อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๙. โปฏฐปาทสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๗๕–๓๑๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 39 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 39 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 38 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

โปฏฺฐปาทสุตฺตํ นวมํ

เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺสาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน โปฏฺฐปาโท ปริพฺพาชโก สมยปฺปวาทเก ติณฺฑุกาจิเร เอกสาริเก มลฺลิการาเม ปฏิวสติ มหติยา ปริพฺพาชกปริสาย สทฺธึ ตึสมตฺเตหิ ปริพฺพาชกสเตหิ ฯ อถโข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ อถโข ภควโต เอตทโหสิ อติปฺปโค โข ตาว สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตุํ ยนฺนูนาหํ เยน สมยปฺปวาทโก ติณฺฑุกาจิโร เอกสาลิโก มลฺลิการาโม เยน โปฏฺฐปาโท ปริพฺพาชโก เตนุปสงฺกเมยฺยนฺติ ฯ อถโข ภควา เยน สมยปฺปวาทโก ติณฺฑุกาจิโร เอกสาลิโก มลฺลิการาโม เตนุปสงฺกมิ ฯ

เตน โข ปน สมเยน โปฏฺฐปาโท ปริพฺพาชโก มหติยา ปริพฺพาชกปริสาย สทฺธึ นิสินฺโน โหติ อุนฺนาทินิยา อุจฺจาสทฺทมหาสทฺทาย อเนกวิหิตํ ติรจฺฉานกถํ กเถนฺติยา ฯ เสยฺยถีทํ ฯ ราชกถํ โจรกถํ มหามตฺตกถํ เสนากถํ ภยกถํ ยุทฺธกถํ อนฺนกถํ ปานกถํ วตฺถกถํ สยนกถํ มาลากถํ คนฺธกถํ ญาติกถํ ยานกถํ คามกถํ นิคมกถํ นครกถํ ชนปทกถํ อิตฺถีกถํ ปุริสกถํ สุรากถํ วิสิขากถํ กุมฺภฏฺฐานกถํ ปุพฺพเปตกถํ นานตฺตกถํ โลกกฺขายิกํ สมุทฺทกฺขายิกํ อิติภวาภวกถํ อิติ วา ฯ อทฺทสา โข โปฏฺฐปาโท ปริพฺพาชโก ภควนฺตํ ทูรโต ว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน สกปริสํ สณฺฐเปสิ อปฺปสทฺทา โภนฺโต โหนฺตุ มา โภนฺโต สทฺทมกตฺถ อยํ สมโณ โคตโม อาคจฺฉติ อปฺปสทฺทกาโม โข ปนายสฺมา โส อปฺปสทฺทสฺส วณฺณวาที อปฺเปวนาม อปฺปสทฺทํ ปริสํ วิทิตฺวา อุปสงฺกมิตพฺพํ มญฺเญยฺยาติ ฯ เอวํ วุตฺเต เต ปริพฺพาชกา ตุณฺหี อเหสุํ ฯ

อถโข ภควา เยน โปฏฺฐปาโท ปริพฺพาชโก เตนุปสงฺกมิ ฯ อถโข โปฏฺฐปาโท ปริพฺพาชโก ภควนฺตํ เอตทโวจ เอตุ โข ภนฺเต ภควา สฺวาคตํ ภนฺเต ภควโต จิรสฺสํ โข ภนฺเต ภควา อิมํ ปริยายมกาสิ ยทิทํ อิธาคมนาย นิสีทตุ ภนฺเต ภควา อิทมาสนํ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ นิสีทิ ภควา ปญฺญตฺเต อาสเน ฯ โปฏฺฐปาโทปิ โข ปริพฺพาชโก อญฺญตรํ นีจํ อาสนํ คเหตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข โปฏฺฐปาทํ ปริพฺพาชกํ ภควา เอตทโวจ กาย โนตฺถ โปฏฺฐปาท เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนา กา จ ปน โว อนฺตรากถา วิปฺปกตาติ ฯ

เอวํ วุตฺเต โปฏฺฐปาโท ปริพฺพาชโก ภควนฺตํ เอตทโวจ ติฏฺฐเตสา ภนฺเต กถา ยาย มยํ เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนา เนสา ภนฺเต กถา ภควโต ทุลฺลภา ภวิสฺสติ ปจฺฉาปิ สวนาย ปุริมานิ ภนฺเต ทิวสานิ ปุริมตรานิ นานาติตฺถิยานํ สมณพฺราหฺมณานํ โกตุหลสาลาย สนฺนิสินฺนานํ สนฺนิปติตานํ อภิสญฺญานิโรเธ กถา อุทปาทิ กถํ นุ โข โภ อภิสญฺญานิโรโธ โหตีติ ตเตฺรกจฺเจ เอวมาหํสุ อเหตุ อปฺปจฺจยา ปุริสสฺส สญฺญา อุปฺปชฺชติปิ นิรุชฺฌติปิ ยสฺมึ สมเย อุปฺปชฺชติ สญฺญี ตสฺมึ สมเย โหติ ยสฺมึ สมเย นิรุชฺฌติ อสญฺญี ตสฺมึ สมเย โหตีติ อิตฺเถเก อภิสญฺญานิโรธํ ปญฺญเปนฺติ ตมญฺโญ เอวมาห น โข ปน เมตํ โภ เอวํ ภวิสฺสติ สญฺญา หิ โภ ปุริสสฺส อตฺตา โส จ โข อุเปติปิ อเปติปิ ยสฺมึ สมเย อุเปติ สญฺญี ตสฺมึ สมเย โหติ ยสฺมึ สมเย อเปติ อสญฺญี ตสฺมึ สมเย โหตีติ อิตฺเถเก อภิสญฺญานิโรธํ ปญฺญเปนฺติ {๒๗๘.๑} ตมญฺโญ เอวมาห น โข ปน เมตํ โภ เอวํ ภวิสฺสติ สนฺติ หิ โภ สมณพฺราหฺมณา มหิทฺธิกา มหานุภาวา เต อิมสฺส ปุริสสฺส สญฺญํ อุปกฑฺฒนฺติปิ อปกฑฺฒนฺติปิ ยสฺมึ สมเย อุปกฑฺฒนฺติ สญฺญี ตสฺมึ สมเย โหติ ยสฺมึ สมเย อปกฑฺฒนฺติ อสญฺญี ตสฺมึ สมเย โหตีติ อิตฺเถเก อภิสญฺญานิโรธํ ปญฺญเปนฺติ ตมญฺโญ เอวมาห น โข ปน เมตํ โภ เอวํ ภวิสฺสติ สนฺติ หิ โภ เทวา มหิทฺธิกา มหานุภาวา เต อิมสฺส ปุริสสฺส สญฺญํ อุปกฺกฑฺฒนฺติปิ อปกฺกฑฺฒนฺติปิ ยสฺมึ สมเย อุปกฺกฑฺฒนฺติ สญฺญี ตสฺมึ สมเย โหติ ยสฺมึ สมเย อปกฺกฑฺฒนฺติ อสญฺญี ตสฺมึ สมเย โหตีติ อิตฺเถเก อภิสญฺญานิโรธํ ปญฺญเปนฺติ ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต ภควนฺตํเยว อารพฺภ สติ อุทปาทิ อโห นูน ภควา อโห นูน สุคโต โย อิเมสํ ธมฺมานํ สุกุสโลติ ภควา ภนฺเต กุสโล ภควา ปกตญฺญู อภิสญฺญานิโรธสฺส กถนฺนุ โข ภนฺเต อภิสญฺญานิโรโธ โหตีติ ฯ

ตตฺร โปฏฺฐปาท เย เต สมณพฺราหฺมณา เอวมาหํสุ อเหตุ อปฺปจฺจยา ปุริสสฺส สญฺญา อุปฺปชฺชติปิ นิรุชฺฌติปีติ อาทิโต ว เนสํ อปรทฺธํ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ สเหตุ หิ โปฏฺฐปาท สปฺปจฺจยา ปุริสสฺส สญฺญา อุปฺปชฺชติปิ นิรุชฺฌติปิ สิกฺขา เอกา สญฺญา อุปฺปชฺชติปิ สิกฺขา เอกา สญฺญา นิรุชฺฌติปิ {๒๗๙.๑} กา จ สิกฺขาติ ภควา อโวจ ฯ อิธ โปฏฺฐปาท ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ฯเปฯ (ยถา สามญฺญผเล เอวํ วิตฺถาเรตพฺพํ) ฯ เอวํ โข โปฏฺฐปาท ภิกฺขุ สีลสมฺปนฺโน โหติ ฯเปฯ ตสฺสิเม ปญฺจ นีวรเณ ปหีเน อตฺตนิ สมนุปสฺสโต ปาโมชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวทยติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ ฯ โส วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ตสฺส ยา ปุริมา กามสญฺญา สา นิรุชฺฌติ วิเวกชปีติสุขสุขุมสจฺจสญฺญา ตสฺมึ สมเย โหติ วิเวกชปีติสุขสุขุมสจฺจสญฺญีเยว ตสฺมึ โหติ เอวํปิ สิกฺขา เอกา สญฺญา อุปฺปชฺชติ สิกฺขา เอกา สญฺญา นิรุชฺฌติ อยํปิ สิกฺขาติ ภควา อโวจ ฯ

ปุน จปรํ โปฏฺฐปาท ภิกฺขุ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ตสฺส ยา ปุริมา วิเวกชปีติสุข- สุขุมสจฺจสญฺญา สา นิรุชฺฌติ สมาธิชปีติสุขสุขุมสจฺจสญฺญา ตสฺมึ สมเย โหติ สมาธิชปีติสุขสุขุมสจฺจสญฺญีเยว ตสฺมึ สมเย โหติ เอวํปิ สิกฺขา เอกา สญฺญา อุปฺปชฺชติ สิกฺขา เอกา สญฺญา นิรุชฺฌติ อยํปิ สิกฺขาติ ภควา อโวจ ฯ

ปุน จปรํ โปฏฺฐปาท ภิกฺขุ ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ ยํ ตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ตสฺส ยา ปุริมา สมาธิชปีติสุขสุขุมสจฺจสญฺญา สา นิรุชฺฌติ อุเปกฺขาสุขสุขุมสจฺจสญฺญา ตสฺมึ สมเย โหติ อุเปกฺขาสุขสุขุมสจฺจสญฺญีเยว ตสฺมึ สมเย โหติ เอวํปิ สิกฺขา เอกา สญฺญา อุปฺปชฺชติ สิกฺขา เอกา สญฺญา นิรุชฺฌติ อยํปิ สิกฺขาติ ภควา อโวจ ฯ

ปุน จปรํ โปฏฺฐปาท ภิกฺขุ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพ ว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ตสฺส ยา ปุริมา อุเปกฺขาสุขสุขุมสจฺจสญฺญา สา นิรุชฺฌติ อทุกฺขมสุขสุขุมสจฺจสญฺญา ตสฺมึ สมเย โหติ อทุกฺขมสุขสุขุมสจฺจสญฺญีเยว ตสฺมึ สมเย โหติ เอวํปิ สิกฺขา เอกา สญฺญา อุปฺปชฺชติ สิกฺขา เอกา สญฺญา นิรุชฺฌติ อยํปิ สิกฺขาติ ภควา อโวจ ฯ

ปุน จปรํ โปฏฺฐปาท ภิกฺขุ สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ตสฺส ยา ปุริมา รูปสญฺญา สา นิรุชฺฌติ อากาสานญฺจายตนสุขุมสจฺจสญฺญา ตสฺมึ สมเย โหติ อากาสานญฺจายตนสุขุมสจฺจสญฺญีเยว ตสฺมึ สมเย โหติ เอวํปิ สิกฺขา เอกา สญฺญา อุปฺปชฺชติ สิกฺขา เอกา สญฺญา นิรุชฺฌติ อยํปิ สิกฺขาติ ภควา อโวจ ฯ

ปุน จปรํ โปฏฺฐปาท ภิกฺขุ สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ตสฺส ยา ปุริมา อากาสานญฺจายตนสุขุมสจฺจสญฺญา สา นิรุชฺฌติ วิญฺญาณญฺจายตนสุขุมสจฺจสญฺญา ตสฺมึ สมเย โหติ วิญฺญาณญฺจายตนสุขุมสจฺจสญฺญีเยว ตสฺมึ สมเย โหติ เอวํปิ สิกฺขา เอกา สญฺญา อุปฺปชฺชติ สิกฺขา เอกา สญฺญา นิรุชฺฌติ อยํปิ สิกฺขาติ ภควา อโวจ ฯ

ปุน จปรํ โปฏฺฐปาท ภิกฺขุ สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ตสฺส ยา ปุริมา วิญฺญาณญฺจายตนสุขุมสจฺจสญฺญา สา นิรุชฺฌติ อากิญฺจญฺญายตนสุขุมสจฺจสญฺญา ตสฺมึ สมเย โหติ อากิญฺจญฺญายตนสุขุมสจฺจสญฺญีเยว ตสฺมึ สมเย โหติ เอวํปิ สิกฺขา เอกา สญฺญา อุปฺปชฺชติ สิกฺขา เอกา สญฺญา นิรุชฺฌติ อยํปิ สิกฺขาติ ภควา อโวจ ฯ

ยถา โข โปฏฺฐปาท ภิกฺขุ อิธ สกสญฺญี โหติ โส ตโต อมุตฺร ตโต อมุตฺร อนุปุพฺเพน สญฺญคฺคํ ผุสติ ตสฺส สญฺญคฺเค ฐิตสฺส เอวํ โหติ เจตยมานสฺส เม ปาปิโย อเจตยมานสฺส เม เสยฺโย อหญฺเจว โข ปน เจเตยฺยํ อภิสํขเรยฺยํ อิมา จ เม สญฺญา นิรุชฺเฌยฺยุํ อญฺญา จ โอฬาริกา สญฺญา อุปฺปชฺเชยฺยุํ ยนฺนูนาหํ น เจว เจเตยฺยํ น จ อภิสํขเรยฺยนฺติ ฯ โส น เจว เจเตติ น จ อภิสํขโรติ ตสฺส อเจตยโต อนภิสํขรโต ตา เจว สญฺญา นิรุชฺฌนฺติ อญฺญา จ โอฬาริกา สญฺญา น อุปฺปชฺชนฺติ โส นิโรธํ ผุสติ ฯ เอวํ โข โปฏฺฐปาท อนุปุพฺพาภิสญฺญานิโรธ- สมฺปชานสมาปตฺติ โหติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ โปฏฺฐปาท อปิ นุ โข เต อิโต ปุพฺเพ เอวรูปา อนุปุพฺพาภิสญฺญานิโรธสมฺปชานสมาปตฺติ สุตปุพฺพาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต เอวํ โข อหํ ภนฺเต ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามีติ ฯ {๒๘๖.๑} ยโต โข โปฏฺฐปาท ภิกฺขุ สกสญฺญี โหติ โส ตโต อมุตฺร ตโต อมุตฺร อนุปุพฺเพน สญฺญคฺคํ ผุสติ ตสฺส สญฺญคฺเค ฐิตสฺส เอวํ โหติ เจตยมานสฺส เม ปาปิโย อเจตยมานสฺส เม เสยฺโย อหญฺเจว โข ปน เจเตยฺยํ อภิสํขเรยฺยํ อิมา จ เม สญฺญา นิรุชฺเฌยฺยุํ อญฺญา จ โอฬาริกา สญฺญา อุปฺปชฺเชยฺยุํ ยนฺนูนาหํ น เจว เจเตยฺยํ น จ อภิสํขเรยฺยนฺติ ฯ โส น เจว เจเตติ น จ อภิสํขโรติ ตสฺส อเจตยโต อนภิสํขรโต ตา เจว สญฺญา นิรุชฺฌนฺติ อญฺญา จ โอฬาริกา สญฺญา น อุปฺปชฺชนฺติ โส นิโรธํ ผุสติ ฯ เอวํ โข โปฏฺฐปาท อนุปุพฺพาภิสญฺญา- นิโรธสมฺปชานสมาปตฺติ โหตีติ ฯ

เอวํ โปฏฺฐปาทาติ ฯ เอกญฺเจว นุ โข ภนฺเต ภควา สญฺญคฺคํ ปญฺญเปติ อุทาหุ ปุถูปิ สญฺญคฺเค ปญฺญเปตีติ ฯ เอกํปิ โข โปฏฺฐปาท อหํ สญฺญคฺคํ ปญฺญเปมิ ปุถูปิ สญฺญคฺเค ปญฺญเปมีติ ฯ ยถากถํ ปน ภนฺเต ภควา เอกํปิ สญฺญคฺคํ ปญฺญเปติ ปุถูปิ สญฺญคฺเค ปญฺญเปตีติ ฯ ยถา ยถา โข โปฏฺฐปาท นิโรธํ ผุสติ ตถา ตถา อหํ สญฺญคฺคํ ปญฺญเปมิ เอวํ โข อหํ โปฏฺฐปาท เอกํปิ สญฺญคฺคํ ปญฺญเปมิ ปุถูปิ สญฺญคฺเค ปญฺญเปมีติ ฯ

สญฺญา นุ โข ภนฺเต ปฐมํ อุปฺปชฺชติ ปจฺฉา ญาณํ อุทาหุ ญาณํ ปฐมํ อุปฺปชฺชติ ปจฺฉา สญฺญา อุทาหุ สญฺญา จ ญาณํ จ อปุพฺพํ อจริมํ อุปฺปชฺชนฺตีติ ฯ สญฺญา โข โปฏฺฐปาท ปฐมํ อุปฺปชฺชติ ปจฺฉา ญาณํ สญฺญุปฺปาทา จ ปน ญาณุปฺปาโท โหติ โส เอวํ ปชานาติ อิทปฺปจฺจยา กิร เม ญาณํ อุทปาทีติ ฯ อิมินา จ โข เอตํ โปฏฺฐปาท ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา สญฺญา ปฐมํ อุปฺปชฺชติ ปจฺฉา ญาณํ สญฺญุปฺปาทา จ ปน ญาณุปฺปาโท โหตีติ ฯ

สญฺญา นุ โข ภนฺเต ปุริสสฺส อตฺตา อุทาหุ อญฺญา สญฺญา อญฺโญ อตฺตาติ ฯ กึ ปน ตฺวํ โปฏฺฐปาท อตฺตานํ ปจฺเจสีติ ฯ โอฬาริกํ โข อหํ ภนฺเต อตฺตานํ ปจฺเจมิ รูปึ จาตุมฺมหาภูติกํ กวลีการภกฺขนฺติ ฯ โอฬาริโก จ หิ เต โปฏฺฐปาท อตฺตา อภวิสฺส รูปี จาตุมฺมหาภูติโก กวลีการภกฺโข ฯ เอวํ สนฺตํ โข เต โปฏฺฐปาท อญฺญา จ สญฺญา อภวิสฺส อญฺโญ อตฺตา ฯ ตทิมินาเปตํ โปฏฺฐปาท ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา จ อญฺญา สญฺญา ภวิสฺสติ อญฺโญ อตฺตา ฯ ติฏฺฐเตว อยํ โปฏฺฐปาท โอฬาริโก อตฺตา รูปี จาตุมฺมหาภูติโก กวลีการภกฺโข อถ อิมสฺส ปุริสสฺส อญฺญา ว สญฺญา อุปฺปชฺชติ อญฺญา ว สญฺญา นิรุชฺฌติ อิมินา โข เอตํ โปฏฺฐปาท ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา อญฺญา ว สญฺญา ภวิสฺสติ อญฺโญ อตฺตาติ ฯ

มโนมยํ โข อหํ ภนฺเต อตฺตานํ ปจฺเจมิ สพฺพงฺคปจฺจงฺคํ อหีนินฺทฺริยนฺติ ฯ มโนมโย จ หิ เต โปฏฺฐปาท อตฺตา อภวิสฺส สพฺพงฺคปจฺจงฺคี อหีนินฺทฺริโย ฯ เอวํ สนฺตํปิ โข เต โปฏฺฐปาท อญฺญา จ สญฺญา ภวิสฺสติ อญฺโญ อตฺตา ฯ ตทิมินาเปตํ โปฏฺฐปาท ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา อญฺญา ว สญฺญา ภวิสฺสติ อญฺโญ อตฺตา ฯ ติฏฺฐเตว สายํ จ โปฏฺฐปาท มโนมโย อตฺตา สพฺพงฺคปจฺจงฺคี อหีนินฺทฺริโย ฯ อถโข อิมสฺส ปุริสสฺส อญฺญา ว สญฺญา อุปฺปชฺชติ อญฺญา สญฺญา นิรุชฺฌติ ฯ อิมินาปิ โข เอตํ โปฏฺฐปาท ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา อญฺญา จ สญฺญา ภวิสฺสติ อญฺโญ อตฺตาติ ฯ

อรูปึ โข อหํ ภนฺเต อตฺตานํ ปจฺเจมิ สญฺญามยนฺติ ฯ อรูปี จ หิ เต โปฏฺฐปาท อตฺตา ภวิสฺสติ สญฺญามโย ฯ เอวํ สนฺตํปิ โข เต โปฏฺฐปาท อญฺญา ว สญฺญา ภวิสฺสติ อญฺโญ อตฺตา ฯ ตทิมินาเปตํ โปฏฺฐปาท ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา อญฺญา ว สญฺญา ภวิสฺสติ อญฺโญ อตฺตา ฯ ติฏฺฐเตว สายํ โปฏฺฐปาท อรูปี อตฺตา สญฺญามโย อถ อิมสฺส ปุริสสฺส อญฺญา ว สญฺญา อุปฺปชฺชติ อญฺญา ว สญฺญา นิรุชฺฌติ ฯ อิมินาปิ โข เอตํ โปฏฺฐปาท ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา อญฺญา ว สญฺญา ภวิสฺสติ อญฺโญ อตฺตาติ ฯ

สกฺกา จ ปเนตํ ภนฺเต มยา ญาตุํ สญฺญา ปุริสสฺส อตฺตาติ วา อญฺญา จ สญฺญา อญฺโญ จ อตฺตาติ วาติ ฯ ทุชฺชานํ โข เอตํ โปฏฺฐปาท ตยา อญฺญทิฏฺฐิเกน อญฺญขนฺติเกน อญฺญรุจิเกน อญฺญตฺถ อาโยเคน อญฺญตฺถาจริยเกน สญฺญา ปุริสสฺส อตฺตาติ วา อญฺญา จ สญฺญา อญฺโญ จ อตฺตาติ วาติ ฯ สเจ ตํ ภนฺเต มยา ทุชฺชานํ อญฺญทิฏฺฐิเกน อญฺญขนฺติเกน อญฺญรุจิเกน อญฺญตฺถ อาโยเคน อญฺญตฺถาจริยเกน สญฺญา ปุริสสฺส อตฺตาติ วา อญฺญา จ สญฺญา อญฺโญ จ อตฺตาติ วา ฯ กึ ปน ภนฺเต สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ เอตํปิ โข โปฏฺฐปาท มยา อพฺยากตํ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ กึ ปน ภนฺเต อสสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ เอตํปิ โข โปฏฺฐปาท มยา อพฺยากตํ อสสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ กึ ปน ภนฺเต อนฺตวา โลโก ฯเปฯ อนนฺตวา โลโก ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ ฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ ฯ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ฯ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ฯ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ เอตํปิ โข โปฏฺฐปาท มยา อพฺยากตํ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ กสฺมา ปเนตํ ภนฺเต ภควตา อพฺยากตนฺติ ฯ น เหตํ โปฏฺฐปาท อตฺถสญฺหิตํ น ธมฺมสญฺหิตํ น อาทิพฺรหฺมจริยกํ น นิพฺพิทาย น วิราคาย น นิโรธาย น อุปสมาย น อภิญฺญาย น สมฺโพธาย น นิพฺพานาย สํวตฺตติ ตสฺมาตํ มยา อพฺยากตนฺติ ฯ

กึ ปน ภนฺเต ภควตา พฺยากตนฺติ ฯ อิทํ ทุกฺขนฺติ โข โปฏฺฐปาท มยา พฺยากตํ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ โข โปฏฺฐปาท มยา พฺยากตํ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ โข โปฏฺฐปาท มยา พฺยากตํ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ โข โปฏฺฐปาท มยา พฺยากตนฺติ ฯ กสฺมา ปเนตํ ภนฺเต ภควตา พฺยากตนฺติ ฯ เอตํ หิ โปฏฺฐปาท อตฺถสญฺหิตํ เอตํ ธมฺมสญฺหิตํ เอตํ อาทิพฺรหฺมจริยกํ นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ตสฺมา เหตํ มยา พฺยากตนฺติ ฯ เอวเมตํ ภควา เอวเมตํ สุคต ยสฺสทานิ ภนฺเต ภควา กาลํ มญฺญตีติ ฯ อถโข ภควา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ ฯ

อถโข เต ปริพฺพาชกา อจิรปกฺกนฺตสฺส ภควโต โปฏฺฐปาทํ ปริพฺพาชกํ สมนฺตโต วาจาย สนฺนิปโตทเกน สญฺชมฺภริมกํสุ เอวเมว ปนายํ ภวํ โปฏฺฐปาโท ยญฺญเทว สมโณ โคตโม ภาสติ ตนฺตเทวสฺส อพฺภนุโมทติ เอวเมตํ ภควา เอวเมตํ สุคตาติ น โข ปน มยํ กิญฺจิ สมณสฺส โคตมสฺส เอกํสิกํ ธมฺมํ เทสิตํ อาชานาม สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วาติ ฯ

เอวํ วุตฺเต โปฏฺฐปาโท ปริพฺพาชโก เต ปริพฺพาชเก เอตทโวจ อหํปิ โข โภ น กิญฺจิ สมณสฺส โคตมสฺส เอกํสิกํ ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ สสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา อปิจ สมโณ โคตโม ภูตํ ตจฺฉํ ตถํ ปฏิปทํ ปญฺญเปติ ธมฺมฏฺฐิตตํ ธมฺมนิยามตํ ภูตํ โข ปน ตจฺฉํ ตถํ ปฏิปทํ ปญฺญเปนฺตสฺส ธมฺมฏฺฐิตตํ ธมฺมนิยามตํ กถํ หิ นาม มาทิโส วิญฺญู ปุริโส สมณสฺส โคตมสฺส สุภาสิตํ สุภาสิตโต น อพฺภนุโมเทยฺยาติ ฯ

อถโข ทฺวีหตีหสฺส อจฺจเยน จิตฺโต จ หตฺถิสาริปุตฺโต โปฏฺฐปาโท จ ปริพฺพาชโก เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา จิตฺโต หตฺถิสาริปุตฺโต ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ โปฏฺฐปาโท ปน ปริพฺพาชโก ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โปฏฺฐปาโท ปริพฺพาชโก ภควนฺตํ เอตทโวจ ตทา มํ ภนฺเต เต ปริพฺพาชกา อจิรปกฺกนฺตสฺส ภควโต สมนฺตโต วาจาย สนฺนิปโตทเกน สญฺชมฺภริมกํสุ เอวเมว ปนายํ ภวํ โปฏฺฐปาโท ปริพฺพาชโก ยญฺญเทว สมโณ โคตโม ภาสติ ตนฺตเทวสฺส อพฺภนุโมทติ เอวเมตํ ภควา เอวเมตํ สุคตาติ น โข ปน มยํ กิญฺจิ สมณสฺส โคตมสฺส เอกํสิกํ ธมฺมํ เทสิตํ อาชานาม สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ วาติ เอวํ วุตฺตาหํ ภนฺเต เต ปริพฺพาชเก เอตทโวจํ อหํปิ โข โภ น กิญฺจิ สมณสฺส โคตมสฺส เอกํสิกํ ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ สสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ วา อปิจ สมโณ โคตโม ภูตํ ตจฺฉํ ตถํ ปฏิปทํ ปญฺญเปติ ธมฺมฏฺฐิตตํ ธมฺมนิยามตํ ภูตํ โข ปน ตจฺฉํ ตถํ ปฏิปทํ ปญฺญเปนฺตสฺส ธมฺมฏฺฐิตตํ ธมฺมนิยามตํ กถํ หิ นาม มาทิโส วิญฺญู ปุริโส สมณสฺส โคตมสฺส สุภาสิตํ สุภาสิตโต น อนุโมเทยฺยาติ ฯ

สพฺเพเหว โข เอเต โปฏฺฐปาท ปริพฺพาชกา อนฺธา อจกฺขุกา ตฺวญฺเญว เนสํ เอโก จกฺขุมา ฯ เอกํสิกาปิ หิ โข โปฏฺฐปาท มยา ธมฺมา เทสิตา ปญฺญตฺตา ฯ อเนกํสิกาปิ หิ โข โปฏฺฐปาท มยา ธมฺมา เทสิตา ปญฺญตฺตา ฯ {๒๙๗.๑} กตเม จ โปฏฺฐปาท มยา อเนกํสิกา ธมฺมา เทสิตา ปญฺญตฺตา ฯ สสฺสโต โลโกติ โข โปฏฺฐปาท มยา อเนกํสิโก ธมฺโม เทสิโต ปญฺญตฺโต ฯ อสสฺสโต โลโกติ โข โปฏฺฐปาท มยา อเนกํสิโก ธมฺโม เทสิโต ปญฺญตฺโต ฯ อนฺตวา โลโกติ โข โปฏฺฐปาท มยา อเนกํสิโก ธมฺโม เทสิโต ปญฺญตฺโต ฯ อนนฺตวา โลโกติ โข โปฏฺฐปาท มยา อเนกํสิโก ธมฺโม เทสิโต ปญฺญตฺโต ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ โข โปฏฺฐปาท มยา อเนกํสิโก ธมฺโม เทสิโต ปญฺญตฺโต ฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ โข โปฏฺฐปาท มยา อเนกํสิโก ธมฺโม เทสิโต ปญฺญตฺโต ฯ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ โข โปฏฺฐปาท มยา ฯเปฯ น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ โข โปฏฺฐปาท มยา ฯเปฯ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ โข โปฏฺฐปาท มยา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ โข โปฏฺฐปาท มยา อเนกํสิโก ธมฺโม เทสิโต ปญฺญตฺโต ฯ {๒๙๗.๒} กสฺมา เจเต โปฏฺฐปาท มยา อเนกํสิกา ธมฺมา เทสิตา ปญฺญตฺตา ฯ น เหเต โปฏฺฐปาท อตฺถสญฺหิตา น ธมฺมสญฺหิตา น อาทิพฺรหฺมจริยกา น นิพฺพิทาย น วิราคาย น นิโรธาย น อุปสมาย น อภิญฺญาย น สมฺโพธาย น นิพฺพานาย สํวตฺตนฺติ ตสฺมา เอเต มยา อเนกํสิกา ธมฺมา เทสิตา ปญฺญตฺตา ฯ

กตเม จ โปฏฺฐปาท มยา เอกํสิกา ธมฺมา เทสิตา ปญฺญตฺตา ฯ อิทํ ทุกฺขนฺติ โข โปฏฺฐปาท มยา เอกํสิโก ธมฺโม เทสิโต ปญฺญตฺโต ฯ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ โข โปฏฺฐปาท มยา เอกํสิโก ธมฺโม เทสิโต ปญฺญตฺโต ฯ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ โข โปฏฺฐปาท มยา เอกํสิโก ธมฺโม เทสิโต ปญฺญตฺโต ฯ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ โข โปฏฺฐปาท มยา เอกํสิโก ธมฺโม เทสิโต ปญฺญตฺโต ฯ {๒๙๘.๑} กสฺมา เจเต โปฏฺฐปาท มยา เอกํสิกา ธมฺมา เทสิตา ปญฺญตฺตา ฯ เอเต โปฏฺฐปาท มยา อตฺถสญฺหิตา เอเต ธมฺมสญฺหิตา เอเต อาทิพฺรหฺมจริยกา เอเต นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตนฺติ ตสฺมา เอเต มยา เอกํสิกา ธมฺมา เทสิตา ปญฺญตฺตา ฯ

สนฺติ โข โปฏฺฐปาท เอเต สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน เอกนฺตสุขี อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ ตฺยาหํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วทามิ สจฺจํ กิร ตุเมฺห อายสฺมนฺโต เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน เอกนฺตสุขี อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ ฯ เต เจ เม เอวํ ปุฏฺฐา อามาติ ปฏิชานนฺติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ อปิจ ปน ตุเมฺห อายสฺมนฺโต เอกนฺตสุขํ โลกํ ชานํ ปสฺสํ วิหรถาติ ฯ อิติ ปุฏฺฐา โนติ วทนฺติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ อปิจ ปน ตุเมฺห อายสฺมนฺโต เอกํ วา รตฺตึ เอกํ วา ทิวสํ อุปฑฺฒํ วา รตฺตึ อุปฑฺฒํ วา ทิวสํ เอกนฺตสุขึ อตฺตานํ สมฺปชานถาติ ฯ อิติ ปุฏฺฐา โนติ วทนฺติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ อปิจ ปน ตุเมฺห อายสฺมนฺโต ชานาถ อยํ มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอกนฺตสุขสฺส โลกสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ อิติ ปุฏฺฐา โนติ วทนฺติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ อปิจ ปน ตุเมฺห อายสฺมนฺโต ยา ตา เทวตา เอกนฺตสุขํ โลกํ อุปปนฺนา ตาสํ ภาสมานานํ สทฺทํ สุณาถ สุปฏิปนฺนตฺถ มาริสา อุชุปฏิปนฺนตฺถ มาริสา เอกนฺตสุขสฺส โลกสฺส สจฺฉิกิริยาย มยํปิ หิ มาริสา เอวํปฏิปนฺนา เอกนฺตสุขํ โลกํ อุปปนฺนาติ ฯ อิติ ปุฏฺฐา โนติ วทนฺติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ โปฏฺฐปาท นนุ เอวํ สนฺเต เตสํ สมณพฺราหฺมณานํ อปฺปาฏิหิริกตํ ภาสิตํ สมฺปชฺชตีติ ฯ อทฺธา โข ภนฺเต เอวํ สนฺเต เตสํ สมณพฺราหฺมณานํ อปฺปาฏิหิริกตํ ภาสิตํ สมฺปชฺชตีติ ฯ

เสยฺยถาปิ โปฏฺฐปาท ปุริโส เอวํ วเทยฺย อหํ ยา อิมสฺมึ ชนปเท ชนปทกลฺยาณี ตํ อิจฺฉามิ ตํ กาเมมีติ ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ อมฺโภ ปุริส ยํ ตฺวํ ชนปทกลฺยาณึ อิจฺฉสิ กาเมสิ ชานาสิ ตํ ชนปทกลฺยาณึ ขตฺติยึ วา พฺราหฺมณึ วา เวสฺสึ วา สุทฺทึ วาติ ฯ อิติ ปุฏฺโฐ โนติ วเทยฺย ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ อมฺโภ ปุริส ยํ ตฺวํ ชนปทกลฺยาณึ อิจฺฉสิ กาเมสิ ชานาสิ ตํ ชนปทกลฺยาณึ เอวํนามา วา เอวํโคตฺตา วา ทีฆา วา รสฺสา วา มชฺฌิมา วา กณฺหา วา สามา วา มงฺคุรจฺฉวิ วาติ อสุกสฺมึ คาเม วา นิคเม วา นคเร วาติ ฯ อิติ ปุฏฺโฐ โนติ วเทยฺย ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ อมฺโภ ปุริส ยํ ตฺวํ น ชานาสิ น ปสฺสสิ ตํ ตฺวํ อิจฺฉสิ กาเมสีติ ฯ อิติ ปุฏฺโฐ อามาติ วเทยฺย ฯ ตํ กึ มญฺญสิ โปฏฺฐปาท นนุ เอวํ สนฺเต ตสฺส ปุริสสฺส อปฺปาฏิหิริกตํ ภาสิตํ สมฺปชฺชตีติ ฯ อทฺธา โข ภนฺเต เอวํ สนฺเต ตสฺส ปุริสสฺส อปฺปาฏิหิริกตํ ภาสิตํ สมฺปชฺชตีติ ฯ เอวเมว โข โปฏฺฐปาท เย เต สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน เอกนฺตสุขี อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ ตฺยาหํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วทามิ สจฺจํ กิร ตุเมฺห อายสฺมนฺโต เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน เอกนฺตสุขี อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ ฯ เต เจ เม เอวํ ปุฏฺฐา อามาติ ปฏิชานนฺติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ อปิจ ปน ตุเมฺห อายสฺมนฺโต เอกนฺตสุขํ โลกํ ชานํ ปสฺสํ วิหรถาติ ฯ {๓๐๐.๑} อิติ ปุฏฺฐา โนติ วทนฺติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ อปิจ ปน ตุเมฺห อายสฺมนฺโต เอกํ วา รตฺตึ เอกํ วา ทิวสํ อุปฑฺฒํ วา รตฺตึ อุปฑฺฒํ วา ทิวสํ เอกนฺตสุขึ อตฺตานํ สมฺปชานถาติ ฯ อิติ ปุฏฺฐา โนติ วทนฺติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ อปิจ ปน ตุเมฺห อายสฺมนฺโต ชานาถ อยํ มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอกนฺตสุขสฺส โลกสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ อิติ ปุฏฺฐา โนติ วทนฺติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ อปิจ ปน ตุเมฺห อายสฺมนฺโต ยา ตา เทวตา เอกนฺตสุขํ โลกํ อุปปนฺนา ตาสํ ภาสมานานํ สทฺทํ สุณาถ สุปฏิปนฺนตฺถ มาริสา อุชุปฏิปนฺนตฺถ มาริสา เอกนฺตสุขสฺส โลกสฺส สจฺฉิกิริยาย มยํปิ หิ มาริสา เอวํปฏิปนฺนา เอกนฺตสุขํ โลกํ อุปปนฺนาติ ฯ อิติ ปุฏฺฐา โนติ วทนฺติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ โปฏฺฐปาท นนุ เอวํ สนฺเต เตสํ สมณพฺราหฺมณานํ อปฺปาฏิหิริกตํ ภาสิตํ สมฺปชฺชตีติ ฯ อทฺธา โข ภนฺเต เอวํ สนฺเต เตสํ สมณพฺราหฺมณานํ อปฺปาฏิหิริกตํ ภาสิตํ สมฺปชฺชตีติ ฯ

เสยฺยถาปิ โปฏฺฐปาท ปุริโส จาตุมฺมหาปเถ นิสฺเสณึ กเรยฺย ปาสาทสฺส อาโรหนาย ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ อมฺโภ ปุริส ยสฺส ตฺวํ ปาสาทสฺส อาโรหนาย นิสฺเสณึ กโรสิ ชานาสิ ตํ ปาสาทํ ปุรตฺถิมาย วา ทิสาย ทกฺขิณาย วา ทิสาย ปจฺฉิมาย วา ทิสาย อุตฺตราย วา ทิสาย อุจฺโจ วา นีโจ วา มชฺโฌ วาติ ฯ อิติ ปุฏฺโฐ โนติ วเทยฺย ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ อมฺโภ ปุริส ยํ ตฺวํ น ชานาสิ น ปสฺสสิ ตสฺส ตฺวํ ปาสาทสฺส อาโรหนาย นิสฺเสณึ กโรสีติ ฯ อิติ ปุฏฺโฐ อามาติ วเทยฺย ฯ {๓๐๑.๑} ตํ กึ มญฺญสิ โปฏฺฐปาท นนุ เอวํ สนฺเต ตสฺส ปุริสสฺส อปฺปาฏิหิริกตํ ภาสิตํ สมฺปชฺชตีติ ฯ อทฺธา โข ภนฺเต เอวํ สนฺเต ตสฺส ปุริสสฺส อปฺปาฏิหิริกตํ ภาสิตํ สมฺปชฺชตีติ ฯ เอวเมว โข โปฏฺฐปาท เย เต สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน เอกนฺตสุขี อตฺตา โหติ อโรโค ปรํ มรณาติ ตฺยาหํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วทามิ สจฺจํ กิร ตุเมฺห อายสฺมนฺโต เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน เอกนฺตสุขี อตฺตา โหติ อโรโค ปรํ มรณาติ ฯ เต เจ เม เอวํ ปุฏฺฐา อามาติ ปฏิชานนฺติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ อปิจ ปน ตุเมฺห อายสฺมนฺโต เอกนฺตสุขํ โลกํ ชานํ ปสฺสํ วิหรถาติ ฯ อิติ ปุฏฺโฐ โนติ วทนฺติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ อปิจ ปน ตุเมฺห อายสฺมนฺโต เอกํ วา รตฺตึ เอกํ วา ทิวสํ อุปฑฺฒํ วา รตฺตึ อุปฑฺฒํ วา ทิวสํ เอกนฺตสุขึ อตฺตานํ สมฺปชานถาติ ฯ อิติ ปุฏฺฐา โนติ วทนฺติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ อปิจ ปน ตุเมฺห อายสฺมนฺโต ชานาถ อยํ มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอกนฺตสุขสฺส โลกสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ฯ อิติ ปุฏฺฐา โนติ วทนฺติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ อปิจ ปน ตุเมฺห อายสฺมนฺโต ยา ตา เทวตา เอกนฺตสุขํ โลกํ อุปปนฺนา ตาสํ ภาสมานานํ สทฺทํ สุณาถ สุปฏิปนฺนตฺถ มาริสา อุชุปฏิปนฺนตฺถ มาริสา เอกนฺตสุขสฺส โลกสฺส สจฺฉิกิริยาย มยํปิ หิ มาริสา เอวํปฏิปนฺนา เอกนฺตสุขํ โลกํ อุปปนฺนาติ ฯ อิติ ปุฏฺฐา โนติ วทนฺติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ โปฏฺฐปาท นนุ เอวํ สนฺเต เตสํ สมณพฺราหฺมณานํ อปฺปาฏิหิริกตํ ภาสิตํ สมฺปชฺชตีติ ฯ อทฺธา โข ภนฺเต เอวํ สนฺเต เตสํ สมณพฺราหฺมณานํ อปฺปาฏิหิริกตํ ภาสิตํ สมฺปชฺชตีติ ฯ

ตโย โขเม โปฏฺฐปาท อตฺตปฏิลาภา โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภ มโนมโย อตฺตปฏิลาโภ อรูโป อตฺตปฏิลาโภ ฯ กตโม จ โปฏฺฐปาท โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภ ฯ รูปี จาตุมฺมหาภูติโก กวลีการภกฺโข อยํ โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภ ฯ กตโม มโนมโย อตฺตปฏิลาโภ ฯ รูปี มโนมโย สพฺพงฺคปจฺจงฺคี อหีนินฺทฺริโย อยํ มโนมโย อตฺตปฏิลาโภ ฯ กตโม อรูโป อตฺตปฏิลาโภ ฯ อรูปี สญฺญามโย อยํ อรูโป อตฺตปฏิลาโภ ฯ

โอฬาริกสฺสปิ โข อหํ โปฏฺฐปาท อตฺตปฏิลาภสฺส ปหานาย ธมฺมํ เทเสมิ ยถาปฏิปนฺนานํ โว สํกิเลสิกา ธมฺมา ปหียิสฺสนฺติ โวทานิยา ธมฺมา อภิวฑฺฒิสฺสนฺติ ปญฺญาปาริปูรึ เวปุลฺลตฺตญฺจ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสถาติ ฯ สิยา โข ปน เต โปฏฺฐปาท เอวมสฺส สํกิเลสิกา ธมฺมา ปหียิสฺสนฺติ โวทานิยา ธมฺมา อภิวฑฺฒิสฺสนฺติ ปญฺญาปาริปูรึ เวปุลฺลตฺตญฺจ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสติ ทุกฺโข จ วิหาโรติ ฯ น โข ปเนตํ โปฏฺฐปาท เอวํ ทฏฺฐพฺพํ สํกิเลสิกา เจว ธมฺมา ปหียิสฺสนฺติ โวทานิยา จ ธมฺมา อภิวฑฺฒิสฺสนฺติ ปญฺญาปาริปูรึ เวปุลฺลตฺตญฺจ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสติ ปาโมชฺชญฺเจว ภวิสฺสติ ปีติ จ ปสฺสทฺธิ จ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ สุโข จ วิหาโร ฯ

มโนมยสฺสปิ โข อหํ โปฏฺฐปาท อตฺตปฏิลาภสฺส ปหานาย ธมฺมํ เทเสมิ ยถาปฏิปนฺนานํ โว สํกิเลสิกา ธมฺมา ปหียิสฺสนฺติ โวทานิยา ธมฺมา อภิวฑฺฒิสฺสนฺติ ปญฺญาปาริปูรึ เวปุลฺลตฺตญฺจ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสถาติ ฯ สิยา โข ปน เต โปฏฺฐปาท เอวมสฺส สํกิเลสิกา ธมฺมา ปหียิสฺสนฺติ โวทานิยา ธมฺมา อภิวฑฺฒิสฺสนฺติ ปญฺญาปาริปูรึ เวปุลฺลตฺตญฺจ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสติ ทุกฺโข จ วิหาโรติ ฯ น โข ปเนตํ โปฏฺฐปาท เอวํ ทฏฺฐพฺพํ สํกิเลสิกา เจว ธมฺมา ปหียิสฺสนฺติ โวทานิยา จ ธมฺมา อภิวฑฺฒิสฺสนฺติ (เปยฺยาโล) ปาโมชฺชญฺเจว ภวิสฺสติ ปีติ จ ปสฺสทฺธิ จ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ สุโข จ วิหาโร ฯ

อรูปสฺสปิ โข อหํ โปฏฺฐปาท อตฺตปฏิลาภสฺส ปหานาย ธมฺมํ เทเสมิ ยถาปฏิปนฺนานํ โว สํกิเลสิกา ธมฺมา ปหียิสฺสนฺติ โวทานิยา ธมฺมา อภิวฑฺฒิสฺสนฺติ ปญฺญาปาริปูรึ เวปุลฺลตฺตญฺจ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสถาติ ฯ (เปยฺยาโล) ปามุชฺชญฺเจว ภวิสฺสติ ปีติ จ ปสฺสทฺธิ จ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ สุโข จ วิหาโร ฯ

ปเร เจ โปฏฺฐปาท อเมฺห เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ กตโม ปน โส อาวุโส โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภ ยสฺส ตุเมฺห ปหานาย ธมฺมํ เทเสถ ยถาปฏิปนฺนานํ โว สํกิเลสิกา ธมฺมา ปหียิสฺสนฺติ โวทานิยา ธมฺมา อภิวฑฺฒิสฺสนฺติ ปญฺญาปาริปูรึ เวปุลฺลตฺตญฺจ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสถาติ ฯ เตสํ มยํ เอวํ ปุฏฺฐา เอวํ พฺยากเรยฺยาม อยํ วา โส อาวุโส โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภ ยสฺส มยํ ปหานาย ธมฺมํ เทเสม ยถาปฏิปนฺนานํ โว สํกิเลสิกา ธมฺมา ปหียิสฺสนฺติ โวทานิยา ธมฺมา อภิวฑฺฒิสฺสนฺติ ปญฺญาปาริปูรึ เวปุลฺลตฺตญฺจ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสถาติ ฯ

ปเร เจ โปฏฺฐปาท อเมฺห เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ กตโม ปน โส อาวุโส มโนมโย อตฺตปฏิลาโภ ฯ (โสเยว เปยฺยาโล) กตโม ปน โส อรูโป อตฺตปฏิลาโภ ยสฺส ตุเมฺห ปหานาย ธมฺมํ เทเสถ ยถาปฏิปนฺนานํ โว สํกิเลสิกา ธมฺมา ปหียิสฺสนฺติ โวทานิยา ธมฺมา อภิวฑฺฒิสฺสนฺติ ฯเปฯ อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสถาติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ โปฏฺฐปาท นนุ เอวํ สนฺเต สปฺปาฏิหิริกตํ ภาสิตํ สมฺปชฺชตีติ ฯ อทฺธา โข ภนฺเต เอวํ สนฺเต สปฺปาฏิหิริกตํ ภาสิตํ สมฺปชฺชตีติ ฯ

เสยฺยถาปิ โข โปฏฺฐปาท ปุริโส นิสฺเสณึ กเรยฺย ปาสาทสฺส อาโรหนาย ตสฺเสว ปาสาทสฺส เหฏฺฐา ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ อมฺโภ ปุริส ยสฺส ตฺวํ ปาสาทสฺส อาโรหนาย นิสฺเสณึ กโรสิ ชานาสิ ตํ ปาสาทํ ปุรตฺถิมาย วา ทิสาย ทกฺขิณาย วา ทิสาย ปจฺฉิมาย วา ทิสาย อุตฺตราย วา ทิสาย อุจฺโจ วา นีโจ วา มชฺโฌ วาติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย อยํ วา โส อาวุโส ปาสาโท ยสฺสาหํ อาโรหนาย นิสฺเสณึ กโรมิ ตสฺเสว ปาสาทสฺส เหฏฺฐาติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ โปฏฺฐปาท นนุ เอวํ สนฺเต ตสฺส ปุริสสฺส สปฺปาฏิหิริกตํ ภาสิตํ สมฺปชฺชตีติ ฯ อทฺธา โข ภนฺเต เอวํ สนฺเต ตสฺส ปุริสสฺส สปฺปาฏิหิริกตํ ภาสิตํ สมฺปชฺชตีติ ฯ เอวเมว โข โปฏฺฐปาท ปเร เจ อเมฺห เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ กตโม ปน โส อาวุโส โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภ ฯเปฯ กตโม ปน โส อาวุโส มโนมโย อตฺตปฏิลาโภ ฯ กตโม ปน โส อาวุโส อรูโป อตฺตปฏิลาโภ ยสฺส ตุเมฺห ปหานาย ธมฺมํ เทเสถ ยถาปฏิปนฺนานํ โว สํกิเลสิกา ธมฺมา ปหียิสฺสนฺติ โวทานิยา ธมฺมา อภิวฑฺฒิสฺสนฺติ ปญฺญาปาริปูรึ เวปุลฺลตฺตญฺจ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสถาติ ฯ เตสํ มยํ เอวํ ปุฏฺฐา เอวํ พฺยากเรยฺยาม อยํ วา โส อาวุโส อรูโป อตฺตปฏิลาโภ ยสฺส มยํ ปหานาย ฯเปฯ ตํ กึ มญฺญสิ โปฏฺฐปาท นนุ เอวํ สนฺเต สปฺปาฏิหิริกตํ ภาสิตํ สมฺปชฺชตีติ ฯ อทฺธา โข ภนฺเต เอวํ สนฺเต สปฺปาฏิหิริกตํ ภาสิตํ สมฺปชฺชตีติ ฯ

เอวํ วุตฺเต จิตฺโต หตฺถิสาริปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ ยสฺมึ ภนฺเต สมเย โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภ โหติ โมฆสฺส ตสฺมึ สมเย มโนมโย อตฺตปฏิลาโภ โหติ โมโฆ อรูโป อตฺตปฏิลาโภ โหติ โอฬาริโกปสฺส อตฺตปฏิลาโภ ตสฺมึ สมเย สจฺโจ โหติ ยสฺมึ ภนฺเต สมเย มโนมโย อตฺตปฏิลาโภ โหติ โมฆสฺส ตสฺมึ สมเย โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภ โหติ โมโฆ อรูโป อตฺตปฏิลาโภ โหติ มโนมโย อตฺตปฏิลาโภ ตสฺมึ สมเย สจฺโจ โหติ ยสฺมึ ภนฺเต สมเย อรูโป อตฺตปฏิลาโภ โหติ โมฆสฺส ตสฺมึ สมเย โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภ โหติ โมโฆ มโนมโย อตฺตปฏิลาโภ โหติ อรูโป อตฺตปฏิลาโภ ตสฺมึ สมเย สจฺโจ โหตีติ ฯ {๓๐๙.๑} ยสฺมึ จิตฺต สมเย โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภ โหติ เนว ตสฺมึ สมเย มโนมโย อตฺตปฏิลาโภติ สํขฺยํ คจฺฉติ น จ อรูโป อตฺตปฏิลาโภติ สํขฺยํ คจฺฉติ โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภเตฺวว ตสฺมึ สมเย สํขฺยํ คจฺฉติ ฯ ยสฺมึ จิตฺต สมเย มโนมโย อตฺตปฏิลาโภ โหติ เนว ตสฺมึ สมเย โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภติ สํขฺยํ คจฺฉติ น จ อรูโป อตฺตปฏิลาโภติ สํขฺยํ คจฺฉติ มโนมโย อตฺตปฏิลาโภเตฺวว ตสฺมึ สมเย สํขฺยํ คจฺฉติ ฯ ยสฺมึ จิตฺต สมเย อรูโป อตฺตปฏิลาโภ โหติ เนว ตสฺมึ สมเย โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภติ สํขฺยํ คจฺฉติ น จ มโนมโย อตฺตปฏิลาโภติ สํขฺยํ คจฺฉติ อรูโป อตฺตปฏิลาโภเตฺวว ตสฺมึ สมเย สํขฺยํ คจฺฉติ ฯ

สเจ ตํ จิตฺต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ อโหสิ ตฺวํ อตีตมทฺธานํ น ตฺวํ น อโหสิ ภวิสฺสสิ ตฺวํ อนาคตมทฺธานํ น ตฺวํ น ภวิสฺสสิ อตฺถิ ตฺวํ เอตรหิ น ตฺวํ นตฺถีติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ ตฺวํ จิตฺต กินฺติ พฺยากเรยฺยาสีติ ฯ สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ อโหสิ ตฺวํ อตีตมทฺธานํ น ตฺวํ น อโหสิ ภวิสฺสสิ ตฺวํ อนาคตมทฺธานํ น ตฺวํ น ภวิสฺสสิ อตฺถิ ตฺวํ เอตรหิ น ตฺวํ นตฺถีติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ อโหสาหํ อตีตมทฺธานํ นาหํ น อโหสึ ภวิสฺสามหํ อนาคตมทฺธานํ นาหํ น ภวิสฺสามิ อตฺถาหํ เอตรหิ นาหํ นตฺถีติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยนฺติ ฯ

สเจ ปน ตํ จิตฺต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ โย เต อโหสิ อตีโต อตฺตปฏิลาโภ โสเยว เต อตฺตปฏิลาโภ สจฺโจ โมโฆ อนาคโต โมโฆ ปจฺจุปฺปนฺโน โย เต ภวิสฺสติ อนาคโต อตฺตปฏิลาโภ โสเยว เต อตฺตปฏิลาโภ สจฺโจ โมโฆ อตีโต โมโฆ ปจฺจุปฺปนฺโน โย เต เอตรหิ ปจฺจุปฺปนฺโน อตฺตปฏิลาโภ โสเยว เต อตฺตปฏิลาโภ สจฺโจ โมโฆ อตีโต โมโฆ อนาคโตติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ ตฺวํ จิตฺต กินฺติ พฺยากเรยฺยาสีติ ฯ {๓๑๑.๑} สเจ ปน มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ โย เต อโหสิ อตีโต อตฺตปฏิลาโภ โสเยว เต อตฺตปฏิลาโภ สจฺโจ โมโฆ อนาคโต โมโฆ ปจฺจุปฺปนฺโน โย เต ภวิสฺสติ อนาคโต อตฺตปฏิลาโภ โสเยว เต อตฺตปฏิลาโภ สจฺโจ โมโฆ อตีโต โมโฆ ปจฺจุปฺปนฺโน โย เต เอตรหิ ปจฺจุปฺปนฺโน อตฺตปฏิลาโภ โสเยว เต อตฺตปฏิลาโภ สจฺโจ โมโฆ อตีโต โมโฆ อนาคโตติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ โย จ เม อโหสิ อตีโต อตฺตปฏิลาโภ โสเยว เม อตฺตปฏิลาโภ ตสฺมึ สมเย สจฺโจ อโหสิ โมโฆ อนาคโต โมโฆ ปจฺจุปฺปนฺโน โย จ เม ภวิสฺสติ อนาคโต อตฺตปฏิลาโภ โสเยว เม อตฺตปฏิลาโภ ตสฺมึ สมเย สจฺโจ ภวิสฺสติ โมโฆ อตีโต โมโฆ ปจฺจุปฺปนฺโน โย จ เม เอตรหิ ปจฺจุปฺปนฺโน อตฺตปฏิลาโภ โสเยว เม อตฺตปฏิลาโภ สจฺโจ โมโฆ อตีโต โมโฆ อนาคโตติ ฯ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยนฺติ ฯ

เอวเมว โข จิตฺต ยสฺมึ สมเย โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภ โหติ เนว ตสฺมึ สมเย มโนมโย อตฺตปฏิลาโภติ สํขฺยํ คจฺฉติ น อรูโป อตฺตปฏิลาโภติ สํขฺยํ คจฺฉติ โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภเตฺวว ตสฺมึ สมเย สํขฺยํ คจฺฉติ ฯ ยสฺมึ จิตฺต สมเย มโนมโย อตฺตปฏิลาโภ โหติ ฯเปฯ ยสฺมึ จิตฺต สมเย อรูโป อตฺตปฏิลาโภ โหติ เนว ตสฺมึ สมเย โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภติ สํขฺยํ คจฺฉติ น มโนมโย อตฺตปฏิลาโภติ สํขฺยํ คจฺฉติ อรูโป อตฺตปฏิลาโภเตฺวว ตสฺมึ สมเย สํขฺยํ คจฺฉติ ฯ {๓๑๒.๑} เสยฺยถาปิ จิตฺต ควา ขีรํ ขีรมฺหา ทธิ ทธิมฺหา นวนีตํ นวนีตมฺหา สปฺปิ สปฺปิมฺหา สปฺปิมณฺโฑ ฯ ยสฺมึ สมเย ขีรํ โหติ เนว ตสฺมึ สมเย ทธีติ สํขฺยํ คจฺฉติ น จ นวนีตนฺติ สํขฺยํ คจฺฉติ น จ สปฺปีติ สํขฺยํ คจฺฉติ น จ สปฺปิมณฺโฑติ สํขฺยํ คจฺฉติ ขีรํเตฺวว ตสฺมึ สมเย สํขฺยํ คจฺฉติ ฯ ยสฺมึ สมเย ทธิ โหติ ฯ นวนีตํ โหติ ฯ สปฺปิ โหติ ฯ {๓๑๒.๒} สปฺปิมณฺโฑ โหติ เนว ตสฺมึ สมเย ขีรนฺติ สํขฺยํ คจฺฉติ น ทธีติ สํขฺยํ คจฺฉติ น นวนีตนฺติ สํขฺยํ คจฺฉติ น สปฺปีติ สํขฺยํ คจฺฉติ สปฺปิมณฺโฑเตฺวว ตสฺมึ สมเย สํขฺยํ คจฺฉติ ฯ เอวเมว โข จิตฺต ยสฺมึ สมเย โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภ โหติ เนว ตสฺมึ สมเย มโนมโย อตฺตปฏิลาโภติ สํขฺยํ คจฺฉติ น อรูโป อตฺตปฏิลาโภติ สํขฺยํ คจฺฉติ โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภเตฺวว ตสฺมึ สมเย สํขฺยํ คจฺฉติ ฯ ยสฺมึ สมเย จิตฺต มโนมโย อตฺตปฏิลาโภ โหติ ฯเปฯ อรูโป อตฺตปฏิลาโภ โหติ เนว ตสฺมึ สมเย โอฬาริโก อตฺตปฏิลาโภติ สํขฺยํ คจฺฉติ น จ มโนมโย อตฺตปฏิลาโภติ สํขฺยํ คจฺฉติ อรูโป อตฺตปฏิลาโภเตฺวว ตสฺมึ สมเย สํขฺยํ คจฺฉติ ฯ อิมา โข จิตฺต โลกสมญฺญา โลกนิรุตฺติโย โลกโวหารา โลกปญฺญตฺติโย ยาหิ ตถาคโต โวหรติ อปรามสนฺโตติ ฯ

เอวํ วุตฺเต โปฏฺฐปาโท ปริพฺพาชโก ภควนฺตเมตทโวจ อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณงฺคตนฺติ ฯ {๓๑๓.๑} จิตฺโต ปน หตฺถิสาริปุตฺโต ภควนฺตเมตทโวจ อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต เสยฺยถาปิ ภนฺเต ปฏิจฺฉนฺนํ ฯเปฯ จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมว ภควตา อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ ภนฺเต ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสํฆญฺจ ลเภยฺยาหํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยํ อุปสมฺปทนฺติ ฯ อลตฺถ โข จิตฺโต หตฺถิสาริปุตฺโต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ อลตฺถ อุปสมฺปทํ ฯ อจิรูปสมฺปนฺโน โข อายสฺมา หตฺถิสาริปุตฺโต เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต นจิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ อพฺภญฺญาสิ ฯ อญฺญตโร โข อายสฺมา หตฺถิสาริปุตฺโต อรหตํ อโหสีติ ฯ โปฏฺฐปาทสุตฺตํ นวมํ นิฏฺฐิตํ ฯ ---------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] เรื่องโปฏฐปาทปริพาชก ๙. โปฏฐปาทสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อโปฏฐปาทะ เรื่องโปฏฐปาทปริพาชก

ข้อ ๔๐๖

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวันอารามของอนาถบิณฑิก-เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ในสมัยนั้น โปฏฐปาทปริพาชกพร้อมด้วยปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ประมาณ ๓,๐๐๐ รูป พักอยู่ในพระราชอุทยานของพระนางมัลลิกา ชื่อเอกสาลกะที่จัดไว้เพื่อเป็นที่ประกาศลัทธิ รายล้อมด้วยต้นมะพลับ เช้าวันนั้น พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปกรุงสาวัตถีเพื่อบิณฑบาต

ข้อ ๔๐๗

พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า ‘ยังเช้าเกินไปที่จะเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ทางที่ดี เราควรเข้าไปหาโปฏฐปาทปริพาชกในพระราชอุทยานของพระนางมัลลิกา ชื่อเอกสาลกะ ที่จัดไว้เพื่อเป็นที่ประกาศลัทธิ’ จึงเสด็จเข้าไปที่พระราชอุทยานของพระนางมัลลิกาชื่อเอกสาลกะ ที่จัดไว้เพื่อเป็นที่ประกาศลัทธิ

ข้อ ๔๐๘

เวลานั้น โปฏฐปาทปริพาชกกำลังนั่งสนทนาด้วยเสียงดังอื้ออึงอยู่กับ ปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ถึงเดรัจฉานกถาต่างๆ คือ เรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องพวงดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคมเรื่องเมืองหลวง เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อม @เชิงอรรถ : @ เหตุการณ์ในพระสูตรนี้บอกให้ทราบถึงสภาพทางสังคมในสมัยพุทธกาลอย่างหนึ่ง คือ สมัยนั้นคนชอบ@แสวงหาความรู้ ใครต้องการแสดงทรรศนะของตนก็สามารถไปแสดงในศาลาถกแถลงที่จัดไว้ อีกทั้ง@ยืนยันว่า การประกาศธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า มิใช่ว่าพระองค์จะทรงวางท่าทีเป็นปรปักษ์กับนักบวช@ต่างลัทธิ (ที.สี.อ. ๔๐๖/๓๐๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๗๕}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] ว่าด้วยอภิญญานิโรธ

ข้อ ๔๐๙

โปฏฐปาทปริพาชกเห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกลจึงห้ามบริษัทของตนว่า “ท่านทั้งหลายโปรดเงียบหน่อย อย่าส่งเสียงอื้ออึง พระสมณโคดมกำลังเสด็จมา พระองค์โปรดเสียงเบา ตรัสสรรเสริญเสียงเบา บางทีเมื่อพระองค์ทรงทราบว่าบริษัทเสียงเบา อาจจะเสด็จเข้ามาก็ได้” เมื่อเขากล่าวอย่างนี้ ปริพาชกเหล่านั้นจึงได้เงียบ

ข้อ ๔๑๐

ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาโปฏฐปาทปริพาชก โปฏฐปาท-ปริพาชกจึงทูลเชิญว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้ามาเถิดขอรับเสด็จพระผู้มีพระภาค นานๆ พระองค์จะมีเวลาเสด็จมาที่นี่ ขอพระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้เถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้ ส่วนโปฏฐปาทปริพาชกก็เลือกนั่งณ ที่สมควรที่ใดที่หนึ่งซึ่งต่ำกว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า “โปฏฐปาทะ เวลานี้พวกท่านนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร พูดเรื่องอะไรค้างไว้”ว่าด้วยอภิสัญญานิโรธ

ข้อ ๔๑๑

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ โปฏฐปาทปริพาชกกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องที่พวกข้าพระองค์สนทนากันในวลานี้ของดไว้ก่อน เรื่องนี้พระองค์จะทรงสดับเมื่อใดก็ได้ในภายหลัง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันก่อนๆ พวกสมณพราหมณ์ผู้มีลัทธิต่างกันได้มาชุมนุมกันที่ศาลาถกแถลง ตั้งประเด็นสนทนากันเรื่องอภิสัญญานิโรธว่า ‘ท่านทั้งหลาย อภิสัญญานิโรธ คืออะไร’ ในบรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น บางพวกเสนอว่า ‘สัญญาของคนไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย เกิดดับไปเอง เวลาที่เกิดสัญญา คนก็มีความจำ เมื่อสัญญาดับ คนก็จำอะไรไม่ได้’ พวกหนึ่งเสนอประเด็นเรื่องอภิสัญญานิโรธไว้อย่างนี้ @เชิงอรรถ : @ หัวข้อสนทนาว่าด้วยการดับของสัญญา ซึ่งในอรรถกถาแก้เป็นจิตตนิโรธหรือความดับจิต อันเป็นการดับ@ชั่วคราว (ที.สี.อ. ๔๑๑/๓๐๔-๓๐๕) @ ศัพท์บาลีว่า โกตุหลศาลา อรรถกถาแก้ว่า ไม่มีศาลาที่มีชื่ออย่างนี้โดยเฉพาะ แต่เป็นสถานที่@ที่สมณพราหมณ์ผู้เป็นเดียรถีย์ต่างพวกมาแสดงทรรศนะตามลัทธิของตน (ที.สี.อ. ๔๑๑/๓๐๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๗๖}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] ว่าด้วยสัญญามีเหตุมีปัจจัยเกิดดับ สมณพราหมณ์อีกคนหนึ่งเสนอว่า ‘ท่านทั้งหลาย เรื่องนั้นไม่ถูก เพราะสัญญาเป็นอัตตา(ตัวตน)ของคนที่เวียนเข้าเวียนออก เวลาที่สัญญาเป็นอัตตาเวียนเข้า คนก็มีความจำ เมื่อสัญญาเป็นอัตตาเวียนออก คนก็จำอะไรไม่ได้’ พวกหนึ่งเสนอประเด็นเรื่องอภิสัญญานิโรธไว้อย่างนี้ สมณพราหมณ์อีกคนหนึ่งเสนอว่า ‘ท่านทั้งหลาย เรื่องนั้นก็ไม่ถูก เพราะมีสมณพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก สามารถบันดาลสัญญาของคนให้เข้าไปหรือให้ออกไปก็ได้ เวลาที่บันดาลให้สัญญาเข้าไป คนก็มีความจำ เมื่อบันดาลให้สัญญาออกไป คนก็จำอะไรไม่ได้’ พวกหนึ่งเสนอประเด็นเรื่องอภิสัญญานิโรธไว้อย่างนี้ สมณพราหมณ์อีกคนหนึ่งเสนอว่า ‘ท่านทั้งหลาย เรื่องนั้นก็ไม่ถูก เพราะมีเทวดาผู้มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก สามารถบันดาลสัญญาของคนให้เข้าไปหรือให้ออกไปก็ได้ เวลาที่บันดาลให้สัญญาเข้าไป คนก็มีความจำ เมื่อบันดาลให้สัญญาออกไปคนก็จำอะไรไม่ได้’ พวกหนึ่งเสนอประเด็นเรื่องอภิสัญญานิโรธไว้อย่างนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ระลึกถึงพระผู้มีพระภาคว่า ‘ผู้ฉลาดในธรรมเหล่านี้ ต้องเป็นพระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตเท่านั้น’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคทรงฉลาดรอบรู้ในเรื่องอภิสัญญานิโรธนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญอภิสัญญานิโรธเป็นอย่างไรหนอแล” ว่าด้วยสัญญามีเหตุมีปัจจัยเกิดดับ

ข้อ ๔๑๒

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “โปฏฐปาทะ บรรดาสมณพราหมณ์ เหล่านั้น ความเห็นของพวกที่กล่าวว่า ‘สัญญาของคนไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยเกิดดับไปเอง’ นั้นผิดตั้งแต่แรกทีเดียว เพราะเหตุไร เพราะสัญญาของคนมีเหตุมีปัจจัยเกิดก็มี ดับก็มี สัญญาอย่างหนึ่งเกิดเพราะการศึกษา ก็มี สัญญาอีกอย่างหนึ่งดับเพราะการศึกษาก็มี @เชิงอรรถ : @ สิกขา การศึกษา การสำเหนียก หรือข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรม มี ๓ อย่างคือ อธิสีลสิกขา (การ@ศึกษาอบรมในเรื่องศีล) อธิจิตตสิกขา (การศึกษาอบรมในเรื่องจิต เรียกง่ายๆ ว่าสมาธิ) และอธิปัญญา-@สิกขา (การศึกษาอบรมในเรื่องปัญญา) เป็นเหตุใหัสัญญาดับและเกิดได้ เช่น พอจิตบรรลุปฐมฌาน@กามสัญญาก็ดับไป สัจสัญญาอันละเอียดมีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกก็เกิดขึ้นมาแทน (ที.สี.อ. ๔๑๓/๓๐๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๗๗}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] ว่าด้วยสัญญามีเหตุมีปัจจัยเกิดดับ

ข้อ ๔๑๓

การศึกษาเป็นอย่างไร โปฏฐปาทะ ตถาคตอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ เป็น พระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยตนเองโดยชอบ ฯลฯ (พึงนำข้อความเต็มในสามัญญผลสูตรมาใส่ไว้ที่นี้) ภิกษุชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยศีลเป็นอย่างนี้แล ฯลฯ เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนละได้แล้ว ย่อมเกิดความเบิกบานใจ เมื่อเบิกบานใจก็ย่อมเกิดปีติเมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบย่อมได้รับความสุข เมื่อมีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น ภิกษุนั้นสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีวิตกวิจาร ปีติ และสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ กามสัญญา (ความจำได้หมายรู้เรื่องกาม) ของเธอ ที่มีอยู่ก่อนจะดับไป สัจสัญญา อันละเอียดมีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกจะเกิดขึ้นแทน สัญญาอย่างหนึ่งเกิดเพราะการศึกษา สัญญาอีกอย่างหนึ่งดับเพราะการศึกษาอย่างนี้ นี้จัดเป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง ยังมีอีก โปฏฐปาทะ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป ภิกษุบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสในภายในมีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ สัจสัญญาอันละเอียดมีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกที่มีอยู่ก่อนจะดับไปสัจสัญญาอันละเอียดมีปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิจะเกิดขึ้นแทน สัญญาอย่างหนึ่งเกิดเพราะการศึกษา สัญญาอีกอย่างหนึ่งดับเพราะการศึกษาอย่างนี้ นี้จัดเป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง ยังมีอีก โปฏฐปาทะ เพราะปีติจางคลายไป ภิกษุมีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้มีอุเบกขามีสติ อยู่เป็นสุข สัจสัญญาอันละเอียดมีปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิที่มีอยู่ก่อนจะดับไปสัจสัญญาอันละเอียดมีสุขอันเกิดจากอุเบกขาจะเกิดขึ้นแทน สัญญาอย่างหนึ่งเกิดเพราะการศึกษา สัญญาอีกอย่างหนึ่งดับเพราะการศึกษาอย่างนี้ นี้จัดเป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง ยังมีอีก โปฏฐปาทะ เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว ภิกษุบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่@เชิงอรรถ : @ สัจสัญญา คือความสำคัญหรือความรู้สึกว่ามีปีติและสุขเป็นต้น ที่ชื่อว่าสัจสัญญา เพราะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง@(ที.สี.อ. ๔๑๓/๓๐๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๗๘}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] ว่าด้วยสัญญามีเหตุมีปัจจัยเกิดดับ สัจสัญญาอันละเอียดมีสุขอันเกิดจากอุเบกขาที่มีอยู่ก่อนจะดับไป สัจสัญญาอันละเอียดที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขจะเกิดขึ้นแทน สัญญาอย่างหนึ่งเกิดเพราะการศึกษาสัญญาอีกอย่างหนึ่งดับเพราะการศึกษาอย่างนี้ นี้จัดเป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง ยังมีอีก โปฏฐปาทะ ภิกษุบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยกำหนดว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง รูปสัญญาที่มีอยู่ก่อนจะดับไป สัจสัญญาอันละเอียดประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌานจะเกิดขึ้นแทน ภิกษุนั้นมีสัจสัญญาอันละเอียดประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌานในตอนนั้น สัญญาอย่างหนึ่งเกิดเพราะการศึกษาสัญญาอีกอย่างหนึ่งดับเพราะการศึกษาอย่างนี้ นี้จัดเป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง ยังมีอีก โปฏฐปาทะ ภิกษุล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน โดยกำหนดว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ สัจสัญญาอัน ละเอียดประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌานที่มีอยู่ก่อนจะดับไป สัจสัญญา อันละเอียดประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌานจะเกิดขึ้นแทน ภิกษุนั้นมีสัจสัญญาอันละเอียดประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌานในตอนนั้น สัญญาอย่างหนึ่งเกิดเพราะการศึกษา สัญญาอีกอย่างหนึ่งดับเพราะการศึกษาอย่างนี้ นี้จัดเป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง ยังมีอีก โปฏฐปาทะ ภิกษุล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน โดยกำหนดว่า ไม่มีอะไร สัจสัญญาอันละเอียด ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌานที่มีอยู่ก่อนจะดับไป สัจสัญญาอันละเอียด ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌานจะเกิดขึ้นแทน ภิกษุนั้นมีสัจสัญญาอันละเอียดประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌานในตอนนั้น สัญญาอย่างหนึ่งเกิดเพราะการศึกษาสัญญาอีกอย่างหนึ่งดับเพราะการศึกษาอย่างนี้ นี้จัดเป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง@เชิงอรรถ : @ ฌานที่กำหนดอากาศคือช่องว่างอันหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ เป็นขั้นที่ ๑ ของอรูปฌาน ๔@ ฌานที่กำหนดวิญญาณอันหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ เป็นขั้นที่ ๒ ของอรูปฌาน ๔@ ฌานที่กำหนดภาวะอันไม่มีอะไร (ความว่าง) เป็นอารมณ์ อากิญจัญญายตนฌาน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า@สัญญัคคะ (ที่สุดแห่งสัญญา) เพราะเป็นภาวะสุดท้ายของการมีสัญญา กล่าวคือ ผู้บรรลุอากิญจัญ-@ญายตนฌานแล้ว ขั้นต่อไปจะเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานบ้าง เข้าถึงสัญญานิโรธบ้าง@(ที.สี.อ. ๔๑๔/๓๐๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๗๙}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] ว่าด้วยสัญญามีเหตุมีปัจจัยเกิดดับ

ข้อ ๔๑๔

โปฏฐปาทะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ที่ยังมีสกสัญญา เธอออกจาก ปฐมฌานเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานเข้าตติยฌาน จนถึงอากิญจัญญายตน-ฌานอันเป็นที่สุดแห่งสัญญาโดยลำดับ เมื่อเธออยู่ในอากิญจัญญายตนฌานอันเป็นที่สุดแห่งสัญญา เกิดความคิดขึ้นมาอย่างนี้ว่า ‘เมื่อเรายังคิดอยู่ไม่ดีเลย ไม่คิดเสียจะดีกว่า ถ้าเรายังคิดยังคำนึง สัญญาเหล่านี้ (ที่เราได้มาแล้ว)จะพึงดับ สัญญาอื่นที่หยาบจะเกิดขึ้นแทน ทางที่ดีเราไม่ควรคิดและไม่ควรคำนึง’ เธอจึงไม่คิดไม่คำนึงเมื่อเธอไม่คิดไม่คำนึง สัญญานั้นจึงดับไป สัญญาอื่นที่หยาบก็ไม่เกิดขึ้น เธอจึงบรรลุนิโรธ โปฏฐปาทะ การเข้าถึงความดับสัญญาของภิกษุผู้มีความรู้ตัวโดยลำดับ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ โปฏฐปาทะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร การเข้าถึงความดับสัญญาของภิกษุผู้มีความรู้สึกตัวโดยลำดับเช่นนี้ ท่านเคยได้ยินมาก่อนบ้างหรือไม่” เขากราบทูลว่า “ไม่เคยได้ยินเลย พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์เพิ่งรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วเดี๋ยวนี้เองว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ที่ยังมีสกสัญญา เธอออกจากปฐมฌานเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานเข้าตติยฌานจนถึงอากิญจัญญายตนฌานอันเป็นที่สุดแห่งสัญญาโดยลำดับ เมื่อเธออยู่ในอากิญจัญญายตนฌานอันเป็นที่สุดแห่งสัญญา เกิดความคิดขึ้นมาอย่างนี้ว่า ‘เมื่อเรายังคิดอยู่ไม่ดีเลย ไม่คิดเสียจะดีกว่า ถ้าเรายังคิดยังคำนึง สัญญาเหล่านี้ (ที่เราได้มาแล้ว)จะพึงดับ สัญญาอื่นที่หยาบจะเกิดขึ้นแทน ทางที่ดีเราไม่ควรคิดและไม่ควรคำนึง’ เธอจึงไม่คิดไม่คำนึง เมื่อเธอไม่คิดไม่คำนึง สัญญานั้นจึงดับไป สัญญาอื่นที่หยาบก็ไม่เกิดขึ้น เธอจึงบรรลุนิโรธ การเข้าถึงความดับสัญญาของภิกษุผู้มีความรู้สึกตัวโดยลำดับ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เป็นอย่างนั้น โปฏฐปาทะ”

ข้อ ๔๑๕

เขาทูลถามว่า “พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติอากิญจัญญายตนฌาน อันเป็นที่สุดแห่งสัญญาไว้อย่างเดียวหรือบัญญัติไว้หลายอย่าง พระพุทธเจ้าข้า”@เชิงอรรถ : @ ความสำคัญว่าเป็นของตน, นึกว่าเป็นของตนเอง (ที.สี.อ. ๔๑๔/๓๐๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๘๐}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] ว่าด้วยสัญญาและอัตตา พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “โปฏฐปาทะ เราบัญญัติอากิญจัญญายตนฌานอันเป็นที่สุดแห่งสัญญาไว้อย่างเดียวก็มี หลายอย่างก็มี” เขาทูลถามว่า “พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติอากิญจัญญายตนฌานอันเป็น ที่สุดแห่งสัญญาไว้อย่างเดียวก็มี หลายอย่างก็มี โดยวิธีใดบ้าง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “โปฏฐปาทะ เราบัญญัติอากิญจัญญายตนฌานอันเป็นที่สุดแห่งสัญญาไว้โดยวิธีที่พระโยคาวจรจะบรรลุนิโรธได้ ดังนั้นเราจึงบัญญัติอากิญจัญญายตนฌานอันเป็นที่สุดแห่งสัญญาอย่างเดียวก็มี หลายอย่างก็มี”

ข้อ ๔๑๖

เขาทูลถามว่า “สัญญาเกิดขึ้นก่อนญาณ หรือว่าญาณเกิดขึ้นก่อนสัญญา หรือว่าทั้งสัญญาและญาณเกิดขึ้นพร้อมกัน พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “โปฏฐปาทะ สัญญาเกิดขึ้นก่อนญาณ เพราะมีสัญญาเกิดขึ้นจึงมีญาณเกิดขึ้น ภิกษุย่อมรู้อย่างนี้ว่า ‘เพราะสัญญาเป็นปัจจัย ญาณจึงเกิดขึ้นแก่เรา’ โปฏฐปาทะ ท่านพึงทราบโดยปริยายนี้ว่า สัญญาเกิดขึ้นก่อนญาณ เพราะมีสัญญาเกิดขึ้นจึงมีญาณเกิดขึ้น” ว่าด้วยสัญญากับอัตตา

ข้อ ๔๑๗

โปฏฐปาทปริพาชกทูลถามว่า “สัญญาเป็นอัตตาของคนหรือว่า สัญญากับอัตตาเป็นคนละอย่างกัน พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “โปฏฐปาทะ ท่านหมายถึงอัตตาเช่นไร” เขากราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์หมายถึงอัตตาหยาบซึ่งมีรูปที่ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ บริโภคอาหารเป็นคำๆ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “โปฏฐปาทะ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นเป็นอัตตาหยาบซึ่งมีรูปที่ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ บริโภคอาหารเป็นคำๆ เมื่อเป็นเช่นนี้@เชิงอรรถ : @ เป็นคำถามในทำนองว่า ระหว่างสัญญากับญาณ ฝ่ายไหนเกิดก่อนกัน อนึ่ง คู่ของสัญญาและญาณมี@ฝ่ายละ ๓ คือ ญาณสัญญากับวิปัสสนาญาณ, วิปัสสนาสัญญากับมัคคญาณ และมัคคสัญญากับ@ผลญาณ (ที.สี.อ. ๔๑๖/๓๑๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๘๑}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] ว่าด้วยสัญญาและอัตตา สัญญากับอัตตาก็เป็นคนละอย่างกัน ตามข้อนี้ท่านพึงทราบโดยปริยายว่า สัญญากับอัตตาเป็นคนละอย่างกัน อัตตาหยาบซึ่งมีรูปที่ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔บริโภคอาหารเป็นคำๆ นี้ จงยกไว้ก่อน ถ้าสัญญาของคนที่พูดถึงนี้อย่างหนึ่งเกิดและอีกอย่างหนึ่งดับ ท่านก็พึงทราบโดยปริยายนี้ว่า สัญญากับอัตตาเป็นคนละอย่างกัน”

ข้อ ๔๑๘

เขากราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์หมายถึงอัตตาที่สำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โปฏฐปาทะ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นเป็นอัตตาที่สำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง เมื่อเป็นเช่นนี้ สัญญากับอัตตาก็เป็นคนละอย่างกัน ตามข้อนี้ ท่านก็พึงทราบโดยปริยายนี้ว่า สัญญากับอัตตาเป็นคนละอย่างกัน อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง จงยกไว้ก่อน ถ้าสัญญาของคนที่พูดถึงนี้อย่างหนึ่งเกิดและอีกอย่างหนึ่งดับ ท่านก็พึงทราบโดยปริยายนี้ว่า สัญญากับอัตตาเป็นคนละอย่างกัน”

ข้อ ๔๑๙

เขากราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์หมายถึงอัตตาที่ไม่มีรูป สำเร็จด้วยสัญญา” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โปฏฐปาทะ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นเป็นอัตตาที่ไม่มีรูป สำเร็จด้วยสัญญา เมื่อเป็นเช่นนี้ สัญญากับอัตตาก็เป็นคนละอย่างกัน ตามข้อนี้ ท่านก็พึงทราบโดยปริยายนี้ว่า สัญญากับอัตตาเป็นคนละอย่างกัน อัตตาที่ไม่มีรูปสำเร็จด้วยสัญญา จงยกไว้ก่อน ถ้าสัญญาของคนที่พูดถึงนี้อย่างหนึ่งเกิดและอีกอย่างหนึ่งดับ ท่านก็พึงทราบโดยปริยายนี้ว่า สัญญากับอัตตาเป็นคนละอย่างกัน”

ข้อ ๔๒๐

เขาทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อาจรู้ได้ไหมว่า สัญญาเป็นอัตตาของคน หรือว่าสัญญากับอัตตาเป็นคนละอย่างกัน” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “โปฏฐปาทะ ท่านมีทิฏฐิแตกต่างกัน มีความถูกใจแตกต่างกัน มีความพอใจแตกต่างกัน มีความมุ่งหมายแตกต่างกัน มีอาจารย์แตกต่างกัน จึงเข้าใจได้ยากว่า สัญญาเป็นอัตตาของคน หรือว่าสัญญากับอัตตาเป็นคนละอย่างกัน”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๘๒}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] ว่าด้วยสัญญาและอัตตา เขาทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าข้าพระองค์มีทิฏฐิแตกต่างกันมีความถูกใจแตกต่างกัน มีความพอใจแตกต่างกัน มีความมุ่งหมายแตกต่างกันมีอาจารย์แตกต่างกันจึงเข้าใจได้ยากว่า สัญญาเป็นอัตตาของคน หรือว่าสัญญากับอัตตาเป็นคนละอย่างกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะกระนั้นหรือ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “เรื่องนี้เราไม่ตอบ” เขาทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะกระนั้นหรือ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “เรื่องนี้เราไม่ตอบ” เขาทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โลกมีที่สุด ฯลฯ โลกไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะกระนั้นหรือ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “เรื่องนี้เราไม่ตอบ” เขาทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ทรงตอบ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “เพราะเรื่องนั้นไม่มีประโยชน์ ไม่มีสาระ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัดยินดีไม่เป็นไปเพื่อดับ ไม่เป็นไปเพื่อสงบระงับ ไม่เป็นไปเพื่อรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพื่อตรัสรู้ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ฉะนั้นเราจึงไม่ตอบ” เขาทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงตอบเรื่องอะไรเล่า”@เชิงอรรถ : @ ตถาคต ในที่นี้เป็นคำที่ลัทธิอื่นๆ ใช้กันมาก่อนพุทธกาล หมายถึง อัตตา (อาตมัน) ไม่ได้หมายถึงพระ@พุทธเจ้า อรรถกถาอธิบายว่า หมายถึง สัตตะ (ที.สี.อ. ๖๕/๑๐๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๘๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] ว่าด้วยสัญญาและอัตตา พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “เราตอบเรื่องทุกข์ เรื่องทุกขสมุทัย (เหตุเกิดทุกข์)เรื่องทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์) เรื่องทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติเครื่องดำเนินไปสู่ความดับทุกข์)” เขาทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเหตุไรพระองค์จึงทรงตอบเรื่องนั้น” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “เพราะเรื่องนั้นมีประโยชน์ มีสาระ เป็นจุดเริ่มต้นของพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัดยินดี เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ฉะนั้นเราจึงตอบ” เขากราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคตข้อนี้เป็นอย่างนั้น ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงกำหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้เถิดพระพุทธเจ้าข้า” ทีนั้น พระผู้มีพระภาคทรงลุกขึ้นจากอาสนะเสด็จจากไปแล้ว

ข้อ ๔๒๑

เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จจากไปไม่นาน พวกปริพาชกได้ตัดพ้อ ต่อว่าโปฏฐปาทปริพาชกด้วยคำตัดพ้อ ต่อว่า ทิ่มแทงว่า “ท่านโปฏฐปาทะเป็นคนอย่างนี้นี่เอง ท่านโปฏฐปาทะพลอยชื่นชมคำพูดของพระสมณโคดมทุกคำว่า ‘ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต ข้อนี้เป็นอย่างนั้น’ แต่พวกเรากลับไม่เข้าใจความหมายที่พระสมณโคดมตรัสแม้แต่นิดเดียวว่า โลกเที่ยง หรือโลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด หรือโลกไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน หรือชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก หรือหลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หรือหลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่” เมื่อพวกปริพาชกกล่าวอย่างนี้ โปฏฐปาทปริพาชกได้บอกพวกเขาว่า “ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าเองก็ไม่เข้าใจความหมายที่พระสมณโคดมตรัสไว้แม้แต่นิดเดียวว่า‘โลกเที่ยง หรือโลกไม่เที่ยง ฯลฯ หรือหลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ แต่ว่า พระสมณโคดมทรงบัญญัติข้อปฏิบัติที่จริง แท้ แน่นอน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๘๔}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] เรื่องจิตตหัตถิ สารีบุตร และโปฏฐปาทปริพาชก เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยาม ไว้ ก็เมื่อทรงบัญญัติเช่นนี้ ไฉนวิญญูชนอย่างข้าพเจ้าจะไม่พลอยชื่นชมสุภาษิตของพระสมณโคดมโดยเป็นคำสุภาษิตเล่า”เรื่องจิตตะ หัตถิสารีบุตร และโปฏฐปาทปริพาชก

ข้อ ๔๒๒

ครั้นผ่านไป ๒-๓ วัน จิตตะ หัตถิสารีบุตร กับโปฏฐปาทปริพาชกพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค จิตตะ หัตถิสารีบุตร กราบพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณที่สมควร ฝ่ายโปฏฐปาทปริพาชกสนทนากับพระผู้มีพระภาคพอคุ้นเคยแล้วจึงนั่ง ณที่สมควร กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คราวเมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จจากไปไม่นาน พวกปริพาชกได้ตัดพ้อต่อว่าข้าพระองค์ด้วยคำตัดพ้อ ต่อว่า ทิ่มแทงว่า‘ท่านโปฏฐปาทะเป็นคนอย่างนี้นี่เอง ท่านโปฏฐปาทะพลอยชื่นชมคำพูดของพระสมณโคดมทุกคำว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคตข้อนี้เป็นอย่างนั้น แต่พวกเรากลับไม่เข้าใจความหมายที่พระสมณโคดมตรัสแม้แต่นิดเดียวว่า โลกเที่ยง หรือโลกไม่เที่ยง ฯลฯ หรือหลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็ไม่ใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่’ เมื่อพวกปริพาชกกล่าวอย่างนี้ ข้าพระองค์ได้บอกพวกเขาว่า ‘ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าเองก็ไม่เข้าใจความหมายที่พระสมณโคดมตรัสแม้แต่นิดเดียวว่า โลกเที่ยง หรือโลกไม่เที่ยง ฯลฯ หรือหลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ แต่ว่าพระสมณโคดมทรงบัญญัติข้อปฏิบัติที่จริง แท้ แน่นอน เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยามไว้ ก็เมื่อทรงบัญญัติเช่นนี้ ไฉนวิญญูชนอย่างข้าพเจ้าจะไม่พลอยชื่นชมสุภาษิตของพระสมณโคดมโดยเป็นคำสุภาษิตเล่า”

ข้อ ๔๒๓

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โปฏฐปาทะ ปริพาชกทั้งหมดเหล่านี้เป็น คนตาบอดไม่มีจักษุ ในชุมนุมชนนั้นมีแต่ท่านเท่านั้นที่มีจักษุ ธรรมที่เป็นเอกังสิก@เชิงอรรถ : @ สภาวะที่ดำรงอยู่เอง เป็นอยู่เองตามธรรมดา อรรถกถาหมายเอา สภาวะที่ดำรงอยู่ในโลกุตตรธรรม ๙@(ที.สี.อ. ๔๒๑/๓๑๓) @ กฏที่แน่นอนแห่งสภาวะอันมีอยู่จริง แท้ และแน่นอนหลบเลี่ยงไม่ได้ ต้องเป็นไปตามที่มันเป็น หรืออาจเรียก@ว่า กฏธรรมชาติก็ได้ อรรถกถาหมายเอา กฏที่แน่นอนแห่งโลกุตตรธรรม (ที.สี.อ. ๔๒๑/๓๑๓)@ จิตตะ หัตถิสารีบุตร เป็นบุตรนายควาญช้างกรุงสาวัตถี บวชๆ สึกๆ จนครบ ๗ ครั้งในตอนเกิดพระสูตรนี้@(ที.สี.อ. ๔๒๒/๓๑๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๘๕}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] เรื่องจิตตหัตถิ สารีบุตร และโปฏฐปาทปริพาชก ธรรม เราได้แสดงและบัญญัติไว้แล้ว ธรรมที่เป็นอเนกังสิกธรรม เราก็ได้แสดงและบัญญัติไว้แล้ว โปฏฐปาทะ เราแสดงและบัญญัติธรรมเหล่าไหนว่าเป็นอเนกังสิกธรรม คือ ธรรมที่ว่า โลกเที่ยง หรือโลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด หรือโลกไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน หรือชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก หรือหลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หรือหลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ เราแสดงและบัญญัติธรรมเหล่านี้ว่าเป็นอเนกังสิกธรรม โปฏฐปาทะ เพราะเหตุไร เราจึงแสดงและบัญญัติธรรมเหล่านี้ว่าเป็นอเนกังสิก-ธรรมเล่า เพราะว่าธรรมเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ ไม่มีสาระ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัดยินดี ไม่เป็นไปเพื่อดับ ไม่เป็นไปเพื่อสงบระงับ ไม่เป็นไปเพื่อรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพื่อตรัสรู้ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ฉะนั้น เราจึงแสดงและบัญญัติธรรมเหล่านี้ว่าเป็นอเนกังสิกธรรม

ข้อ ๔๒๔

โปฏฐปาทะ เราแสดงและบัญญัติธรรมเหล่าไหนว่าเป็นเอกังสิกธรรม คือธรรมที่ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย (เหตุเกิดทุกข์) นี้ทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์) นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติเครื่องดำเนินไปสู่ความดับทุกข์) เราแสดงและบัญญัติธรรมเหล่านี้ว่าเป็นเอกังสิกธรรม โปฏฐปาทะ เพราะเหตุไร เราจึงแสดงและบัญญัติธรรมเหล่านี้ว่าเป็นเอกังสิก-ธรรมเล่า เพราะว่าธรรมเหล่านี้มีประโยชน์ มีสาระ เป็นจุดเริ่มต้นแห่งพรหมจรรย์เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัดยินดี เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ฉะนั้น เราจึงแสดงและบัญญัติธรรมเหล่านี้ว่าเป็นเอกังสิกธรรม @เชิงอรรถ : @ ธรรมที่เป็นได้อย่างเดียว ได้แก่ ธรรมที่มีความชัดเจน แน่นอน สามารถบอกได้ว่าเป็นอย่างนั้น ไม่เป็น@อย่างอื่น เช่นเหตุของทุกข์คือตัณหาเท่านั้น (ที.สี.อ. ๔๒๓/๓๑๔) @ ธรรมที่เป็นได้หลายอย่าง ได้แก่สิ่งที่ไม่อาจตอบได้ว่า ใช่หรือไม่ใช่ เพียงอย่างเดียว เช่น ไม่อาจตอบว่า@โลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง (ที.สี.อ. ๔๒๓/๓๑๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๘๖}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] เปรียบด้วยชายหลงรักหญิงงามแห่งชนบท

ข้อ ๔๒๕

โปฏฐปาทะ มีสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘หลังจากตายแล้ว อัตตามีสุขโดยส่วนเดียว ปลอดภัย’ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้วถามว่า ‘ท่านมีวาทะมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสุขโดยส่วนเดียวปลอดภัยจริงหรือ’ ถ้าสมณพราหมณ์เหล่านั้นถูกถามอย่างนี้ยังยืนยันว่า ‘จริง’ เราจะถามว่า ‘ก็ท่านรู้ท่านเห็นโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวหรือ’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ พวกเขาจะตอบว่า‘ไม่รู้ไม่เห็น’ เราจะถามว่า ‘ท่านรู้อัตตาที่มีสุขโดยส่วนเดียว ตลอด ๑ วัน ตลอด ๑ คืนหรือตลอดครึ่งวันตลอดครึ่งคืนหรือ’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ พวกเขาจะตอบว่า ‘ไม่รู้’ เราจะถามว่า ‘ก็ท่านรู้ว่า นี้เป็นทาง นี้เป็นข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวหรือ’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ พวกเขาจะตอบว่า ‘ไม่รู้’ เราจะถามว่า ‘ก็ท่านได้ยินเสียงพวกเทวดาผู้บังเกิดในโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวซึ่งกล่าวอยู่ว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบเพื่อบรรลุโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียว ถึงข้าพเจ้าก็ปฏิบัติอย่างนี้จึงบังเกิดในโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวหรือ’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ พวกเขาจะตอบว่า ‘ไม่ได้ยิน’ โปฏฐปาทะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาษิตของสมณ-พราหมณ์เหล่านั้นถือว่าเลื่อนลอย มิใช่หรือ” เขากราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาษิตของสมณพราหมณ์เหล่านั้นถือว่าเลื่อนลอยแน่นอน” เปรียบด้วยชายหลงรักหญิงงามแห่งชนบท

ข้อ ๔๒๖

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โปฏฐปาทะ เปรียบเหมือนชายคนหนึ่ง ปรารภถึงหญิงสาวอย่างนี้ว่า ‘เราปรารถนารักใคร่หญิงงามแห่งชนบทนี้’ คนจะถามเขาว่า ‘พ่อคุณ เธอรู้จักหญิงคนนั้นหรือว่าเป็นนางกษัตริย์ นางพราหมณี นางแพศย์@เชิงอรรถ : @ เลื่อนลอย (อปฺปาฏิหีรกตํ) หมายถึง เป็นคำที่ไม่มีปาฏิหาริย์ ขาดเหตุผลที่จะจูงใจฝ่ายตรงข้ามให้เชื่อถือ@หรือยินยอมได้ [ที.สี.ฎีกา(อภินว.) ๒/๔๒๕/๔๙๓] @ หญิงที่มีผิวพรรณ ทรวดทรง และกิริยามารยาทงดงามกว่าหญิงทั่วไปในชนบทนั้น (ที.สี.อ. ๔๒๖/๓๑๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๘๗}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] เปรียบด้วยชายหลงรักหญิงงามแห่งชนบท หรือนางศูทร’ เมื่อถูกถามอย่างนี้เขาจะตอบว่า ‘ไม่รู้จัก’ จะถูกถามต่อไปว่า ‘เธอรู้จักหญิงคนนั้นหรือว่ามีชื่อ ตระกูล สูง ต่ำ สันทัด ดำ คล้ำ หรือผิวเหลือง อยู่ในหมู่บ้าน นิคม หรือเมืองโน้น’ เมื่อถูกถามอย่างนี้เขาจะตอบว่า ‘ยังไม่รู้จัก’ จะถูกถามต่อไปว่า ‘เธอปรารถนารักใคร่หญิงที่ยังไม่เคยรู้จักทั้งไม่เคยเห็นอย่างนั้นหรือ’เมื่อถูกถามอย่างนี้ เขาจะตอบว่า ‘ใช่’ โปฏฐปาทะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ คำพูดของชายผู้นั้นถือว่าเลื่อนลอย มิใช่หรือ” เขากราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า เมื่อเป็นเช่นนี้ คำพูดของชายผู้นั้นถือว่า เลื่อนลอยแน่นอน” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โปฏฐปาทะ แม้สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘หลังจากตายแล้ว อัตตามีสุขโดยส่วนเดียว ปลอดภัย’ ก็เช่นกัน เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้วถามว่า ‘ท่านมีวาทะมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า หลังจากตายแล้วอัตตามีสุขโดยส่วนเดียว ปลอดภัย จริงหรือ’ ถ้าสมณพราหมณ์เหล่านั้นถูกถามอย่างนี้ ยังยืนยันว่า ‘จริง’ เราจะถามว่า ‘ก็ท่านรู้ท่านเห็นโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวหรือ’เมื่อถูกถามอย่างนี้ พวกเขาจะตอบว่า ‘ไม่รู้ไม่เห็น’ เราจะถามว่า ‘ท่านรู้อัตตาที่มีสุขโดยส่วนเดียวตลอด ๑ วัน ตลอด ๑ คืนหรือตลอดครึ่งวันตลอดครึ่งคืนหรือ’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ พวกเขาจะตอบว่า ‘ไม่รู้’ เราจะถามว่า ‘ก็ท่านรู้ว่า นี้เป็นทาง นี้เป็นข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวหรือ’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ พวกเขาจะตอบว่า ‘ไม่รู้’ เราจะถามว่า ‘ก็ท่านได้ยินเสียงพวกเทวดาผู้บังเกิดในโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวซึ่งกล่าวอยู่ว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อบรรลุโลกที่มีสุขโดย ส่วนเดียว ถึงข้าพเจ้าก็ปฏิบัติอย่างนี้จึงบังเกิดในโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียว หรือ’ เมื่อถูกถามอยู่อย่างนี้ พวกเขาจะตอบว่า ‘ไม่ได้ยิน’ โปฏฐปาทะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาษิตของสมณ-พราหมณ์เหล่านั้นถือว่าเลื่อนลอยมิใช่หรือ” เขากราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาษิตของสมณพราหมณ์เหล่านั้นถือว่าเลื่อนลอยแน่นอน”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๘๘}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] เปรียบด้วยคนสร้างบันได เปรียบด้วยคนสร้างบันได

ข้อ ๔๒๗

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โปฏฐปาทะ เปรียบเหมือนบุรุษทำบันไดที่ หนทางใหญ่สี่แพร่งเพื่อขึ้นปราสาท คนจะถามเขาว่า ‘พ่อคุณ เธอจะทำบันไดขึ้นปราสาท เธอรู้จักปราสาทนั้นหรือว่า ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตกหรือทิศเหนือ มีขนาดสูง ต่ำ หรือปานกลาง’ เมื่อถูกถามอย่างนี้เขาจะตอบว่า‘ยังไม่รู้’ จะถูกถามต่อไปว่า ‘เธอจะทำบันไดขึ้นปราสาทที่ยังไม่เคยรู้จักไม่เคยเห็นอย่างนั้นหรือ’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ เขาจะตอบว่า ‘ใช่’ โปฏฐปาทะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ คำพูดของบุรุษนั้นถือว่าเลื่อนลอยมิใช่หรือ” เขากราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า เมื่อเป็นเช่นนี้ คำพูดของบุรุษนั้นถือว่าเลื่อนลอยแน่นอน” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โปฏฐปาทะ แม้สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘หลังจากตายแล้วอัตตามีสุขโดยส่วนเดียว ปลอดภัย’ ก็เช่นกัน เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้วถามว่า ‘ท่านมีวาทะมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า หลังจากตายแล้วอัตตามีสุขโดยส่วนเดียว ปลอดภัย จริงหรือ’ ถ้าสมณพราหมณ์เหล่านั้นถูกถามอย่างนี้ ยังยืนยันว่า ‘จริง’ เราจะถามว่า ‘ก็ท่านรู้ ท่านเห็นโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวหรือ’เมื่อถูกถามอย่างนี้ พวกเขาจะตอบว่า ‘ไม่รู้ไม่เห็น’ เราจะถามว่า ‘ท่านรู้อัตตาที่มีสุขโดยส่วนเดียวตลอด ๑ วัน ตลอด ๑ คืนหรือตลอดครึ่งวันตลอดครึ่งคืนหรือ’ เมื่อถูกถามอย่างนี้พวกเขาจะตอบว่า ‘ไม่รู้’เราจะถามว่า ‘ก็ท่านรู้ว่า นี้เป็นทาง นี้เป็นข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวหรือ’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ พวกเขาจะตอบว่า ‘ไม่รู้’ เราจะถามว่า ‘ก็ท่านได้ยินเสียงพวกเทวดาผู้บังเกิดในโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียว ซึ่งกล่าวอยู่ว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อบรรลุโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียว ถึงข้าพเจ้าก็ปฏิบัติอย่างนี้จึงบังเกิดในโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวหรือ’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ พวกเขาจะตอบว่า ‘ไม่ได้ยิน’

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๘๙}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] การได้อัตตภาพ ๓ อย่าง โปฏฐปาทะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาษิตของสมณ-พราหมณ์เหล่านั้นถือว่าเลื่อนลอย มิใช่หรือ” เขากราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาษิตของสมณพราหมณ์เหล่านั้นถือว่าเลื่อนลอยแน่นอน” การได้อัตตภาพ ๓ อย่าง

ข้อ ๔๒๘

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โปฏฐปาทะ การได้อัตตภาพมี ๓ อย่าง คือการได้อัตตภาพที่หยาบ การได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ และการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูปโปฏฐปาทะ การได้อัตตภาพที่หยาบเป็นอย่างไร คืออัตตภาพที่มีรูปประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ บริโภคอาหารเป็นคำๆ นี้จัดเป็นการได้อัตตภาพที่หยาบ การได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจเป็นอย่างไร คืออัตตภาพที่มีรูปสำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง นี้จัดเป็นการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ การได้อัตตภาพที่ไม่มีรูปเป็นอย่างไร คืออัตตภาพที่ไม่มีรูป สำเร็จด้วยสัญญา นี้จัดเป็นการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูป

ข้อ ๔๒๙

โปฏฐปาทะ เราแสดงธรรมเพื่อละการได้อัตตภาพที่หยาบว่า ‘พวก ท่านปฏิบัติตามนั้นแล้วก็จะละสังกิเลสิกธรรม ได้ และโวทานิยธรรม จะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น จะทำให้แจ้งความบริบูรณ์ความไพบูลย์แห่งปัญญาด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน’ บางคราวท่านมีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘เราพอจะละสังกิเลสิกธรรมได้และโวทานิยธรรมจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น บุคคลจะทำให้แจ้งความบริบูรณ์ความไพบูลย์แห่งปัญญาด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน แต่ว่าจะมีความเป็นอยู่ลำบาก’ก็เรื่องนี้ท่านไม่พึงเห็นอย่างนั้น แท้จริง ท่านจะละสังกิเลสิกธรรมได้ และโวทานิย@เชิงอรรถ : @ อตฺตปฏิลาภ อรรถกถาหมายถึงการได้อัตตภาพ ในที่นี้พระพุทธองค์ตรัสถึงการได้อัตตภาพ ๓ อย่าง คือ@การได้อัตตภาพที่หยาบ ได้แก่ กามภพ, การได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ ได้แก่ รูปภพ, การได้อัตตภาพที่@ไม่มีรูป ได้แก่ อรูปภพ (ที.สี.อ. ๔๒๘/๓๑๕) @ ธรรมที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ได้แก่ อกุศลจิต ๑๒ (โลภมูลจิต ๘ โทสมูลจิต ๒ และโมหมูลจิต ๒)@[ที.สี.อ. ๔๒๙/๓๑๕] @ ธรรมที่ทำให้จิตผ่องแผ้ว ได้แก่ สมถวิปัสสนา (ที.สี.อ. ๔๒๙/๓๑๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๙๐}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] การได้อัตตภาพ ๓ อย่าง ธรรมจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น บุคคลจะทำให้แจ้งความบริบูรณ์ความไพบูลย์แห่งปัญญาด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน ทั้งจะมีความปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สติสัมปชัญญะ และอยู่เป็นสุข

ข้อ ๔๓๐

โปฏฐปาทะ เราแสดงธรรมเพื่อละการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจว่า‘พวกท่านปฏิบัติตามนั้นแล้วก็จะละสังกิเลสิกธรรมได้และโวทานิยธรรมจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้นจะทำให้แจ้งความบริบูรณ์ความไพบูลย์แห่งปัญญาด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน’ บางคราวท่านมีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘เราพอจะละสังกิเลสิกธรรมได้ และโวทานิยธรรมจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น บุคคลจะทำให้แจ้งความบริบูรณ์ความไพบูลย์แห่งปัญญาด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน แต่ว่าจะมีความเป็นอยู่ลำบาก’ ก็เรื่องนี้ท่านไม่พึงเห็นอย่างนั้น แท้จริง ท่านจะละสังกิเลสิกธรรมได้และโวทานิยธรรมจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น บุคคลจะทำให้แจ้งความบริบูรณ์ความไพบูลย์แห่งปัญญาด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน ทั้งจะมีความปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สติสัมปชัญญะ และอยู่เป็นสุข

ข้อ ๔๓๑

โปฏฐปาทะ เราแสดงธรรมเพื่อละการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูปว่า ‘พวกท่านปฏิบัติตามนั้นแล้วก็จะละสังกิเลสิกธรรมได้และโวทานิยธรรมจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้นจะทำให้แจ้งความบริบูรณ์ความไพบูลย์แห่งปัญญาด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน’ ฯลฯ ทั้งจะมีความปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สติ สัมปชัญญะ และอยู่เป็นสุข

ข้อ ๔๓๒

โปฏฐปาทะ หากคนเหล่าอื่นจะถามเราอย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุ อะไรคือ การได้อัตตภาพที่หยาบซึ่งท่านแสดงธรรมเพื่อให้ละเสียว่า พวกท่านปฏิบัติตามนั้นแล้วก็จะละสังกิเลสิกธรรมได้และโวทานิยธรรมจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น จะทำให้แจ้งความบริบูรณ์ความไพบูลย์แห่งปัญญาด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ เราจะตอบว่า ‘ผู้มีอายุ นี้แลจัดเป็นการได้อัตตภาพที่หยาบซึ่งเราแสดงธรรมเพื่อให้ละเสียว่า พวกท่านปฏิบัติตามนั้นแล้วก็จะละสังกิเลสิกธรรมได้และโวทานิยธรรมจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น จะทำให้แจ้งความบริบูรณ์ความไพบูลย์แห่งปัญญาด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน’

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๙๑}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] การได้อัตตภาพ ๓ อย่าง

ข้อ ๔๓๓

โปฏฐปาทะ หากคนเหล่าอื่นจะถามเราอย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุ อะไรคือการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจซึ่งท่านแสดงธรรมเพื่อให้ละเสียว่า พวกท่านปฏิบัติตามนั้นแล้วก็จะละสังกิเลสิกธรรมได้และโวทานิยธรรมจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น จะทำให้แจ้งความบริบูรณ์ความไพบูลย์แห่งปัญญาด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน’เมื่อถูกถามอย่างนี้ เราจะตอบว่า ‘ผู้มีอายุ นี้แลจัดเป็นการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจซึ่งเราแสดงธรรมเพื่อให้ละเสียว่า ฯลฯ เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน’

ข้อ ๔๓๔

โปฏฐปาทะ หากคนเหล่าอื่นจะถามเราอย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุ อะไรคือการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูปซึ่งท่านแสดงธรรมเพื่อให้ละเสียว่า พวกท่านปฏิบัติตามนั้นแล้วก็จะละสังกิเลสิกธรรมได้และโวทานิยธรรมจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น จะทำให้แจ้งความบริบูรณ์ความไพบูลย์แห่งปัญญาด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ เราจะตอบว่า ‘ผู้มีอายุ นี้แลจัดเป็นการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูป ซึ่งเราแสดงธรรมเพื่อให้ละเสียว่า ฯลฯ เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน’ โปฏฐปาทะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ คำพูดนั้นถือว่าไม่เลื่อนลอยมิใช่หรือ” เขากราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า เมื่อเป็นเช่นนี้ คำพูดนั้นถือว่าไม่เลื่อนลอยแน่นอน” เปรียบด้วยคนสร้างบันได

ข้อ ๔๓๕

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โปฏฐปาทะ เปรียบเหมือนบุรุษทำบันได เพื่อขึ้นปราสาท ที่ใต้ปราสาทนั้นเอง คนจะถามเขาว่า ‘พ่อคุณ เธอจะทำบันไดขึ้นปราสาท เธอรู้จักปราสาทนั้นหรือว่า ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตกหรือทิศเหนือ มีขนาดสูง ต่ำ หรือปานกลาง’ ถ้าเขาตอบว่า ‘นี้แลคือปราสาทที่เรากำลังทำบันไดเพื่อจะขึ้นไปที่ใต้ปราสาทนั้นเอง’ โปฏฐปาทะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ คำพูดของบุรุษนั้นถือว่าไม่เลื่อนลอยมิใช่หรือ”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๙๒}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] การได้อัตตภาพ ๓ อย่าง เขากราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า เมื่อเป็นเช่นนี้ คำพูดของบุรุษนั้นถือว่าไม่เลื่อนลอยแน่นอน”

ข้อ ๔๓๖

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เช่นเดียวกัน โปฏฐปาทะ หากคนเหล่าอื่นจะถามเราอย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุ อะไรคือการได้อัตตภาพที่หยาบ ฯลฯ อะไรคือการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ ฯลฯ อะไรคือการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูปซึ่งท่านแสดงธรรมเพื่อให้ละเสียว่า พวกท่านปฏิบัติตามนั้นแล้วก็จะละสังกิเลสิกธรรมได้และโวทานิยธรรมจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น จะทำให้แจ้งความบริบูรณ์ ความไพบูลย์แห่งปัญญาด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ เราจะตอบว่า ‘ฯลฯ ผู้มีอายุนี้แลจัดเป็นการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูปซึ่งเราแสดงธรรมเพื่อให้ละเสียว่า พวกท่านปฏิบัติตามนั้นแล้วก็จะละสังกิเลสิกธรรมได้และโวทานิยธรรมจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น จะทำให้แจ้งความบริบูรณ์ ความไพบูลย์แห่งปัญญา ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน’ โปฏฐปาทะ ท่านเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ คำพูดนั้นถือว่าไม่เลื่อนลอยมิใช่หรือ” เขากราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า เมื่อเป็นเช่นนี้ คำพูดนั้นถือว่าไม่เลื่อนลอยแน่นอน”

ข้อ ๔๓๗

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ จิตตะ หัตถิสารีบุตร ได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในเวลาที่มีการได้อัตตภาพที่หยาบ การได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจและการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูปก็เปล่าไป(เป็นโมฆะ) มีแต่การได้อัตตภาพที่หยาบเป็นเรื่องจริงกระนั้นหรือ ในเวลาที่มีการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ การได้อัตตภาพที่หยาบและการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูปก็เปล่าไป มีแต่การได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจเป็นเรื่องจริงกระนั้นหรือ ในเวลาที่มีการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูป การได้อัตตภาพที่หยาบและการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจก็เปล่าไป มีแต่การได้อัตตภาพที่ไม่มีรูปเป็นเรื่องจริงกระนั้นหรือ” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “จิตตะ ในเวลาที่มีการได้อัตตภาพที่หยาบ ก็ไม่นับว่ามีการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจและการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูป มีเพียงการได้อัตตภาพ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๙๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] การได้อัตตภาพ ๓ อย่าง ที่หยาบเท่านั้น ในเวลาที่มีการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ ก็ไม่นับว่ามีการได้อัตตภาพที่หยาบและการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูป มีเพียงการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจเท่านั้น ในเวลาที่มีการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูป ก็ไม่นับว่ามีการได้อัตตภาพที่หยาบและการอัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ มีเพียงการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูปเท่านั้น

ข้อ ๔๓๘

จิตตะ ถ้าคนจะถามท่านว่า ‘ในอดีตกาล ท่านได้มีแล้ว ไม่ใช่ว่า ไม่มี ในอนาคตกาลท่านจักมี ไม่ใช่ว่าจักไม่มี เวลานี้ท่านมีอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่มีอยู่กระนั้นหรือ’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ ท่านจะตอบว่าอย่างไร” จิตตะ หัตถิสารีบุตร กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าคนจะถามข้าพระองค์ว่า ‘ในอดีตกาล ... กระนั้นหรือ’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์ก็จะตอบว่า ‘ในอดีตกาล เราได้มีแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่มี ในอนาคตกาลเราจักมี ไม่ใช่ว่าจักไม่มี เวลานี้เรามีอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่มีอยู่’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์ก็จะตอบอย่างนี้ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “จิตตะ ถ้าคนจะถามท่านว่า ‘ท่านมีการได้อัตต-ภาพที่เป็นอดีต การได้อัตตภาพเช่นนั้นเป็นเรื่องจริง การได้อัตตภาพที่เป็นอนาคตและการได้อัตตภาพที่เป็นปัจจุบันก็เปล่าไป ท่านจักมีการได้อัตตภาพที่เป็นอนาคตการได้อัตตภาพเช่นนั้นเป็นเรื่องจริง การได้อัตตภาพที่เป็นอดีตและการได้อัตตภาพที่เป็นปัจจุบันก็เปล่าไป ท่านกำลังได้อัตตภาพที่เป็นปัจจุบัน การได้อัตตภาพเช่นนั้นเป็นเรื่องจริง การได้อัตตภาพที่เป็นอดีตและการได้อัตตภาพที่เป็นอนาคตก็เปล่าไปกระนั้นหรือ’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ ท่านจะตอบว่าอย่างไร” จิตตะ หัตถิสารีบุตร กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าคนจะถามข้าพระองค์ว่า ‘ท่านมีการได้อัตตภาพที่เป็นอดีต ... กระนั้นหรือ’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์ก็จะตอบว่า ‘เรามีการได้อัตตภาพที่เป็นอดีต การได้อัตตภาพเช่นนั้นเป็นเรื่องจริงในสมัยนั้น การได้อัตตภาพที่เป็นอนาคตและการได้อัตตภาพที่เป็นปัจจุบันก็เปล่าไป เราจักมีการได้อัตตภาพที่เป็นอนาคต การได้อัตตภาพเช่นนั้นเป็นเรื่องจริงในสมัยนั้น การได้อัตภาพที่เป็นอดีตและการได้อัตภาพที่เป็นปัจจุบันก็เปล่าไปเรากำลังได้อัตภาพที่เป็นปัจจุบันในเวลานี้ และการได้อัตภาพเช่นนี้พึ่งเป็นเรื่องจริง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๙๔}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] การได้อัตตภาพ ๓ อย่าง การได้อัตตภาพที่เป็นอดีตและการได้อัตตภาพที่เป็นอนาคตก็เปล่าไป’ เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์ก็จะตอบอย่างนี้ พระพุทธเจ้าข้า”

ข้อ ๔๓๙

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เป็นอย่างนั้นแล จิตตะ ในเวลาที่มีการได้อัตตภาพที่หยาบ ก็ไม่นับว่ามีการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจและการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูปมีเพียงการได้อัตตภาพที่หยาบเท่านั้น ในเวลาที่มีการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ ฯลฯ ในเวลาที่มีการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูป ก็ไม่นับว่ามีการได้อัตตภาพที่หยาบและการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ มีเพียงการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูปเท่านั้น

ข้อ ๔๔๐

จิตตะ เปรียบเหมือนนมสดมาจากแม่โค นมส้มมาจากนมสด เนยข้นมาจากนมส้ม เนยใสมาจากเนยข้น หัวเนยใสมาจากเนยใส ในเวลาที่ยังเป็นนมสดก็ไม่นับว่าเป็นนมส้ม ไม่นับว่าเป็นเนยข้น ไม่นับว่าเป็นเนยใส ไม่นับว่าเป็นหัวเนยใสยังเป็นนมสดเท่านั้น ในเวลาที่เป็นนมส้ม ฯลฯ ในเวลาที่เป็นเนยข้น ฯลฯ ในเวลาที่เป็นเนยใส ฯลฯ ในเวลาที่เป็นหัวเนยใส ไม่นับว่าเป็นนมสด ไม่นับว่าเป็นนมส้ม ไม่นับว่าเป็นเนยข้น ไม่นับว่าเป็นเนยใส ยังเป็นหัวเนยใสเท่านั้น ฉันใด จิตตะ เรื่องนี้ก็เช่นกัน ในเวลาที่มีการได้อัตตภาพที่หยาบ ก็ไม่นับว่ามีการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจและการได้อัตตภาพที่มีรูป มีเพียงการได้อัตตภาพหยาบเท่านั้น ในเวลาที่มีการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ ฯลฯ ในเวลาที่มีการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูป ก็ไม่นับว่ามีการได้อัตตภาพหยาบและการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ มีเพียงการได้อัตตภาพที่ไม่มีรูปเท่านั้น จิตตะ เหล่านี้แลเป็นโลกสมัญญา (ชื่อที่ชาวโลกใช้เรียก) เป็นโลกนิรุตติ(ภาษาของชาวโลก) เป็นโลกโวหาร (โวหารของชาวโลก) เป็นโลกบัญญัติ (บัญญัติของชาวโลก) ซึ่งตถาคตก็ใช้อยู่แต่ไม่ยึดถือ”

ข้อ ๔๔๑

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ โปฏฐปาทปริพาชกได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรม แจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทางหรือตามประทีปในที่มืดโดยตั้งใจว่า คนมีตาดี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๙๕}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๙. โปฏฐปาทสูตร] จิตตะ หัตถิสารีบุตร ทูลขออุปสมบท จักเห็นรูปได้ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” จิตตะ หัตถิสารีบุตร ทูลขออุปสมบท

ข้อ ๔๔๒

ฝ่ายจิตตะ หัตถิสารีบุตร กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทางหรือตามประทีปในที่มืดโดยตั้งใจว่า คนมีตาดีจักเห็นรูปได้ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์พึงได้บรรพชาพึงได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเถิด”

ข้อ ๔๔๓

จิตตะ หัตถิสารีบุตร ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระ ภาคแล้วแล เมื่อท่านหัตถิสารีบุตรได้บรรพชาอุปสมบทแล้วไม่นาน จากไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มุ่งมั่นพระนิพพานอยู่ ไม่นานนักทำให้แจ้งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมที่เหล่ากุลบุตรผู้ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ จึงเป็นอันว่าท่านพระหัตถิสารีบุตรได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย โปฏฐปาทสูตรที่ ๙ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๙๖}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาโปฏฐปาทสูตร

เอวมฺเม สุตํ ฯเปฯ สาวตฺถิยนฺติ โปฏฺฐปาทสุตฺตํ

ในโปฏฐปาทสูตรนั้น มีคำพรรณนาตามลำดับบทดังต่อไปนี้.

บทว่า สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ความว่า ประทับอยู่ ณ พระเชตวันอารามที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีให้สร้างในสวนของกุมารพระนามว่า เชต ใกล้กรุงสาวัตถี.

บทว่า โปฏฺฐปาโท ปริพฺพาชโก ความว่า ฉันนปริพาชก ชื่อโปฏฐปาทะ.

ได้ยินว่า ในกาลเป็นคฤหัสถ์เขาเป็นพราหมณ์มหาศาล เห็นโทษในกามทั้งหลายแล้ว ละกองโภคทรัพย์จำนวนสี่สิบโกฏิ บวชเป็นคณาจารย์ของเดียรถีย์ทั้งหลาย.

พราหมณ์และบรรพชิตทั้งหลายย่อมโต้ตอบลัทธิในสถานที่นั่น เพราะฉะนั้น สถานที่นั้นจึงชื่อว่า สมยปฺปวาทกํ สถานที่สำหรับโต้ตอบลัทธิ.

นัยว่า พราหมณ์ทั้งหลายมีจังกีพราหมณ์ตารุกขพราหมณ์ และโปกขรสาติพราหมณ์เป็นต้น และบรรพชิตทั้งหลายมีนิคัณฐปริพาชก และอเจลกปริพาชกเป็นต้น ประชุมกันในสถานที่นั้นแล้ว โต้ตอบ กล่าวแสดงลัทธิของตนๆ ในสถานที่นั้น เพราะฉะนั้น อารามนั้น จึงเรียกว่า สมยปฺปวาทโก. อารามนั้นเทียว ชื่อว่า แถวป่าไม้มะพลับ เพราะเป็นอารามที่แนวต้นมะพลับคือแถวต้นมะพลับล้อมรอบ. ก็เพราะในอารามนั้นในชั้นแรก มีศาลาเพียงหลังเดียวเท่านั้น ภายหลังชนทั้งหลายอาศัยปริพาชกผู้มีบุญมากสร้างศาลาหลายหลัง เพราะฉะนั้น อารามนั้นจึงเรียกว่า เอกสาลโก ด้วยอำนาจแห่งชื่อที่ได้มา เพราะอาศัยศาลาหลังเดียวนั้นเอง. ก็อารามนั้นสมบูรณ์ด้วยดอกและผล เป็นสวนพระนางมัลลิการาชเทวีของพระเจ้าปเสนทิโกศลสร้างถวาย จึงถึงอันนับว่า มัลลิกายาราม. ในสถานที่สำหรับโต้ตอบลัทธิ แถวป่าไม้มะพลับ มีศาลาที่พักหลังเดียว เป็นอารามของพระนางมัลลิกานั้น.

บทว่า ปฏิวสติ ความว่า พักอยู่เพราะเป็นสถานที่อยู่ผาสุก.

ต่อมาวันหนึ่ง ในปัจจุสสมัยใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแผ่พระสัพพัญญุตญาณ ทรงพิจารณาดูโลก ทรงเห็นปริพาชกเข้ามาภายในข่ายคือพระญาณ ทรงใคร่ครวญว่า โปฏฐปาทะนี้ย่อมปรากฏในข่ายคือญาณของเรา จักมีอะไรหนอดังนี้ทรงเห็นว่า ในวันนี้ เราจักไปในอารามนั้น ลำดับนั้น โปฏฐปาทะจักถามเราถึงนิโรธและการออกจากนิโรธ เราจักเทียบด้วยญาณของพระพุทธเจ้าทั้งปวงแสดงทั้งสองอย่างนั้นแก่โปฏฐปาทะนั้นครั้นล่วงไป ๒-๓ วัน เขาจักพาจิตตะผู้เป็นบุตรควาญช้างมาสู่สำนักของเรา เราจักแสดงธรรมแก่เขาทั้งสองคนนั้น ในที่สุดเทศนา โปฏฐปาทะจักถึงเราเป็นสรณะ จิตตะบุตรควาญช้างบวชในสำนักของเราแล้ว จักบรรลุพระอรหัต ดังนี้.

แต่นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงกระทำการปฏิบัติพระสรีระแต่เช้าตรู่ ทรงครองอันตรวาสกสองชั้นซึ่งย้อมดีแล้ว ทรงคาดพระประคดเช่นกับสายฟ้า ทรงสะพักผ้าบังสุกุลสีเมฆ ดุจประหนึ่งมหาเมฆล้อมรอบเขายุคันธรอยู่ฉะนั้น ทรงคล้องบาตรสิลาอันมีค่ามากที่พระอังสะข้างซ้าย ทรงพระดำริว่า เราจักเข้าไปในกรุงสาวัตถี เพื่อบิณฑบาต เสด็จลีลาศออกจากพระวิหารเหมือนราชสีห์ออกจากเชิงเขาหิมพานต์ฉะนั้น.

ท่านหมายถึงอรรถนี้ จึงกล่าวว่า อถโข ภควา เป็นต้น

บทว่า เอตทโหสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปใกล้ประตูพระนครแล้ว ทรงมองดูพระอาทิตย์ด้วยอำนาจความพอพระฤทัยของพระองค์ ทรงเห็นว่า เวลายังเช้านัก จึงมีพระดำรินั่น.

บทว่า ยนฺนูนาหํ ความว่า เป็นนิบาตเหมือนแสดงความสงสัย.

ก็พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีความสงสัย. แต่นั้นเป็นส่วนเบื้องต้นของพระปริวิตกอย่างนี้ว่า เราจักทำกิจนี้ จักไม่ทำกิจนี้ เราจักแสดงธรรมแก่คนนี้ จักไม่แสดงธรรมแก่คนนี้ ย่อมได้แก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ยนฺนูนาหํ ความว่า ก็ถ้าเรา.

บทว่า อุนฺนาทินิยา ความว่า อันดังลั่น.

ก็เสียงนั้นซึ่งบันลืออย่างนี้ ชื่อว่าสูง ด้วยสามารถไปในส่วนเบื้องสูง ชื่อว่าเสียงดัง ด้วยสามารถกระจายไปในทิศทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ด้วยเสียงอันดังลั่น.

จริงอยู่ เจติยวัตร โพธิวัตร อาจริยวัตร อุปัชฌายวัตร หรือ โยนิโสมนสิการ อันชื่อว่าควรลุกขึ้นทำแต่เช้า ย่อมไม่มีแก่ปริพาชกเหล่านั้น. เพราะเหตุนั้น ปริพาชกเหล่านั้นลุกขึ้นแต่เช้าตรู่แล้วนั่งในที่มีแสงแดดอ่อน ปรารภถึงอวัยวะ มีมือและเท้าเป็นต้นของกันและกันอย่างนี้ว่า มือของคนนี้งาม เท้าของคนนี้งาม หรือปรารภถึงผิวพรรณของหญิงชาย เด็กชายและเด็กหญิงทั้งหลายหรือปรารภถึงวัตถุอื่นที่มีความยินดีในกามและความยินดีในภพเป็นต้น ตั้งถ้อยคำขึ้นแล้ว กล่าวติรัจฉานกถาต่างๆ มีพูดถึงพระเจ้าแผ่นดินเป็นต้นโดยลำดับ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กล่าวติรัจฉานกถาต่างๆ ด้วยเสียงอันดังลั่นดังนี้.

ต่อแต่นั้น โปฏฐปาทปริพาชกมองดูปริพาชกพวกนั้นคิดว่า ปริพาชกเหล่านี้ไม่เคารพต่อกันและกันเลย และพวกเราก็จะเป็นเหมือนหิ่งห้อยเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น จำเดิมแต่พระสมณโคดมเสด็จมาปรากฏ แม้ลาภสักการของพวกเราก็เสื่อมไป ก็ถ้าสมณโคดม สาวกของพระโคดม หรือคฤหัสถ์ผู้บำรุงสมณโคดมนั้น จะพึงมาสู่สถานที่นี้ไซร้ ก็จักมีความน่าละอายเหลือเกิน

อนึ่ง โทษของบริษัทแล จะตกอยู่กับหัวหน้าบริษัทเท่านั้น ดังนี้ เหลียวมองรอบๆ ก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า โปฏฐปาทปริพาชกได้เห็นแล้วแล ฯลฯ ปริพาชกเหล่านั้นได้พากันนิ่ง.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สณฺฐเปสิ อธิบายว่า ให้สำเหนียกถึงโทษแห่งเสียงนั้น คือให้เงียบเสียง พักเสียงนั้นโดยประการที่เสียงจะต้องเงียบอย่างดี. เพื่อปกปิดโทษของเสียงนั้น เหมือนอย่างบุรุษเข้ามาสู่ท่ามกลางบริษัท ย่อมนุ่งผ้าเรียบร้อย ห่มผ้าเรียบร้อย เช็ดถูสถานที่สกปรกด้วยธุลีเพื่อปกปิดโทษฉะนั้น.

บทว่า อปฺปสทฺทา โภนฺโต ความว่า เมื่อให้สำเหนียก ก็ให้เงียบเสียงนั้นโดยประการที่เสียงจะเงียบอย่างดี.

บทว่า อปฺปสทฺทกาโม ความว่า โปรดเสียงเบา คนหนึ่งนั่ง คนหนึ่งยืน ย่อมไม่ให้เป็นไปด้วยการคลุกคลีด้วยหมู่.

บทว่า อุปสงฺกมิตพฺพํ มณฺเญยฺย ความว่า สำคัญว่าจะเสด็จเข้ามาในสถานนี้.

ถามว่า ก็เพราะเหตุอะไร โปฏฐปาทปริพาชกนั่นจึงหวังการเสด็จเข้ามาของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

แก้ว่า เพราะปรารถนาความเจริญแก่ตน.

ได้ยินว่า ปริพาชกทั้งหลาย ครั้นพระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระพุทธเจ้ามาสู่สำนักของตนแล้ว ย่อมยกตนขึ้นในสำนักของผู้บำรุงทั้งหลายของตน ย่อมตั้งตนไว้ในที่สูงว่า ในวันนี้สมณโคดมเสด็จมาสู่สำนักของพวกเราพระสารีบุตรก็มา ท่านไม่ไปยังสำนักของใครเลย ท่านทั้งหลายพึงดูความยิ่งใหญ่ของพวกเรา ดังนี้. ย่อมพยายามเพื่อคบอุปัฏฐากทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย. ได้ยินว่า ปริพาชกเหล่านั้นเห็นอุปัฏฐากทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า ครูของพวกท่านจะเป็นพระโคดมก็ตาม จะเป็นสาวกของพระโคดมก็ตาม เป็นผู้เจริญย่อมมาสู่สำนักของพวกเราพวกเราพร้อมเพรียงกัน แต่ท่านทั้งหลายไม่อยากมองดูพวกเราเลย ไม่ทำสามีจิกรรม พวกเรากระทำความผิดอะไรแก่พวกท่านเล่า.

อนึ่ง มนุษย์บางพวกคิดว่า แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไปสู่สำนักของปริพาชกเหล่านั้นได้ ก็จะไปสู่สำนักของพวกเราได้มิใช่หรือ จำเดิมแต่นั้น ครั้นเห็นพระพุทธเจ้าทั้งหลายแล้วก็ไม่ประมาท.

บทว่า ตุณฺหี อเหสํ ความว่า พวกปริพาชกเหล่านั้นล้อมโปฏฐปาทะแล้ว พากันนั่งเงียบ.

บทว่า สฺวาคตํ ภนฺเต ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การเสด็จมาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นการดี. ท่านแสดงไว้ว่า ก็ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา ก็มีความยินดี ครั้นเสด็จไปก็เศร้าโศก.

ถามว่า เพราะเหตุอะไร โปฏฐปาทะจึงทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นเวลานานแล แม้ในกาลก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้าเคยเสด็จไปในที่นั้นหรือ.

ตอบว่า ไม่เคยเสด็จไป.

ก็มนุษย์ทั้งหลายย่อมทักทายด้วยคำน่ารักเป็นต้นอย่างนี้ว่า ท่านจะไปไหน ไปไหนมา ท่านหลงทางหรือ ท่านมานานแล้วหรือ ดังนี้ เพราะเหตุนั้น โปฏฐปาทะจึงทูลอย่างนั้น.

ก็ครั้นทูลอย่างนี้แล้ว เป็นผู้ไม่กระด้างด้วยมานะนั่ง แต่ลุกจากอาสนะแล้วทำการต้อนรับพระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยว่า เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไป แล้วไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ หรือไม่ทำการอ่อนน้อม เป็นการได้ยาก.

เพราะเหตุอะไร. เพราะความเป็นผู้มีตระกูลสูง.

ปริพาชกแม้นี้ตบอาสนะที่ตนนั่งแล้ว เมื่อทูลเชื้อเชิญ พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยอาสนะได้ทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเถิด พระเจ้าข้า นี่อาสนะได้แต่งไว้แล้ว ดังนี้.

บทว่า อนฺตรากถา วิปฺปกตา ความว่า ทรงเปิดเผยอย่างพระสัพพัญญูว่า ตั้งแต่พวกท่านนั่งมาแต่ต้นจนถึงเรามา สนทนากันเรื่องอะไรที่ค้างไว้ในระหว่างนั้น คือถ้อยคำอะไรที่ยังไม่จบ เพราะเหตุเรามาถึง ขอพวกท่านจงบอกเถิด เราจะนำถ้อยคำนั้นแสดงให้จบ.

อภิสญฺญานิโรธกถาวณฺณนา

ลำดับนั้น ปริพาชกแสดงว่า กถานั้นเป็นกถาไร้ประโยชน์ ไม่มีสาระ อิงอาศัยวัฏ ไม่ควรนำมากล่าวเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ จึงทูลคำเป็นต้นว่า กถานั้นจงงดเสียเถิด พระเจ้าข้า.

บทว่า ติฏฺฐเตสา ภนฺเต ความว่า ปริพาชกแสดงว่า ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจักประสงค์จะฟังไซร้ กถานั่นจะทรงสดับภายหลังก็ได้ไม่ยาก ก็ประโยชน์ด้วยกถานี้ไม่มีแก่พวกข้าพระองค์ แต่พวกข้าพระองค์ได้การเสด็จมาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จะทูลถามถึงเหตุการณ์ดีอย่างอื่นเทียว. ต่อแต่นั้น เมื่อจะทูลถามเหตุการณ์นั้น จึงทูลคำเป็นต้นว่า ปุริมานิ ภนฺเต ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า โกตูหลสาลายํ ความว่า ศาลาแต่ละหลังชื่อว่าศาลาอลหม่าน ไม่มี แต่สมณะและพราหมณ์ทั้งหลายผู้ถือลัทธิต่างๆ กล่าวถ้อยคำชนิดต่างๆ ให้เป็นไปในศาลาใด ศาลานั้นเรียกว่า โกตูหลสาลา เพราะเป็นสถานที่เกิดความอลหม่านสับสนแก่ชนมากว่า คนนี้กล่าวอะไร คนนี้กล่าวอะไร.

คำว่า อภิ ในบทว่า อภิสญฺญานิโรเธ นั้นเป็นเพียงอุปสรรค. บทว่า สญฺญานิโรเธ ความว่า กถาเกิดขึ้นแล้วในจิตตนิโรธ คือ ขณิกนิโรธ. ก็คำว่า สญฺญานิโรเธ นี้ เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นแห่งกถานั้น

ได้ยินว่า ในกาลใดพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงชาดกหรือทรงบัญญัติสิกขาบท ในกาลนั้น เสียงสรรเสริญเกียรติคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็แผ่กระจายไปทั่วชมพูทวีป. พวกเดียรถีย์ได้ฟังเกียรติคุณนั้นแล้ว ก็กระทำกริยาตรงข้ามกับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า นัยว่า พระโคดมผู้เจริญทรงแสดงบุรพจริยา พวกเราไม่สามารถเพื่อแสดงบุรพจริยาบางอย่างเช่นนั้นบ้างหรือ แสดงลัทธิระหว่างภพหนึ่ง บัญญัติสิกขาบทบางอย่างแก่สาวกของตนว่า พระโคดมผู้เจริญได้บัญญัติสิกขาบทแล้ว พวกเราจะไม่สามารถบัญญัติหรือ.

ก็ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในท่ามกลางบริษัททั้ง ๘ ทรงแสดงนิโรธกถา. พวกเดียรถีย์ไดัฟังนิโรธกถานั้นแล้วพากันประชุมกล่าวว่า นัยว่า พระโคดมผู้เจริญทรงแสดงกถาชื่อนิโรธ แม้พวกเราก็จักแสดง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กถาได้เกิดแล้วในอภิสัญญานิโรธ ดังนี้.

บทว่า ตเตฺรกจฺเจ ความว่า ในบรรดาสมณพราหมณ์นั้น บางพวก.

ก็ในเรื่องนี้ บรรพชิตในลัทธิเดียรถีย์ภายนอกคนแรกบางคนเห็นโทษในความเป็นไปของจิต เจริญสมาบัติว่า ความไม่มีจิตสงบแล้ว จุติจากโลกนี้ไปตกอยู่ในอสัญญีภพสิ้น ๕๐๐ กัลป์ ก็มาเกิดในโลกนี้อีก เมื่อไม่เห็นความเกิดขึ้นของสัญญาและเหตุในความดับของคนนั้น จึงกล่าวว่า ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย.

คนที่สองปฏิเสธคำกล่าวนั้น ถือเอาความที่มิคสิงคิดาบสไม่มีสัญญา จึงกล่าวว่า มาสู่บ้าง ไปปราศบ้าง.

นัยว่า มิคสิงคิดาบสมีตบะร้อน มีตบะกล้า มีอินทรีย์ตั้งมั่นอย่างยิ่ง. ด้วยเดชแห่งศีลของดาบสนั้น ทำให้วิมานของท้าวสักกะร้อนได้. ท้าวสักกะเทวราชทรงคิดว่า ดาบสต้องการตำแหน่งท้าวสักกะหนอแล จึงส่งเทพกัญญานามว่า อลัมพุสา ด้วยเทพบัญชาว่าเธอจงมาทำลายตบะของดาบส. เทพกัญญานั้นไปแล้วในที่นั้น. ดาบสเห็นเทพกัญญาในวันแรก ก็หลีกไปสู่บรรณศาลา.

ในวันที่สอง ดาบสถูกนิวรณ์คือกามฉันทะกลุ้มรุม จึงจับมือเทพกัญญานั้น. ดาบสนั้นถูกต้องทิพยสัมผัสนั้น ก็สิ้นสัญญา ต่อเมื่อล่วงไปสามปี จึงกลับได้สัญญา. เขาเห็นมิคสิงคิดาบสนั้นแล้วมีความเห็นแน่วแน่สำคัญว่า ออกจากนิโรธโดยล่วงไปสามปี จึงกล่าวอย่างนั้น.

คนที่สามปฏิเสธคำกล่าวของคนที่สองนั้น มุ่งถึงการประกอบอาถรรพณ์ จึงกล่าวว่าสวมใส่บ้าง พรากออกบ้าง ดังนี้.

ได้ยินว่า พวกอาถรรพณ์ประกอบอาถรรพณ์ กระทำสัตว์แสดงเหมือนศีรษะขาดมือขาดและเหมือนตายแล้ว. เขาเห็นสัตว์นั้นเป็นปกติอีก จึงมีความเห็นแน่วแน่ว่า สัตว์นี้ออกจากนิโรธ จึงกล่าวอย่างนั้น.

คนที่สี่คัดค้านคนที่สามมุ่งถึงการเมาและการหลับใหลของนางยักษ์ทาสีทั้งหลาย จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ดูก่อนผู้เจริญ ก็เทวดาทั้งหลายมีอยู่ ดังนี้.

ได้ยินว่า พวกนางยักษ์ทาสีทำการบำรุงเทวดาตลอดทั้งคืน ฟ้อนรำ ร้องเพลงในวันอรุณขึ้น ก็ดื่มสุราถาดหนึ่ง กลิ้งไปมาหลับแล้วตื่นในกลางวัน. เขาเห็นเหตุการณ์นั้นก็มีความเห็นแน่วแน่สำคัญว่า ในเวลาหลับประกอบด้วยนิโรธ ในเวลาตื่นออกจากนิโรธ ดังนี้ จึงกล่าวอย่างนั้น.

ก็โปฏฐปาทปริพาชกนี้เป็นชาติบัณฑิต ด้วยเหตุนั้น เขามีความเดือดร้อนเพราะฟังกถานี้ กถาของพวกนั้นเป็นเหมือนถ้อยคำของแพะใบ้ ย่อมถึงนิโรธสี่นั่น และธรรมดานิโรธนี้พึงมีอย่างเดียว ไม่พึงมีมากแม้นิโรธนั้นพึงเป็นอย่างอื่นอย่างเดียวเท่านั้น ก็เขาอันคนอื่นไม่อาจจะให้รู้ได้ นอกจากพระสัพพัญญู จึงระลึกถึงพระทศพลเท่านั้นว่า ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจักมีในที่นี้ ก็จักกระทำนิโรธให้ปรากฏในวันนี้ทีเดียวเหมือนตามประทีปตั้งพันดวงให้โชติช่วงชัชวาลว่า นี้นิโรธ นี้มิใช่นิโรธ เพราะฉะนั้น จึงทูลคำเป็นต้นว่า สติของข้าพระองค์นั้น พระเจ้าข้า.

ในบทเหล่านั้น คำว่า อโห นูน ทั้งสองเป็นนิบาตลงในอรรถว่าระลึกถึง. ด้วยเหตุนั้น เขาเมื่อระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงมีสติอย่างนี้ว่า น่าเลื่อมใสจริงหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้า น่าเลื่อมใสจริงหนอ พระสุคต.

ในบทว่า โย อิเมสํ นั่นมีอธิบายอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ทรงฉลาดดี คือฉลาดด้วยดี เฉียบแหลม เฉลียวฉลาดในนิโรธธรรมเหล่านั้น โอหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นพึงตรัส โอหนอ พระสุคตพระองค์นั้นพึงตรัส.

บทว่า ปกตญฺญู ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าทรงรู้ปกติ คือสภาพ เพราะความที่พระองค์ทรงฉลาดเป็นเนืองนิตย์ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า ปกตัญญู ทรงรู้ช่ำชอง.

ปริพาชกเมื่อจะทูลขอว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ไม่รู้ พระองค์ทรงรู้ โปรดตรัสบอกแก่ข้าพระองค์เถิด จึงกล่าวคำนี้ว่า ก็อภิสัญญานิโรธเป็นไฉนหนอ พระเจ้าข้า.

อเหตุกสญฺญุปฺปาทนิโรธกถาวณฺณนา

ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดง จึงตรัสว่า ตตฺร โปฏฺฐปาท เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺร ความว่า ในสมณพราหมณ์เหล่านั้น. บทว่า อาทิโต ว เตสํ อปรทฺธํ ความว่า ความเห็นของพวกนั้นผิดแต่ต้นทีเดียว. ท่านแสดงว่า ผิดพลาดในท่ามกลางเรือนทีเดียว.

เหตุก็ดี ปัจจัยก็ดี ในบทนี้ว่า สเหตุสปฺปจฺจยา เป็นชื่อของเหตุการณ์นั้นเทียว. ความว่า มีการณ์. ก็เมื่อจะทรงแสดงการณ์นั้น จึงตรัสว่า สิกฺขา เอกา.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สิกฺขา เอกา สญฺญา อุปฺปชฺชติ ความว่า สัญญาบางอย่างย่อมเกิดขึ้นเพราะศึกษา.

บทว่า กา จ สิกฺขาติ ภควา อโวจ ความว่า ก็สิกขานั้นเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสด้วยอำนาจการถาม เพราะมีพระประสงค์จะให้สิกขานั้นพิสดาร.

อนึ่ง เพราะสิกขามีสามประการคือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงสิกขาเหล่านั้น จึงทรงตั้งตันติธรรมจำเดิมแต่การเสด็จอุบัติของพระพุทธเจ้า เพื่อทรงแสดงนิโรธเกิดขึ้นอย่างมีเหตุเพราะสัญญา จึงตรัสว่าดูก่อนโปฏฐปาทะ พระตถาคตอุบัติขึ้นโลกนี้เป็นต้น.

บรรดาสิกขาทั้งสามนั้น สิกขาสองอย่างนี้คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา เท่านั้น มาโดยย่อ. ส่วนสิกขาที่สามพึงทราบว่ามาแล้ว เพราะเป็นสิกขาที่เกี่ยวเนื่องด้วยอำนาจแห่งสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะในพระบาลีนี้ว่า ดูก่อนโปฏฐปาทะ ธรรมโดยส่วนเดียวอันเราแสดงแล้วว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ดังนี้แล.

บทว่า กามสญฺญา ได้แก่ราคะอันระคนด้วยกามคุณห้าบ้าง กามราคะอันเกิดขึ้นไม่สม่ำเสมอบ้าง. ในสองอย่างนั้น ราคะอันระคนด้วยกามคุณห้า ย่อมถึงการกำจัดด้วยอนาคามิมรรค ส่วนกามราคะอันเกิดขึ้นไม่สม่ำเสมอย่อมเป็นไปในฐานะนี้เพราะฉะนั้น บทว่า ตสฺส ยา ปุริมา กามสญฺญา จึงมีอรรถว่า สัญญาใดของภิกษุนั้นผู้ประกอบพร้อมด้วยปฐมฌานพึงเรียกว่า สัญญาเกี่ยวด้วยกามมีในก่อน เพราะเป็นเช่นกับกามสัญญาที่เคยเกิดในกาลก่อน สัญญานั้นย่อมดับ และที่ไม่เกิดแล้ว ก็ย่อมไม่เกิด.

บทว่า วิเวกชปีติสุขสุขุมสจฺจสญฺญา ตสฺมึ สมเย โหติ ความว่า สัญญาอันละเอียด กล่าวคือมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกในสมัยปฐมฌานนั้นเป็นสัจจะ คือมีจริง.

อนึ่ง สัญญานั้นอันละเอียดด้วยสามารถละองค์อันหยาบมีกามฉันทะเป็นต้น และชื่อว่าเป็นสัจจะ เพราะเป็นของมีจริง เพราะฉะนั้น สัญญานั้นจึงเป็นสัญญาในสัจจะอันละเอียด สัญญาในสัจจะอันละเอียดที่สัมปยุตด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิเวกปีติสุขสุขุมสัจจสัญญา. สัญญานั้นของภิกษุมีอยู่ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้น จึงชื่อว่ามีสัญญาในสัจจะอันละเอียดมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก พึงเห็นอรรถในบทนั้นเพียงเท่านี้.

ในบททั้งปวงก็มีนัยเช่นนั้น.

ในบทว่า เอวํปิ สิกฺขา นั้น ความว่า เพราะภิกษุเข้าถึงและอธิษฐานปฐมฌานศึกษาอยู่ เพราะฉะนั้น ปฐมฌานนั้นเรียกว่า สิกขา เพราะเป็นกิจที่ควรศึกษาอย่างนี้ สัญญาในสัจจะอันละเอียดมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกบางอย่าง ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ ด้วยปฐมฌานกล่าวคือสิกขาแม้นั้น กามสัญญาบางอย่างย่อมดับ อย่างนี้.

บทว่า อยํ สิกฺขาติ ภควา อโวจ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า นี้ก็เป็นสิกขาอย่างหนึ่งคือ ปฐมฌาน.

พึงเห็นเนื้อความในบททั้งปวง โดยทำนองนั้น.

ก็เพราะการพิจารณาโดยองค์แห่งสมาบัติที่แปดย่อมมีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น ย่อมไม่มีแก่สาวกทั้งหลาย แม้เช่นกับพระสารีบุตร แต่การพิจารณาโดยรวมกลุ่มเท่านั้นย่อมมีแก่สาวกทั้งหลาย และการพิจารณาโดยองค์อย่างนี้ว่า สัญญา สัญญา นี้ได้ยกขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนโปฏฐปาทะ เพราะภิกษุ ฯลฯ ถึงยอดสัญญา ดังนี้ เพื่อทรงแสดงอากิญจัญญายตนสัญญาอันยอดเยี่ยมแท้ แล้วแสดงสัญญานั้นอีกว่ายอดสัญญา.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ยโตโข โปฏฺฐปาท ภิกขุ ความว่า ดูก่อนโปฏฐปาทะ ภิกษุชื่อใด. บทว่า อิธ สกสญฺญี โหติ ความว่า ภิกษุในพระศาสนานี้มีสกสัญญา. อีกประการหนึ่ง บาลีก็เป็นอย่างนี้ ความว่า ภิกษุมีสัญญาด้วยสัญญา ในปฐมฌานของตน.

บทว่า โส ตโต อมุตฺร ตโต อมุตฺร ความว่า ภิกษุนั้นมีสกสัญญาด้วยฌานสัญญานั้นๆ อย่างนี้ คือออกจากปฐมฌานนั้นแล้ว มีสัญญาในทุติยฌานโน้น ออกจากทุติยฌานนั้นแล้ว มีสัญญาในตติยฌานโน้น โดยลำดับไปถึงยอดสัญญา. อากิญจัญญายตนะ เรียกว่าสัญญัคคะยอดสัญญา.

เพราะเหตุอะไร.

เพราะเป็นองค์ที่สุดแห่งสมาบัติที่มีหน้าที่ทำกิจอันเป็นโลกีย์. ก็ภิกษุตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว ย่อมเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติบ้าง นิโรธสมาบัติบ้าง. อากิญจัญญายตนสัญญานั้นเรียกว่า ยอดสัญญา เพราะเป็นองค์ที่สุดแห่งสมาบัติที่มีหน้าที่ทำกิจอันเป็นโลกีย์ ด้วยประการฉะนี้. ความว่า พระภิกษุถึงคือบรรลุยอดสัญญานั้น.

บัดนี้ เพื่อทรงแสดงอภิสัญญานิโรธ จึงตรัสว่า เมื่อเธอตั้งอยู่ในยอดสัญญาเป็นต้น. ในบทเหล่านั้นความว่า ภิกษุเข้าถึงฌานในสองบทว่า เราพึงจำนง เราพึงมุ่งหวัง ชื่อว่าย่อมคิด คือให้สำเร็จบ่อยๆ. ภิกษุกระทำความใคร่ เพื่อประโยชน์แก่สมาบัติชั้นสูงขึ้นไป ชื่อว่า พึงมุ่งหวัง.

บทว่า อิมา จ เม สญฺญา นิรุชฺเฌยฺยุํ ความว่า อากิญจัญญายตนสัญญานี้ พึงดับ.

บทว่า อญฺญา จ โอฬาริกา ความว่า และภวังคสัญญา อันหยาบอย่างอื่นพึงเกิดขึ้น. ในบทนี้ว่า เธอจึงไม่จำนงด้วยทั้งไม่มุ่งหวังด้วย ภิกษุนั้นเมื่อจำนง ชื่อว่าไม่จำนง เมื่อมุ่งหวัง ชื่อว่าไม่มุ่งหวังแน่แท้ การพิจารณาโดยผูกใจว่า เราออกจากอากิญจัญญายตนแล้ว เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตน ตั้งอยู่ชั่ววาระจิตหนึ่งสอง ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนี้ แต่ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่นิโรธสมาบัติชั้นสูงเท่านั้น.

เนื้อความนี้นั้น พึงแสดงด้วยการมองดูเรือนของบุตร.

ได้ยินว่า พระเถระถามภิกษุหนุ่มผู้ไปโดยท่ามกลางเรือนของบิดาแล้ว นำเอาโภชนะอันประณีตจากเรือนของบุตรในภายหลังมาสู่อาสนศาลาว่า บิณฑบาตซึ่งน่าพอใจอันเธอนำมาจากที่ไหน. เธอจึงบอกเรือนที่ได้โภชนะว่าจากเรือนคนโน้น. ก็เธอไปแล้วก็ดี มาแล้วก็ดี โดยท่ามกลางเรือนบิดาใด แม้ความผูกใจของเธอในท่ามกลางเรือนนั้น ย่อมไม่มี.

ในเรื่องนั้น พึงเห็นอากิญจัญญายตนสมาบัติ เหมือนอาสนศาลา. เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเหมือนเรือนของบิดา นิโรธสมาบัติเหมือนเรือนของบุตร การที่ไม่พิจารณาโดยแยบคายว่า เราออกจากอากิญจัญญายตนแล้ว เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนจักตั้งอยู่ชั่ววาระจิตหนึ่งสองแล้วมนสิการ เพื่อประโยชน์แก่นิโรธสมาบัติชั้นสูงเท่านั้น เปรียบเหมือนการยืนอยู่ในอาสนศาลา ไม่สนใจถึงเรือนของบิดาแล้วบอกเรือนของบุตรฉะนั้น. ภิกษุนั้น เมื่อจำนงก็ชื่อว่าย่อมไม่จำนง เมื่อมุ่งหวังก็ชื่อว่าย่อมไม่มุ่งหวัง ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า ตา เจว สญฺญา ความว่า ฌานสัญญานั้นย่อมดับ. บทว่า อญฺญา จ ความว่า ทั้งภวังคสัญญาอย่างหยาบอื่น ย่อมไม่เกิดขึ้น. บทว่า โส นิโรธํ ผุสติ ความว่า ภิกษุนั้นปฏิบัติอย่างนี้ ย่อมถึง คือย่อมได้ ย่อมได้รับสัญญาเวทยิตนิโรธ. คำว่า อภิ ในบทว่า อนุปุพฺพาภิสญฺญานิโรธสมฺปชานสมาปตฺตนั้น เป็นเพียงอุปสรรค. บทว่า สมฺปชาน ได้กล่าวไว้ในระหว่างนิโรธบท. ก็ในบทว่า สมฺปชานสญฺญานิโรธสมาปตฺติ นั้นมีเนื้อความตามลำดับดังนี้. แม้ในบทนั้น บทว่า สมฺปชานสญฺญานิโรธสมาปตฺติ มีอรรถพิเศษอย่างนี้ว่า สัญญานิโรธสมาบัติในที่สุด ย่อมมีแก่ภิกษุผู้รู้ตัวอยู่ หรือแก่ภิกษุผู้เป็นบัณฑิตรู้ตัวอยู่. บัดนี้ ท่านที่อยู่ในที่นี้ พึงแสดงนิโรธสมาบัติกถา.

ก็นิโรธสมาบัติกถานี้นั้น ได้แสดงไว้แล้วในหัวข้อว่าด้วยอานิสงส์แห่งการเจริญปัญญา ในวิสุทธิมรรคโดยอาการทั้งปวง. เพราะฉะนั้น พึงถือเอาจากที่กล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนิโรธกถาแก่โปฏฐปาทปริพาชกอย่างนี้แล้ว ต่อมาเพื่อให้โปฏฐปาทปริพาชกนั้นรับรู้ถึงกถาเช่นนั้นไม่มีในที่อื่น จึงตรัสว่า เธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนเป็นต้น.

ฝ่ายปริพาชกเมื่อจะทูลรับรู้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในวันนี้ นอกจากกถาของพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่เคยได้ฟังกถาเห็นปานนี้เลย จึงทูลว่า หามิได้ พระเจ้าข้า. เมื่อจะแสดงถึงความที่กถาของพระผู้มีพระภาคเจ้าตนได้เรียนโดยเคารพอีก จึงทูลว่า ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงธรรมด้วยอาการอย่างนี้แล เป็นต้น.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงอนุญาตแก่ปริพาชกนั้นว่า เธอจงรับไว้ด้วยดีเถิด จึงตรัสว่า อย่างนั้น โปฏฐปาทะ.

ครั้งนั้น ปริพาชกคิดว่า อากิญจัญญายตนะอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ายอดสัญญา อากิญจัญญายตนะเท่านั้นหนอแล เป็นยอดสัญญา หรือว่า ยังมียอดสัญญาแม้ในสมาบัติที่เหลืออีก เมื่อจะทูลถามอรรถนั้น จึงทูลว่า อย่างเดียวเท่านั้นหรือหนอแล เป็นต้น. ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้คำถามของปริพาชกนั้นแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุถูปิ ได้แก่ มากก็มี.

บทว่า ยถา ยถา โข โปฏฺฐปาท นิโรธํ ผุสติ ความว่า ด้วยกสิณใดๆ ในบรรดากสิณทั้งหลายมีปฐวีกสิณเป็นต้น หรือด้วยฌานใดๆ บรรดาฌานทั้งหลายมีปฐมฌานเป็นต้น. ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ก็ถ้าภิกษุเข้าถึงปฐวีกสิณสมาบัติด้วยปฐวีกสิณเป็นเหตุเพียงครั้งเดียว ย่อมถึงสัญญานิโรธอันก่อน ยอดสัญญาก็มีอันเดียว ถ้าเข้าถึงสองครั้ง สามครั้ง ร้อยครั้ง พันครั้ง หรือแสนครั้ง ก็ย่อมถึงสัญญานิโรธอันก่อน ยอดสัญญาก็มีถึงแสน. ในกสิณที่เหลือทั้งหลายก็มีนัยเช่นเดียวกัน. แม้ในฌานทั้งหลาย ถ้าเข้าถึงสัญญานิโรธอันก่อนด้วยปฐมฌานเป็นเหตุเพียงครั้งเดียว ยอดสัญญาก็มีอย่างเดียว ถ้าเข้าถึงสัญญานิโรธอันก่อนสองครั้ง สามครั้ง ร้อยครั้ง พันครั้ง หรือแสนครั้ง ยอดสัญญาก็จะมีถึงแสน. ในฌานสมาบัติที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้. ยอดสัญญาย่อมมีหนึ่ง ด้วยอำนาจการเข้าถึงเพียงครั้งเดียว หรือเพราะสงเคราะห์วารแม้ทั้งปวงด้วยลักษณะแห่งการรู้จำ. ยอดสัญญาย่อมมีมากด้วยสามารถการเข้าถึงบ่อยๆ.

บทว่า สญฺญา นุโข ภนฺเต ความว่า ปริพาชกทูลถามว่า สัญญาของภิกษุผู้เข้าถึงนิโรธ ย่อมเกิดขึ้นก่อนหรือพระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์แก่ปริพาชกนั้นว่า สัญญาแลเกิดก่อน โปฏฐปาทะ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สญฺญา ได้แก่ฌานสัญญา. บทว่า ญาณํ ได้แก่ วิปัสสนาญาณ. อีกนัย. บทว่า สญฺญา ได้แก่ วิปัสสนา. บทว่า ญาณํ ได้แก่ มรรคสัญญา. อีกนัย บทว่า สญฺญา ได้แก่ มรรคสัญญา. บทว่า ญาณํ ได้แก่ ผลญาณ.

ก็พระมหาสิวเถระผู้ทรงไตรปิฎกกล่าวว่า ภิกษุเหล่านี้พูดอะไรกัน โปฏฐปาทะได้ทูลถามนิโรธกะพระผู้มีพระภาคเจ้ามาแล้วบัดนี้ เมื่อจะทูลถามถึงการออกจากนิโรธ จึงทูลว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อภิกษุออกจากนิโรธ อรหัตตผลสัญญาเกิดก่อน หรือว่าปัจจเวกขณญาณเกิดก่อนลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ปริพาชกนั้นว่า ผลสัญญาเกิดก่อน ปัจจเวกขณญาณเกิดทีหลัง เพราะฉะนั้น สัญญาแลเกิดก่อน โปฏฐปาทะ ดังนี้เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สญฺญุปฺปาทา ความว่า ความเกิดขึ้นแห่งปัจจเวกขณญาณย่อมมีอย่างนี้ว่า เพราะอรหัตตผลสัญญาเกิดขึ้น อรหัตตผลนี้จึงเกิดทีหลัง. บทว่า อิทปฺปจฺจยา กิร เม ความว่า นัยว่า ปัจจเวกขณญาณได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เพราะผลสมาธิสัญญาเป็นปัจจัย.

บัดนี้ สุกรบ้านถูกให้อาบในน้ำหอม ลูบไล้ด้วยเครื่องหอม ประดับประดาพวงมาลา แม้ยกให้นอนบนที่นอนอันเป็นสิริ ก็ไม่ได้ความสุข ปล่อยให้ไปสู่สถานคูถโดยเร็ว ย่อมได้ความสุขฉันใด ปริพาชกก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าให้อาบ ลูบไล้ ประดับประดาด้วยเทศนาที่ประกอบด้วยไตรลักษณ์อันละเอียดสุขุมบ้าง ยกขึ้นสู่ที่นอนอันเป็นสิริคือนิโรธกถา เมื่อไม่ได้ความสุขในนิโรธกถานั้น ถือเอาลัทธิของตนเช่นเดียวกับสถานคูถ เมื่อจะทูลอรรถนั้นเทียว จึงทูลว่า พระเจ้าข้า สัญญาหนอแลเป็นตนของบุรุษ ดังนี้เป็นต้น

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือมติเล็กน้อยของปริพาชกนั้น มีพระประสงค์จะพยากรณ์ จึงตรัสว่า ก็เธอปรารถนาตนอย่างไร เป็นต้น. โดยที่ปริพาชกนั้น เป็นผู้มีลัทธิอย่างนี้ว่า ตนไม่มีรูป จึงคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฉลาดดีในการแสดงพระองค์คงไม่กำจัดลัทธิของเราตั้งแต่ต้นเทียว เมื่อจะนำลัทธิของตน จึงทูลว่า อันหยาบแลเป็นต้น. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงโทษในลัทธินั้นแก่ปริพาชกนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ก็ตนของเธอหยาบ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ สนฺตํ ความว่า ครั้นเมื่อเป็นอย่างนั้น.

จริงอยู่ คำนั้นเป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ.

อีกอย่างหนึ่งในบทนี้ว่า ครั้นเมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อเธอปรารถนาตนมีอรรถดังนี้. ท่านกล่าวว่า ก็เพราะความที่ขันธ์ ๔ เกิดพร้อมกับดับพร้อมกัน สัญญาใดเกิด สัญญานั้นดับ ก็เพราะอาศัยกันและกัน สัญญาอื่นเกิด และสัญญาอื่นดับ.

บัดนี้ ปริพาชกเมื่อจะแสดงลัทธิอื่น จึงกล่าวคำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาตนอันสำเร็จด้วยใจแล ดังนี้เป็นต้น ครั้นแม้ในลัทธินั้นให้โทษแล้ว ถือลัทธิอื่น ละลัทธิอื่นเมื่อจะกล่าวลัทธิของตนในบัดนี้ จึงทูลว่า ไม่มีรูปแล ดังนี้เป็นต้น เหมือนคนบ้าถือสัญญาอื่น สละสัญญาอื่นตราบเท่าที่สัญญาของเขาไม่ตั้งมั่น แต่จะกล่าวคำที่ควรกล่าวในกาลที่มีสัญญาตั้งมั่น. ในลัทธิแม้นั้น เพราะเขาปรารถนาความเกิดและความดับแห่งสัญญา แต่สำคัญตนว่าเที่ยง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงโทษแก่ปริพาชกอย่างนั้น จึงตรัสว่า ครั้นเป็นอย่างนั้น เป็นต้น.

ลำดับนั้น ปริพาชกไม่รู้ตนต่างๆ นั้นแม้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เพราะความที่ตนถูกความเห็นผิดครอบงำ จึงทูลว่า ก็ข้าพระองค์อาจทราบได้หรือไม่ว่า สัญญาเป็นตนของบุรุษ หรือสัญญาก็อย่างหนึ่ง ตนก็อย่างหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น.

ลำดับนั้น เพราะปริพาชกนั้นแม้เห็นอยู่ซึ่งความเกิดและความดับแห่งสัญญา จึงสำคัญตน อันสำเร็จด้วยสัญญาเป็นของเที่ยงทีเดียว เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำว่า รู้ได้ยาก เป็นต้นแก่ปริพาชกนั้น.

ในบทนั้น เนื้อความโดยย่อดังนี้.

เธอมีทิฏฐิเป็นอย่างอื่น มีขันติเป็นอย่างอื่น มีความชอบใจเป็นอย่างอื่น มีทัสนะเป็นไปโดยประการอื่น และทัสนะอย่างอื่น ควรแก่เธอ และพอใจแก่เธอ มีความพยายามในลัทธิอื่น มีอาจารย์ในลัทธิอื่น เพราะความที่ประกอบความขวนขวายปฏิบัติอย่างอื่น คือความเป็นอาจารย์ในลัทธิเดียรถีย์อย่างอื่น ด้วยเหตุนั้น ข้อที่ว่า สัญญาเป็นตนของบุรุษ หรือสัญญาก็อย่างหนึ่ง ตนก็อย่างหนึ่ง ดังนั้นนั่น อันเธอผู้มีทิฏฐิอย่างอื่นมีขันติเป็นอย่างอื่น มีความชอบใจเป็นอย่างอื่น มีความพยายามในลัทธิอื่น มีอาจารย์ในลัทธิอื่น รู้ได้ยากนัก.

ลำดับนั้น ปริพาชกคิดว่า สัญญาเป็นตนของบุรุษ หรือว่า สัญญาเป็นอย่างอื่น เราจักทูลถามถึงความที่ตนนั้นเป็นของเที่ยงเป็นต้นนั่น จึงทูลอีกว่า กึ ปน ภนฺเต เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลโก ความว่า ปริพาชกกล่าวหมายถึงตน.

บทว่า น เหตํ โปฏฺฐปาท อตฺถสญฺหิตํ ความว่า ดูก่อนโปฏฐปาทะ ข้อนั่นอิงทิฏฐิ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ในโลกนี้หรือในโลกอื่น ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ตนและประโยชน์คนอื่น.

บทว่า น ธมฺมสญฺหิตํ ความว่า ไม่ประกอบด้วยโลกุตตรธรรมเก้า.

บทว่า น อาทิพฺรหฺมจริยกํ ความว่า ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ในศาสนา กล่าวคือไตรสิกขา ทั้งไม่เป็นอธิสีลสิกขาด้วย.

บทว่า น นิพฺพิทาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏ. บทว่า น วิราคาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งการสำรอกวัฏ. บทว่า น นิโรธาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งการกระทำการดับวัฏ. บทว่า น อุปสมาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการสงบระงับวัฏ. บทว่า น อภิญฺญาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อรู้แจ้งซึ่งวัฏ คือ เพื่อกระทำให้ประจักษ์. บทว่า น สมฺโพธาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่การรู้ชอบซึ่งวัฏ. บทว่า น นิพฺพานาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อกระทำให้ประจักษ์ ซึ่งอมตมหานิพพาน.

ในบทว่า นี้ทุกข์ เป็นต้น มีอรรถว่า ขันธ์ห้าอันเป็นไปในภูมิสาม เว้นตัณหา เราพยากรณ์ว่าทุกข์. ตัณหาอันมีขันธ์ห้านั้นเป็นปัจจัย เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์นั้น เราพยากรณ์ว่าทุกขสมุทัย. ความไม่เป็นไปแห่งขันธ์และตัณหาทั้งสองนั้น เราพยากรณ์ว่า ทุกขนิโรธ. มรรคมีองค์แปดอันประเสริฐ เราพยากรณ์ว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสดังนี้แล้ว ทรงดำริว่า ชื่อว่าความปรากฏแห่งมรรคหรือการกระทำให้แจ้งซึ่งผล ไม่มีแก่ปริพาชกนี้ และเป็นเวลาภิกษาจารของเราแล้ว จึงทรงนิ่งเสีย. ฝ่ายปริพาชกรู้พระอาการนั้นเหมือนจะทูลบอกถึงการเสด็จไปของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทูลว่า เอวเมตํ เป็นต้น.

บทว่า วาจาย สนฺนิปโตทเกน ความว่า ด้วยปฏักคือ ถ้อยคำ.

บทว่า สญฺชมฺภริมภํสุ ความว่า ได้ทำการเสียดแทงโปฏฐปาทปริพาชกโดยรอบ คือกระทบเนืองนิตย์. ท่านกล่าวว่า เสียดแทงเบื้องบน.

บทว่า ภูตํ ความว่า มีอยู่โดยสภาพ.

บทว่า ตจฺฉํ ตถํ เป็นไวพจน์ของบทนั้นแล.

บทว่า ธมฺมฏฺฐิตตํ ความว่า สภาพตั้งอยู่ในโลกุตตรธรรมเก้า.

บทว่า ธมฺมนิยามตํ ความว่า แน่นอนถูกต้องตามทำนองคลองโลกุตตรธรรม. จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่ากถาที่พ้นจากสัจจะทั้งสี่ ย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น กถาจึงเป็นเช่นนี้.

จิตฺตหตฺถิสาริปุตฺตโปฏฺฐปาทวตฺถุวณฺณนา

บทว่า จิตฺโต จ หตฺถิสาริปุตฺโต ความว่า ได้ยินว่า จิตต์หัตถิสารีบุตรนั้นเป็นบุตรของควาญช้างในกรุงสาวัตถี บวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า เล่าเรียนไตรปิฎก เป็นผู้ฉลาดในระหว่างแห่งอรรถทั้งหลายอันละเอียด. แต่บวชแล้วสึกเป็นคฤหัสถ์ถึงเจ็ดครั้ง ด้วยอำนาจแห่งบาปกรรมที่เคยกระทำไว้ในกาลก่อน.

ได้ยินว่า ในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ยังมีสหายสองคนพร้อมเพรียงกันสาธยายร่วมกัน.

ในสหายทั้งสองนั้น สหายคนหนึ่งไม่ความยินดี ยังจิตให้เกิดขึ้นในความเป็นคฤหัสถ์ จึงกล่าวแก่สหายอีกคน. สหายคนหนึ่งนั้นแสดงโทษในความเป็นคฤหัสถ์และอานิสงส์แห่งบรรพชา สั่งสอนเธอ. สหายคนแรกนั้นฟังสหายอีกคนนั้นแล้วยินดีในวันหนึ่งอีก

ครั้นจิตเช่นนั้นเกิดขึ้นแล้ว จึงบอกกะเพื่อนว่า ท่านผู้มีอายุ จิตเห็นปานนั้นเกิดขึ้นแก่ผม ผมจักให้บาตรและจีวรนี้แก่ท่าน. สหายอีกคนนั้น เพราะมีความโลภในบาตรและจีวร จึงแสดงอานิสงส์ในความเป็นคฤหัสถ์ แสดงโทษแห่งบรรพชาอย่างเดียว. ครั้งนั้น เพราะความที่เขาฟังเพื่อนแล้วเป็นคฤหัสถ์ จิตก็เบื่อหน่ายยินดีในบรรพชาอย่างเดียว. เธอนั้นได้สึกถึงหกครั้งในบัดนี้ เพราะความที่เธอแสดงอานิสงส์ในความเป็นคฤหัสถ์แก่ภิกษุผู้มีศีลในกาลนั้นแล้วบวชในครั้งที่ ๗ ได้โต้แย้งสอดขึ้นในระหว่างที่พระมหาโมคคัลลานะและพระมหาโกฏฐิตเถระกล่าวอภิธรรมกถา.

ลำดับนั้น พระมหาโกฏฐิตเถระจึงได้รุกรานติเตียนเธอ. เธอเมื่อไม่อาจเพื่อดำรงอยู่ในวาทะที่มหาสาวกกล่าวได้จึงได้สึกเป็นฆราวาส. ก็เธอผู้นี้เป็นเพื่อนคฤหัสถ์ของโปฏฐปาทปริพาชก เพราะฉะนั้น จึงสึกไปสู่สำนักของโปฏฐปาทปริพาชกโดยล่วงไปสองสามวัน.

ต่อมา โปฏฐปาทะนั้นเห็นเขาแล้ว จึงพูดว่า แน่ะเพื่อน ท่านทำอะไร ท่านจึงหลีกออกจากศาสนาของพระศาสดาเห็นปานนี้ จงมา ท่านสมควรบวชในบัดนี้ พาเขาไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงกล่าวว่า จิตตหัตถีสารีบุตรและโปฏฐปาทปริพาชก ดังนี้.

บทว่า อนฺธา ความว่า เพราะความที่จักษุคือปัญญาไม่มี. ชื่อว่าไม่มีจักษุ เพราะไม่มีจักษุคือปัญญานั้น. บทว่า ตฺวญฺเจว เนสํ เอโก จกฺขุมา ความว่า มีจักษุคือปัญญาสักว่ารู้สุภาษิตและทุพภาสิต. บทว่า เอกํสิกา ความว่า ส่วนหนึ่ง. บทว่า ปญฺญตฺตา ความว่า ตั้งแล้ว. บทว่า อเนกํสิกา ความว่า ไม่ใช่ส่วนเดียว. อธิบายว่า ไม่ได้ตรัสว่าเที่ยง หรือว่าไม่เที่ยงโดยส่วนเดียว.

เอกํสิกธมฺมวณฺณนา

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภคำว่า สนฺติ โปฏฐปาท นี้ เพราะเหตุไร. เพื่อทรงแสดงถึงบัญญัติที่สุดอันเจ้าพาเหียรทั้งหลายบัญญัติไว้ ไม่เป็นเครื่องให้ออกจากทุกข์ได้. เดียรถีย์แม้ทั้งปวงย่อมบัญญัติที่สุดด้วยอำนาจว่า โลกมีที่สุดเป็นต้นในลัทธิของตนๆ เหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติอมตนิพพานฉะนั้น. ก็บัญญัติที่สุดนั้น ไม่เป็นที่นำออกจากทุกข์ได้ เป็นเพียงบัญญัติย่อมไม่นำออกจากทุกข์ ไม่ไป อันบัณฑิตทั้งหลายปฏิเสธเป็นไปกลับโดยประการอื่น เพื่อทรงแสดงบัญญัติที่สุดนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนี้.

ในบทเหล่านั้น บทนี้ว่า เอกนฺตสุขํ โลกํ ชานํ ปสฺสํ ความว่า ท่านทั้งหลาย เมื่อรู้เห็นอย่างนี้ว่า ในทิศตะวันออก โลกมีสุขโดยส่วนเดียว หรือในทิศใดทิศหนึ่ง บรรดาทิศทั้งหลายมีทิศตะวันตกเป็นต้นอยู่เถิด วัตถุทั้งหลายมีทรวดทรงแห่งร่างกายเป็นต้นของมนุษย์ทั้งหลายในโลกนั้น ท่านทั้งหลายเคยเห็นแล้ว.

บทว่า อปฺปาฏิหิรีกตํ ความว่า ภาษิต ไร้ผล คือเว้นจากการแจ้งให้ทราบ ท่านกล่าวว่าเป็นที่ไม่นำออกจากทุกข์.

บทว่า ชนปทกลฺยาณี ความว่า ไม่เป็นเช่นกับหญิงทั้งหลายอื่นที่มีผิวพรรณทรวดทรงลีลาอากัปกิริยาเป็นต้นในชนบท.

ตโยอตฺตปฏิลาภวณฺณนา

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความที่บัญญัติที่สุด ในสมณพราหมณ์เหล่าอื่นไม่เป็นที่นำออกจากทุกข์อย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า ตโย โข เม โปฏฺฐปาท เป็นต้น เพื่อทรงแสดงความที่บัญญติของพระองค์เป็นธรรมนำออกจากทุกข์ได้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺตปฏฺลาโภ ความว่า การกลับได้อัตตภาพ. ก็ในบทว่า อตฺตปฏฺลาโภ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงภพ ๓ ด้วยการกลับได้อัตตภาพ ๓ อย่าง. ทรงแสดงกามภพตั้งแต่อวีจิ มีปรนิมมิตวสวัสดีเป็นที่สุดด้วยการกลับได้อัตตภาพที่หยาบ. ทรงแสดงรูปภพตั้งแต่ชั้นปฐมฌาน ถึงอกนิฏฐพรหมโลกเป็นที่สุด ด้วยการกลับได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ. ทรงแสดงอรูปภพตั้งแต่อากาสานัญจายตนพรหมโลกมีเนวสัญญานาสัญญายตนพรหมโลกเป็นที่สุด ด้วยการกลับได้อัตตภาพที่ไม่มีรูป.

อกุศลจิตตุปบาทสิบสองอย่าง ชื่อว่าสังกิเลสธรรม. สมถวิปัสสนา ชื่อว่าโวทานิยธรรม.

บทว่า ปญฺญาปาริปูรึ เวปุลฺลตฺตํ ความว่า ซึ่งความบริบูรณ์และความไพบูลย์แห่งมรรคปัญญาและผลปัญญา.

บทว่า ปามุชฺชํ ได้แก่ ปีติอย่างอ่อน.

บทว่า ปีติ ได้แก่ ความยินดีมีกำลัง ท่านกล่าวอย่างไร. ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ในบทที่ท่านกล่าวว่า กระทำแจ้งด้วยอภิญญาด้วยตนเอง จักเข้าถึงอยู่นั้น เมื่อภิกษุนั้นอยู่อย่างนี้ ก็จักมีความปราโมทย์ ปีติ ความสงบใจและกาย สติดำรงดี อุดมญาณและอยู่อย่างสุข และในบรรดาการอยู่ทั้งปวง การอยู่อย่างนี้นั้นเทียว สมควรกล่าวว่าเป็นสุข คือสงบแล้ว มีความหวานอย่างยิ่ง.

บรรดาฌานเหล่านั้น ในปฐมฌาน ย่อมได้ธรรมแม้หกอย่างมีความปราโมทย์เป็นต้น. ในทุติยฌาน ความปราโมทย์กล่าวคือ ปีติอย่างอ่อน ย่อมเป็นไป ย่อมได้ธรรมห้าอย่างที่เหลือ. ในตติยฌาน แม้ปีติย่อมเป็นไป ย่อมได้ธรรมสี่อย่างที่เหลือ. ในจตุตถฌานก็เหมือนกัน. ก็ในฌานเหล่านี้ ท่านกล่าวฌานที่เป็นบาทแห่งวิปัสสนาบริสุทธิ์เท่านั้นไว้ในสัมปสาทสูตร. กล่าววิปัสสนาพร้อมกับมรรคสี่ในปาสาทิกสูตร. กล่าวผลสมาบัติอันเกี่ยวกับจตุตถฌานในทสุตตรสูตร. ผลสมาบัติเกี่ยวกับทุติยฌานทำปราโมทย์ให้เป็นไวพจน์ของปีติ พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้แล้วในโปฏฐปาทสูตรนี้.

วา ศัพท์ในบทนี้ว่า อยํ วา โส เป็นอรรถลงในการทำให้แจ้ง. เราให้แจ่มแจ้งแล้วประกาศแล้วว่า นี้นั้น พึงพยากรณ์. ความว่า สมณพราหมณ์เหล่าอื่นถูกเราถามอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายรู้จักตนอันมีสุขโดยส่วนเดียวหรือ ก็จะกล่าวว่า ไม่รู้จักโดยประการใด เราจะไม่กล่าวโดยประการนั้น.

บทว่า สปฺปาฏิหิรีกตํ ความว่า ภาษิตจะมีการแจ้งให้ทราบ คือเป็นที่นำออกจากทุกข์.

บทว่า โมโฆ โหติ ความว่า เป็นของเปล่า. อธิบายว่า การได้อัตตภาพนั้น ย่อมไม่มีในสมัยนั้น.

บทว่า สจฺโจ โหติ ความว่า เป็นของมีจริง. อธิบายว่า การได้อัตตภาพนั้นเทียว เป็นของจริงในสมัยนั้น.

ก็ในข้อนี้ จิตต์บุตรควาญช้างนี้แสดงการได้อัตตภาพ ๓ อย่างเพราะความที่ตนไม่เป็นสัพพัญญู จึงไม่สามารถยกขึ้นอ้างว่าธรรมดา การได้อัตตภาพนั่นเป็นเพียงบัญญัติ จึงกล่าวเลี่ยงว่า การได้อัตตภาพเท่านั้น.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะแสดงแก่จิตต์บุตรควาญช้างนั้นว่า ก็ในข้อนี้ ธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น การได้อัตตภาพนั้นเป็นเพียงสักว่าชื่อ ครั้นธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้นนั้นๆ มีอยู่โวหารมีรูปปานนี้ ก็ย่อมมี เพื่อทรงจับเอาถ้อยคำของจิตต์บุตรควาญช้างนั่นแหละ เลี่ยงตรัสด้วยอำนาจแห่งนามบัญญัติจึงตรัสเป็นต้นว่า ดูก่อนจิตต์ ในสมัยใดๆ ก็ครั้นตรัสอย่างนั้นแล้ว เพื่อจะสอบถามนำไปจึงตรัสอีกว่า ถ้าสมณพราหมณ์ทั้งหลายพึงถามอย่างนั้นกะจิตต์บุตรควาญช้างนั้นเป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า โย เม อโหสิ ความว่า การได้อัตตภาพที่เป็นอดีต ของข้าพระองค์เป็นจริงในสมัยนั้น. ในบทว่า การได้อัตตภาพที่เป็นอนาคตเป็นโมฆะ ที่เป็นปัจจุบันก็เป็นโมฆะนั้นจิตต์บุตรควาญช้างแสดงเนื้อความนี้เพียงเท่านี้ว่า ธรรมทั้งหลายที่เป็นอดีต ย่อมไม่มีในปัจจุบันนี้ แต่ถึงอันนับว่า ได้มีแล้ว เพราะฉะนั้น การได้อัตตภาพของข้าพระองค์แม้นั้นจึงเป็นจริงในสมัยนั้นส่วนการได้อัตตภาพที่เป็นอนาคตก็เป็นโมฆะ ที่เป็นปัจจุบันก็เป็นโมฆะในสมัยนั้น เพราะธรรมทั้งหลายที่เป็นอนาคตและที่เป็นปัจจุบันไม่มีในเวลานั้น. เขารับรู้การได้อัตตภาพเพียงเป็นนามโดยอรรถอย่างนี้. แม้ในอนาคตและปัจจุบันก็มีนัยเช่นเดียวกัน.

____________________________

ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๓๓๑

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทรงเปรียบเทียบพยากรณ์ของพระองค์กับพยากรณ์ของจิตต์บุตรควาญช้างนั้น จึงตรัสว่า เอวเมว โข จิตฺต ดังนี้เป็นต้น เมื่อจะทรงแสดงอรรถนี้โดยอุปมาอีก จึงตรัสว่า เสยฺยถาปิ จิตฺต ควา ขีรํ เป็นต้น.

ในบทนั้น มีเนื้อความโดยย่อดังนี้

นมสดมีจากโค นมส้มเป็นต้นมีจากนมสดเป็นต้น ในข้อนี้ สมัยใดยังเป็นนมสดอยู่ สมัยนั้นก็ไม่ถึงซึ่งอันนับ คือ นิรุตติ์ นาม โวหารว่าเป็นนมส้ม หรือเป็นเนยใสเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเหตุอะไร เพราะไม่มีธรรมทั้งหลายที่ได้โวหารเป็นต้นว่านมส้ม แต่สมัยนั้นถึงซึ่งอันนับว่าเป็นนมสดอย่างเดียว เพราะเหตุไร เพราะมีธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นอันนับคือ นิรุตติ์ นาม โวหารว่า นมสด.

ในบททั้งปวงก็นัยนั้น.

บทว่า อิมา โข จิตฺต ความว่า ดูก่อนจิตต์ การได้อัตตภาพอันหยาบ การได้อัตตภาพอันสำเร็จแต่ใจ และการได้อัตตภาพอันไม่มีรูป เหล่านี้แล เป็นโลกสัญญา. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการได้อัตตภาพ ๓ อย่างเบื้องต่ำอย่างนี้ว่า เหล่านั้นเป็นเพียงชื่อในโลก เป็นเพียงสัญญา เหล่านั้นเป็นเพียงภาษาในโลกเป็นเพียงแนวคำพูด เป็นเพียงโวหาร เป็นเพียงนามบัญญัติ ดังนี้แล้ว บัดนี้จึงตรัสว่า นั้นทั้งหมด เป็นเพียงโวหาร. เพราะเหตุอะไร. เพราะโดยปรมัตถ์ไม่มีสัตว์ โลกนั้นสูญ ว่างเปล่า.

ก็กถาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีสองอย่างคือ สัมมติกถาและปรมัตถกถา.

ในกถาทั้งสองอย่างนั้น กถาว่า สัตว์ คน เทวดา พรหมเป็นต้น ชื่อว่าสัมมติกถา. กถาว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขันธ์ ธาตุ อายตนะ สติปัฏฐาน สัมมัปปธานเป็นต้น ชื่อว่าปรมัตถกถา.

ในกถาเหล่านั้น ผู้ใด ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สัตว์ คน เทวดาหรือพรหม ย่อมสามารถเพื่อรู้แจ้ง เพื่อแทงตลอด เพื่อนำออกจากทุกข์ เพื่อถือเอาซึ่งการจับธง คือพระอรหัตด้วยสัมมติเทศนา พระผู้มีพระภาคเจ้าก็จะตรัสว่าสัตว์ คน เทวดา หรือว่าพรหม เป็นเบื้องต้นแก่ผู้นั้น.

ผู้ใดฟังธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นต้นว่า อนิจจัง หรือทุกขัง ด้วยปรมัตถเทศนา ย่อมอาจเพื่อรู้แจ้ง เพื่อแทงตลอด เพื่อนำออกจากทุกข์ เพื่อถือเอาซึ่งการจับธง คือพระอรหัตพระผู้มีพระภาคเจ้าก็จะทรงแสดงธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นต้นว่า อนิจจัง หรือว่าทุกขังแก่ผู้นั้น. เพราะฉะนั้น จึงไม่แสดงปรมัตถกถาก่อน แม้แก่สัตว์ผู้จะรู้ด้วยสัมมติกถาแต่จะทรงให้รู้ด้วยสัมมติกถาแล้ว จึงทรงแสดงปรมัตถกถาในภายหลัง จะไม่ทรงแสดงสัมมติกถาก่อน แม้แก่สัตว์ผู้จะรู้ด้วยปรมัตถกถา แต่จะทรงแสดงให้รู้ด้วยปรมัตถกถาแล้ว จึงทรงแสดงสัมมติกถาในภายหลัง.

แต่โดยปกติ เมื่อทรงแสดงปรมัตถกถาก่อนเทียว เทศนาก็จะมีอาการหยาบ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงแสดงสัมมติกถาก่อนแล้ว จึงทรงแสดงปรมัตถกถาในภายหลัง แม้เมื่อจะทรงแสดงสัมมติกถา ก็จะทรงแสดงตามความเป็นจริงตามสภาพ ไม่เท็จ แม้เมื่อจะทรงแสดงปรมัตถกถา ก็ทรงแสดงตามความเป็นจริง ตามสภาพ ไม่เท็จ.

โบราณจารย์กล่าวคาถาไว้ว่า

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เมื่อจะตรัสก็ตรัสสัจจะ ๒ อย่างคือ

สัมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ จะไม่ได้สัจจะที่ ๓

สังเกตวจนะเป็นสัจจะ เป็นเหตุแห่งโลกสัมมติ

ปรมัตถวจนะเป็นสัจจะ เป็นลักษณะมีจริงแห่งธรรมทั้งหลายดังนี้.

บทว่า ยาหิ ตถาคโต โวหรติ อปรามสนฺโต ความว่า พระตถาคตทรงประมวลเทศนาว่า ชื่อว่าไม่ทรงเกี่ยวข้อง เพราะไม่มีความเกี่ยวข้องด้วยตัณหามานะและทิฏฐิ ตรัสด้วยโลกสมัญญา ด้วยโลกนิรุตติ ทรงจบเทศนาด้วยยอดคือพระอรหัต.

คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.

โปฏฐปาทสุตตวัณณนาในทีฆนิกายอรรถกถาชื่อสุมังคลวิลาสินี จบเพียงเท่านี้.

จบโปฏฐปาทสูตรที่ ๙ ------------------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา