๓. อัมพัฏฐสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๓. อัมพัฏฐสูตร
๑๔๑ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ประมาณ๕๐๐ รูป บรรลุถึงพราหมณคาม แห่งชาวโกศล ชื่ออิจฉานังคลคาม. ได้ยินว่า สมัยนั้นพระองค์ประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวัน เขตอิจฉานังคลคาม.
๑๔๒ก็สมัยนั้น พราหมณ์โปกขรสาติอยู่ครองนครอุกกัฏฐะ ซึ่งคับคั่งด้วยประชาชนและหมู่สัตว์ อุดมด้วยหญ้า ด้วยไม้ ด้วยน้ำ สมบูรณ์ด้วยธัญญาหาร ซึ่งเป็นราชสมบัติอันพระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชทานปูนบำเหน็จให้เป็นส่วนพรหมไทย. พราหมณ์โปกขรสาติได้สดับข่าวว่า พระสมณโคดมศากยบุตร ทรงผนวชจากศากยสกุลแล้ว เสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ถึงอิจฉานัง-*คลคามโดยลำดับ ประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวัน เขตอิจฉานังคลคาม ก็กิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้วทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมพระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามพระองค์ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลาย เห็นปานนั้น ย่อมเป็นการดีแล. เรื่องอัมพัฏฐมาณพ
๑๔๓สมัยนั้นแล อัมพัฏฐมาณพ ศิษย์ของพราหมณ์โปกขรสาติ เป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุ คัมภีร์เกตุภะ พร้อมทั้งประเภทอักษร มีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ ๕ เป็นผู้เข้าใจตัวบท เป็นผู้เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะ และมหาปุริสลักษณะ อันอาจารย์ยกย่องและรับรองในลัทธิปาพจน์ คือ ไตรวิทยา อันเป็นของอาจารย์ของตนว่า ฉันรู้สิ่งใด เธอรู้สิ่งนั้น เธอรู้สิ่งใด ฉันรู้สิ่งนั้น. ครั้งนั้นแล พราหมณ์โปกขรสาติ เรียกอัมพัฏฐมาณพมาเล่าว่า พ่ออัมพัฏฐะ พระสมณ-*โคดมศากยบุตร พระองค์นี้ทรงผนวชจากศากยสกุล แล้วเสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ถึงอิจฉานังคลคาม โดยลำดับ ประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวันใกล้อิจฉานังคลคาม ก็กิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้นแล ขจรไปอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้วทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมพระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลาย เห็นปานนั้น ย่อมเป็นการดีแล. @ เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยชื่อของสิ่งต่างๆ มีต้นไม้เป็นต้น @ เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยกิริยา เป็นประโยชน์แก่กวี @ เป็นคัมภีร์ที่กล่าวถึงพงศาวดารมีภารตยุทธเป็นต้น ซึ่งประพันธ์ไว้แต่บุราณกาลนับเป็นคัมภีร์ที่ ๕ คือนับ@คัมภีร์อิรุพเพทเป็นที่ ๑ คัมภีร์ยชุพเพทเป็นที่ ๒ คัมภีร์สามเพทเป็นที่ ๓ คัมภีร์อาถรรพณเพทเป็นที่ ๔@คัมภีร์อิติหาสนี้เป็นที่ ๕ @ เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยเรื่องไม่น่าเชื่อต่างๆ พ่ออัมพัฏฐะ พ่อจงเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ แล้วจงรู้ว่ากิตติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป จริงตามนั้นหรือไม่ ท่านพระโคดมพระองค์นั้น ทรงคุณเช่นนั้นจริงหรือไม่ เราทั้งหลายจะได้รู้จักท่านพระโคดมพระองค์นั้นไว้ โดยประการนั้น. อัมพัฏฐมาณพถามว่า ท่าน ก็ไฉนเล่า ข้าพเจ้าจึงได้รู้ว่ากิตติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป จริงอย่างนั้นหรือไม่ ท่านพระโคดมพระองค์นั้นทรงคุณเช่นนั้นจริงหรือไม่? พราหมณ์โปกขรสาติตอบว่า พ่ออัมพัฏฐะ มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการมาแล้วในมนต์ของเรา ซึ่งพระมหาบุรุษประกอบแล้วย่อมมีคติเป็นสองเท่านั้นไม่เป็นอย่างอื่น ถ้าครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้วช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว เป็นที่ ๗ พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้พระองค์ทรงชำนะโดยธรรม มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศาตรา ครอบครองแผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขต ถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก พ่ออัมพัฏฐะ เราเป็นผู้สอนมนต์ พ่อเป็นผู้เรียนมนต์. อัมพัฏฐมาณพรับคำพราหมณ์โปกขรสาติแล้ว ลุกจากที่นั่ง ไหว้พราหมณ์โปกขรสาติกระทำประทักษิณ แล้วขึ้นรถม้าพร้อมด้วยมาณพหลายคน ขับตรงไปยังราวป่าอิจฉานังคลวันตลอดภูมิประเทศเท่าที่รถจะไปได้ ลงจากรถเดินตรงไปยังพระอาราม.
๑๔๔สมัยนั้นแล ภิกษุหลายรูปกำลังจงกรมอยู่กลางแจ้ง. ลำดับนั้น อัมพัฏฐมาณพเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่จงกรม ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะภิกษุเหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญ เวลานี้ท่านพระโคดมพระองค์นั้นประทับอยู่ที่ไหน พวกข้าพเจ้าพากันเข้ามาที่นี่ เพื่อจะเฝ้าพระองค์ท่าน. ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นคิดเห็นร่วมกันเช่นนี้ว่า อัมพัฏฐมาณพผู้นี้เป็นคนเกิดในสกุลที่มีชื่อเสียง ทั้งเป็นศิษย์ของพราหมณ์โปกขรสาติผู้มีชื่อเสียงอันการสนทนาปราศรัยกับพวกกุลบุตร เห็นปานนี้ ย่อมไม่เป็นการหนักพระทัยแก่พระผู้มีพระภาคเลย ดังนี้แล้วจึงตอบอัมพัฏฐ-*มาณพว่า อัมพัฏฐะ นั่นพระวิหารมีประตูปิดอยู่ ท่านจงสงบเสียงเข้าไปทางพระวิหารนั้นค่อยๆ เข้าไปที่เฉลียง กระแอมไอแล้ว เคาะบานประตูเถิด พระผู้มีพระภาคจักทรงเปิดประตูรับท่าน. ลำดับนั้น อัมพัฏฐมาณพสงบเสียง เข้าไปทางพระวิหารซึ่งมีประตูปิดอยู่นั้น ค่อยๆเข้าไปยังเฉลียง กระแอมไอแล้ว เคาะบานประตู พระผู้มีพระภาคทรงเปิดประตู อัมพัฏฐมาณพเข้าไปแล้ว แม้พวกมาณพก็พากันเข้าไปปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
๑๔๕ฝ่ายอัมพัฏฐมาณพ เดินปราศรัยบ้าง ยืนปราศรัยบ้าง กับพระผู้มีพระภาค ผู้ประทับนั่งอยู่ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า อัมพัฏฐะ เธอเคยสนทนาปราศรัยกับพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์เหมือนดังเธอ เดินบ้างยืนบ้าง สนทนาปราศรัยกับเราผู้นั่งอยู่เช่นนี้หรือ? อ. ข้อนี้หามิได้ พระโคดมผู้เจริญ เพราะว่าพราหมณ์ผู้เดินก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้เดิน พราหมณ์ผู้ยืนก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้ยืน พราหมณ์ผู้นั่งก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้นั่งพราหมณ์ผู้นอนก็ควรเจรจากับพราหมณ์ผู้นอน. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ แต่ผู้ใดเป็นสมณะโล้น เป็นคฤหบดีเชื้อสายกัณหโคตร เกิดจากพระบาทของท้าวมหาพรหม ข้าพเจ้าย่อมสนทนาปราศรัยกับผู้นั้น เหมือนกับที่สนทนาปราศรัยกับพระโคดมผู้เจริญนี้. อัมพัฏฐะ ก็เธอมีธุระจึงได้มาที่นี้ ก็พวกเธอมาเพื่อประโยชน์อันใดแล พึงใส่ใจถึงประโยชน์นั้นแหละไว้ให้ดี ก็อัมพัฏฐมาณพ ยังไม่ได้รับการศึกษาเลย สำคัญตัวว่าได้รับการศึกษาดีแล้ว จะมีอะไรอีกเล่า นอกจากไม่ได้รับการศึกษา. ลำดับนั้น อัมพัฏฐมาณพถูกพระผู้มีพระภาคตรัสตำหนิด้วยพระวาจาว่า เป็นคนไม่ได้รับการศึกษา โกรธ ขัดใจ เมื่อจะด่าข่มว่ากล่าวพระผู้มีพระภาค คิดว่าเราจักต้องให้พระสมณโคดมได้รับความเสียหาย ได้กล่าวคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ท่านโคดม พวกชาติศากยะดุร้าย หยาบช้า มีใจเบา พูดพล่าม เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ ยังไม่สักการะพวกพราหมณ์ ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์ ท่านโคดม การที่พวกศากยะเป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ แต่ไม่สักการะพวกพราหมณ์ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย. อัมพัฏฐมาณพกดพวกศากยะว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ นี้เป็นครั้งแรกด้วยประการฉะนี้.
๑๔๖อัมพัฏฐะ ก็พวกศากยะได้ทำผิดต่อเธออย่างไร?. ท่านโคดม ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ไปยังนครกบิลพัสดุ์ ด้วยกรณียกิจบางอย่างของพราหมณ์โปกขรสาติผู้อาจารย์ ได้เดินเข้าไปยังสัณฐาคารของพวกศากยะ เวลานั้นพวกศากยะและศากยกุมารมากด้วยกัน นั่งเหนืออาสนะสูงๆ ในสัณฐาคารเอานิ้วมือสะกิดกันและกันเฮฮาอยู่เห็นทีจะหัวเราะเยาะข้าพเจ้าเป็นแน่ ไม่มีใครเชื้อเชิญให้ข้าพเจ้านั่งเลย. ท่านโคดม ข้อที่พวกศากยะเป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ แต่ไม่สักการะพวกพราหมณ์ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย. อัมพัฏฐมาณพกดพวกศากยะว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ นี้เป็นครั้งที่สอง ด้วยประการฉะนี้.
๑๔๗อัมพัฏฐะ แม้นางนกไส้ก็ยังเป็นสัตว์พูดได้ตามความปรารถนาในรังของตนก็พระนครกบิลพัสดุ์เป็นถิ่นของพวกศากยะ อัมพัฏฐะไม่ควรจะข้องใจ เพราะการหัวเราะเยาะเพียงเล็กน้อยนี้เลย. ท่านโคดม วรรณะ ๔ เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ เวสส์ ศูทร บรรดาวรรณะ๔ เหล่านี้ ๓ วรรณะ คือ กษัตริย์ เวสส์ ศูทร เป็นคนบำเรอของพราหมณ์พวกเดียวโดยแท้. ท่านโคดม ข้อที่พวกศากยะเป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ แต่ไม่สักการะพวกพราหมณ์ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือพวกพราหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย. อัมพัฏฐมาณพกดพวกศากยะว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ นี้เป็นครั้งที่สาม ด้วยประการฉะนี้.
๑๔๘ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริเช่นนี้ว่า อัมพัฏฐมาณพผู้นี้ กล่าว เหยียบย่ำพวกศากยะอย่างหนัก โดยเรียกว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ ถ้ากระไร เราจะพึงถามถึงโคตรเธอดูบ้าง แล้วพระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้กับอัมพัฏฐมาณพว่า อัมพัฏฐะ เธอมีโคตรว่าอย่างไร? กัณหายนโคตร ท่านโคดม. อัมพัฏฐะ ก็เธอระลึกถึงโคตรเก่าแก่อันเป็นของมารดาบิดาดูเถิด พวกศากยะเป็นลูกเจ้าเธอเป็นลูกนางทาสีของพวกศากยะ ก็พวกศากยะเขาพากันอ้างถึงพระเจ้าอุกกากราชว่าเป็นบรรพบุรุษ. ว่าด้วยศากยวงศ์
๑๔๙อัมพัฏฐะ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระเจ้าอุกกากราชทรงพระประสงค์จะพระราชทานสมบัติให้แก่พระโอรสของพระมเหสีผู้ที่ทรงรักใคร่โปรดปราน จึงทรงรับสั่งให้พระเชฏฐกุมารคือพระอุกกามุขราชกุมาร พระกรกัณฑุราชกุมาร พระหัตถินีกราชกุมาร และพระสีนิปุระราชกุมารออกจากพระราชอาณาเขต พระกุมารเหล่านั้น เสด็จออกจากพระราชอาณาเขตแล้ว จึงไปตั้งสำนักอาศัยอยู่ ณ ราวป่าไม้สากะใหญ่ริมฝั่งสระโปกขรณีข้างภูเขาหิมพานต์ พระราชกุมารเหล่านั้นทรงสำเร็จการอยู่ร่วมกับพวกพระภคินีของพระองค์เอง เพราะกลัวพระชาติจะระคนปนกัน. อัมพัฏฐะ ต่อมาพระเจ้าอุกกากราชตรัสถามหมู่อำมาตย์ราชบริษัทว่า บัดนี้พวกกุมารอยู่กัน ณ ที่ไหน?. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ขอเดชะ มีราวป่าไม้สากะใหญ่อยู่ริมฝั่งสระโบกขรณีข้างภูเขาหิมพานต์ บัดนี้ พระราชกุมารทั้งหลายอยู่ ณ ที่นั้น พระราชกุมารเหล่านั้นทรงสำเร็จการอยู่ร่วมกับพวกพระภคินีของพระองค์เอง เพราะกลัวพระชาติจะระคนปนกัน. อัมพัฏฐะ ทีนั้นพระเจ้าอุกกากราชทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านทั้งหลาย พวกกุมารสามารถหนอ พวกกุมารสามารถยอดเยี่ยมหนอ. อัมพัฏฐะ ก็พวกที่ชื่อว่าศากยะปรากฏตั้งแต่กาลครั้งนั้นเป็นต้นมา และพระเจ้าอุกกากราชพระองค์นั้น เป็นบรรพบุรุษของพวกศากยะ และพระเจ้าอุกกากราชมีนางทาสีคนหนึ่งชื่อทิสา นางคลอดบุตรคนหนึ่ง ชื่อกัณหะกัณหะพอเกิดมาก็พูดได้ว่า แม่จงชำระฉัน จงให้ฉันอาบน้ำ แม่จ๋า ขอแม่จงปลดเปลื้องฉันจากสิ่งโสโครกนี้ ฉันเกิดมาเพื่อประโยชน์แก่แม่. อัมพัฏฐะ มนุษย์สมัยนี้เรียกปีศาจว่า ปีศาจ ฉันใด มนุษย์สมัยนั้นก็ฉันนั้น เรียกปีศาจว่า คนดำ มนุษย์เหล่านั้นจึงกล่าวกันเช่นนี้ว่า ทารกนี้พอเกิดมาก็พูดได้ คนดำเกิดแล้วปีศาจเกิดแล้ว. อัมพัฏฐะ ก็พวกที่ชื่อว่ากัณหายนะ ปรากฏตั้งแต่กาลครั้งนั้นเป็นต้นมา และกัณหะนั้นเป็นบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ. อัมพัฏฐะ เธอระลึกถึงโคตรเก่าแก่อันเป็นของมารดาบิดาดูเถิด พวกศากยะเป็นลูกเจ้าเธอเป็นลูกทาสีของพวกศากยะ ด้วยประการฉะนี้แล. ว่าด้วยวงศ์ของอัมพัฏฐมาณพ
๑๕๐เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว มาณพเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าพระโคดมผู้เจริญ ขอพระองค์อย่าทรงเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพด้วยพระวาทะว่าเป็นลูกทาสีให้หนักนักเลย ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐมาณพมีชาติดี เป็นบุตรผู้มีสกุล เป็นพหูสูต เจรจาไพเราะ เป็นบัณฑิต และเธอสามารถจะโต้ตอบในคำนี้กับพระโคดมผู้เจริญได้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะมาณพเหล่านั้นว่า ถ้าพวกเธอคิดเช่นนี้ว่า อัมพัฏฐ-*มาณพมีชาติทราม มิใช่บุตรผู้มีสกุล มีสุตะน้อย เจรจาไม่ไพเราะ มีปัญญาทราม และไม่สามารถจะโต้ตอบในคำนี้กับพระสมณโคดมได้ อัมพัฏฐมาณพจงหยุดเสียเถิด พวกเธอจงโต้ตอบกับเราในคำนี้ ก็ถ้าพวกเธอคิดเช่นนี้ว่า อัมพัฏฐมาณพมีชาติดี เป็นบุตรผู้มีสกุล เป็นพหูสูตร เจรจาไพเราะ เป็นบัณฑิต และสามารถจะโต้ตอบในคำนี้กับพระสมณโคดมได้ พวกเธอจงหยุดเสียเถิดอัมพัฏฐมาณพจงโต้ตอบกับเราในคำนี้. มาณพเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐมาณพมีชาติดี เป็นบุตรผู้มีสกุลเป็นพหูสูตร เจรจาไพเราะ เป็นบัณฑิต และสามารถจะโต้ตอบในคำนี้กับพระโคดมได้ พวกข้าพเจ้าจักนิ่งละ อัมพัฏฐมาณพจงโต้ตอบกับพระโคดมในคำนี้เถิด.
๑๕๑ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกะอัมพัฏฐมาณพว่า อัมพัฏฐะ ปัญหา ประกอบ ด้วยเหตุนี้แล มาถึงเธอเข้าแล้ว ถึงแม้จะไม่ปรารถนา เธอก็ต้องแก้ ถ้าเธอจักไม่แก้ก็ดีจักกลบเกลื่อนด้วยคำอื่นเสียก็ดี จักนิ่งเสียก็ดี หรือจักหลีกไปเสียก็ดี ศีรษะของเธอจักแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง ณ ที่นี้แหละ อัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอได้ยินพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์เล่ากันมาว่าอย่างไร พวกกัณหายนะเกิดมาจากใครก่อน และใครเป็นบรรพบุรุษของพวกกันหายนะ. เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเช่นนี้แล้ว อัมพัฏฐมาณพได้นิ่งเสีย. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามอัมพัฏฐมาณพแม้เป็นครั้งที่สองว่า อัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอได้ยินพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้เป็นอาจารย์และเป็นปาจารย์เล่ากันมาว่าอย่างไร พวกกัณหายนะเกิดมาจากใครก่อน และใครเป็นบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ. แม้ครั้งที่สอง อัมพัฏฐมาณพก็ได้นิ่งเสีย. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกะอัมพัฏฐมาณพว่า อัมพัฏฐะ เธอจงแก้เดี๋ยวนี้ บัดนี้ไม่ใช่เวลาของเธอจะนิ่ง อัมพัฏฐะ เพราะผู้ใดถูกตถาคตถามปัญหาอันประกอบด้วยเหตุถึงสามครั้งแล้วไม่แก้ ศีรษะของผู้นั้นจะแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง ณ ที่นี่แหละ.
๑๕๒สมัยนั้น ยักษ์วชิรปาณีถือค้อนเหล็กใหญ่ลุกโพลงโชติช่วงยืนอยู่ในอากาศ เบื้องบนอัมพัฏฐมาณพ คิดว่า ถ้าอัมพัฏฐมาณพนี้ถูกพระผู้มีพระภาคตรัสถามปัญหาที่ประกอบด้วยเหตุถึงสามครั้งแล้ว แต่ไม่แก้ เราจักต่อยศีรษะของเขาให้แตกเป็นเจ็ดเสี่ยง ณ ที่นี้แหละ. พระผู้มีพระภาคและอัมพัฏฐมาณพเท่านั้นเห็นยักษ์วชิรปาณีนั้น. ครั้งนั้นอัมพัฏฐมาณพตกใจกลัวขนพองสยองเกล้า ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคนั่นเองเป็นที่ต้านทาน ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคนั่นเองเป็นที่เร้น ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคนั่นเองเป็นที่พึ่งกระเถิบเข้าไปนั่งใกล้ๆ แล้วกราบทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ ได้ตรัสคำอะไรนั่น ขอพระโคดมผู้เจริญ โปรดตรัสอีกครั้งเถิด. อัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอได้ยินพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์เล่ากันมาว่าอย่างไร พวกกัณหายนะเกิดมาจากใครก่อน และใครเป็นบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ?. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้ยินมาเหมือนอย่างที่พระโคดมผู้เจริญตรัสนั่นแหละพวกกัณหายนะเกิดมาจากกัณหะนั้นก่อน และก็กัณหะนั้นเป็นบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ.
๑๕๓เมื่ออัมพัฏฐมาณพกล่าวเช่นนี้แล้ว มาณพเหล่านั้นส่งเสียงอื้ออึงเกรียวกราวว่าท่านผู้เจริญ ได้ยินว่าอัมพัฏฐมาณพมีชาติทราม มิใช่บุตรผู้มีสกุล เป็นลูกทาสีของพวกศากยะท่านผู้เจริญ ได้ยินว่าพวกศากยะเป็นโอรสของเจ้านายอัมพัฏฐมาณพ พวกเราไพล่ไปสำคัญเสียว่าพระสมณโคดม ผู้ธรรมวาทีพระองค์เดียว ควรจะถูกรุกรานเสียได้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงดำริเช่นนี้ว่า มาณพเหล่านี้พากันเหยียดหยามอัมพัฏฐ-*มาณพด้วยวาทะว่า เป็นลูกทาสีหนักนัก ถ้ากระไรเราพึงช่วยปลดเปลื้องให้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้กะมาณพเหล่านั้นว่า ดูกรมาณพพวกเธออย่าเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพด้วยวาทะว่า เป็นลูกทาสีให้หนักนัก เพราะกัณหะนั้นได้เป็นฤาษีคนสำคัญ เธอไปยังทักษิณาชนบทเรียนมนต์อันประเสริฐ แล้วเข้าไปเฝ้าพระอุกกากราชทูลขอพระราชธิดาพระนามว่ามัททรูปี พระเจ้าอุกกากราชทรงพระพิโรธขัดพระทัยแก่พระฤาษีนั้นว่าบังอาจอย่างนี้เจียวหนอ ฤาษีเป็นลูกทาสีของเราแท้ๆ ยังมาขอธิดาชื่อว่ามัททรูปี แล้วทรงขึ้นพระแสงศร ท้าวเธอไม่อาจจะทรงแผลง และไม่อาจจะทรงลดลง.
๑๕๔ดูกรมาณพ ครั้งนั้น หมู่อำมาตย์ราชบริษัทพากันเข้าไปหากัณหฤาษีแล้วได้กล่าวคำนี้กะกัณหฤาษีว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอความสุขสวัสดีจงมีแต่พระราชา ขอความสวัสดีจงมีแด่พระราชา ฤาษีตอบว่า ความสวัสดีจักมีแด่พระราชา แต่ว่าท้าวเธอจักทรงแผลงพระแสงศรลงไปเบื้องต่ำ แผ่นดินจักทรุดตลอดพระราชอาณาเขต อำมาตย์กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญขอความสวัสดีจงมีแด่พระราชา ขอความสวัสดีจงมีแก่ชนบท ฤาษีตอบว่า ความสวัสดีจักมีแด่พระราชา ความสวัสดีจักมีแก่ชนบท แต่ถ้าท้าวเธอจักทรงแผลงพระแสงศรขึ้นไปเบื้องบนฝนจักไม่ตกทั่วพระราชอาณาเขตถึงเจ็ดปี อำมาตย์กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอความสวัสดีจงมีแด่พระราชา ขอความสวัสดีจงมีแก่ชนบท ขอฝนจงตกเถิด ฤาษีตอบว่า ความสวัสดีจักมีแด่พระราชา ความสวัสดีจักมีแก่ชนบท ฝนจักตก แต่พระราชาต้องทรงวางพระแสงศรไว้ที่พระราชกุมารพระองค์ใหญ่ ด้วยทรงพระดำริว่า พระราชกุมารจักเป็นผู้มีความสวัสดี หายสยดสยองดังนี้. ดูกรมาณพ ลำดับนั้นพระเจ้าอุกกากราช ได้ทรงวางพระแสงศรไว้ที่พระราชกุมารพระองค์ใหญ่ ด้วยทรงพระดำริว่า พระราชกุมารจักเป็นผู้มีความสวัสดี หายสยดสยอง ดังนี้ครั้นท้าวเธอทรงวางพระแสงศรไว้ที่พระราชกุมารพระองค์ใหญ่แล้ว พระราชกุมารก็เป็นผู้มีความสวัสดี หายสยดสยอง พระเจ้าอุกกากราชทรงกลัวถูกขู่ด้วยพรหมทัณฑ์ จึงได้พระราชทานพระนางมัททรูปีราชธิดาแก่ฤาษีนั้น. ดูกรมาณพ พวกเธออย่าเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพด้วยวาทะว่า เป็นลูกทาสีให้หนักนักเลย กัณหะนั้นได้เป็นฤาษีสำคัญแล้ว.
๑๕๕ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะอัมพัฏฐมาณพว่า ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะ สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ขัตติยกุมารในโลกนี้พึงสำเร็จการอยู่ร่วมกับนางพราหมณกัญญา เพราะอาศัยการอยู่ร่วมกันของคนทั้งสองนั้น พึงเกิดบุตรขึ้น บุตรผู้เกิดแต่นางพราหมณกัญญากับขัตติยกุมารนั้น จะควรได้ที่นั่งหรือน้ำในหมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่? ควรได้ พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์จะควรเชิญเขาให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย ในการเลี้ยงเพื่อการมงคลในการเลี้ยงเพื่อยัญพิธี หรือในการเลี้ยงเพื่อแขกบ้างหรือไม่? ควรเชิญเขาให้บริโภคได้ พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์จะควรบอกมนต์ให้เขาหรือไม่? ควรบอกให้ พระโคดมผู้เจริญ. เขาควรจะถูกห้ามในหญิงทั้งหลายหรือไม่? เขาไม่ควรถูกห้ามเลย พระโคดมผู้เจริญ. เขาควรจะได้รับอภิเษกเป็นกษัตริย์ได้บ้างหรือไม่? ข้อนี้ไม่ควรเลย พระโคดมผู้เจริญ. เพราะเหตุอะไร? เพราะเขาไม่บริสุทธิ์ข้างฝ่ายมารดา.
๑๕๖ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พราหมณกุมารในโลกนี้ พึงสำเร็จการอยู่ร่วมกับนางขัตติยกัญญา เพราะอาศัยการอยู่ร่วมของคนทั้งสองนั้น พึงเกิดบุตรขึ้นบุตรผู้เกิดแต่ขัตติยกัญญากับพราหมณกุมาร จะควรได้ที่นั่งหรือน้ำในหมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่? ควรได้ พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์จะควรเชิญเขาให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย ในการเลี้ยงเพื่อการมงคลในการเลี้ยงเพื่อยัญพิธี หรือในการเลี้ยงเพื่อแขกได้บ้างหรือไม่? ควรเชิญเขาให้บริโภคได้ พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์ควรบอกมนต์ให้เขาหรือไม่? ควรบอกให้ พระโคดมผู้เจริญ. เขาควรถูกห้ามในหญิงทั้งหลายหรือไม่? เขาไม่ควรถูกห้ามเลย พระโคดมผู้เจริญ. เขาควรจะได้รับอภิเษกเป็นกษัตริย์ได้บ้างหรือไม่? ข้อนี้ไม่ควรเลย พระโคดมผู้เจริญ. เพราะเหตุอะไร? เพราะเขาไม่บริสุทธิ์ฝ่ายบิดา.
๑๕๗ดูกรอัมพัฏฐะ เมื่อเทียบหญิงกับหญิงก็ดี เมื่อเทียบชายกับชายก็ดี กษัตริย์ พวกเดียวประเสริฐ พวกพราหมณ์เลว ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนพราหมณ์ทั้งหลาย ในโลกนี้ พึงโกนศีรษะพราหมณ์คนหนึ่ง มอมด้วยเถ้า เนรเทศเสียจากแว่นแคว้นหรือจากเมืองเพราะโทษบางอย่าง เขาจะควรได้ที่นั่งหรือน้ำในหมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่? ไม่ควรได้เลย พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์ควรเชิญเขาให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย ในการเลี้ยงเพื่อการมงคลในการเลี้ยงเพื่อยัญพิธี หรือในการเลี้ยงเพื่อแขกได้บ้างหรือไม่? ไม่ควรเชิญเขาให้บริโภคเลย พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์ควรบอกมนต์ให้เขาหรือไม่? ไม่ควรบอกให้เลย พระโคดมผู้เจริญ. เขาควรถูกห้ามในหญิงทั้งหลายหรือไม่? เขาควรถูกห้ามทีเดียว พระโคดมผู้เจริญ.
๑๕๘อัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน กษัตริย์ทั้งหลาย ในโลกนี้ พึงปลงเกศากษัตริย์องค์หนึ่ง มอมด้วยเถ้า แล้วเนรเทศเสียจากแว่นแคว้นหรือจากเมืองเพราะโทษบางอย่าง เขาจะควรได้ที่นั่งหรือน้ำในหมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่? ควรได้ พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์ควรเชิญเขาให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย ในการเลี้ยงเพื่อการมงคลในการเลี้ยงเพื่อยัญพิธี หรือในการเลี้ยงเพื่อแขกได้บ้างหรือไม่? ควรเชิญให้เขาบริโภคได้ พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์ควรบอกมนต์ให้เขาหรือไม่? ควรบอกให้ พระโคดมผู้เจริญ. เขาควรถูกห้ามในหญิงทั้งหลายหรือไม่? เขาไม่ควรถูกห้ามเลย พระโคดมผู้เจริญ. ดูกรอัมพัฏฐะ กษัตริย์ย่อมถึงความเป็นผู้เลวอย่างยิ่ง เพราะเหตุที่ถูกกษัตริย์ด้วยกันปลงพระเกศา มอมด้วยเถ้า แล้วเนรเทศเสียจากแว่นแคว้นหรือจากเมือง ดูกรอัมพัฏฐะแม้ในเมื่อกษัตริย์ถึงความเป็นคนเลวอย่างยิ่งเช่นนี้ พวกกษัตริย์ก็ยังประเสริฐ พวกพราหมณ์เลวด้วยประการฉะนี้. สมจริงดังคาถาที่สนังกุมารพรหมได้ภาษิตไว้ ดังนี้ คาถาสนังกุมารพรหม
๑๕๙กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่เทวดาและมนุษย์.
๑๖๐ดูกรอัมพัฏฐะ ก็คาถานี้นั้น สนังกุมารพรหมขับถูกไม่ผิด ภาษิตไว้ถูก ไม่ผิดประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เราเห็นด้วย ดูกรอัมพัฏฐะ ถึงเราก็กล่าวเช่นนี้ว่า
๑๖๑กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่เทวดาและมนุษย์. จบ ภาณวารที่หนึ่ง วิชชาจรณสัมปทา
๑๖๒อัมพัฏฐมาณพทูลถามว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉน. พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอัมพัฏฐะ ในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม เขาไม่พูดอ้างชาติอ้างโคตรหรืออ้างมานะว่า ท่านควรแก่เรา หรือท่านไม่ควรแก่เราอาวาหมงคล วิวาหมงคล หรืออาวาหวิวาหมงคล มีในที่ใด ในที่นั้นเขาจึงจะพูดอ้างชาติบ้างอ้างโคตรบ้าง หรืออ้างมานะบ้างว่า ท่านควรแก่เรา หรือท่านไม่ควรแก่เรา ชนเหล่าใดยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ หรือยังเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล ชนเหล่านั้น ชื่อว่ายังห่างไกลจากวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม การทำให้แจ้งซึ่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ อันเป็นคุณยอดเยี่ยมย่อมมีได้เพราะละการเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ และความเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล.
๑๖๓ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉนเล่า. ดูกรอัมพัฏฐะ พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมพระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดเฉพาะในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในพระตถาคต เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์ให้บริสุทธิ์ โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยต่อมาเขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วสำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อยสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรมวจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีพบริสุทธิ์ถึงพร้อมด้วยศีลคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ. จุลศีล ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล? ๑. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะวางศาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๒. เธอละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๓. เธอละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกลเว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๔. เธอละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์มีถ้อยคำเป็นหลักฐานควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๕. เธอละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้นเพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๖. เธอละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบกล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รักจับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่ พอใจ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๗. เธอละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริงพูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๘. เธอเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม. ๙. เธอฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล. ๑๐. เธอเว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่น อันเป็นข้าศึกแก่กุศล. ๑๑. เธอเว้นขาดจากการทัดทรงประดับ และตบแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ของหอมและเครื่องประเทืองผิว อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว. ๑๒. เธอเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่. ๑๓. เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน. ๑๔. เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ. ๑๕. เธอเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ. ๑๖. เธอเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี. ๑๗. เธอเว้นขาดจากการรับทาสีและทาส. ๑๘. เธอเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ. ๑๙. เธอเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร. ๒๐. เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา. ๒๑. เธอเว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน. ๒๒. เธอเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้. ๒๓. เธอเว้นขาดจากการซื้อการขาย. ๒๔. เธอเว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด. ๒๕. เธอเว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลง. ๒๖. เธอเว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิงการปล้น และกรรโชกแม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. จบจุลศีล. มัชฌิมศีล ๑. ภิกษุเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการพรากพืชคามและภูตคาม เห็นปานนี้คือพืชเกิดแต่เหง้า พืชเกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ผล พืชเกิดแต่ยอด พืชเกิดแต่เมล็ด เป็นที่ครบห้าแม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๒. ภิกษุเว้นขาดจากการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ปานนี้คือ สะสมข้าว สะสมน้ำ สะสมผ้า สะสมยาน สะสมที่นอน สะสมเครื่องประเทืองผิวสะสมของหอม สะสมอามิส แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๓. ภิกษุเว้นขาดจากการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เห็นปานนี้ คือ การฟ้อน การขับร้อง การประโคมมหรสพ มีการรำเป็นต้น การเล่านิยาย การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง ฉากภาพบ้านเมืองที่สวยงาม การเล่นของคนจัณฑาลการเล่นไม้สูง การเล่นหน้าศพ ชนช้าง ชนม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่รบนกกระทา รำกระบี่กระบอง มวยชก มวยปล้ำ การรบ การตรวจพล การจัดกระบวนทัพกองทัพ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๔. ภิกษุเว้นขาดจากการขวนขวายเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เห็นปานนี้ คือ เล่นหมากรุกแถวละแปดตาแถวละสิบตาเล่นหมากเก็บ เล่นดวด เล่นหมากไหว เล่นโยนบ่วง เล่นไม้หึ่ง เล่นกำทาย เล่นสะกาเล่นเป่าใบไม้ เล่นไถน้อยๆ เล่นหกคะเมน เล่นกังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถน้อยๆ เล่นธนูน้อยๆ เล่นเขียนทายกัน เล่นทายใจ เล่นเรียนคนพิการ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๕. ภิกษุเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เห็นปานนี้ คือ เตียงมีเท้าเกินประมาณ เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย ผ้าโกเชาว์ขนยาว เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายมีสีหะและเสือเป็นต้นเครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดขนแกะมีขนข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหมเครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางฟ้อน ๑๖ คน เครื่องลาดหลังช้างเครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังสัตว์ชื่ออชินะอันมีขนอ่อนนุ่มเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๖. ภิกษุเว้นขาดจากการประกอบการประดับตบแต่งร่างกาย อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัวเช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประกอบการประดับตบแต่งร่างกาย อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัวเห็นปานนี้ คือ อบตัว ไคลอวัยวะอาบน้ำหอม นวด ส่องกระจก แต้มตา ทัดดอกไม้ ประเทืองผิว ผัดหน้า ทาปากประดับข้อมือ สวมเกี้ยว ใช้ไม้เท้า ใช้กลักยา ใช้ดาบ ใช้ขรรค์ ใช้ร่ม สวมรองเท้าประดับวิจิตร ติดกรอบหน้า ปักปิ่น ใช้พัดวาลวิชนี นุ่งห่มผ้าขาว นุ่งห่มผ้ามีชาย แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๗. ภิกษุเว้นขาดจากติรัจฉานกถา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบติรัจฉานกถา เห็นปานนี้ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องมหา-*อำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษเรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้นๆ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๘. ภิกษุเว้นขาดจากการกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกัน เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกัน เห็นปานนี้ เช่นว่า ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึง ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิดข้าพเจ้าปฏิบัติถูก ถ้อยคำของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์ คำที่ควรจะกล่าวก่อน ท่านกลับกล่าวภายหลัง คำที่ควรจะกล่าวภายหลัง ท่านกลับกล่าวก่อน ข้อที่ท่านเคยช่ำชองมาผันแปรไปแล้ว ข้าพเจ้าจับผิดวาทะของท่านได้แล้ว ข้าพเจ้าข่มท่านได้แล้ว ท่านจงถอนวาทะเสีย มิฉะนั้นจงแก้ไขเสีย ถ้าสามารถ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๙. ภิกษุเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประกอบทูตกรรมและการรับใช้เห็นปานนี้ คือ รับเป็นทูตของพระราชา ราชมหาอำมาตย์ กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี และกุมารว่าท่านจงไปในที่นี้ ท่านจงไปในที่โน้น ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ไป ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ในที่โน้นมา ดังนี้แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๑๐. ภิกษุเว้นขาดจากการพูดหลอกลวงและการพูดเลียบเคียง เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังพูดหลอกลวง พูดเลียบเคียง พูดหว่านล้อม พูดและเล็ม แสวงหาลาภด้วยลาภ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. จบมัชฌิมศีล. มหาศีล ๑. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้าทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้านดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองูเป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๒. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะศาตรา ทายลักษณะดาบทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู ทายลักษณะอาวุธ ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทายลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส ทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้าทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอุสภะ ทายลักษณะโค ทายลักษณะแพะ ทายลักษณะแกะทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนกกระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะตุ่น ทายลักษณะเต่าทายลักษณะมฤค แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๓. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพว่า พระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก พระราชาภายในจักยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย พระราชาภายนอกจักยกเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย พระราชาภายในจักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัย พระราชาภายนอกจักมีชัย พระราชาภายในจักปราชัย พระราชาองค์นี้จักมีชัย พระราชาองค์นี้จักปราชัย เพราะเหตุนี้ๆ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๔. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่าจักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินผิดทาง ดาวนักษัตรจักเดินถูกทาง ดาวนักษัตรจักเดินผิดทาง จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักขึ้น ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักตก ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักมัวหมอง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีอุกกาบาตจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผลเป็นอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลเป็นอย่างนี้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้นจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรตกจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรมัวหมองจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรกระจ่างจักมีผลเป็นอย่างนี้ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๕. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือพยากรณ์ว่า จักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีภิกษาหาได้ง่าย จักมีภิกษาหาได้ยากจักมีความเกษม จักมีภัย จักเกิดโรค จักมีความสำราญหาโรคมิได้ หรือนับคะแนน คำนวณนับประมวลแต่งกาพย์โลกายตศาสตร์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๖. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือให้ฤกษ์อาวาหมงคล ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็งร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาวเป็นหมอทรงเจ้าบวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญแม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๗. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตาทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆ เพราะศีลสังวรนั้น เปรียบเหมือนกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษกกำจัดราชศัตรูได้แล้วย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆ เพราะราชศัตรูนั้น ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุก็ฉันนั้นสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆเพราะศีลสังวรนั้น ภิกษุสมบูรณ์ด้วยอริยศีลขันธ์นี้ ย่อมได้เสวยสุขอันปราศจากโทษในภายในดูกรอัมพัฏฐะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลจบมหาศีล. ----------------------------------------------------- อินทรียสังวร ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย? ดูกรอัมพัฏฐะภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌา และโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุฟังเสียงด้วยโสต ... ดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้นรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ชื่อว่าถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุประกอบด้วยอินทรียสังวรอันเป็นอริยะเช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน ดูกรอัมพัฏฐะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย. ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ? ดูกรอัมพัฏฐะภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียวในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยวการลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับการตื่น การพูด การนิ่ง ดูกรอัมพัฏฐะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ. ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ? ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรอัมพัฏฐะ นกมีปีกจะบินไปทางทิศาภาคใดๆ ก็มีแต่ปีกของตัวเป็นภาระบินไป ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิศาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรอัมพัฏฐะด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ. ภิกษุนั้นประกอบด้วยศีลขันธ์ อินทรียสังวร สติสัมปชัญญะและสันโดษ อันเป็นอริยะเช่นนี้แล้ว ย่อมเสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏที่แจ้ง ลอมฟาง ในกาลภายหลังภัต เธอกลับจากบิณฑบาตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอละความเพ่งเล็งในโลก มีใจปราศจากความเพ่งเล็งอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความเพ่งเล็งได้ ละความประทุษร้าย คือพยาบาท ไม่คิดพยาบาท มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้าย คือ พยาบาทได้ละถีนมิทธะแล้ว เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้ ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้ว เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ ณภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้ว เป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้. ว่าด้วยอุปมานิวรณ์ ๕ ดูกรอัมพัฏฐะ เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงกู้หนี้ไปประกอบการงาน การงานของเขาจะพึงสำเร็จผล เขาจะพึงใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้น และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเขา จะพึงมีเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงภริยา เขาพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรากู้หนี้ไปประกอบการงานบัดนี้ การงานของเราสำเร็จผลแล้ว เราได้ใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้นแล้ว และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเรายังมีเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงภริยา ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความไม่มีหนี้นั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรอัมพัฏฐะ เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นผู้มีอาพาธ ถึงความลำบาก เจ็บหนักบริโภคอาหารไม่ได้และไม่มีกำลังกาย สมัยต่อมา เขาพึงหายจากอาพาธนั้น บริโภคอาหารได้ และมีกำลังกาย เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นผู้มีอาพาธ ถึงความลำบาก เจ็บหนักบริโภคอาหารไม่ได้และไม่มีกำลังกาย บัดนี้เราหายจากอาพาธนั้นแล้ว บริโภคอาหารได้ และมีกำลังกายเป็นปรกติ ดังนี้เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความไม่มีโรคนั้นเป็นเหตุฉันใด. ดูกรอัมพัฏฐะ เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงถูกจำอยู่ในเรือนจำ สมัยต่อมา เขาพึงพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดีไม่มีภัย ไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลย เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ บัดนี้ เราพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดีไม่มีภัยแล้ว และเราไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลย ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีการพ้นจากเรือนจำนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรอัมพัฏฐะ เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นทาส ไม่ได้พึ่งตัวเอง พึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้ สมัยต่อมา เขาพึงพ้นจากความเป็นทาสนั้น พึ่งตัวเอง ไม่ต้องพึ่งผู้อื่นเป็นไทยแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจ เขาจะพึงมีความพอใจ เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่าเมื่อก่อนเราเป็นทาส พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้ บัดนี้ เราพ้นจากความเป็นทาสนั้นแล้ว พึ่งตัวเอง ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทยแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความเป็นไทยแก่ตัวนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรอัมพัฏฐะ เปรียบเหมือนบุรุษ มีทรัพย์ มีโภคสมบัติ พึงเดินทางไกลกันดารหาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า สมัยต่อมา เขาพึงข้ามพ้นทางกันดารนั้นได้ บรรลุถึงหมู่บ้านอันเกษมปลอดภัยโดยสวัสดี เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรามีทรัพย์ มีโภคสมบัติเดินทางไกลกันดาร หาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า บัดนี้ เราข้ามพ้นทางกันดารนั้น บรรลุถึงหมู่บ้านอันเกษมปลอดภัยโดยสวัสดีแล้ว ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัสมีภูมิสถานอันเกษมนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. รูปฌาน ๔ ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการเหล่านี้ที่ยังละไม่ได้ในตน เหมือนหนี้เหมือนโรค เหมือนเรือนจำ เหมือนความเป็นทาส เหมือนทางไกลกันดาร และเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการที่ละได้แล้วในตน เหมือนความไม่มีหนี้ เหมือนความไม่มีโรค เหมือนการพ้นจากเรือนจำ เหมือนความเป็นไทยแก่ตน เหมือนภูมิสถานอันเกษม ฉันนั้นแล. เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ ที่ละได้แล้วในตนย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อปราโมทย์แล้วย่อมเกิดปิติ เมื่อมีปิติในใจ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น เธอสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปิติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นจรณะของเธอประการหนึ่ง. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปิติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่แม้ข้อนี้ก็เป็นจรณะของเธอประการหนึ่ง. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปิติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขามีสติอยู่เป็นสุข แม้ข้อนี้ก็เป็นจรณะของเธอประการหนึ่ง ดูกรอัมพัฏฐะ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นจรณะของเธอประการหนึ่ง ดูกรอัมพัฏฐะ แม้นี้แลคือจรณะนั้น. วิชชา ๘ วิปัสสนาญาณ ภิกษุนั้นย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แลมีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยงต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ ดูกรอัมพัฏฐะ เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใส แวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียวเหลือง แดง ขาว หรือนวลร้อยอยู่ในนั้น บุรุษมีจักษุจะพึงหยิบแก้วไพฑูรย์นั้น วางไว้ในมือแล้วพิจารณาเห็นว่าแก้วไพฑูรย์นี้งาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้วสุกใส แวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียวเหลือง แดง ขาวหรือ นวลร้อยอยู่ในแก้วไพฑูรย์นั้นฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมน้อมโน้มจิตไปเพื่อญาณทัสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แล มีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิด แต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสดไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ แม้ข้อนี้ก็เป็นวิชชาของเธอประการหนึ่ง. มโนมยิทธิญาณ ภิกษุนั้น ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือ นิรมิตกายอื่นจากกายนี้มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ดูกรอัมพัฏฐะ เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้หญ้าปล้อง นี้ไส้หญ้าปล้องอย่างหนึ่ง ไส้อย่างหนึ่ง ก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักดาบออกจากฝัก เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก ดาบอย่างหนึ่ง ฝักอย่างหนึ่งก็แต่ดาบชักออกจากฝักนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักงูออกจากคราบ เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้งู นี้คราบ งูอย่างหนึ่ง คราบอย่างหนึ่ง ก็แต่งูชักออกจากคราบนั่นเองฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง แม้ข้อนี้ก็เป็นวิชชาของเธอประการหนึ่ง. อิทธิวิธญาณ ภิกษุนั้นย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี เธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ดูกรอัมพัฏฐะ เปรียบเหมือนช่างหม้อหรือลูกมือของช่างหม้อผู้ฉลาด เมื่อนวดดินดีแล้วต้องการภาชนะชนิดใดๆ พึงทำภาชนะชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างงาหรือลูกมือของช่างงาผู้ฉลาด เมื่อแต่งงาดีแล้ว ต้องการเครื่องงาชนิดใดๆ พึงทำเครื่องงาชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างทองหรือลูกมือของช่างทองผู้ฉลาด เมื่อหลอมทองดีแล้ว ต้องการทองรูปพรรณชนิดใดๆ พึงทำทองรูปพรรณชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี เธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้แม้ข้อนี้ก็เป็นวิชชาของเธอประการหนึ่ง. ทิพยโสตญาณ ภิกษุนั้นย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อทิพยโสตธาตุ เธอย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยทิพยโสตอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์ ดูกรอัมพัฏฐะ เปรียบเหมือนบุรุษเดินทางไกล เขาจะพึงได้ยินเสียงกลองบ้าง เสียงตะโพนบ้างเสียงสังข์บ้าง เสียงบัณเฑาะว์บ้าง เสียงเปิงมางบ้าง เขาพึงเข้าใจว่าเสียงกลองดังนี้บ้างเสียงตะโพนดังนี้บ้าง เสียงสังข์ดังนี้บ้าง เสียงบัณเฑาะว์ดังนี้บ้าง เสียงเปิงมางดังนี้บ้าง ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อทิพยโสตธาตุ เธอย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยทิพยโสตอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์แม้ข้อนี้ก็เป็นวิชชาของเธอประการหนึ่ง. เจโตปริยญาณ ภิกษุนั้นย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะหรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรรคตก็รู้ว่าจิตเป็นมหรรคต หรือจิตไม่เป็นมหรรคตก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรรคตจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าจิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น ดูกรอัมพัฏฐะ เปรียบเหมือนหญิงสาวชายหนุ่มที่ชอบการแต่งตัว เมื่อส่องดูเงาหน้าของตนในกระจกอันบริสุทธิ์สะอาด หรือในภาชนะน้ำอันใสหน้ามีไฝก็จะพึงรู้ว่าหน้ามีไฝ หรือหน้าไม่มีไฝก็จะพึงรู้ว่าหน้าไม่มีไฝ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแลย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจคือ จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่านจิตเป็นมหรรคตก็รู้ว่าจิตเป็นมหรรคต หรือจิตไม่เป็นมหรรคตก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้นหรือจิตไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น แม้ข้อนี้ก็เป็นวิชชาของเธอประการหนึ่ง. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ภิกษุนั้นย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้างสิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้างพันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้นมีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้นครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการพร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ดูกรอัมพัฏฐะ เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงจากบ้านตนไปบ้านอื่นแล้วจากบ้านแม้นั้นไปยังบ้านอื่นอีก จากบ้านนั้นกลับมาสู่บ้านของตนตามเดิม เขาจะพึงระลึกได้อย่างนี้ว่า เราได้จากบ้านของเราไปบ้านโน้น ในบ้านนั้นเราได้ยืนอย่างนั้น ได้นั่งอย่างนั้นได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น เราได้จากบ้านแม้นั้นไปยังบ้านโน้น แม้ในบ้านนั้น เราก็ได้ยืนอย่างนั้น ได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น แล้วเรากลับจากบ้านนั้นมาสู่บ้านของตนตามเดิม ดังนี้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณเธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้างสี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็มีชื่ออย่างนั้นมีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ แม้ข้อนี้ก็เป็นวิชชาของเธอประการหนึ่ง. จุตูปปาตญาณ ภิกษุนั้นย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีตมีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ เปรียบเหมือนปราสาทตั้งอยู่ ณ ทาง๓ แพร่งท่ามกลางพระนคร บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนปราสาทนั้น จะพึงเห็นหมู่ชนกำลังเข้าไปสู่เรือนบ้าง กำลังออกจากเรือนบ้าง กำลังสัญจรเป็นแถวอยู่ในถนนบ้าง นั่งอยู่ที่ทาง ๓ แพร่งท่ามกลางพระนครบ้าง เขาจะพึงรู้ว่า คนเหล่านี้เข้าไปสู่เรือน เหล่านี้ออกจากเรือน เหล่านี้สัญจรเป็นแถวในถนน เหล่านี้นั่งอยู่ที่ทาง ๓ แพร่งท่ามกลางพระนคร ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลวประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุ อันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ว่าสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริตมโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทรามได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุ อันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมด้วยประการฉะนี้ แม้ข้อนี้ก็เป็นวิชชาของเธอประการหนึ่ง. อาสวักขยญาณ ภิกษุนั้นย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธนี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะแม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรอัมพัฏฐะ เปรียบเหมือนสระน้ำบนยอดเขาใสสะอาดไม่ขุ่นมัว บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนขอบสระนั้น จะพึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง กำลังว่ายอยู่บ้างหยุดอยู่บ้างในสระน้ำนั้น เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า สระน้ำนี้ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว หอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง เหล่านี้กำลังว่ายอยู่บ้าง กำลังหยุดอยู่บ้าง ในสระนั้น ดังนี้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี แม้ข้อนี้ก็เป็นวิชชาของเธอประการหนึ่ง ดูกรอัมพัฏฐะ นี้แลคือวิชชานั้น. ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุผู้ปฏิบัติเช่นนี้เรียกว่าผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะบ้าง ผู้ถึงพร้อมด้วยทั้งวิชชาและจรณะบ้าง อันวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอย่างอื่น ซึ่งดียิ่งกว่าหรือประณีตกว่านี้ไม่มี. ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ ๔ ดูกรอัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แล มีทางเสื่อมอยู่๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน? ๑. ดูกรอัมพัฏฐะ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่หนึ่ง.
๑๖๔๒. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้าไม้รากไม้และผลไม้ สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สอง.
๑๖๕๓. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถที่จะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ และไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้บ้าน หรือนิคมแล้วบำเรอไฟอยู่ สมณพราหมณ์นั้น ต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สาม.
๑๖๖๔. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ และไม่สามารถจะบำเรอไฟได้ จึงสร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วพำนักอยู่ด้วยตั้งใจว่าผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง ๔ นี้ จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เราจักบูชาท่านผู้นั้นตามสติกำลัง สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สี่. ดูกรอัมพัฏฐะ ทางเสื่อมแห่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้มีอยู่๔ ประการดังนี้.
๑๖๗ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์ย่อมปรากฏ ในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้บ้างหรือไม่? ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ากับอาจารย์เป็นอะไร วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมเป็นอะไร ข้าพเจ้ากับอาจารย์ ยังห่างไกลจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้. ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แหละ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น บ้างหรือไม่? ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ. ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ และไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ จึงถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่า ด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บ้างหรือไม่? ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ. ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ และไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้ๆ บ้านหรือนิคม แล้วบำเรอไฟอยู่ บ้างหรือไม่? ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ. ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ และไม่สามารถจะบำเรอไฟได้ จึงสร้างเรือนไฟที่มีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วพำนักอยู่ด้วยตั้งใจว่า ผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง ๔ นี้ จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เราจักบูชาท่านผู้นั้นตามสติกำลัง บ้างหรือไม่? ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ. ดูกรอัมพัฏฐะ เธอกับอาจารย์เสื่อมจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ด้วย และคลาดจากทางเสื่อมของวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ๔ ประการนี้ด้วย.
๑๖๘ดูกรอัมพัฏฐะ ก็พราหมณ์โปกขรสาติอาจารย์ของเธอได้พูดว่า สมณะโล้นบางเหล่าเป็นเชื้อสายคฤหบดี กัณหโคตร เกิดแต่บาทของพรหม ประโยชน์อะไรที่พวกพราหมณ์ผู้ทรงไตรวิชาจะสนทนาด้วย ดังนี้ แม้แต่ทางเสื่อม ตนก็ยังไม่ได้บำเพ็ญ ดูกรอัมพัฏฐะความผิดของพราหมณ์โปกขรสาติอาจารย์ของเธอนี้เพียงใด ถึงพราหมณ์โปกขรสาติกินเมืองที่พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทาน พระองค์ยังไม่ทรงพระราชทานพระวโรกาสให้เข้าเฝ้าหน้าพระ-*ที่นั่ง เวลาจะทรงปรึกษาด้วย ก็ทรงปรึกษานอกพระวิสูตร ดูกรอัมพัฏฐะ ไฉนเล่าจึงไม่พระราชทานการเข้าเฝ้าต่อหน้าพระที่นั่งแก่เขาผู้รับภิกษาที่ชอบธรรม ซึ่งพระราชทานให้ ดูเถิดอัมพัฏฐะ ความคิดของพราหมณ์โปกขรสาติอาจารย์ของเธอนี้เพียงใด.
๑๖๙ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงช้างพระที่นั่งหรือรถพระที่นั่ง จะทรงปรึกษาราชกิจบางเรื่องกับมหาอำมาตย์ หรือพระราชวงศานุวงศ์แล้วเสด็จไปประทับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งจากที่นั้น ภายหลังคนชั้นศูทรหรือทาสของศูทรพึงมา ณที่นั้นแล้วพูดอ้างว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล ตรัสอย่างนี้ๆ เพียงเขาพูดได้เหมือนพระราชาตรัสหรือปรึกษาได้เหมือนพระราชาทรงปรึกษา จะจัดว่าเป็นพระราชาหรือราชมหาอำมาตย์ได้หรือไม่? ข้อนี้เป็นไม่ได้ พระโคดมผู้เจริญ. บุรพฤาษี ๑๐ ตน ดูกรอัมพัฏฐะ เธอก็เช่นนั้นเหมือนกัน บรรดาฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์คือฤาษีอัฏฐกะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทวะ ฤาษีเวสสามิตร ฤาษียมตัคคี ฤาษีอังคีรสฤาษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์ บอกมนต์ ในปัจจุบันนี้พวกพราหมณ์ขับตาม กล่าวตาม ซึ่งบทมนต์ของเก่านี้ที่ท่านขับแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้วกล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้อง ตามที่ท่านกล่าวไว้ บอกไว้ เพียงคิดว่าเรากับอาจารย์เรียนมนต์ของท่านเหล่านั้น เธอจักเป็นฤาษีหรือปฏิบัติเพื่อเป็นฤาษีได้ ดังนี้ นั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอได้ฟังพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และเป็นปาจารย์เล่ากันมาว่าอย่างไร บรรดาฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์คือฤาษีอัฏฐะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทวะ ฤาษีเวสสามิตร ฤาษียมตัคคี ฤาษีอังคีรส ฤาษีภารทวาชะฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์ บอกมนต์ ในปัจจุบันนี้ พวกพราหมณ์ขับตาม กล่าวตาม ซึ่งบทมนต์ของเก่านี้ที่ท่านขับแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้ว กล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้อง ตามที่ท่านกล่าวไว้ บอกไว้ ฤาษีเหล่านั้นอาบน้ำ ทาตัวเรียบร้อยแต่งผม แต่งหนวด สวมพวงดอกไม้และเครื่องอาภรณ์ นุ่งผ้าขาว อิ่มเอิบ พรั่งพร้อมบำเรออยู่ด้วยกามคุณห้า เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? ไม่เหมือน พระโคดมผู้เจริญ ... ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ฤาษีเหล่านั้นบริโภค ข้าวสาลีที่เก็บกากแล้ว มีแกงและกับหลายอย่าง เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? ไม่เหมือน พระโคดมผู้เจริญ ... ดูกรอัมพัฏฐะ ... ฤาษีเหล่านั้นบำเรออยู่ด้วยเหล่านารีผู้มีร่างกระชดกระช้อย เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? ไม่เหมือน พระโคดมผู้เจริญ ... ดูกรอัมพัฏฐะ ... ฤาษีเหล่านั้นใช้รถเทียมม้าหางตัด แทงด้วยปฏักด้ามยาวเหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? ไม่เหมือน พระโคดมผู้เจริญ ... ฤาษีเหล่านั้นใช้บุรุษขัดกระบี่ให้รักษาเชิงเทินแห่งนคร ที่มีคูล้อมรอบลงลิ่ม เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? ไม่เหมือน พระโคดมผู้เจริญ ... ดูกรอัมพัฏฐะ เธอกับอาจารย์มิได้เป็นฤาษีเลย ทั้งมิได้ปฏิบัติเพื่อเป็นฤาษีด้วยประการฉะนี้แล ดูกรอัมพัฏฐะ ผู้ใดมีความเคลือบแคลงสงสัยในเรา ผู้นั้นจงถามเราด้วยปัญหาเราจักชำระให้ด้วยการพยากรณ์.
๑๗๐ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากพระวิหารจงกรมแล้ว. แม้อัมพัฏฐมาณพก็ออกจากพระวิหารเดินจงกรมแล้ว. ขณะที่อัมพัฏฐมาณพเดินจงกรมตามพระผู้มีพระภาคอยู่นั้นได้พิจารณาดูมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการในพระกายของพระผู้มีพระภาคก็ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ๓๒ ประการโดยมาก เว้นอยู่ ๒ ประการ คือพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก ๑ พระชิวหาใหญ่ ๑ จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใสอยู่ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า อัมพัฏฐมาณพนี้เห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการของเราโดยมาก เว้นอยู่ ๒ ประการ คือ คุยหะเร้นอยู่ในฝัก ๑ชิวหาใหญ่ ๑ จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อไม่เลื่อมใสอยู่ ทันใดนั้น จึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร ให้อัมพัฏฐมาณพได้เห็นพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก และทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้ง ๒ กลับไปมา สอดเข้าช่องพระนาสิกทั้ง ๒ กลับไปมา แผ่ปิดจนมิดมณฑลพระนลาต.
๑๗๑ครั้งนั้น อัมพัฏฐมาณพคิดว่า พระสมณโคดมประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ๓๒ ประการบริบูรณ์ไม่บกพร่อง ดังนี้แล้วจึงได้ทูลลาพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญข้าพเจ้าขอทูลลาไป ณ บัดนี้ ข้าพเจ้ามีกิจมาก มีธุระมาก. ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจงสำคัญกาลอันควรบัดนี้ แล้วอัมพัฏฐมาณพก็ขึ้นรถม้ากลับไป. โปกขรสาติพราหมณ์
๑๗๒สมัยนั้น พราหมณ์โปกขรสาติลุกออกมานั่งคอยรับอัมพัฏฐมาณพอยู่ ณ อารามของตน พร้อมด้วยพราหมณ์หมู่ใหญ่ ฝ่ายอัมพัฏฐมาณพขับรถไปอารามของตนจนสุดทางที่รถไปได้ แล้วลงเดินเข้าไปหาพราหมณ์โปกขรสาติ ไหว้แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พราหมณ์โปกขรสาติถามว่า พ่ออัมพัฏฐะ พ่อได้เห็นพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้นแล้วหรือ? ได้เห็นแล้ว ท่าน. ก็กิตติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป จริงตามนั้น ไม่เป็นอย่างอื่นหรือท่านพระโคดมพระองค์นั้นทรงคุณเช่นนั้นจริง ไม่เป็นอย่างอื่นหรือ. กิตติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป จริงตามนั้น ไม่เป็นอย่างอื่นเลยท่านพระโคดมพระองค์นั้นทรงคุณเช่นนั้นจริง ไม่เป็นอย่างอื่นเลย และประกอบด้วยมหาปุริส-*ลักษณะ ๓๒ ประการ บริบูรณ์ไม่บกพร่อง. พ่อได้สนทนาปราศรัยอะไร ด้วยหรือไม่? ได้สนทนาปราศรัยด้วยทีเดียว. พ่อได้สนทนาปราศรัยอย่างไรบ้าง? ทันใดนั้นอัมพัฏฐมาณพได้เล่าเรื่องเท่าที่ตนได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ให้พราหมณ์โปกขรสาติทราบทุกประการ.
๑๗๓เมื่ออัมพัฏฐมาณพกล่าวอย่างนี้ พราหมณ์โปกขรสาติได้กล่าวว่า พุทโธ่เอ๋ยพ่อบัณฑิตของเรา พุทโธ่เอ๋ย พ่อพหูสูตของเรา พุทโธ่เอ๋ย พ่อทรงไตรวิชาของเรา ได้ยินว่าคนเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จะพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกเสีย เพราะท่านผู้ประพฤติประโยชน์เช่นนี้ เจ้าได้พูดกระทบกระเทียบพระโคดมอย่างนี้ๆ แต่พระโคดมกลับยกเอาพวกเราขึ้นเป็นตัวเปรียบเทียบอย่างนี้ๆ พุทโธ่เอ๋ย พ่อบัณฑิตของเรา พุทโธ่เอ๋ยพ่อพหูสูตของเรา พุทโธ่เอ๋ย พ่อทรงไตรวิชาของเรา ได้ยินว่า คนเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จะพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกเสีย เพราะท่านผู้ประพฤติประโยชน์เช่นนี้. พราหมณ์โปกขรสาติโกรธ ขัดใจ เอาเท้าปัดอัมพัฏฐมาณพให้ล้มลงแล้ว ใคร่จะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเสียในขณะนั้นทีเดียว. พวกพราหมณ์เหล่านั้นได้พูดห้ามว่า ท่าน วันนี้เกินเวลาที่จะไปเฝ้าพระสมณโคดมเสียแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปเถิด.
๑๗๔ครั้งนั้น พราหมณ์โปกขรสาติให้จัดแจงของเคี้ยวของบริโภคอย่างประณีตในนิเวศน์ของตนแล้วเอาใส่รถ เมื่อคบเพลิงยังตามอยู่ ได้ออกจากอุกกัฏฐนคร ขับรถตรงไปยังราวป่าอิจฉานังคลวัน ครั้นไปสุดทางรถ ลงเดินเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐมาณพศิษย์ของข้าพเจ้าได้มาที่นี้หรือ? ได้มา พราหมณ์. พระองค์ได้สนทนาปราศรัยอะไรๆ กับเขาหรือไม่? ได้สนทนา พราหมณ์ พระองค์ได้สนทนาปราศรัยกับเขา อย่างไร? ทันใดนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเล่าเรื่องเท่าที่พระองค์ได้สนทนาปราศรัยกับอัมพัฏฐ-*มาณพ ให้พราหมณ์โปกขรสาติทราบทุกประการ.
๑๗๕เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเช่นนี้แล้ว พราหมณ์โปกขรสาติได้ทูลว่า ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐมาณพเป็นคนโง่ ได้โปรดอดโทษให้เขาเถิด. ภ. อัมพัฏฐมาณพจงมีความสุขเถิด พราหมณ์. ครั้งนั้น พราหมณ์โปกขรสาติได้พิจารณาดูมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการในพระกายของพระผู้มีพระภาคก็ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ โดยมากเว้นอยู่ ๒ ประการ คือ พระ-*คุยหะเร้นอยู่ในฝัก ๑ พระชิวหาใหญ่ ๑ จึงยังเคลือบแคลงสงสัยอยู่ ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใสอยู่ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า พราหมณ์โปกขรสาตินี้เห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการของเราโดยมาก เว้นอยู่ ๒ ประการ คือ คุยหะเร้นอยู่ในฝัก ๑ ชิวหาใหญ่ ๑ จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใสอยู่ ทันใดนั้น จึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขารให้พราหมณ์โปกขรสาติได้เห็นพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก และทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้ง ๒ กลับไปมาสอดเข้าช่องพระนาสิกทั้ง ๒ กลับไปมา แผ่ปิดจนมิดมณฑลพระนลาต พราหมณ์โปกขรสาติคิดว่า พระสมณโคดมประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการบริบูรณ์ ไม่บกพร่อง ดังนี้แล้วทูลพระผู้มีพระภาคว่า ขอพระโคดมผู้เจริญพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์จงรับภัตตาหารในวันนี้พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์ด้วยอาการนิ่งอยู่ พราหมณ์โปกขรสาติทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์แล้ว จึงทูลภัตตกาลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญได้เวลาแล้ว ภัตตาหารเสร็จแล้ว.
๑๗๖ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของพราหมณ์โปกขรสาติพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ ประทับนั่งบนอาสนะที่จัดถวาย. พราหมณ์โปกขรสาติได้อังคาสพระผู้มีพระภาค ให้ทรงอิ่มหนำเพียงพอด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต ด้วยมือของตน และพวกมาณพก็ได้อังคาสพระภิกษุสงฆ์. ครั้นพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จวางพระหัตถ์จากบาตรแล้ว พราหมณ์โปกขรสาติถืออาสนะต่ำนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสอนุบุพพิกถาแก่พราหมณ์โปกขรสาติ คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถาสัคคกถา โทษของกามที่ต่ำช้า เศร้าหมอง และอานิสงส์ในการออกจากกาม เมื่อทรงทราบว่าพราหมณ์โปกขรสาติ มีจิตคล่อง มีจิตอ่อน มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตสูง มีจิตผ่องใสแล้วจึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์สมุทัย นิโรธ มรรค โปรดพราหมณ์โปกขรสาติ ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทินได้เกิดขึ้นแล้วแก่พราหมณ์โปกขรสาติว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา ณ ที่นั่งนั้นแล เหมือนผ้าที่สะอาด ปราศจากมลทินควรรับน้ำย้อมด้วยดี ฉะนั้น. พราหมณ์โปกขรสาติแสดงตนเป็นอุบาสก
๑๗๗ลำดับนั้น พราหมณ์โปกขรสาติ เห็นธรรม ถึงธรรม รู้แจ้งธรรม หยั่งทราบธรรม ข้ามความสงสัย ปราศจากความเคลือบแคลง ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในสัตถุศาสนา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนักข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายเปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด พระโคดมผู้เจริญ ทรงประกาศ พระธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้พร้อมทั้งบุตรภริยา บริษัทและอำมาตย์ ขอถึงพระองค์ และพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระสมณโคดมผู้เจริญจงทรงจำข้าพระองค์ ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอพระองค์จงเสด็จเข้าไปสู่สกุลโปกขรสาติ เหมือนเข้าไปสู่สกุลแห่งอุบาสกอื่นๆ ในนครอุกกัฏฐะ เหล่า-*มาณพมาณวิกาในสกุลโปกขรสาตินั้น จักไหว้ จักลุกรับ จักถวายอาสนะ หรือน้ำ จักเลื่อมใสในพระองค์ ข้อนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่มาณพมาณวิกาเหล่านั้นสิ้นกาลนานพระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ท่านกล่าวชอบ ดังนี้แล. จบอัมพัฏฐสูตร ที่ ๓.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] เรื่องพราหมณ์โปกขรสาติ ๓. อัมพัฏฐสูตร ว่าด้วยชายหนุ่มชื่ออัมพัฏฐะ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เสด็จถึงหมู่บ้านพราหมณ์ชาวโกศลชื่ออิจฉานังคลคามประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวัน ใกล้อิจฉานังคลคามเรื่องพราหมณ์โปกขรสาติ
สมัยนั้น พราหมณ์โปกขรสาติ ปกครองเมืองอุกกัฏฐะซึ่งมีประชากร และสัตว์เลี้ยงมากมาย มีพืชพันธุ์ธัญญาหารและน้ำหญ้าอุดมสมบูรณ์ เป็นพระ ราชทรัพย์ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานปูนบำเหน็จให้เป็นพรหมไทย(ส่วน พิเศษ) พราหมณ์โปกขรสาติได้ฟังข่าวว่า “ท่านพระสมณโคดมเป็นศากยบุตรเสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล เสด็จจาริกอยู่ในแคว้นโกศลพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เสด็จถึงอิจฉานังคลคามโดยลำดับ ประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวัน ใกล้อิจฉานังคลคาม ท่านพระโคดมนั้นมีกิตติศัพท์อันงามขจรไป อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงรู้แจ้งโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก@เชิงอรรถ : @ พราหมณ์ผู้นี้มีผิวกายเหมือนดอกบัวขาว งดงามดุจเสาระเนียดเงิน ศีรษะสีดำดุจมรกต หนวดดุจปุยเมฆ@ดำในดวงจันทร์ ลูกตาทั้ง ๒ ข้างเหมือนดอกบัวเขียว จมูกกลมเกลี้ยงเกลา ฝ่ามือฝ่าเท้าและช่องปาก@งดงามดังไล้ทาด้วยสีครั่ง เขาเป็นคนที่มีร่างกายงดงามมาก (ที.สี.อ. ๒๕๕/๒๑๙)@ ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะทรงรู้สิ่งที่ควรรู้ทั้งหมดด้วยพระองค์เองและทรงสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม@ ชื่อว่า เป็นพระผู้มีพระภาค เพราะ (๑) ทรงมีโชค (๒) ทรงทำลายข้าศึกคือกิเลส (๓) ทรงประกอบด้วย@ภคธรรม ๖ ประการ (คือ ความเป็นใหญ่เหนือจิตของตน, โลกุตตรธรรม, ยศ, สิริ, ความสำเร็จประโยชน์@ตามต้องการ และความเพียร) (๔) ทรงจำแนกแจกแจงธรรม (๕) ทรงเสพอริยธรรม (๖) ทรงคาย@ตัณหาในภพทั้งสาม (๗) ทรงเป็นที่เคารพของชาวโลก (๘) ทรงอบรมพระองค์ดีแล้ว (๙) ทรงมีส่วน@แห่งปัจจัย ๔ เป็นต้น (วิ.อ. ๑/๑๐๓-๑๑๘, สารตฺถ.ฏีกา. ๑/๒๗๐) @อนึ่ง พุทธคุณนี้ ท่านแบ่งเป็น ๑๐ ประการ โดยแยกพุทธคุณข้อ ๖ เป็น ๒ ประการ คือ (๑) เป็น@ผู้ยอดเยี่ยม (๒) เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้ (วิสุทฺธิ. ๑/๒๖๕, วิ.อ. ๑/๑๑๒-๑๑๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๘๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] เรื่องอัมพัฏฐมาณพ มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ด้วยพระองค์เองแล้วทรงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม ทรงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน การได้พบพระอรหันต์ทั้งหลายเช่นนี้ เป็นความดีอย่างแท้จริง” เรื่องอัมพัฏฐมาณพ
เวลานั้น อัมพัฏฐมาณพผู้เป็นศิษย์ของพราหมณ์โปกขรสาติ เป็น ผู้คงแก่เรียน ทรงจำมนตร์ จบไตรเพทพร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ อักษรศาสตร์ และประวัติศาสตร์ รู้ตัวบทและไวยากรณ์ ชำนาญโลกายตศาสตร์ และการทำนายลักษณะมหาบุรุษ อาจารย์ยกย่องและตัวเขาก็ยอมรับในวิชชา ๓ ประการอันเป็นของอาจารย์ของตนว่ารู้เท่ากันกับที่อาจารย์รู้ @เชิงอรรถ : @ บทสวด (มันตระ) ในคัมภีร์พระเวท หมายถึงบทสวดสรรเสริญเทพเจ้า ซึ่งรวบรวมเป็นหมวดๆ เรียก@ชื่อว่า ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท และอาถรรพเวท @ ไตรเพท หมายถึงคัมภีร์ ๓ ข้างต้น คือ ฤคเวท (อิรุเวท) ยชุรเวท และสามเวท (ส่วนอาถรรพเวท@ปรากฏภายหลังจากการปรากฏของพระสูตรนี้) @นิฆัณฑุศาสตร์ คัมภีร์ประเภทศัพทมูลวิทยา (Etymology) คลังศัพท์ (Lexicon) หรืออภิธานศัพท์@(Glossary) ที่รวบรวมคำศัพท์ในพระเวทซึ่งเป็นคำยาก หรือคำที่เลิกใช้แล้ว นำมาอธิบายความหมาย@เป็นส่วนหนึ่งของนิรุกติ ซึ่งเป็น ๑ ในเวทางคศาสตร์ ๖ ของศาสนาพราหมณ์ ภาษาสันสกฤตเรียกว่า@นิฆัณฏุ @เกฏุภศาสตร์ คัมภีร์ที่ว่าด้วยกฎเกณฑ์การใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมแก่การประกอบพิธีกรรมต่างๆ เป็นส่วน@หนึ่งของกัลปะ ซึ่งเป็น ๑ ในเวทางคศาสตร์ ๖ ของศาสนาพราหมณ์ ภาษาสันสกฤตเรียกว่า ไกฏภ@อักษรศาสตร์ คือ คัมภีร์ว่าด้วยสิกขา (การเปล่งเสียง, การออกเสียง) และนิรุตติ (การอธิบายคำศัพท์@โดยอาศัยประวัติและกำเนิดของคำ) @ประวัติศาสตร์ คือพงศาวดารเล่าเรื่องเก่าๆ มักจะมีคำว่า สิ่งนี้ได้เป็นมาอย่างนี้ [ที.สี.อ. ๒๕๖/๒๒๒ และ@ดู Dawson, John.A Classical Dictionary of Hindu Mythology (London: Routledge and@Kegan Paul, 1957) p. 222] @ ศาสตร์ว่าด้วยลักษณะของบุคคลสำคัญมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น อันมีอยู่ในคัมภีร์พราหมณ์ ซึ่งเรียกว่า@มนตร์ เฉพาะส่วนที่ว่าด้วยผู้เป็นพระพุทธเจ้า เรียกว่าพุทธมนตร์ มีอยู่ ๑๖,๐๐๐ คาถา@(ที.สี.อ. ๒๕๖/๒๒๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๘๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] เรื่องอัมพัฏฐมาณพ
ครั้งนั้นพราหมณ์โปกขรสาติเรียกอัมพัฏฐมาณพมาบอกว่า “อัมพัฏฐะท่านพระสมณโคดมพระองค์นี้เป็นศากยบุตร เสด็จออกผนวชจากศากยตระกูลเสด็จจาริกอยู่ในแคว้นโกศลพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เสด็จถึงอิจฉานังคลคามโดยลำดับ ประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคลวัน ใกล้อิจฉานังคล-คาม ท่านพระโคดมนั้นมีกิตติศัพท์อันงามขจรไปอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงรู้แจ้งโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ด้วยพระองค์เองแล้วทรงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม ทรงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลางและมีความงามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน การได้พบพระอรหันต์ทั้งหลายเช่นนี้ เป็นความดีอย่างแท้จริง’ มาเถิด พ่ออัมพัฏฐมาณพ เธอจงไปเฝ้าท่านพระสมณโคดมถึงที่ประทับครั้นแล้วจงรู้จักพระสมณโคดมให้ได้ พวกเราจะได้รู้จักท่านพระโคดมว่า กิตติศัพท์ของท่านพระโคดมที่ขจรไปเช่นนั้นจริงหรือไม่ ท่านพระโคดมทรงเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่”
อัมพัฏฐมาณพเรียนถามว่า “ท่านขอรับ ทำอย่างไรผมจึงจะรู้จักท่าน พระโคดมว่า กิตติศัพท์ของท่านพระโคดมที่ขจรไปเช่นนั้นจริงหรือไม่ ท่านพระโคดมทรงเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่” พราหมณ์โปกขรสาติตอบว่า “พ่ออัมพัฏฐะ พระมหาบุรุษผู้ประกอบด้วย ลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการที่ปรากฏในมนตร์ของเรา ย่อมมีคติ ๒ อย่าง ไม่เป็นอย่างอื่น คือ (๑) ถ้าทรงอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม ทรงเป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงได้รับชัยชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว (รัตนะ) ๗ ประการ คือ จักรแก้วช้างแก้ว ม้าแก้ว มณีแก้ว นางแก้ว คหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว มีพระราชบุตรมากกว่า ๑,๐๐๐ องค์ ซึ่งล้วนแต่กล้าหาญมีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์สามารถย่ำยีราชศัตรูได้ พระองค์ทรงชนะโดยธรรมไม่ต้องใช้อาชญาหรือศัสตรา ครอบครอง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๘๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] อัมพัฏฐมาณพพูดกดศากยวงศ์ว่าเป็นคนรับใช้ครั้งที่ ๑ แผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขต (๒) ถ้าเสด็จออกจากพระราชวังไปผนวชเป็นบรรพชิตจะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก เราเป็นผู้ให้มนตร์ แต่เธอเป็นผู้รับมนตร์”
อัมพัฏฐมาณพรับคำแล้วลุกจากที่นั่ง ไหว้พราหมณ์โปกขรสาติ กระทำประทักษิณแล้วขึ้นยานพาหนะเทียมลาไปพร้อมด้วยมาณพหลายคน ตรงไปยังราวป่าอิจฉานังคลวันจนสุดทางยานพาหนะ แล้วลงจากยานพาหนะเดินเข้าไปยังพระอาราม เวลานั้น ภิกษุหลายรูปกำลังเดินจงกรมอยู่กลางแจ้ง อัมพัฏฐมาณพเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่จงกรมแล้วถามว่า “ท่านขอรับ เวลานี้ท่านพระโคดมพระองค์นั้นประทับอยู่ที่ไหน พวกเรามาที่นี้ก็เพื่อจะเฝ้าท่านพระโคดมพระองค์นั้น”
ภิกษุเหล่านั้นคิดว่า ‘อัมพัฏฐมาณพคนนี้เกิดในตระกูลที่มีชื่อเสียง ทั้งเป็นศิษย์ของพราหมณ์โปกขรสาติผู้โด่งดัง พระผู้มีพระภาคทรงสนทนากับกุลบุตรเช่นนี้จะไม่หนักพระทัย’ จึงตอบว่า “อัมพัฏฐะ นั่นพระวิหารปิดประตูอยู่ ท่านจงเข้าไปทางพระวิหารนั้นเงียบๆ ค่อยๆ เข้าไปที่เฉลียงกระแอมก่อนจึงเคาะบานประตูพระผู้มีพระภาคจักทรงเปิดประตูให้ท่าน”
ต่อมา อัมพัฏฐมาณพเข้าไปทางพระวิหารนั้นเงียบๆ ค่อยๆ เข้าไปที่เฉลียงกระแอมก่อนจึงเคาะบานประตู พระผู้มีพระภาคทรงเปิดประตูให้อัมพัฏฐมาณพจึงเข้าไป ฝ่ายพวกมาณพก็พากันเข้าไปสนทนากับพระผู้มีพระภาคครั้นสนทนากันพอคุ้นเคยดีจึงนั่งลง ณ ที่สมควร แต่อัมพัฏฐมาณพเดินบ้าง ยืนบ้าง สนทนากับพระผู้มีพระภาคผู้ประทับนั่งอยู่
พระผู้มีพระภาคตรัสถามอัมพัฏฐมาณพว่า “อัมพัฏฐะ เธอเคยสนทนากับพราหมณ์ผู้แก่ผู้เฒ่าผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์ เหมือนดังที่เธอเดินบ้างยืนบ้าง สนทนากับเราผู้นั่งอยู่เช่นนี้หรือ” อัมพัฏฐมาณพพูดกดศากยวงศ์ว่าเป็นคนรับใช้ครั้งที่ ๑
อัมพัฏฐมาณพตอบว่า “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านพระโคดม แท้จริง พราหมณ์ผู้เดินก็ควรสนทนากับพราหมณ์ผู้เดิน พราหมณ์ผู้ยืนก็ควรสนทนากับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๙๐}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] อัมพัฏฐมาณพพูดกดศากยวงศ์ว่าเป็นคนรับใช้ครั้งที่ ๒ พราหมณ์ผู้ยืน พราหมณ์ผู้นั่งก็ควรสนทนากับพราหมณ์ผู้นั่ง พราหมณ์ผู้นอนก็ควรสนทนากับพราหมณ์ผู้นอน แต่ข้าพเจ้ากำลังสนทนากับสมณะศีรษะโล้น ผู้เป็นคนรับใช้ เป็นคนวรรณะต่ำ(กัณหโคตร) เกิดจากพระบาทของท้าวมหาพรหมเหมือนท่านพระโคดมต่างหาก” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อัมพัฏฐะ เธอมาที่นี่เพราะมีธุระก็ควรตระหนักถึงธุระนั้นไว้ให้ดี ท่านทั้งหลาย อัมพัฏฐมาณพนี้ไม่ได้รับการอบรมแต่สำคัญตนว่าได้รับการอบรมมาดี ไม่มีอะไรเลยนอกจากมารยาทของคนที่ไม่ได้รับการอบรม”
ทันทีที่ถูกพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นคนไม่ได้รับการอบรม อัมพัฏฐ-มาณพก็โกรธเคืองไม่พอใจ เมื่อจะข่มขู่พระผู้มีพระภาค เมื่อจะว่าร้ายพระผู้มีพระภาค คิดว่า ‘เราจะทำให้พระสมณโคดมเสียหาย’ จึงได้กล่าวกะพระผู้มีพระภาคว่า“ท่านพระโคดม คนชาติศากยะดุร้าย หยาบช้า วู่วาม พูดพล่าม เป็นคนรับใช้ ไม่ยอมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อมพวกพราหมณ์ การที่คนชาติศากยะซึ่งเป็นคนดุร้าย หยาบช้า วู่วาม พูดพล่าม เป็นคนรับใช้ ไม่ยอมสักการะ เคารพนับถือ บูชานอบน้อมพวกพราหมณ์ เป็นการไม่เหมาะไม่ควรเลย” นี้เป็นครั้งที่ ๑ ที่อัมพัฏฐมาณพพูดกดศากยวงศ์ว่าเป็นคนรับใช้อัมพัฏฐมาณพพูดกดศากยวงศ์ว่าเป็นคนรับใช้ครั้งที่ ๒
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “อัมพัฏฐะ พวกเจ้าศากยะได้ทำผิดอะไร ต่อเธอ” เขาทูลตอบว่า “ท่านพระโคดม ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเดินทางไปกรุงกบิลพัสดุ์ด้วยธุระของพราหมณ์โปกขรสาติผู้เป็นอาจารย์ เข้าไปที่ท้องพระโรงของพวกศากยะเวลานั้น พวกศากยะและศากยกุมารจำนวนมาก กำลังนั่งใช้นิ้วมือสะกิดหยอกล้อกันอยู่บนอาสนะสูง ในท้องพระโรง เห็นจะหัวเราะเยาะข้าพเจ้าเป็นแน่ ไม่มีใครเชื้อเชิญให้ข้าพเจ้านั่งเลย ท่านพระโคดม การที่คนชาติศากยะซึ่งเป็นคนดุร้ายหยาบช้า วู่วาม พูดพล่าม เป็นคนรับใช้ ไม่ยอมสักการะ เคารพ นับถือ บูชานอบน้อมพวกพราหมณ์ เป็นการไม่เหมาะไม่ควรเลย” นี้เป็นครั้งที่ ๒ ที่อัมพัฏฐมาณพพูดกดศากยวงศ์ว่าเป็นคนรับใช้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๙๑}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] พระพุทธดำรัสว่าอัมพัฏฐมาณพเป็นลูกของหญิงรับใช้ อัมพัฏฐมาณพพูดกดศากยวงศ์ว่าเป็นคนรับใช้ครั้งที่ ๓
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อัมพัฏฐะ แม้นางนกไส้ยังพูดได้ตามปรารถนาในรังของตน ก็นั่นกรุงกบิลพัสดุ์เป็นถิ่นของพวกศากยะ ท่านอัมพัฏฐะไม่น่าจะกินแหนงแคลงใจเพราะเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้” เขากล่าวว่า “ท่านพระโคดม วรรณะ ๔ เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์แพศย์ และศูทร ในวรรณะทั้ง ๔ นี้ แท้จริงแล้ว ๓ วรรณะ คือ กษัตริย์ แพศย์ศูทร เป็นคนบำเรอของพราหมณ์ การที่คนชาติศากยะซึ่งเป็นคนดุร้าย หยาบช้าวู่วาม พูดพล่าม เป็นคนรับใช้ ไม่ยอมสักการะ เคารพ นับถือ บูชานอบน้อมพวกพราหมณ์ เป็นการไม่เหมาะไม่ควรเลย” นี้เป็นครั้งที่ ๓ ที่อัมพัฏฐมาณพพูดกดศากยวงศ์ว่าเป็นคนรับใช้พระพุทธดำรัสว่าอัมพัฏฐมาณพเป็นลูกของหญิงรับใช้
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริว่า ‘อัมพัฏฐมาณพนี้ชอบ เหยียดหยามพวกศากยะรุนแรงว่าเป็นคนรับใช้ ทางที่ดี เราควรถามถึงตระกูลดูบ้าง’จึงตรัสถามว่า “อัมพัฏฐะ เธอมีตระกูล(โคตร)อย่างไร” เขาทูลตอบว่า “ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าคือกัณหายนตระกูล(กัณหายนโคตร)” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อัมพัฏฐะ เมื่อเธอระลึกถึงตระกูลเก่าแก่ของบิดามารดาของเธอดู (จะรู้ว่า) พวกศากยะเป็นลูกเจ้า แต่เธอเป็นลูกของหญิงรับใช้ของพวกศากยะ ก็พวกศากยะพากันอ้างถึงพระเจ้าโอกกากราชว่าเป็นบรรพบุรุษของตนอัมพัฏฐะ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระเจ้าโอกกากราชมีพระประสงค์จะพระราชทานราชสมบัติแก่พระโอรสของพระมเหสีผู้เป็นที่โปรดปราน จึงรับสั่งให้เนรเทศพระราชกุมารทั้ง ๔ พระองค์ คือ พระอุกกามุขราชกุมาร พระกรกัณฑุราชกุมาร พระหัตถินิกราชกุมาร พระสินีปุรราชกุมาร ออกจากราชอาณาเขต พระราชกุมารเหล่านั้นถูกเนรเทศออกจากราชอาณาเขตแล้ว ก็เสด็จออกไปอาศัยอยู่ ณ ราวป่าไม้สากะใหญ่ ริมฝั่งสระโบกขรณี เชิงภูเขาหิมพานต์ ทรงอยู่ร่วมเป็นสามีภรรยากับพระภคินีของพระองค์เอง เพราะเกรงพระชาติจะปนกับผู้อื่น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๙๒}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] พระพุทธดำรัสว่าอัมพัฏฐมาณพเป็นลูกของหญิงรับใช้ ต่อมา พระเจ้าโอกกากราชตรัสถามหมู่อำมาตย์ราชบริพารว่า ‘เวลานี้พวกกุมารอยู่ที่ไหน’ พวกอำมาตย์ราชบริพารกราบทูลว่า ‘ขอเดชะ เวลานี้พระราชกุมารพำนักอยู่ณ ราวป่าไม้สากะใหญ่ ริมฝั่งสระโบกขรณี เชิงภูเขาหิมพานต์ ทรงอยู่ร่วมเป็นสามีภรรยากับพระภคินีของพระองค์เอง เพราะเกรงพระชาติจะปนกับผู้อื่น’ พระเจ้าโอกกากราชจึงทรงเปล่งพระอุทานว่า ‘ท่านทั้งหลาย พวกกุมารมีความสามารถ (ศากยะ) พวกกุมารมีความสามารถยอดเยี่ยม (บรมศากยะ)’ พวกที่ชื่อว่า ศากยะ ได้เกิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และพระเจ้าโอกกากราชพระองค์นั้นก็คือบรรพบุรุษของพวกศากยะ พระเจ้าโอกกากราชมีหญิงรับใช้คนหนึ่งชื่อทิสา นางคลอดลูกชายคนหนึ่งชื่อกัณหะ กัณหะพอเกิดมาก็พูดว่า ‘แม่จงล้างฉัน จงให้ฉันอาบน้ำ จงปลดเปลื้องฉันจากสิ่งโสโครกนี้ ฉันเกิดมาเพื่อเป็นประโยชน์แก่แม่’ มนุษย์สมัยนั้นเรียกปีศาจว่า‘กัณหะ (พวกดำ) เหมือนกับที่มนุษย์สมัยนี้เรียกผีว่า ‘ปีศาจ’ มนุษย์เหล่านั้นกล่าวกันว่า ‘เด็กคนนี้พอเกิดมาก็พูดได้เลย กัณหะเกิดแล้ว ปีศาจเกิดแล้ว’ พวกที่ชื่อว่ากัณหายนะได้เกิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และเด็กกัณหะนั้นก็คือบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ อัมพัฏฐะ เมื่อเธอระลึกถึงตระกูลเก่าแก่ของบิดามารดาของเธอ (จะรู้ว่า) พวกศากยะเป็นลูกเจ้า แต่เธอเป็นลูกของหญิงรับใช้ของพวกศากยะ”
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ มาณพเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ท่านพระโคดมอย่าเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพรุนแรงว่าเป็นลูกของหญิงรับใช้เลย อัมพัฏฐมาณพ มีชาติตระกูลดี เป็นลูกผู้มีตระกูล ศึกษามามากพูดเพราะ ฉลาด และสามารถเจรจาโต้ตอบกับท่านพระโคดมได้”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกะพวกมาณพเหล่านั้นว่า “มาณพ ถ้าพวกเธอคิดว่า ‘อัมพัฏฐมาณพมีชาติตระกูลต่ำ ไม่ใช่ลูกผู้มีตระกูล ศึกษามาน้อยพูดไม่เพราะ โง่เขลา และไม่สามารถเจรจาโต้ตอบกับเราได้’ อัมพัฏฐมาณพจงหยุด พวกเธอจงเจรจาโต้ตอบกับเราแทน แต่หากพวกเธอคิดว่า ‘อัมพัฏฐมาณพมี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๙๓}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] พระพุทธดำรัสว่าอัมพัฏฐมาณพเป็นลูกของหญิงรับใช้ ชาติตระกูลดี เป็นลูกผู้มีตระกูล ศึกษามามาก พูดเพราะ ฉลาด และสามารถเจรจาโต้ตอบกับท่านพระโคดมได้’ พวกเธอก็จงหยุด อัมพัฏฐมาณพก็จงเจรจาโต้ตอบกับเรา(ต่อไป)” มาณพเหล่านั้นกราบทูลว่า “ท่านพระโคดม อัมพัฏฐมาณพมีชาติตระกูลดีเป็นลูกผู้มีตระกูล ศึกษามามาก พูดเพราะ ฉลาด และสามารถเจรจาโต้ตอบกับท่านพระโคดมได้ พวกข้าพเจ้าจักหยุดนิ่ง อัมพัฏฐมาณพจงเจรจาโต้ตอบกับท่านพระโคดม(ต่อไป)”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกะอัมพัฏฐมาณพว่า “อัมพัฏฐะ ปัญหาอันชอบธรรมข้อนี้ย่อมมาถึงเธอ เธอแม้ไม่ต้องการก็จะต้องตอบ (เพราะ)ถ้าไม่ตอบ ขืนพูดกลบเกลื่อน นิ่งเสียหรือจากไปเสีย ศีรษะของเธอจะแตกเป็น ๗เสี่ยง ณ ที่นี้แหละ อัมพัฏฐะ เธอเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เธอเคยได้ฟังพวกพราหมณ์ผู้แก่ผู้เฒ่าผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์เล่ากันมาอย่างไร พวกกัณหายนะเกิดจากใครก่อน ใครคือบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้ อัมพัฏฐมาณพได้นิ่งเฉย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามอีกเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “อัมพัฏฐะ เธอเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เธอเคยได้ฟังพวกพราหมณ์ผู้แก่ผู้เฒ่าผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์เล่ากันมาอย่างไร พวกกัณหายนะเกิดจากใครก่อน ใครคือบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ” แม้ครั้งที่ ๒ อัมพัฏฐมาณพก็ยังคงนิ่งเฉย ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “อัมพัฏฐะ เธอจงตอบเดี๋ยวนี้ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เธอจะนิ่งเฉย (เพราะ) ผู้ที่ถูกตถาคตถามปัญหาอันชอบธรรมถึง ๓ ครั้งแต่ไม่ยอมตอบ ศีรษะของเขาจะแตกเป็น ๗ เสี่ยง ณ ที่นี้แหละ”
ขณะนั้น ยักษ์วชิรปาณีถือค้อนเหล็กใหญ่มีไฟลุกโชติช่วงยืนอยู่ใน อากาศเบื้องบนอัมพัฏฐมาณพ คิดว่า ‘หากอัมพัฏฐมาณพนี้ถูกพระผู้มีพระภาคตรัสถามปัญหาอันชอบธรรมถึง ๓ ครั้ง แต่ไม่ยอมตอบ เราจะทุบศีรษะของเขาให้แตกเป็น ๗ เสี่ยง ณ ที่นี้แหละ’ พระผู้มีพระภาคและอัมพัฏฐมาณพเท่านั้นที่มองเห็นยักษ์วชิรปาณีตนนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๙๔}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] เรื่องอัมพัฏฐวงศ์
เวลานั้น อัมพัฏฐมาณพตกใจกลัวจนขนพองสยองเกล้าจึงเข้าไปใกล้ มุ่งหมายให้พระผู้มีพระภาคเป็นที่ปกป้อง เป็นที่คุ้มครอง และเป็นที่ยึดเหนี่ยวทูลถามว่า “ท่านพระโคดมตรัสอะไร โปรดตรัสอีกครั้งเถิด” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อัมพัฏฐะ เธอเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เธอเคยได้ฟังพวกพราหมณ์ผู้แก่ผู้เฒ่าผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์เล่ากันมาอย่างไร พวกกัณหายนะเกิดจากใครก่อน ใครคือบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ” อัมพัฏฐมาณพกราบทูลว่า “ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าได้ฟังมาเหมือนกับที่ท่านพระโคดมตรัสนั่นแหละ พวกกัณหายนะเกิดมาจากนายกัณหะนั้นก่อน นายกัณหะนั้นคือบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ” เรื่องอัมพัฏฐวงศ์
เมื่ออัมพัฏฐมาณพกราบทูลอย่างนี้ พวกมาณพได้ส่งเสียงอื้ออึงเซ็งแซ่ว่า “ได้ทราบว่า อัมพัฏฐมาณพมีชาติตระกูลต่ำ ไม่ใช่ลูกผู้มีตระกูล เป็นลูกของหญิงรับใช้ของพวกศากยะ ได้ทราบว่า พวกศากยะเป็นโอรสของเจ้านายของอัมพัฏฐมาณพ พวกเรากลับเข้าใจท่านพระสมณโคดมผู้เป็นธรรมวาทีว่าควรถูกรุกราน”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริอย่างนี้ว่า ‘มาณพเหล่านี้ เหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพรุนแรงว่า เป็นลูกของหญิงรับใช้ ทางที่ดีเราควรช่วยปลดเปลื้อง’ จึงตรัสกะมาณพเหล่านั้นว่า “มาณพ พวกเธออย่าเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพรุนแรงว่าเป็นลูกของหญิงรับใช้เลย เพราะนายกัณหะนั้น (ต่อมา) ได้เป็นฤๅษีคนสำคัญเดินทางไปยังทักขิณาชนบท เรียนพรหมมันตระ แล้วเข้าเฝ้าพระเจ้าโอกกากราช กราบทูลขอพระราชธิดาพระนามว่ามัททรูปี พระเจ้าโอกกาก-ราชทรงกริ้วไม่พอพระทัยตรัสว่า ‘เหวยๆ เจ้าคนนี้มันใครกัน ก็แค่ลูกของหญิงรับใช้ จะมาขอมัททรูปีธิดาของข้าได้’ จึงทรงขึ้นพระแสงศร แต่ไม่อาจจะทรงแผลงศรทั้งไม่อาจลดศรลงได้ ทันใดนั้น หมู่อำมาตย์ราชบริพารเข้าไปหากัณหฤๅษีกล่าวว่า ‘ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอพระเจ้าอยู่หัวจงทรงพระเจริญๆ’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๙๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] ความเป็นกษัตริย์ประเสริฐที่สุด ฤๅษีกล่าวว่า ‘พระราชาจะทรงพระเจริญ แต่ถ้าพระราชาจะทรงแผลงศรลงไปเบื้องต่ำ แผ่นดินจะทรุดทั่วพระราชอาณาเขต’ หมู่อำมาตย์ราชบริพารกล่าวว่า ‘ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอพระเจ้าอยู่หัวจงทรงพระเจริญ ขอให้บ้านเมืองจงมีความปลอดภัย’ ฤๅษีกล่าวว่า ‘พระราชาจะทรงพระเจริญ บ้านเมืองก็จะมีความปลอดภัย แต่ถ้าพระราชาจะทรงแผลงศรขึ้นไปข้างบน ฝนจะไม่ตกทั่วพระราชอาณาเขตตลอด๗ ปี’ หมู่อำมาตย์ราชบริพารกล่าวว่า ‘ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอพระเจ้าอยู่หัวจงทรงพระเจริญ ขอให้บ้านเมืองจงมีความปลอดภัย ขอให้ฝนจงตกตามฤดูกาล’ ฤๅษีกล่าวว่า ‘พระราชาจะทรงพระเจริญ บ้านเมืองจะมีความปลอดภัย ฝนก็จะตกตามฤดูกาล ก็ต่อเมื่อพระราชาจะทรงวางพระแสงศรไว้ที่พระราชกุมารพระองค์ใหญ่ด้วยมุ่งพระทัย ว่า พระราชกุมารจักมีความเจริญ จักหายจากความหวาดผวา’ หมู่อำมาตย์ราชบริพารกราบทูลพระเจ้าโอกกากราชว่า ‘ขอพระเจ้าอยู่หัวทรงวางพระแสงศรไว้ที่พระราชกุมารพระองค์ใหญ่ด้วยมุ่งพระทัยว่า พระราชกุมารจักมีความเจริญ จักหายจากความหวาดผวา’ พระเจ้าโอกกากราชจึงทรงวางพระแสงศรไว้ที่พระราชกุมารพระองค์ใหญ่ พระราชกุมารก็ทรงเป็นผู้มีความเจริญ หายจากความหวาดผวา พระเจ้าโอกกากราชทรงตกพระทัยหวาดกลัว พระโลมชาติชูชัน ถูกข่มขู่ด้วยพรหมทัณฑ์ จึงได้พระราชทานพระนางมัททรูปีราชธิดาแก่ฤๅษีนั้นไป มาณพ พวกเธออย่าเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพรุนแรงว่าเป็นลูกของหญิงรับใช้เลย เพราะนายกัณหะนั้นได้เป็นฤๅษีคนสำคัญมาแล้ว” ความเป็นกษัตริย์ประเสริฐที่สุด
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกะอัมพัฏฐมาณพว่า “อัมพัฏฐะ เธอ เข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร ขัตติยกุมารในโลกนี้อยู่ร่วมกับนางพราหมณกัญญา จนมีบุตร บุตรที่เกิดจากนางพราหมณกัญญากับขัตติยกุมาร ควรจะได้นั่งร่วมกันหรือกินดื่มร่วมกันกับพวกพราหมณ์บ้างหรือไม่”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๙๖}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] ความเป็นกษัตริย์ประเสริฐที่สุด เขากราบทูลว่า “ควรจะได้ ท่านพระโคดม” “พราหมณ์ควรจะเชิญเขาให้มาบริโภคในงานเลี้ยงเพื่อผู้ตาย งานมงคล งานยัญพิธีหรืองานเลี้ยงแขกเหรื่อบ้างหรือไม่” “ควรเชิญให้มาบริโภค” “พราหมณ์ควรจะบอกมนตร์ให้เขาหรือไม่” “ควรจะบอก” “เขาควรถูกห้ามเกี่ยวข้องกับสตรีหรือไม่” “ไม่ควรถูกห้าม” “เขาควรจะได้รับอภิเษกเป็นกษัตริย์หรือไม่” “ไม่ควรจะได้รับ” “ข้อนั้น เพราะเหตุไร” “เพราะเขาไม่บริสุทธิ์ข้างมารดา” “อัมพัฏฐะ เธอเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร พราหมณกุมารในโลกนี้อยู่ร่วมกับนางขัตติยกัญญา จนมีบุตร บุตรที่เกิดจากนางขัตติยกัญญากับพราหมณกุมารควรจะได้นั่งร่วมกันหรือกินดื่มร่วมกันกับพวกพราหมณ์บ้างหรือไม่” “ควรจะได้ ท่านพระโคดม” “พราหมณ์ควรจะเชิญเขาให้มาบริโภคในงานเลี้ยงเพื่อผู้ตาย งานมงคล งานยัญพิธี หรืองานเลี้ยงแขกเหรื่อบ้างหรือไม่” “ควรเชิญให้มาบริโภค” “พราหมณ์ควรจะบอกมนตร์ให้เขาหรือไม่” “ควรจะบอก” “เขาควรถูกห้ามเกี่ยวข้องกับสตรีหรือไม่”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๙๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] ความเป็นกษัตริย์ประเสริฐที่สุด “ไม่ควรถูกห้าม” “เขาควรจะได้รับอภิเษกเป็นกษัตริย์หรือไม่” “ไม่ควรจะได้รับ” “ข้อนั้น เพราะเหตุไร” “เพราะเขาไม่บริสุทธิ์ข้างบิดา”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อัมพัฏฐะ เมื่อเทียบหญิงกับหญิง เทียบ ชายกับชาย กษัตริย์พวกเดียวเท่านั้นที่จัดว่าประเสริฐ พราหมณ์จัดว่าต่ำกว่า เธอเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร พวกพราหมณ์ในโลกนี้โกนศีรษะพราหมณ์คนหนึ่งแล้วมอมด้วยเถ้า เนรเทศออกจากแว่นแคว้นหรือจากเมืองเพราะความผิดบางอย่างพราหมณ์คนนั้นควรจะได้นั่งร่วมกันหรือกินดื่มร่วมกันกับพวกพราหมณ์บ้างหรือไม่” “ไม่ควรได้ ท่านพระโคดม” “พราหมณ์ควรจะเชิญเขาให้มาบริโภคในงานเลี้ยงเพื่อผู้ตาย งานมงคล งานยัญพิธี หรืองานเลี้ยงแขกเหรื่อบ้างหรือไม่” “ไม่ควรเชิญให้มาบริโภค” “พราหมณ์ควรจะบอกมนตร์ให้เขาหรือไม่” “ไม่ควรบอก” “เขาควรถูกห้ามเกี่ยวข้องกับสตรีหรือไม่” “ควรถูกห้าม” “อัมพัฏฐะ เธอเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร พวกกษัตริย์ในโลกนี้ปลงพระเกศากษัตริย์องค์หนึ่งแล้วมอมด้วยเถ้า เนรเทศออกจากแว่นแคว้นหรือจากเมืองเพราะความผิดบางอย่าง กษัตริย์องค์นั้นควรจะได้นั่งร่วมกันหรือกินดื่มร่วมกันกับพวกพราหมณ์บ้างหรือไม่”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๙๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] ความเป็นกษัตริย์ประเสริฐที่สุด “ควรจะได้ ท่านพระโคดม” “พราหมณ์ควรจะเชิญเขาให้มาบริโภคในงานเลี้ยงเพื่อผู้ตาย งานมงคล งานยัญพิธีหรืองานเลี้ยงแขกเหรื่อบ้างหรือไม่” “ควรเชิญให้มาบริโภค” “พราหมณ์ควรจะบอกมนตร์ให้เขาหรือไม่” “ควรจะบอก” “เขาควรถูกห้ามเกี่ยวข้องกับสตรีหรือไม่” “ไม่ควรถูกห้าม”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อัมพัฏฐะ กษัตริย์ที่ถูกกษัตริย์ด้วยกัน ปลงพระเกศา มอมด้วยเถ้าแล้วเนรเทศออกจากแว่นแคว้นหรือจากเมือง ชื่อว่าเป็นผู้ถึงความตกต่ำอย่างยิ่ง กษัตริย์เมื่อถึงความตกต่ำอย่างยิ่งเช่นนี้ ก็ยังจัดว่าประเสริฐอยู่ พราหมณ์ต่างหากที่ยังต่ำกว่า สมดังคาถาที่สนังกุมารพรหมกล่าวไว้ว่า ‘ในหมู่ชนที่ถือตระกูลเป็นใหญ่ กษัตริย์จัดว่าประเสริฐที่สุด ส่วนท่านผู้เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะจัดว่าเป็นผู้ ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์’ อัมพัฏฐะ สนังกุมารพรหมกล่าวคาถานั้นไว้ชอบ ไม่ใช่ไม่ชอบ กล่าวไว้ถูกต้องไม่ใช่ไม่ถูกต้อง มีประโยชน์ ไม่ใช่ไม่มีประโยชน์ เราเห็นด้วยทีเดียว แม้เราก็กล่าวอย่างเดียวกันนี้ว่า ในหมู่ชนที่ถือตระกูลเป็นใหญ่ กษัตริย์จัดว่าประเสริฐที่สุด ส่วนท่านผู้เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ จัดว่าเป็นผู้ ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์” ภาณวารที่ ๑ จบ @เชิงอรรถ : @ ม.ม. ๑๓/๓๐/๒๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๙๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] เรื่องวิชาและจรณะ เรื่องวิชชาและจรณะ
อัมพัฏฐมาณพทูลถามว่า “่ท่านพระโคดม ก็จรณะนั้นเป็นอย่างไรวิชชานั้นเป็นอย่างไร” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อัมพัฏฐะ ในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม เขาไม่อ้างชาติ ไม่อ้างตระกูล หรือไม่อ้างความถือตัวว่า ท่านคู่ควรกับเราหรือท่านไม่คู่ควรกับเรา แต่ในที่ที่มีอาวาหมงคล วิวาหมงคล หรืออาวาหมงคลและวิวาหมงคล เขาจึงอ้างชาติ อ้างตระกูล หรืออ้างความถือตัวว่า ท่านคู่ควรกับเราหรือท่านไม่คู่ควรกับเรา อัมพัฏฐะ ชนที่ยึดติดเพราะอ้างชาติ ยึดติดเพราะอ้างตระกูลยึดติดเพราะอ้างความถือตัวหรือยึดติดอยู่กับอาวาหมงคลและวิวาหมงคล ชื่อว่ายังอยู่ห่างไกลจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม อัมพัฏฐะ การทำให้แจ้งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมย่อมมีได้เพราะละการยึดติดเพราะอ้างชาติ การยึดติดเพราะอ้างตระกูล การยึดติดเพราะอ้างความถือตัวและการยึดติดอยู่กับอาวาหมงคลและวิวาหมงคลแล้วเท่านั้น”
อัมพัฏฐมาณพทูลถามว่า “ท่านพระโคดม จรณะนั้นเป็นอย่างไร วิชชานั้นเป็นอย่างไร” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ตถาคตอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ด้วยตนเองโดยชอบ ฯลฯ (พึงนำข้อความเต็มในสามัญญผลสูตรมาใส่ไว้ในที่นี้) ภิกษุนั้นสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีวิตกวิจารปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ ฯลฯ ข้อนี้จัดเป็นจรณะอย่างหนึ่งของภิกษุนั้น ยังมีอีก อัมพัฏฐะ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป ภิกษุบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสในภายในมีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ ฯลฯ ข้อนี้จัดเป็นจรณะอย่างหนึ่งของภิกษุนั้น @เชิงอรรถ : @ ความเต็มเหมือนในสามัญญผลสูตรข้อ ๑๙๐-๒๒๕ คือ เพิ่มจูฬศีล มัชฌิมศีล มหาศีล อินทรียสังวร@สติสัมปชัญญะ สันโดษ การละนิวรณ์ อุปมานิวรณ์ ๕ เข้ามา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๐๐}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] ทางเสื่อม ๔ ประการแห่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ ยังมีอีก อัมพัฏฐะ เพราะปีติจางคลายไป ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้มีอุเบกขามีสติ อยู่เป็นสุข ฯลฯ ข้อนี้จัดเป็นจรณะอย่างหนึ่งของภิกษุนั้น ยังมีอีก อัมพัฏฐะ เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว ภิกษุบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ ฯลฯ ข้อนี้จัดเป็นจรณะอย่างหนึ่งของภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ ฯลฯ ข้อนี้จัดเป็นวิชชาอย่างหนึ่งของภิกษุนั้น ฯลฯ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป ข้อนี้จัดเป็นวิชชาอย่างหนึ่งของภิกษุนั้น อัมพัฏฐะ ที่แสดงมาทั้งหมดนี้ จัดเป็นวิชชา อัมพัฏฐะ ภิกษุผู้ปฏิบัติเช่นนี้เรียกว่า ผู้เพียบพร้อมด้วยวิชชาบ้าง ว่า ผู้ เพียบพร้อมด้วยจรณะบ้าง ว่า ผู้เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะบ้าง อัมพัฏฐะวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอย่างอื่นซึ่งเหนือกว่าและประณีตกว่าวิชชาสมบัติและจรณสมบัตินี้ไม่มีอีกแล้ว ทางเสื่อม ๔ ประการแห่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ
อัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยมนี้มีทางเสื่อมอยู่ ๔ ประการ ๔ ประการอะไรบ้าง คือ (๑) สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อยังไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันยอดเยี่ยมนี้ จึงหาบหิ้วบริขารดาบสเข้าไปสู่ ราวป่าด้วยตั้งใจว่าจักบริโภคผลไม้หล่น เขาต้องเป็นคนรับใช้ ของท่านที่เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ ข้อนี้เป็นทาง เสื่อมประการที่ ๑ แห่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยม @เชิงอรรถ : @ ความเต็มเหมือนในสามัญญผลสูตร ข้อ ๒๒๖-๓๔๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๐๑}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] ทางเสื่อม ๔ ประการแห่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ (๒) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อยังไม่ บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยมนี้ ทั้งไม่สามารถจะ หาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ จึงถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่า ด้วยตั้งใจว่าจักบริโภคเหง้า ราก และผลไม้ เขาต้องเป็นคนรับใช้ ของท่านที่เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ ข้อนี้เป็นทาง เสื่อมประการที่ ๒ แห่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยม (๓) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อยังไม่ บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะ หาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ ทั้งไม่สามารถจะหาเหง้า ราก และผลไม้ บริโภคได้ จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้บ้านหรือนิคมแล้วบูชาไฟอยู่ เขาต้องเป็นคนรับใช้ของท่านที่เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ โดยแท้ ข้อนี้เป็นทางเสื่อมประการที่ ๓ แห่งวิชชาสมบัติและ จรณสมบัติอันยอดเยี่ยม (๔) อีกอย่างหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อยังไม่ บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะ หาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ ไม่สามารถหาเหง้า ราก และผลไม้ บริโภคได้ ทั้งไม่สามารถจะบูชาไฟได้ จึงสร้างเรือนมีประตู ๔ ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่งแล้วพักอยู่ด้วยตั้งใจว่า เราจะบูชา ท่านผู้ที่เดินทางมาจากทิศทั้ง ๔ ตามสติกำลัง ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็น สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เขาต้องเป็นคนรับใช้ของท่านที่เพียบ พร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ ข้อนี้เป็นทางเสื่อมประการที่ ๔ แห่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยม อัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยมมีทางเสื่อมอยู่ ๔ ประการนี้แล
อัมพัฏฐะ เธอเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เธอกับอาจารย์ย่อมปรากฏมี ในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยมนี้บ้างหรือไม่”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๐๒}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] ทางเสื่อม ๔ ประการแห่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ เขากราบทูลว่า “ไม่ปรากฏมีเลย ท่านพระโคดม ข้าพเจ้ากับอาจารย์ปฏิบัติไปทางหนึ่ง วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยมนั้นอยู่อีกทางหนึ่ง ข้าพเจ้ากับอาจารย์ยังอยู่ห่างไกลจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยมนี้” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “อัมพัฏฐะ เธอเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เธอกับอาจารย์เมื่อยังไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยมนี้ ก็หาบหิ้วบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่าจักบริโภคผลไม้หล่น อย่างนั้นหรือ” “ไม่เป็นอย่างนั้นเลย ท่านพระโคดม” “อัมพัฏฐะ เธอเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เธอกับอาจารย์เมื่อยังไม่บรรลุวิชชา-สมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยมนี้ ทั้งไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ ก็ถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้า ราก และผลไม้ อย่างนั้นหรือ” “ไม่เป็นอย่างนั้นเลย ท่านพระโคดม” “อัมพัฏฐะ เธอเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เธอกับอาจารย์เมื่อยังไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ ทั้งไม่สามารถจะหาเหง้า ราก และผลไม้บริโภคได้ ก็สร้างเรือนไฟไว้ใกล้บ้านหรือนิคมแล้วบูชาไฟ อย่างนั้นหรือ” “ไม่เป็นอย่างนั้นเลย ท่านพระโคดม” “อัมพัฏฐะ เธอเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เธอกับอาจารย์เมื่อยังไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ ไม่สามารถจะหาเหง้า ราก และผลไม้บริโภคได้ ทั้งไม่สามารถจะบูชาไฟได้ ก็สร้างเรือนมีประตู ๔ ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่งแล้วพักอยู่ด้วยตั้งใจว่า เราจะบูชาท่านผู้ที่เดินทางมาจากทิศทั้ง ๔ ตามสติกำลัง ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตามอย่างนั้นหรือ” “ไม่เป็นอย่างนั้นเลย ท่านพระโคดม”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อัมพัฏฐะ เธอกับอาจารย์เสื่อมจากวิชชา- สมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยมนี้แล้ว และยังเสื่อมเพราะมีทางเสื่อม ๔ ประการ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๐๓}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] ฤๅษีผู้เป็นบูรพาจารย์ แห่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันยอดเยี่ยมนี้ด้วย ก็พราหมณ์โปกขรสาติผู้ เป็นอาจารย์ของเธอได้พูดว่า ‘สมณะโล้นบางเหล่าเป็นคนรับใช้ เป็นคนวรรณะต่ำ(กัณหโคตร) เกิดจากพระบาทของท้าวมหาพรหม ไม่มีประโยชน์เลยที่พวกพราหมณ์ผู้ได้ไตรเพทจะสนทนาด้วย ๋ ตนเองก็ตกอยู่ในความเสื่อม บำเพ็ญวิชชา-สมบัติและจรณสมบัติให้บริบูรณ์ไม่ได้ อัมพัฏฐะ เธอจงดูความผิดของพราหมณ์โปกขรสาติผู้เป็นอาจารย์ของเธอว่ามีเพียงไร ฤๅษีผู้เป็นบูรพาจารย์
อัมพัฏฐะ ถึงพราหมณ์โปกขรสาติปกครองเมืองที่พระเจ้าปเสนทิ-โกศลพระราชทานให้ พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ยังไม่โปรดให้เขาเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์เวลาจะทรงปรึกษาก็ทรงปรึกษานอกพระวิสูตร ทำไม ท้าวเธอจึงไม่โปรดให้เขาเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์ ทั้งๆ ที่เขาได้รับพระราชทานภิกษาหารอันชอบธรรมเล่า อัมพัฏฐะเธอจงดูความผิดของพราหมณ์โปกขรสาติผู้เป็นอาจารย์ของเธอว่ามีเพียงไร
อัมพัฏฐะ เธอเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงช้างทรงม้าหรือประทับอยู่บนรถพระที่นั่ง จะทรงปรึกษาราชกิจบางเรื่องกับมหาอำมาตย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์แล้วเสด็จจากที่นั้นไปประทับ ณ ที่แห่งหนึ่ง ต่อมา ศูทรหรือจัณฑาลพึงมายืนปรึกษาอย่างเดียวกัน ณ ที่นั้นว่า ‘พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสอย่างนี้ๆ’ เขาเพียงพูดได้เหมือนที่พระราชาตรัสหรือปรึกษาได้เหมือนอย่างที่พระราชาทรงปรึกษา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ จะจัดว่าเขาเป็นพระราชาหรือราชอำมาตย์ได้หรือไม่”เขากราบทูลว่า “ไม่ได้เลย ท่านพระโคดม”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อัมพัฏฐะ เธอก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน พวกฤๅษีผู้เป็นบูรพาจารย์ของพราหมณ์ คือ ฤๅษีอัฏฐกะ ฤๅษีวามกะ ฤๅษีวามเทวะ ฤๅษีเวสสามิตร ฤๅษียมตัคคิ ฤๅษีอังคีรส ฤๅษีภารัทวาชะ ฤๅษีวาเสฏฐะฤๅษีกัสสปะ ฤๅษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนตร์บอกมนตร์ที่พวกพราหมณ์ในเวลานี้ขับตามกล่อมตามซึ่งบทมนตร์เก่าที่ท่านขับไว้กล่อมไว้ รวบรวมไว้ กล่าวได้ถูกต้องตามที่ท่านกล่าวไว้ บอกได้ถูกต้องตามที่ท่านบอกไว้ เพียงคิดว่า ‘เรากับอาจารย์เรียนมนตร์ของท่านเหล่านั้น’ เธอจักได้ชื่อว่าเป็นฤๅษีหรือผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นฤๅษีเพราะเหตุเพียงเท่านั้น นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๐๔}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] ฤๅษีผู้เป็นบูรพาจารย์
อัมพัฏฐะ เธอเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เธอได้ฟังพราหมณ์ผู้แก่ผู้เฒ่า ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์เล่ากันมาอย่างไร พวกฤๅษีผู้เป็นบูรพาจารย์ของพราหมณ์คือ ฤๅษีอัฏฐกะ ฤๅษีวามกะ ฤๅษีวามเทวะ ฤๅษีเวสสามิตร ฤๅษียมตัคคิ ฤๅษีอังคีรสฤๅษีภารัทวาชะ ฤๅษีวาเสฏฐะ ฤๅษีกัสสปะ ฤๅษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนตร์บอกมนตร์ที่พวกพราหมณ์ในเวลานี้ขับตามกล่อมตามซึ่งบทมนตร์เก่าที่ท่านขับไว้กล่อมไว้รวบรวมไว้ กล่าวได้ถูกต้องตามที่ท่านกล่าวไว้ บอกได้ถูกต้องตามที่ท่านบอกไว้ฤๅษีเหล่านั้นอาบน้ำทาตัวเรียบร้อย แต่งผมและหนวด ประดับพวงดอกไม้ นุ่งห่มผ้าขาว บำเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ เหมือนเธอกับอาจารย์ในเวลานี้หรือไม่” เขากราบทูลว่า “ไม่เหมือนเลย ท่านพระโคดม” “ฯลฯ ฤๅษีเหล่านั้นบริโภคข้าวสาลีที่เก็บกากแล้ว มีแกงและกับหลายอย่างเหมือนเธอกับอาจารย์ในเวลานี้หรือไม่” “ไม่เหมือนเลย ท่านพระโคดม” “ฯลฯ ฤๅษีเหล่านั้นบำเรออยู่ด้วยนางงามผู้มีรูปร่างอ่อนช้อย ตกแต่งด้วยผ้าโพกศีรษะ เหมือนเธอกับอาจารย์ในเวลานี้หรือไม่” “ไม่เหมือนเลย ท่านพระโคดม” “ฯลฯ ฤๅษีเหล่านั้นใช้รถเทียมม้าหางตัด ใช้ปฏักด้ามยาวแทงสัตว์พาหนะห้อไป เหมือนเธอกับอาจารย์ในเวลานี้หรือไม่” “ไม่เหมือนเลย ท่านพระโคดม” “ฯลฯ ฤๅษีเหล่านั้นใช้บุรุษขัดกระบี่ รักษาเชิงเทินแห่งนครมีคูล้อมรอบ ลงลิ่มเหมือนเธอกับอาจารย์ในเวลานี้หรือไม่” “ไม่เหมือนเลย ท่านพระโคดม” “ฯลฯ อัมพัฏฐะ ที่กล่าวมานี้สรุปได้ว่า เธอกับอาจารย์ไม่ใช่ฤๅษี ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นฤๅษี อัมพัฏฐะ ผู้มีความเคลือบแคลงสงสัยในเราก็จงถาม เราจักอธิบายให้ฟัง”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๐๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] อัมพัฏมาณพกลับไปรายงานพราหมณ์โปกขรสาติ ทรงแสดงลักษณะมหาบุรุษ ๒ ประการ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากพระวิหารทรงจงกรมอยู่ แม้อัมพัฏฐมาณพก็ออกจากพระวิหารเดินจงกรมอยู่เหมือนกัน ขณะที่เขาเดินตามพระผู้มีพระภาคอยู่ ได้สังเกตดูลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ ในพระวรกายของพระผู้มีพระภาค ได้เห็นลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการโดยส่วนมาก เว้นอยู่ ๒ ประการคือ พระคุยหฐานซึ่งเร้นอยู่ในฝัก กับพระชิวหาใหญ่ จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อสนิทใจ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริว่า ‘อัมพัฏฐมาณพนี้เห็นลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการของเราโดยส่วนมาก เว้นอยู่ ๒ ประการคือ คุยหฐานซึ่งเร้นอยู่ในฝัก กับชิวหาใหญ่ จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อสนิทใจ’ ทันใดนั้นพระผู้มีพระภาคทรงบันดาลอิทธาภิสังขารให้เขามองเห็นพระคุยหฐานซึ่งเร้นอยู่ในฝักและทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้ง ๒ ข้างกลับไปมา สอดเข้าช่องพระนาสิกทั้ง ๒ ข้างกลับไปมาแผ่ปิดจนมิดมณฑลพระนลาฏ อัมพัฏฐมาณพคิดว่า ‘พระสมณโคดมทรงประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ประการครบถ้วน ไม่ใช่ไม่ครบถ้วน’ จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ท่านพระโคดม บัดนี้ ข้าพเจ้าขอลากลับ เพราะมีกิจมีหน้าที่ที่จะต้องทำอีกมาก” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ขอเธอจงกำหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้เถิด อัมพัฏฐะ”ทีนั้น อัมพัฏฐมาณพได้ขึ้นรถเทียมม้าจากไป อัมพัฏฐมาณพกลับไปรายงานพราหมณ์โปกขรสาติ
สมัยนั้น พราหมณ์โปกขรสาติลุกออกมานั่งคอยอัมพัฏฐมาณพอยู่ ณอารามของตนพร้อมกับคณะพราหมณ์หมู่ใหญ่ ฝ่ายอัมพัฏฐมาณพขับยานพาหนะไปทางอารามของตนจนสุดทางที่ยานพาหนะจะเข้าไปได้ จึงลงเดินเข้าไปหาพราหมณ์โปกขรสาติ กราบแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควร
พราหมณ์โปกขรสาติถามอัมพัฏฐมาณพว่า “พ่ออัมพัฏฐะ เธอได้เห็น ท่านพระโคดมพระองค์นั้นแล้วหรือ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๐๖}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] พราหมณ์โปกขรสาติเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค เขาตอบว่า “ได้เห็นแล้ว ขอรับ” “กิตติศัพท์ของท่านพระโคดมที่ขจรไปเป็นเช่นนั้นจริง ไม่เป็นอย่างอื่นเลยหรือท่านพระโคดมทรงเป็นเช่นนั้นจริง ไม่เป็นอย่างอื่นเลยหรือ” “ขอรับ กิตติศัพท์ของท่านพระโคดมที่ขจรไปเป็นเช่นนั้นจริง ไม่เป็นอย่างอื่นเลย ท่านพระโคดมทรงเป็นเช่นนั้นจริง ไม่เป็นอย่างอื่นเลย ทั้งยังทรงประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการครบถ้วน ไม่ใช่ไม่ครบถ้วน” “เธอได้สนทนากับพระสมณโคดมบ้างหรือไม่” “ได้สนทนา ขอรับ” พราหมณ์โปกขรสาติถามว่า “เธอได้สนทนากับพระสมณโคดมว่าอย่างไรบ้าง”อัมพัฏฐมาณพจึงได้เล่าเรื่องเท่าที่ตนสนทนากับพระผู้มีพระภาคให้พราหมณ์โปกขรสาติทราบทุกประการ
เมื่ออัมพัฏฐมาณพเล่าให้ฟังอย่างนี้ พราหมณ์โปกขรสาติกล่าวว่า “โธ่เอ๋ย พ่อบัณฑิตผู้พหูสูตทรงไตรเพทของเรา หลังจากตายแล้วคนจะไปบังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็เพราะคนผู้ประพฤติประโยชน์เช่นนี้ เธอพูดกระทบท่านพระโคดมอย่างนี้ๆ แต่กลับถูกท่านพระโคดมยกเอาพวกเราเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบอย่างนี้ๆ โธ่เอ๋ย พ่อบัณฑิตผู้พหูสูตทรงไตรเพทของเรา หลังจากตายแล้วคนจะไปบังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็เพราะคนผู้ประพฤติประโยชน์เช่นนี้” โกรธเคือง ไม่พอใจ จึงเตะอัมพัฏฐมาณพจนล้มกลิ้ง ทั้งอยากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคในเวลานั้นทีเดียว พราหมณ์โปกขรสาติเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค
พราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าวกับพราหมณ์โปกขรสาติว่า “วันนี้เกินเวลา ที่จะไปเข้าเฝ้าพระสมณโคดมเสียแล้ว รอพรุ่งนี้ค่อยไปเถิดท่านโปกขรสาติ” ต่อมา พราหมณ์โปกขรสาติสั่งให้จัดเตรียมของขบฉันอันประณีตไว้ในนิเวศน์ของตน แล้วขึ้นยานพาหนะเดินทางออกจากเมืองอุกกัฏฐะ เมื่อยังตามคบเพลิงอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๐๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] พราหมณ์โปกขรสาติเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ขับยานพาหนะตรงไปยังราวป่าอิจฉานังคลวัน เมื่อเข้าไปจนสุดทางยานพาหนะจึงลงเดินเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ สนทนากับพระผู้มีพระภาคพอคุ้นเคยแล้ว จึงนั่งลง ณ ที่สมควร
พราหมณ์โปกขรสาตินั่งเรียบร้อยแล้วได้ทูลถามว่า “ท่านพระโคดมอัมพัฏฐมาณพศิษย์ของข้าพเจ้าได้มาที่นี่หรือ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “เขามาที่นี่ พราหมณ์” เขาทูลถามว่า “พระองค์ได้สนทนากับเขาบ้างหรือไม่” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “เราได้สนทนากับเขา พราหมณ์” เขาทูลถามว่า “พระองค์ได้สนทนากับเขาว่าอย่างไรบ้าง” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเล่าเรื่องเท่าที่พระองค์ทรงสนทนากับอัมพัฏฐมาณพให้พราหมณ์โปกขรสาติทราบทุกประการ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ พราหมณ์โปกขรสาติได้กราบทูลว่า “ท่านพระโคดม อัมพัฏฐมาณพเป็นคนโง่ โปรดยกโทษให้เขาเถิด”พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ขอให้อัมพัฏฐมาณพจงมีความสุขเถิด พราหมณ์”
ครั้งนั้น พราหมณ์โปกขรสาติได้สังเกตดูลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ประการในพระวรกายของพระผู้มีพระภาค ได้เห็นลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการโดยส่วนมาก เว้นอยู่ ๒ ประการ คือ พระคุยหฐานซึ่งเร้นอยู่ในฝักกับพระชิวหาใหญ่จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อสนิทใจ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริว่า ‘พราหมณ์โปกขรสาตินี้ เห็นลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการของเราโดยส่วนมาก เว้นอยู่ ๒ ประการ คือคุยหฐานซึ่งเร้นอยู่ในฝักกับชิวหาใหญ่ จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อสนิทใจ’ ทันใดนั้น พระผู้มีพระภาคทรงบันดาลอิทธาภิสังขารให้เขามองเห็นพระคุยหฐานซึ่งเร้นอยู่ในฝัก และทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้ง ๒ ข้างกลับไปมา สอดเข้าช่องพระนาสิกทั้ง ๒ ข้างกลับไปมาแผ่ปิดจนมิดมณฑลพระนลาฏ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๐๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] พราหมณ์โปกขรสาติประกาศตนเป็นอุบาสก
พราหมณ์โปกขรสาติคิดว่า ‘พระสมณโคดมทรงประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการครบถ้วน ไม่ใช่ไม่ครบถ้วน’ จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ขอท่านพระโคดมพร้อมกับภิกษุสงฆ์โปรดรับภัตตาหารของข้าพเจ้าในวันนี้เถิด”พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์ด้วยพระอาการดุษณี
ทีนั้น พราหมณ์โปกขรสาติทราบอาการที่พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์แล้วจึงกราบทูลภัตกาลว่า “ท่านพระโคดม ได้เวลาแล้ว ภัตตาหารเสร็จแล้ว”ตอนเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของพราหมณ์โปกขรสาติพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้พราหมณ์โปกขรสาติได้นำของขบฉันอันประณีตประเคนพระผู้มีพระภาคให้ทรงอิ่มหนำด้วยตนเอง และพวกมาณพก็ได้ประเคนภิกษุสงฆ์เช่นกัน เมื่อพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จทรงวางพระหัตถ์ พราหมณ์โปกขรสาติจึงเลือกนั่ง ณ ที่สมควรที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งต่ำกว่า
พระผู้มีพระภาคตรัสอนุปุพพีกถา คือ ทรงประกาศเรื่องทาน เรื่องศีลเรื่องสวรรค์ เรื่องโทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองแห่งกาม และอานิสงส์ในการออกบวช แก่พราหมณ์โปกขรสาติซึ่งนั่งอยู่ ณ ที่สมควร เมื่อทรงทราบว่าพราหมณ์โปกขรสาติมีจิตควรบรรลุธรรม สงบ อ่อน ปราศจากนิวรณ์ เบิกบานผ่องใส จึงทรงประกาศสามุกกังสิกเทศนา คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ธรรมจักษุอันไร้ธุลีคือกิเลส ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแก่พราหมณ์โปกขรสาติบนที่นั่งนั่นเองว่า‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนดับไปเป็นธรรมดา’เปรียบเหมือนผ้าขาวสะอาดปราศจากมลทินควรรับน้ำย้อมได้เป็นอย่างดีพราหมณ์โปกขรสาติประกาศตนเป็นอุบาสก
ลำดับนั้น พราหมณ์โปกขรสาติเห็นธรรม บรรลุธรรม รู้ธรรม หยั่งลง สู่ธรรม หมดความสงสัย ไม่มีคำถามใดๆ มีความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อใครอีกใน@เชิงอรรถ : @ พระธรรมเทศนาที่พระพุทธองค์ทรงยกขึ้นแสดงเอง โดยไม่มีผู้ทูลอาราธนา หรือทูลถาม@(ที.สี.อ. ๒๙๘/๒๕๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๐๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๓. อัมพัฏฐสูตร] พราหมณ์โปกขรสาติประกาศตนเป็นอุบาสก หลัก คำสอนของพระศาสดา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดมภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทางหรือตามประทีปในที่มืดโดยตั้งใจว่า คนมีตาดีจักเห็นรูปได้ ข้าพระองค์นี้พร้อมด้วยบุตรภรรยา บริวาร และมิตรสหาย ขอถึงท่านพระโคดมพร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต ขอท่านพระโคดมจงเสด็จเข้าไปสู่โปกขร-สาติตระกูล เหมือนดังที่เสด็จเข้าไปสู่ตระกูลอุบาสกอื่นๆ ในเมืองอุกกัฏฐะ เหล่ามาณพหรือมาณวิกาในโปกขรสาติตระกูลจักไหว้ ลุกรับ ถวายอาสนะและน้ำ จักทำจิตให้เลื่อมใส ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่พวกเขาตลอดกาลนาน” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ ท่านกล่าวดีแล้ว” อัมพัฏฐสูตรที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๑๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอัมพัฏฐสูตร อทฺธานคมนวณฺณนา
เอวมฺเม สุตํ ฯเปฯ โกสเลสุ อมฺพฎฺฐสุตฺตํ
ในอัมพัฏฐสูตรนั้น มีการพรรณนาตามลำดับบท ดังต่อไปนี้
บทว่า ในโกศลชนบท คือ ชนบทอันเป็นนิวาสสถานของพระราชกุมารชาวชนบททั้งหลาย ผู้มีนามว่าโกศล แม้จะเป็นชนบทเดียวท่านก็เรียกว่า โกสลา (เป็นพหูพจน์) เพราะศัพท์เสริมเข้ามา ในชนบทชื่อโกศลนั้น.
ก็พระโบราณาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า
ในกาลก่อน พระราชาทรงสดับว่า พระราชกุมารนามว่า มหาปนาทะ ผู้ได้ดูการละเล่นมีละครต่างๆ เป็นต้น ก็ไม่ทำอาการแม้สักว่ายิ้มแย้มเลย จึงได้ทรงมีรับสั่งว่า ผู้ใดทำให้บุตรของเราหัวเราะได้ เราจะประดับประดาเขาผู้นั้นด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง.
ตั้งแต่นั้นมา เมื่อเหล่ามหาชนต่างทอดทิ้งแม้คันไถมาร่วมประชุมกัน พวกมนุษย์ทั้งหลายถึงจะแสดงการละเล่นต่างๆ กันสิ้นเวลานานกว่า ๗ ปี ก็มิสามารถจะให้พระราชกุมารนั้นทรงพระสรวลได้. ทีนั้น ท้าวสักกเทวราชจึงทรงทำให้พระราชกุมารทรงพระสรวลได้. ต่อมาพวกมนุษย์เหล่านั้นต่างก็แยกย้ายกันกลับ บ่ายหน้าไปยังบ้านที่อาศัยของตนๆ. พวกเขาเจอมิตรและสหายเป็นต้นสวนทางมา เมื่อจะทำปฏิสันถาร (ทักทายปราศรัย) กันต่างก็พูดกันว่า กิญฺจิ โภ กุสลํ กิญฺจิ โภ กุสลํ (ท่านผู้เจริญ มีอะไรดีบ้างไหม ท่านผู้เจริญ มีอะไรดีบ้างไหม) เพราะฉะนั้น เขตแคว้นนั้นท่านจึงเรียกชื่อว่า โกศล เพราะยึดเอาคำว่า กุสลํ กุสลํ นั้น.
บทว่า เสด็จจาริกไป คือ เสด็จเดินทางไกล.
ธรรมดาการเสด็จจาริกของพระผู้มีพระภาคเจ้า มี ๒ อย่างคือ เสด็จจาริกอย่างรีบด่วน ๑ เสด็จจาริกอย่างไม่รีบด่วน ๑.
ใน ๒ อย่างนั้น การที่พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นบุคคลที่ควรให้ตรัสรู้ได้แม้ในที่ไกล ก็จะเสด็จไปโดยเร็ว เพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้ของเขา ชื่อว่าเสด็จจาริกอย่างรีบด่วน. พึงเห็นเช่นในการเสด็จไปต้อนรับพระมหากัสสปะ เป็นต้น.
แท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงกระทำการต้อนรับพระมหากัสสปะ ได้เสด็จไปตลอดทาง ๓ คาพยุตโดยครู่เดียวเพื่อประโยชน์แก่อาฬวกยักษ์ ได้เสด็จไปตลอดทาง ๓๐ โยชน์ เพื่อประโยชน์แก่พระอังคุลิมาลก็เท่านั้น แต่สำหรับปุกกุสาติ ได้เสด็จไปตลอดทาง ๔๕ โยชน์ พระมหากัปปินะ ๑๒๐ โยชน์ เพื่อประโยชน์แก่พระธนิยะ ๗๐๐ โยชน์. สำหรับติสสสามเณรผู้เป็นสัทธิวิหาริกของพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรผู้ชอบอยู่แต่ในป่า ได้เสด็จไปตลอดทาง ๑๒๐ โยชน์กับอีก ๓ คาพยุต.
ได้ยินว่า วันหนึ่งพระเถระกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะไปยังสำนักของติสสสามเณร. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แม้เราก็จักไป แล้วตรัสเรียกท่านพระอานนท์มา ด้วยทรงรับสั่งว่า อานนท์ เธอจงบอกแก่ภิกษุผู้สำเร็จอภิญญา ๖ มี ๒๐,๐๐๐ รูปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จไปยังสำนักติสสสามเณรผู้ชอบอยู่แต่ในป่า. ต่อมาในวันที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระขีณาสพ ๒๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวาร ทรงเหาะขึ้นไปในอากาศ เสด็จลงที่ประตูโคจรคามของสามเณรนั้น ในที่สุดทางได้ ๑๒๐ โยชน์ ทรงห่มผ้าจีวรแล้ว.
พวกมนุษย์ เมื่อเดินทางไปทำงานกันเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ต่างพูดกันว่า พระบรมศาสดาเสด็จมาแล้ว พวกเราอย่าไปทำงานกันเลย ต่างพากันปูลาดอาสนะถวายข้าวยาคูแล้ว เมื่อจะกระทำบาทวัตร จึงถามพวกภิกษุหนุ่มว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จไปที่ไหน. ดูก่อนอุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่เสด็จไป ณ ที่อื่น เสด็จมาก็เพื่อทรงต้องการจะทอดพระเนตรติสสสามเณร ในที่นี้แหละ.
พวกมนุษย์เหล่านั้นต่างพากันดีอกดีใจว่า ได้ยินว่า พระบรมศาสดาเสด็จมาก็เพื่อทรงต้องการจะทอดพระเนตรพระเถระผู้สนิทสนมกับตระกูลของพวกเรา พระเถระของพวกเรามิใช่คนเล็กคนน้อยเลย.
____________________________
ฉบับพม่าเป็น ปาตราสภตฺตํ แปลว่า อาหารเช้า.
ต่อมาในเวลาเสร็จภัตกิจของพระผู้มีพระภาคเจ้า สามเณรเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านมาแล้วจึงถามว่า ดูก่อนอุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย ภิกษุสงฆ์มากมาย.
ทีนั้น พวกเขาจึงบอกแก่สามเณรว่า พระบรมศาสดาเสด็จมา ขอรับ.
สามเณรจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามโดยเอื้อเฟื้อด้วยอาหารบิณฑบาต พระบรมศาสดาทรงจับบาตรของสามเณรนั้นด้วยพระหัตถ์แล้วตรัสว่า ติสสะ อาหารบิณฑบาตพอแล้ว เราทำภัตกิจเสร็จแล้ว. ลำดับนั้น สามเณรจึงถามโดยเอื้อเฟื้อกะอุปัชฌาย์แล้วจึงไปนั่งบนอาสนะที่ถึงแก่ตน ทำภัตกิจ (ฉัน). ต่อมาในเวลาสามเณรนั้นฉันเสร็จแล้ว พระบรมศาสดาตรัสมงคลแล้ว เสด็จออกไปประทับยืนที่ประตูบ้าน ตรัสถามว่า ติสสะ ทางไปสู่ที่อยู่ของเธอสายไหน. ทางนี้ พระเจ้าข้า. สามเณรกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อสามเณรกราบทูลชี้ทางถวายแล้ว จึงตรัสว่า ติสสะ เธอจงไปข้างหน้า.
ดังได้สดับมา พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้จะทรงเป็นผู้ชี้ทางให้แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลกก็ตาม ได้ทรงทำให้สามเณรนั้นเป็นผู้ชี้ทางให้ในเส้นทางเพียง ๓ คาพยุตเท่านั้น ด้วยทรงตั้งพระทัยว่า เราจักได้เห็นสามเณร สามเณรนั้นไปสู่ที่อันเป็นที่อยู่ของตน แล้วได้กระทำวัตรแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามสามเณรนั้นว่า ติสสะ ที่ไหนเป็นที่จงกรมของเธอ จึงเสด็จไปที่นั้น ประทับนั่งบนก้อนหินที่นั่งของสามเณรแล้วตรัสถามว่า ติสสะ ในที่นี้เธออยู่เป็นสุขหรือ. สามเณรนั้นกราบทูลว่า เป็นสุข พระเจ้าข้า เมื่อข้าพระองค์อยู่ในที่นี้ ได้ยินเสียงร้องของพวกสัตว์จำพวกราชสีห์ เสือโคร่ง ช้าง กวางและนกยูงเป็นต้น ความสำคัญหมายว่า เป็นป่าก็เกิดขึ้น ข้าพระองค์อยู่เป็นสุขด้วยความสำคัญหมายนั้น.
ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะสามเณรนั้นว่า ติสสะ เธอจงเผดียงสงฆ์ให้ประชุมกัน เราจักให้พุทธทายาทแก่เธอ เมื่อภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้ว ทรงประทานอุปสมบทให้ แล้วได้เสด็จไปยังที่ประทับอยู่ของพระองค์ทีเดียว.
นี้ชื่อว่าการเสด็จจาริกอย่างรีบด่วน.
ก็การที่พระองค์เมื่อจะทรงอนุเคราะห์สัตวโลก เสด็จไปด้วยการทรงบิณฑบาตตามลำดับบ้านและนิคมทุกวัน โยชน์ ๑ บ้าง ๒ โยชน์บ้าง นี้จัดเป็นการเสด็จจาริกไม่รีบด่วน.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะเสด็จจาริกนี้ก็จะเสด็จในมณฑลใดมณฑลหนึ่ง บรรดา ๓ มณฑลเหล่านี้ คือมณฑลใหญ่ มณฑลกลาง มณฑลเล็ก. ในบรรดา ๓ มณฑลนั้น มณฑลใหญ่มีกำหนด ๙๐๐ โยชน์ มณฑลกลางมีกำหนด ๖๐๐ โยชน์ มณฑลเล็กมีกำหนด ๓๐๐ โยชน์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระประสงค์จะเสด็จจาริกในมณฑลใหญ่ พระองค์ทรงปวารณาในวันมหาปวารณาแล้ว ในวันแรม ๑ ค่ำ จะพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวาร เสด็จออกไป ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ ก็จะเกิดการแตกตื่นกันเป็นการใหญ่. คนผู้มาถึงก่อนๆ จึงจะได้นิมนต์ บรรดามณฑลทั้ง ๒ นอกจากนี้ สักการะก็มารวมลงเฉพาะในมหามณฑลเท่านั้น. พระผู้พระภาคเจ้า เมื่อเสด็จประทับอยู่ในหมู่บ้านและอำเภอนั้นๆ สิ้น ๑-๒ วันทรงอนุเคราะห์มหาชนด้วยการทรงรับอามิสทาน และเจริญกุศลอันเป็นส่วนพ้นวัฏฏสงสารแก่เขา ด้วยทรงประทานธรรม ทรงให้การจาริกเสร็จสิ้นไปโดย ๙ เดือน.
แต่ถ้าภายในพรรษา สมถะและวิปัสสนากรรมฐานของภิกษุทั้งหลายยังอ่อนอยู่ พระองค์ก็จะไม่ทรงปวารณาในวันมหาปวารณา ทรงประทานเลื่อนวันปวารณาไปทรงปวารณาในวันเพ็ญเดือน ๑๒ ต่อถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือนอ้าย จึงพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวารเสด็จออก แล้วเสด็จเข้าไปในมณฑลขนาดกลางพระองค์มีพระประสงค์จะเสด็จจาริกไปในมณฑลขนาดกลางด้วยเหตุอย่างอื่นก็มีบ้าง แต่จะเสด็จประทับอยู่ตลอด ๔ เดือนเท่านั้น แล้วก็จะเสด็จออกไปตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. บรรดามณฑลทั้ง ๒ นอกนี้ สักการะก็จะมารวมลงเฉพาะในมณฑลขนาดกลางเท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์สัตว์โลกโดยนัยก่อนนั่นแหละ ทรงให้การจาริกเสร็จสิ้นไปโดย ๘ เดือน.
แต่ถ้าเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้จะทรงจำพรรษาตลอด ๔ เดือนแล้วก็ตาม เวไนยสัตว์ยังมีอินทรีย์ไม่แก่กล้า พระองค์ก็จะทรงรอคอยให้พวกเขามีอินทรีย์แก่กล้าก่อน จะเสด็จประทับอยู่ ณ ที่นั้นนั่นแหละอีกเดือน ๑ บ้าง ๒-๓-๔ เดือนบ้าง แล้วจึงจะเสด็จออกไปพร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวาร. โดยทำนองดังกล่าวแล้วนั่นแหละ บรรดามณฑลทั้ง ๒ นอกนี้ สักการะก็จะมารวมลงเฉพาะในมณฑลขนาดเล็กเท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงอนุเคราะห์สัตว์โลกตามทำนองข้างต้นนั้นแหละ จะทรงให้การจาริกเสร็จสิ้นไปโดย ๗ เดือนบ้าง ๖ เดือนบ้าง ๕ เดือนบ้าง ๔ เดือนบ้าง.
ดังกล่าวมานี้ ในบรรดามณฑลทั้ง ๓ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะเสด็จจาริกไปในมณฑลใดมณฑลหนึ่ง จะเสด็จไปเพราะเหตุแห่งลาภผลมีจีวรเป็นต้นก็หาไม่. แต่โดยที่แท้พระองค์เสด็จจาริกไปก็เพราะความเอ็นดูสัตว์โลก ด้วยทรงดำริอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดที่เป็นคนเข็ญใจ ยังโง่เขลา เป็นคนแก่ และคนเจ็บป่วย เมื่อไรคนเหล่านั้นจักมาเห็นตถาคตได้แต่เมื่อเราเที่ยวจาริกไป มหาชนจักได้เห็นตถาคตบรรดาเขาเหล่านั้น บางพวกจักกระทำจิตใจให้เลื่อมใสได้ บางพวกจักบูชาด้วยเครื่องบูชามีพวงดอกไม้เป็นต้น บางพวกจักถวายภักษาหารสักทัพพีหนึ่ง บางพวกจักละความเห็นผิด กลายเป็นผู้มีความเห็นถูก ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่พวกเขาตลอดกาลนาน.
อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเสด็จจาริกไปด้วยเหตุ ๔ ประการ คือเพื่อประโยชน์ให้พระวรกายได้อยู่สบาย ด้วยทรงเดินพักผ่อน ๑ เพื่อประโยชน์ที่จะรอเวลาเกิดเรื่องราว ๑ เพื่อประโยชน์จะทรงบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย ๑ เพื่อประโยชน์จะให้สัตว์ผู้ควรจะตรัสรู้ ผู้มีอินทรีย์แก่กล้าแล้วในที่นั้นๆ ได้ตรัสรู้ ๑.
พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเสด็จจาริกไปด้วยเหตุ ๔ ประการแม้อย่างอื่นอีก ด้วยทรงดำริว่า สัตว์ทั้งหลายจักถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ จักถึงพระธรรม จักถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ หรือว่าเราจักให้บริษัททั้ง ๔ เอิบอิ่มด้วยการฟังธรรมเป็นการใหญ่.
พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเสด็จจาริกไปด้วยเหตุ ๕ ประการแม้อย่างอื่นอีก ด้วยทรงดำริว่า สัตว์ทั้งหลายจักงดเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงบ้าง จากการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้บ้าง จากการประพฤติผิดในกามบ้าง จากการกล่าวเท็จบ้าง จากที่ตั้งแห่งความประมาทคือน้ำเมาอันได้แก่สุราและเมรัยบ้าง.
พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเสด็จจาริกไปด้วยเหตุ ๘ ประการแม้อย่างอื่นอีก ด้วยทรงดำริว่า สัตว์ทั้งหลายจักกลับได้ปฐมฌานบ้าง ทุติยฌานบ้าง ตติยฌานบ้าง จตุตถฌานบ้าง อากาสานัญจายตนสมาบัติบ้าง วิญญาณัญจายตนสมาบัติบ้าง อากิญจัญญายตนสมาบัติบ้าง เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติบ้าง.
พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเสด็จจาริกไปด้วยเหตุ ๘ ประการแม้อย่างอื่นอีก ด้วยทรงพระดำริว่า สัตว์ทั้งหลายจักบรรลุโสดาปัตติมรรคบ้าง โสดาปัตติผลบ้าง สกทาคามิมรรคบ้าง สกทาคามิผลบ้าง อนาคามิมรรคบ้าง อนาคามิผลบ้าง อรหัตตมรรคบ้าง จักกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผลบ้าง. ดังกล่าวมานี้จัดเป็นการเสด็จจาริกไม่รีบด่วน.
ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาการเสด็จจาริกไม่รีบด่วน.
ก็การเสด็จจาริกไม่รีบด่วนนี้ มีอยู่ ๒ อย่าง คือ การเสด็จจาริกประจำ ๑ การเสด็จจาริกไม่ประจำ ๑.
บรรดาจาริก ๒ อย่างนั้น การเสด็จไปตามลำดับบ้าน อำเภอ และจังหวัด จัดเป็นการเสด็จจาริกประจำ. ส่วนการเสด็จไปเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ที่ควรจะให้ตรัสรู้ได้คนเดียวเท่านั้น จัดเป็นการเสด็จจาริกไม่ประจำ.
ในที่นี้ ท่านมุ่งหมายเอาการเสด็จจาริกไม่ประจำนี้.
ได้ยินว่า ในกาลนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแผ่ข่ายคือพระญาณไปในหมื่นโลกธาตุ ในเวลาเสร็จสิ้นพุทธกิจตอนปัจฉิมยาม ทรงเล็งดูเหล่าสัตว์ผู้มีเผ่าพันธ์ควรจะตรัสรู้ได้อยู่ พราหมณ์ชื่อโปกขรสาติเข้าไปภายในพระสัพพัญญุตญาณ. ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงพิจารณาดูว่า พราหมณ์นี้มาปรากฏในข่ายคือญาณของเรา เขามีอุปนิสัยหรือไม่หนอ ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรคแล้ว ทรงดำริว่า พราหมณ์นี้เมื่อเราไปชนบทนั้น จักใช้ให้ศิษย์ชื่ออัมพัฏฐะไปเพื่อค้นหาดูลักษณะ เขาจะกล่าวโต้ตอบกับเรา พูดวาจาไม่สุภาพมีประการต่างๆ เราจักทรมานเขา ทำให้หมดพยศ เขาก็จักบอกแก่อาจารย์. ทีนั้น อาจารย์ของเขาได้ฟังคำนั้นแล้ว ก็จักมาค้นหาดูลักษณะของเรา เราจักแสดงธรรมแก่เขา พอเทศน์จบเขาก็จักดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล เทศนาจักมีผลดีแก่มหาชนดังนี้ จึงพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูปเป็นบริวาร เสด็จพระดำเนินไปสู่ชนบทนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในโกศลชนบทพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ขบวนใหญ่มีภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป.
บทว่า บ้านพราหมณ์ชื่ออิจฉานังคละตั้งอยู่โดยที่ใด คือ บ้านพราหมณ์ชื่ออิจฉานังคละควรจะไปได้โดยทิสาภาคใด หรือว่าบ้านพราหมณ์ชื่ออิจฉานังคละตั้งอยู่ในประเทศใด. บาลีว่า อิจฺฉานงฺกลํ ก็มี.
บทว่า ตทวสริ แปลว่า เสด็จไปโดยทางนั้น หรือว่า เสด็จไปสู่ที่นั้น. อธิบายว่า เสด็จไปโดยทิสาภาคนั้น หรือว่า เสด็จไปสู่ประเทศนั้น.
บทว่า ประทับอยู่ในป่าชัฏชื่ออิจฉานังคละ ในบ้านพราหมณ์ชื่ออิจฉานังคละ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระธรรมราชา ทรงอาศัยบ้านพราหมณ์ชื่ออิจฉานังคละ ทรงตั้งค่ายคือศีล ทรงถือพระคทาคือสมาธิ ทรงยังศรคือพระสัพพัญญุตญาณให้เป็นไป เสด็จประทับอยู่ด้วยการประทับตามที่พระองค์ทรงพอพระทัยยิ่ง.
โปกฺขรสาติวตฺถุวณฺณนา
บทว่า ก็โดยสมัยนั้นแล คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ ที่นั้นโดยสมัยใด โดยสมัยนั้น. อธิบายว่า ในสมัยนั้น.
บุคคลย่อมเรียนมนต์ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าพราหมณ์. อธิบายว่า ย่อมสาธยายมนต์. ก็คำนี้นี่แหละเป็นคำเรียกพราหมณ์โดยกำเนิดในทางภาษา. แต่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านเรียกว่าพราหมณ์ เพราะมีบาปอันลอยแล้ว.
คำว่า โปกขรสาติ นี้ เป็นชื่อของพราหมณ์นั้น.
ท่านเรียกชื่อว่าโปกขรสาติ เพราะเหตุไร.
ได้ยินว่า กายของพราหมณ์นั้นเป็นเช่นเดียวกับดอกบัวขาว งามประดุจเสาระเนียดเงินที่เขาปักไว้ในเทวนคร. ส่วนศีรษะของเขามีสีดำ ประดุจสำเร็จด้วยแก้วมรกต. แม้หนวดก็ปรากฏประหนึ่งปุยเมฆสีดำในดวงจันทร์. ลูกตาทั้ง ๒ ข้างเป็นประดุจดอกบัวเขียว. จมูกกลมดีเกลี้ยงเกลา ประดุจท่อน้ำเงิน. ฝ่ามือและฝ่าเท้ารวมทั้งช่องปาก งดงามประดุจลูบไล้ไว้ด้วยน้ำครั่ง. อัตภาพของพราหมณ์จัดว่างามเลิศยิ่งนัก. ในที่ที่ไม่มีพระราชา สมควรจะตั้งพราหมณ์ผู้นี้เป็นพระราชาได้. พราหมณ์นี้ก็เป็นคนประกอบด้วยสิริเช่นนี้. เพราะเหตุนี้ ชนทั้งหลายจึงเรียกเขาว่า โปกขรสาติ เพราะเป็นเหมือนดอกบัว.
ก็พราหมณ์นี้ แม้ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ เรียนจบเวททั้ง ๓ ถวายทานแด่พระทศพลแล้ว ฟังธรรมเทศนา ไปเกิดในเทวโลก.
ต่อจากนั้น เขาเมื่อจะมาสู่มนุษย์โลก รังเกียจการอยู่ในท้องมารดา จึงไปเกิดในท้องดอกบัวหลวงในสระใหญ่ข้างป่าหิมพานต์. แต่ที่ไม่ไกลจากสระนั้น มีดาบสอาศัยอยู่ในบรรณศาลา. ดาบสนั้นยืนอยู่บนฝั่งมองเห็นดอกบัวหลวงนั้น จึงคิดว่า ดอกบัวหลวงดอกนี้ใหญ่กว่าดอกบัวหลวงนอกนี้ เวลาที่มันบานแล้ว เราจึงจักเก็บมัน. ดอกบัวหลวงนั้นแม้ตั้ง ๗ วันแล้วก็ยังไม่บาน. ดาบสจึงคิดว่า เพราะเหตุใดหนอ ดอกบัวหลวงนี้แม้ตั้ง ๗ วันแล้วก็ยังไม่บาน เอาเถอะ เราจักเก็บมัน แล้วจึงลงไปเก็บ. ดอกบัวหลวงนั้น พอดาบสเด็ดขาดจากก้านเท่านั้นก็บานออก.
ทีนั้น ในภายในดอกบัวนั้น เขาได้เห็นทารกมีผิวพรรณขาว มีรูปร่างราวกับเงิน ดุจสีผงทองมีวรรณะขาวเหลืองดังเกสรดอกประทุม. เขาจึงคิดว่าทารกนี้คงจักเป็นผู้มีบุญมาก เอาเถอะ เราจะเลี้ยงดูเขาจึงอุ้มไปยังบรรณศาลา เลี้ยงดู ตั้งแต่อายุได้ ๗ ขวบก็ให้เรียนเวททั้ง ๓. ทารกเรียนจบเวททั้ง ๓ แล้ว เป็นบัณฑิต เฉลียวฉลาด ได้เป็นยอดพราหมณ์ในชมพูทวีป. ในเวลาต่อมาเขาได้แสดงศิลปะแก่พระเจ้าโกศล. ทีนั้น พระราชาทรงเลื่อมใสในศิลปะของเขา จึงได้พระราชทานมหานครชื่ออุกกัฏฐะ ให้เป็นพรหมไทย. เพราะเหตุนี้ ประชาชนทั้งหลายจึงเรียกขานเขาว่า โปกขรสาติ เพราะเหตุที่เขานอนในดอกบัว.
บทว่า อยู่ครอบครอง นครชื่ออุกกัฏฐะ ความว่า เขาอยู่หรือว่าอยู่ครอบครอง นครอันมีชื่อว่าอุกกัฏฐะ คือเขาเป็นเจ้าของนครนั้น อยู่ตามขอบเขตที่ชนจะพึงอยู่ได้ในนครนั้น. ได้ยินว่า ประชาชนวางโคมไฟไว้แล้ว เมื่อโคมไฟลุกโพลงอยู่ จึงพากันยึดเอาที่ตั้งนครนั้น เพราะฉะนั้น นครนั้นท่านจึงเรียกว่า อุกกัฏฐะ.
บาลีว่า โอกกัฏฐะ ดังนี้ก็มี. มีเนื้อความอย่างเดียวกัน. แต่ในที่นี้พึงทราบว่า ด้วยอำนาจอุปสัค ทำให้ทุติยาวิภัตติใช้แทนสัตตมีวิภัตติได้. และในบทที่เหลือพึงทราบว่า คำนั้นไม่เป็นทุติยาวิภัตติ. ลักษณะในที่นั้น พึงค้นคว้าจากศัพทศาสตร์.
บทว่า หนาแน่นด้วยสัตว์ ความว่า หนาแน่น ได้แก่ ล้นเหลือด้วยสัตว์ทั้งหลาย มีชนมากมาย มีมนุษย์เกลื่อนกล่น และคับคั่งด้วยสัตว์หลายชนิดมีช้าง ม้า นกยูงและเนื้อทรายที่เขาเลี้ยงไว้เป็นต้น. ก็เพราะเหตุที่นครนี้สมบูรณ์ด้วยหญ้าเป็นอาหารของช้างและม้าเป็นต้น และด้วยหญ้ามุงหลังคาบ้านที่เกิดเวียนรอบภายนอกนคร ทั้งสมบูรณ์ด้วยไม้ที่เป็นฟืนและไม้ที่ใช้ประกอบเป็นเครื่องเรือนด้วยเช่นกัน และเพราะเหตุที่ภายในนครนั้นมีพระโบกขรณีมีสัณฐานกลมและ ๔ เหลี่ยมเป็นต้นมากมาย ทั้งมีบ่อน้ำนับไม่ถ้วนอีกมาก งดงามด้วยดอกไม้ที่เกิดในน้ำและเต็มเปี่ยมด้วยน้ำเป็นนิตย์ ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าเป็นนครที่ประกอบพร้อมด้วยหญ้าไม้และน้ำ. นครที่เป็นไปพร้อมกับด้วยข้าว ชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยข้าว. อธิบายว่า มีข้าวเก็บตุนไว้มากมาย แตกต่างกันเป็นบุพพัณชาติและอปรัณชาติเป็นต้น. ด้วยถ้อยคำเพียงเท่านี้ เป็นอันว่าท่านได้แสดงถึงสมบัติคือความมั่งคั่งแห่งนคร ที่พราหมณ์อยู่ด้วยลีลาอย่างพระราชา เพราะให้กางกั้นเศวตฉัตรขึ้น.
โภคสมบัติพราหมณ์ได้มาจากพระราชา ชื่อว่าราชโภคะ หากจะถามว่า ใครให้. ก็ต้องตอบว่า พระราชาทรงพระนามว่าปเสนทิโกศล พระราชทานให้.
บทว่า ราชทายํ แปลว่า เป็นของพระราชทานให้ของพระราชา. อธิบายว่า เป็นมรดก.
บทว่า พฺรหฺมเทยฺยํ แปลว่า เป็นของขวัญอันประเสริฐสุด. อธิบายว่า เป็นของที่พราหมณ์จะพึงกางกั้นเศวตฉัตรเสวยโดยทำนองเป็นพระราชา.
อีกนัยหนึ่ง บทว่า ราชโภคํ ความว่า เป็นนครที่พราหมณ์สั่งให้ลงโทษด้วยการตัดอวัยวะและการทำลายอวัยวะทุกอย่างได้ เมื่อจะเก็บภาษีในสถานที่มีท่าเรือและภูเขาเป็นต้น จะต้องกางกั้นเศวตฉัตรขึ้นเป็นพระราชาครอบครอง.
ในบทนี้ว่า นครนั้นพระราชาทรงพระนามว่าปเสนทิโกศล พระราชทานให้เป็นราชรางวัล ความว่า นครนั้นเพราะพระราชาพระราชทานให้ จึงชื่อว่าราชทายะ. ก็เพื่อที่จะแสดงพระราชาผู้พระราชทาน ท่านจึงกล่าวคำนี้ว่า พระราชาทรงพระนามว่าปเสนทิโกศล พระราชทานให้.
บทว่า พฺรหฺมเทยฺยํ แปลว่า ของพระราชทานอันประเสริฐสุด. อธิบายว่า เป็นของที่พระราชทานแล้ว โดยประการที่ว่า พระราชทานแล้ว จะทรงเรียกคืนไม่มี คือ ทรงสละให้เด็ดขาด ได้แก่บริจาคไปเลย.
บทว่า อสฺโสสิ แปลว่า ได้สดับตรับฟังมา คือได้ประสบมา ได้แก่ได้ทราบมา โดยทำนองคำประกาศก้องที่มาถึงโสตทวาร. คำว่า โข เป็นนิบาต ลงในอรรถอวธารณะ (กำหนดแน่นอนเช่นพวกเอวศัพท์) หรือเป็นนิบาตลงไว้เพียงเป็นบทบูรณ์ (ทำบทให้เต็มเฉยๆ). ใน ๒ คำนั้นด้วยอรรถอวธารณะ พึงทราบคำอธิบายดังนี้ว่า พราหมณ์นั้นได้สดับตรับฟังมาโดยแท้จริงทีเดียว คือมิได้มีสิ่งขัดขวางต่อการได้ยิน. ด้วยบทบูรณ์ คำนี้เป็นเพียงใส่ไว้เพื่อให้บทและพยัญชนะสละสลวยขึ้นเท่านั้นเอง.
บัดนี้ พราหมณ์ชื่อโปกขรสาติ เมื่อจะประกาศเนื้อความที่ตนได้สดับตรับฟังมา จึงได้กล่าวถ้อยคำมีว่า ได้สดับมาว่า พระสมณโคดมผู้เจริญ.
พึงทราบเนื้อความในบทเหล่านั้นว่า บุคคลที่ชื่อสมณะ ก็เพราะมีบาปอันระงับแล้ว.
สมกับที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ธรรมที่เป็นบาปเป็นอกุศลของบุคคลนั้น ระงับไปแล้ว.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๗๘
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้มีบาปอันระงับได้แล้ว ด้วยอริยมรรคอย่างยอดเยี่ยม. เพราะเหตุนั้น คำว่า สมณะ นี้จึงเป็นพระนามที่พระองค์ทรงได้รับตามพระคุณที่เป็นจริง.
คำว่า ขลุ เป็นนิบาต ลงในอรรถว่า ได้ยินเล่าลือกันมา. คำวา โภ เป็นเพียงคำเรียกชื่อที่ได้รับกันมาตามกำเนิดของพราหมณ์.
สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ถ้าเขายังเป็นผู้มีความกังวลอยู่ เขาผู้นั้นย่อมมีชื่อเรียกได้ว่าผู้เจริญ.
____________________________
ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๗๐๗
พราหมณ์ยกย่องพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า โคตมะ ด้วยอำนาจแห่งโคตร เพราะฉะนั้น ในคำว่า สมโณ ขลุ โภ โคตโม พึงเห็นเนื้อความดังนี้ว่า ได้ยินว่า พระสมณะโคตมโคตร.
ส่วนคำว่า เป็นพระราชโอรสของศากยวงศ์ นี้ เป็นคำชี้ชัดถึงพระตระกูลอันสูงศักดิ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. คำว่า ทรงผนวชจากตระกูลศากยวงศ์ เป็นคำแสดงให้เห็นถึงการที่พระองค์ทรงผนวชด้วยศรัทธา. อธิบายว่า พระองค์มิได้ทรงถูกความขาดแคลนใดๆ บีบบังคับ ทรงละตระกูลนั้นทั้งๆ ที่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ ทรงผนวชด้วยศรัทธา. ต่อจากนี้ไปก็มีใจความดังกล่าวแล้วนั่นแหละ.
คำว่า ตํ โข ปน เป็นต้น ได้กล่าวไว้แล้วเหมือนกับในสามัญญผลสูตร.
คำว่า เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จ อธิบายว่า เป็นการดีทีเดียว คือนำประโยชน์มาให้ นำความสุขมาให้.
บทว่า พระอรหันต์เห็นปานฉะนี้ คือ พระอรหันต์ผู้ได้เสียงเรียกว่า พระอรหันต์ในโลก เพราะบรรลุคุณธรรมตามเป็นจริง เช่นเดียวกับพระโคดมผู้เจริญนั้น.
บทว่า การได้เห็น ความว่า พราหมณ์กระทำความน้อมนึกไปอย่างนี้ว่า เพียงแต่ว่า การลืมตาทั้ง ๒ ข้างที่เยือกเย็นด้วยความเลื่อมใสขึ้นมองดู ก็เป็นการสำเร็จประโยชน์.
อมฺพฏฺฐมาณวกถาวณฺณนา
คำนี้ว่า อัชฌายกะ (ผู้ไม่มีฌาน) เป็นคำกล่าวติเตียนพวกพราหมณ์ผู้ปราศจากฌาน ในกาลอันเป็นปฐมกัปอย่างนี้ว่า ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ พราหมณ์เหล่านี้ไม่เพ่งในบัดนี้ พราหมณ์เหล่านี้ไม่เล่าเรียน ในบัดนี้ เพราะเหตุนี้แล อักษรที่ ๓ ว่า อัชฌายิกา อัชฌายิกา ดังนี้ แลจึงเกิดขึ้น.
____________________________
อัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๑๑/ข้อ ๖๔
แต่บัดนี้ ชนทั้งหลายเรียกพราหมณ์นั้นกระทำให้เป็นคำสรรเสริญแล้ว ด้วยความหมายนี้ว่า บุคคลใดย่อมเล่าเรียน บุคคลนั้นชื่อว่า อัชฌายกะ (ผู้คงแก่เรียน) คือสาธยายมนต์. บุคคลใดย่อมทรงจำมนต์ทั้งหลายได้ บุคคลนั้นชื่อมันตธระ (ผู้ทรงจำมนต์ได้).
บทว่า ไตรเพท คือ อิรุพเพทยชุพเพทและสามเพท. บุคคลใดถึงแล้วซึ่งฝั่งด้วยอำนาจกระทำให้ริมฝีปากกระทบกัน บุคคลนั้นชื่อว่า ผู้ถึงฝั่ง (ผู้เรียนจบไตรเพท). ไตรเพทเป็นไปกับด้วยนิฆัณฑุศาสตร์และเกฏุภศาสตร์ ชื่อว่าพร้อมกับนิฆัณฑุศาสตร์และเกฏุภศาสตร์.
คำว่า นิฆัณฑุ คือ ศาสตร์ที่แสดงถึงคำไวพจน์ของสิ่งทั้งหลายมีนิฆัณฑุรุกข์เป็นต้น. คำว่า เกฏุภะ คือ กิริยากัปปวิกัปป ได้แก่ ศาสตร์ว่าด้วยเครื่องมือของกวีทั้งหลาย. ไตรเพทเป็นไปกับด้วยประเภทแห่งอักขระ ชื่อว่าพร้อมด้วยประเภทแห่งอักขระ.
บทว่า ประเภทแห่งอักขระ ได้แก่ สิกขาและนิรุติ.
บทว่า มีศาสตร์ว่าด้วยพงศาวดารเป็นที่ ๕ ความว่า พงศาวดาร กล่าวคือเรื่องราวเก่าๆ ที่ประกอบด้วยคำเช่นนี้ว่า อิติห อส อิติห อส (สิ่งนี้ได้เป็นมาแล้วเช่นนี้ สิ่งนี้ได้เป็นมาแล้วเช่นนี้) เป็นที่ ๕ ของไตรเพทนั้น เพราะนับอาถรรพเวทเป็นที่ ๔ เหตุนั้น ไตรเพทนั้นจึงชื่อว่ามีคัมภีร์ว่าด้วยพงศาวดารเป็นที่ ๕. มีศาสตร์ว่าด้วยพงศาวดารเป็นที่ ๕ เหล่านั้น. ผู้ใดย่อมศึกษาและเล่าเรียนบทของเวทและการพยากรณ์อันเป็นพิเศษ ผู้นั้นชื่อว่าผู้ศึกษาเวท และชำนาญการพยากรณ์. ศาสตร์ว่าด้วยคำพูดเล่นๆ ท่านเรียกว่า โลกายตะ.
บทว่า ลักษณะของมหาบุรุษ ได้แก่ ศาสตร์อันมีปริมาณคัมภีร์ถึง ๑๒,๐๐๐ ที่แสดงลักษณะของมหาบุรุษ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ที่ชื่อว่าเป็นพุทธมนต์ ซึ่งมีปริมาณบทคาถาถึง ๑๖,๐๐๐ มีปรากฏข้อแตกต่างกันดังนี้ คือผู้ประกอบด้วยลักษณะนี้ ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นพระอัครสาวกทั้ง ๒ เป็นพระมหาสาวก ๘๐ เป็นพระพุทธมารดา เป็นพระพุทธบิดา เป็นอัครอุปฐาก เป็นอัครอุปฐายิกา เป็นพระราชา เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ.
บทว่า ผู้เต็มเปี่ยม คือ ไม่บกพร่องในมหาบุรุษลักษณะอันเป็นโลกายตะเหล่านี้ ได้แก่เรียนมาอย่างพร้อมมูล. อธิบายว่า ไม่มีความตกหล่นเลย. ผู้ใดไม่สามารถที่จะทรงจำไว้โดยใจความ และโดยคัมภีร์ซึ่งมหาบุรุษลักษณะเหล่านั้น ผู้นั้นชื่อว่า ยังบกพร่อง.
บทว่า อนุญฺญาตปฏิญฺญาโต แปลว่า ผู้อันอาจารย์ยอมรับและรับรองแล้ว. อธิบายว่า ผู้อันอาจารย์ยอมรับแล้ว โดยนัยเป็นต้นว่า เรารู้สิ่งใด ท่านก็รู้สิ่งนั้นแล้ว ตนก็รับรองแล้ว ด้วยคำปฏิญาณคือการให้คำตอบแก่อาจารย์นั้นว่า ขอรับ อาจารย์. ในเรื่องอะไร. ในคำสอนที่ประกอบด้วยวิชา ๓ อันเป็นของอาจารย์ของตน.
ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นคิดว่า ในโลกนี้ ชนเป็นอันมากพากันเที่ยวพูดถึงนามของบุคคลผู้สูงสุดว่า เราเป็นพระพุทธเจ้า เราเป็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น การที่เราจะเข้าไปเฝ้าโดยเหตุเพียงได้ยินเขาเล่าลือกันมาหาเป็นการสมควรไม่เพราะแม้เมื่อเราเข้าไปหาบางคนแล้วไม่หลีกไปเสียก็เป็นการลำบาก ทั้งไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย ถ้ากระไร เราใช้ให้ศิษย์ของเรารู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือมิใช่ แน่นอนแล้วพึงเข้าไปเฝ้าเพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกมาณพมาแล้วกล่าวคำเป็นต้นว่า แน่ะพ่อ พระสมณโคดมนี้ ดังนี้.
บทว่า ผู้เจริญนั้น คือ พระโคดมผู้เจริญนั้น.
บทว่า ผู้เป็นเช่นนั้นจริง คือ ผู้เป็นเช่นนั้นโดยแท้. แม้ในบทนี้ คำนี้ก็เป็นทุติยาวิภัตติด้วยอำนาจแห่งอรรถว่า กล่าวถึงตามที่เป็นอยู่เช่นนั้น.
ในบทนี้ว่า ยถา กถํ ปนาหํ โภ มีใจความว่า แน่ะผู้เจริญ เราจักรู้พระโคดมผู้เจริญนั้นได้อย่างไร พระโคดมนั้น เราจะสามารถรู้ได้โดยวิธีใด ท่านจงบอกพระโคดมนั้นแก่เราโดยวิธีนั้น. อีกประการหนึ่ง คำว่า ยถา นี้ เป็นเพียงนิบาต. คำว่า กถํ เป็นคำถามถึงอาการ. มีใจความว่า เราจักรู้พระโคดมผู้เจริญนั้นได้โดยเหตุใด.
ได้ยินว่า เมื่อกล่าวถึงอย่างนี้ พราหมณ์ผู้เป็นอุปัชฌาย์ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า แน่ะพ่อ ท่านย่อมกล่าวเหมือนกับคนผู้ยืนอยู่บนแผ่นดิน พูดว่า ข้าพเจ้าไม่เห็นแผ่นดิน และคนที่ยืนอยู่ในแสงสว่างของพระจันทร์และพระอาทิตย์ พูดว่า ข้าพเจ้าไม่เห็นพระจันทร์และพระอาทิตย์ ดังนี้กะเขาแล้ว เมื่อจะแสดงอาการที่ตนรู้จึงกล่าวว่า อาคตานิ โข ตาต เป็นต้น.
ในคำเหล่านั้น คำว่า ในมนต์ทั้งหลาย คือ ในเวททั้งหลาย.
พวกเทวดาชั้นสุทธาวาสทราบว่า ได้ยินว่า พระตถาคตจักอุบัติขึ้น จึงได้รีบใส่ลักษณะทั้งหลายไว้ในเวททั้งหลายแล้วเทียว สอนเวททั้งหลายด้วยแปลงเพศเป็นพราหมณ์ ด้วยกล่าวว่า เหล่านี้ชื่อว่าพระพุทธมนต์ โดยคิดว่า สัตว์ผู้มีศักดิ์ใหญ่ทั้งหลายจักรู้จักพระตถาคตโดยทำนองนี้ ดังนี้. เพราะเหตุนั้น มหาบุรุษลักษณะทั้งหลายจึงมีมาในเวททั้งหลายก่อน. แต่เมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว ก็จะอันตรธานไปโดยลำดับ เพราะเหตุนั้น บัดนี้จึงไม่มี.
คำว่า ของมหาบุรุษ คือ ของคนผู้ใหญ่โดยคุณ มีความตั้งใจมั่น ความถือมั่น ความรู้และกรุณาเป็นต้น.
คำว่า คติ ๒ เท่านั้น คือ ที่สุด ๒ อย่างเท่านั้นโดยแท้แล.
คติศัพท์นี้เป็นไปในความแตกต่างแห่งภพ ในคำเป็นต้นว่า ดูก่อนสารีบุตร ภพมี ๕ เหล่านี้แล.
เป็นไปในสถานที่อาศัยอยู่ ในคำเป็นต้นว่า ป่ากว้างใหญ่ เป็นที่อาศัยอยู่ของหมู่เนื้อทั้งหลาย.
เป็นไปในปัญญา ในคำเป็นต้นว่า ผู้มีปัญญามากหลายเช่นนี้.
เป็นไปในความแพร่หลาย ในคำเป็นต้นว่า คติคตํ.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๗๐ วิ. ปริ. เล่ม ๘/ข้อ ๑๐๔๔
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๙๒ วิ. จุลฺ. เล่ม ๖/ข้อ ๖๑๒
แต่ในที่นี้พึงทราบว่า เป็นไปในที่สุด.
ในลักษณะเหล่านั้น ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่าใด ย่อมเป็นพระราชาจักรพรรดิ ย่อมไม่เป็นพระพุทธเจ้าด้วยลักษณะเหล่านั้น โดยแท้. แต่ท่านกล่าวว่า ลักษณะเหล่านั้นๆ โดยความเสมอกันแห่งชาติ. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่าใด
บทว่า ถ้าอยู่ครองเรือน คือ ถ้าอยู่ในเรือน.
บทว่า จะเป็นพระราชาจักรพรรดิ ความว่า ผู้ที่ชื่อว่าพระราชา เพราะทำให้ชาวโลกยินดีด้วยอัจฉริยธรรม และสังคหวัตถุ ๔ อย่าง. ผู้ที่ชื่อว่าจักรพรรดิ เพราะยังจักรรัตนะให้เป็นไป คือเป็นไปพร้อมกับจักรอันเป็นสมบัติ ๔ อย่าง และยังคนอื่นให้เป็นไปด้วย.
อนึ่ง ความเป็นไปแห่งอิริยาบถจักร เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นมีอยู่ในผู้นั้น ผู้นั้นชื่อว่าจักรพรรดิ.
ก็ในคำทั้ง ๒ นี้ คำว่า ราชา เป็นคำสามัญธรรมดา. คำว่า จักรพรรดิ เป็นคำพิเศษ.
ผู้ชื่อว่า ธรรมิกะ เพราะประพฤติโดยธรรม. อธิบายว่า ประพฤติโดยชอบยิ่ง คือโดยเหมาะสม. ผู้ชื่อว่า ธรรมราชา เพราะได้ราชสมบัติโดยธรรม จึงได้เป็นพระราชา.
อีกประการหนึ่ง ผู้ชื่อว่า ธรรมิกะ เพราะกระทำความดีอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น. ผู้ชื่อว่า ธรรมราชา เพราะการกระทำความดีอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน.
ผู้ชื่อว่า จาตุรันตะ เพราะเป็นใหญ่ทั่วทั้ง ๔ ทวีป. อธิบายว่า เป็นใหญ่บนผืนแผ่นดิน มีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต และพร้อมพรั่งด้วยทวีปทั้ง ๔.
ผู้ชื่อว่า กำชัยชนะไว้ได้หมด เพราะชำนะข้าศึกมีความขัดเคืองเป็นต้นในภายในและชำนะพระราชาทั้งปวงในภายนอก.
บทว่า ถึงความมั่นคงในชนบท คือ ถึงความมั่นคง คือความถาวรในชนบท ใครๆ ไม่สามารถที่จะทำให้หวั่นไหวได้. อีกประการหนึ่ง ชนบทถึงความถาวรในที่นั้นๆ ไม่ต้องขวนขวาย ยินดีแต่ในการงานของตน ไม่หวั่นไหว ไม่สะทกสะท้าน.
บทว่า อย่างนี้ เป็นนิบาต. ใจความว่า รัตนะเหล่านี้ ของพระเจ้าจักรพรรดินั้น มีอะไรบ้าง.
ในบทว่า จักรรัตนะ เป็นต้น จักรนั้นด้วย เป็นรัตนะเพราะอรรถว่า ทำให้เกิดความยินดีด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่า จักรรัตนะ.
ในที่ทุกแห่งก็มีนัยเช่นนี้.
ก็ในรัตนะเหล่านี้ พระเจ้าจักรพรรดิย่อมทรงชนะผู้ที่ยังไม่ชนะด้วยจักรรัตนะ ย่อมเสด็จพระราชดำเนินไปตามสบายในแว่นแคว้นที่พระองค์ทรงชนะแล้วด้วยช้างแก้วและม้าแก้ว ย่อมทรงรักษาแว่นแคว้นที่ทรงชนะแล้วด้วยขุนพลแก้ว ย่อมทรงเสวยอุปโภคสุขด้วยรัตนะที่เหลือ.
พึงทราบความสัมพันธ์กันดังนี้
คือ การใช้ความสามารถด้วยความเพียรพยายามของพระเจ้าจักรพรรดินั้น สำเร็จบริบูรณ์แล้วด้วยจักรรัตนะที่ ๑ การใช้ความสามารถด้วยมนต์ สำเร็จบริบูรณ์แล้วด้วยรัตนะสุดท้าย การใช้ความสามารถด้วยปภุ (ความเป็นผู้ใหญ่ยิ่ง) สำเร็จบริบูรณ์แล้วด้วยขุนคลังแก้ว ช้างแก้ว และม้าแก้ว ผลของการใช้ความสามารถ ๓ อย่างบริบูรณ์แล้ว ด้วยนางแก้ว และแก้วมณี.
พระเจ้าจักรพรรดิทรงเสวยความสุขอันเกิดจากโภคสมบัติ ด้วยนางแก้ว และแก้วมณี ทรงเสวยความสุขอันเกิดจากความเป็นใหญ่ด้วยรัตนะทั้งหลายที่เหลือ.
อนึ่ง พึงทราบโดยแปลกออกไปอีก ดังนี้
รัตนะ ๓ อันแรก สำเร็จได้ด้วยอานุภาพแห่งกรรมที่กุศลมูล คือความไม่ประทุษร้ายให้เกิดขึ้น รัตนะท่ามกลาง สำเร็จได้ด้วยอานุภาพแห่งกรรมที่กุศลมูล คือความไม่โลภให้เกิดขึ้น รัตนะอันหนึ่งสุดท้าย สำเร็จได้ด้วยอานุภาพแห่งกรรม อันกุศลมูลคือความไม่หลงให้เกิดขึ้น. ในที่นี้กล่าวเป็นเพียงสังเขปเท่านั้น.
ส่วนความพิสดารพึงถือเอาจากอุปเทศแห่งรัตนสูตร ในโพชฌงคสังยุต.
บทว่า มีจำนวน ๑,๐๐๐ เป็นเบื้องหน้า คือ เกินกว่า ๑,๐๐๐
บทว่า ผู้กล้าหาญ คือ ผู้ไม่หวั่นเกรงใคร.
บทว่า มีรูปร่างองอาจ คือ มีร่างกายเช่นกับเทวบุตร.
อาจารย์บางพวกพรรณนาไว้ดังนี้ก่อน. แต่ในที่นี้มีสภาวะดังต่อไปนี้.
ผู้ที่กล้าหาญที่สุด ท่านเรียกว่า วีระ. องค์ของผู้กล้าหาญ ชื่อวีรังคะ คือเหตุแห่งความกล้าหาญ. อธิบายว่า ความเป็นผู้แกล้วกล้า. รูปร่างอันองอาจของคนเหล่านั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้นชื่อว่ามีรูปร่างองอาจ. อธิบายว่า ประหนึ่งว่า มีสรีระร่างอันหล่อหลอมด้วยความแกล้วกล้า.
บทว่า ย่ำยีเสียได้ซึ่งทหารของข้าศึก มีอธิบายว่า ถ้าเหล่าทหารของข้าศึก พึงยืนเผชิญหน้ากัน เขาก็สามารถที่จะย่ำยีเสียได้ซึ่งข้าศึกนั้น.
บทว่า โดยธรรม คือ โดยธรรม คือศีล ๕ ที่มีว่าไม่ควรฆ่าสัตว์เป็นต้น.
____________________________
ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๑๖๔
ในบทนี้ว่า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก. มีใจความว่า เมื่อความมืดคือกิเลสปกคลุมอยู่ด้วยเครื่องปกคลุม คือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อวิชชาและทุจริต ๗ อย่าง พระองค์ทรงเปิดหลังคานั้นในโลกได้แล้ว ทรงมีแสงสว่างเกิดแล้วโดยทั่วถึงประทับยืนอยู่ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้ว.
ในบทเหล่านั้น ความที่พระองค์เป็นผู้ควรบูชา พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้ด้วยบทที่ ๑ เหตุแห่งความที่พระองค์ทรงเป็นผู้ควรบูชา เพราะเหตุที่พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้ด้วยบทที่ ๒ความที่พระองค์ทรงเป็นผู้มีหลังคาอันเปิดแล้วที่เป็นเหตุแห่งความเป็นพระพุทธเจ้า พึงทราบว่าท่านกล่าวไว้ด้วยบทที่ ๓.
อีกประการหนึ่ง พระองค์ทรงเป็นผู้ปราศจากวัฏฏะด้วย ปราศจากหลังคาด้วย เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า ปราศจากวัฏฏะ และหลังคา. อธิบายว่า ไม่มีวัฏฏะ และไม่มีหลังคา.
เพราะเหตุนั้น สำหรับ ๒ บทแรกนี่แหละ ท่านจึงกล่าวไว้ ๒ เหตุอย่างนี้ว่า พระองค์ทรงเป็นพระอรหันต์เพราะไม่มีวัฏฏะ ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ เพราะไม่มีหลังคา.
อนึ่ง บทนี้ ความสำเร็จเบื้องแรกมีได้ด้วยเวสารัชชญาณที่ ๒. ความสำเร็จที่ ๒ มีได้ด้วยเวสารัชชญาณที่ ๑. ความสำเร็จที่ ๓ มีได้ด้วยเวสารรัชชญาณที่ ๓ และที่ ๔. พึงทราบอีกว่า คำแรกชี้ให้เห็นธรรมจักษุ คำที่ ๒ พุทธจักษุ และคำที่ ๓ สมันตจักษุ.
พราหมณ์พูดให้เกิดความกล้าหาญในมนต์ทั้งหลายแก่มาณพนั้น ด้วยคำนี้ว่า ท่านเป็นผู้รับมนต์ ดังนี้.
แม้มาณพนั้นก็ปราศจากความหลงลืมในลักษณะแห่งคำพูดของอาจารย์นั้น มองเห็นทะลุปุโปร่งซึ่งพุทธมนต์ ประดุจว่าเกิดแสงสว่างเป็นอันเดียว จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญเป็นอย่างนั้น. มีใจความว่า ท่านผู้เจริญ ท่านกล่าวฉันใด ผมจักทำฉันนั้น.
บทว่า วฬวารถมารุยฺห แปลว่า ขึ้นสู่รถอันเทียมด้วยลา. ทราบมาว่า พราหมณ์ตัวเองท่องเที่ยวไปด้วยรถใด ก็ให้รถคันนั้นแหละส่งมาณพไป.
บทว่า มาณวกา คือเป็นอันเตวาสิกของพราหมณ์ชื่อ โปกขรสาตินั่นเอง. นัยว่า พราหมณ์นั้นได้ให้สัญญาแก่พวกอันเตวาสิกว่า พวกท่านจงไปพร้อมกับอัมพัฏฐมาณพนั้น.
บทว่า พื้นที่แห่งยานมีอยู่เพียงใด ความว่า เขาสามารถจะไปได้ด้วยยานตลอดพื้นที่เท่าใด. บทว่า ลงจากยาน คือ เขาไปสู่ที่ใกล้ซุ้มประตูอันมิใช่พื้นที่ของยานแล้วก็ลงจากยาน.
บทว่า ก็โดยสมัยนั้นแล คือ อัมพัฏฐมาณพเข้าไปสู่อารามในสมัยใด ในสมัยนั้นแล คือในเวลาเที่ยงตรง.
ถามว่า ภิกษุทั้งหลายเดินจงกรมในเวลานั้น เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพื่อจะบรรเทาความง่วงเหงาหาวนอนอันมีโภชนะประณีตเป็นปัจจัย. หรือว่า ภิกษุเหล่านั้นบำเพ็ญเพียรในเวลากลางวัน. เพราะว่าจิตของภิกษุผู้เดินจงกรมหลังฉันภัตตาหารแล้ว อาบน้ำ ผึ่งลมแล้ว นั่งกระทำสมณธรรมเช่นนั้นย่อมแน่วแน่.
บทว่า ภิกษุเหล่านั้นอยู่ที่ใด ความว่า ได้ยินว่า มาณพนั้นคิดว่า เราจักไม่เดินจากบริเวณนั้นไปสู่บริเวณนี้ ด้วยคิดว่า พระสมณโคดมเสด็จประทับอยู่ ณ ที่ไหน จักถามก่อนแล้วเข้าไปเฝ้า จึงชำเลืองมองประหนึ่งช้างในป่า เห็นภิกษุทั้งหลายผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุล กำลังเดินจงกรมอยู่บนที่จงกรมใหญ่ จึงได้ไปยังสำนักของภิกษุเหล่านั้น. ท่านหมายถึง เหตุนั้นจึงได้กล่าวคำนี้ว่า ภิกษุเหล่านั้นอยู่ที่ใด.
บทว่า ทสฺสนาย แปลว่า เพื่อจะเห็น. ใจความว่า เป็นผู้ใคร่เพื่อจะพบ.
บทว่า ถือเอากำเนิดในตระกูลมีชื่อเสียง คือ เกิดในตระกูลที่โด่งดัง. ได้ยินว่า ในกาลนั้นขึ้นชื่อว่าตระกูลอัมพัฏฐะ นับเป็นตระกูลโด่งดังในชมพูทวีป.
บทว่า มีชื่อเสียง คือโด่งดังด้วยรูปร่าง กำเนิด มนต์ ตระกูล และถิ่นฐาน.
บทว่า ไม่หนัก คือ ไม่เป็นภาระ. ความว่า ผู้ใดไม่พึงสามารถที่จะให้อัมพัฏฐมาณพรู้ได้ การสนทนาด้วยเรื่องราวกับอัมพัฏฐมาณพนั้นของผู้นั้น พึงเป็นที่หนักใจ แต่สำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงจะถูกมาณพเช่นอัมพัฏฐะนั้น ตั้งร้อยคนก็ตาม พันคนก็ตาม ถามปัญหา พระองค์มิได้ทรงมีความชักช้าในการที่จะทรงเฉลยเลย พวกภิกษุเหล่านั้นสำคัญอยู่ดังนี้ จึงคิดว่า ก็การสนทนาด้วยเรื่องราวต่างๆ มิได้เป็นที่หนักใจเลย.
บทว่า วิหาร ท่านกล่าวหมายถึงพระคันธกุฎี.
บทว่า ไม่รีบร้อน คือ ไม่เร่งรัด. ใจความว่า วางเท้าลงในที่พอเหมาะกับเท้า กระทำวัตรแล้ว ไม่ทำให้ทรายที่เกลี่ยไว้เรียบร้อยเสมอแล้ว เช่นกับปูลาดไว้ด้วยไข่มุก ใบไม้และไม้ย่างทราย ให้เป็นหลุมเป็นบ่อ.
บทว่า ระเบียง คือ หน้ามุข. บทว่า กระแอมแล้ว คือ กระทำเสียงกระแอม. บทว่า ลูกดาลประตู คือ บานประตู.
บทว่า ท่านอาจารย์ทั้งหลาย เมื่อจะแสดงธรรมเนียมการเคาะประตู จึงกล่าวว่า ได้ทราบว่าพวกอมนุษย์ย่อมเคาะประตูสูงเกินไป สัตว์จำพวกงูเคาะต่ำเกินไป คนไม่ควรจะเคาะเช่นนั้น ควรเคาะตรงที่ใกล้รูตรงกลาง.
บทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดประตูแล้ว ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงลุกไปเปิดประตู. แต่พระองค์ทรงเหยียดพระหัตถ์ออก ด้วยตรัสว่า จงเปิดเข้ามาเถิด. ควรจะกล่าวว่า ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดประตูด้วยพระองค์เองทีเดียว ด้วยตรัสว่า เพราะเธอทั้งหลาย เมื่อให้ทานอยู่เป็นเวลาตั้งโกฏิกัปมิใช่น้อย มิได้กระทำกรรม คือการเปิดประตูด้วยมือตนเองเลยก็ประตูนั้นอันน้ำพระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดแล้ว เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเปิดประตูแล้ว.
บทว่า พวกเขาต่างรื่นเริงอยู่กับพระผู้มีพระภาคเจ้า ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสถามคำเป็นต้นว่า สบายดีหรือ ทรงร่าเริงอยู่กับพวกมาณพเหล่านั้นฉันใด แม้พวกเขาเหล่านั้นต่างก็มีความร่าเริง เป็นไปทำนองเดียวกับพระผู้มีพระภาคเจ้าฉันนั้น คือต่างถึงความร่าเริงร่วมกัน คือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ประหนึ่งน้ำเย็นรวมกันกับน้ำร้อน ฉะนั้น. พวกมาณพเหล่านั้นต่างร่าเริงด้วยถ้อยคำอันใดเล่าว่า พระโคดม เจ้าข้า พระองค์ทรงพระสำราญดีอยู่แลหรือ พระองค์ยังทรงพอดำรงพระชนมชีพอยู่ได้แลหรือ และพระสาวกทั้งหลายของพระโคดมผู้เจริญ ยังมีอาพาธน้อย ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ยังแข็งแรง มีกำลัง และการอยู่เป็นผาสุกดีอยู่แลหรือ ดังนี้เป็นต้น
พวกเขาต่างก็กล่าวถ้อยคำนั้นอันเป็นที่ตั้งแห่งความร่าเริง และยังให้ระลึกถึงกันโดยปริยายเป็นอันมากอย่างนี้ว่า ที่ชื่อว่า เป็นที่ตั้งแห่งความร่าเริง เพราะเป็นถ้อยคำที่เหมาะจะบันเทิงใจ โดยก่อให้เกิดความร่าเริง กล่าวคือปีติ และปราโมทย์ และชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งการให้ระลึกถึงกัน เพราะเป็นถ้อยคำควรระลึก โดยควรที่จะให้กันและกันระลึกถึงสิ้นกาลแม้นานได้ และเป็นไปอยู่ตลอดกาลนิรันดร เพราะเป็นถ้อยคำที่ไพเราะด้วยอรรถ และพยัญชนะ
อนึ่ง ชื่อว่าเป็นถ้อยคำเป็นที่ตั้งแห่งความร่าเริง เพราะเป็นสุขแก่ผู้ฟัง และชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งการให้ระลึกถึงกัน เพราะเป็นสุขแก่ผู้รำลึกถึง.
อีกประการหนึ่ง ชื่อว่าเป็นถ้อยคำเป็นที่ตั้งแห่งความร่าเริง เพราะมีพยัญชนะบริสุทธิ์ ชื่อว่าเป็นถ้อยคำเป็นที่ตั้งแห่งการให้ระลึกถึงกัน เพราะมีอรรถอันบริสุทธิ์ ดังนี้แล้ว.
ครั้นกล่าวจบ คือกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง.
บทว่า อมฺพฎฺโฐ ปน มาณโว มีเนื้อความว่า
ดังได้สดับมา มาณพนั้นไม่กระทำแม้สักว่าความเลื่อมใสแห่งจิตในรูปสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า คิดว่า เราจักรุกรานพระทศพล จึงแก้ผ้าที่พันไว้ที่ท้องเอามาห้อยไว้ที่คอ เอามือข้างหนึ่งจับชายผ้าไว้ ขึ้นไปยังที่จงกรม บางคราวก็เปิดแขน บางคราวก็เปิดท้อง บางคราวก็เปิดหลังให้เห็น บางคราวก็แกว่งมือ บางคราวก็ยักคิ้ว ได้กล่าวคำเย้ยหยันที่ทำให้นึกถึงความประพฤติน่าอับอาย เห็นปานฉะนี้ว่า พระโคดมเจ้าข้า ท่านยังมีความสม่ำเสมอของธาตุอยู่แลหรือ ท่านไม่ลำบากด้วยภิกษาหารแลหรือ ก็แลอาการที่ไม่ลำบากนั่นแหละยังปรากฏแก่ท่าน ที่จริงอวัยวะน้อยใหญ่ของท่านเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ในสถานที่ที่ท่านไปแล้ว ชนเป็นอันมากเหล่านั้นมีความนับถือมากเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ท่านเป็นพระราชา บรรพชิต และท่านเป็นพระพุทธเจ้า ต่างก็ถวายอาหารอันมีรสอร่อยประณีต พวกท่านจงดูเรือนของท่าน ราวกะว่าศาลาอันสวยงาม และเป็นดังทิพยปราสาท ดูเตียง ดูหมอน เมื่อท่านอยู่ในสถานที่เห็นปานฉะนี้ การจะบำเพ็ญสมณธรรมย่อมทำได้ยาก.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็อัมพัฏฐมาณพเดินจงกรมอยู่ก็กล่าวสาราณิยกถาเล็กๆ น้อยๆ กับพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่งอยู่บ้าง ยืนอยู่ก็กล่าวสาราณิยกถาเล็กๆ น้อยๆ กับพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่งอยู่บ้าง.
บทว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ความว่า
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า มาณพนี้พยายามอยู่ในที่ไม่สมควร เหมือนคนผู้มีประสงค์จะเหยียดมือออกเอื้อมเอาชั้นภวัคคพรหม เหมือนคนผู้มีประสงค์จะเหยียดเท้าออกเดินไปสู่นรกชั้นอเวจี เหมือนคนผู้มีประสงค์จะข้ามมหาสมุทร และเหมือนคนผู้มีประสงค์จะขึ้นไปยังภูเขาสิเนรุ เอาเถอะ เราจะลองซักซ้อมกับเขาดู ดังนี้แล้ว จึงได้ตรัสคำนี้กะอัมพัฏฐมาณพ.
บทว่า อาจริยปาจริเยหิ แปลว่า กับอาจารย์และอาจารย์ของอาจารย์เหล่านั้น.
ปฐมอิพฺภวาทวณฺณนา
ในคำว่า เดินไปอยู่ก็ดีนี้ ความจริง พราหมณ์สมควรจะสนทนาปราศรัยกับพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ในอิริยาบถทั้ง ๓. แต่มาณพนี้ เพราะเหตุที่ตนเป็นผู้กระด้างด้วยมานะ เมื่อจะกระทำการสนทนาคิดว่า เราจักใช้อิริยาบถแม้ทั้ง ๔ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พราหมณ์ผู้นอนอยู่ควรจะสนทนากับพราหมณ์ผู้นอนด้วยกันก็ได้.
ทราบว่า ต่อแต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะมาณพนั้นว่า ดูก่อนอัมพัฏฐะ การที่ผู้เดินอยู่สนทนากับอาจารย์ผู้เดินอยู่ก็ดี ผู้ยืนอยู่สนทนากับอาจารย์ผู้ยืนอยู่ก็ดี ผู้นั่งอยู่สนทนากับอาจารย์ผู้นั่งอยู่ก็ดี ใช้ได้ในทุกๆ อาจารย์ แต่ท่านนอนอยู่สนทนากับอาจารย์ผู้นอนอยู่ อาจารย์ของท่านน่ะเป็นโค หรือว่า เป็นลาไปแล้วหรือ.
อัมพัฏฐมาณพนั้นโกรธ จึงได้กล่าวคำเป็นต้นว่า เย จ โข เต โภ โคตม มุณฺฑกา ดังนี้. ในคำนั้น การที่จะกล่าวกะผู้มีศีรษะโล้นว่า มุณฺฑา และกะสมณะว่า สมณา ควรกว่า. แต่มาณพนี้เมื่อจะเหยียดหยามจึงกล่าวว่า มุณฺฑกา (เจ้าหัวโล้น) สมณกา (เจ้าสมณะ).
บทว่า อิพฺภา แปลว่า เป็นเจ้าบ้าน.
บทว่า กณฺหา แปลว่า ชั่วช้า ความว่า เป็นคนดำ.
บทว่า เป็นเหล่ากอของผู้เกิดจากเท้าของพรหม ในที่นี้ พรหมท่านมุ่งหมาย พันธุ. เพราะพวกพราหมณ์พากันเรียกพรหมนั้นว่า ปิตามหะ (ปู่ บรรพบุรุษ). ชนทั้งหลายเป็นเหล่ากอของเท้าทั้ง ๒ จึงชื่อว่าเป็นตระกูลเกิดจากเท้า.
อธิบายว่า เกิดจากหลังเท้าของพรหม.
นัยว่า มาณพนั้นมีลัทธิดังนี้คือ พวกพราหมณ์เกิดจากปากของพรหม พวกกษัตริย์เกิดจากอก พวกแพศย์เกิดจากสะดือ พวกศูทรเกิดจากหัวเข่า พวกสมณะเกิดจากหลังเท้า. ก็แลมาณพนั้นเมื่อจะกล่าวอย่างนี้ ก็กล่าวมิได้เจาะจงใครก็จริง แต่โดยที่แท้ เขากล่าวโดยมุ่งหมายว่า เรากล่าวมุ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า อัมพัฏฐมาณพนี้จำเดิมแต่เวลาที่ตนมาแล้ว เมื่อจะพูดกับเราก็พูดเพราะอาศัยมานะอย่างเดียว ไม่รู้จักประมาณของตน เหมือนคนจับอสรพิษที่คอ เหมือนคนกอดกองไฟไว้ เหมือนคนลูบคลำช้างเมามันที่งวงฉะนั้น เอาเถอะ เราจักให้เขาเข้าใจจึงตรัสว่า อตฺถิกวโต โข ปน เต อมฺพฎฺฐ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น มีใจความว่า ความต้องการ กล่าวคือกิจที่จะต้องมากระทำของจิตนั้นมีอยู่ เหตุนั้น จิตของมาณพนั้นจึงชื่อว่ามีความต้องการ. จิตมีความต้องการของเขามีอยู่ เหตุนั้น เขาจึงชื่อว่ามีจิตมีความต้องการ. ของมาณพนั้น. ใจความว่า ท่านมีจิตมีความต้องการจึงได้มา ณ ที่นี้.
คำว่า โข ปน เป็นเพียงนิบาต.
บทว่า ยาเยว โข ปนตฺถาย คือ ด้วยประโยชน์อันใดเล่า.
บทว่า อาคจฺเฉยฺยาถ ความว่า พวกท่านพึงมาสู่สำนักของเรา หรือของผู้อื่นเป็นครั้งคราว. คำนี้ว่า ตเมว อตฺถํ ท่านกล่าวด้วยสามารถเป็นเพศชาย.
บทว่า พวกท่านพึงกระทำไว้ในใจ คือ พึงกระทำไว้ในจิต.
อธิบายว่า ท่านอันอาจารย์ใช้ให้มาด้วยกรณียกิจของตน มิได้ใช้ให้มาเพื่อต้องการลบหลู่เรา เพราะฉะนั้น ท่านจงใส่ใจถึงเฉพาะกิจอันนั้นเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงวัตรของผู้มาสู่สำนักของผู้อื่นแก่มาณพนั้นอย่างนี้แล้ว เพื่อจะทรงข่มมานะ จึงตรัสคำว่า อวุสิตวาเยว โข ปน เป็นต้น.
บทนั้นมีใจความว่า แน่ะท่านผู้เจริญ พวกท่านจงดูอัมพัฏฐมาณพนี้ เรียนยังไม่จบ มิได้สำเร็จการศึกษา ยังเป็นคนเล่าเรียนน้อยอยู่ แต่มีมานะว่าเราเรียนจบแล้วคือสำคัญตนว่าเราเรียนจบแล้ว สำเร็จการศึกษาแล้ว เป็นผู้คงแก่เรียน ก็เหตุในการที่อัมพัฏฐะนั่นทักทายด้วยคำหยาบอย่างนี้ จะมีอะไรอื่นไปจากที่ตนมิได้สำเร็จการศึกษามาจริงเพราะฉะนั้น บุคคลทั้งหลายที่ไม่ได้รู้เอง ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน ได้ฟังมาน้อยในตระกูลของอาจารย์เท่านั้น จึงมักกล่าวอย่างนี้.
บทว่า กุปิโต แปลว่า โกรธแล้ว. บทว่า อนตฺตมโน แปลว่า มีใจมิใช่ของตน (เสียใจ).
มีคำถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าเขาโกรธหรือไม่ทรงทราบหนอ จึงได้ตรัสอย่างนั้น.
ตอบว่า ทรงทราบ.
เพราะเหตุไร ทรงทราบแล้วจึงตรัส.
เพื่อต้องการจะถอนเสียซึ่งมานะ.
ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทราบแล้วว่า มาณพนี้เมื่อเรากล่าวอย่างนี้ จักโกรธ แล้วด่าพวกญาติของเราทีนั้นเราจักยกเอาโคตรกับโคตร ตระกูลและประเทศกับตระกูลและประเทศขึ้นพูด ตัดธงคือมานะที่เขายกขึ้นแล้วของเขาราวกะว่าเทียบได้กับภวัคคพรหม ตรงที่โคนรากแล้วทำให้เหือดหายไป เปรียบดังหมอผู้ฉลาดชำระล้างสิ่งที่เป็นโทษ แล้วนำออกทิ้งไปเสียฉะนั้น.
บทว่า ด่าว่า คือ กล่าวเสียดสี. บทว่า เพิดเพ้ย คือ เหยียดหยาม.
บทว่า ปาปิโต ภวิสฺสติ คือ จักเป็นผู้ให้ถึงโทษมีความเป็นผู้ดุร้ายเป็นต้น.
บทว่า ดุร้าย คือ ประกอบด้วยความโกรธที่อาศัยมานะเกิดขึ้น.
บทว่า หยาบคาย คือ กล้าแข็ง.
บทว่า ผลุนผลัน คือ ใจเบา. พวกเขาย่อมยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง กับสิ่งเล็กน้อย คือเลื่อนลอยไปตามอารมณ์ เรื่องเล็กน้อยเหมือนกะโหลกน้ำเต้าล่องลอยไปบนหลังน้ำฉะนั้น.
บทว่า ปากมาก คือมักชอบพูดมาก ท่านกล่าวโดยมีประสงค์ว่า สำหรับพวกศากยะ เมื่ออ้าปากแล้ว คนอื่นก็ไม่มีโอกาสที่จะพูดเลย.
คำว่า สมานา นี้เป็นไวพจน์ของบทแรกคือ สนฺตา (แปลว่า เป็น).
บทว่า ไม่สักการะ คือไม่กระทำด้วยอาการที่ดีแก่พวกพราหมณ์.
บทว่า ไม่เคารพ คือ ไม่กระทำความเคารพในเหล่าพราหมณ์. บทว่า ไม่นับถือ คือ ไม่รักใคร่ด้วยใจ. บทว่า ไม่บูชา คือ ไม่กระทำการบูชาแก่พวกพราหมณ์ด้วยพวงดอกไม้เป็นต้น.
บทว่า ไม่ยำเกรง คือ ไม่แสดงการกระทำความนอบน้อม คือความประพฤติถ่อมตนด้วยการกราบไหว้เป็นต้น.
บทว่า ตยิทํ ตัดบทเป็น ตํ อิทํ (แปลว่า นี้นั้น).
บทว่า ยทิเม สากฺยา มีใจความว่า พวกศากยะเหล่านี้ไม่สักการะพวกพราหมณ์ ฯลฯ ไม่ยำเกรงพวกพราหมณ์ การไม่กระทำสักการะเป็นต้น ของพวกศากยะเหล่านั้นทุกอย่าง ไม่สมควรคือไม่เหมาะสมเลย.
บทว่า กระทำผิด คือ ประทุษร้าย.
คำว่า อิท ในคำว่า เอกมิทาหํ นี้ เป็นเพียงนิบาต. ความว่า สมัยหนึ่งข้าพระองค์.
บทว่า สัณฐาคาร คือศาลาเป็นที่พร่ำสอนความเป็นพระราชา. บทว่า พระเจ้าศากยะทั้งหลาย คือพระราชาผู้ที่ได้รับอภิเษกแล้ว. บทว่า ศากยกุมาร คือผู้ที่ยังมิได้รับอภิเษก. บทว่า บนอาสนะที่สูง คือบนอาสนะหลายประเภท มีบัลลังก์ ตั่ง ที่นั่งทำด้วยหวาย แผ่นกระดาน และเครื่องปูลาดที่สวยงามเป็นต้น ตามความเหมาะสม. บทว่า หัวร่อต่อกระซิกกันอยู่ คือหัวเราะเสียงดังด้วยอำนาจเย้ยหยัน. บทว่า เล่นหัวกันอยู่ คือกระทำอาการมีการกระทำเพียงยิ้มแย้ม การกรีดนิ้วมือ และการให้การตบมือเป็นต้น.
บทว่า มมญฺเญว มญฺเญ ความว่า ข้าพระองค์สำคัญอย่างนี้ว่า พวกศากยะทั้งหลายหัวเราะเยาะข้าพระองค์คนเดียว หาใช่หัวเราะเยาะคนอื่นไม่.
ถามว่า ก็พวกศากยะเหล่านั้นได้กระทำอย่างนั้น เพราะเหตุไร.
ตอบว่า นัยว่า พวกศากยะเหล่านั้นรู้จักวงศ์ตระกูลของอัมพัฏฐะ.
และในเวลานั้น อัมพัฏฐะนี้เอามือข้างหนึ่งจับชายผ้าสาฎกที่เขานุ่งลอยชายลงมาจนจดปลายเท้า น้อมกระดูกคอลง เดินมาเหมือนคนที่เมาด้วยความเมา คือมานะ. ทีนั้น พวกศากยะทั้งหลายจึงกล่าวว่า แน่ะผู้เจริญ พวกท่านจงดูเหตุแห่งการมาของอัมพัฏฐะผู้กัณหายนโคตรซึ่งเป็นทาสของพวกเรา จึงได้กระทำเช่นนั้น. แม้เขาก็รู้วงศ์สกุลของตน. เพราะฉะนั้น เขาจึงกราบทูลว่า ชะรอยว่า พวกศากยะเหล่านั้นหัวเราะเยาะข้าพระองค์โดยแท้.
บทว่า ด้วยที่นั่ง ความว่า ไม่มีการเชื้อเชิญให้นั่งอย่างนี้ว่า นี่อาสนะ ท่านจงนั่งบนอาสนะนี้ ดังนี้เลย. ใครๆ เขาก็ไม่ทำกันเช่นนั้น
บทว่า นางนกมูลไถ ได้แก่นางนกตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ตามซอกระหว่างก้อนดินในนา. บทว่า ในรัง คือในที่เป็นที่อยู่อาศัย. บทว่า ชอบพูดพร่ำพรอดกัน คือมักจะกล่าวตามที่ตนปรารถนา คือตนต้องการสิ่งใดๆ ก็กล่าวสิ่งนั้นๆ ออกมา หงส์ก็ดี นกกระเรียนก็ดี นกยูงก็ดีมาแล้ว ก็มิได้ห้ามเขาว่า เจ้าพร่ำพรอดไปทำไม. บทว่า ที่จะขัดเคือง คือที่จะข้องขัดด้วยอำนาจแห่งความโกรธ.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว มาณพเข้าใจว่า พระสมณโคดมนี้กระทำพระญาติของพระองค์ให้เป็นเช่นกับนางนกมูลไถ กระทำพวกเราให้เสมอกับหงส์ นกกระเรียนและนกยูง คราวนี้คงจะหมดมานะแล้ว จึงแสดงวรรณะ ๔ ยิ่งขึ้นไปอีก.
ทาสีปุตฺตวาทวณฺณนา
บทว่า ย่ำยี คือ เหยียบย่ำ ได้แก่กระทำให้หมดความนับถือ.
บทว่า ไฉนหนอ เรา คือ ก็ถ้ากระไร เรา.
นัยว่า คำว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นกัณหายนโคตร อัมพัฏฐะได้กล่าวออกมาด้วยเสียงอันดังถึง ๓ ครั้ง.
ถามว่า เขากล่าวขึ้นเพราะเหตุไร เขาไม่รู้หรือว่าเป็นโคตรที่ไม่บริสุทธิ์.
ตอบว่า เขารู้แน่ แต่ถึงจะรู้ก็สำคัญเอาว่า เหตุนี้ ภพปกปิดไว้ เหตุนั้น พระสมณโคดมนี้ก็ไม่ทรงเห็น พระมหาสมณะเมื่อไม่ทรงเห็นอยู่ จักตรัสอะไรเล่า จึงได้กล่าวขึ้น เพราะความที่ตนเป็นผู้กระด้างด้วยมานะ.
บทว่า มาตาเปตฺติกํ แปลว่า เป็นสมบัติตกทอดมาของมารดาบิดา. บทว่า ชื่อและโคตร คือ ชื่อด้วยอำนาจแห่งบัญญัติ โคตรด้วยอำนาจแห่งประเพณี. บทว่า รำลึกถึงอยู่ คือ นึกถึงอยู่ ได้แก่สืบสาวไปจนถึงที่สุดของตระกูล. บทว่า พระลูกเจ้า คือ เจ้านาย. บทว่า ลูกของทาสี คือ เป็นลูกของนางทาสีในเรือน (หญิงรับใช้).
เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า นายอันคนใช้จะพึงเข้าไปหาโดยประการใด พวกศากยะเห็นท่านไม่เข้าไปหาโดยประการนั้นจึงกล่าวเย้ยหยันให้.
เบื้องหน้าแต่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศความที่อัมพัฏฐะนั้นเป็นทาสและความที่พวกศากยะเป็นเจ้านายแล้ว เมื่อจะทรงนำวงศ์สกุลของพระองค์และของอัมพัฏฐะมา จึงตรัสพระดำรัสว่า สกฺยา โข ปน เป็นต้น.
ในคำเหล่านั้น คำว่า ทหนฺติ แปลว่า ตั้งไว้.
ใจความว่า พวกศากยะพูดกันว่า พระเจ้าโอกกากราชเป็นบรรพบุรุษของเรา.
ได้สดับมาว่า ในเวลาที่พระราชานั้นตรัส รัศมีจะพุ่งออกมาจากพระโอฐเหมือนคบเพลิง เพราะฉะนั้น ชนทั้งหลายจึงถวายพระนามพระองค์ว่า โอกกากะ.
บทว่า ให้ออกไปแล้ว คือ นำไปแล้ว.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงพวกศากยะเหล่านั้น ด้วยอำนาจแห่งชื่อ จึงตรัสพระดำรัสมีว่า โอกฺกามุขํ เป็นต้น. ในเรื่องนั้นมีคำที่จะกล่าวตามลำดับ ดังต่อไปนี้.
ดังได้สดับมา พระราชโอรสของพระเจ้ามหาสมมติราชแห่งกัปที่เป็นปฐมกัป ทรงพระนามว่า โรชะ พระราชโอรสของพระเจ้าโรชะ ทรงพระนามว่าวโรชะ. ของพระเจ้าวโรชะ ทรงพระนามว่า กัลยาณะ. ของพระเจ้ากัลยาณะ ทรงพระนามว่า วรกัลยาณะ. ของพระเจ้าวรกัลยาณะ ทรงพระนามว่า มันธาตุ. ของพระเจ้ามันธาตุ ทรงพระนามว่า วรมันธาตุ. ของพระเจ้าวรมันธาตุ ทรงพระนามว่า อุโบสถ. ของพระเจ้าอุโบสถ ทรงพระนามว่า วระ. ของพระเจ้าวระ ทรงพระนามว่า อุปวาระ. ของพระเจ้าอุปวะ ทรงพระนามว่า มฆเทวะ. ของพระเจ้าฆฆเทวะ โดยสืบตามลำดับมาเป็นกษัตริย์ ๘๔,๐๐๐ พระองค์.
หลังจากกษัตริย์เหล่านั้นได้มีวงศ์สกุลของพระเจ้าโอกกากะ ๓ สกุล.
ใน ๓ สกุลนั้น พระเจ้าโอกากราชที่ ๓ ทรงมีพระมเหสี ๕ พระองค์ คือทรงพระนามว่า หัตถา จิตตา ชันตุ ชาลินี และวิสาขา. สำหรับพระมเหสีแต่ละพระองค์มีสตรีองค์ละ ๕๐๐ เป็นบริวาร. พระมเหสีองค์ใหญ่ที่สุดมีพระราชโอรส ๔ พระองค์ คือทรงพระนามว่า โอกกามุขะ กรกัณฑุ หัตถินิกะ สินิปุระ. มีพระราชธิดา ๕ พระองค์ คือทรงพระนามว่า ปิยา สุปปิยา อานันทา วิชิตา วิชิตเสนา. พระองค์ประสูติพระราชบุตรและพระราชธิดา ๙ พระองค์แล้วก็สวรรคต ด้วยประการฉะนี้.
ต่อมาพระราชาได้ทรงนำพระราชธิดาองค์อื่นที่ยังสาวสวยมาอภิเษกไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี. พระนางประสูติพระราชโอรสทรงพระนามว่า ชันตุ. ทีนั้นในวันที่ ๕ พระนางจึงประดับประดาพระโอรสนั้นแล้ว ทูลแสดงแด่พระราชา. พระราชาทรงดีพระทัย ได้พระราชทานพรแก่พระนาง. พระนางทรงปรึกษากับพระญาติทั้งหลายแล้ว จึงทูลขอราชสมบัติให้แก่พระราชโอรส. พระราชาทรงตวาดว่า แน่ะหญิงถ่อย เจ้าจงฉิบหายเสีย เจ้าปรารถนาอันตายให้แก่บุตรของเรา. พระนางพอลับตาคน ก็ทูลให้พระราชาทรงยินดีบ่อยๆ เข้าแล้ว ทูลคำเป็นต้นว่า ข้าแต่พระมหาราช ขึ้นชื่อว่าการตรัสคำเท็จหาสมควรไม่ แล้วก็ทูลขออยู่นั่นแหละ.
ลำดับนั้น พระราชาจึงทรงรับสั่งให้เรียกพระราชโอรสทั้งหลายมา ตรัสว่า แน่ะพ่อทั้งหลาย เราเห็นชันตุกุมารน้องคนเล็กของพวกเจ้า จึงให้พรแก่แม่ของเขาไปฉับพลันทันที นางก็อยากจะให้ลูกของเขาได้ราชสมบัติเว้นพวกเจ้า พวกเจ้าอยากได้ช้างมงคล ม้ามงคลและรถมงคล มีประมาณเท่าใด จงถือเอาช้างม้าและรถมีประมาณเท่านั้นไปเสีย แล้วพึงกลับมาครองราชสมบัติ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว จึงส่งออกไปพร้อมกับอำมาตย์ ๘ คน.
ราชโอรสเหล่านั้นร้องคร่ำครวญมีประการต่างๆ กราบทูลว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดยกโทษแก่พวกข้าพระองค์ด้วยเถิด แล้วก็ให้พระราชาและนางสนมกำนัลในของพระราชายกโทษให้แล้วกราบทูลว่า พวกข้าพระองค์จะไปพร้อมกับพระเจ้าพี่ด้วย แล้วจึงทูลลาพระราชาออกไป พาเอาพระพี่นางไป มีพวกเสนาทั้ง ๕ เหล่าห้อมล้อมออกไปจากพระนครแล้ว. พวกมนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมากต่างพากันคิดว่า พระราชกุมารทั้งหลายจักมาครองราชสมบัติ เมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้ว พวกเราจักไปรับใช้พระองค์ ต่างพากันติดตามไปด้วย.
ในวันแรก เหล่าเสนากินเนื้อที่ประมาณโยชน์หนึ่ง ในวันที่ ๒ ประมาณ ๒ โยชน์ ในวันที่ ๓ ประมาณ ๓ โยชน์. พวกราชกุมารต่างปรึกษากันว่า กองทัพนี้ใหญ่โต ถ้าพวกเราย่ำยีพระราชาในประเทศใกล้เคียงบางแห่งแล้ว ยึดเอาชนบท แม้พระราชานั้นก็คงไม่สามารถสู้ได้ จะมีประโยชน์อะไรกับการเบียดเบียนผู้อื่น ชมพูทวีปนี้ยังกว้างใหญ่ พวกเราจักพากันสร้างเมืองในป่า ว่าแล้วก็เสด็จดำเนินมุ่งพระพักตร์ไปยังป่าหิมพานต์ เสาะหาที่ที่จะตั้งเมือง.
ในสมัยนั้น พระโพธิสัตว์ของพวกเราบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ผู้มั่งคั่ง มีชื่อว่า กบิลพราหมณ์ ออกบวชเป็นฤาษี สร้างบรรณศาลาอาศัยอยู่ในแนวป่า มีต้นสากะ ใกล้ฝั่งสระโบกขรณี ที่ข้างป่าหิมพานต์.
นัยว่า พราหมณ์นั้นรู้วิชาชื่อ ภุมมบาล ที่เป็นเครื่องมือให้คนมองเห็นคุณและโทษในเบื้องบนในอากาศมีประมาณ ๘๐ ศอก และเบื้องล่างแม้ในแผ่นดิน. ในที่แห่งหนึ่ง มีกอหญ้า และเถาวัลย์เกิดเป็นทักษิณาวรรต(เวียนขวา) บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก. ราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น วิ่งไล่ตามเนื้อและสุกรมาก็ดี งูและแมววิ่งไล่ตามกบและหนูมาก็ดี มาถึงที่นั้นแล้ว ไม่สามารถจะไล่ตามสัตว์เหล่านั้นต่อไปได้ จะถูกสัตว์เหล่านั้นขู่ให้กลัว ต้องหันกลับไปแน่นอนทีเดียว. พราหมณ์นั้นทราบว่านี้เป็นที่ที่เลิศในแผ่นดิน แล้วจึงสร้างบรรณศาลาของตนในที่นั้น.
ต่อมา พราหมณ์นั้นเห็นพระราชกุมารเหล่านั้นเสาะแสวงหาที่ที่จะตั้งเมือง เดินมาสู่ที่เป็นที่อยู่ของตน ถามทราบความเป็นไปนั้นแล้ว เกิดความเอ็นดูในพระราชกุมารเหล่านั้นจึงได้ทูลว่า เมืองที่สร้างขึ้นในที่ตั้งบรรณศาลานี้จักเป็นเมืองเลิศในชมพูทวีป ในบรรดาชายที่เกิดในเมือง แต่ละคนๆ จักสามารถเอาชนะคนตั้ง ๑๐๐ ก็ได้ ตั้ง ๑,๐๐๐ ก็ได้พวกพระองค์จงสร้างเมืองในที่นี้เถิด จงสร้างพระราชมณเฑียรของพระราชา ณ ที่ตั้งบรรณศาลาเถิด เพราะคนยืนในที่นี้ถึงจะเป็นลูกคนจัณฑาล ก็จะเป็นผู้ประเสริฐยิ่งด้วยกำลังของพระเจ้าจักรพรรดิ. พวกพระราชกุมารจึงเรียนว่า นี้เป็นที่อาศัยของพระผู้เป็นเจ้ามิใช่หรือ ขอรับ. พวกท่านไม่ต้องคิดว่า เป็นที่อยู่อาศัยของเรา จงสร้างเมืองกันให้บรรณศาลาของเราไว้ข้างหนึ่ง แล้วตั้งชื่อว่า กบิลพัสดุ์.
พวกราชกุมารเหล่านั้นกระทำเช่นนั้นแล้ว พากันอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น.
อำมาตย์ทั้ง ๘ คนคิดว่า พระราชโอรสเหล่านี้เจริญวัยแล้ว ถ้าพระราชบิดาของพวกเขาพึงอยู่ในที่ใกล้ พระองค์พึงทรงกระทำอาวาหวิวาหมงคลให้แต่บัดนี้เป็นภาระของพวกเราแล้ว พวกเรายังมองไม่เห็นธิดากษัตริย์เช่นกับพวกเรา ทั้งก็ยังมองไม่เห็นกุมารกษัตริย์เช่นกับพระพี่น้องนาง ลูกของพวกเราที่เกิดขึ้นเพราะอยู่ร่วมกับผู้ที่ไม่เสมอกันจัดว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ทางฝ่ายมารดาหรือทางฝ่ายบิดา จักถึงความแตกต่างกันแห่งชาติ เพราะฉะนั้น พวกเราจึงพอใจการอยู่ร่วมกับพระพี่น้องนางเท่านั้น เพราะกลัวความแตกต่างกันแห่งชาติจึงตั้งพระเชฏฐภคินีไว้ในตำแหน่งเป็นพระมารดา ต่างก็สำเร็จการอยู่ร่วมกันกับพระพี่น้องนางที่เหลือ.
เมื่อพระราชโอรสเหล่านั้นเจริญด้วยบุตรและธิดา แต่ในสมัยต่อมา พระเชฏฐภคินีเกิดเป็นโรคเรื้อน. เนื้อตัวเป็นเหมือนกับดอกทองกวาว. พระราชกุมารทั้งหลายคิดว่า เมื่อพวกเรากระทำการนั่งการนอนและการบริโภคเป็นต้น รวมกันกับพระเชฏฐภคินีนี้ โรคนี้ก็จะติดต่อกันได้. วันหนึ่งจึงทำเป็นประหนึ่งว่า เดินไปเล่นกีฬาในสวน ให้พระเชฏฐภคินีนั้นขึ้นนั่งบนยานแล้วเข้าไปยังป่า รับสั่งให้ขุดสระโบกขรณีในพื้นดินโดยสังเขปว่าเป็นเรือน ให้พระนางเข้าไปในที่นั้น พร้อมกับของเคี้ยวและของบริโภค มุงข้างบนใส่ดินร่วนลงไป แล้วพากันกลับไป.
ในสมัยนั้น พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงพระนามว่ารามะ ทรงเป็นโรคเรื้อน พวกนางสนมกำนัลในและพวกนักแสดงละคร ต่างพากันรังเกียจ เพราะความสังเวชใจนั้น จึงทรงมอบราชสมบัติให้แก่พระราชโอรสองค์ใหญ่เสด็จเข้าป่า ทรงเสวยรากไม้ในป่าในที่นั้น ต่อเวลาไม่นานนักก็หายพระโรค มีผิวพรรณประดุจทองคำเสด็จเที่ยวไปทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้าง ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้มีโพรงใหญ่ ทรงถากถางที่ว่างมีประมาณ ๑๖ ศอก ในสวนด้านในแห่งต้นไม้นั้น ติดประตูและหน้าต่าง ผูกบันไดไว้ ประทับอยู่ ณ ที่นั้น.
พระองค์ทรงก่อไฟไว้ในกะโหลกรองรับถ่านตอนกลางคืน ทรงสดับเสียงร้องของเหล่าสัตว์มีเนื้อและสุกรเป็นต้น บรรทมหลับไป. พระองค์ทรงสังเกตว่า ในที่โน้นราชสีห์ร้อง ในที่โน้นเสือโคร่งร้อง พอสว่างก็เสด็จไปที่นั้น ทรงเก็บเอาเนื้อที่เหลือเดนมาเผาเสวย.
ต่อมาวันหนึ่ง ในตอนใกล้รุ่ง เมื่อพระองค์ทรงก่อไฟให้ลุกขึ้นแล้วประทับนั่งอยู่ เสือโคร่งเดินมาเพราะได้กลิ่นของพระราชธิดา จึงคุ้ยดินกระจัดกระจายในที่นั้น ทำเป็นช่องว่างไว้ที่ซอกเขา. พระนางทอดพระเนตรเห็นเสือโคร่งทางช่องนั้น ทรงกลัวจึงส่งเสียงดังลั่น. พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงสดับเสียงนั้น ทรงสังเกตได้ว่า นี้เป็นเสียงสตรี จึงเสด็จไป ณ ที่นั้นแต่เช้าทีเดียว ตรัสถามว่า ใครอยู่ในที่นี้.
พระนางตอบว่า ผู้หญิง นาย. เธอมีชาติเป็นอะไร. ฉันเป็นธิดาของพระเจ้าโอกกากมหาราช. เธอจงออกมาเถิด. ไม่สามารถออกไปได้ นาย. เพราะเหตุไร. ฉันเป็นโรคผิวหนัง. พระเจ้ากรุงพาราณสีตรัสถามความเป็นมาทุกประการแล้ว ให้พระนางผู้ไม่ยอมออกมาเพราะขัตติยมานะ ทรงทราบความเป็นกษัตริย์ของตนว่า แม้เราก็เป็นกษัตริย์ จึงทรงพาดบันไดลงไป ทรงฉุดขึ้นมาพาไปยังที่ประทับของพระองค์ พระราชทานยาที่พระองค์ทรงเสวยเองนั่นแหละ ต่อมาไม่นานนัก ทรงกระทำให้พระนางหายพระโรค มีผิวพรรณประดุจทองคำได้ จึงทรงอยู่ร่วมกับพระนาง. เพราะการอยู่ร่วมครั้งแรกนั่นเอง พระนางก็ทรงครรภ์ ประสูติพระราชโอรส ๒ พระองค์แล้วก็ประสูติอีกถึง ๑๖ ครั้ง อย่างนี้ คือครั้งละสองๆ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีพี่น้องถึง ๓๒ พระองค์. พระราชบิดาก็ทรงให้พระราชโอรสเหล่านั้นซึ่งเจริญวัยแล้ว ได้ทรงศึกษาศิลปศาสตร์ทุกชนิด.
ต่อมาวันหนึ่ง พรานไพรผู้อยู่ในเมืองของพระเจ้ารามะคนหนึ่ง เที่ยวแสวงหาแก้วอยู่ที่ภูเขา เห็นพระราชาแล้วจำได้ จึงกราบทูลว่าข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระพุทธเจ้าจำพระองค์ได้. ทีนั้น พระราชาจึงตรัสถามความเป็นไปทุกประการ. และในขณะนั้นนั่นเอง พวกเด็กทั้งหลายเหล่านั้นก็พากันมา. พรานไพรเห็นพวกเขาแล้ว ทูลถามว่า เด็กเหล่านี้เป็นใคร. เมื่อพระราชาตรัสว่า ลูกของเราเอง เขาจึงทูลถามถึงวงศ์สกุลทางฝ่ายมารดาของเด็กเหล่านั้น คิดว่าบัดนี้เราได้รางวัลแล้ว จึงไปยังเมือง กราบทูลแด่พระราชา.
พระราชาทรงดำริว่า เราจักทูลเชิญเสด็จพระราชบิดามา จึงเสด็จไป ณ ที่นั้น พร้อมกับเสนา ๔ เหล่า ถวายบังคมพระราชบิดา แล้วทูลว่า ขอพระองค์จงทรงรับราชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า.
พระเจ้ากรุงพาราณสีตรัสว่า อย่าเลยพ่อเอ๋ย เราจะไม่ไป ณ ที่นั้น เธอจงถากถางต้นไม้นี้ออก แล้วสร้างเมืองให้แก่เรา ณ ที่นี้นี่แหละ. พระราชาทรงกระทำตามรับสั่งแล้ว ตั้งชื่อให้ ๒ ชื่อ คือ ชื่อว่า โกลนคร เพราะเหตุที่ถากถางต้นกระเบาออกแล้วสร้างเมืองนั้นขึ้น ๑ ชื่อว่า พยัคฆบถ เพราะสร้างขึ้นที่ทางเดินของเสือโคร่ง ๑. เสร็จแล้วถวายบังคมพระราชบิดา ได้เสด็จกลับพระนคร.
ต่อมาพระราชมารดาได้ตรัสกะกุมารผู้เจริญวัยแล้วว่า นี่แน่ะลูกๆ ทั้งหลาย ศากยะผู้อยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์ผู้เป็นพระเจ้าลุงของพวกท่านมีอยู่ก็พวกธิดาของพระเจ้าลุงของพวกท่าน มีการจับผมเห็นปานฉะนี้ มีการจับผ้าเห็นปานฉะนี้ แน่ะลูกทั้งหลาย เมื่อใดพวกเขามาท่าอาบน้ำ เมื่อนั้นท่านจงไปจับธิดาผู้ที่ตนชอบไว้. พวกเขาก็พากันไปในที่นั้น เมื่อพระราชธิดาพากันมาอาบน้ำ กำลังผึ่งศีรษะให้แห้งอยู่ จึงจับราชธิดาผู้ที่ตนปรารถนาประกาศชื่อให้ทราบแล้วมา. พระเจ้าศากยะทั้งหลายทรงสดับแล้ว ตรัสว่า แน่ะพนาย ช่างเขาเถิด พวกญาติๆ ของเราเอง แล้วก็ทรงเฉยเสีย.
นี้เป็นเรื่องเกิดขึ้นของศากยวงศ์และโกลิยวงศ์.
เมื่อศากยวงศ์และโกลิยวงศ์เหล่านั้นทำการอาวาหมงคลและวิวาหมงคลซึ่งกันและกัน วงส์สกุลสืบต่อกันมาไม่ขาดสายเลย ตราบเท่าถึงพุทธกาล. ในเรื่องนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงศากยวงศ์ จึงตรัสพระดำรัสว่า ศากยะเหล่านั้นออกไปจากแว่นแคว้นไปอาศัยอยู่ที่ฝั่งแห่งพระโบกขรณี ข้างหิมวันตประเทศ ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมนฺติ แปลว่า อาศัยอยู่.
บทว่า สากฺยา วต โภ มีใจความว่า พวกศากยะแม้จะออกไปอยู่ในป่า ไม่ทำลายเชื้อชาติ เป็นผู้สามารถ คือมีกำลังแก่กล้าที่จะรักษาวงศ์สกุลไว้ได้.
บทว่า ตั้งแต่นั้นมา คือนับวันนั้นเป็นต้นมา ได้แก่จำเดิมแต่นั้นมา.
บทว่า โส จ เนสํ ปุพฺพปุริโส ใจความว่า พระราชาทรงพระนามว่าโอกกากะนั้น เป็นบรรพบุรุษของพระราชกุมารเหล่านั้น แม้แต่เพียงการแตกต่างแห่งเชื้อชาติด้วยอำนาจเป็นคหบดีของศากยะเหล่านั้น ก็มิได้มี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศศากยวงศ์ให้ทราบอย่างนี้แล้ว ต่อนี้ไปเมื่อจะทรงประกาศอัมพัฏฐวงศ์ จึงตรัสพระดำรัสมีว่า รญฺโญ โข ปน เป็นต้น.
บทว่า นางทาสีคลอดลูก ชื่อว่ากัณหะ คือคลอดลูกมีผิวดำ มีฟันเกิดขึ้น มีผมหนวดและเครางอกขึ้นตั้งแต่อยู่ในท้องทีเดียว.
บทว่า ปพฺยาหาสิ ความว่า เมื่อพวกมนุษย์ในเรือนทั้งหลาย ต่างพากันหนีไป เพราะกลัวว่า ยักษ์เกิดแล้ว ปิดประตูแล้วยืนอยู่ นายกัณหะก็เดินไปข้างโน้นและข้างนี้ พลางพูดร้องเสียงดังลั่นว่า พวกท่านจงช่วยชำระล้างเรา ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า พวกมาณพเหล่านั้น ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้า คือได้กราบทูลคำนี้ว่า มา ภวํ เป็นต้น ก็เพื่อจะปลดเปลื้องคำตำหนิของตน.
นัยว่า พวกมาณพเหล่านั้นได้มีความยินดีอย่างนี้ว่า อัมพัฏฐะนี้เป็นศิษย์คนโตของอาจารย์ของพวกเรา ถ้าพวกเราจะไม่พูดบ้างสักคำสองคำในฐานะเห็นปานฉะนี้ อัมพัฏฐะนี้จักทำลายพวกเราในสำนักอาจารย์ของพวกเรา พวกเขาจึงได้กล่าวอย่างนี้ เพื่อจะปลดเปลื้องคำตำหนิ แต่พวกเขาก็ยังหวังด้วยคิดว่า อัมพัฏฐะนี้จะปราศจากความมัวเมา.
นัยว่า อัมพัฏฐะนี้ก็ไม่เป็นที่รักแม้ของพวกมาณพเหล่านั้นนัก เพราะเขาเป็นคนเจ้ามานะ.
บทว่า เป็นผู้พูดแต่คำดีงาม คือมีคำพูดอ่อนหวาน.
บทว่า ในถ้อยคำนั้น คือในถ้อยคำเกี่ยวกับเวท ๓ ที่ตนเรียกมาแล้ว.
บทว่า เพื่อจะโต้ตอบ ความว่า เพื่อจะกล่าวตอบโต้ คือกล่าวแก้ปัญหาที่ถามแล้ว. อีกนัยหนึ่งว่า เพื่อจะโต้ตอบ คือเพื่อจะกล่าวให้เหนือกว่า ในคำพูดว่า เป็นบุตรของทาสี นั้น.
บทว่า ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า มีใจความว่า ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า ถ้าพวกมาณพผู้นั่งในที่นี้เหล่านี้จักส่งเสียงดังขึ้นทำนองนี้ ก็จะพูดกันไม่จบลงได้ เอาเถอะ เราจะทำให้เขาเงียบเสียงแล้วพูดกับอัมพัฏฐะเท่านั้น จึงได้ตรัสพระดำรัสนี้กะพวกมาณพเหล่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนฺตโวฺห แปลว่า พวกท่านจงปรึกษา.
บทว่า มยา สทฺธึ มนฺเตตุ คือ จงกล่าวกับเรา.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว มาณพทั้งหลายจึงคิดว่า อัมพัฏฐมาณพผู้ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นบุตรของนางทาสี ถึงเพียงนั้น ไม่สามารถที่จะเงยศีรษะขึ้นได้. ก็ขึ้นชื่อว่า เชื้อชาตินี้แล รู้กันได้ยาก ถ้าพระสมณโคดมจะกล่าวคำไรๆ แม้กะผู้อื่นว่า ท่านเป็นทาส ใครจักก่อคดีกับพระสมณโคดมนั้น อัมพัฏฐะจงแก้ข้อที่ตนผูกเข้าด้วยตนเองเถิด ดังนี้.
เมื่อจะปลดเปลื้องตนออกแล้ว โยนไปเหนืออัมพัฏฐะคนเดียว จึงกล่าวคำมีว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐะเกิดดีแล้ว เป็นต้น.
บทว่า ประกอบด้วยธรรม ได้แก่ เป็นไปกับเหตุ คือมีเค้ามูล.
บทว่า แม้จะไม่พอใจก็ต้องพยากรณ์ ความว่า ตนแม้ไม่ปรารถนาก็ต้องพยากรณ์ คือจะต้องวิสัชนาโดยแน่แท้.
บทว่า อญฺเญน วา อญฺญํ ปฏิจริสฺสสิ ใจความว่า ท่านจักเอาอีกคำหนึ่งมากลบเกลื่อนอีกคำหนึ่ง คือจักทับถม ได้แก่จักปกปิด. ก็ผู้ใดอันเขาถามแล้วอย่างนี้ว่า ท่านมีโคตรอะไร แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้ารู้เวททั้ง ๓ เป็นต้น ผู้นี้ชื่อว่าเอาคำอื่นมากลบเกลื่อนอีกคำหนึ่ง.
บทว่า ปกฺกมิสฺสสิ วา ความว่า ท่านทั้งที่รู้อยู่ซึ่งปัญหาที่เขาถามแล้ว กลับลุกจากอาสนะไปเสีย เพราะไม่อยากจะตอบหรือ.
บทว่า อัมพัฏฐะได้นิ่งเสีย ความว่า อัมพัฏฐะคิดว่า พระสมณโคดมมีพระประสงค์จะให้เราทูลว่า เป็นลูกนางทาสีเองทีเดียว และเมื่อเราทูลเสียเอง ชื่อว่าทาสย่อมเกิดขึ้นแน่นอน แต่พระสมณโคดมนี้ทักท้วงเพียง ๒-๓ ครั้งแล้วก็จักทรงดุษณีภาพ. ทีนั้น เราก็จักหลบหนีหลีกไปดังนี้แล้ว จึงนิ่งเสีย.
สายฟ้ามีอยู่ที่ฝ่ามือของยักษ์นั้น เหตุนั้น ยักษ์นั้นจึงชื่อว่า วชิรปาณี.
บทว่า ยักษ์ พึงทราบว่า มิใช่ยักษ์ธรรมดา แต่เป็นท้าวสักกเทวราช. บทว่า เป็นของร้อน คือ มีสีเป็นไฟ. บทว่า สมฺปชฺชลิตํ แปลว่า ลุกโพลงไปทั่ว. บทว่า สํโชติภูตํ แปลว่า มีแสงสว่างโดยรอบ. ความว่า มีเปลวไฟเป็นอันเดียวกัน. บทว่า ยืนอยู่ ความว่า ยักษ์นั้นเนรมิตรูปร่างแปลกประหลาดอย่างนี้ คือศีรษะใหญ่ เขี้ยวเหมือนกับหัวผักกาดสด นัยน์ตาและจมูกเป็นต้น ดูน่ากลัว ยืนอยู่.
ถามว่า ก็ยักษ์นี้มาเพราะเหตุไร.
ตอบว่า มาเพื่อจะให้อัมพัฏฐะละทิ้งทิฏฐิเสีย.
อีกประการหนึ่ง ยักษ์นี้มาด้วยคิดว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถึงความเป็นผู้ขวนขวายน้อย ในการทรงแสดงพระธรรมเทศนาอย่างนี้ว่าก็เรานี่แหละถึงแสดงธรรมได้ แต่คนอื่นเขาหารู้ทั่วถึงธรรมของเราไม่. ท้าวสักกะพร้อมกับท้าวมหาพรหมจึงเสด็จมา ได้ทรงกระทำปฏิญญาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงทรงแสดงธรรมเถิด พวกที่ไม่เป็นไปในอำนาจปกครองของพระองค์พวกข้าพระองค์จักให้เป็นไปเอง ธรรมจักรจงเป็นของพระองค์ อาณาจักรจงเป็นของพวกข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น วันนี้ เราจักขู่ให้อัมพัฏฐะสะดุ้งกลัว แล้วให้เฉลยปัญหาให้ได้.
____________________________
วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๗
บทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็น และอัมพัฏฐะก็เห็น มีใจความว่า ก็ถ้ายักษ์นั้นแม้คนอื่นก็เห็น เหตุนั้นก็จะดูไม่สำคัญชนทั้งหลายพึงกล่าวว่า พระสมณโคดมนี้ทรงทราบว่าอัฏพัฏฐะไม่ยอมอยู่ในพระดำรัสของพระองค์ จึงนำยักษ์มาแสดงทีนั้น อัมพัฏฐะจึงพูดขึ้น เพราะความกลัว เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นและอัมพัฏฐะก็เห็น.
อัมพัฏฐะพอเห็นยักษ์นั้นเท่านั้น เหงื่อก็ไหลออกทั่วตัว. ภายในท้องก็ปั่นป่วนดังลั่น. เขาจึงคิดว่า แม้คนอื่นเล่าเขาเห็นไหมหนอ พลางมองดูรอบๆ ก็มิได้เห็นใครๆ แม้จะมีเพียงขนลุก. ลำดับนั้น เขาจึงคิดว่า ภัยนี้เกิดขึ้นเฉพาะแก่เรา ถ้าเราจะพูดว่ายักษ์ ชนทั้งหลายพึงกล่าวว่า ตาของท่านนั่นแหละมีอยู่มิใช่หรือ ท่านคนเดียวเท่านั้นเห็นยักษ์อัมพัฏฐะ ทีแรกไม่เห็นยักษ์ แต่ถูกพระสมณโคดมทรงบีบคั้นด้วยวาทะ จึงเห็นยักษ์ สำคัญอยู่ว่า บัดนี้ ในที่นี้ที่พึ่งอย่างอื่นของเราไม่มี นอกจากพระสมณโคดมเท่านั้น.
ลำดับนั้นแล อัมพัฏฐมาณพ ฯลฯ ได้กล่าวคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้า.
บทว่า ตาณํ คเวสี แปลว่า แสวงหาที่ต้านทาน.
บทว่า เลณํ คเวสี แปลว่า แสวงหาที่เร้น.
บทว่า สรณํ คเวสี แปลว่า แสวงหาที่พึ่ง.
ก็ในคำเหล่านี้ ที่ชื่อว่าที่ต้านทาน เพราะย่อมต้านทานไว้ คือรักษาไว้. ที่ชื่อว่าที่เร้น เพราะชนทั้งหลายย่อมหลีกเร้นอยู่ในที่นี้. ที่ชื่อว่าที่พึ่ง เพราะย่อมป้องกันไว้ ความว่า ย่อมเบียดเบียนคือกำจัดเสียได้ซึ่งภัย.
บทว่า เข้าไปนั่งใกล้ คือ เข้าไปนั่งบนที่นั่งเบื้องล่าง.
บทว่า พฺรูตุ แปลว่า จงกล่าว.
บทว่า ชนบททางทิศใต้ คือ ชนบททางทิศใต้แห่งแม่น้ำคงคาที่ปรากฏชื่อทักษิณบถ.
ได้ยินว่า ในกาลนั้น ในประเทศทางทิศใต้ของอินเดียมีพราหมณ์และดาบสอยู่มาก. กัณหะไป ณ ที่นั้น ทำให้ดาบสตนหนึ่งยินดีด้วยวัตรปฏิบัติ. ดาบสนั้นเห็นอุปการะของเขาจึงกล่าวว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ เราจะให้มนต์แก่ท่าน ท่านปรารถนามนต์ใด จงเรียนมนต์นั้นเถิด. เขาจึงกล่าวว่า ข้าแต่อาจารย์ กิจด้วยมนต์อย่างอื่นของผมไม่มี อาวุธทำร้ายไม่ได้ด้วยอานุภาพของมนต์ใด ขอท่านจงให้มนต์นั้นแก่ผมเถิด. ดาบสนั้นกล่าวว่า แน่ะผู้เจริญ ดีแล้ว จึงได้ให้วิชาที่ธนูยิงไม่เข้า ชื่อว่าอัมพัฏฐะ.
เขาเรียนเอาวิชานั้นแล้ว ทดลองในที่นั้นทีเดียว คิดว่า บัดนี้เราจักให้ความใฝ่ฝันของเราเต็มเสียที จึงถือเอาเพศเป็นฤาษี ไปยังสำนักของพระเจ้าโอกกากะ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กัณหะไปสู่ชนบททางทิศใต้ เรียนพรหมมนต์เข้าไปเฝ้าพระเจ้าโอกกากะ ดังนี้.
ในบทนี้ บทว่า พรหมมนต์ คือมนต์อันประเสริฐ เพราะเป็นมนต์สมบูรณ์ด้วยอานุภาพ. บทว่า โก เนวํเร มยฺหํ ทาสีปุตฺโต ความว่า นี่แน่ะเว้ย ใครหนอนี้เป็นลูกนางทาสี (มาขอลูกสาว) ของเราอย่างนี้.
____________________________
บาลีอัมพัฏฐสูตรเป็น เนวเร พระไตรปิฎกเล่ม ๙ หน้า ๑๒๕.
บทว่า พระเจ้าโอกกากราชนั้นไม่ทรงสามารถจะปล่อยลูกธนูไปได้ ความว่า พระราชานั้นขึ้นสายธนู เพราะพระองค์มีพระประสงค์จะฆ่าฤาษีนั้น แต่ไม่ทรงสามารถที่จะยิงออกไปทั้งไม่ทรงสามารถที่จะปลดออกได้ซึ่งลูกศรนั้น ทันใดนั้น พระองค์ก็มีพระเสโทไหลไปทั่วพระวรกาย ประทับยืนสั่นงันงกอยู่ด้วยความกลัว.
บทว่า อำมาตย์ทั้งหลาย คือ มหาอำมาตย์ทั้งหลาย.
บทว่า เหล่าชุมชน คือ มวลชนนอกจากนี้.
บทว่า เหล่าอำมาตย์ทั้งหลาย ได้กล่าวคำนี้ ความว่า พวกเขาคิดอยู่ว่า เมื่อพระราชาทรงพระนามว่าทัณฑกี ทรงประพฤติผิดในดาบสชื่อ กีสวัจฉะ แว่นแคว้นทั้งสิ้นพินาศด้วยฝนแห่งอาวุธ พระเจ้านาฬิเกระทรงประพฤติผิดในดาบส ๕๐๐ ตนและพระเจ้าอัชชุนะทรงประพฤติผิดในอังคีรสดาบส แทรกลงสู่แผ่นดิน เข้าไปสู่นรก เพราะความกลัวจึงได้กล่าวคำนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอความสวัสดีจงมีเป็นต้น. กัณหดาบสนิ่งอยู่นาน ต่อนั้นถูกเขาขอร้องโดยประการต่างๆ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า พระราชาของพวกท่าน ขึ้นสายธนูยิงฤาษีเช่นกับพวกเรา นับว่าทำกรรมหนักมาก แล้วจึงได้กล่าวคำนี้ว่า ความสวัสดีจักมีแด่พระราชา ดังนี้ ในภายหลัง.
บทว่า จักพังทลาย คือ จักแตกแยกออก.
กัณหดาบสนั้นคิดว่า เราจักให้ชนตกใจแล้ว จึงได้กล่าวเท็จว่า แผ่นดินจักแตกกระจายออก ราวกะกำแกลบ. ความจริงอานุภาพแห่งวิชาของกัณหดาบสนั้นมีเพียงหยุดยั้งลูกศรได้เท่านั้น ย่อมไม่เป็นไปอย่างอื่นไปได้.
ในคำทั้งหลายแม้อื่นจากนี้ ก็มีนัยทำนองเดียวกันนี้.
บทว่า ปลฺโลโม แปลว่า มีขนนอนราบแล้ว. ความว่า แม้แต่เพียงขนลุก ก็จักไม่มีแก่เขา. นัยว่า กัณหดาบสให้พระราชากระทำปฏิญาณแล้ว จึงได้กล่าวคำนี้ว่า ถ้าพระราชาจักพระราชทานเด็กหญิงนั้นแก่เราดังนี้.
บทว่า พระราชาให้ลูกธนูวางไว้ที่กุมารแล้ว ความว่า เมื่อดาบสนั้นร่ายมนต์ว่า ขอให้ลูกศรจงลงมา พระราชาก็ให้วางลงที่สะดือของกุมาร.
บทว่า ได้พระราชทานพระราชธิดาแล้ว คือทรงชำระล้างศีรษะกระทำมิให้เป็นทาส คือเป็นไทยแล้ว พระราชทานไป และทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอันยิ่งใหญ่.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงประกาศว่า อัมพัฏฐะเป็นญาติของศากยะทั้งหลายทางฝ่ายหนึ่ง จึงได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า มา โข ตุเมฺห มาณวกา เพื่อจะทรงให้เขาเบาใจ.
ลำดับนั้น อัมพัฏฐะเป็นประหนึ่งว่าถูกรดด้วยน้ำตั้ง ๑๐๐ หม้อ มีความกระวนกระวายอันระงับแล้ว เบาใจแล้ว คิดว่า พระสมณโคดมทรงดำริว่า จักให้เราบันเทิงใจ จึงทรงกระทำให้เราเป็นญาติทางฝ่ายหนึ่ง. นัยว่า เราเป็นกษัตริย์.
ขตฺติยเสฏฺฐภาววณฺณนา
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า อัมพัฏฐะนี้กระทำความสำคัญว่า เราเป็นกษัตริย์ ไม่รู้ว่าตนมิใช่กษัตริย์ เอาเถอะ เราจักให้เขารู้ เมื่อจะทรงแสดงเทศนายิ่งขึ้นไป เพื่อทรงแสดงวงศ์กษัตริย์ จึงได้ตรัสพระดำรัสว่า ดูก่อนอัมพัฏฐะ ท่านสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ แปลว่า ในโลกนี้. บทว่า ในพราหมณ์ทั้งหลาย คือในระหว่างพวกพราหมณ์. บทว่า ที่นั่งหรือน้ำ คือที่นั่งอย่างดีเลิศ หรือน้ำอย่างดีเลิศ. บทว่า สทฺเธ คือในภัตที่เขาทำอุทิศให้ผู้ตาย. บทว่า ถาลิปาเก คือในภัตในงานมงคล เป็นต้น. บทว่า ยญฺเญ คือในภัตที่เขาทำไว้บูชายัญ. บทว่า ปาหุเน คือในภัตที่เขากระทำไว้เพื่อแขกทั้งหลาย หรือว่าในภัตที่เขาทำไว้เป็นบรรณาการ. บทว่า อปินุสฺส คือสำหรับโอรสกษัตริย์นั้น บ้างไหมหนอ.
บทว่า อาวฏํ วา อสฺส อนาวฏํ วา คือในหญิงสาวตระกูลพราหมณ์พึงมีการห้าม หรือไม่มีการห้าม. ความว่า โอรสกษัตริย์จะพึงได้กับเด็กหญิงตระกูลพราหมณ์หรือไม่พึงได้.
บทว่า อนุปปนฺโน ความว่า ไม่ถึงวงศ์กษัตริย์ คือไม่บริสุทธิ์.
บทว่า อิตฺถิยา วา อิตฺถึ กริตฺวา คือแสวงหาหญิงกับหญิงหรือ.
บทว่า กิสฺมิญฺจิเทว ปกรเณ คือ ในการกระทำสิ่งที่ไม่ควรทำที่เป็นโทษบางอย่าง ซึ่งสมควรแก่พราหมณ์ทั้งหลาย.
บทว่า ด้วยห่อขี้เถ้า ความว่า เอาห่อขี้เถ้าโปรยขี้เถ้าบนศีรษะ.
บทว่า ชเนตสฺมึ คือในฝูงชน ความว่า ในหมู่ประชาชน.
บทว่า เย โคตฺตปฏิสาริโน ความว่า ในฝูงชน ผู้ใดเที่ยวอวดอ้างในเรื่องโคตรว่า ข้าพเจ้าเป็นโคตมโคตร ข้าพเจ้าเป็นกัสสปโคตร ในเขาเหล่านั้น ผู้เที่ยวอวดอ้างในเรื่องโคตรในโลก กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐ.
บทว่า อนุมตา มยา ความว่า คาถานี้ สนังกุมารพรหมแสดงเทียบได้กับพระสัพพัญญุตญาณของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงยอมรับ. ปฐมภาณวารวณฺณา นิฏฺฐิตา ฯ
วิชฺชาจรณกถาวณฺณนา
ก็ด้วยคาถานี้ อัมพัฏฐะได้ยินบทนี้ว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ จึงคิดว่า เวทสามชื่อว่าวิชชา ศีลห้าชื่อว่าจรณะ วิชชาและจรณะนี้นี่ของเราเองก็มี หากว่าผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐสุด ตัวเรานี้ก็นับว่าประเสริฐสุดได้ เขาถึงความตกลงใจแล้วเมื่อจะทูลถามถึงวิชชาและจรณะ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉน.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระประสงค์จะปฏิเสธวิชชาและจรณะที่ประกอบด้วยวาทะปรารภเชื้อชาติเป็นต้น อันมีอยู่ในลัทธิของพราหมณ์นั้น แล้วทรงแสดงวิชชาและจรณะอันเยี่ยมยอด จึงตรัสพระดำรัสว่า น โข อมฺพฎฺฐ เป็นต้นแก่อัมพัฏฐะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ชาติวาโท แปลว่า วาทะปรารภเชื้อชาติ. ใจความว่า ได้แก่คำพูดเป็นต้นว่า สิ่งนี้ควรแก่พราหมณ์เท่านั้น หาควรแก่ศูทรไม่. ในที่ทุกแห่งก็มีนัยเช่นนี้เหมือนกัน.
บทว่า ชาติวาทวินิพนฺธา แปลว่า ผู้ยุ่งเกี่ยวในวาทะปรารภเชื้อชาติ. ในที่ทุกแห่งก็มีนัยเช่นนี้เหมือนกัน.
ลำดับนั้น อัมพัฏฐะคิดว่า เราคิดว่า บัดนี้พวกเราจักติดอยู่ในที่ใด ทีนั้น พระสมณโคดมกลับเหวี่ยงพวกเราไปเสียไกลลิบ เหมือนคนซัดแกลบลงในลมแรง ก็พวกเราไม่ติดอยู่ในที่ใด พระสมณโคดมทรงชักจูงพวกเราไป ณ ที่นั้น การถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะของพวกเรานี้ สมควรจะรู้ไหม แล้วจึงได้ถามถึงวิชชาและจรณะอีก.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อที่จะแสดงวิชชาและจรณะจำเดิมแต่การเกิดขึ้นแก่อัมพัฏฐะนั้น จึงตรัสพระดำรัสว่า อิธ อมฺพฎฺฐ ตถาคโต เป็นต้น.
ก็ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกศีล ๓ อย่าง แม้ที่นับเนื่องในจรณะ ไม่ตรัสระบุชัดว่า ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น แต่ตรัสระบุชัดด้วยอำนาจแห่งศีลทีเดียวว่า แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของภิกษุนั้น.
ถามว่า เพราะเหตุไร.
เพราะว่า ศีลไรๆ แม้ของภิกษุนั้นก็มีอยู่ เพราะฉะนั้น เมื่อตรัสระบุชัดอยู่ด้วยอำนาจแห่งจรณะ ภิกษุพึงติดอยู่ในจรณะนั้นๆ นั่นแหละด้วยคิดว่า แม้พวกเราก็ถึงพร้อมด้วยจรณะ แต่จรณะใดอันภิกษุนั้นมิได้เคยเห็นเลย แม้ด้วยความฝัน เมื่อจะตรัสระบุชัดด้วยอำนาจแห่งจรณะนั้นนั่นแหละ จึงตรัสพระดำรัสว่าภิกษุย่อมเข้าถึงฌานที่ ๑ อยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น ฯลฯ ภิกษุย่อมเข้าถึงฌานที่ ๔ อยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น เป็นต้น.
ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ เป็นอันว่าพระองค์ตรัสระบุชัดถึงสมาบัติแม้ทั้ง ๘ ว่าเป็นจรณะ. ส่วนปัญญาแม้ทั้ง ๘ นับแต่วิปัสสนาญาณไป พระองค์ตรัสระบุชัดว่า เป็นวิชชา.
จตุอปายมุขกถาวณฺณนา
บทว่า อปายมุขานิ แปลว่า ปากทางแห่งความพินาศ.
บทว่า ผู้ยังไม่ตรัสรู้ คือ ยังไม่บรรลุ หรือว่ายังไม่สามารถ. ในบทว่า ถือเอาเครื่องหาบดาบสบริขาร นี้ บริขารของดาบสมีไม้สีไฟ เต้าน้ำ เข็มและแส้หางจามรี เป็นต้น ชื่อว่า ขารี.
บทว่า วิโธ แปลว่า หาบ. เพราะฉะนั้นจึงมีใจความว่า ถือเอาหาบอันเต็มด้วยบริขารดาบส. แต่อาจารย์ที่กล่าวว่า ขาริวิวิธํ ท่านก็พรรณนาว่า คำว่า ขาริ เป็นชื่อของหาบ
คำว่า วิวิธํ คือ บริขารมากอย่างมีเต้าน้ำเป็นต้น.
บทว่า เป็นคนรับใช้ คือ เป็นคนรับใช้ด้วยสามารถกระทำวัตร เช่น ทำกัปปิยะ รับบาตรและล้างเท้าเป็นต้น. สามเณรผู้เป็นพระขีณาสพ แม้มีคุณธรรมสูง ย่อมเป็นผู้รับใช้พระภิกษุผู้ปุถุชน โดยนัยที่กล่าวแล้วโดยแท้ แต่สมณะหรือพราหมณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ ยังเป็นผู้ต่ำอยู่ทีเดียว ด้วยอำนาจแห่งคุณธรรมบ้าง ด้วยอำนาจแห่งการกระทำการรับใช้บ้าง.
ถามว่า ก็การบวชเป็นดาบส ท่านกล่าวว่า เป็นปากทางแห่งความพินาศของศาสนา เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพราะศาสนาที่กำลังดำเนินไปๆ ย่อมถอยหลัง ด้วยอำนาจแห่งการบรรพชาเป็นดาบส.
เป็นความจริง ผู้ที่มีความละอาย ใคร่ในการศึกษา มักรังเกียจผู้ที่บวชในศาสนานี้ แล้วไม่สามารถบำเพ็ญสิกขา ๓ ให้เต็มได้ว่า เราจะไม่มีการกระทำอุโบสถก็ดี ปวารณาก็ดี สังฆกรรมก็ดี กับท่าน แล้วหลีกเว้นไปเสีย.
สมณะหรือพราหมณ์นั้นคิดว่า การบำเพ็ญข้อปฏิบัติให้เต็มบริบูรณ์ในศาสนาทำได้ยาก เปรียบเสมือนคมมีดโกน เป็นทุกข์ แต่การบวชเป็นดาบส ทำได้ง่าย ทั้งชนก็นับถือมากมาย ดังนี้แล้ว จึงสึกออกมาเป็นดาบส.
คนอื่นๆ เห็นเขาต่างพากันถามว่า ท่านทำอะไรหรือ.
เขาจึงตอบว่า การงานในศาสนาของพวกท่านหนักมาก แต่พวกเราก็ยังมีปรกติประพฤติด้วยความพอใจในศาสนานี้อยู่. แม้เขาก็คิดว่า ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้ แม้เราก็จะบวชในศาสนานี้บ้าง ดังนี้แล้ว ศึกษาตามอย่างเขา บวชเป็นดาบส แม้พวกอื่นๆ ก็บวชเป็นดาบสทำนองนี้บ้าง เพราะฉะนั้น พวกดาบสจึงเพิ่มมากขึ้นโดยลำดับ.
ในกาลที่พวกดาบสเหล่านั้นเกิดขึ้น ศาสนาชื่อว่าจักถอยหลัง. ชื่อว่าพระพุทธเจ้าเห็นปานฉะนี้ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ศาสนาของพระองค์ก็ได้ชื่อว่าเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้น ศาสนาจึงจักเป็นเพียงเส้นด้ายเท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงข้อนี้ จึงตรัสว่า การบวชเป็นดาบสเป็นปากทางแห่งความพินาศของศาสนา.
บทว่า จอบและตะกร้า ได้แก่ จอบและตะกร้า เพื่อจะเก็บหัวเผือกมัน รากไม้และผลไม้. บทว่า ใกล้บ้านหรือ ใจความว่า ผู้ที่ยังมิได้บรรลุถึงความถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นต้น สำคัญอยู่ว่า การดำเนินชีวิตด้วยกสิกรรมเป็นต้น เป็นของลำบาก ดังนี้เพื่อจะหลอกลวงให้คนหมู่มากหลงเชื่อ จึงสร้างโรงไฟ ในที่ใกล้หมู่บ้านบ้าง ในที่ใกล้ตำบลบ้าง บำเรอไฟด้วยอำนาจกระทำการบูชาด้วยเนยใส น้ำมัน นมส้ม น้ำผึ้ง งาและข้าวสารเป็นต้น และด้วยไม้นานาชนิดอาศัยอยู่.
บทว่า สร้างเรือนมี ๔ ประตู ใจความว่า สร้างเรือนน้ำดื่ม มีหน้ามุข ๔ ด้าน สร้างมณฑปไว้ที่ประตู ตั้งน้ำดื่มไว้ในนั้น คอยเชิญให้ผู้ที่มาแล้วๆ ดื่มน้ำ. พวกเดินทางไกล เหน็ดเหนื่อย ดื่มน้ำดื่มแล้วให้สิ่งใดแก่เขา เป็นห่ออาหารที่บริโภคแล้วก็ดี เป็นข้าวสารเป็นต้นก็ดีก็ถือเอาสิ่งนั้นทุกอย่าง กระทำยาคูเปรี้ยวเป็นต้น แล้วให้ข้าวแก่บางคน ให้ภาชนะเครื่องหุงต้มอาหารแก่บางคน เพื่อจะสงเคราะห์ด้วยอามิสให้มากยิ่งขึ้น. เขาถือเอาอามิสบ้าง บุพพัณชาติและอปรัณชาติเป็นต้นบ้าง ที่พวกเขาเหล่านั้นให้แล้ว เพื่อความเพิ่มพูนก็ใช้ของเหล่านั้นหาประโยชน์ต่อไป. โดยประการนี้ เขาก็มีสมบัติเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ก็ทำการรับโค กระบือ ทาสีและทาสต่อไป เขาก็รวมทรัพย์สินได้มากมาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาพวกนี้ จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า สร้างเรือนมี ๔ ประตูอยู่ ดังนี้.
ส่วนคำนี้ว่า เราจักบูชาสมณะหรือพราหมณ์นั้นตามความสามารถตามกำลัง ดังนี้ เป็นทางปฏิบัติของเขา. เพราะเขาปฏิบัติอย่างนี้โดยทางนี้.
ด้วยคำเพียงเท่านี้เป็นอันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงให้เห็นถึงการบวชเป็นดาบสอย่างครบถ้วน.
ถามว่า ทรงแสดงอย่างไร.
ตอบว่า ทรงแสดงว่า ดาบสนั้นมี ๘ จำพวก คือ พวกยังมีลูกเมีย ๑ พวกเที่ยวขอเขาเลี้ยงชีพ ๑ พวกอนัคคิปักกิกะ ๑ พวกอสามปากะ ๑ พวกอยมุฏฐิกะ ๑ พวกทันตวักกลิกะ ๑ พวกปวัตตผลโภชนะ ๑ พวกปัณฑุปลาสิกะ ๑.
บรรดาดาบสเหล่านั้น ดาบสเหล่าใดรวบรวมทรัพย์สมบัติไว้ได้มากแล้วอยู่ ดังเช่นเกณิยชฎิล. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่ามีลูกเมีย.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ขึ้นชื่อว่า ความเป็นผู้มีลูกเมีย ไม่สมควรแก่ผู้บวชแล้ว จึงเที่ยวหาเก็บข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วราชมาส และเมล็ดงา เป็นต้น ในที่ที่เขาเกี่ยวและนวด เอามาหุงต้มฉัน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าเที่ยวขอเขาเลี้ยงชีพ.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ขึ้นชื่อว่าการเที่ยวไปจากลานโน้นสู่ลานนี้ เก็บเอาข้าวเปลือกมาตำกินไม่สมควร ดังนี้แล้ว ยอมรับแต่ภิกษาหารคือข้าวสาร ในหมู่บ้านและตำบลได้แล้ว เอามาหุงต้มฉัน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้มิได้หุงต้มด้วยไฟ.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วยการหุงต้มเองของผู้บวชแล้ว จึงเข้าไปยังหมู่บ้าน รับเอาเฉพาะแต่ภิกษาหารที่หุงต้มแล้วเท่านั้น. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่า ผู้ไม่หุงต้มเอง.
ดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการแสวงหาภิกษาหารทุกๆ วัน สำหรับผู้บวชแล้วลำบาก จึงเอากำปั้นเหมือนหินทุบเปลือกไม้มีต้นมะม่วงป่าเป็นต้น เคี้ยวกิน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้มีกำกั้นเหมือนเหล็ก.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการเที่ยวเอาหินทุบเปลือกไม้เป็นการลำบาก แล้วใช้ฟันนั่นแหละถอนขึ้นมาเคี้ยวกิน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้ใช้ฟันแทะ.
ดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการใช้ฟันแทะเคี้ยวกินสำหรับผู้ที่บวชแล้วลำบาก จึงฉันผลไม้ที่ใช้ก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้นปาหล่นลงมา. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้ฉันผลไม้เฉพาะที่หล่นลงมา.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการใช้ก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ปาผลไม้ให้หล่นลงมาแล้วฉัน ไม่สมควรแก่ผู้บวชแล้ว จึงเคี้ยวกินดอกไม้ ผลไม้ ผลใบไม้แห้งเป็นต้น เฉพาะที่ตกเองแล้วเท่านั้นยังชีพ ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้ฉันใบไม้แห้ง.
ดาบสเหล่านั้นมี ๓ ชั้นด้วยอำนาจพวกชั้นอุกฤษฏ์ ชั้นปานกลาง และชั้นเพลา.
ใน ๓ ชั้นนั้น ดาบสเหล่าใดไม่ลุกจากที่ที่ตนนั่ง ใช้มือเก็บเอาผลไม้ที่หล่นลงในที่ที่จะเอื้อมถึงได้เท่านั้นแล้ว เคี้ยวกิน ดาบสเหล่านั้นจัดว่าเป็นชั้นอุกฤษฏ์. ดาบสเหล่าใดไม่ยอมไปยังต้นไม้อื่นจากต้นไม้ต้นเดียว ดาบสเหล่านั้นจัดว่าเป็นชั้นกลาง. ดาบสเหล่าใดไปเที่ยวแสวงหายังโคนต้นไม้นั้นๆ มาแล้วเคี้ยวกิน ดาบสเหล่านั้นจัดว่าเป็นชั้นเพลา.
แต่การบวชเป็นดาบสแม้ทั้ง ๘ อย่างเหล่านี้ก็ย่อลงได้เป็น ๔ อย่างเท่านั้น.
ถามว่า ย่อลงอย่างไร.
ตอบว่า ความจริงบรรดาการบวชเป็นดาบสเหล่านี้ การบวชที่ยังมีลูกเมียอยู่ ๑ ที่เที่ยวขอเขาฉัน ๑ รวมเป็นผู้ใช้เรือน. ที่ไม่ใช้ไฟหุงต้ม ๑ ที่ไม่หุงต้มเอง ๑ รวมเป็นผู้ใช้เรือนไฟ. ที่ใช้กำปั้นเหมือนเหล็กทุกเปลือกไม้ฉัน ๑ ที่ใช้ฟันแทะฉัน ๑ รวมเป็นผู้บริโภคเหง้าไม้ รากไม้และผลไม้. ที่ฉันผลไม้หล่นเอง ๑ ที่ฉันใบไม้เหลือง ๑ รวมเป็นผู้บริโภคผลไม้หล่นเอง. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นแสดง การบวชเป็นดาบสครบทุกอย่าง ด้วยประการฉะนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทรงแสดงว่า อาจารย์และอัมพัฏฐะยังไม่ถึงแม้ปากทางแห่งความเสื่อมแห่งการถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ จึงตรัสพระดำรัสว่า อัมพัฏฐะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน ดังนี้เป็นต้น.
คำนั้นล้วนมีเนื้อความง่ายแล้วทั้งนั้น.
บทว่า เป็นผู้ตกไปสู่อบายด้วยตนบำเพ็ญให้สมบูรณ์ ไม่ได้ คือมีตนตกไปสู่อบาย บำเพ็ญให้สมบูรณ์ไม่ได้ ในความถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ. บทว่า ทตฺติกํ แปลว่า ของที่พระราชทาน. บทว่า ไม่พระราชทาน แม้แต่จะให้เฝ้าต่อหน้าพระพักตร์.
ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่พระราชทาน.
ตอบว่า ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นรู้มนต์ ชื่อ อาวัฏฏนี (มนต์ที่ดลใจทำให้งงงวย) เฉพาะหน้า. เมื่อใดพระราชาทรงประดับประดาด้วยเครื่องอลังการอันมีค่ามาก เมื่อนั้นเขาก็จะไปยืนในที่ใกล้พระราชา จะเรียกชื่อเครื่องอลังการนั้น. เมื่อเขาเรียกชื่อได้แล้ว พระราชาจะไม่ทรงสามารถตรัสว่า เราไม่ให้แก่พราหมณ์นั้นได้เลย ครั้นพระองค์พระราชทานแล้ว ในวันมีงานมหรสพอีก จึงตรัสว่า พวกท่านจงนำเครื่องอลังการมาเมื่อพวกอำมาตย์กราบทูล ไม่มี พระเจ้าข้า พระองค์พระราชทานแก่พราหมณ์ไปแล้ว จึงตรัสถามว่า เพราะเหตุไร เราจึงให้เขาไป. พวกอำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า พราหมณ์นั้นรู้กลมายาที่ทำให้งงงวยในที่ซึ่งหน้า เขาทำพระองค์ให้งงงวยด้วยกลมายานั้นแล้ว ก็ถือเอาไป.
อีกพวกหนึ่ง ทนเห็นพราหมณ์นั้นเป็นพระสหายสนิทกับพระราชาไม่ได้ จึงได้กราบทูลว่าข้าแต่สมมติเทพ ที่ตัวของพราหมณ์นั้นมีโรคเรื้อนชื่อสังขผลิตะ พระองค์พอเห็นพราหมณ์นั้นจะกอดหรือลูบคลำธรรมดาว่าโรคเรื้อนนี้ติดกันได้ เพราะอำนาจถูกต้องเนื้อตัวกัน ขอพระองค์อย่าทรงกระทำเช่นนั้น.
จำเดิมแต่นั้นมา พระราชาจึงไม่พระราชทานให้พราหมณ์นั้นเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์. แต่เพราะเหตุที่พราหมณ์นั้นเป็นบัณฑิต ฉลาดในวิชาการเกษตร ชื่อว่าการงานที่ปรึกษากับเขาแล้วจึงทำ ย่อมไม่ผิดพลาดเลย เพราะฉะนั้น พระราชาจึงทรงยืนอยู่ภายในผ้าม่านที่กั้นไว้ ปรึกษากับเขาผู้ยืนอยู่ข้างนอก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาเหตุนั้น จึงตรัสว่า พระราชาทรงปรึกษาทางข้างนอกชายผ้าม่าน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติโรทุสฺสนฺเตน แปลว่า ทางข้างนอกชายผ้าม่าน. อีกประการหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้นี่แหละ.
บทว่า ชอบธรรม คือไม่มีโทษ. บทว่า ที่เขายกให้ คือที่เขานำมาให้.
บทว่า กถนฺตสฺส ราชา ความว่า พราหมณ์พึงรับภิกษาหารเช่นนี้ของพระราชาใด พระราชานั้นไม่พึงพระราชทาน แม้การให้เฝ้าต่อพระพักตร์แก่พราหมณ์นั้นอย่างไร. แต่พราหมณ์นี้ถือเอาของที่พระราชามิได้พระราชทานด้วยมายากล เพราะเหตุนั้น พระราชาจึงไม่พระราชทานให้พราหมณ์นั้นเฝ้าต่อพระพักตร์ พึงถึงความตกลงได้ในข้อนี้ ดังกล่าวมานี้ เป็นอธิบายในบทนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศว่า ชนจักถึงความตกลงได้ว่า ก็ใครๆ คนอื่นหารู้เหตุการณ์นี้ไม่ ยกเว้นพระราชากับพราหมณ์เท่านั้น ข้อนี้นั้นเป็นความลับด้วย ทั้งปกปิดด้วยด้วยประการฉะนี้. พระสมณโคดมผู้สัพพัญญูทรงทราบแน่นอน ดังนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเพิ่มเติมพระธรรมเทศนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อทรงถอนมานะอาศัยมนต์ของคนทั้ง ๒ นั้น เพราะเหตุที่อัมพัฏฐะนี้กับอาจารย์ของเขาเป็นคนเย่อหยิ่ง เพราะอาศัยมนต์ จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า ดูก่อนอัมพัฏฐะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน พระราชาในโลกนี้ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า บนเครื่องปูลาดในรถ คือบนที่ที่เขาจัดปูลาดไว้ เพื่อเป็นที่ประทับยืนของพระราชาในรถ.
บทว่า ผู้ยิ่งใหญ่ คือกับอำมาตย์ชั้นสูงๆ ขึ้นไป. บทว่า กับเชื้อพระวงศ์ คือกับพระกุมารที่ยังมิได้อภิเษก. บทว่า ข้อปรึกษาบางประการ ได้แก่ข้อปรึกษาที่ปรากฏเห็นปานฉะนี้ว่า ควรจะขุดบ่อหรือทำเหมืองในที่โน้น ควรจะสร้างบ้าน นิคม หรือนครไว้ในที่โน้น ดังนี้.
บทว่า ข้อปรึกษานั้น นั่นแหละ ใจความว่า ข้อราชการใดที่พระราชาทรงปรึกษา พระองค์พึงทรงปรึกษาข้อราชการนั้นด้วยพระอาการมีการทรงยกพระเศียรขึ้น และทรงยักพระภมุกาเป็นต้น ทำนองนั้นเท่านั้น.
บทว่า ที่พระราชาตรัสแล้ว คือพระราชาตรัสพระราชาดำรัสโดยประการใด พระราชดำรัสนั้นสามารถให้สำเร็จประโยชน์ได้โดยประการนั้น. ใจความว่า แม้พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ตรัสพระราชดำรัสที่สามารถให้สำเร็จประโยชน์นั้นได้.
บทว่า ปวตฺตาโร แปลว่า เป็นผู้บอก. บทว่า เหล่าใด คือเป็นสมบัติเก่าแก่ของพราหมณ์เหล่าใด. บทว่า บทแห่งมนต์ คือมนต์ กล่าวคือเวทนั่นเอง.
บทว่า ขับร้อง คือที่พราหมณ์เก่าแก่ทั้ง ๑๐ มีอัฏฐกพราหมณ์เป็นต้น สาธยายแล้วด้วยอำนาจความถึงพร้อมด้วยเสียง. บทว่า ปวุตฺตํ แปลว่า บอกแก่คนเหล่าอื่น ความว่า กล่าวสอน. บทว่า รวบรวมไว้ คือประมวลไว้ ได้แก่ทำให้เป็นกองไว้ ความว่า รวมเก็บไว้เป็นกลุ่มก้อน. บทว่า ขับตามซึ่งมนต์นั้น ความว่า พราหมณ์ในบัดนี้ ขับตาม คือสาธยายตามซึ่งมนต์นั้นที่พราหมณ์เหล่านั้นขับแล้วในกาลก่อน. บทว่า กล่าวตามซึ่งมนต์นั้น คือว่าตามซึ่งมนต์นั้น. คำนี้เป็นไวพจน์ของคำแรกนั่นเอง.
บทว่า กล่าวตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์พวกเก่าเหล่านั้นกล่าวไว้ คือสาธยายตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์พวกเก่าเหล่านั้นกล่าวไว้ คือสาธยายแล้ว.
บทว่า กล่าวสอนตามซึ่งมนต์ที่พวกพราหมณ์เก่ากล่าวสอนไว้แล้ว คือกล่าวสอนตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์เหล่านั้นกล่าวสอนแล้วแก่คนอื่น.
บทว่า อย่างไรนี่ ความว่า พราหมณ์เหล่านั้นมีใครบ้าง. คำว่า อัฏฐกะ เป็นต้น เป็นชื่อของพราหมณ์เหล่านั้น.
ได้ยินว่า พราหมณ์เหล่านั้นมองดูด้วยทิพยจักษุ ไม่กระทำการทำร้ายผู้อื่น แต่งมนต์เทียบเคียงกับคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปสัมมาสัมพุทธะ. แต่พวกพราหมณ์นอกนี้ใส่ปาณาติบาตเป็นต้น ลงไปทำลายเวททั้ง ๓ ได้กระทำให้ผิดเพี้ยนกับพระพุทธวจนะ.
บทว่า นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ คือท่านพึงเป็นฤาษีด้วยเหตุใด เหตุนั้นไม่มี. ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า อัมพัฏฐะนี้แม้อันเราถามอยู่ รู้ว่าตนถูกทับถม จักไม่ให้คำตอบ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่ทรงรับเอาคำปฏิญญา ปฏิเสธความเป็นฤาษีนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงความที่อัมพัฏฐะพร้อมทั้งอาจารย์เป็นผู้ห่างไกลจากข้อปฏิบัติของพราหมณ์เหล่านั้น จึงตรัสว่า ดูก่อน อัมพัฏฐะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน ดังนี้เป็นต้น เพราะเหตุว่า พราหมณ์รุ่นเก่า ๑๐ คนเหล่านั้นไม่มีกลิ่นของสดคาว ไม่มีกลิ่นผู้หญิง เต็มไปด้วยฝุ่นละอองและขี้ไคล มีปรกติประพฤติพรหมจรรย์ มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อาศัยอยู่ตามเชิงเขาในราวป่า เมื่อใดปรารถนาจะไป ณ ที่ใด เมื่อนั้นก็เหาะไปได้ทางอากาศทีเดียวด้วยฤทธิ์พวกเขาไม่มีกิจที่จะต้องใช้ยวดยาน การเจริญพรหมวิหารมีเมตตาเป็นต้นนั่นแหละ เป็นเครื่องคุ้มครองของพวกเขาในทุกสารทิศ พวกเขาไม่ต้องการความคุ้มกัน คือกำแพงและคน และข้อปฏิบัติของพวกพราหมณ์เหล่านั้น อัมพัฏฐะนี้ ก็เคยได้ยินมา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มีกากสีดำอันเลือกทิ้งไป คือ มีกากสีดำอันเลือกแล้ว นำออกทิ้งไป. บทว่า มีสีข้างอันอ่อนโน้มลงด้วยผ้าโพก คือ มีซี่โครง (เรือนร่าง) อันอ่อนช้อยด้วยผ้าโพกมีแผ่นผ้าและช้องผมผ้าเป็นต้น.
บทว่า มีหางอันตัดแต่งแล้ว คือ มีหางอันตัดแล้ว ในที่ควรตัดแต่ง เพื่อทำให้ดูสวยงาม. อนึ่ง ในคำนี้ แม้รถทั้งหลายท่านก็เรียกว่า รถติดหางลาที่ตัดแล้ว เพราะเหตุที่รถทั้งหลายตัดหางลานั่นเองเทียมด้วยลา.
บทว่า มีคูล้อมรอบ คือ ขุดคูไว้รอบ.
บทว่า มีลิ่มอันลงไว้ คือ มีลิ่มอันสลักไว้. การกระทำการโบกปูนไว้เบื้องล่างของกำแพงเมืองโดยรอบ เพื่อป้องกันมิให้พวกศัตรูปีนป่ายขึ้นมาได้ ท่านเรียกว่ากำแพง ในคำว่า กำแพงเมือง แต่เมืองทั้งหลายที่ประกอบด้วยกำแพงเหล่านี้ ท่านประสงค์เอาว่าเป็นกำแพงเมืองในที่นี้.
บทว่า ให้รักษา คือพวกเขาแม้จะอยู่ในเมืองเช่นนั้นก็ยังให้คนรักษาตน.
บทว่า ความกังขา คือความสงสัยอย่างนี้ว่า เป็นพระสัพพัญญู หรือมิใช่พระสัพพัญญู. คำว่า วิมติ ก็เป็นไวพจน์ของคำนั้นนั่นเอง. ความคิดเห็นที่ผิดแปลกไป. อธิบายว่า ไม่สามารถที่จะวินิจฉัยได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระดำรัสนี้ว่า ความปรากฏขึ้นแห่งมรรค ไม่มีแก่อัมพัฏฐะโดยอัตภาพนี้ วันก็จะล่วงไปเปล่าอย่างเดียว ก็อัมพัฏฐะนี้แลมาเพื่อแสวงหาลักษณะ แม้กิจนั้นก็ยังระลึกไม่ได้ เอาเถอะ เพื่อจะให้เกิดสติ เราจะให้นัยแก่เขา.
เทฺวลกฺขณทสฺสนวณฺณนา
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ เสด็จไปภายนอก เพราะเหตุว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายประทับนั่งอยู่ก็ดี บรรทมอยู่ก็ดี ใครๆ มิสามารถที่จะแสวงหาลักษณะได้ แต่เมื่อพระองค์ประทับยืนก็ดี เสด็จจงกรมอยู่ก็ดี เขาสามารถ. ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทรงทราบว่า เขามาเพื่อแสวงหาดูลักษณะแล้ว เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะทรงอธิษฐานจงกรม ข้อนี้เป็นอาจิณปฏิบัติของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นต้น.
บทว่า พิจารณาดู คือ เสาะดู ได้แก่พิจารณานับอยู่ ๑-๒.
บทว่า โดยมาก คือโดยส่วนมาก. อธิบายว่า ได้เห็นแล้วเป็นส่วนมาก ส่วนน้อยมิได้เห็น.
ต่อจากนั้น เพื่อที่จะแสดงมหาบุรุษลักษณะที่เขามิได้เห็น ท่านจึงกล่าวว่า เว้น ๒ อย่างเท่านั้น.
บทว่า ยังเคลือบแคลง คือให้เกิดความปรารถนาขึ้นมาว่า โอหนอ เราพึงเห็น ดังนี้.
บทว่า ยังสงสัย คือค้นดูมหาบุรุษลักษณะเหล่านั้น จากที่นั้นๆ ได้ลำบาก ได้แก่ไม่สามารถจะมองเห็นได้.
บทว่า ยังไม่เชื่อ คือ ถึงการลงความเห็นไม่ได้ เพราะความสงสัยนั้น.
บทว่า ไม่เลื่อมใส คือ ถึงความเลื่อมใสไม่ได้ในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ทรงมีพระลักษณะบริบูรณ์ เพราะเหตุนั้น.
ความสงสัย ท่านกล่าวว่ามีกำลังอ่อนกว่าความเคลือบแคลง ความลังเลใจมีกำลังปานกลาง ความไม่ยอมเชื่อมีกำลังมาก เพราะไม่เลื่อมใส จิตก็จะเศร้าหมองด้วยธรรมทั้ง ๓ เหล่านั้น.
บทว่า เก็บไว้ในฝัก คือ ปกปิดไว้ด้วยฝักลำไส้.
บทว่า ปิดบังไว้ด้วยผ้า คือ องคชาต.
ก็พระองคชาตของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เหมือนกับของช้างตัวประเสริฐ ปกปิดไว้ในฝัก ปิดบังไว้ด้วยผ้า เช่นเดียวกับห้องดอกบัวหลวงทองคำ.
อัมพัฏฐะมองไม่เห็นพระองคชาตนั้น เพราะผ้าปกปิดไว้ และสังเกตเห็นไม่ได้ ซึ่งพระชิวหาอันกว้างใหญ่ เพราะอยู่ภายในพระโอฐ จึงมีความเคลือบแคลง และลังเลใจ ในพระลักษณะทั้ง ๒ นั้น.
บทว่า เห็นปานนั้น คือรูปที่แน่นอน ในข้อนี้คนอื่นจะพึงกล่าวอย่างไร.
ข้อนี้พระนาคเสนเถระถูกพระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำสิ่งที่ทำได้ยากหรือ ดังนี้ ได้กล่าวไว้แล้ว.
พระนาคเสนเถระทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร ทรงทำอะไรหรือ.
พระเจ้ามิลินท์ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโอกาสที่มหาชนเขาถือว่าเป็นความอายแก่อันเตวาสิกของพรหมายุพราหมณ์ แก่พราหมณ์ ๑๖ คนผู้เป็นอันเตวาสิกของพราหมณ์ อุตตระ และของพราหมณ์พาวรี และแก่มาณพ ๓๐๐ คนผู้เป็นอันเตวาสิกของเสลพราหมณ์.
พระนาคเสนทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแสดงพระคุยหะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระฉายา ทรงบันดาลด้วยพระฤทธิ์ แสดงเพียงพระรูปเป็นเงาๆ ยังทรงนุ่งผ้าสบงอยู่ ยังทรงคาดรัดประคดอยู่ และยังทรงห่มผ้าจีวรอยู่ มหาบพิตร.
พระเจ้ามิลินท์ เมื่อเห็นพระฉายาแล้วก็เป็นอันเห็นพระคุยหะด้วยใช่ไหม ขอรับ.
พระนาคเสน ข้อนั้นยกไว้เถิด สัตว์ผู้เห็นหทัยรูปแล้วรู้ได้พึงมี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พึงนำพระหทัยมังสะออกมาแสดง.
พระเจ้ามิลินท์ ท่านนาคเสน ขอรับ ท่านพูดถูกต้องแล้ว.
บทว่า ทรงแลบ คือ ทรงนำออกมา. บทว่า ทรงสอดกลับไป คือ ทรงกวาดกลับไปกระทำให้เหมือนกับเข็มเย็บผ้ากฐิน. พึงทราบอธิบายว่า ก็ในที่นี้ ท่านแสดงให้เห็นถึงความอ่อนนุ่ม ด้วยการทรงกระทำเช่นนั้น แสดงให้เห็นถึงความยาว ด้วยการสอดเข้าไปในช่องพระกรรณ แสดงให้เห็นถึงความหนาด้วยการปกปิดพระนลาต.
บทว่า คอยต้อนรับอยู่ คือ รออยู่. ใจความว่า หวังการมาของเขา คอยมองดูอยู่.
บทว่า การสนทนาปราศรัย คือ การพูดและการเจรจากัน. ใจความว่า การกล่าวและการกล่าวตอบ.
บทว่า อโห วต นี้เป็นคำติเตียน. คำว่า เร นี้ เป็นคำร้องเรียกด้วยอำนาจเย้ยหยัน. พราหมณ์โปกขรสาติเกลียดอัมพัฏฐะนั่นแหละ จึงได้กล่าวว่า เจ้าบัณฑิต แม้ใน ๒ บทที่เหลือก็มีนัยอย่างเดียวกันนี้.
พราหมณ์โปกขรสาติหมายเอาเนื้อความนี้ว่า คนพึงไปสู่นรกได้ เพราะเมื่อมีผู้ประพฤติประโยชน์ คือผู้กระทำประโยชน์อยู่เป็นเช่นเดียวกับท่าน ไม่พึงไปได้เพราะเหตุอื่นดังนี้ จึงได้กล่าวบทนี้ว่า ผู้เจริญ ได้ยินว่า คนพึงไปสู่นรกได้เพราะคนผู้ประพฤติประโยชน์เห็นปานนั้น.
บทว่า เสียดสี คือ พูดกระทบกระเทียบ.
บทว่า นำแม้พวกเราเข้าไปเปรียบเทียบอย่างนี้ๆ ความว่า
พระโคดมตรัสว่า ดูก่อนอัมพัฏฐะ พราหมณ์โปกขรสาติ ดังนี้เป็นต้น ทรงนำพวกเราเข้าไปเปรียบเทียบอย่างนี้ๆ ทรงเปิดเผยเหตุอันปกปิดออกแล้ว ยกเอาความเป็นศูทรและทาสเป็นต้นขึ้นมาตรัส. อธิบายว่า พวกเราก็ถูกท่านให้ด่าด้วย.
บทว่า ปัดด้วยเท้า คือเอาเท้าปัดให้อัมพัฏฐะล้มลงไปแล้ว.
ก็ในกาลก่อน อัมพัฏฐะขึ้นรถไปกับอาจารย์ เป็นสารถีขับไปสู่ที่ใด อาจารย์แย่งเอาที่นั้นของเขาไปเสีย ได้ให้เขาเดินไปด้วยเท้าข้างหน้ารถ.
โปกฺขรสาติพุทฺธูปสงฺกมนวณฺณนา
บทว่า ล่วงเลยเวลาวิกาลแล้ว คือเป็นเวลาวิกาลมากแล้ว ได้แก่ไม่มีเวลาที่จะกล่าวสัมโมทนียกถากันแล้ว.
บทว่า อาคมา นุขฺวิธ โภ แปลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐะได้มา ณ ที่นี้หรือไม่หนอ. บทว่า อธิวาเสตุ แปลว่า จงทรงรับ. บทว่า สำหรับวันนี้ ใจความว่า เมื่อข้าพระองค์กระทำสักการะในพระองค์ สิ่งใดจักมีในวันนี้ คือบุญด้วย ปีติและปราโมทย์ด้วย เพื่อประโยชน์แก่สิ่งนั้น.
บทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้วโดษดุษณีภาพ ใจความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงให้ส่วนพระวรกายหรือส่วนพระวาจาให้เคลื่อนไหว ทรงดำรงพระขันติไว้ภายในนั่นแหละ ทรงรับนิมนต์แล้วโดยดุษณีภาพ คือทรงรับด้วยพระทัยเพื่อจะทรงอนุเคราะห์พราหมณ์.
บทว่า ประณีต คือ สูงสุด. บทว่า สหตฺถา แปลว่า ด้วยมือตนเอง. บทว่า ให้อิ่มหนำแล้ว คือให้อิ่มเต็มที่ ได้แก่กระทำให้บริบูรณ์คือเต็มเปี่ยม ได้แก่เต็มอิ่ม.
บทว่า สมฺปวาเรตฺวา แปลว่า ให้เพียงพอแล้ว คือให้ห้ามด้วยสัญญามือว่า พอแล้ว พอแล้ว. บทว่า ภุตฺตาวึ ผู้ทรงเสวยเสร็จแล้ว. บทว่า โอนีตปตฺตปาณึ แปลว่า มีพระหัตถ์ยกออกแล้วจากบาตร. อธิบายว่า มีพระหัตถ์ชักออกแล้ว. บาลีว่า โอนิตฺตปาณึ ก็มี.
คำนี้อธิบายว่า ทรงวางบาตรที่ทรงชักพระหัตถ์ออกแล้ว คือเว้นอาหารต่างๆ จากฝ่าพระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า โอนิตฺตปตฺตปาณี.
อธิบายว่า ผู้ทรงล้างพระหัตถ์และบาตรแล้ว ทรงวางบาตรไว้ ณ ที่ข้างหนึ่ง ประทับนั่งแล้ว.
บทว่า นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ใจความว่า ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสวยเสร็จแล้วเช่นนั้น จึงนั่งในที่ว่างข้างหนึ่ง.
บทว่า อนุปุพฺพิกถํ แปลว่า ถ้อยคำที่ควรกล่าวตามลำดับ.
ที่ชื่อว่า อนุปุพพิกถา ได้แก่ ถ้อยคำที่แสดงเนื้อความเหล่านี้ คือศีลในลำดับต่อจากทาน สวรรค์ในลำดับต่อจากศีล มรรคในลำดับต่อจากสวรรค์. เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า คือ ทานกถา เป็นต้น.
บทว่า ต่ำทราม คือ เลวทราม ได้แก่เป็นของลามก.
บทว่า สามุกฺกํสิกา แปลว่า ที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดงเอง.
ความว่า ที่พระองค์ทรงยกขึ้นถือเอาด้วยพระองค์เอง คือที่พระองค์ทรงเล็งเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ. อธิบายว่า เป็นของไม่ทั่วไปแก่ชนเหล่าอื่น.
ถามว่า ก็พระธรรมเทศนานั้น คืออะไร.
ตอบว่า คือเทศนาว่าด้วยอริยสัจ. เพราะฉะนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค.
ในบทว่า ธรรมจักษุนี้ ท่านมุ่งหมายเอาโสดาปัตติมรรค. เพื่อที่จะแสดงถึงอาการของการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งสิ้นมีความดับไปเป็นธรรมดา. ก็ธรรมจักษุนั้นกระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ เกิดขึ้นแทงตลอดซึ่งสังขตธรรมทั้งปวงอย่างนี้ด้วยอำนาจแห่งกิจ.
โปกฺขรสาติอุปาสกตฺตปฏิเวทนากถาวณฺณนา
อริยสัจธรรมอันบุคคลนั้นเห็นแล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าผู้มีธรรมอันเห็นแล้ว.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้.
ความสงสัยอันบุคคลนี้ข้ามได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าผู้มีความสงสัยอันข้ามได้แล้ว. ความไม่แน่ใจของบุคคลนั้นปราศจากไปแล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าผู้มีความไม่แน่ใจปราศจากไปแล้ว.
บทว่า เวสารชฺชปฺปตฺโต แปลว่า ถึงความเป็นผู้กล้าหาญแล้ว.
ถามว่า ในไหน.
ตอบว่า ในคำสอนของพระศาสดา. บุคคลอื่นเป็นปัจจัยไม่มีแก่ผู้นี้ คือความเชื่อต่อผู้อื่นไม่เป็นไปในบุคคลนี้ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าไม่มีบุคคลอื่นเป็นปัจจัย.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวงปรากฏชัดแล้ว เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในเบื้องต้น และเพราะมีเนื้อความเข้าใจง่าย.
อรรถกถาอัมพัฏฐสูตร ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินี จบลงแล้วด้วยประการฉะนี้. อัมพัฏฐสูตรที่ ๓ จบ. ------------------------------------------------------------
วิชฺชาจรณกถาวณฺณนา
ก็ด้วยคาถานี้ อัมพัฏฐะได้ยินบทนี้ว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ จึงคิดว่า เวทสามชื่อว่าวิชชา ศีลห้าชื่อว่าจรณะ วิชชาและจรณะนี้นี่ของเราเองก็มี หากว่าผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐสุด ตัวเรานี้ก็นับว่าประเสริฐสุดได้ เขาถึงความตกลงใจแล้วเมื่อจะทูลถามถึงวิชชาและจรณะ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉน.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระประสงค์จะปฏิเสธวิชชาและจรณะที่ประกอบด้วยวาทะปรารภเชื้อชาติเป็นต้น อันมีอยู่ในลัทธิของพราหมณ์นั้น แล้วทรงแสดงวิชชาและจรณะอันเยี่ยมยอด จึงตรัสพระดำรัสว่า น โข อมฺพฎฺฐ เป็นต้นแก่อัมพัฏฐะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ชาติวาโท แปลว่า วาทะปรารภเชื้อชาติ. ใจความว่า ได้แก่คำพูดเป็นต้นว่า สิ่งนี้ควรแก่พราหมณ์เท่านั้น หาควรแก่ศูทรไม่. ในที่ทุกแห่งก็มีนัยเช่นนี้เหมือนกัน.
บทว่า ชาติวาทวินิพนฺธา แปลว่า ผู้ยุ่งเกี่ยวในวาทะปรารภเชื้อชาติ. ในที่ทุกแห่งก็มีนัยเช่นนี้เหมือนกัน.
ลำดับนั้น อัมพัฏฐะคิดว่า เราคิดว่า บัดนี้พวกเราจักติดอยู่ในที่ใด ทีนั้น พระสมณโคดมกลับเหวี่ยงพวกเราไปเสียไกลลิบ เหมือนคนซัดแกลบลงในลมแรง ก็พวกเราไม่ติดอยู่ในที่ใด พระสมณโคดมทรงชักจูงพวกเราไป ณ ที่นั้น การถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะของพวกเรานี้ สมควรจะรู้ไหม แล้วจึงได้ถามถึงวิชชาและจรณะอีก.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อที่จะแสดงวิชชาและจรณะจำเดิมแต่การเกิดขึ้นแก่อัมพัฏฐะนั้น จึงตรัสพระดำรัสว่า อิธ อมฺพฎฺฐ ตถาคโต เป็นต้น.
ก็ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกศีล ๓ อย่าง แม้ที่นับเนื่องในจรณะ ไม่ตรัสระบุชัดว่า ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น แต่ตรัสระบุชัดด้วยอำนาจแห่งศีลทีเดียวว่า แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของภิกษุนั้น.
ถามว่า เพราะเหตุไร.
เพราะว่า ศีลไรๆ แม้ของภิกษุนั้นก็มีอยู่ เพราะฉะนั้น เมื่อตรัสระบุชัดอยู่ด้วยอำนาจแห่งจรณะ ภิกษุพึงติดอยู่ในจรณะนั้นๆ นั่นแหละด้วยคิดว่า แม้พวกเราก็ถึงพร้อมด้วยจรณะ แต่จรณะใดอันภิกษุนั้นมิได้เคยเห็นเลย แม้ด้วยความฝัน เมื่อจะตรัสระบุชัดด้วยอำนาจแห่งจรณะนั้นนั่นแหละ จึงตรัสพระดำรัสว่าภิกษุย่อมเข้าถึงฌานที่ ๑ อยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น ฯลฯ ภิกษุย่อมเข้าถึงฌานที่ ๔ อยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น เป็นต้น.
ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ เป็นอันว่าพระองค์ตรัสระบุชัดถึงสมาบัติแม้ทั้ง ๘ ว่าเป็นจรณะ. ส่วนปัญญาแม้ทั้ง ๘ นับแต่วิปัสสนาญาณไป พระองค์ตรัสระบุชัดว่า เป็นวิชชา.
จตุอปายมุขกถาวณฺณนา
บทว่า อปายมุขานิ แปลว่า ปากทางแห่งความพินาศ.
บทว่า ผู้ยังไม่ตรัสรู้ คือ ยังไม่บรรลุ หรือว่ายังไม่สามารถ. ในบทว่า ถือเอาเครื่องหาบดาบสบริขาร นี้ บริขารของดาบสมีไม้สีไฟ เต้าน้ำ เข็มและแส้หางจามรี เป็นต้น ชื่อว่า ขารี.
บทว่า วิโธ แปลว่า หาบ. เพราะฉะนั้นจึงมีใจความว่า ถือเอาหาบอันเต็มด้วยบริขารดาบส. แต่อาจารย์ที่กล่าวว่า ขาริวิวิธํ ท่านก็พรรณนาว่า คำว่า ขาริ เป็นชื่อของหาบ
คำว่า วิวิธํ คือ บริขารมากอย่างมีเต้าน้ำเป็นต้น.
บทว่า เป็นคนรับใช้ คือ เป็นคนรับใช้ด้วยสามารถกระทำวัตร เช่น ทำกัปปิยะ รับบาตรและล้างเท้าเป็นต้น. สามเณรผู้เป็นพระขีณาสพ แม้มีคุณธรรมสูง ย่อมเป็นผู้รับใช้พระภิกษุผู้ปุถุชน โดยนัยที่กล่าวแล้วโดยแท้ แต่สมณะหรือพราหมณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ ยังเป็นผู้ต่ำอยู่ทีเดียว ด้วยอำนาจแห่งคุณธรรมบ้าง ด้วยอำนาจแห่งการกระทำการรับใช้บ้าง.
ถามว่า ก็การบวชเป็นดาบส ท่านกล่าวว่า เป็นปากทางแห่งความพินาศของศาสนา เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพราะศาสนาที่กำลังดำเนินไปๆ ย่อมถอยหลัง ด้วยอำนาจแห่งการบรรพชาเป็นดาบส.
เป็นความจริง ผู้ที่มีความละอาย ใคร่ในการศึกษา มักรังเกียจผู้ที่บวชในศาสนานี้ แล้วไม่สามารถบำเพ็ญสิกขา ๓ ให้เต็มได้ว่า เราจะไม่มีการกระทำอุโบสถก็ดี ปวารณาก็ดี สังฆกรรมก็ดี กับท่าน แล้วหลีกเว้นไปเสีย.
สมณะหรือพราหมณ์นั้นคิดว่า การบำเพ็ญข้อปฏิบัติให้เต็มบริบูรณ์ในศาสนาทำได้ยาก เปรียบเสมือนคมมีดโกน เป็นทุกข์ แต่การบวชเป็นดาบส ทำได้ง่าย ทั้งชนก็นับถือมากมาย ดังนี้แล้ว จึงสึกออกมาเป็นดาบส.
คนอื่นๆ เห็นเขาต่างพากันถามว่า ท่านทำอะไรหรือ.
เขาจึงตอบว่า การงานในศาสนาของพวกท่านหนักมาก แต่พวกเราก็ยังมีปรกติประพฤติด้วยความพอใจในศาสนานี้อยู่. แม้เขาก็คิดว่า ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้ แม้เราก็จะบวชในศาสนานี้บ้าง ดังนี้แล้ว ศึกษาตามอย่างเขา บวชเป็นดาบส แม้พวกอื่นๆ ก็บวชเป็นดาบสทำนองนี้บ้าง เพราะฉะนั้น พวกดาบสจึงเพิ่มมากขึ้นโดยลำดับ.
ในกาลที่พวกดาบสเหล่านั้นเกิดขึ้น ศาสนาชื่อว่าจักถอยหลัง. ชื่อว่าพระพุทธเจ้าเห็นปานฉะนี้ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ศาสนาของพระองค์ก็ได้ชื่อว่าเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้น ศาสนาจึงจักเป็นเพียงเส้นด้ายเท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงข้อนี้ จึงตรัสว่า การบวชเป็นดาบสเป็นปากทางแห่งความพินาศของศาสนา.
บทว่า จอบและตะกร้า ได้แก่ จอบและตะกร้า เพื่อจะเก็บหัวเผือกมัน รากไม้และผลไม้. บทว่า ใกล้บ้านหรือ ใจความว่า ผู้ที่ยังมิได้บรรลุถึงความถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นต้น สำคัญอยู่ว่า การดำเนินชีวิตด้วยกสิกรรมเป็นต้น เป็นของลำบาก ดังนี้เพื่อจะหลอกลวงให้คนหมู่มากหลงเชื่อ จึงสร้างโรงไฟ ในที่ใกล้หมู่บ้านบ้าง ในที่ใกล้ตำบลบ้าง บำเรอไฟด้วยอำนาจกระทำการบูชาด้วยเนยใส น้ำมัน นมส้ม น้ำผึ้ง งาและข้าวสารเป็นต้น และด้วยไม้นานาชนิดอาศัยอยู่.
บทว่า สร้างเรือนมี ๔ ประตู ใจความว่า สร้างเรือนน้ำดื่ม มีหน้ามุข ๔ ด้าน สร้างมณฑปไว้ที่ประตู ตั้งน้ำดื่มไว้ในนั้น คอยเชิญให้ผู้ที่มาแล้วๆ ดื่มน้ำ. พวกเดินทางไกล เหน็ดเหนื่อย ดื่มน้ำดื่มแล้วให้สิ่งใดแก่เขา เป็นห่ออาหารที่บริโภคแล้วก็ดี เป็นข้าวสารเป็นต้นก็ดีก็ถือเอาสิ่งนั้นทุกอย่าง กระทำยาคูเปรี้ยวเป็นต้น แล้วให้ข้าวแก่บางคน ให้ภาชนะเครื่องหุงต้มอาหารแก่บางคน เพื่อจะสงเคราะห์ด้วยอามิสให้มากยิ่งขึ้น. เขาถือเอาอามิสบ้าง บุพพัณชาติและอปรัณชาติเป็นต้นบ้าง ที่พวกเขาเหล่านั้นให้แล้ว เพื่อความเพิ่มพูนก็ใช้ของเหล่านั้นหาประโยชน์ต่อไป. โดยประการนี้ เขาก็มีสมบัติเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ก็ทำการรับโค กระบือ ทาสีและทาสต่อไป เขาก็รวมทรัพย์สินได้มากมาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาพวกนี้ จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า สร้างเรือนมี ๔ ประตูอยู่ ดังนี้.
ส่วนคำนี้ว่า เราจักบูชาสมณะหรือพราหมณ์นั้นตามความสามารถตามกำลัง ดังนี้ เป็นทางปฏิบัติของเขา. เพราะเขาปฏิบัติอย่างนี้โดยทางนี้.
ด้วยคำเพียงเท่านี้เป็นอันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงให้เห็นถึงการบวชเป็นดาบสอย่างครบถ้วน.
ถามว่า ทรงแสดงอย่างไร.
ตอบว่า ทรงแสดงว่า ดาบสนั้นมี ๘ จำพวก คือ พวกยังมีลูกเมีย ๑ พวกเที่ยวขอเขาเลี้ยงชีพ ๑ พวกอนัคคิปักกิกะ ๑ พวกอสามปากะ ๑ พวกอยมุฏฐิกะ ๑ พวกทันตวักกลิกะ ๑ พวกปวัตตผลโภชนะ ๑ พวกปัณฑุปลาสิกะ ๑.
บรรดาดาบสเหล่านั้น ดาบสเหล่าใดรวบรวมทรัพย์สมบัติไว้ได้มากแล้วอยู่ ดังเช่นเกณิยชฎิล. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่ามีลูกเมีย.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ขึ้นชื่อว่า ความเป็นผู้มีลูกเมีย ไม่สมควรแก่ผู้บวชแล้ว จึงเที่ยวหาเก็บข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วราชมาส และเมล็ดงา เป็นต้น ในที่ที่เขาเกี่ยวและนวด เอามาหุงต้มฉัน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าเที่ยวขอเขาเลี้ยงชีพ.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ขึ้นชื่อว่าการเที่ยวไปจากลานโน้นสู่ลานนี้ เก็บเอาข้าวเปลือกมาตำกินไม่สมควร ดังนี้แล้ว ยอมรับแต่ภิกษาหารคือข้าวสาร ในหมู่บ้านและตำบลได้แล้ว เอามาหุงต้มฉัน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้มิได้หุงต้มด้วยไฟ.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วยการหุงต้มเองของผู้บวชแล้ว จึงเข้าไปยังหมู่บ้าน รับเอาเฉพาะแต่ภิกษาหารที่หุงต้มแล้วเท่านั้น. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่า ผู้ไม่หุงต้มเอง.
ดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการแสวงหาภิกษาหารทุกๆ วัน สำหรับผู้บวชแล้วลำบาก จึงเอากำปั้นเหมือนหินทุบเปลือกไม้มีต้นมะม่วงป่าเป็นต้น เคี้ยวกิน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้มีกำกั้นเหมือนเหล็ก.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการเที่ยวเอาหินทุบเปลือกไม้เป็นการลำบาก แล้วใช้ฟันนั่นแหละถอนขึ้นมาเคี้ยวกิน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้ใช้ฟันแทะ.
ดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการใช้ฟันแทะเคี้ยวกินสำหรับผู้ที่บวชแล้วลำบาก จึงฉันผลไม้ที่ใช้ก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้นปาหล่นลงมา. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้ฉันผลไม้เฉพาะที่หล่นลงมา.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการใช้ก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ปาผลไม้ให้หล่นลงมาแล้วฉัน ไม่สมควรแก่ผู้บวชแล้ว จึงเคี้ยวกินดอกไม้ ผลไม้ ผลใบไม้แห้งเป็นต้น เฉพาะที่ตกเองแล้วเท่านั้นยังชีพ ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้ฉันใบไม้แห้ง.
ดาบสเหล่านั้นมี ๓ ชั้นด้วยอำนาจพวกชั้นอุกฤษฏ์ ชั้นปานกลาง และชั้นเพลา.
ใน ๓ ชั้นนั้น ดาบสเหล่าใดไม่ลุกจากที่ที่ตนนั่ง ใช้มือเก็บเอาผลไม้ที่หล่นลงในที่ที่จะเอื้อมถึงได้เท่านั้นแล้ว เคี้ยวกิน ดาบสเหล่านั้นจัดว่าเป็นชั้นอุกฤษฏ์. ดาบสเหล่าใดไม่ยอมไปยังต้นไม้อื่นจากต้นไม้ต้นเดียว ดาบสเหล่านั้นจัดว่าเป็นชั้นกลาง. ดาบสเหล่าใดไปเที่ยวแสวงหายังโคนต้นไม้นั้นๆ มาแล้วเคี้ยวกิน ดาบสเหล่านั้นจัดว่าเป็นชั้นเพลา.
แต่การบวชเป็นดาบสแม้ทั้ง ๘ อย่างเหล่านี้ก็ย่อลงได้เป็น ๔ อย่างเท่านั้น.
ถามว่า ย่อลงอย่างไร.
ตอบว่า ความจริงบรรดาการบวชเป็นดาบสเหล่านี้ การบวชที่ยังมีลูกเมียอยู่ ๑ ที่เที่ยวขอเขาฉัน ๑ รวมเป็นผู้ใช้เรือน. ที่ไม่ใช้ไฟหุงต้ม ๑ ที่ไม่หุงต้มเอง ๑ รวมเป็นผู้ใช้เรือนไฟ. ที่ใช้กำปั้นเหมือนเหล็กทุกเปลือกไม้ฉัน ๑ ที่ใช้ฟันแทะฉัน ๑ รวมเป็นผู้บริโภคเหง้าไม้ รากไม้และผลไม้. ที่ฉันผลไม้หล่นเอง ๑ ที่ฉันใบไม้เหลือง ๑ รวมเป็นผู้บริโภคผลไม้หล่นเอง. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นแสดง การบวชเป็นดาบสครบทุกอย่าง ด้วยประการฉะนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทรงแสดงว่า อาจารย์และอัมพัฏฐะยังไม่ถึงแม้ปากทางแห่งความเสื่อมแห่งการถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ จึงตรัสพระดำรัสว่า อัมพัฏฐะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน ดังนี้เป็นต้น.
คำนั้นล้วนมีเนื้อความง่ายแล้วทั้งนั้น.
บทว่า เป็นผู้ตกไปสู่อบายด้วยตนบำเพ็ญให้สมบูรณ์ ไม่ได้ คือมีตนตกไปสู่อบาย บำเพ็ญให้สมบูรณ์ไม่ได้ ในความถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ. บทว่า ทตฺติกํ แปลว่า ของที่พระราชทาน. บทว่า ไม่พระราชทาน แม้แต่จะให้เฝ้าต่อหน้าพระพักตร์.
ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่พระราชทาน.
ตอบว่า ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นรู้มนต์ ชื่อ อาวัฏฏนี (มนต์ที่ดลใจทำให้งงงวย) เฉพาะหน้า. เมื่อใดพระราชาทรงประดับประดาด้วยเครื่องอลังการอันมีค่ามาก เมื่อนั้นเขาก็จะไปยืนในที่ใกล้พระราชา จะเรียกชื่อเครื่องอลังการนั้น. เมื่อเขาเรียกชื่อได้แล้ว พระราชาจะไม่ทรงสามารถตรัสว่า เราไม่ให้แก่พราหมณ์นั้นได้เลย ครั้นพระองค์พระราชทานแล้ว ในวันมีงานมหรสพอีก จึงตรัสว่า พวกท่านจงนำเครื่องอลังการมาเมื่อพวกอำมาตย์กราบทูล ไม่มี พระเจ้าข้า พระองค์พระราชทานแก่พราหมณ์ไปแล้ว จึงตรัสถามว่า เพราะเหตุไร เราจึงให้เขาไป. พวกอำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า พราหมณ์นั้นรู้กลมายาที่ทำให้งงงวยในที่ซึ่งหน้า เขาทำพระองค์ให้งงงวยด้วยกลมายานั้นแล้ว ก็ถือเอาไป.
อีกพวกหนึ่ง ทนเห็นพราหมณ์นั้นเป็นพระสหายสนิทกับพระราชาไม่ได้ จึงได้กราบทูลว่าข้าแต่สมมติเทพ ที่ตัวของพราหมณ์นั้นมีโรคเรื้อนชื่อสังขผลิตะ พระองค์พอเห็นพราหมณ์นั้นจะกอดหรือลูบคลำธรรมดาว่าโรคเรื้อนนี้ติดกันได้ เพราะอำนาจถูกต้องเนื้อตัวกัน ขอพระองค์อย่าทรงกระทำเช่นนั้น.
จำเดิมแต่นั้นมา พระราชาจึงไม่พระราชทานให้พราหมณ์นั้นเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์. แต่เพราะเหตุที่พราหมณ์นั้นเป็นบัณฑิต ฉลาดในวิชาการเกษตร ชื่อว่าการงานที่ปรึกษากับเขาแล้วจึงทำ ย่อมไม่ผิดพลาดเลย เพราะฉะนั้น พระราชาจึงทรงยืนอยู่ภายในผ้าม่านที่กั้นไว้ ปรึกษากับเขาผู้ยืนอยู่ข้างนอก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาเหตุนั้น จึงตรัสว่า พระราชาทรงปรึกษาทางข้างนอกชายผ้าม่าน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติโรทุสฺสนฺเตน แปลว่า ทางข้างนอกชายผ้าม่าน. อีกประการหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้นี่แหละ.
บทว่า ชอบธรรม คือไม่มีโทษ. บทว่า ที่เขายกให้ คือที่เขานำมาให้.
บทว่า กถนฺตสฺส ราชา ความว่า พราหมณ์พึงรับภิกษาหารเช่นนี้ของพระราชาใด พระราชานั้นไม่พึงพระราชทาน แม้การให้เฝ้าต่อพระพักตร์แก่พราหมณ์นั้นอย่างไร. แต่พราหมณ์นี้ถือเอาของที่พระราชามิได้พระราชทานด้วยมายากล เพราะเหตุนั้น พระราชาจึงไม่พระราชทานให้พราหมณ์นั้นเฝ้าต่อพระพักตร์ พึงถึงความตกลงได้ในข้อนี้ ดังกล่าวมานี้ เป็นอธิบายในบทนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศว่า ชนจักถึงความตกลงได้ว่า ก็ใครๆ คนอื่นหารู้เหตุการณ์นี้ไม่ ยกเว้นพระราชากับพราหมณ์เท่านั้น ข้อนี้นั้นเป็นความลับด้วย ทั้งปกปิดด้วยด้วยประการฉะนี้. พระสมณโคดมผู้สัพพัญญูทรงทราบแน่นอน ดังนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเพิ่มเติมพระธรรมเทศนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อทรงถอนมานะอาศัยมนต์ของคนทั้ง ๒ นั้น เพราะเหตุที่อัมพัฏฐะนี้กับอาจารย์ของเขาเป็นคนเย่อหยิ่ง เพราะอาศัยมนต์ จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า ดูก่อนอัมพัฏฐะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน พระราชาในโลกนี้ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า บนเครื่องปูลาดในรถ คือบนที่ที่เขาจัดปูลาดไว้ เพื่อเป็นที่ประทับยืนของพระราชาในรถ.
บทว่า ผู้ยิ่งใหญ่ คือกับอำมาตย์ชั้นสูงๆ ขึ้นไป. บทว่า กับเชื้อพระวงศ์ คือกับพระกุมารที่ยังมิได้อภิเษก. บทว่า ข้อปรึกษาบางประการ ได้แก่ข้อปรึกษาที่ปรากฏเห็นปานฉะนี้ว่า ควรจะขุดบ่อหรือทำเหมืองในที่โน้น ควรจะสร้างบ้าน นิคม หรือนครไว้ในที่โน้น ดังนี้.
บทว่า ข้อปรึกษานั้น นั่นแหละ ใจความว่า ข้อราชการใดที่พระราชาทรงปรึกษา พระองค์พึงทรงปรึกษาข้อราชการนั้นด้วยพระอาการมีการทรงยกพระเศียรขึ้น และทรงยักพระภมุกาเป็นต้น ทำนองนั้นเท่านั้น.
บทว่า ที่พระราชาตรัสแล้ว คือพระราชาตรัสพระราชาดำรัสโดยประการใด พระราชดำรัสนั้นสามารถให้สำเร็จประโยชน์ได้โดยประการนั้น. ใจความว่า แม้พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ตรัสพระราชดำรัสที่สามารถให้สำเร็จประโยชน์นั้นได้.
บทว่า ปวตฺตาโร แปลว่า เป็นผู้บอก. บทว่า เหล่าใด คือเป็นสมบัติเก่าแก่ของพราหมณ์เหล่าใด. บทว่า บทแห่งมนต์ คือมนต์ กล่าวคือเวทนั่นเอง.
บทว่า ขับร้อง คือที่พราหมณ์เก่าแก่ทั้ง ๑๐ มีอัฏฐกพราหมณ์เป็นต้น สาธยายแล้วด้วยอำนาจความถึงพร้อมด้วยเสียง. บทว่า ปวุตฺตํ แปลว่า บอกแก่คนเหล่าอื่น ความว่า กล่าวสอน. บทว่า รวบรวมไว้ คือประมวลไว้ ได้แก่ทำให้เป็นกองไว้ ความว่า รวมเก็บไว้เป็นกลุ่มก้อน. บทว่า ขับตามซึ่งมนต์นั้น ความว่า พราหมณ์ในบัดนี้ ขับตาม คือสาธยายตามซึ่งมนต์นั้นที่พราหมณ์เหล่านั้นขับแล้วในกาลก่อน. บทว่า กล่าวตามซึ่งมนต์นั้น คือว่าตามซึ่งมนต์นั้น. คำนี้เป็นไวพจน์ของคำแรกนั่นเอง.
บทว่า กล่าวตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์พวกเก่าเหล่านั้นกล่าวไว้ คือสาธยายตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์พวกเก่าเหล่านั้นกล่าวไว้ คือสาธยายแล้ว.
บทว่า กล่าวสอนตามซึ่งมนต์ที่พวกพราหมณ์เก่ากล่าวสอนไว้แล้ว คือกล่าวสอนตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์เหล่านั้นกล่าวสอนแล้วแก่คนอื่น.
บทว่า อย่างไรนี่ ความว่า พราหมณ์เหล่านั้นมีใครบ้าง. คำว่า อัฏฐกะ เป็นต้น เป็นชื่อของพราหมณ์เหล่านั้น.
ได้ยินว่า พราหมณ์เหล่านั้นมองดูด้วยทิพยจักษุ ไม่กระทำการทำร้ายผู้อื่น แต่งมนต์เทียบเคียงกับคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปสัมมาสัมพุทธะ. แต่พวกพราหมณ์นอกนี้ใส่ปาณาติบาตเป็นต้น ลงไปทำลายเวททั้ง ๓ ได้กระทำให้ผิดเพี้ยนกับพระพุทธวจนะ.
บทว่า นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ คือท่านพึงเป็นฤาษีด้วยเหตุใด เหตุนั้นไม่มี. ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า อัมพัฏฐะนี้แม้อันเราถามอยู่ รู้ว่าตนถูกทับถม จักไม่ให้คำตอบ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่ทรงรับเอาคำปฏิญญา ปฏิเสธความเป็นฤาษีนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงความที่อัมพัฏฐะพร้อมทั้งอาจารย์เป็นผู้ห่างไกลจากข้อปฏิบัติของพราหมณ์เหล่านั้น จึงตรัสว่า ดูก่อน อัมพัฏฐะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน ดังนี้เป็นต้น เพราะเหตุว่า พราหมณ์รุ่นเก่า ๑๐ คนเหล่านั้นไม่มีกลิ่นของสดคาว ไม่มีกลิ่นผู้หญิง เต็มไปด้วยฝุ่นละอองและขี้ไคล มีปรกติประพฤติพรหมจรรย์ มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อาศัยอยู่ตามเชิงเขาในราวป่า เมื่อใดปรารถนาจะไป ณ ที่ใด เมื่อนั้นก็เหาะไปได้ทางอากาศทีเดียวด้วยฤทธิ์พวกเขาไม่มีกิจที่จะต้องใช้ยวดยาน การเจริญพรหมวิหารมีเมตตาเป็นต้นนั่นแหละ เป็นเครื่องคุ้มครองของพวกเขาในทุกสารทิศ พวกเขาไม่ต้องการความคุ้มกัน คือกำแพงและคน และข้อปฏิบัติของพวกพราหมณ์เหล่านั้น อัมพัฏฐะนี้ ก็เคยได้ยินมา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มีกากสีดำอันเลือกทิ้งไป คือ มีกากสีดำอันเลือกแล้ว นำออกทิ้งไป. บทว่า มีสีข้างอันอ่อนโน้มลงด้วยผ้าโพก คือ มีซี่โครง (เรือนร่าง) อันอ่อนช้อยด้วยผ้าโพกมีแผ่นผ้าและช้องผมผ้าเป็นต้น.
บทว่า มีหางอันตัดแต่งแล้ว คือ มีหางอันตัดแล้ว ในที่ควรตัดแต่ง เพื่อทำให้ดูสวยงาม. อนึ่ง ในคำนี้ แม้รถทั้งหลายท่านก็เรียกว่า รถติดหางลาที่ตัดแล้ว เพราะเหตุที่รถทั้งหลายตัดหางลานั่นเองเทียมด้วยลา.
บทว่า มีคูล้อมรอบ คือ ขุดคูไว้รอบ.
บทว่า มีลิ่มอันลงไว้ คือ มีลิ่มอันสลักไว้. การกระทำการโบกปูนไว้เบื้องล่างของกำแพงเมืองโดยรอบ เพื่อป้องกันมิให้พวกศัตรูปีนป่ายขึ้นมาได้ ท่านเรียกว่ากำแพง ในคำว่า กำแพงเมือง แต่เมืองทั้งหลายที่ประกอบด้วยกำแพงเหล่านี้ ท่านประสงค์เอาว่าเป็นกำแพงเมืองในที่นี้.
บทว่า ให้รักษา คือพวกเขาแม้จะอยู่ในเมืองเช่นนั้นก็ยังให้คนรักษาตน.
บทว่า ความกังขา คือความสงสัยอย่างนี้ว่า เป็นพระสัพพัญญู หรือมิใช่พระสัพพัญญู. คำว่า วิมติ ก็เป็นไวพจน์ของคำนั้นนั่นเอง. ความคิดเห็นที่ผิดแปลกไป. อธิบายว่า ไม่สามารถที่จะวินิจฉัยได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระดำรัสนี้ว่า ความปรากฏขึ้นแห่งมรรค ไม่มีแก่อัมพัฏฐะโดยอัตภาพนี้ วันก็จะล่วงไปเปล่าอย่างเดียว ก็อัมพัฏฐะนี้แลมาเพื่อแสวงหาลักษณะ แม้กิจนั้นก็ยังระลึกไม่ได้ เอาเถอะ เพื่อจะให้เกิดสติ เราจะให้นัยแก่เขา.
เทฺวลกฺขณทสฺสนวณฺณนา
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ เสด็จไปภายนอก เพราะเหตุว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายประทับนั่งอยู่ก็ดี บรรทมอยู่ก็ดี ใครๆ มิสามารถที่จะแสวงหาลักษณะได้ แต่เมื่อพระองค์ประทับยืนก็ดี เสด็จจงกรมอยู่ก็ดี เขาสามารถ. ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทรงทราบว่า เขามาเพื่อแสวงหาดูลักษณะแล้ว เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะทรงอธิษฐานจงกรม ข้อนี้เป็นอาจิณปฏิบัติของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นต้น.
บทว่า พิจารณาดู คือ เสาะดู ได้แก่พิจารณานับอยู่ ๑-๒.
บทว่า โดยมาก คือโดยส่วนมาก. อธิบายว่า ได้เห็นแล้วเป็นส่วนมาก ส่วนน้อยมิได้เห็น.
ต่อจากนั้น เพื่อที่จะแสดงมหาบุรุษลักษณะที่เขามิได้เห็น ท่านจึงกล่าวว่า เว้น ๒ อย่างเท่านั้น.
บทว่า ยังเคลือบแคลง คือให้เกิดความปรารถนาขึ้นมาว่า โอหนอ เราพึงเห็น ดังนี้.
บทว่า ยังสงสัย คือค้นดูมหาบุรุษลักษณะเหล่านั้น จากที่นั้นๆ ได้ลำบาก ได้แก่ไม่สามารถจะมองเห็นได้.
บทว่า ยังไม่เชื่อ คือ ถึงการลงความเห็นไม่ได้ เพราะความสงสัยนั้น.
บทว่า ไม่เลื่อมใส คือ ถึงความเลื่อมใสไม่ได้ในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ทรงมีพระลักษณะบริบูรณ์ เพราะเหตุนั้น.
ความสงสัย ท่านกล่าวว่ามีกำลังอ่อนกว่าความเคลือบแคลง ความลังเลใจมีกำลังปานกลาง ความไม่ยอมเชื่อมีกำลังมาก เพราะไม่เลื่อมใส จิตก็จะเศร้าหมองด้วยธรรมทั้ง ๓ เหล่านั้น.
บทว่า เก็บไว้ในฝัก คือ ปกปิดไว้ด้วยฝักลำไส้.
บทว่า ปิดบังไว้ด้วยผ้า คือ องคชาต.
ก็พระองคชาตของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เหมือนกับของช้างตัวประเสริฐ ปกปิดไว้ในฝัก ปิดบังไว้ด้วยผ้า เช่นเดียวกับห้องดอกบัวหลวงทองคำ.
อัมพัฏฐะมองไม่เห็นพระองคชาตนั้น เพราะผ้าปกปิดไว้ และสังเกตเห็นไม่ได้ ซึ่งพระชิวหาอันกว้างใหญ่ เพราะอยู่ภายในพระโอฐ จึงมีความเคลือบแคลง และลังเลใจ ในพระลักษณะทั้ง ๒ นั้น.
บทว่า เห็นปานนั้น คือรูปที่แน่นอน ในข้อนี้คนอื่นจะพึงกล่าวอย่างไร.
ข้อนี้พระนาคเสนเถระถูกพระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำสิ่งที่ทำได้ยากหรือ ดังนี้ ได้กล่าวไว้แล้ว.
พระนาคเสนเถระทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร ทรงทำอะไรหรือ.
พระเจ้ามิลินท์ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโอกาสที่มหาชนเขาถือว่าเป็นความอายแก่อันเตวาสิกของพรหมายุพราหมณ์ แก่พราหมณ์ ๑๖ คนผู้เป็นอันเตวาสิกของพราหมณ์ อุตตระ และของพราหมณ์พาวรี และแก่มาณพ ๓๐๐ คนผู้เป็นอันเตวาสิกของเสลพราหมณ์.
พระนาคเสนทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแสดงพระคุยหะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระฉายา ทรงบันดาลด้วยพระฤทธิ์ แสดงเพียงพระรูปเป็นเงาๆ ยังทรงนุ่งผ้าสบงอยู่ ยังทรงคาดรัดประคดอยู่ และยังทรงห่มผ้าจีวรอยู่ มหาบพิตร.
พระเจ้ามิลินท์ เมื่อเห็นพระฉายาแล้วก็เป็นอันเห็นพระคุยหะด้วยใช่ไหม ขอรับ.
พระนาคเสน ข้อนั้นยกไว้เถิด สัตว์ผู้เห็นหทัยรูปแล้วรู้ได้พึงมี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พึงนำพระหทัยมังสะออกมาแสดง.
พระเจ้ามิลินท์ ท่านนาคเสน ขอรับ ท่านพูดถูกต้องแล้ว.
บทว่า ทรงแลบ คือ ทรงนำออกมา. บทว่า ทรงสอดกลับไป คือ ทรงกวาดกลับไปกระทำให้เหมือนกับเข็มเย็บผ้ากฐิน. พึงทราบอธิบายว่า ก็ในที่นี้ ท่านแสดงให้เห็นถึงความอ่อนนุ่ม ด้วยการทรงกระทำเช่นนั้น แสดงให้เห็นถึงความยาว ด้วยการสอดเข้าไปในช่องพระกรรณ แสดงให้เห็นถึงความหนาด้วยการปกปิดพระนลาต.
บทว่า คอยต้อนรับอยู่ คือ รออยู่. ใจความว่า หวังการมาของเขา คอยมองดูอยู่.
บทว่า การสนทนาปราศรัย คือ การพูดและการเจรจากัน. ใจความว่า การกล่าวและการกล่าวตอบ.
บทว่า อโห วต นี้เป็นคำติเตียน. คำว่า เร นี้ เป็นคำร้องเรียกด้วยอำนาจเย้ยหยัน. พราหมณ์โปกขรสาติเกลียดอัมพัฏฐะนั่นแหละ จึงได้กล่าวว่า เจ้าบัณฑิต แม้ใน ๒ บทที่เหลือก็มีนัยอย่างเดียวกันนี้.
พราหมณ์โปกขรสาติหมายเอาเนื้อความนี้ว่า คนพึงไปสู่นรกได้ เพราะเมื่อมีผู้ประพฤติประโยชน์ คือผู้กระทำประโยชน์อยู่เป็นเช่นเดียวกับท่าน ไม่พึงไปได้เพราะเหตุอื่นดังนี้ จึงได้กล่าวบทนี้ว่า ผู้เจริญ ได้ยินว่า คนพึงไปสู่นรกได้เพราะคนผู้ประพฤติประโยชน์เห็นปานนั้น.
บทว่า เสียดสี คือ พูดกระทบกระเทียบ.
บทว่า นำแม้พวกเราเข้าไปเปรียบเทียบอย่างนี้ๆ ความว่า
พระโคดมตรัสว่า ดูก่อนอัมพัฏฐะ พราหมณ์โปกขรสาติ ดังนี้เป็นต้น ทรงนำพวกเราเข้าไปเปรียบเทียบอย่างนี้ๆ ทรงเปิดเผยเหตุอันปกปิดออกแล้ว ยกเอาความเป็นศูทรและทาสเป็นต้นขึ้นมาตรัส. อธิบายว่า พวกเราก็ถูกท่านให้ด่าด้วย.
บทว่า ปัดด้วยเท้า คือเอาเท้าปัดให้อัมพัฏฐะล้มลงไปแล้ว.
ก็ในกาลก่อน อัมพัฏฐะขึ้นรถไปกับอาจารย์ เป็นสารถีขับไปสู่ที่ใด อาจารย์แย่งเอาที่นั้นของเขาไปเสีย ได้ให้เขาเดินไปด้วยเท้าข้างหน้ารถ.
โปกฺขรสาติพุทฺธูปสงฺกมนวณฺณนา
บทว่า ล่วงเลยเวลาวิกาลแล้ว คือเป็นเวลาวิกาลมากแล้ว ได้แก่ไม่มีเวลาที่จะกล่าวสัมโมทนียกถากันแล้ว.
บทว่า อาคมา นุขฺวิธ โภ แปลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐะได้มา ณ ที่นี้หรือไม่หนอ. บทว่า อธิวาเสตุ แปลว่า จงทรงรับ. บทว่า สำหรับวันนี้ ใจความว่า เมื่อข้าพระองค์กระทำสักการะในพระองค์ สิ่งใดจักมีในวันนี้ คือบุญด้วย ปีติและปราโมทย์ด้วย เพื่อประโยชน์แก่สิ่งนั้น.
บทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้วโดษดุษณีภาพ ใจความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงให้ส่วนพระวรกายหรือส่วนพระวาจาให้เคลื่อนไหว ทรงดำรงพระขันติไว้ภายในนั่นแหละ ทรงรับนิมนต์แล้วโดยดุษณีภาพ คือทรงรับด้วยพระทัยเพื่อจะทรงอนุเคราะห์พราหมณ์.
บทว่า ประณีต คือ สูงสุด. บทว่า สหตฺถา แปลว่า ด้วยมือตนเอง. บทว่า ให้อิ่มหนำแล้ว คือให้อิ่มเต็มที่ ได้แก่กระทำให้บริบูรณ์คือเต็มเปี่ยม ได้แก่เต็มอิ่ม.
บทว่า สมฺปวาเรตฺวา แปลว่า ให้เพียงพอแล้ว คือให้ห้ามด้วยสัญญามือว่า พอแล้ว พอแล้ว. บทว่า ภุตฺตาวึ ผู้ทรงเสวยเสร็จแล้ว. บทว่า โอนีตปตฺตปาณึ แปลว่า มีพระหัตถ์ยกออกแล้วจากบาตร. อธิบายว่า มีพระหัตถ์ชักออกแล้ว. บาลีว่า โอนิตฺตปาณึ ก็มี.
คำนี้อธิบายว่า ทรงวางบาตรที่ทรงชักพระหัตถ์ออกแล้ว คือเว้นอาหารต่างๆ จากฝ่าพระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า โอนิตฺตปตฺตปาณี.
อธิบายว่า ผู้ทรงล้างพระหัตถ์และบาตรแล้ว ทรงวางบาตรไว้ ณ ที่ข้างหนึ่ง ประทับนั่งแล้ว.
บทว่า นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ใจความว่า ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสวยเสร็จแล้วเช่นนั้น จึงนั่งในที่ว่างข้างหนึ่ง.
บทว่า อนุปุพฺพิกถํ แปลว่า ถ้อยคำที่ควรกล่าวตามลำดับ.
ที่ชื่อว่า อนุปุพพิกถา ได้แก่ ถ้อยคำที่แสดงเนื้อความเหล่านี้ คือศีลในลำดับต่อจากทาน สวรรค์ในลำดับต่อจากศีล มรรคในลำดับต่อจากสวรรค์. เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า คือ ทานกถา เป็นต้น.
บทว่า ต่ำทราม คือ เลวทราม ได้แก่เป็นของลามก.
บทว่า สามุกฺกํสิกา แปลว่า ที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดงเอง.
ความว่า ที่พระองค์ทรงยกขึ้นถือเอาด้วยพระองค์เอง คือที่พระองค์ทรงเล็งเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ. อธิบายว่า เป็นของไม่ทั่วไปแก่ชนเหล่าอื่น.
ถามว่า ก็พระธรรมเทศนานั้น คืออะไร.
ตอบว่า คือเทศนาว่าด้วยอริยสัจ. เพราะฉะนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค.
ในบทว่า ธรรมจักษุนี้ ท่านมุ่งหมายเอาโสดาปัตติมรรค. เพื่อที่จะแสดงถึงอาการของการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งสิ้นมีความดับไปเป็นธรรมดา. ก็ธรรมจักษุนั้นกระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ เกิดขึ้นแทงตลอดซึ่งสังขตธรรมทั้งปวงอย่างนี้ด้วยอำนาจแห่งกิจ.
โปกฺขรสาติอุปาสกตฺตปฏิเวทนากถาวณฺณนา
อริยสัจธรรมอันบุคคลนั้นเห็นแล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าผู้มีธรรมอันเห็นแล้ว.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้.
ความสงสัยอันบุคคลนี้ข้ามได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าผู้มีความสงสัยอันข้ามได้แล้ว. ความไม่แน่ใจของบุคคลนั้นปราศจากไปแล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าผู้มีความไม่แน่ใจปราศจากไปแล้ว.
บทว่า เวสารชฺชปฺปตฺโต แปลว่า ถึงความเป็นผู้กล้าหาญแล้ว.
ถามว่า ในไหน.
ตอบว่า ในคำสอนของพระศาสดา. บุคคลอื่นเป็นปัจจัยไม่มีแก่ผู้นี้ คือความเชื่อต่อผู้อื่นไม่เป็นไปในบุคคลนี้ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าไม่มีบุคคลอื่นเป็นปัจจัย.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวงปรากฏชัดแล้ว เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในเบื้องต้น และเพราะมีเนื้อความเข้าใจง่าย.
อรรถกถาอัมพัฏฐสูตร ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินี จบลงแล้วด้วยประการฉะนี้. อัมพัฏฐสูตรที่ ๓ จบ. ------------------------------------------------------------
วิชฺชาจรณกถาวณฺณนา
ก็ด้วยคาถานี้ อัมพัฏฐะได้ยินบทนี้ว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ จึงคิดว่า เวทสามชื่อว่าวิชชา ศีลห้าชื่อว่าจรณะ วิชชาและจรณะนี้นี่ของเราเองก็มี หากว่าผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐสุด ตัวเรานี้ก็นับว่าประเสริฐสุดได้ เขาถึงความตกลงใจแล้วเมื่อจะทูลถามถึงวิชชาและจรณะ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉน.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระประสงค์จะปฏิเสธวิชชาและจรณะที่ประกอบด้วยวาทะปรารภเชื้อชาติเป็นต้น อันมีอยู่ในลัทธิของพราหมณ์นั้น แล้วทรงแสดงวิชชาและจรณะอันเยี่ยมยอด จึงตรัสพระดำรัสว่า น โข อมฺพฎฺฐ เป็นต้นแก่อัมพัฏฐะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ชาติวาโท แปลว่า วาทะปรารภเชื้อชาติ. ใจความว่า ได้แก่คำพูดเป็นต้นว่า สิ่งนี้ควรแก่พราหมณ์เท่านั้น หาควรแก่ศูทรไม่. ในที่ทุกแห่งก็มีนัยเช่นนี้เหมือนกัน.
บทว่า ชาติวาทวินิพนฺธา แปลว่า ผู้ยุ่งเกี่ยวในวาทะปรารภเชื้อชาติ. ในที่ทุกแห่งก็มีนัยเช่นนี้เหมือนกัน.
ลำดับนั้น อัมพัฏฐะคิดว่า เราคิดว่า บัดนี้พวกเราจักติดอยู่ในที่ใด ทีนั้น พระสมณโคดมกลับเหวี่ยงพวกเราไปเสียไกลลิบ เหมือนคนซัดแกลบลงในลมแรง ก็พวกเราไม่ติดอยู่ในที่ใด พระสมณโคดมทรงชักจูงพวกเราไป ณ ที่นั้น การถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะของพวกเรานี้ สมควรจะรู้ไหม แล้วจึงได้ถามถึงวิชชาและจรณะอีก.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อที่จะแสดงวิชชาและจรณะจำเดิมแต่การเกิดขึ้นแก่อัมพัฏฐะนั้น จึงตรัสพระดำรัสว่า อิธ อมฺพฎฺฐ ตถาคโต เป็นต้น.
ก็ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกศีล ๓ อย่าง แม้ที่นับเนื่องในจรณะ ไม่ตรัสระบุชัดว่า ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น แต่ตรัสระบุชัดด้วยอำนาจแห่งศีลทีเดียวว่า แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของภิกษุนั้น.
ถามว่า เพราะเหตุไร.
เพราะว่า ศีลไรๆ แม้ของภิกษุนั้นก็มีอยู่ เพราะฉะนั้น เมื่อตรัสระบุชัดอยู่ด้วยอำนาจแห่งจรณะ ภิกษุพึงติดอยู่ในจรณะนั้นๆ นั่นแหละด้วยคิดว่า แม้พวกเราก็ถึงพร้อมด้วยจรณะ แต่จรณะใดอันภิกษุนั้นมิได้เคยเห็นเลย แม้ด้วยความฝัน เมื่อจะตรัสระบุชัดด้วยอำนาจแห่งจรณะนั้นนั่นแหละ จึงตรัสพระดำรัสว่าภิกษุย่อมเข้าถึงฌานที่ ๑ อยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น ฯลฯ ภิกษุย่อมเข้าถึงฌานที่ ๔ อยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น เป็นต้น.
ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ เป็นอันว่าพระองค์ตรัสระบุชัดถึงสมาบัติแม้ทั้ง ๘ ว่าเป็นจรณะ. ส่วนปัญญาแม้ทั้ง ๘ นับแต่วิปัสสนาญาณไป พระองค์ตรัสระบุชัดว่า เป็นวิชชา.
จตุอปายมุขกถาวณฺณนา
บทว่า อปายมุขานิ แปลว่า ปากทางแห่งความพินาศ.
บทว่า ผู้ยังไม่ตรัสรู้ คือ ยังไม่บรรลุ หรือว่ายังไม่สามารถ. ในบทว่า ถือเอาเครื่องหาบดาบสบริขาร นี้ บริขารของดาบสมีไม้สีไฟ เต้าน้ำ เข็มและแส้หางจามรี เป็นต้น ชื่อว่า ขารี.
บทว่า วิโธ แปลว่า หาบ. เพราะฉะนั้นจึงมีใจความว่า ถือเอาหาบอันเต็มด้วยบริขารดาบส. แต่อาจารย์ที่กล่าวว่า ขาริวิวิธํ ท่านก็พรรณนาว่า คำว่า ขาริ เป็นชื่อของหาบ
คำว่า วิวิธํ คือ บริขารมากอย่างมีเต้าน้ำเป็นต้น.
บทว่า เป็นคนรับใช้ คือ เป็นคนรับใช้ด้วยสามารถกระทำวัตร เช่น ทำกัปปิยะ รับบาตรและล้างเท้าเป็นต้น. สามเณรผู้เป็นพระขีณาสพ แม้มีคุณธรรมสูง ย่อมเป็นผู้รับใช้พระภิกษุผู้ปุถุชน โดยนัยที่กล่าวแล้วโดยแท้ แต่สมณะหรือพราหมณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ ยังเป็นผู้ต่ำอยู่ทีเดียว ด้วยอำนาจแห่งคุณธรรมบ้าง ด้วยอำนาจแห่งการกระทำการรับใช้บ้าง.
ถามว่า ก็การบวชเป็นดาบส ท่านกล่าวว่า เป็นปากทางแห่งความพินาศของศาสนา เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพราะศาสนาที่กำลังดำเนินไปๆ ย่อมถอยหลัง ด้วยอำนาจแห่งการบรรพชาเป็นดาบส.
เป็นความจริง ผู้ที่มีความละอาย ใคร่ในการศึกษา มักรังเกียจผู้ที่บวชในศาสนานี้ แล้วไม่สามารถบำเพ็ญสิกขา ๓ ให้เต็มได้ว่า เราจะไม่มีการกระทำอุโบสถก็ดี ปวารณาก็ดี สังฆกรรมก็ดี กับท่าน แล้วหลีกเว้นไปเสีย.
สมณะหรือพราหมณ์นั้นคิดว่า การบำเพ็ญข้อปฏิบัติให้เต็มบริบูรณ์ในศาสนาทำได้ยาก เปรียบเสมือนคมมีดโกน เป็นทุกข์ แต่การบวชเป็นดาบส ทำได้ง่าย ทั้งชนก็นับถือมากมาย ดังนี้แล้ว จึงสึกออกมาเป็นดาบส.
คนอื่นๆ เห็นเขาต่างพากันถามว่า ท่านทำอะไรหรือ.
เขาจึงตอบว่า การงานในศาสนาของพวกท่านหนักมาก แต่พวกเราก็ยังมีปรกติประพฤติด้วยความพอใจในศาสนานี้อยู่. แม้เขาก็คิดว่า ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้ แม้เราก็จะบวชในศาสนานี้บ้าง ดังนี้แล้ว ศึกษาตามอย่างเขา บวชเป็นดาบส แม้พวกอื่นๆ ก็บวชเป็นดาบสทำนองนี้บ้าง เพราะฉะนั้น พวกดาบสจึงเพิ่มมากขึ้นโดยลำดับ.
ในกาลที่พวกดาบสเหล่านั้นเกิดขึ้น ศาสนาชื่อว่าจักถอยหลัง. ชื่อว่าพระพุทธเจ้าเห็นปานฉะนี้ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ศาสนาของพระองค์ก็ได้ชื่อว่าเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้น ศาสนาจึงจักเป็นเพียงเส้นด้ายเท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงข้อนี้ จึงตรัสว่า การบวชเป็นดาบสเป็นปากทางแห่งความพินาศของศาสนา.
บทว่า จอบและตะกร้า ได้แก่ จอบและตะกร้า เพื่อจะเก็บหัวเผือกมัน รากไม้และผลไม้. บทว่า ใกล้บ้านหรือ ใจความว่า ผู้ที่ยังมิได้บรรลุถึงความถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นต้น สำคัญอยู่ว่า การดำเนินชีวิตด้วยกสิกรรมเป็นต้น เป็นของลำบาก ดังนี้เพื่อจะหลอกลวงให้คนหมู่มากหลงเชื่อ จึงสร้างโรงไฟ ในที่ใกล้หมู่บ้านบ้าง ในที่ใกล้ตำบลบ้าง บำเรอไฟด้วยอำนาจกระทำการบูชาด้วยเนยใส น้ำมัน นมส้ม น้ำผึ้ง งาและข้าวสารเป็นต้น และด้วยไม้นานาชนิดอาศัยอยู่.
บทว่า สร้างเรือนมี ๔ ประตู ใจความว่า สร้างเรือนน้ำดื่ม มีหน้ามุข ๔ ด้าน สร้างมณฑปไว้ที่ประตู ตั้งน้ำดื่มไว้ในนั้น คอยเชิญให้ผู้ที่มาแล้วๆ ดื่มน้ำ. พวกเดินทางไกล เหน็ดเหนื่อย ดื่มน้ำดื่มแล้วให้สิ่งใดแก่เขา เป็นห่ออาหารที่บริโภคแล้วก็ดี เป็นข้าวสารเป็นต้นก็ดีก็ถือเอาสิ่งนั้นทุกอย่าง กระทำยาคูเปรี้ยวเป็นต้น แล้วให้ข้าวแก่บางคน ให้ภาชนะเครื่องหุงต้มอาหารแก่บางคน เพื่อจะสงเคราะห์ด้วยอามิสให้มากยิ่งขึ้น. เขาถือเอาอามิสบ้าง บุพพัณชาติและอปรัณชาติเป็นต้นบ้าง ที่พวกเขาเหล่านั้นให้แล้ว เพื่อความเพิ่มพูนก็ใช้ของเหล่านั้นหาประโยชน์ต่อไป. โดยประการนี้ เขาก็มีสมบัติเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ก็ทำการรับโค กระบือ ทาสีและทาสต่อไป เขาก็รวมทรัพย์สินได้มากมาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาพวกนี้ จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า สร้างเรือนมี ๔ ประตูอยู่ ดังนี้.
ส่วนคำนี้ว่า เราจักบูชาสมณะหรือพราหมณ์นั้นตามความสามารถตามกำลัง ดังนี้ เป็นทางปฏิบัติของเขา. เพราะเขาปฏิบัติอย่างนี้โดยทางนี้.
ด้วยคำเพียงเท่านี้เป็นอันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงให้เห็นถึงการบวชเป็นดาบสอย่างครบถ้วน.
ถามว่า ทรงแสดงอย่างไร.
ตอบว่า ทรงแสดงว่า ดาบสนั้นมี ๘ จำพวก คือ พวกยังมีลูกเมีย ๑ พวกเที่ยวขอเขาเลี้ยงชีพ ๑ พวกอนัคคิปักกิกะ ๑ พวกอสามปากะ ๑ พวกอยมุฏฐิกะ ๑ พวกทันตวักกลิกะ ๑ พวกปวัตตผลโภชนะ ๑ พวกปัณฑุปลาสิกะ ๑.
บรรดาดาบสเหล่านั้น ดาบสเหล่าใดรวบรวมทรัพย์สมบัติไว้ได้มากแล้วอยู่ ดังเช่นเกณิยชฎิล. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่ามีลูกเมีย.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ขึ้นชื่อว่า ความเป็นผู้มีลูกเมีย ไม่สมควรแก่ผู้บวชแล้ว จึงเที่ยวหาเก็บข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วราชมาส และเมล็ดงา เป็นต้น ในที่ที่เขาเกี่ยวและนวด เอามาหุงต้มฉัน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าเที่ยวขอเขาเลี้ยงชีพ.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ขึ้นชื่อว่าการเที่ยวไปจากลานโน้นสู่ลานนี้ เก็บเอาข้าวเปลือกมาตำกินไม่สมควร ดังนี้แล้ว ยอมรับแต่ภิกษาหารคือข้าวสาร ในหมู่บ้านและตำบลได้แล้ว เอามาหุงต้มฉัน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้มิได้หุงต้มด้วยไฟ.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วยการหุงต้มเองของผู้บวชแล้ว จึงเข้าไปยังหมู่บ้าน รับเอาเฉพาะแต่ภิกษาหารที่หุงต้มแล้วเท่านั้น. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่า ผู้ไม่หุงต้มเอง.
ดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการแสวงหาภิกษาหารทุกๆ วัน สำหรับผู้บวชแล้วลำบาก จึงเอากำปั้นเหมือนหินทุบเปลือกไม้มีต้นมะม่วงป่าเป็นต้น เคี้ยวกิน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้มีกำกั้นเหมือนเหล็ก.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการเที่ยวเอาหินทุบเปลือกไม้เป็นการลำบาก แล้วใช้ฟันนั่นแหละถอนขึ้นมาเคี้ยวกิน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้ใช้ฟันแทะ.
ดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการใช้ฟันแทะเคี้ยวกินสำหรับผู้ที่บวชแล้วลำบาก จึงฉันผลไม้ที่ใช้ก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้นปาหล่นลงมา. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้ฉันผลไม้เฉพาะที่หล่นลงมา.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการใช้ก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ปาผลไม้ให้หล่นลงมาแล้วฉัน ไม่สมควรแก่ผู้บวชแล้ว จึงเคี้ยวกินดอกไม้ ผลไม้ ผลใบไม้แห้งเป็นต้น เฉพาะที่ตกเองแล้วเท่านั้นยังชีพ ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้ฉันใบไม้แห้ง.
ดาบสเหล่านั้นมี ๓ ชั้นด้วยอำนาจพวกชั้นอุกฤษฏ์ ชั้นปานกลาง และชั้นเพลา.
ใน ๓ ชั้นนั้น ดาบสเหล่าใดไม่ลุกจากที่ที่ตนนั่ง ใช้มือเก็บเอาผลไม้ที่หล่นลงในที่ที่จะเอื้อมถึงได้เท่านั้นแล้ว เคี้ยวกิน ดาบสเหล่านั้นจัดว่าเป็นชั้นอุกฤษฏ์. ดาบสเหล่าใดไม่ยอมไปยังต้นไม้อื่นจากต้นไม้ต้นเดียว ดาบสเหล่านั้นจัดว่าเป็นชั้นกลาง. ดาบสเหล่าใดไปเที่ยวแสวงหายังโคนต้นไม้นั้นๆ มาแล้วเคี้ยวกิน ดาบสเหล่านั้นจัดว่าเป็นชั้นเพลา.
แต่การบวชเป็นดาบสแม้ทั้ง ๘ อย่างเหล่านี้ก็ย่อลงได้เป็น ๔ อย่างเท่านั้น.
ถามว่า ย่อลงอย่างไร.
ตอบว่า ความจริงบรรดาการบวชเป็นดาบสเหล่านี้ การบวชที่ยังมีลูกเมียอยู่ ๑ ที่เที่ยวขอเขาฉัน ๑ รวมเป็นผู้ใช้เรือน. ที่ไม่ใช้ไฟหุงต้ม ๑ ที่ไม่หุงต้มเอง ๑ รวมเป็นผู้ใช้เรือนไฟ. ที่ใช้กำปั้นเหมือนเหล็กทุกเปลือกไม้ฉัน ๑ ที่ใช้ฟันแทะฉัน ๑ รวมเป็นผู้บริโภคเหง้าไม้ รากไม้และผลไม้. ที่ฉันผลไม้หล่นเอง ๑ ที่ฉันใบไม้เหลือง ๑ รวมเป็นผู้บริโภคผลไม้หล่นเอง. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นแสดง การบวชเป็นดาบสครบทุกอย่าง ด้วยประการฉะนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทรงแสดงว่า อาจารย์และอัมพัฏฐะยังไม่ถึงแม้ปากทางแห่งความเสื่อมแห่งการถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ จึงตรัสพระดำรัสว่า อัมพัฏฐะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน ดังนี้เป็นต้น.
คำนั้นล้วนมีเนื้อความง่ายแล้วทั้งนั้น.
บทว่า เป็นผู้ตกไปสู่อบายด้วยตนบำเพ็ญให้สมบูรณ์ ไม่ได้ คือมีตนตกไปสู่อบาย บำเพ็ญให้สมบูรณ์ไม่ได้ ในความถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ. บทว่า ทตฺติกํ แปลว่า ของที่พระราชทาน. บทว่า ไม่พระราชทาน แม้แต่จะให้เฝ้าต่อหน้าพระพักตร์.
ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่พระราชทาน.
ตอบว่า ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นรู้มนต์ ชื่อ อาวัฏฏนี (มนต์ที่ดลใจทำให้งงงวย) เฉพาะหน้า. เมื่อใดพระราชาทรงประดับประดาด้วยเครื่องอลังการอันมีค่ามาก เมื่อนั้นเขาก็จะไปยืนในที่ใกล้พระราชา จะเรียกชื่อเครื่องอลังการนั้น. เมื่อเขาเรียกชื่อได้แล้ว พระราชาจะไม่ทรงสามารถตรัสว่า เราไม่ให้แก่พราหมณ์นั้นได้เลย ครั้นพระองค์พระราชทานแล้ว ในวันมีงานมหรสพอีก จึงตรัสว่า พวกท่านจงนำเครื่องอลังการมาเมื่อพวกอำมาตย์กราบทูล ไม่มี พระเจ้าข้า พระองค์พระราชทานแก่พราหมณ์ไปแล้ว จึงตรัสถามว่า เพราะเหตุไร เราจึงให้เขาไป. พวกอำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า พราหมณ์นั้นรู้กลมายาที่ทำให้งงงวยในที่ซึ่งหน้า เขาทำพระองค์ให้งงงวยด้วยกลมายานั้นแล้ว ก็ถือเอาไป.
อีกพวกหนึ่ง ทนเห็นพราหมณ์นั้นเป็นพระสหายสนิทกับพระราชาไม่ได้ จึงได้กราบทูลว่าข้าแต่สมมติเทพ ที่ตัวของพราหมณ์นั้นมีโรคเรื้อนชื่อสังขผลิตะ พระองค์พอเห็นพราหมณ์นั้นจะกอดหรือลูบคลำธรรมดาว่าโรคเรื้อนนี้ติดกันได้ เพราะอำนาจถูกต้องเนื้อตัวกัน ขอพระองค์อย่าทรงกระทำเช่นนั้น.
จำเดิมแต่นั้นมา พระราชาจึงไม่พระราชทานให้พราหมณ์นั้นเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์. แต่เพราะเหตุที่พราหมณ์นั้นเป็นบัณฑิต ฉลาดในวิชาการเกษตร ชื่อว่าการงานที่ปรึกษากับเขาแล้วจึงทำ ย่อมไม่ผิดพลาดเลย เพราะฉะนั้น พระราชาจึงทรงยืนอยู่ภายในผ้าม่านที่กั้นไว้ ปรึกษากับเขาผู้ยืนอยู่ข้างนอก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาเหตุนั้น จึงตรัสว่า พระราชาทรงปรึกษาทางข้างนอกชายผ้าม่าน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติโรทุสฺสนฺเตน แปลว่า ทางข้างนอกชายผ้าม่าน. อีกประการหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้นี่แหละ.
บทว่า ชอบธรรม คือไม่มีโทษ. บทว่า ที่เขายกให้ คือที่เขานำมาให้.
บทว่า กถนฺตสฺส ราชา ความว่า พราหมณ์พึงรับภิกษาหารเช่นนี้ของพระราชาใด พระราชานั้นไม่พึงพระราชทาน แม้การให้เฝ้าต่อพระพักตร์แก่พราหมณ์นั้นอย่างไร. แต่พราหมณ์นี้ถือเอาของที่พระราชามิได้พระราชทานด้วยมายากล เพราะเหตุนั้น พระราชาจึงไม่พระราชทานให้พราหมณ์นั้นเฝ้าต่อพระพักตร์ พึงถึงความตกลงได้ในข้อนี้ ดังกล่าวมานี้ เป็นอธิบายในบทนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศว่า ชนจักถึงความตกลงได้ว่า ก็ใครๆ คนอื่นหารู้เหตุการณ์นี้ไม่ ยกเว้นพระราชากับพราหมณ์เท่านั้น ข้อนี้นั้นเป็นความลับด้วย ทั้งปกปิดด้วยด้วยประการฉะนี้. พระสมณโคดมผู้สัพพัญญูทรงทราบแน่นอน ดังนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเพิ่มเติมพระธรรมเทศนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อทรงถอนมานะอาศัยมนต์ของคนทั้ง ๒ นั้น เพราะเหตุที่อัมพัฏฐะนี้กับอาจารย์ของเขาเป็นคนเย่อหยิ่ง เพราะอาศัยมนต์ จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า ดูก่อนอัมพัฏฐะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน พระราชาในโลกนี้ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า บนเครื่องปูลาดในรถ คือบนที่ที่เขาจัดปูลาดไว้ เพื่อเป็นที่ประทับยืนของพระราชาในรถ.
บทว่า ผู้ยิ่งใหญ่ คือกับอำมาตย์ชั้นสูงๆ ขึ้นไป. บทว่า กับเชื้อพระวงศ์ คือกับพระกุมารที่ยังมิได้อภิเษก. บทว่า ข้อปรึกษาบางประการ ได้แก่ข้อปรึกษาที่ปรากฏเห็นปานฉะนี้ว่า ควรจะขุดบ่อหรือทำเหมืองในที่โน้น ควรจะสร้างบ้าน นิคม หรือนครไว้ในที่โน้น ดังนี้.
บทว่า ข้อปรึกษานั้น นั่นแหละ ใจความว่า ข้อราชการใดที่พระราชาทรงปรึกษา พระองค์พึงทรงปรึกษาข้อราชการนั้นด้วยพระอาการมีการทรงยกพระเศียรขึ้น และทรงยักพระภมุกาเป็นต้น ทำนองนั้นเท่านั้น.
บทว่า ที่พระราชาตรัสแล้ว คือพระราชาตรัสพระราชาดำรัสโดยประการใด พระราชดำรัสนั้นสามารถให้สำเร็จประโยชน์ได้โดยประการนั้น. ใจความว่า แม้พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ตรัสพระราชดำรัสที่สามารถให้สำเร็จประโยชน์นั้นได้.
บทว่า ปวตฺตาโร แปลว่า เป็นผู้บอก. บทว่า เหล่าใด คือเป็นสมบัติเก่าแก่ของพราหมณ์เหล่าใด. บทว่า บทแห่งมนต์ คือมนต์ กล่าวคือเวทนั่นเอง.
บทว่า ขับร้อง คือที่พราหมณ์เก่าแก่ทั้ง ๑๐ มีอัฏฐกพราหมณ์เป็นต้น สาธยายแล้วด้วยอำนาจความถึงพร้อมด้วยเสียง. บทว่า ปวุตฺตํ แปลว่า บอกแก่คนเหล่าอื่น ความว่า กล่าวสอน. บทว่า รวบรวมไว้ คือประมวลไว้ ได้แก่ทำให้เป็นกองไว้ ความว่า รวมเก็บไว้เป็นกลุ่มก้อน. บทว่า ขับตามซึ่งมนต์นั้น ความว่า พราหมณ์ในบัดนี้ ขับตาม คือสาธยายตามซึ่งมนต์นั้นที่พราหมณ์เหล่านั้นขับแล้วในกาลก่อน. บทว่า กล่าวตามซึ่งมนต์นั้น คือว่าตามซึ่งมนต์นั้น. คำนี้เป็นไวพจน์ของคำแรกนั่นเอง.
บทว่า กล่าวตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์พวกเก่าเหล่านั้นกล่าวไว้ คือสาธยายตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์พวกเก่าเหล่านั้นกล่าวไว้ คือสาธยายแล้ว.
บทว่า กล่าวสอนตามซึ่งมนต์ที่พวกพราหมณ์เก่ากล่าวสอนไว้แล้ว คือกล่าวสอนตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์เหล่านั้นกล่าวสอนแล้วแก่คนอื่น.
บทว่า อย่างไรนี่ ความว่า พราหมณ์เหล่านั้นมีใครบ้าง. คำว่า อัฏฐกะ เป็นต้น เป็นชื่อของพราหมณ์เหล่านั้น.
ได้ยินว่า พราหมณ์เหล่านั้นมองดูด้วยทิพยจักษุ ไม่กระทำการทำร้ายผู้อื่น แต่งมนต์เทียบเคียงกับคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปสัมมาสัมพุทธะ. แต่พวกพราหมณ์นอกนี้ใส่ปาณาติบาตเป็นต้น ลงไปทำลายเวททั้ง ๓ ได้กระทำให้ผิดเพี้ยนกับพระพุทธวจนะ.
บทว่า นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ คือท่านพึงเป็นฤาษีด้วยเหตุใด เหตุนั้นไม่มี. ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า อัมพัฏฐะนี้แม้อันเราถามอยู่ รู้ว่าตนถูกทับถม จักไม่ให้คำตอบ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่ทรงรับเอาคำปฏิญญา ปฏิเสธความเป็นฤาษีนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงความที่อัมพัฏฐะพร้อมทั้งอาจารย์เป็นผู้ห่างไกลจากข้อปฏิบัติของพราหมณ์เหล่านั้น จึงตรัสว่า ดูก่อน อัมพัฏฐะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน ดังนี้เป็นต้น เพราะเหตุว่า พราหมณ์รุ่นเก่า ๑๐ คนเหล่านั้นไม่มีกลิ่นของสดคาว ไม่มีกลิ่นผู้หญิง เต็มไปด้วยฝุ่นละอองและขี้ไคล มีปรกติประพฤติพรหมจรรย์ มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อาศัยอยู่ตามเชิงเขาในราวป่า เมื่อใดปรารถนาจะไป ณ ที่ใด เมื่อนั้นก็เหาะไปได้ทางอากาศทีเดียวด้วยฤทธิ์พวกเขาไม่มีกิจที่จะต้องใช้ยวดยาน การเจริญพรหมวิหารมีเมตตาเป็นต้นนั่นแหละ เป็นเครื่องคุ้มครองของพวกเขาในทุกสารทิศ พวกเขาไม่ต้องการความคุ้มกัน คือกำแพงและคน และข้อปฏิบัติของพวกพราหมณ์เหล่านั้น อัมพัฏฐะนี้ ก็เคยได้ยินมา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มีกากสีดำอันเลือกทิ้งไป คือ มีกากสีดำอันเลือกแล้ว นำออกทิ้งไป. บทว่า มีสีข้างอันอ่อนโน้มลงด้วยผ้าโพก คือ มีซี่โครง (เรือนร่าง) อันอ่อนช้อยด้วยผ้าโพกมีแผ่นผ้าและช้องผมผ้าเป็นต้น.
บทว่า มีหางอันตัดแต่งแล้ว คือ มีหางอันตัดแล้ว ในที่ควรตัดแต่ง เพื่อทำให้ดูสวยงาม. อนึ่ง ในคำนี้ แม้รถทั้งหลายท่านก็เรียกว่า รถติดหางลาที่ตัดแล้ว เพราะเหตุที่รถทั้งหลายตัดหางลานั่นเองเทียมด้วยลา.
บทว่า มีคูล้อมรอบ คือ ขุดคูไว้รอบ.
บทว่า มีลิ่มอันลงไว้ คือ มีลิ่มอันสลักไว้. การกระทำการโบกปูนไว้เบื้องล่างของกำแพงเมืองโดยรอบ เพื่อป้องกันมิให้พวกศัตรูปีนป่ายขึ้นมาได้ ท่านเรียกว่ากำแพง ในคำว่า กำแพงเมือง แต่เมืองทั้งหลายที่ประกอบด้วยกำแพงเหล่านี้ ท่านประสงค์เอาว่าเป็นกำแพงเมืองในที่นี้.
บทว่า ให้รักษา คือพวกเขาแม้จะอยู่ในเมืองเช่นนั้นก็ยังให้คนรักษาตน.
บทว่า ความกังขา คือความสงสัยอย่างนี้ว่า เป็นพระสัพพัญญู หรือมิใช่พระสัพพัญญู. คำว่า วิมติ ก็เป็นไวพจน์ของคำนั้นนั่นเอง. ความคิดเห็นที่ผิดแปลกไป. อธิบายว่า ไม่สามารถที่จะวินิจฉัยได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระดำรัสนี้ว่า ความปรากฏขึ้นแห่งมรรค ไม่มีแก่อัมพัฏฐะโดยอัตภาพนี้ วันก็จะล่วงไปเปล่าอย่างเดียว ก็อัมพัฏฐะนี้แลมาเพื่อแสวงหาลักษณะ แม้กิจนั้นก็ยังระลึกไม่ได้ เอาเถอะ เพื่อจะให้เกิดสติ เราจะให้นัยแก่เขา.
เทฺวลกฺขณทสฺสนวณฺณนา
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ เสด็จไปภายนอก เพราะเหตุว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายประทับนั่งอยู่ก็ดี บรรทมอยู่ก็ดี ใครๆ มิสามารถที่จะแสวงหาลักษณะได้ แต่เมื่อพระองค์ประทับยืนก็ดี เสด็จจงกรมอยู่ก็ดี เขาสามารถ. ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทรงทราบว่า เขามาเพื่อแสวงหาดูลักษณะแล้ว เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะทรงอธิษฐานจงกรม ข้อนี้เป็นอาจิณปฏิบัติของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นต้น.
บทว่า พิจารณาดู คือ เสาะดู ได้แก่พิจารณานับอยู่ ๑-๒.
บทว่า โดยมาก คือโดยส่วนมาก. อธิบายว่า ได้เห็นแล้วเป็นส่วนมาก ส่วนน้อยมิได้เห็น.
ต่อจากนั้น เพื่อที่จะแสดงมหาบุรุษลักษณะที่เขามิได้เห็น ท่านจึงกล่าวว่า เว้น ๒ อย่างเท่านั้น.
บทว่า ยังเคลือบแคลง คือให้เกิดความปรารถนาขึ้นมาว่า โอหนอ เราพึงเห็น ดังนี้.
บทว่า ยังสงสัย คือค้นดูมหาบุรุษลักษณะเหล่านั้น จากที่นั้นๆ ได้ลำบาก ได้แก่ไม่สามารถจะมองเห็นได้.
บทว่า ยังไม่เชื่อ คือ ถึงการลงความเห็นไม่ได้ เพราะความสงสัยนั้น.
บทว่า ไม่เลื่อมใส คือ ถึงความเลื่อมใสไม่ได้ในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ทรงมีพระลักษณะบริบูรณ์ เพราะเหตุนั้น.
ความสงสัย ท่านกล่าวว่ามีกำลังอ่อนกว่าความเคลือบแคลง ความลังเลใจมีกำลังปานกลาง ความไม่ยอมเชื่อมีกำลังมาก เพราะไม่เลื่อมใส จิตก็จะเศร้าหมองด้วยธรรมทั้ง ๓ เหล่านั้น.
บทว่า เก็บไว้ในฝัก คือ ปกปิดไว้ด้วยฝักลำไส้.
บทว่า ปิดบังไว้ด้วยผ้า คือ องคชาต.
ก็พระองคชาตของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เหมือนกับของช้างตัวประเสริฐ ปกปิดไว้ในฝัก ปิดบังไว้ด้วยผ้า เช่นเดียวกับห้องดอกบัวหลวงทองคำ.
อัมพัฏฐะมองไม่เห็นพระองคชาตนั้น เพราะผ้าปกปิดไว้ และสังเกตเห็นไม่ได้ ซึ่งพระชิวหาอันกว้างใหญ่ เพราะอยู่ภายในพระโอฐ จึงมีความเคลือบแคลง และลังเลใจ ในพระลักษณะทั้ง ๒ นั้น.
บทว่า เห็นปานนั้น คือรูปที่แน่นอน ในข้อนี้คนอื่นจะพึงกล่าวอย่างไร.
ข้อนี้พระนาคเสนเถระถูกพระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำสิ่งที่ทำได้ยากหรือ ดังนี้ ได้กล่าวไว้แล้ว.
พระนาคเสนเถระทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร ทรงทำอะไรหรือ.
พระเจ้ามิลินท์ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโอกาสที่มหาชนเขาถือว่าเป็นความอายแก่อันเตวาสิกของพรหมายุพราหมณ์ แก่พราหมณ์ ๑๖ คนผู้เป็นอันเตวาสิกของพราหมณ์ อุตตระ และของพราหมณ์พาวรี และแก่มาณพ ๓๐๐ คนผู้เป็นอันเตวาสิกของเสลพราหมณ์.
พระนาคเสนทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแสดงพระคุยหะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระฉายา ทรงบันดาลด้วยพระฤทธิ์ แสดงเพียงพระรูปเป็นเงาๆ ยังทรงนุ่งผ้าสบงอยู่ ยังทรงคาดรัดประคดอยู่ และยังทรงห่มผ้าจีวรอยู่ มหาบพิตร.
พระเจ้ามิลินท์ เมื่อเห็นพระฉายาแล้วก็เป็นอันเห็นพระคุยหะด้วยใช่ไหม ขอรับ.
พระนาคเสน ข้อนั้นยกไว้เถิด สัตว์ผู้เห็นหทัยรูปแล้วรู้ได้พึงมี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พึงนำพระหทัยมังสะออกมาแสดง.
พระเจ้ามิลินท์ ท่านนาคเสน ขอรับ ท่านพูดถูกต้องแล้ว.
บทว่า ทรงแลบ คือ ทรงนำออกมา. บทว่า ทรงสอดกลับไป คือ ทรงกวาดกลับไปกระทำให้เหมือนกับเข็มเย็บผ้ากฐิน. พึงทราบอธิบายว่า ก็ในที่นี้ ท่านแสดงให้เห็นถึงความอ่อนนุ่ม ด้วยการทรงกระทำเช่นนั้น แสดงให้เห็นถึงความยาว ด้วยการสอดเข้าไปในช่องพระกรรณ แสดงให้เห็นถึงความหนาด้วยการปกปิดพระนลาต.
บทว่า คอยต้อนรับอยู่ คือ รออยู่. ใจความว่า หวังการมาของเขา คอยมองดูอยู่.
บทว่า การสนทนาปราศรัย คือ การพูดและการเจรจากัน. ใจความว่า การกล่าวและการกล่าวตอบ.
บทว่า อโห วต นี้เป็นคำติเตียน. คำว่า เร นี้ เป็นคำร้องเรียกด้วยอำนาจเย้ยหยัน. พราหมณ์โปกขรสาติเกลียดอัมพัฏฐะนั่นแหละ จึงได้กล่าวว่า เจ้าบัณฑิต แม้ใน ๒ บทที่เหลือก็มีนัยอย่างเดียวกันนี้.
พราหมณ์โปกขรสาติหมายเอาเนื้อความนี้ว่า คนพึงไปสู่นรกได้ เพราะเมื่อมีผู้ประพฤติประโยชน์ คือผู้กระทำประโยชน์อยู่เป็นเช่นเดียวกับท่าน ไม่พึงไปได้เพราะเหตุอื่นดังนี้ จึงได้กล่าวบทนี้ว่า ผู้เจริญ ได้ยินว่า คนพึงไปสู่นรกได้เพราะคนผู้ประพฤติประโยชน์เห็นปานนั้น.
บทว่า เสียดสี คือ พูดกระทบกระเทียบ.
บทว่า นำแม้พวกเราเข้าไปเปรียบเทียบอย่างนี้ๆ ความว่า
พระโคดมตรัสว่า ดูก่อนอัมพัฏฐะ พราหมณ์โปกขรสาติ ดังนี้เป็นต้น ทรงนำพวกเราเข้าไปเปรียบเทียบอย่างนี้ๆ ทรงเปิดเผยเหตุอันปกปิดออกแล้ว ยกเอาความเป็นศูทรและทาสเป็นต้นขึ้นมาตรัส. อธิบายว่า พวกเราก็ถูกท่านให้ด่าด้วย.
บทว่า ปัดด้วยเท้า คือเอาเท้าปัดให้อัมพัฏฐะล้มลงไปแล้ว.
ก็ในกาลก่อน อัมพัฏฐะขึ้นรถไปกับอาจารย์ เป็นสารถีขับไปสู่ที่ใด อาจารย์แย่งเอาที่นั้นของเขาไปเสีย ได้ให้เขาเดินไปด้วยเท้าข้างหน้ารถ.
โปกฺขรสาติพุทฺธูปสงฺกมนวณฺณนา
บทว่า ล่วงเลยเวลาวิกาลแล้ว คือเป็นเวลาวิกาลมากแล้ว ได้แก่ไม่มีเวลาที่จะกล่าวสัมโมทนียกถากันแล้ว.
บทว่า อาคมา นุขฺวิธ โภ แปลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐะได้มา ณ ที่นี้หรือไม่หนอ. บทว่า อธิวาเสตุ แปลว่า จงทรงรับ. บทว่า สำหรับวันนี้ ใจความว่า เมื่อข้าพระองค์กระทำสักการะในพระองค์ สิ่งใดจักมีในวันนี้ คือบุญด้วย ปีติและปราโมทย์ด้วย เพื่อประโยชน์แก่สิ่งนั้น.
บทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้วโดษดุษณีภาพ ใจความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงให้ส่วนพระวรกายหรือส่วนพระวาจาให้เคลื่อนไหว ทรงดำรงพระขันติไว้ภายในนั่นแหละ ทรงรับนิมนต์แล้วโดยดุษณีภาพ คือทรงรับด้วยพระทัยเพื่อจะทรงอนุเคราะห์พราหมณ์.
บทว่า ประณีต คือ สูงสุด. บทว่า สหตฺถา แปลว่า ด้วยมือตนเอง. บทว่า ให้อิ่มหนำแล้ว คือให้อิ่มเต็มที่ ได้แก่กระทำให้บริบูรณ์คือเต็มเปี่ยม ได้แก่เต็มอิ่ม.
บทว่า สมฺปวาเรตฺวา แปลว่า ให้เพียงพอแล้ว คือให้ห้ามด้วยสัญญามือว่า พอแล้ว พอแล้ว. บทว่า ภุตฺตาวึ ผู้ทรงเสวยเสร็จแล้ว. บทว่า โอนีตปตฺตปาณึ แปลว่า มีพระหัตถ์ยกออกแล้วจากบาตร. อธิบายว่า มีพระหัตถ์ชักออกแล้ว. บาลีว่า โอนิตฺตปาณึ ก็มี.
คำนี้อธิบายว่า ทรงวางบาตรที่ทรงชักพระหัตถ์ออกแล้ว คือเว้นอาหารต่างๆ จากฝ่าพระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า โอนิตฺตปตฺตปาณี.
อธิบายว่า ผู้ทรงล้างพระหัตถ์และบาตรแล้ว ทรงวางบาตรไว้ ณ ที่ข้างหนึ่ง ประทับนั่งแล้ว.
บทว่า นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ใจความว่า ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสวยเสร็จแล้วเช่นนั้น จึงนั่งในที่ว่างข้างหนึ่ง.
บทว่า อนุปุพฺพิกถํ แปลว่า ถ้อยคำที่ควรกล่าวตามลำดับ.
ที่ชื่อว่า อนุปุพพิกถา ได้แก่ ถ้อยคำที่แสดงเนื้อความเหล่านี้ คือศีลในลำดับต่อจากทาน สวรรค์ในลำดับต่อจากศีล มรรคในลำดับต่อจากสวรรค์. เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า คือ ทานกถา เป็นต้น.
บทว่า ต่ำทราม คือ เลวทราม ได้แก่เป็นของลามก.
บทว่า สามุกฺกํสิกา แปลว่า ที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดงเอง.
ความว่า ที่พระองค์ทรงยกขึ้นถือเอาด้วยพระองค์เอง คือที่พระองค์ทรงเล็งเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ. อธิบายว่า เป็นของไม่ทั่วไปแก่ชนเหล่าอื่น.
ถามว่า ก็พระธรรมเทศนานั้น คืออะไร.
ตอบว่า คือเทศนาว่าด้วยอริยสัจ. เพราะฉะนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค.
ในบทว่า ธรรมจักษุนี้ ท่านมุ่งหมายเอาโสดาปัตติมรรค. เพื่อที่จะแสดงถึงอาการของการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งสิ้นมีความดับไปเป็นธรรมดา. ก็ธรรมจักษุนั้นกระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ เกิดขึ้นแทงตลอดซึ่งสังขตธรรมทั้งปวงอย่างนี้ด้วยอำนาจแห่งกิจ.
โปกฺขรสาติอุปาสกตฺตปฏิเวทนากถาวณฺณนา
อริยสัจธรรมอันบุคคลนั้นเห็นแล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าผู้มีธรรมอันเห็นแล้ว.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้.
ความสงสัยอันบุคคลนี้ข้ามได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าผู้มีความสงสัยอันข้ามได้แล้ว. ความไม่แน่ใจของบุคคลนั้นปราศจากไปแล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าผู้มีความไม่แน่ใจปราศจากไปแล้ว.
บทว่า เวสารชฺชปฺปตฺโต แปลว่า ถึงความเป็นผู้กล้าหาญแล้ว.
ถามว่า ในไหน.
ตอบว่า ในคำสอนของพระศาสดา. บุคคลอื่นเป็นปัจจัยไม่มีแก่ผู้นี้ คือความเชื่อต่อผู้อื่นไม่เป็นไปในบุคคลนี้ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าไม่มีบุคคลอื่นเป็นปัจจัย.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวงปรากฏชัดแล้ว เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในเบื้องต้น และเพราะมีเนื้อความเข้าใจง่าย.
อรรถกถาอัมพัฏฐสูตร ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินี จบลงแล้วด้วยประการฉะนี้. อัมพัฏฐสูตรที่ ๓ จบ. ------------------------------------------------------------
วิชฺชาจรณกถาวณฺณนา
ก็ด้วยคาถานี้ อัมพัฏฐะได้ยินบทนี้ว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ จึงคิดว่า เวทสามชื่อว่าวิชชา ศีลห้าชื่อว่าจรณะ วิชชาและจรณะนี้นี่ของเราเองก็มี หากว่าผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐสุด ตัวเรานี้ก็นับว่าประเสริฐสุดได้ เขาถึงความตกลงใจแล้วเมื่อจะทูลถามถึงวิชชาและจรณะ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉน.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระประสงค์จะปฏิเสธวิชชาและจรณะที่ประกอบด้วยวาทะปรารภเชื้อชาติเป็นต้น อันมีอยู่ในลัทธิของพราหมณ์นั้น แล้วทรงแสดงวิชชาและจรณะอันเยี่ยมยอด จึงตรัสพระดำรัสว่า น โข อมฺพฎฺฐ เป็นต้นแก่อัมพัฏฐะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ชาติวาโท แปลว่า วาทะปรารภเชื้อชาติ. ใจความว่า ได้แก่คำพูดเป็นต้นว่า สิ่งนี้ควรแก่พราหมณ์เท่านั้น หาควรแก่ศูทรไม่. ในที่ทุกแห่งก็มีนัยเช่นนี้เหมือนกัน.
บทว่า ชาติวาทวินิพนฺธา แปลว่า ผู้ยุ่งเกี่ยวในวาทะปรารภเชื้อชาติ. ในที่ทุกแห่งก็มีนัยเช่นนี้เหมือนกัน.
ลำดับนั้น อัมพัฏฐะคิดว่า เราคิดว่า บัดนี้พวกเราจักติดอยู่ในที่ใด ทีนั้น พระสมณโคดมกลับเหวี่ยงพวกเราไปเสียไกลลิบ เหมือนคนซัดแกลบลงในลมแรง ก็พวกเราไม่ติดอยู่ในที่ใด พระสมณโคดมทรงชักจูงพวกเราไป ณ ที่นั้น การถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะของพวกเรานี้ สมควรจะรู้ไหม แล้วจึงได้ถามถึงวิชชาและจรณะอีก.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อที่จะแสดงวิชชาและจรณะจำเดิมแต่การเกิดขึ้นแก่อัมพัฏฐะนั้น จึงตรัสพระดำรัสว่า อิธ อมฺพฎฺฐ ตถาคโต เป็นต้น.
ก็ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกศีล ๓ อย่าง แม้ที่นับเนื่องในจรณะ ไม่ตรัสระบุชัดว่า ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น แต่ตรัสระบุชัดด้วยอำนาจแห่งศีลทีเดียวว่า แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของภิกษุนั้น.
ถามว่า เพราะเหตุไร.
เพราะว่า ศีลไรๆ แม้ของภิกษุนั้นก็มีอยู่ เพราะฉะนั้น เมื่อตรัสระบุชัดอยู่ด้วยอำนาจแห่งจรณะ ภิกษุพึงติดอยู่ในจรณะนั้นๆ นั่นแหละด้วยคิดว่า แม้พวกเราก็ถึงพร้อมด้วยจรณะ แต่จรณะใดอันภิกษุนั้นมิได้เคยเห็นเลย แม้ด้วยความฝัน เมื่อจะตรัสระบุชัดด้วยอำนาจแห่งจรณะนั้นนั่นแหละ จึงตรัสพระดำรัสว่าภิกษุย่อมเข้าถึงฌานที่ ๑ อยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น ฯลฯ ภิกษุย่อมเข้าถึงฌานที่ ๔ อยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น เป็นต้น.
ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ เป็นอันว่าพระองค์ตรัสระบุชัดถึงสมาบัติแม้ทั้ง ๘ ว่าเป็นจรณะ. ส่วนปัญญาแม้ทั้ง ๘ นับแต่วิปัสสนาญาณไป พระองค์ตรัสระบุชัดว่า เป็นวิชชา.
จตุอปายมุขกถาวณฺณนา
บทว่า อปายมุขานิ แปลว่า ปากทางแห่งความพินาศ.
บทว่า ผู้ยังไม่ตรัสรู้ คือ ยังไม่บรรลุ หรือว่ายังไม่สามารถ. ในบทว่า ถือเอาเครื่องหาบดาบสบริขาร นี้ บริขารของดาบสมีไม้สีไฟ เต้าน้ำ เข็มและแส้หางจามรี เป็นต้น ชื่อว่า ขารี.
บทว่า วิโธ แปลว่า หาบ. เพราะฉะนั้นจึงมีใจความว่า ถือเอาหาบอันเต็มด้วยบริขารดาบส. แต่อาจารย์ที่กล่าวว่า ขาริวิวิธํ ท่านก็พรรณนาว่า คำว่า ขาริ เป็นชื่อของหาบ
คำว่า วิวิธํ คือ บริขารมากอย่างมีเต้าน้ำเป็นต้น.
บทว่า เป็นคนรับใช้ คือ เป็นคนรับใช้ด้วยสามารถกระทำวัตร เช่น ทำกัปปิยะ รับบาตรและล้างเท้าเป็นต้น. สามเณรผู้เป็นพระขีณาสพ แม้มีคุณธรรมสูง ย่อมเป็นผู้รับใช้พระภิกษุผู้ปุถุชน โดยนัยที่กล่าวแล้วโดยแท้ แต่สมณะหรือพราหมณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ ยังเป็นผู้ต่ำอยู่ทีเดียว ด้วยอำนาจแห่งคุณธรรมบ้าง ด้วยอำนาจแห่งการกระทำการรับใช้บ้าง.
ถามว่า ก็การบวชเป็นดาบส ท่านกล่าวว่า เป็นปากทางแห่งความพินาศของศาสนา เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพราะศาสนาที่กำลังดำเนินไปๆ ย่อมถอยหลัง ด้วยอำนาจแห่งการบรรพชาเป็นดาบส.
เป็นความจริง ผู้ที่มีความละอาย ใคร่ในการศึกษา มักรังเกียจผู้ที่บวชในศาสนานี้ แล้วไม่สามารถบำเพ็ญสิกขา ๓ ให้เต็มได้ว่า เราจะไม่มีการกระทำอุโบสถก็ดี ปวารณาก็ดี สังฆกรรมก็ดี กับท่าน แล้วหลีกเว้นไปเสีย.
สมณะหรือพราหมณ์นั้นคิดว่า การบำเพ็ญข้อปฏิบัติให้เต็มบริบูรณ์ในศาสนาทำได้ยาก เปรียบเสมือนคมมีดโกน เป็นทุกข์ แต่การบวชเป็นดาบส ทำได้ง่าย ทั้งชนก็นับถือมากมาย ดังนี้แล้ว จึงสึกออกมาเป็นดาบส.
คนอื่นๆ เห็นเขาต่างพากันถามว่า ท่านทำอะไรหรือ.
เขาจึงตอบว่า การงานในศาสนาของพวกท่านหนักมาก แต่พวกเราก็ยังมีปรกติประพฤติด้วยความพอใจในศาสนานี้อยู่. แม้เขาก็คิดว่า ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้ แม้เราก็จะบวชในศาสนานี้บ้าง ดังนี้แล้ว ศึกษาตามอย่างเขา บวชเป็นดาบส แม้พวกอื่นๆ ก็บวชเป็นดาบสทำนองนี้บ้าง เพราะฉะนั้น พวกดาบสจึงเพิ่มมากขึ้นโดยลำดับ.
ในกาลที่พวกดาบสเหล่านั้นเกิดขึ้น ศาสนาชื่อว่าจักถอยหลัง. ชื่อว่าพระพุทธเจ้าเห็นปานฉะนี้ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ศาสนาของพระองค์ก็ได้ชื่อว่าเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้น ศาสนาจึงจักเป็นเพียงเส้นด้ายเท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงข้อนี้ จึงตรัสว่า การบวชเป็นดาบสเป็นปากทางแห่งความพินาศของศาสนา.
บทว่า จอบและตะกร้า ได้แก่ จอบและตะกร้า เพื่อจะเก็บหัวเผือกมัน รากไม้และผลไม้. บทว่า ใกล้บ้านหรือ ใจความว่า ผู้ที่ยังมิได้บรรลุถึงความถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นต้น สำคัญอยู่ว่า การดำเนินชีวิตด้วยกสิกรรมเป็นต้น เป็นของลำบาก ดังนี้เพื่อจะหลอกลวงให้คนหมู่มากหลงเชื่อ จึงสร้างโรงไฟ ในที่ใกล้หมู่บ้านบ้าง ในที่ใกล้ตำบลบ้าง บำเรอไฟด้วยอำนาจกระทำการบูชาด้วยเนยใส น้ำมัน นมส้ม น้ำผึ้ง งาและข้าวสารเป็นต้น และด้วยไม้นานาชนิดอาศัยอยู่.
บทว่า สร้างเรือนมี ๔ ประตู ใจความว่า สร้างเรือนน้ำดื่ม มีหน้ามุข ๔ ด้าน สร้างมณฑปไว้ที่ประตู ตั้งน้ำดื่มไว้ในนั้น คอยเชิญให้ผู้ที่มาแล้วๆ ดื่มน้ำ. พวกเดินทางไกล เหน็ดเหนื่อย ดื่มน้ำดื่มแล้วให้สิ่งใดแก่เขา เป็นห่ออาหารที่บริโภคแล้วก็ดี เป็นข้าวสารเป็นต้นก็ดีก็ถือเอาสิ่งนั้นทุกอย่าง กระทำยาคูเปรี้ยวเป็นต้น แล้วให้ข้าวแก่บางคน ให้ภาชนะเครื่องหุงต้มอาหารแก่บางคน เพื่อจะสงเคราะห์ด้วยอามิสให้มากยิ่งขึ้น. เขาถือเอาอามิสบ้าง บุพพัณชาติและอปรัณชาติเป็นต้นบ้าง ที่พวกเขาเหล่านั้นให้แล้ว เพื่อความเพิ่มพูนก็ใช้ของเหล่านั้นหาประโยชน์ต่อไป. โดยประการนี้ เขาก็มีสมบัติเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ก็ทำการรับโค กระบือ ทาสีและทาสต่อไป เขาก็รวมทรัพย์สินได้มากมาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาพวกนี้ จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า สร้างเรือนมี ๔ ประตูอยู่ ดังนี้.
ส่วนคำนี้ว่า เราจักบูชาสมณะหรือพราหมณ์นั้นตามความสามารถตามกำลัง ดังนี้ เป็นทางปฏิบัติของเขา. เพราะเขาปฏิบัติอย่างนี้โดยทางนี้.
ด้วยคำเพียงเท่านี้เป็นอันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงให้เห็นถึงการบวชเป็นดาบสอย่างครบถ้วน.
ถามว่า ทรงแสดงอย่างไร.
ตอบว่า ทรงแสดงว่า ดาบสนั้นมี ๘ จำพวก คือ พวกยังมีลูกเมีย ๑ พวกเที่ยวขอเขาเลี้ยงชีพ ๑ พวกอนัคคิปักกิกะ ๑ พวกอสามปากะ ๑ พวกอยมุฏฐิกะ ๑ พวกทันตวักกลิกะ ๑ พวกปวัตตผลโภชนะ ๑ พวกปัณฑุปลาสิกะ ๑.
บรรดาดาบสเหล่านั้น ดาบสเหล่าใดรวบรวมทรัพย์สมบัติไว้ได้มากแล้วอยู่ ดังเช่นเกณิยชฎิล. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่ามีลูกเมีย.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ขึ้นชื่อว่า ความเป็นผู้มีลูกเมีย ไม่สมควรแก่ผู้บวชแล้ว จึงเที่ยวหาเก็บข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วราชมาส และเมล็ดงา เป็นต้น ในที่ที่เขาเกี่ยวและนวด เอามาหุงต้มฉัน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าเที่ยวขอเขาเลี้ยงชีพ.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ขึ้นชื่อว่าการเที่ยวไปจากลานโน้นสู่ลานนี้ เก็บเอาข้าวเปลือกมาตำกินไม่สมควร ดังนี้แล้ว ยอมรับแต่ภิกษาหารคือข้าวสาร ในหมู่บ้านและตำบลได้แล้ว เอามาหุงต้มฉัน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้มิได้หุงต้มด้วยไฟ.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วยการหุงต้มเองของผู้บวชแล้ว จึงเข้าไปยังหมู่บ้าน รับเอาเฉพาะแต่ภิกษาหารที่หุงต้มแล้วเท่านั้น. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่า ผู้ไม่หุงต้มเอง.
ดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการแสวงหาภิกษาหารทุกๆ วัน สำหรับผู้บวชแล้วลำบาก จึงเอากำปั้นเหมือนหินทุบเปลือกไม้มีต้นมะม่วงป่าเป็นต้น เคี้ยวกิน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้มีกำกั้นเหมือนเหล็ก.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการเที่ยวเอาหินทุบเปลือกไม้เป็นการลำบาก แล้วใช้ฟันนั่นแหละถอนขึ้นมาเคี้ยวกิน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้ใช้ฟันแทะ.
ดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการใช้ฟันแทะเคี้ยวกินสำหรับผู้ที่บวชแล้วลำบาก จึงฉันผลไม้ที่ใช้ก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้นปาหล่นลงมา. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้ฉันผลไม้เฉพาะที่หล่นลงมา.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการใช้ก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ปาผลไม้ให้หล่นลงมาแล้วฉัน ไม่สมควรแก่ผู้บวชแล้ว จึงเคี้ยวกินดอกไม้ ผลไม้ ผลใบไม้แห้งเป็นต้น เฉพาะที่ตกเองแล้วเท่านั้นยังชีพ ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้ฉันใบไม้แห้ง.
ดาบสเหล่านั้นมี ๓ ชั้นด้วยอำนาจพวกชั้นอุกฤษฏ์ ชั้นปานกลาง และชั้นเพลา.
ใน ๓ ชั้นนั้น ดาบสเหล่าใดไม่ลุกจากที่ที่ตนนั่ง ใช้มือเก็บเอาผลไม้ที่หล่นลงในที่ที่จะเอื้อมถึงได้เท่านั้นแล้ว เคี้ยวกิน ดาบสเหล่านั้นจัดว่าเป็นชั้นอุกฤษฏ์. ดาบสเหล่าใดไม่ยอมไปยังต้นไม้อื่นจากต้นไม้ต้นเดียว ดาบสเหล่านั้นจัดว่าเป็นชั้นกลาง. ดาบสเหล่าใดไปเที่ยวแสวงหายังโคนต้นไม้นั้นๆ มาแล้วเคี้ยวกิน ดาบสเหล่านั้นจัดว่าเป็นชั้นเพลา.
แต่การบวชเป็นดาบสแม้ทั้ง ๘ อย่างเหล่านี้ก็ย่อลงได้เป็น ๔ อย่างเท่านั้น.
ถามว่า ย่อลงอย่างไร.
ตอบว่า ความจริงบรรดาการบวชเป็นดาบสเหล่านี้ การบวชที่ยังมีลูกเมียอยู่ ๑ ที่เที่ยวขอเขาฉัน ๑ รวมเป็นผู้ใช้เรือน. ที่ไม่ใช้ไฟหุงต้ม ๑ ที่ไม่หุงต้มเอง ๑ รวมเป็นผู้ใช้เรือนไฟ. ที่ใช้กำปั้นเหมือนเหล็กทุกเปลือกไม้ฉัน ๑ ที่ใช้ฟันแทะฉัน ๑ รวมเป็นผู้บริโภคเหง้าไม้ รากไม้และผลไม้. ที่ฉันผลไม้หล่นเอง ๑ ที่ฉันใบไม้เหลือง ๑ รวมเป็นผู้บริโภคผลไม้หล่นเอง. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นแสดง การบวชเป็นดาบสครบทุกอย่าง ด้วยประการฉะนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทรงแสดงว่า อาจารย์และอัมพัฏฐะยังไม่ถึงแม้ปากทางแห่งความเสื่อมแห่งการถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ จึงตรัสพระดำรัสว่า อัมพัฏฐะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน ดังนี้เป็นต้น.
คำนั้นล้วนมีเนื้อความง่ายแล้วทั้งนั้น.
บทว่า เป็นผู้ตกไปสู่อบายด้วยตนบำเพ็ญให้สมบูรณ์ ไม่ได้ คือมีตนตกไปสู่อบาย บำเพ็ญให้สมบูรณ์ไม่ได้ ในความถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ. บทว่า ทตฺติกํ แปลว่า ของที่พระราชทาน. บทว่า ไม่พระราชทาน แม้แต่จะให้เฝ้าต่อหน้าพระพักตร์.
ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่พระราชทาน.
ตอบว่า ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นรู้มนต์ ชื่อ อาวัฏฏนี (มนต์ที่ดลใจทำให้งงงวย) เฉพาะหน้า. เมื่อใดพระราชาทรงประดับประดาด้วยเครื่องอลังการอันมีค่ามาก เมื่อนั้นเขาก็จะไปยืนในที่ใกล้พระราชา จะเรียกชื่อเครื่องอลังการนั้น. เมื่อเขาเรียกชื่อได้แล้ว พระราชาจะไม่ทรงสามารถตรัสว่า เราไม่ให้แก่พราหมณ์นั้นได้เลย ครั้นพระองค์พระราชทานแล้ว ในวันมีงานมหรสพอีก จึงตรัสว่า พวกท่านจงนำเครื่องอลังการมาเมื่อพวกอำมาตย์กราบทูล ไม่มี พระเจ้าข้า พระองค์พระราชทานแก่พราหมณ์ไปแล้ว จึงตรัสถามว่า เพราะเหตุไร เราจึงให้เขาไป. พวกอำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า พราหมณ์นั้นรู้กลมายาที่ทำให้งงงวยในที่ซึ่งหน้า เขาทำพระองค์ให้งงงวยด้วยกลมายานั้นแล้ว ก็ถือเอาไป.
อีกพวกหนึ่ง ทนเห็นพราหมณ์นั้นเป็นพระสหายสนิทกับพระราชาไม่ได้ จึงได้กราบทูลว่าข้าแต่สมมติเทพ ที่ตัวของพราหมณ์นั้นมีโรคเรื้อนชื่อสังขผลิตะ พระองค์พอเห็นพราหมณ์นั้นจะกอดหรือลูบคลำธรรมดาว่าโรคเรื้อนนี้ติดกันได้ เพราะอำนาจถูกต้องเนื้อตัวกัน ขอพระองค์อย่าทรงกระทำเช่นนั้น.
จำเดิมแต่นั้นมา พระราชาจึงไม่พระราชทานให้พราหมณ์นั้นเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์. แต่เพราะเหตุที่พราหมณ์นั้นเป็นบัณฑิต ฉลาดในวิชาการเกษตร ชื่อว่าการงานที่ปรึกษากับเขาแล้วจึงทำ ย่อมไม่ผิดพลาดเลย เพราะฉะนั้น พระราชาจึงทรงยืนอยู่ภายในผ้าม่านที่กั้นไว้ ปรึกษากับเขาผู้ยืนอยู่ข้างนอก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาเหตุนั้น จึงตรัสว่า พระราชาทรงปรึกษาทางข้างนอกชายผ้าม่าน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติโรทุสฺสนฺเตน แปลว่า ทางข้างนอกชายผ้าม่าน. อีกประการหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้นี่แหละ.
บทว่า ชอบธรรม คือไม่มีโทษ. บทว่า ที่เขายกให้ คือที่เขานำมาให้.
บทว่า กถนฺตสฺส ราชา ความว่า พราหมณ์พึงรับภิกษาหารเช่นนี้ของพระราชาใด พระราชานั้นไม่พึงพระราชทาน แม้การให้เฝ้าต่อพระพักตร์แก่พราหมณ์นั้นอย่างไร. แต่พราหมณ์นี้ถือเอาของที่พระราชามิได้พระราชทานด้วยมายากล เพราะเหตุนั้น พระราชาจึงไม่พระราชทานให้พราหมณ์นั้นเฝ้าต่อพระพักตร์ พึงถึงความตกลงได้ในข้อนี้ ดังกล่าวมานี้ เป็นอธิบายในบทนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศว่า ชนจักถึงความตกลงได้ว่า ก็ใครๆ คนอื่นหารู้เหตุการณ์นี้ไม่ ยกเว้นพระราชากับพราหมณ์เท่านั้น ข้อนี้นั้นเป็นความลับด้วย ทั้งปกปิดด้วยด้วยประการฉะนี้. พระสมณโคดมผู้สัพพัญญูทรงทราบแน่นอน ดังนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเพิ่มเติมพระธรรมเทศนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อทรงถอนมานะอาศัยมนต์ของคนทั้ง ๒ นั้น เพราะเหตุที่อัมพัฏฐะนี้กับอาจารย์ของเขาเป็นคนเย่อหยิ่ง เพราะอาศัยมนต์ จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า ดูก่อนอัมพัฏฐะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน พระราชาในโลกนี้ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า บนเครื่องปูลาดในรถ คือบนที่ที่เขาจัดปูลาดไว้ เพื่อเป็นที่ประทับยืนของพระราชาในรถ.
บทว่า ผู้ยิ่งใหญ่ คือกับอำมาตย์ชั้นสูงๆ ขึ้นไป. บทว่า กับเชื้อพระวงศ์ คือกับพระกุมารที่ยังมิได้อภิเษก. บทว่า ข้อปรึกษาบางประการ ได้แก่ข้อปรึกษาที่ปรากฏเห็นปานฉะนี้ว่า ควรจะขุดบ่อหรือทำเหมืองในที่โน้น ควรจะสร้างบ้าน นิคม หรือนครไว้ในที่โน้น ดังนี้.
บทว่า ข้อปรึกษานั้น นั่นแหละ ใจความว่า ข้อราชการใดที่พระราชาทรงปรึกษา พระองค์พึงทรงปรึกษาข้อราชการนั้นด้วยพระอาการมีการทรงยกพระเศียรขึ้น และทรงยักพระภมุกาเป็นต้น ทำนองนั้นเท่านั้น.
บทว่า ที่พระราชาตรัสแล้ว คือพระราชาตรัสพระราชาดำรัสโดยประการใด พระราชดำรัสนั้นสามารถให้สำเร็จประโยชน์ได้โดยประการนั้น. ใจความว่า แม้พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ตรัสพระราชดำรัสที่สามารถให้สำเร็จประโยชน์นั้นได้.
บทว่า ปวตฺตาโร แปลว่า เป็นผู้บอก. บทว่า เหล่าใด คือเป็นสมบัติเก่าแก่ของพราหมณ์เหล่าใด. บทว่า บทแห่งมนต์ คือมนต์ กล่าวคือเวทนั่นเอง.
บทว่า ขับร้อง คือที่พราหมณ์เก่าแก่ทั้ง ๑๐ มีอัฏฐกพราหมณ์เป็นต้น สาธยายแล้วด้วยอำนาจความถึงพร้อมด้วยเสียง. บทว่า ปวุตฺตํ แปลว่า บอกแก่คนเหล่าอื่น ความว่า กล่าวสอน. บทว่า รวบรวมไว้ คือประมวลไว้ ได้แก่ทำให้เป็นกองไว้ ความว่า รวมเก็บไว้เป็นกลุ่มก้อน. บทว่า ขับตามซึ่งมนต์นั้น ความว่า พราหมณ์ในบัดนี้ ขับตาม คือสาธยายตามซึ่งมนต์นั้นที่พราหมณ์เหล่านั้นขับแล้วในกาลก่อน. บทว่า กล่าวตามซึ่งมนต์นั้น คือว่าตามซึ่งมนต์นั้น. คำนี้เป็นไวพจน์ของคำแรกนั่นเอง.
บทว่า กล่าวตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์พวกเก่าเหล่านั้นกล่าวไว้ คือสาธยายตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์พวกเก่าเหล่านั้นกล่าวไว้ คือสาธยายแล้ว.
บทว่า กล่าวสอนตามซึ่งมนต์ที่พวกพราหมณ์เก่ากล่าวสอนไว้แล้ว คือกล่าวสอนตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์เหล่านั้นกล่าวสอนแล้วแก่คนอื่น.
บทว่า อย่างไรนี่ ความว่า พราหมณ์เหล่านั้นมีใครบ้าง. คำว่า อัฏฐกะ เป็นต้น เป็นชื่อของพราหมณ์เหล่านั้น.
ได้ยินว่า พราหมณ์เหล่านั้นมองดูด้วยทิพยจักษุ ไม่กระทำการทำร้ายผู้อื่น แต่งมนต์เทียบเคียงกับคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปสัมมาสัมพุทธะ. แต่พวกพราหมณ์นอกนี้ใส่ปาณาติบาตเป็นต้น ลงไปทำลายเวททั้ง ๓ ได้กระทำให้ผิดเพี้ยนกับพระพุทธวจนะ.
บทว่า นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ คือท่านพึงเป็นฤาษีด้วยเหตุใด เหตุนั้นไม่มี. ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า อัมพัฏฐะนี้แม้อันเราถามอยู่ รู้ว่าตนถูกทับถม จักไม่ให้คำตอบ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่ทรงรับเอาคำปฏิญญา ปฏิเสธความเป็นฤาษีนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงความที่อัมพัฏฐะพร้อมทั้งอาจารย์เป็นผู้ห่างไกลจากข้อปฏิบัติของพราหมณ์เหล่านั้น จึงตรัสว่า ดูก่อน อัมพัฏฐะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน ดังนี้เป็นต้น เพราะเหตุว่า พราหมณ์รุ่นเก่า ๑๐ คนเหล่านั้นไม่มีกลิ่นของสดคาว ไม่มีกลิ่นผู้หญิง เต็มไปด้วยฝุ่นละอองและขี้ไคล มีปรกติประพฤติพรหมจรรย์ มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อาศัยอยู่ตามเชิงเขาในราวป่า เมื่อใดปรารถนาจะไป ณ ที่ใด เมื่อนั้นก็เหาะไปได้ทางอากาศทีเดียวด้วยฤทธิ์พวกเขาไม่มีกิจที่จะต้องใช้ยวดยาน การเจริญพรหมวิหารมีเมตตาเป็นต้นนั่นแหละ เป็นเครื่องคุ้มครองของพวกเขาในทุกสารทิศ พวกเขาไม่ต้องการความคุ้มกัน คือกำแพงและคน และข้อปฏิบัติของพวกพราหมณ์เหล่านั้น อัมพัฏฐะนี้ ก็เคยได้ยินมา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มีกากสีดำอันเลือกทิ้งไป คือ มีกากสีดำอันเลือกแล้ว นำออกทิ้งไป. บทว่า มีสีข้างอันอ่อนโน้มลงด้วยผ้าโพก คือ มีซี่โครง (เรือนร่าง) อันอ่อนช้อยด้วยผ้าโพกมีแผ่นผ้าและช้องผมผ้าเป็นต้น.
บทว่า มีหางอันตัดแต่งแล้ว คือ มีหางอันตัดแล้ว ในที่ควรตัดแต่ง เพื่อทำให้ดูสวยงาม. อนึ่ง ในคำนี้ แม้รถทั้งหลายท่านก็เรียกว่า รถติดหางลาที่ตัดแล้ว เพราะเหตุที่รถทั้งหลายตัดหางลานั่นเองเทียมด้วยลา.
บทว่า มีคูล้อมรอบ คือ ขุดคูไว้รอบ.
บทว่า มีลิ่มอันลงไว้ คือ มีลิ่มอันสลักไว้. การกระทำการโบกปูนไว้เบื้องล่างของกำแพงเมืองโดยรอบ เพื่อป้องกันมิให้พวกศัตรูปีนป่ายขึ้นมาได้ ท่านเรียกว่ากำแพง ในคำว่า กำแพงเมือง แต่เมืองทั้งหลายที่ประกอบด้วยกำแพงเหล่านี้ ท่านประสงค์เอาว่าเป็นกำแพงเมืองในที่นี้.
บทว่า ให้รักษา คือพวกเขาแม้จะอยู่ในเมืองเช่นนั้นก็ยังให้คนรักษาตน.
บทว่า ความกังขา คือความสงสัยอย่างนี้ว่า เป็นพระสัพพัญญู หรือมิใช่พระสัพพัญญู. คำว่า วิมติ ก็เป็นไวพจน์ของคำนั้นนั่นเอง. ความคิดเห็นที่ผิดแปลกไป. อธิบายว่า ไม่สามารถที่จะวินิจฉัยได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระดำรัสนี้ว่า ความปรากฏขึ้นแห่งมรรค ไม่มีแก่อัมพัฏฐะโดยอัตภาพนี้ วันก็จะล่วงไปเปล่าอย่างเดียว ก็อัมพัฏฐะนี้แลมาเพื่อแสวงหาลักษณะ แม้กิจนั้นก็ยังระลึกไม่ได้ เอาเถอะ เพื่อจะให้เกิดสติ เราจะให้นัยแก่เขา.
เทฺวลกฺขณทสฺสนวณฺณนา
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ เสด็จไปภายนอก เพราะเหตุว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายประทับนั่งอยู่ก็ดี บรรทมอยู่ก็ดี ใครๆ มิสามารถที่จะแสวงหาลักษณะได้ แต่เมื่อพระองค์ประทับยืนก็ดี เสด็จจงกรมอยู่ก็ดี เขาสามารถ. ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทรงทราบว่า เขามาเพื่อแสวงหาดูลักษณะแล้ว เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะทรงอธิษฐานจงกรม ข้อนี้เป็นอาจิณปฏิบัติของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นต้น.
บทว่า พิจารณาดู คือ เสาะดู ได้แก่พิจารณานับอยู่ ๑-๒.
บทว่า โดยมาก คือโดยส่วนมาก. อธิบายว่า ได้เห็นแล้วเป็นส่วนมาก ส่วนน้อยมิได้เห็น.
ต่อจากนั้น เพื่อที่จะแสดงมหาบุรุษลักษณะที่เขามิได้เห็น ท่านจึงกล่าวว่า เว้น ๒ อย่างเท่านั้น.
บทว่า ยังเคลือบแคลง คือให้เกิดความปรารถนาขึ้นมาว่า โอหนอ เราพึงเห็น ดังนี้.
บทว่า ยังสงสัย คือค้นดูมหาบุรุษลักษณะเหล่านั้น จากที่นั้นๆ ได้ลำบาก ได้แก่ไม่สามารถจะมองเห็นได้.
บทว่า ยังไม่เชื่อ คือ ถึงการลงความเห็นไม่ได้ เพราะความสงสัยนั้น.
บทว่า ไม่เลื่อมใส คือ ถึงความเลื่อมใสไม่ได้ในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ทรงมีพระลักษณะบริบูรณ์ เพราะเหตุนั้น.
ความสงสัย ท่านกล่าวว่ามีกำลังอ่อนกว่าความเคลือบแคลง ความลังเลใจมีกำลังปานกลาง ความไม่ยอมเชื่อมีกำลังมาก เพราะไม่เลื่อมใส จิตก็จะเศร้าหมองด้วยธรรมทั้ง ๓ เหล่านั้น.
บทว่า เก็บไว้ในฝัก คือ ปกปิดไว้ด้วยฝักลำไส้.
บทว่า ปิดบังไว้ด้วยผ้า คือ องคชาต.
ก็พระองคชาตของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เหมือนกับของช้างตัวประเสริฐ ปกปิดไว้ในฝัก ปิดบังไว้ด้วยผ้า เช่นเดียวกับห้องดอกบัวหลวงทองคำ.
อัมพัฏฐะมองไม่เห็นพระองคชาตนั้น เพราะผ้าปกปิดไว้ และสังเกตเห็นไม่ได้ ซึ่งพระชิวหาอันกว้างใหญ่ เพราะอยู่ภายในพระโอฐ จึงมีความเคลือบแคลง และลังเลใจ ในพระลักษณะทั้ง ๒ นั้น.
บทว่า เห็นปานนั้น คือรูปที่แน่นอน ในข้อนี้คนอื่นจะพึงกล่าวอย่างไร.
ข้อนี้พระนาคเสนเถระถูกพระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำสิ่งที่ทำได้ยากหรือ ดังนี้ ได้กล่าวไว้แล้ว.
พระนาคเสนเถระทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร ทรงทำอะไรหรือ.
พระเจ้ามิลินท์ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโอกาสที่มหาชนเขาถือว่าเป็นความอายแก่อันเตวาสิกของพรหมายุพราหมณ์ แก่พราหมณ์ ๑๖ คนผู้เป็นอันเตวาสิกของพราหมณ์ อุตตระ และของพราหมณ์พาวรี และแก่มาณพ ๓๐๐ คนผู้เป็นอันเตวาสิกของเสลพราหมณ์.
พระนาคเสนทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแสดงพระคุยหะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระฉายา ทรงบันดาลด้วยพระฤทธิ์ แสดงเพียงพระรูปเป็นเงาๆ ยังทรงนุ่งผ้าสบงอยู่ ยังทรงคาดรัดประคดอยู่ และยังทรงห่มผ้าจีวรอยู่ มหาบพิตร.
พระเจ้ามิลินท์ เมื่อเห็นพระฉายาแล้วก็เป็นอันเห็นพระคุยหะด้วยใช่ไหม ขอรับ.
พระนาคเสน ข้อนั้นยกไว้เถิด สัตว์ผู้เห็นหทัยรูปแล้วรู้ได้พึงมี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พึงนำพระหทัยมังสะออกมาแสดง.
พระเจ้ามิลินท์ ท่านนาคเสน ขอรับ ท่านพูดถูกต้องแล้ว.
บทว่า ทรงแลบ คือ ทรงนำออกมา. บทว่า ทรงสอดกลับไป คือ ทรงกวาดกลับไปกระทำให้เหมือนกับเข็มเย็บผ้ากฐิน. พึงทราบอธิบายว่า ก็ในที่นี้ ท่านแสดงให้เห็นถึงความอ่อนนุ่ม ด้วยการทรงกระทำเช่นนั้น แสดงให้เห็นถึงความยาว ด้วยการสอดเข้าไปในช่องพระกรรณ แสดงให้เห็นถึงความหนาด้วยการปกปิดพระนลาต.
บทว่า คอยต้อนรับอยู่ คือ รออยู่. ใจความว่า หวังการมาของเขา คอยมองดูอยู่.
บทว่า การสนทนาปราศรัย คือ การพูดและการเจรจากัน. ใจความว่า การกล่าวและการกล่าวตอบ.
บทว่า อโห วต นี้เป็นคำติเตียน. คำว่า เร นี้ เป็นคำร้องเรียกด้วยอำนาจเย้ยหยัน. พราหมณ์โปกขรสาติเกลียดอัมพัฏฐะนั่นแหละ จึงได้กล่าวว่า เจ้าบัณฑิต แม้ใน ๒ บทที่เหลือก็มีนัยอย่างเดียวกันนี้.
พราหมณ์โปกขรสาติหมายเอาเนื้อความนี้ว่า คนพึงไปสู่นรกได้ เพราะเมื่อมีผู้ประพฤติประโยชน์ คือผู้กระทำประโยชน์อยู่เป็นเช่นเดียวกับท่าน ไม่พึงไปได้เพราะเหตุอื่นดังนี้ จึงได้กล่าวบทนี้ว่า ผู้เจริญ ได้ยินว่า คนพึงไปสู่นรกได้เพราะคนผู้ประพฤติประโยชน์เห็นปานนั้น.
บทว่า เสียดสี คือ พูดกระทบกระเทียบ.
บทว่า นำแม้พวกเราเข้าไปเปรียบเทียบอย่างนี้ๆ ความว่า
พระโคดมตรัสว่า ดูก่อนอัมพัฏฐะ พราหมณ์โปกขรสาติ ดังนี้เป็นต้น ทรงนำพวกเราเข้าไปเปรียบเทียบอย่างนี้ๆ ทรงเปิดเผยเหตุอันปกปิดออกแล้ว ยกเอาความเป็นศูทรและทาสเป็นต้นขึ้นมาตรัส. อธิบายว่า พวกเราก็ถูกท่านให้ด่าด้วย.
บทว่า ปัดด้วยเท้า คือเอาเท้าปัดให้อัมพัฏฐะล้มลงไปแล้ว.
ก็ในกาลก่อน อัมพัฏฐะขึ้นรถไปกับอาจารย์ เป็นสารถีขับไปสู่ที่ใด อาจารย์แย่งเอาที่นั้นของเขาไปเสีย ได้ให้เขาเดินไปด้วยเท้าข้างหน้ารถ.
โปกฺขรสาติพุทฺธูปสงฺกมนวณฺณนา
บทว่า ล่วงเลยเวลาวิกาลแล้ว คือเป็นเวลาวิกาลมากแล้ว ได้แก่ไม่มีเวลาที่จะกล่าวสัมโมทนียกถากันแล้ว.
บทว่า อาคมา นุขฺวิธ โภ แปลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐะได้มา ณ ที่นี้หรือไม่หนอ. บทว่า อธิวาเสตุ แปลว่า จงทรงรับ. บทว่า สำหรับวันนี้ ใจความว่า เมื่อข้าพระองค์กระทำสักการะในพระองค์ สิ่งใดจักมีในวันนี้ คือบุญด้วย ปีติและปราโมทย์ด้วย เพื่อประโยชน์แก่สิ่งนั้น.
บทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้วโดษดุษณีภาพ ใจความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงให้ส่วนพระวรกายหรือส่วนพระวาจาให้เคลื่อนไหว ทรงดำรงพระขันติไว้ภายในนั่นแหละ ทรงรับนิมนต์แล้วโดยดุษณีภาพ คือทรงรับด้วยพระทัยเพื่อจะทรงอนุเคราะห์พราหมณ์.
บทว่า ประณีต คือ สูงสุด. บทว่า สหตฺถา แปลว่า ด้วยมือตนเอง. บทว่า ให้อิ่มหนำแล้ว คือให้อิ่มเต็มที่ ได้แก่กระทำให้บริบูรณ์คือเต็มเปี่ยม ได้แก่เต็มอิ่ม.
บทว่า สมฺปวาเรตฺวา แปลว่า ให้เพียงพอแล้ว คือให้ห้ามด้วยสัญญามือว่า พอแล้ว พอแล้ว. บทว่า ภุตฺตาวึ ผู้ทรงเสวยเสร็จแล้ว. บทว่า โอนีตปตฺตปาณึ แปลว่า มีพระหัตถ์ยกออกแล้วจากบาตร. อธิบายว่า มีพระหัตถ์ชักออกแล้ว. บาลีว่า โอนิตฺตปาณึ ก็มี.
คำนี้อธิบายว่า ทรงวางบาตรที่ทรงชักพระหัตถ์ออกแล้ว คือเว้นอาหารต่างๆ จากฝ่าพระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า โอนิตฺตปตฺตปาณี.
อธิบายว่า ผู้ทรงล้างพระหัตถ์และบาตรแล้ว ทรงวางบาตรไว้ ณ ที่ข้างหนึ่ง ประทับนั่งแล้ว.
บทว่า นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ใจความว่า ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสวยเสร็จแล้วเช่นนั้น จึงนั่งในที่ว่างข้างหนึ่ง.
บทว่า อนุปุพฺพิกถํ แปลว่า ถ้อยคำที่ควรกล่าวตามลำดับ.
ที่ชื่อว่า อนุปุพพิกถา ได้แก่ ถ้อยคำที่แสดงเนื้อความเหล่านี้ คือศีลในลำดับต่อจากทาน สวรรค์ในลำดับต่อจากศีล มรรคในลำดับต่อจากสวรรค์. เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า คือ ทานกถา เป็นต้น.
บทว่า ต่ำทราม คือ เลวทราม ได้แก่เป็นของลามก.
บทว่า สามุกฺกํสิกา แปลว่า ที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดงเอง.
ความว่า ที่พระองค์ทรงยกขึ้นถือเอาด้วยพระองค์เอง คือที่พระองค์ทรงเล็งเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ. อธิบายว่า เป็นของไม่ทั่วไปแก่ชนเหล่าอื่น.
ถามว่า ก็พระธรรมเทศนานั้น คืออะไร.
ตอบว่า คือเทศนาว่าด้วยอริยสัจ. เพราะฉะนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค.
ในบทว่า ธรรมจักษุนี้ ท่านมุ่งหมายเอาโสดาปัตติมรรค. เพื่อที่จะแสดงถึงอาการของการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งสิ้นมีความดับไปเป็นธรรมดา. ก็ธรรมจักษุนั้นกระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ เกิดขึ้นแทงตลอดซึ่งสังขตธรรมทั้งปวงอย่างนี้ด้วยอำนาจแห่งกิจ.
โปกฺขรสาติอุปาสกตฺตปฏิเวทนากถาวณฺณนา
อริยสัจธรรมอันบุคคลนั้นเห็นแล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าผู้มีธรรมอันเห็นแล้ว.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้.
ความสงสัยอันบุคคลนี้ข้ามได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าผู้มีความสงสัยอันข้ามได้แล้ว. ความไม่แน่ใจของบุคคลนั้นปราศจากไปแล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าผู้มีความไม่แน่ใจปราศจากไปแล้ว.
บทว่า เวสารชฺชปฺปตฺโต แปลว่า ถึงความเป็นผู้กล้าหาญแล้ว.
ถามว่า ในไหน.
ตอบว่า ในคำสอนของพระศาสดา. บุคคลอื่นเป็นปัจจัยไม่มีแก่ผู้นี้ คือความเชื่อต่อผู้อื่นไม่เป็นไปในบุคคลนี้ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าไม่มีบุคคลอื่นเป็นปัจจัย.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวงปรากฏชัดแล้ว เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในเบื้องต้น และเพราะมีเนื้อความเข้าใจง่าย.
อรรถกถาอัมพัฏฐสูตร ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินี จบลงแล้วด้วยประการฉะนี้. อัมพัฏฐสูตรที่ ๓ จบ. ------------------------------------------------------------
วิชฺชาจรณกถาวณฺณนา
ก็ด้วยคาถานี้ อัมพัฏฐะได้ยินบทนี้ว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ จึงคิดว่า เวทสามชื่อว่าวิชชา ศีลห้าชื่อว่าจรณะ วิชชาและจรณะนี้นี่ของเราเองก็มี หากว่าผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐสุด ตัวเรานี้ก็นับว่าประเสริฐสุดได้ เขาถึงความตกลงใจแล้วเมื่อจะทูลถามถึงวิชชาและจรณะ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉน.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระประสงค์จะปฏิเสธวิชชาและจรณะที่ประกอบด้วยวาทะปรารภเชื้อชาติเป็นต้น อันมีอยู่ในลัทธิของพราหมณ์นั้น แล้วทรงแสดงวิชชาและจรณะอันเยี่ยมยอด จึงตรัสพระดำรัสว่า น โข อมฺพฎฺฐ เป็นต้นแก่อัมพัฏฐะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ชาติวาโท แปลว่า วาทะปรารภเชื้อชาติ. ใจความว่า ได้แก่คำพูดเป็นต้นว่า สิ่งนี้ควรแก่พราหมณ์เท่านั้น หาควรแก่ศูทรไม่. ในที่ทุกแห่งก็มีนัยเช่นนี้เหมือนกัน.
บทว่า ชาติวาทวินิพนฺธา แปลว่า ผู้ยุ่งเกี่ยวในวาทะปรารภเชื้อชาติ. ในที่ทุกแห่งก็มีนัยเช่นนี้เหมือนกัน.
ลำดับนั้น อัมพัฏฐะคิดว่า เราคิดว่า บัดนี้พวกเราจักติดอยู่ในที่ใด ทีนั้น พระสมณโคดมกลับเหวี่ยงพวกเราไปเสียไกลลิบ เหมือนคนซัดแกลบลงในลมแรง ก็พวกเราไม่ติดอยู่ในที่ใด พระสมณโคดมทรงชักจูงพวกเราไป ณ ที่นั้น การถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะของพวกเรานี้ สมควรจะรู้ไหม แล้วจึงได้ถามถึงวิชชาและจรณะอีก.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อที่จะแสดงวิชชาและจรณะจำเดิมแต่การเกิดขึ้นแก่อัมพัฏฐะนั้น จึงตรัสพระดำรัสว่า อิธ อมฺพฎฺฐ ตถาคโต เป็นต้น.
ก็ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกศีล ๓ อย่าง แม้ที่นับเนื่องในจรณะ ไม่ตรัสระบุชัดว่า ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น แต่ตรัสระบุชัดด้วยอำนาจแห่งศีลทีเดียวว่า แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของภิกษุนั้น.
ถามว่า เพราะเหตุไร.
เพราะว่า ศีลไรๆ แม้ของภิกษุนั้นก็มีอยู่ เพราะฉะนั้น เมื่อตรัสระบุชัดอยู่ด้วยอำนาจแห่งจรณะ ภิกษุพึงติดอยู่ในจรณะนั้นๆ นั่นแหละด้วยคิดว่า แม้พวกเราก็ถึงพร้อมด้วยจรณะ แต่จรณะใดอันภิกษุนั้นมิได้เคยเห็นเลย แม้ด้วยความฝัน เมื่อจะตรัสระบุชัดด้วยอำนาจแห่งจรณะนั้นนั่นแหละ จึงตรัสพระดำรัสว่าภิกษุย่อมเข้าถึงฌานที่ ๑ อยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น ฯลฯ ภิกษุย่อมเข้าถึงฌานที่ ๔ อยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นจรณะของภิกษุนั้น เป็นต้น.
ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ เป็นอันว่าพระองค์ตรัสระบุชัดถึงสมาบัติแม้ทั้ง ๘ ว่าเป็นจรณะ. ส่วนปัญญาแม้ทั้ง ๘ นับแต่วิปัสสนาญาณไป พระองค์ตรัสระบุชัดว่า เป็นวิชชา.
จตุอปายมุขกถาวณฺณนา
บทว่า อปายมุขานิ แปลว่า ปากทางแห่งความพินาศ.
บทว่า ผู้ยังไม่ตรัสรู้ คือ ยังไม่บรรลุ หรือว่ายังไม่สามารถ. ในบทว่า ถือเอาเครื่องหาบดาบสบริขาร นี้ บริขารของดาบสมีไม้สีไฟ เต้าน้ำ เข็มและแส้หางจามรี เป็นต้น ชื่อว่า ขารี.
บทว่า วิโธ แปลว่า หาบ. เพราะฉะนั้นจึงมีใจความว่า ถือเอาหาบอันเต็มด้วยบริขารดาบส. แต่อาจารย์ที่กล่าวว่า ขาริวิวิธํ ท่านก็พรรณนาว่า คำว่า ขาริ เป็นชื่อของหาบ
คำว่า วิวิธํ คือ บริขารมากอย่างมีเต้าน้ำเป็นต้น.
บทว่า เป็นคนรับใช้ คือ เป็นคนรับใช้ด้วยสามารถกระทำวัตร เช่น ทำกัปปิยะ รับบาตรและล้างเท้าเป็นต้น. สามเณรผู้เป็นพระขีณาสพ แม้มีคุณธรรมสูง ย่อมเป็นผู้รับใช้พระภิกษุผู้ปุถุชน โดยนัยที่กล่าวแล้วโดยแท้ แต่สมณะหรือพราหมณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ ยังเป็นผู้ต่ำอยู่ทีเดียว ด้วยอำนาจแห่งคุณธรรมบ้าง ด้วยอำนาจแห่งการกระทำการรับใช้บ้าง.
ถามว่า ก็การบวชเป็นดาบส ท่านกล่าวว่า เป็นปากทางแห่งความพินาศของศาสนา เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพราะศาสนาที่กำลังดำเนินไปๆ ย่อมถอยหลัง ด้วยอำนาจแห่งการบรรพชาเป็นดาบส.
เป็นความจริง ผู้ที่มีความละอาย ใคร่ในการศึกษา มักรังเกียจผู้ที่บวชในศาสนานี้ แล้วไม่สามารถบำเพ็ญสิกขา ๓ ให้เต็มได้ว่า เราจะไม่มีการกระทำอุโบสถก็ดี ปวารณาก็ดี สังฆกรรมก็ดี กับท่าน แล้วหลีกเว้นไปเสีย.
สมณะหรือพราหมณ์นั้นคิดว่า การบำเพ็ญข้อปฏิบัติให้เต็มบริบูรณ์ในศาสนาทำได้ยาก เปรียบเสมือนคมมีดโกน เป็นทุกข์ แต่การบวชเป็นดาบส ทำได้ง่าย ทั้งชนก็นับถือมากมาย ดังนี้แล้ว จึงสึกออกมาเป็นดาบส.
คนอื่นๆ เห็นเขาต่างพากันถามว่า ท่านทำอะไรหรือ.
เขาจึงตอบว่า การงานในศาสนาของพวกท่านหนักมาก แต่พวกเราก็ยังมีปรกติประพฤติด้วยความพอใจในศาสนานี้อยู่. แม้เขาก็คิดว่า ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้ แม้เราก็จะบวชในศาสนานี้บ้าง ดังนี้แล้ว ศึกษาตามอย่างเขา บวชเป็นดาบส แม้พวกอื่นๆ ก็บวชเป็นดาบสทำนองนี้บ้าง เพราะฉะนั้น พวกดาบสจึงเพิ่มมากขึ้นโดยลำดับ.
ในกาลที่พวกดาบสเหล่านั้นเกิดขึ้น ศาสนาชื่อว่าจักถอยหลัง. ชื่อว่าพระพุทธเจ้าเห็นปานฉะนี้ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ศาสนาของพระองค์ก็ได้ชื่อว่าเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้น ศาสนาจึงจักเป็นเพียงเส้นด้ายเท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงข้อนี้ จึงตรัสว่า การบวชเป็นดาบสเป็นปากทางแห่งความพินาศของศาสนา.
บทว่า จอบและตะกร้า ได้แก่ จอบและตะกร้า เพื่อจะเก็บหัวเผือกมัน รากไม้และผลไม้. บทว่า ใกล้บ้านหรือ ใจความว่า ผู้ที่ยังมิได้บรรลุถึงความถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นต้น สำคัญอยู่ว่า การดำเนินชีวิตด้วยกสิกรรมเป็นต้น เป็นของลำบาก ดังนี้เพื่อจะหลอกลวงให้คนหมู่มากหลงเชื่อ จึงสร้างโรงไฟ ในที่ใกล้หมู่บ้านบ้าง ในที่ใกล้ตำบลบ้าง บำเรอไฟด้วยอำนาจกระทำการบูชาด้วยเนยใส น้ำมัน นมส้ม น้ำผึ้ง งาและข้าวสารเป็นต้น และด้วยไม้นานาชนิดอาศัยอยู่.
บทว่า สร้างเรือนมี ๔ ประตู ใจความว่า สร้างเรือนน้ำดื่ม มีหน้ามุข ๔ ด้าน สร้างมณฑปไว้ที่ประตู ตั้งน้ำดื่มไว้ในนั้น คอยเชิญให้ผู้ที่มาแล้วๆ ดื่มน้ำ. พวกเดินทางไกล เหน็ดเหนื่อย ดื่มน้ำดื่มแล้วให้สิ่งใดแก่เขา เป็นห่ออาหารที่บริโภคแล้วก็ดี เป็นข้าวสารเป็นต้นก็ดีก็ถือเอาสิ่งนั้นทุกอย่าง กระทำยาคูเปรี้ยวเป็นต้น แล้วให้ข้าวแก่บางคน ให้ภาชนะเครื่องหุงต้มอาหารแก่บางคน เพื่อจะสงเคราะห์ด้วยอามิสให้มากยิ่งขึ้น. เขาถือเอาอามิสบ้าง บุพพัณชาติและอปรัณชาติเป็นต้นบ้าง ที่พวกเขาเหล่านั้นให้แล้ว เพื่อความเพิ่มพูนก็ใช้ของเหล่านั้นหาประโยชน์ต่อไป. โดยประการนี้ เขาก็มีสมบัติเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ก็ทำการรับโค กระบือ ทาสีและทาสต่อไป เขาก็รวมทรัพย์สินได้มากมาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาพวกนี้ จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า สร้างเรือนมี ๔ ประตูอยู่ ดังนี้.
ส่วนคำนี้ว่า เราจักบูชาสมณะหรือพราหมณ์นั้นตามความสามารถตามกำลัง ดังนี้ เป็นทางปฏิบัติของเขา. เพราะเขาปฏิบัติอย่างนี้โดยทางนี้.
ด้วยคำเพียงเท่านี้เป็นอันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงให้เห็นถึงการบวชเป็นดาบสอย่างครบถ้วน.
ถามว่า ทรงแสดงอย่างไร.
ตอบว่า ทรงแสดงว่า ดาบสนั้นมี ๘ จำพวก คือ พวกยังมีลูกเมีย ๑ พวกเที่ยวขอเขาเลี้ยงชีพ ๑ พวกอนัคคิปักกิกะ ๑ พวกอสามปากะ ๑ พวกอยมุฏฐิกะ ๑ พวกทันตวักกลิกะ ๑ พวกปวัตตผลโภชนะ ๑ พวกปัณฑุปลาสิกะ ๑.
บรรดาดาบสเหล่านั้น ดาบสเหล่าใดรวบรวมทรัพย์สมบัติไว้ได้มากแล้วอยู่ ดังเช่นเกณิยชฎิล. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่ามีลูกเมีย.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ขึ้นชื่อว่า ความเป็นผู้มีลูกเมีย ไม่สมควรแก่ผู้บวชแล้ว จึงเที่ยวหาเก็บข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วราชมาส และเมล็ดงา เป็นต้น ในที่ที่เขาเกี่ยวและนวด เอามาหุงต้มฉัน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าเที่ยวขอเขาเลี้ยงชีพ.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ขึ้นชื่อว่าการเที่ยวไปจากลานโน้นสู่ลานนี้ เก็บเอาข้าวเปลือกมาตำกินไม่สมควร ดังนี้แล้ว ยอมรับแต่ภิกษาหารคือข้าวสาร ในหมู่บ้านและตำบลได้แล้ว เอามาหุงต้มฉัน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้มิได้หุงต้มด้วยไฟ.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วยการหุงต้มเองของผู้บวชแล้ว จึงเข้าไปยังหมู่บ้าน รับเอาเฉพาะแต่ภิกษาหารที่หุงต้มแล้วเท่านั้น. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่า ผู้ไม่หุงต้มเอง.
ดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการแสวงหาภิกษาหารทุกๆ วัน สำหรับผู้บวชแล้วลำบาก จึงเอากำปั้นเหมือนหินทุบเปลือกไม้มีต้นมะม่วงป่าเป็นต้น เคี้ยวกิน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้มีกำกั้นเหมือนเหล็ก.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการเที่ยวเอาหินทุบเปลือกไม้เป็นการลำบาก แล้วใช้ฟันนั่นแหละถอนขึ้นมาเคี้ยวกิน. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้ใช้ฟันแทะ.
ดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการใช้ฟันแทะเคี้ยวกินสำหรับผู้ที่บวชแล้วลำบาก จึงฉันผลไม้ที่ใช้ก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้นปาหล่นลงมา. ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้ฉันผลไม้เฉพาะที่หล่นลงมา.
ส่วนดาบสเหล่าใดคิดว่า ชื่อว่าการใช้ก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ปาผลไม้ให้หล่นลงมาแล้วฉัน ไม่สมควรแก่ผู้บวชแล้ว จึงเคี้ยวกินดอกไม้ ผลไม้ ผลใบไม้แห้งเป็นต้น เฉพาะที่ตกเองแล้วเท่านั้นยังชีพ ดาบสเหล่านั้นชื่อว่าผู้ฉันใบไม้แห้ง.
ดาบสเหล่านั้นมี ๓ ชั้นด้วยอำนาจพวกชั้นอุกฤษฏ์ ชั้นปานกลาง และชั้นเพลา.
ใน ๓ ชั้นนั้น ดาบสเหล่าใดไม่ลุกจากที่ที่ตนนั่ง ใช้มือเก็บเอาผลไม้ที่หล่นลงในที่ที่จะเอื้อมถึงได้เท่านั้นแล้ว เคี้ยวกิน ดาบสเหล่านั้นจัดว่าเป็นชั้นอุกฤษฏ์. ดาบสเหล่าใดไม่ยอมไปยังต้นไม้อื่นจากต้นไม้ต้นเดียว ดาบสเหล่านั้นจัดว่าเป็นชั้นกลาง. ดาบสเหล่าใดไปเที่ยวแสวงหายังโคนต้นไม้นั้นๆ มาแล้วเคี้ยวกิน ดาบสเหล่านั้นจัดว่าเป็นชั้นเพลา.
แต่การบวชเป็นดาบสแม้ทั้ง ๘ อย่างเหล่านี้ก็ย่อลงได้เป็น ๔ อย่างเท่านั้น.
ถามว่า ย่อลงอย่างไร.
ตอบว่า ความจริงบรรดาการบวชเป็นดาบสเหล่านี้ การบวชที่ยังมีลูกเมียอยู่ ๑ ที่เที่ยวขอเขาฉัน ๑ รวมเป็นผู้ใช้เรือน. ที่ไม่ใช้ไฟหุงต้ม ๑ ที่ไม่หุงต้มเอง ๑ รวมเป็นผู้ใช้เรือนไฟ. ที่ใช้กำปั้นเหมือนเหล็กทุกเปลือกไม้ฉัน ๑ ที่ใช้ฟันแทะฉัน ๑ รวมเป็นผู้บริโภคเหง้าไม้ รากไม้และผลไม้. ที่ฉันผลไม้หล่นเอง ๑ ที่ฉันใบไม้เหลือง ๑ รวมเป็นผู้บริโภคผลไม้หล่นเอง. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นแสดง การบวชเป็นดาบสครบทุกอย่าง ด้วยประการฉะนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทรงแสดงว่า อาจารย์และอัมพัฏฐะยังไม่ถึงแม้ปากทางแห่งความเสื่อมแห่งการถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ จึงตรัสพระดำรัสว่า อัมพัฏฐะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน ดังนี้เป็นต้น.
คำนั้นล้วนมีเนื้อความง่ายแล้วทั้งนั้น.
บทว่า เป็นผู้ตกไปสู่อบายด้วยตนบำเพ็ญให้สมบูรณ์ ไม่ได้ คือมีตนตกไปสู่อบาย บำเพ็ญให้สมบูรณ์ไม่ได้ ในความถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ. บทว่า ทตฺติกํ แปลว่า ของที่พระราชทาน. บทว่า ไม่พระราชทาน แม้แต่จะให้เฝ้าต่อหน้าพระพักตร์.
ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่พระราชทาน.
ตอบว่า ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นรู้มนต์ ชื่อ อาวัฏฏนี (มนต์ที่ดลใจทำให้งงงวย) เฉพาะหน้า. เมื่อใดพระราชาทรงประดับประดาด้วยเครื่องอลังการอันมีค่ามาก เมื่อนั้นเขาก็จะไปยืนในที่ใกล้พระราชา จะเรียกชื่อเครื่องอลังการนั้น. เมื่อเขาเรียกชื่อได้แล้ว พระราชาจะไม่ทรงสามารถตรัสว่า เราไม่ให้แก่พราหมณ์นั้นได้เลย ครั้นพระองค์พระราชทานแล้ว ในวันมีงานมหรสพอีก จึงตรัสว่า พวกท่านจงนำเครื่องอลังการมาเมื่อพวกอำมาตย์กราบทูล ไม่มี พระเจ้าข้า พระองค์พระราชทานแก่พราหมณ์ไปแล้ว จึงตรัสถามว่า เพราะเหตุไร เราจึงให้เขาไป. พวกอำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า พราหมณ์นั้นรู้กลมายาที่ทำให้งงงวยในที่ซึ่งหน้า เขาทำพระองค์ให้งงงวยด้วยกลมายานั้นแล้ว ก็ถือเอาไป.
อีกพวกหนึ่ง ทนเห็นพราหมณ์นั้นเป็นพระสหายสนิทกับพระราชาไม่ได้ จึงได้กราบทูลว่าข้าแต่สมมติเทพ ที่ตัวของพราหมณ์นั้นมีโรคเรื้อนชื่อสังขผลิตะ พระองค์พอเห็นพราหมณ์นั้นจะกอดหรือลูบคลำธรรมดาว่าโรคเรื้อนนี้ติดกันได้ เพราะอำนาจถูกต้องเนื้อตัวกัน ขอพระองค์อย่าทรงกระทำเช่นนั้น.
จำเดิมแต่นั้นมา พระราชาจึงไม่พระราชทานให้พราหมณ์นั้นเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์. แต่เพราะเหตุที่พราหมณ์นั้นเป็นบัณฑิต ฉลาดในวิชาการเกษตร ชื่อว่าการงานที่ปรึกษากับเขาแล้วจึงทำ ย่อมไม่ผิดพลาดเลย เพราะฉะนั้น พระราชาจึงทรงยืนอยู่ภายในผ้าม่านที่กั้นไว้ ปรึกษากับเขาผู้ยืนอยู่ข้างนอก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาเหตุนั้น จึงตรัสว่า พระราชาทรงปรึกษาทางข้างนอกชายผ้าม่าน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติโรทุสฺสนฺเตน แปลว่า ทางข้างนอกชายผ้าม่าน. อีกประการหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้นี่แหละ.
บทว่า ชอบธรรม คือไม่มีโทษ. บทว่า ที่เขายกให้ คือที่เขานำมาให้.
บทว่า กถนฺตสฺส ราชา ความว่า พราหมณ์พึงรับภิกษาหารเช่นนี้ของพระราชาใด พระราชานั้นไม่พึงพระราชทาน แม้การให้เฝ้าต่อพระพักตร์แก่พราหมณ์นั้นอย่างไร. แต่พราหมณ์นี้ถือเอาของที่พระราชามิได้พระราชทานด้วยมายากล เพราะเหตุนั้น พระราชาจึงไม่พระราชทานให้พราหมณ์นั้นเฝ้าต่อพระพักตร์ พึงถึงความตกลงได้ในข้อนี้ ดังกล่าวมานี้ เป็นอธิบายในบทนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศว่า ชนจักถึงความตกลงได้ว่า ก็ใครๆ คนอื่นหารู้เหตุการณ์นี้ไม่ ยกเว้นพระราชากับพราหมณ์เท่านั้น ข้อนี้นั้นเป็นความลับด้วย ทั้งปกปิดด้วยด้วยประการฉะนี้. พระสมณโคดมผู้สัพพัญญูทรงทราบแน่นอน ดังนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเพิ่มเติมพระธรรมเทศนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อทรงถอนมานะอาศัยมนต์ของคนทั้ง ๒ นั้น เพราะเหตุที่อัมพัฏฐะนี้กับอาจารย์ของเขาเป็นคนเย่อหยิ่ง เพราะอาศัยมนต์ จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า ดูก่อนอัมพัฏฐะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน พระราชาในโลกนี้ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า บนเครื่องปูลาดในรถ คือบนที่ที่เขาจัดปูลาดไว้ เพื่อเป็นที่ประทับยืนของพระราชาในรถ.
บทว่า ผู้ยิ่งใหญ่ คือกับอำมาตย์ชั้นสูงๆ ขึ้นไป. บทว่า กับเชื้อพระวงศ์ คือกับพระกุมารที่ยังมิได้อภิเษก. บทว่า ข้อปรึกษาบางประการ ได้แก่ข้อปรึกษาที่ปรากฏเห็นปานฉะนี้ว่า ควรจะขุดบ่อหรือทำเหมืองในที่โน้น ควรจะสร้างบ้าน นิคม หรือนครไว้ในที่โน้น ดังนี้.
บทว่า ข้อปรึกษานั้น นั่นแหละ ใจความว่า ข้อราชการใดที่พระราชาทรงปรึกษา พระองค์พึงทรงปรึกษาข้อราชการนั้นด้วยพระอาการมีการทรงยกพระเศียรขึ้น และทรงยักพระภมุกาเป็นต้น ทำนองนั้นเท่านั้น.
บทว่า ที่พระราชาตรัสแล้ว คือพระราชาตรัสพระราชาดำรัสโดยประการใด พระราชดำรัสนั้นสามารถให้สำเร็จประโยชน์ได้โดยประการนั้น. ใจความว่า แม้พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ตรัสพระราชดำรัสที่สามารถให้สำเร็จประโยชน์นั้นได้.
บทว่า ปวตฺตาโร แปลว่า เป็นผู้บอก. บทว่า เหล่าใด คือเป็นสมบัติเก่าแก่ของพราหมณ์เหล่าใด. บทว่า บทแห่งมนต์ คือมนต์ กล่าวคือเวทนั่นเอง.
บทว่า ขับร้อง คือที่พราหมณ์เก่าแก่ทั้ง ๑๐ มีอัฏฐกพราหมณ์เป็นต้น สาธยายแล้วด้วยอำนาจความถึงพร้อมด้วยเสียง. บทว่า ปวุตฺตํ แปลว่า บอกแก่คนเหล่าอื่น ความว่า กล่าวสอน. บทว่า รวบรวมไว้ คือประมวลไว้ ได้แก่ทำให้เป็นกองไว้ ความว่า รวมเก็บไว้เป็นกลุ่มก้อน. บทว่า ขับตามซึ่งมนต์นั้น ความว่า พราหมณ์ในบัดนี้ ขับตาม คือสาธยายตามซึ่งมนต์นั้นที่พราหมณ์เหล่านั้นขับแล้วในกาลก่อน. บทว่า กล่าวตามซึ่งมนต์นั้น คือว่าตามซึ่งมนต์นั้น. คำนี้เป็นไวพจน์ของคำแรกนั่นเอง.
บทว่า กล่าวตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์พวกเก่าเหล่านั้นกล่าวไว้ คือสาธยายตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์พวกเก่าเหล่านั้นกล่าวไว้ คือสาธยายแล้ว.
บทว่า กล่าวสอนตามซึ่งมนต์ที่พวกพราหมณ์เก่ากล่าวสอนไว้แล้ว คือกล่าวสอนตามซึ่งมนต์ที่พราหมณ์เหล่านั้นกล่าวสอนแล้วแก่คนอื่น.
บทว่า อย่างไรนี่ ความว่า พราหมณ์เหล่านั้นมีใครบ้าง. คำว่า อัฏฐกะ เป็นต้น เป็นชื่อของพราหมณ์เหล่านั้น.
ได้ยินว่า พราหมณ์เหล่านั้นมองดูด้วยทิพยจักษุ ไม่กระทำการทำร้ายผู้อื่น แต่งมนต์เทียบเคียงกับคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปสัมมาสัมพุทธะ. แต่พวกพราหมณ์นอกนี้ใส่ปาณาติบาตเป็นต้น ลงไปทำลายเวททั้ง ๓ ได้กระทำให้ผิดเพี้ยนกับพระพุทธวจนะ.
บทว่า นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ คือท่านพึงเป็นฤาษีด้วยเหตุใด เหตุนั้นไม่มี. ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า อัมพัฏฐะนี้แม้อันเราถามอยู่ รู้ว่าตนถูกทับถม จักไม่ให้คำตอบ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่ทรงรับเอาคำปฏิญญา ปฏิเสธความเป็นฤาษีนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงความที่อัมพัฏฐะพร้อมทั้งอาจารย์เป็นผู้ห่างไกลจากข้อปฏิบัติของพราหมณ์เหล่านั้น จึงตรัสว่า ดูก่อน อัมพัฏฐะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน ดังนี้เป็นต้น เพราะเหตุว่า พราหมณ์รุ่นเก่า ๑๐ คนเหล่านั้นไม่มีกลิ่นของสดคาว ไม่มีกลิ่นผู้หญิง เต็มไปด้วยฝุ่นละอองและขี้ไคล มีปรกติประพฤติพรหมจรรย์ มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อาศัยอยู่ตามเชิงเขาในราวป่า เมื่อใดปรารถนาจะไป ณ ที่ใด เมื่อนั้นก็เหาะไปได้ทางอากาศทีเดียวด้วยฤทธิ์พวกเขาไม่มีกิจที่จะต้องใช้ยวดยาน การเจริญพรหมวิหารมีเมตตาเป็นต้นนั่นแหละ เป็นเครื่องคุ้มครองของพวกเขาในทุกสารทิศ พวกเขาไม่ต้องการความคุ้มกัน คือกำแพงและคน และข้อปฏิบัติของพวกพราหมณ์เหล่านั้น อัมพัฏฐะนี้ ก็เคยได้ยินมา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มีกากสีดำอันเลือกทิ้งไป คือ มีกากสีดำอันเลือกแล้ว นำออกทิ้งไป. บทว่า มีสีข้างอันอ่อนโน้มลงด้วยผ้าโพก คือ มีซี่โครง (เรือนร่าง) อันอ่อนช้อยด้วยผ้าโพกมีแผ่นผ้าและช้องผมผ้าเป็นต้น.
บทว่า มีหางอันตัดแต่งแล้ว คือ มีหางอันตัดแล้ว ในที่ควรตัดแต่ง เพื่อทำให้ดูสวยงาม. อนึ่ง ในคำนี้ แม้รถทั้งหลายท่านก็เรียกว่า รถติดหางลาที่ตัดแล้ว เพราะเหตุที่รถทั้งหลายตัดหางลานั่นเองเทียมด้วยลา.
บทว่า มีคูล้อมรอบ คือ ขุดคูไว้รอบ.
บทว่า มีลิ่มอันลงไว้ คือ มีลิ่มอันสลักไว้. การกระทำการโบกปูนไว้เบื้องล่างของกำแพงเมืองโดยรอบ เพื่อป้องกันมิให้พวกศัตรูปีนป่ายขึ้นมาได้ ท่านเรียกว่ากำแพง ในคำว่า กำแพงเมือง แต่เมืองทั้งหลายที่ประกอบด้วยกำแพงเหล่านี้ ท่านประสงค์เอาว่าเป็นกำแพงเมืองในที่นี้.
บทว่า ให้รักษา คือพวกเขาแม้จะอยู่ในเมืองเช่นนั้นก็ยังให้คนรักษาตน.
บทว่า ความกังขา คือความสงสัยอย่างนี้ว่า เป็นพระสัพพัญญู หรือมิใช่พระสัพพัญญู. คำว่า วิมติ ก็เป็นไวพจน์ของคำนั้นนั่นเอง. ความคิดเห็นที่ผิดแปลกไป. อธิบายว่า ไม่สามารถที่จะวินิจฉัยได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระดำรัสนี้ว่า ความปรากฏขึ้นแห่งมรรค ไม่มีแก่อัมพัฏฐะโดยอัตภาพนี้ วันก็จะล่วงไปเปล่าอย่างเดียว ก็อัมพัฏฐะนี้แลมาเพื่อแสวงหาลักษณะ แม้กิจนั้นก็ยังระลึกไม่ได้ เอาเถอะ เพื่อจะให้เกิดสติ เราจะให้นัยแก่เขา.
เทฺวลกฺขณทสฺสนวณฺณนา
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ เสด็จไปภายนอก เพราะเหตุว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายประทับนั่งอยู่ก็ดี บรรทมอยู่ก็ดี ใครๆ มิสามารถที่จะแสวงหาลักษณะได้ แต่เมื่อพระองค์ประทับยืนก็ดี เสด็จจงกรมอยู่ก็ดี เขาสามารถ. ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทรงทราบว่า เขามาเพื่อแสวงหาดูลักษณะแล้ว เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะทรงอธิษฐานจงกรม ข้อนี้เป็นอาจิณปฏิบัติของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นต้น.
บทว่า พิจารณาดู คือ เสาะดู ได้แก่พิจารณานับอยู่ ๑-๒.
บทว่า โดยมาก คือโดยส่วนมาก. อธิบายว่า ได้เห็นแล้วเป็นส่วนมาก ส่วนน้อยมิได้เห็น.
ต่อจากนั้น เพื่อที่จะแสดงมหาบุรุษลักษณะที่เขามิได้เห็น ท่านจึงกล่าวว่า เว้น ๒ อย่างเท่านั้น.
บทว่า ยังเคลือบแคลง คือให้เกิดความปรารถนาขึ้นมาว่า โอหนอ เราพึงเห็น ดังนี้.
บทว่า ยังสงสัย คือค้นดูมหาบุรุษลักษณะเหล่านั้น จากที่นั้นๆ ได้ลำบาก ได้แก่ไม่สามารถจะมองเห็นได้.
บทว่า ยังไม่เชื่อ คือ ถึงการลงความเห็นไม่ได้ เพราะความสงสัยนั้น.
บทว่า ไม่เลื่อมใส คือ ถึงความเลื่อมใสไม่ได้ในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ทรงมีพระลักษณะบริบูรณ์ เพราะเหตุนั้น.
ความสงสัย ท่านกล่าวว่ามีกำลังอ่อนกว่าความเคลือบแคลง ความลังเลใจมีกำลังปานกลาง ความไม่ยอมเชื่อมีกำลังมาก เพราะไม่เลื่อมใส จิตก็จะเศร้าหมองด้วยธรรมทั้ง ๓ เหล่านั้น.
บทว่า เก็บไว้ในฝัก คือ ปกปิดไว้ด้วยฝักลำไส้.
บทว่า ปิดบังไว้ด้วยผ้า คือ องคชาต.
ก็พระองคชาตของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เหมือนกับของช้างตัวประเสริฐ ปกปิดไว้ในฝัก ปิดบังไว้ด้วยผ้า เช่นเดียวกับห้องดอกบัวหลวงทองคำ.
อัมพัฏฐะมองไม่เห็นพระองคชาตนั้น เพราะผ้าปกปิดไว้ และสังเกตเห็นไม่ได้ ซึ่งพระชิวหาอันกว้างใหญ่ เพราะอยู่ภายในพระโอฐ จึงมีความเคลือบแคลง และลังเลใจ ในพระลักษณะทั้ง ๒ นั้น.
บทว่า เห็นปานนั้น คือรูปที่แน่นอน ในข้อนี้คนอื่นจะพึงกล่าวอย่างไร.
ข้อนี้พระนาคเสนเถระถูกพระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำสิ่งที่ทำได้ยากหรือ ดังนี้ ได้กล่าวไว้แล้ว.
พระนาคเสนเถระทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร ทรงทำอะไรหรือ.
พระเจ้ามิลินท์ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโอกาสที่มหาชนเขาถือว่าเป็นความอายแก่อันเตวาสิกของพรหมายุพราหมณ์ แก่พราหมณ์ ๑๖ คนผู้เป็นอันเตวาสิกของพราหมณ์ อุตตระ และของพราหมณ์พาวรี และแก่มาณพ ๓๐๐ คนผู้เป็นอันเตวาสิกของเสลพราหมณ์.
พระนาคเสนทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแสดงพระคุยหะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระฉายา ทรงบันดาลด้วยพระฤทธิ์ แสดงเพียงพระรูปเป็นเงาๆ ยังทรงนุ่งผ้าสบงอยู่ ยังทรงคาดรัดประคดอยู่ และยังทรงห่มผ้าจีวรอยู่ มหาบพิตร.
พระเจ้ามิลินท์ เมื่อเห็นพระฉายาแล้วก็เป็นอันเห็นพระคุยหะด้วยใช่ไหม ขอรับ.
พระนาคเสน ข้อนั้นยกไว้เถิด สัตว์ผู้เห็นหทัยรูปแล้วรู้ได้พึงมี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พึงนำพระหทัยมังสะออกมาแสดง.
พระเจ้ามิลินท์ ท่านนาคเสน ขอรับ ท่านพูดถูกต้องแล้ว.
บทว่า ทรงแลบ คือ ทรงนำออกมา. บทว่า ทรงสอดกลับไป คือ ทรงกวาดกลับไปกระทำให้เหมือนกับเข็มเย็บผ้ากฐิน. พึงทราบอธิบายว่า ก็ในที่นี้ ท่านแสดงให้เห็นถึงความอ่อนนุ่ม ด้วยการทรงกระทำเช่นนั้น แสดงให้เห็นถึงความยาว ด้วยการสอดเข้าไปในช่องพระกรรณ แสดงให้เห็นถึงความหนาด้วยการปกปิดพระนลาต.
บทว่า คอยต้อนรับอยู่ คือ รออยู่. ใจความว่า หวังการมาของเขา คอยมองดูอยู่.
บทว่า การสนทนาปราศรัย คือ การพูดและการเจรจากัน. ใจความว่า การกล่าวและการกล่าวตอบ.
บทว่า อโห วต นี้เป็นคำติเตียน. คำว่า เร นี้ เป็นคำร้องเรียกด้วยอำนาจเย้ยหยัน. พราหมณ์โปกขรสาติเกลียดอัมพัฏฐะนั่นแหละ จึงได้กล่าวว่า เจ้าบัณฑิต แม้ใน ๒ บทที่เหลือก็มีนัยอย่างเดียวกันนี้.
พราหมณ์โปกขรสาติหมายเอาเนื้อความนี้ว่า คนพึงไปสู่นรกได้ เพราะเมื่อมีผู้ประพฤติประโยชน์ คือผู้กระทำประโยชน์อยู่เป็นเช่นเดียวกับท่าน ไม่พึงไปได้เพราะเหตุอื่นดังนี้ จึงได้กล่าวบทนี้ว่า ผู้เจริญ ได้ยินว่า คนพึงไปสู่นรกได้เพราะคนผู้ประพฤติประโยชน์เห็นปานนั้น.
บทว่า เสียดสี คือ พูดกระทบกระเทียบ.
บทว่า นำแม้พวกเราเข้าไปเปรียบเทียบอย่างนี้ๆ ความว่า
พระโคดมตรัสว่า ดูก่อนอัมพัฏฐะ พราหมณ์โปกขรสาติ ดังนี้เป็นต้น ทรงนำพวกเราเข้าไปเปรียบเทียบอย่างนี้ๆ ทรงเปิดเผยเหตุอันปกปิดออกแล้ว ยกเอาความเป็นศูทรและทาสเป็นต้นขึ้นมาตรัส. อธิบายว่า พวกเราก็ถูกท่านให้ด่าด้วย.
บทว่า ปัดด้วยเท้า คือเอาเท้าปัดให้อัมพัฏฐะล้มลงไปแล้ว.
ก็ในกาลก่อน อัมพัฏฐะขึ้นรถไปกับอาจารย์ เป็นสารถีขับไปสู่ที่ใด อาจารย์แย่งเอาที่นั้นของเขาไปเสีย ได้ให้เขาเดินไปด้วยเท้าข้างหน้ารถ.
โปกฺขรสาติพุทฺธูปสงฺกมนวณฺณนา
บทว่า ล่วงเลยเวลาวิกาลแล้ว คือเป็นเวลาวิกาลมากแล้ว ได้แก่ไม่มีเวลาที่จะกล่าวสัมโมทนียกถากันแล้ว.
บทว่า อาคมา นุขฺวิธ โภ แปลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐะได้มา ณ ที่นี้หรือไม่หนอ. บทว่า อธิวาเสตุ แปลว่า จงทรงรับ. บทว่า สำหรับวันนี้ ใจความว่า เมื่อข้าพระองค์กระทำสักการะในพระองค์ สิ่งใดจักมีในวันนี้ คือบุญด้วย ปีติและปราโมทย์ด้วย เพื่อประโยชน์แก่สิ่งนั้น.
บทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้วโดษดุษณีภาพ ใจความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงให้ส่วนพระวรกายหรือส่วนพระวาจาให้เคลื่อนไหว ทรงดำรงพระขันติไว้ภายในนั่นแหละ ทรงรับนิมนต์แล้วโดยดุษณีภาพ คือทรงรับด้วยพระทัยเพื่อจะทรงอนุเคราะห์พราหมณ์.
บทว่า ประณีต คือ สูงสุด. บทว่า สหตฺถา แปลว่า ด้วยมือตนเอง. บทว่า ให้อิ่มหนำแล้ว คือให้อิ่มเต็มที่ ได้แก่กระทำให้บริบูรณ์คือเต็มเปี่ยม ได้แก่เต็มอิ่ม.
บทว่า สมฺปวาเรตฺวา แปลว่า ให้เพียงพอแล้ว คือให้ห้ามด้วยสัญญามือว่า พอแล้ว พอแล้ว. บทว่า ภุตฺตาวึ ผู้ทรงเสวยเสร็จแล้ว. บทว่า โอนีตปตฺตปาณึ แปลว่า มีพระหัตถ์ยกออกแล้วจากบาตร. อธิบายว่า มีพระหัตถ์ชักออกแล้ว. บาลีว่า โอนิตฺตปาณึ ก็มี.
คำนี้อธิบายว่า ทรงวางบาตรที่ทรงชักพระหัตถ์ออกแล้ว คือเว้นอาหารต่างๆ จากฝ่าพระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า โอนิตฺตปตฺตปาณี.
อธิบายว่า ผู้ทรงล้างพระหัตถ์และบาตรแล้ว ทรงวางบาตรไว้ ณ ที่ข้างหนึ่ง ประทับนั่งแล้ว.
บทว่า นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ใจความว่า ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสวยเสร็จแล้วเช่นนั้น จึงนั่งในที่ว่างข้างหนึ่ง.
บทว่า อนุปุพฺพิกถํ แปลว่า ถ้อยคำที่ควรกล่าวตามลำดับ.
ที่ชื่อว่า อนุปุพพิกถา ได้แก่ ถ้อยคำที่แสดงเนื้อความเหล่านี้ คือศีลในลำดับต่อจากทาน สวรรค์ในลำดับต่อจากศีล มรรคในลำดับต่อจากสวรรค์. เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า คือ ทานกถา เป็นต้น.
บทว่า ต่ำทราม คือ เลวทราม ได้แก่เป็นของลามก.
บทว่า สามุกฺกํสิกา แปลว่า ที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดงเอง.
ความว่า ที่พระองค์ทรงยกขึ้นถือเอาด้วยพระองค์เอง คือที่พระองค์ทรงเล็งเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ. อธิบายว่า เป็นของไม่ทั่วไปแก่ชนเหล่าอื่น.
ถามว่า ก็พระธรรมเทศนานั้น คืออะไร.
ตอบว่า คือเทศนาว่าด้วยอริยสัจ. เพราะฉะนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค.
ในบทว่า ธรรมจักษุนี้ ท่านมุ่งหมายเอาโสดาปัตติมรรค. เพื่อที่จะแสดงถึงอาการของการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งสิ้นมีความดับไปเป็นธรรมดา. ก็ธรรมจักษุนั้นกระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ เกิดขึ้นแทงตลอดซึ่งสังขตธรรมทั้งปวงอย่างนี้ด้วยอำนาจแห่งกิจ.
โปกฺขรสาติอุปาสกตฺตปฏิเวทนากถาวณฺณนา
อริยสัจธรรมอันบุคคลนั้นเห็นแล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าผู้มีธรรมอันเห็นแล้ว.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้.
ความสงสัยอันบุคคลนี้ข้ามได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าผู้มีความสงสัยอันข้ามได้แล้ว. ความไม่แน่ใจของบุคคลนั้นปราศจากไปแล้ว เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าผู้มีความไม่แน่ใจปราศจากไปแล้ว.
บทว่า เวสารชฺชปฺปตฺโต แปลว่า ถึงความเป็นผู้กล้าหาญแล้ว.
ถามว่า ในไหน.
ตอบว่า ในคำสอนของพระศาสดา. บุคคลอื่นเป็นปัจจัยไม่มีแก่ผู้นี้ คือความเชื่อต่อผู้อื่นไม่เป็นไปในบุคคลนี้ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าไม่มีบุคคลอื่นเป็นปัจจัย.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวงปรากฏชัดแล้ว เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในเบื้องต้น และเพราะมีเนื้อความเข้าใจง่าย.
อรรถกถาอัมพัฏฐสูตร ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินี จบลงแล้วด้วยประการฉะนี้. อัมพัฏฐสูตรที่ ๓ จบ. ------------------------------------------------------------