ท้วงศาสดา ๓ จำพวกเหล่านั้น.

บทว่า ไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง คือ ไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้รอบคือเพื่อประโยชน์แก่การรู้ทั่ว.

บทว่า หลีกเลี่ยง อธิบายว่า ไม่กระทำตามคำสั่งสอนของศาสดานั้นตลอดเวลา หลีกเลี่ยงประพฤติจากคำสอนนั้น.

บทว่า พึงลุกเข้าไปหาสตรีที่กำลังถอยหลังหนี คือเข้าไปหาผู้ที่ถอยหนี ต้องการหญิงที่เขาไม่ต้องการ. อธิบายว่า หญิงคนหนึ่งผู้ไม่ต้องการอยู่ร่วม ตัวคนเดียวก็ยังต้องการอยู่.

บทว่า บุรุษพึงกอดสตรีที่หันหลังให้ อธิบายว่า บุรุษไปข้างหลังแล้วกอดสตรีผู้ไม่อยากแม้จะเห็นยืนหันหลังให้.

บทว่า ข้ออุปไมยนี้ก็ฉันนั้น อธิบายว่า เมื่อศาสดาแม้นี้คิดว่า พวกนี้เป็นสาวกของเรา แล้วสอนสาวกผู้หลีกเลี่ยงประพฤติจากคำสอนด้วยความโลภเราจึงกล่าวธรรมคือความโลภนี้ว่า มีข้ออุปไมยฉันนั้น ศาสดานั้นควรถูกท้วงว่า ท่านได้เป็นเหมือนบุรุษที่รุกเข้าไปหาสตรีที่กำลังหนีเหมือนบุรุษพึงกอดสตรีที่หันหลังให้ ด้วยธรรมคือความโลภใด ธรรมคือความโลภของท่านนั้นก็เป็นอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

ข้อที่ว่า เพราะคนอื่นจักทำอะไรแก่คนอื่นได้ มีอธิบายว่า ศาสดาย่อมควรถูกท้วงว่า ท่านสอนคนอื่นด้วยธรรมใด ท่านจงยังตนให้ถึงพร้อมในธรรมนั้นก่อน คือท่านจงทำให้ตรง เพราะคนอื่นจักทำอะไรให้คนอื่นได้.

บทว่า ที่อันตนควรบำรุง อธิบายว่า ควรถอนหญ้าที่ทำลายข้าวกล้าแล้วทำให้เรียบร้อย.

เนื้อความแห่งการท้วงครั้งที่ ๓ ว่า คนอื่นจักทำอะไรแก่คนอื่นได้ หมายความว่า คนอื่นที่ถูกพร่ำสอนตั้งแต่เวลาที่ไม่รับคำสอนจักทำอะไรแก่คนอื่น คือผู้พร่ำสอนได้.

อธิบายว่า ศาสดานั้นควรถูกท้วงอย่างนี้ว่า ตนนั่นแหละควรถึงความเป็นผู้ขวนขวายน้อย แล้วจึงควรนับถือบูชาธรรมที่ตนรู้แจ้งแทงตลอดแล้วอยู่มิใช่หรือ.

นโจทนารหสตฺถุวณฺณนา

บทว่า ไม่ควรท้วง อธิบายว่า เพราะศาสดานี้ตั้งตนไว้ในความเหมาะสมแล้วก่อน จึงแสดงธรรมแก่สาวก. และสาวกของเขาเป็นผู้เชื่อฟังปฏิบัติตามคำพร่ำสอนย่อมบรรลุคุณวิเศษยิ่งใหญ่ ฉะนั้น เขาจึงไม่ควรท้วง.

บทว่า ตกไปสู่เหวคือนรก ความว่า เพราะเราถือทิฏฐิลามกเราจึงตกไปสู่เหวคือนรก.

บทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกเราวางไว้บนบก ความว่า โลหิจจพราหมณ์กล่าวว่าเราอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตัดทิฏฐิลามกให้แล้ว ทรงยกขึ้นจากเหวคืออบายด้วยพระหัตถ์คือพระธรรมเทศนา แล้ววางเราไว้บนบกคือทางสวรรค์ ดังนี้.

คำที่เหลือในสูตรนี้ มีเนื้อความตื้นทั้งนั้นด้วยประการฉะนี้.

อรรถกถาโลหิจจสูตรแห่งอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินีจบแล้วด้วยประการฉะนี้.

สูตรที่ ๑๒ จบ --------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา