อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา

สิกขาบทที่ ๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๓๑–๗๓๗พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 7 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 7 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 8 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

รตนวคฺคสฺส ปฐมสิกฺขาปทํ

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน ราชา ปเสนทิ โกสโล อุยฺยานปาลํ อาณาเปสิ คจฺฉ ภเณ อุยฺยานํ โสเธหิ อุยฺยานํ คมิสฺสามาติ ฯ เอวํ เทวาติ โข โส อุยฺยานปาโล รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส ปฏิสฺสุณิตฺวา อุยฺยานํ โสเธนฺโต อทฺทส ภควนฺตํ อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล นิสินฺนํ ทิสฺวาน เยน ราชา ปเสนทิ โกสโล เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ราชานํ ปเสนทึ โกสลํ เอตทโวจ สุทฺธํ เทว อุยฺยานํ อปิจ ภควา ตตฺถ นิสินฺโนติ ฯ โหตุ ภเณ มยํ ภควนฺตํ ปยิรุปาสิสฺสามาติ ฯ {๗๓๑.๑} อถโข ราชา ปเสนทิ โกสโล อุยฺยานํ คนฺตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร อุปาสโก ภควนฺตํ ปยิรุปาสนฺโต นิสินฺโน โหติ ฯ อทฺทสา โข ราชา ปเสนทิ โกสโล ตํ อุปาสกํ ภควนฺตํ ปยิรุปาสนฺตํ นิสินฺนํ ทิสฺวาน ภีโต อฏฺฐาสิ ฯ อถโข รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส เอตทโหสิ นารหตายํ ปุริโส ปาโป โหตุํ ยถา ภควนฺตํ ปยิรุปาสตีติ ฯ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ อถโข โส อุปาสโก ภควโต คารเวน ราชานํ ปเสนทึ โกสลํ เนว อภิวาเทสิ น ปจฺจุฏฺฐาสิ ฯ อถโข ราชา ปเสนทิ โกสโล อนตฺตมโน อโหสิ กถํ หิ นาม อยํ ปุริโส มยิ อาคเต เนว อภิวาเทสฺสติ น ปจฺจุฏฺเฐสฺสตีติ ฯ อถโข ภควา ราชานํ ปเสนทึ โกสลํ อนตฺตมนํ วิทิตฺวา ราชานํ ปเสนทึ โกสลํ เอตทโวจ เอโส โข มหาราช อุปาสโก พหุสฺสุโต อาคตาคโม กาเมสุ วีตราโคติ ฯ อถโข รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส เอตทโหสิ นารหตายํ อุปาสโก โอรโก โหตุํ ภควาปิ อิมสฺส วณฺณํ ภณตีติ ฯ ตํ อุปาสกํ เอตทโวจ วเทยฺยาสิ อุปาสก เยน อตฺโถติ ฯ สุฏฺฐุ เทวาติ ฯ อถโข ภควา ราชานํ ปเสนทึ โกสลํ ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสสิ สมาทเปสิ สมุตฺเตเชสิ สมฺปหํเสสิ ฯ อถโข ราชา ปเสนทิ โกสโล ภควตา ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺสิโต สมาทปิโต สมุตฺเตชิโต สมฺปหํสิโต อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ

เตน โข ปน สมเยน ราชา ปเสนทิ โกสโล อุปริปาสาทวรคโต โหติ ฯ อทฺทสา โข ราชา ปเสนทิ โกสโล ตํ อุปาสกํ รถิยาย ฉตฺตปาณึ คจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน ปกฺโกสาเปตฺวา เอตทโวจ ตฺวํ กิร อุปาสก พหุสฺสุโต อาคตาคโม สาธุ อุปาสก อมฺหากํ อิตฺถาคารํ ธมฺมํ วาเจหีติ ฯ ยมหํ เทว ชานามิ อยฺยานํ วาหสา อยฺยา ว เทวสฺส อิตฺถาคารํ ธมฺมํ วาเจสฺสนฺตีติ ฯ อถโข ราชา ปเสนทิ โกสโล สจฺจํ โข อุปาสโก อาหาติ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ราชา ปเสนทิ โกสโล ภควนฺตํ เอตทโวจ สาธุ ภนฺเต ภควา เอกํ ภิกฺขุํ อาณาเปตุ โย อมฺหากํ อิตฺถาคารํ ธมฺมํ วาเจสฺสตีติ ฯ อถโข ภควา ราชานํ ปเสนทึ โกสลํ ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสสิ สมาทเปสิ สมุตฺเตเชสิ สมฺปหํเสสิ ฯ อถโข ราชา ปเสนทิ โกสโล ภควตา ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺสิโต สมาทปิโต สมุตฺเตชิโต สมฺปหํสิโต อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ อถโข ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ เตนหานนฺท รญฺโญ อิตฺถาคารํ ธมฺมํ วาเจหีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปฏิสฺสุณิตฺวา กาเลน กาลํ ปวิสิตฺวา รญฺโญ อิตฺถาคารํ ธมฺมํ วาเจสิ ฯ อถโข อายสฺมา อานนฺโท ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ ฯ {๗๓๒.๑} เตน โข ปน สมเยน ราชา ปเสนทิ โกสโล มลฺลิกาย เทวิยา สทฺธึ สยนคโต โหติ ฯ อทฺทสา โข มลฺลิกา เทวี อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ ทูรโต ว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน สหสา วุฏฺฐาสิ ฯ ปีตกมฏฺฐํ ทุสฺสํ ปภสฺสิตฺถ ฯ อถโข อายสฺมา อานนฺโท ตโต ว ปฏินิวตฺติตฺวา อารามํ คนฺตฺวา ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อายสฺมา อานนฺโท ปุพฺเพ อปฺปฏิสํวิทิโต รญฺโญ อนฺเตปุรํ ปวิสิสฺสตีติ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ตฺวํ อานนฺท ปุพฺเพ อปฺปฏิสํวิทิโต รญฺโญ อนฺเตปุรํ ปวิสสีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ตฺวํ อานนฺท ปุพฺเพ อปฺปฏิสํวิทิโต รญฺโญ อนฺเตปุรํ ปวิสิสฺสสิ เนตํ อานนฺท อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ฯ

ทสยิเม ภิกฺขเว อาทีนวา ราชนฺเตปุรปฺปเวสเน ฯ กตเม ทส ฯ {๗๓๓.๑} อิธ ภิกฺขเว ราชา มเหสิยา สทฺธึ สยนคโต โหติ ฯ ตตฺถ ภิกฺขุ ปวิสติ ฯ มเหสี วา ภิกฺขุํ ทิสฺวา สิตํ ปาตุกโรติ ภิกฺขุ วา มเหสึ ทิสฺวา สิตํ ปาตุกโรติ ฯ ตตฺถ รญฺโญ เอวํ โหติ อทฺธา อิเมสํ กตํ วา กริสฺสนฺติ วาติ ฯ อยํ ภิกฺขเว ปฐโม อาทีนโว ราชนฺเตปุรปฺปเวสเน ฯ {๗๓๓.๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ราชา พหุกิจฺโจ พหุกรณีโย อญฺญตรํ อิตฺถึ คนฺตฺวา นสฺสรติ ฯ สา เตน คพฺภํ คณฺหาติ ฯ ตตฺถ รญฺโญ เอวํ โหติ น โข อิธ อญฺโญ โกจิ ปวิสติ อญฺญตฺร ปพฺพชิเตน สิยา นุ โข ปพฺพชิตสฺส กมฺมนฺติ ฯ อยํ ภิกฺขเว ทุติโย อาทีนโว ราชนฺเตปุรปฺปเวสเน ฯ {๗๓๓.๓} ปุน จปรํ ภิกฺขเว รญฺโญ อนฺเตปุเร อญฺญตรํ รตนํ นสฺสติ ฯ ตตฺถ รญฺโญ เอวํ โหติ น โข อิธ อญฺโญ โกจิ ปวิสติ อญฺญตฺร ปพฺพชิเตน สิยา นุ โข ปพฺพชิตสฺส กมฺมนฺติ ฯ อยํ ภิกฺขเว ตติโย อาทีนโว ราชนฺเตปุรปฺปเวสเน ฯ {๗๓๓.๔} ปุน จปรํ ภิกฺขเว รญฺโญ อนฺเตปุเร อพฺภนฺตรา คุยฺหมนฺตา พหิทฺธา สมฺเภทํ คจฺฉนฺติ ฯ ตตฺถ รญฺโญ เอวํ โหติ น โข อิธ อญฺโญ โกจิ ปวิสติ อญฺญตฺร ปพฺพชิเตน สิยา นุ โข ปพฺพชิตสฺส กมฺมนฺติ ฯ อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ อาทีนโว ราชนฺเตปุรปฺปเวสเน ฯ {๗๓๓.๕} ปุน จปรํ ภิกฺขเว รญฺโญ อนฺเตปุเร ปุตฺโต วา ปิตรํ ปตฺเถติ ปิตา วา ปุตฺตํ ปตฺเถติ ฯ เตสํ เอวํ โหติ น โข อิธ อญฺโญ โกจิ ปวิสติ อญฺญตฺร ปพฺพชิเตน สิยา นุ โข ปพฺพชิตสฺส กมฺมนฺติ ฯ อยํ ภิกฺขเว ปญฺจโม อาทีนโว ราชนฺเตปุรปฺปเวสเน ฯ {๗๓๓.๖} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ราชา นีจฏฺฐานิยํ อุจฺเจ ฐาเน ฐเปติ ฯ เยสนฺตํ อมนาปํ เตสํ เอวํ โหติ ราชา โข ปพฺพชิเตน สํสฏฺโฐ สิยา นุ โข ปพฺพชิตสฺส กมฺมนฺติ ฯ อยํ ภิกฺขเว ฉฏฺโฐ อาทีนโว ราชนฺเตปุรปฺปเวสเน ฯ {๗๓๓.๗} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ราชา อุจฺจฏฺฐานิยํ นีเจ ฐาเน ฐเปติ ฯ เยสนฺตํ อมนาปํ เตสํ เอวํ โหติ ราชา โข ปพฺพชิเตน สํสฏฺโฐ สิยา นุ โข ปพฺพชิตสฺส กมฺมนฺติ ฯ อยํ ภิกฺขเว สตฺตโม อาทีนโว ราชนฺเตปุรปฺปเวสเน ฯ {๗๓๓.๘} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ราชา อกาเล เสนํ อุยฺโยเชติ ฯ เยสนฺตํ อมนาปํ เตสํ เอวํ โหติ ราชา โข ปพฺพชิเตน สํสฏฺโฐ สิยา นุ โข ปพฺพชิตสฺส กมฺมนฺติ ฯ อยํ ภิกฺขเว อฏฺฐโม อาทีนโว ราชนฺเตปุรปฺปเวสเน ฯ {๗๓๓.๙} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ราชา กาเล เสนํ อุยฺโยเชตฺวา อนฺตรามคฺคโต นิวตฺตาเปติ ฯ เยสนฺตํ อมนาปํ เตสํ เอวํ โหติ ราชา โข ปพฺพชิเตน สํสฏฺโฐ สิยา นุ โข ปพฺพชิตสฺส กมฺมนฺติ ฯ อยํ ภิกฺขเว นวโม อาทีนโว ราชนฺเตปุรปฺปเวสเน ฯ {๗๓๓.๑๐} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ราชนฺเตปุรํ หตฺถิสมฺมทฺทํ อสฺสสมฺมทฺทํ รถสมฺมทฺทํ รชนิยานิ รูปสทฺทคนฺธรสโผฏฺฐพฺพานิ ยานิ น ปพฺพชิตสฺส สารุปฺปานิ ฯ อยํ โข ภิกฺขเว ทสโม อาทีนโว ราชนฺเตปุรปฺปเวสเน ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ทส อาทีนวา ราชนฺเตปุรปฺปเวสเนติ ฯ

อถโข ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อเนกปริยาเยน วิครหิตฺวา ทุพฺภรตาย ทุปฺโปสตาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ {๗๓๔.๑} โย ปน ภิกฺขุ รญฺโญ ขตฺติยสฺส มุทฺธาภิสิตฺตสฺส อนิกฺขนฺตราชเก อนิคฺคตรตนเก ปุพฺเพ อปฺปฏิสํวิทิโต อินฺทขีลํ อติกฺกาเมยฺย ปาจิตฺติยนฺติ ฯ

โย ปนาติ โย ยาทิโส ฯเปฯ ภิกฺขูติ ฯเปฯ อยํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปโต ภิกฺขูติ ฯ ขตฺติโย นาม อุภโต สุชาโต โหติ มาติโต จ ปิติโต จ สํสุทฺธคหณิโก ยาว สตฺตมา ปิตามหยุคา อกฺขิตฺโต อนุปกุฏฺโฐ ชาติวาเทน ฯ มุทฺธาภิสิตฺโต นาม ขตฺติยาภิเสเกน อภิสิตฺโต โหติ ฯ อนิกฺขนฺตราชเกติ ราชา สยนีฆรา อนิกฺขนฺโต โหติ ฯ อนิคฺคตรตนเกติ มเหสี สยนีฆรา อนิกฺขนฺตา โหติ อุโภ วา อนิกฺขนฺตา โหนฺติ ฯ ปุพฺเพ อปฺปฏิสํวิทิโตติ ปุพฺเพ อนิมนฺติโต ฯ อินฺทขีโล นาม สยนีฆรสฺส อุมฺมาโร วุจฺจติ ฯ สยนีฆรํ นาม ยตฺถ กตฺถจิ รญฺโญ สยนํ ปญฺญตฺตํ โหติ อนฺตมโส สาณิปาการปริกฺขิตฺตํปิ ฯ อินฺทขีลํ อติกฺกาเมยฺยาติ ปฐมํ ปาทํ อุมฺมารํ อติกฺกาเมติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ ทุติยํ ปาทํ อติกฺกาเมติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ

อปฺปฏิสํวิทิเต อปฺปฏิสํวิทิตสญฺญี อินฺทขีลํ อติกฺกาเมติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ อปฺปฏิสํวิทิเต เวมติโก อินฺทขีลํ อติกฺกาเมติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ อปฺปฏิสํวิทิเต ปฏิสํวิทิตสญฺญี อินฺทขีลํ อติกฺกาเมติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ ปฏิสํวิทิเต อปฺปฏิสํวิทิตสญฺญี อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ ปฏิสํวิทิเต เวมติโก อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ ปฏิสํวิทิเต ปฏิสํวิทิตสญฺญี อนาปตฺติ ฯ

อนาปตฺติ ปฏิสํวิทิเต น ขตฺติโย โหติ น ขตฺติยาภิเสเกน อภิสิตฺโต โหติ ราชา สยนีฆรา นิกฺขนฺโต โหติ มเหสี สยนีฆรา นิกฺขนฺตา โหติ อุโภ วา สยนีฆรา นิกฺขนฺตา โหนฺติ น สยนีฆเร อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ ปฐมสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ ฯ --------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๙. รตนวรรค ๑. อันเตปุรสิกขาบท นิทานวัตถุ ๙. รตนวรรค หมวดว่าด้วยรัตนะ ๑. อันเตปุรสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน เรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศล

ข้อ ๔๙๔

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลรับสั่งกับเจ้าหน้าที่เฝ้าพระราชอุทยานว่า “พนาย ท่านจงไปทำความสะอาดอุทยาน เราจักไปอุทยาน” เจ้าหน้าที่เฝ้าพระราชอุทยานรับสนองพระราชโองการแล้วจึงไปทำความสะอาดพระราชอุทยาน ได้เห็นพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ ณ ควงไม้ต้นหนึ่งครั้นเห็นแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล้วได้กราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศลดังนี้ว่า “ขอเดชะ พระราชอุทยานสะอาดแล้ว พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระราชอุทยานนั้น พระพุทธเจ้าข้า” ท้าวเธอรับสั่งว่า “ช่างเถิด พนาย พวกเราจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค” ครั้นแล้วพระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จไปพระราชอุทยานแล้วเสด็จเข้าไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ขณะนั้น อุบาสกคนหนึ่งนั่งเฝ้าอยู่ใกล้พระผู้มีพระภาค พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทอดพระเนตรเห็นอุบาสกผู้นั่งเฝ้าอยู่ใกล้พระผู้มีพระภาค ครั้นทอดพระเนตรเห็นแล้วได้ประทับยืนตกพระทัย ทีนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงมีพระดำริดังนี้ว่า“ชายคนนี้คงไม่ใช่คนเลว เขาถึงได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคอยู่ใกล้ๆ ได้” จึงเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล้วได้ถวายอภิวาทพรระผู้มีพระภาคแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๕๘๕}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๙. รตนวรรค ๑. อันเตปุรสิกขาบท นิทานวัตถุ ขณะนั้นอุบาสกนั้นไม่ถวายบังคม ไม่ลุกรับเสด็จพระเจ้าปเสนทิโกศล เพราะมีความเคารพต่อพระผู้มีพระภาค ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงพอพระทัยว่า “ไฉนชายคนนี้ เมื่อเรามาถึงจึงไม่ถวายบังคม ไม่ต้อนรับเล่า” พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงพอพระทัย จึงได้ตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศลดังนี้ว่า “มหาบพิตร อุบาสกคนนี้เป็นพหูสูต จำสิ่งที่ได้เล่าเรียนมาได้ ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย” ขณะนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงพระดำริดังนี้ว่า “อุบาสกนี้ไม่ใช่คน ต่ำต้อย แม้พระผู้มีพระภาคยังตรัสพรรณนาคุณของอุบาสกนี้” จึงได้รับสั่งกับอุบาสกนั้นดังนี้ว่า “อุบาสก ท่านพูดสิ่งที่จะก่อให้เกิดประโยชน์เถิด” อุบาสกกราบทูลว่า “เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเกล้าฯ พระพุทธเจ้าข้า” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้พระเจ้าปเสนทิโกศลเห็นชัด ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นชัดชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว จึงเสด็จลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วเสด็จไป

ข้อ ๔๙๕

ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับอยู่บนปราสาทชั้นบน ได้ทอด พระเนตรเห็นอุบาสกนั้นเดินกั้นร่มไปตามถนน ครั้นเห็นแล้วจึงรับสั่งให้เชิญมาเฝ้าแล้วได้ตรัสกับอุบาสกนั้นดังนี้ว่า “อุบาสก ทราบว่า เธอเป็นพหูสูต จำสิ่งที่ได้เล่าเรียนมาได้ อุบาสก เธอช่วยสอนธรรมในตำหนักของเราด้วยเถิด” อุบาสกกราบทูลว่า “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรมจากพระคุณเจ้าทั้งหลายพระคุณเจ้าทั้งหลายเท่านั้นจักสอนธรรมพระสนมของพระองค์ได้” ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงรับสั่งว่า “อุบาสกกล่าวจริง” จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล้วได้ถวายอภิวาทแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๕๘๖}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๙. รตนวรรค ๑. อันเตปุรสิกขาบท นิทานวัตถุ พระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ประทับนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า“ขอประทานวโรกาสเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดให้ภิกษุรูปหนึ่งไปสอนธรรมในตำหนักนางสนมของหม่อมฉัน” ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้พระเจ้าปเสนทิโกศลเห็นชัด ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นชัด ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว จึงเสด็จลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วเสด็จไป ทรงแต่งตั้งพระอานนท์เป็นครูสอนธรรม ต่อมา พระผู้มีพระภาครับสั่งกับท่านพระอานนท์ว่า “อานนท์ เธอจงไปสอนธรรมในตำหนักพระสนมของพระราชา” ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระพุทธดำรัส ได้เข้าไปสอนธรรม ณ ตำหนัก พระสนมตามกาลอันควร ครั้งนั้น ในเวลาเช้า ท่านพระอานนท์ครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวรเข้าไปถึงพระราชนิเวศน์

ข้อ ๔๙๖

ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับอยู่ในห้องบรรทมกับพระนาง มัลลิกาเทวี พระนางมัลลิกาเทวีได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระอานนท์มาแต่ไกลครั้นทอดพระเนตรเห็นแล้วจึงรีบลุกขึ้น พระภูษาทรงเกลี้ยงสีเหลืองจึงเลื่อนหลุดทีนั้น ท่านพระอานนท์จึงกลับแต่ไกล ไปถึงอารามแล้วจึงแจ้งเรื่องนี้ให้ภิกษุทั้งหลายทราบ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระอานนท์ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าจึงเข้าไปพระราชฐานชั้นในเล่า” ครั้นภิกษุทั้งหลายตำหนิท่านพระอานนท์โดยประการต่างๆ แล้วจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๕๘๗}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๙. รตนวรรค ๑. อันเตปุรสิกขาบท นิทานวัตถุ ทรงสอบถาม ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรงสอบถามท่านพระอานนท์ว่า “อานนท์ ทราบว่า เธอไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า เข้าไปพระราชฐานชั้นใน จริงหรือ” ท่านพระอานนท์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ฯลฯ อานนท์ ไฉนเธอยังไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าจึงเข้าไปพระราชฐานชั้นในเล่า อานนท์ การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ฯลฯ” ครั้นทรงตำหนิแล้วจึงแสดงธรรมีกถาแล้วรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า การเข้าเขตพระราชฐานชั้นในมีโทษ ๑๐ อย่าง

ข้อ ๔๙๗

“ภิกษุทั้งหลาย ในการเข้าไปยังพระราชฐานชั้นใน มีโทษ ๑๐ อย่างนี้ คือ (๑) ภิกษุทั้งหลาย พระราชาประทับอยู่กับพระมเหสีในพระราชฐานชั้นในนี้ภิกษุเข้าไปในพระราชฐานชั้นในนั้น พระมเหสีเห็นภิกษุแล้วทรงยิ้มให้ หรือภิกษุเห็นพระมเหสีแล้วยิ้มให้ ในข้อนั้นพระราชาจะทรงพระดำริอย่างนี้ว่า “คนทั้ง ๒ นี้ได้ทำอะไรกันแล้ว หรือจักทำอะไรกันแน่นอน” ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษข้อที่ ๑ ในการเข้าไปยังพระราชฐานชั้นใน (๒) ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระราชาทรงมีพระราชกิจมาก มีพระกรณียกิจมาก เสด็จไปหาพระสนมคนหนึ่งแล้วทรงลืม พระสนมนั้นตั้งครรภ์เพราะการที่พระราชาเสด็จไปหานั้น ในข้อนั้นพระราชาจะทรงพระดำริอย่างนี้ว่า “ในที่นี้นอกจากบรรพชิต ไม่มีใครอื่นเข้ามาได้ คงจะเป็นการกระทำของบรรพชิต” ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษข้อที่ ๒ ในการเข้าไปยังพระราชฐานชั้นใน (๓) ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ของมีค่าอย่างใดอย่างหนึ่ง ในพระราชฐานชั้นในสูญหายไป ในข้อนั้นพระราชาจะทรงพระดำริอย่างนี้ว่า “ในที่นี้ นอกจากบรรพชิต ไม่มีใครอื่นเข้ามาได้ คงจะเป็นการกระทำของบรรพชิต” ภิกษุทั้งหลายนี้เป็นโทษข้อที่ ๓ ในการเข้าไปยังพระราชฐานชั้นใน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๕๘๘}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๙. รตนวรรค ๑. อันเตปุรสิกขาบท นิทานวัตถุ (๔) ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก เมื่อความลับทางราชการที่ปรึกษาในพระราชฐานชั้นในรั่วไหลออกไปภายนอก ในข้อนั้นพระราชาจะทรงพระดำริอย่างนี้ว่า“ในที่นี้ นอกจากบรรพชิต ไม่มีใครอื่นเข้ามาได้ คงจะเป็นการกระทำของบรรพชิต”ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษข้อที่ ๔ ในการเข้าไปยังพระราชฐานชั้นใน (๕) ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ในพระราชฐานชั้นใน พระราชโอรส ปรารถนา(ที่จะปลงพระชนม์)พระราชบิดา หรือพระราชบิดาปรารถนา(ที่จะปลงพระชนม์)พระราชโอรส ทั้ง ๒ พระองค์จะทรงพระดำริอย่างนี้ว่า “ในที่นี้ นอกจากบรรพชิต ไม่มีใครอื่นเข้ามาได้ คงจะเป็นการกระทำของบรรพชิต” ภิกษุทั้งหลายนี้เป็นโทษข้อที่ ๕ ในการเข้าไปยังพระราชฐานชั้นใน (๖) ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระราชาทรงเลื่อนข้าราชการตำแหน่งต่ำขึ้นตำแหน่งสูง พวกที่ไม่พอใจเรื่องนี้จะมีความคิดอย่างนี้ว่า “พระราชาทรงคลุกคลีอยู่กับบรรพชิต คงจะเป็นการกระทำของบรรพชิต” ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษข้อที่ ๖ในการเข้าไปยังพระราชฐานชั้นใน (๗) ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระราชาทรงลดตำแหน่งข้าราชการที่อยู่ในตำแหน่งสูงลงตำแหน่งต่ำ พวกที่ไม่พอใจเรื่องนี้จะมีความคิดอย่างนี้ว่า “พระราชาทรงคลุกคลีอยู่กับบรรพชิต คงจะเป็นการกระทำของบรรพชิต” ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษข้อที่ ๗ ในการเข้าไปยังพระราชฐานชั้นใน (๘) ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระราชารับสั่งให้ยกกองทัพไปในเวลาไม่ควรพวกที่ไม่พอใจเรื่องนี้จะมีความคิดอย่างนี้ว่า “พระราชาทรงคลุกคลีอยู่กับบรรพชิตคงจะเป็นการกระทำของบรรพชิต” ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษข้อที่ ๘ ในการเข้าไปยังพระราชฐานชั้นใน (๙) ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระราชารับสั่งให้ยกกองทัพไปในเวลาอันควรแล้วรับสั่งให้ยกทัพกลับเสียในระหว่างทาง พวกที่ไม่พอใจเรื่องนี้จะมีความคิด@เชิงอรรถ : @ ปรารถนาพระราชบิดา อรรถกถาอธิบายว่า ปิตรํ ปตฺเถตีติ อนฺตรํ ปสฺสิตฺวา ฆาเตตุํ อิจฺฉติ แปลว่า@ต้องการหาช่องทางปลงพระชนม์พระราชบิดา (วิ.อ. ๒/๔๙๗/๔๓๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๕๘๙}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๙. รตนวรรค ๑. อันเตปุรสิกขาบท สิกขาบทวิภังค์ อย่างนี้ว่า “พระราชาทรงคลุกคลีอยู่กับบรรพชิต คงจะเป็นการกระทำของบรรพชิต”ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษข้อที่ ๙ ในการเข้าไปยังพระราชฐานชั้นใน (๑๐) ภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระราชฐานชั้นในเป็นสถานที่คับคั่งด้วยช้าง เป็นสถานที่คับคั่งด้วยม้า เป็นสถานที่คับคั่งด้วยรถ เป็นสถานที่มีรูป เสียง กลิ่นรส โผฏฐัพพะที่เป็นเหตุแห่งความกำหนัด ไม่เหมาะแก่บรรพชิต ภิกษุทั้งหลายนี้เป็นโทษข้อที่ ๑๐ ในการเข้าไปยังพระราชฐานชั้นใน ภิกษุทั้งหลาย ในการเข้าไปยังพระราชฐานชั้นใน มีโทษ ๑๐ อย่างนี้แล”ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท ครั้งนั้น ครั้นพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิท่านพระอานนท์โดยประการต่างๆ แล้วตรัสโทษแห่งความเป็นผู้เลี้ยงยาก ความเป็นผู้บำรุงยาก ฯลฯ แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้ พระบัญญัติ

ข้อ ๔๙๘

ก็ ภิกษุใดไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า ก้าวล่วงธรณีประตูเข้าไปในตำหนักที่บรรทมของพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ที่ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว ที่พระราชายังไม่เสด็จออก ที่นางรัตนะยังไม่เสด็จออก ต้องอาบัติปาจิตตีย์เรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศล จบ สิกขาบทวิภังค์

ข้อ ๔๙๙

คำว่า ก็...ใด คือ ผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ก็...ใด คำว่า ภิกษุ มีอธิบายว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๕๙๐}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๙. รตนวรรค ๑. อันเตปุรสิกขาบท บทภาชนีย์ ที่ชื่อว่า กษัตริย์ คือ ได้แก่ กษัตริย์ผู้ประสูติมาดีทั้งฝ่ายพระมารดาและพระบิดา ทรงถือกำเนิดบริสุทธิ์ตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครตำหนิชาติกำเนิดได้ ที่ชื่อว่า ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว คือ ผู้ได้รับอภิเษกโดยการอภิเษกเป็นกษัตริย์ คำว่า ที่พระราชายังไม่ได้เสด็จออก คือ พระราชายังไม่เสด็จออกจาก ตำหนักที่บรรทม คำว่า ที่นางรัตนะยังไม่เสด็จออก คือ พระมเหสียังไม่เสด็จออกจากตำหนักที่บรรทม หรือทั้ง ๒ พระองค์ยังไม่เสด็จออก คำว่า ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า คือ ไม่ได้เรียกมาล่วงหน้า ที่ชื่อว่า ธรณีประตู พระผู้มีพระภาคตรัสหมายถึงธรณีประตูตำหนักที่บรรทม ที่ชื่อว่า ตำหนักที่บรรทม ได้แก่ ที่บรรทมของพระราชาซึ่งเจ้าพนักงานจัดไว้ในที่ใดที่หนึ่ง โดยที่สุดแม้วงด้วยพระวิสูตร คำว่า ก้าวล่วงธรณีประตูเข้าไป คือ ภิกษุยกเท้าแรกก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปต้องอาบัติทุกกฏ ยกเท้าที่ ๒ ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์บทภาชนีย์ ติกปาจิตตีย์

ข้อ ๕๐๐

ยังไม่ได้รับแจ้ง ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ได้รับแจ้ง ก้าวล่วงธรณีประตูเข้าไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ยังไม่ได้รับแจ้ง ภิกษุไม่แน่ใจ ก้าวล่วงธรณีประตูเข้าไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ยังไม่ได้รับแจ้ง ภิกษุสำคัญว่าได้รับแจ้งแล้ว ก้าวล่วงธรณีประตูเข้าไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๕๙๑}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๙. รตนวรรค ๑. อันเตปุรสิกขาบท อนาปัตติวาร ทุกกฏ ได้รับแจ้งแล้ว ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ได้รับแจ้ง ต้องอาบัติทุกกฏ ได้รับแจ้งแล้ว ภิกษุไม่แน่ใจ ต้องอาบัติทุกกฏ ได้รับแจ้งแล้ว ภิกษุสำคัญว่าได้รับแจ้งแล้ว ไม่ต้องอาบัติ อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

ข้อ ๕๐๑

๑. ภิกษุผู้ได้รับแจ้งแล้ว ๒. ภิกษุเข้าไปในที่ที่ผู้อยู่ไม่ได้เป็นกษัตริย์ ๓. ภิกษุเข้าไปในที่ที่ผู้อยู่ยังไม่ได้รับอภิเษกเป็นกษัตริย์ ๔. ภิกษุเข้าไปในที่ที่พระราชาเสด็จออกจากตำหนักที่บรรทม ๕. ภิกษุเข้าไปในที่ที่พระมเหสีเสด็จออกจากตำหนักที่บรรทม ๖. ภิกษุเข้าไปในที่ที่ทั้ง ๒ พระองค์เสด็จออกจากตำหนักที่บรรทม ๗. ภิกษุเข้าไปในที่ที่ไม่ใช่ตำหนักที่บรรทม ๘. ภิกษุวิกลจริต ๙. ภิกษุต้นบัญญัติ อันเตปุรสิกขาบทที่ ๑ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๕๙๒}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปาจิตตีย์ ราชวรรคที่ ๙ อันเตปุรสิกขาบทที่ ๑

วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑ แห่งราชวรรค พึงทราบดังต่อไปนี้ :-

____________________________

บาลีเป็น รตนวรรค.

[แก้อรรถบางปาฐะในสิกขาบทที่ ๑]

บทว่า โอรโก แปลว่า ต่ำต้อย.

บทว่า อุปริปาสาทวรคโต แปลว่า ประทับอยู่ ณ เบื้องบนแห่งปราสาทอันประเสริฐ.

สองบทว่า อยฺยานํ วาหสา แปลว่า เพราะเหตุแห่งพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย.

มีคำอธิบายว่า ข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรม เพราะพระผู้เป็นเจ้าเหล่านั้นได้ช่วยให้เกิดขึ้น.

สองบทว่า ปิตรํ ปฏฺเฐติ ได้แก่ พระราชโอรสต้องการจะเห็นโทษแล้วปลงพระชนม์พระราชบิดา.

ในคำว่า ราชนฺเตปุรํ หตฺถิสมฺมทฺทํ เป็นต้น มีวินิจฉัยว่า ที่พระราชฐานชั้นในนี้อัดแอไปด้วยพวกช้าง ฉะนั้น จึงชื่อว่าหัตถิสัมมัททะ.

อธิบายว่า คับแคบไปด้วยช้าง.

แม้ในบทว่า อัสสรถสัมมัททะ ก็นัยนี้เหมือนกัน. ภิกษุบางพวกสวดว่า สมฺมตํ ก็มี. คำนั้นไม่ควรถือเอา. ปาฐะว่า รญฺโญ อนฺเตปุเร หตฺถิสมฺมทฺทํ ก็มี. ในปาฐะนั้น มีอรรถว่า การเหยียบย่ำไปมาแห่งช้างทั้งหลาย ชื่อว่าหัตถิสัมมัททะ.

มีคำอธิบายว่า การเดินย่ำไปมาแห่งช้างมีอยู่ในพระราชวังชั้นใน.

แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้.

บทว่า รชนียานิ ได้แก่ อารมณ์มีรูปเป็นต้นเช่นนี้ มีอยู่ในพระราชวังชั้นในนั้น.

บทว่า มุทฺธาภิสิตฺตสฺส คือ ผู้ทรงได้รับอภิเษกสรงสนานบนพระเศียร.

บทว่า อนิกฺขนฺตราชเก มีวิเคราะห์ว่า พระราชายังไม่เสด็จออกจากพระตำหนักที่ผทมนี้ เหตุนั้น ตำหนักนั้นจึงชื่อว่า ที่พระราชายังไม่เสด็จออก.

อธิบายว่า ในตำหนักที่ผทม มีพระราชายังไม่เสด็จออกนั้น. พระมเหสี พระผู้มีพระภาคเจ้าเรียกว่ารัตนะ.

บทว่า นีภฏํ แปลว่า ออกแล้ว. รัตนะ (คือพระมเหสี) ยังไม่เสด็จออกจากตำหนักที่ผทมนี้ ฉะนั้น ตำหนักผทมนั้น จึงชื่อว่าที่รัตนะยังไม่ออก.

อธิบายว่า ในตำหนักที่ผทม มีรัตนะยังไม่ออกนั้น.

คำที่เหลือในสิกขาบทนี้ ตื้นทั้งนั้น.

สิกขาบทนี้มีสมุฏฐานดุจกฐินสิกขาบท เกิดขึ้นทางกายกับวาจา ๑ ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นทั้งกิริยา ทั้งอกิริยา โนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ดังนี้แล.

อันเตปุรสิกขาบทที่ ๑ จบ. ------------------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา