สิกขาบทที่ ๔
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จตุตฺถสิกฺขาปทํ
๔๙๔เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน กาณมาตา อุปาสิกา สทฺธา โหติ ปสนฺนา ฯ กาณา คามเก อญฺญตรสฺส ปุริสสฺส ทินฺนา โหติ ฯ อถโข กาณา มาตุฆรํ อคมาสิ เกนจิเทว กรณีเยน ฯ อถโข กาณาย สามิโก กาณาย สนฺติเก ทูตํ ปาเหสิ อาคจฺฉตุ กาณา อิจฺฉามิ กาณาย อาคตนฺติ ฯ อถโข กาณมาตา อุปาสิกา กิสฺมึ วิย ริตฺตหตฺถํ คนฺตุนฺติ ปูวํ ปจิ ฯ ปกฺเก ปูเว อญฺญตโร ปิณฺฑจาริโก ภิกฺขุ กาณมาตาย อุปาสิกาย นิเวสนํ ปาวิสิ ฯ {๔๙๔.๑} อถโข กาณมาตา อุปาสิกา ตสฺส ภิกฺขุโน ปูวํ ทาเปสิ ฯ โส นิกฺขมิตฺวา อญฺญสฺส อาจิกฺขิ ฯ ตสฺสาปิ ปูวํ ทาเปสิ ฯ โส นิกฺขมิตฺวา อญฺญสฺส อาจิกฺขิ ฯ ตสฺสาปิ ปูวํ ทาเปสิ ฯ ยถาปฏิยตฺตํ ปูวํ ปริกฺขยํ อคมาสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข กาณาย สามิโก กาณาย สนฺติเก ทูตํ ปาเหสิ อาคจฺฉตุ กาณา อิจฺฉามิ กาณาย อาคตนฺติ ฯ ทุติยมฺปิ โข กาณมาตา อุปาสิกา กิสฺมึ วิย ริตฺตหตฺถํ คนฺตุนฺติ ปูวํ ปจิ ฯ ปกฺเก ปูเว อญฺญตโร ปิณฺฑจาริโก ภิกฺขุ กาณมาตาย อุปาสิกาย นิเวสนํ ปาวิสิ ฯ อถโข กาณมาตา อุปาสิกา ตสฺส ภิกฺขุโน ปูวํ ทาเปสิ ฯ โส นิกฺขมิตฺวา อญฺญสฺส อาจิกฺขิ ฯ ตสฺสาปิ ปูวํ ทาเปสิ ฯ โส นิกฺขมิตฺวา อญฺญสฺส อาจิกฺขิ ฯ ตสฺสาปิ ปูวํ ทาเปสิ ฯ ยถาปฏิยตฺตํ ปูวํ ปริกฺขยํ อคมาสิ ฯ ตติยมฺปิ โข กาณาย สามิโก กาณาย สนฺติเก ทูตํ ปาเหสิ อาคจฺฉตุ กาณา อิจฺฉามิ กาณาย อาคตํ สเจ กาณา นาคมิสฺสติ อหํ อญฺญํ ปชาปตึ อาเนสฺสามีติ ฯ ตติยมฺปิ โข กาณมาตา อุปาสิกา กิสฺมึ วิย ริตฺตหตฺถํ คนฺตุนฺติ ปูวํ ปจิ ฯ ปกฺเก ปูเว อญฺญตโร ปิณฺฑจาริโก ภิกฺขุ กาณมาตาย อุปาสิกาย นิเวสนํ ปาวิสิ ฯ อถโข กาณมาตา อุปาสิกา ตสฺส ภิกฺขุโน ปูวํ ทาเปสิ ฯ โส นิกฺขมิตฺวา อญฺญสฺส อาจิกฺขิ ฯ ตสฺสาปิ ปูวํ ทาเปสิ ฯ โส นิกฺขมิตฺวา อญฺญสฺส อาจิกฺขิ ฯ ตสฺสาปิ ปูวํ ทาเปสิ ฯ ยถาปฏิยตฺตํ ปูวํ ปริกฺขยํ อคมาสิ ฯ อถโข กาณาย สามิโก อญฺญํ ปชาปตึ อาเนสิ ฯ {๔๙๔.๒} อสฺโสสิ โข กาณา เตน กิร ปุริเสน อญฺญา ปชาปติ อานีตาติ ฯ สา โรทนฺตี อฏฺฐาสิ ฯ อถโข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน กาณมาตาย อุปาสิกาย นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อถโข กาณมาตา อุปาสิกา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข กาณมาตรํ อุปาสิกํ ภควา เอตทโวจ กิสฺสายํ กาณา โรทตีติ ฯ อถโข กาณมาตา อุปาสิกา ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อถโข ภควา กาณมาตรํ อุปาสิกํ ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสตฺวา สมาทเปตฺวา สมุตฺเตเชตฺวา สมฺปหํเสตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ ฯ
๔๙๕เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร สตฺโถ ราชคหา ปฏิยาโลกํ คนฺตุกาโม โหติ ฯ อญฺญตโร ปิณฺฑจาริโก ภิกฺขุ ตํ สตฺถํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ อญฺญตโร อุปาสโก ตสฺส ภิกฺขุโน สตฺตุํ ทาเปสิ ฯ โส นิกฺขมิตฺวา อญฺญสฺส อาจิกฺขิ ฯ ตสฺสาปิ สตฺตุํ ทาเปสิ ฯ โส นิกฺขมิตฺวา อญฺญสฺส อาจิกฺขิ ฯ ตสฺสาปิ สตฺตุํ ทาเปสิ ฯ ยถาปฏิยตฺตํ ปาเถยฺยํ ปริกฺขยํ อคมาสิ ฯ อถโข โส อุปาสโก เต มนุสฺเส เอตทโวจ อชฺชุโณฺห อยฺยา อาคเมถ ยถาปฏิยตฺตํ ปาเถยฺยํ อยฺยานํ ทินฺนํ ปาเถยฺยํ ปฏิยาเทสฺสามีติ ฯ นายฺย สกฺกา อาคเมตุํ ปยาโต สตฺโถติ อคมํสุ ฯ อถโข ตสฺส อุปาสกสฺส ปาเถยฺยํ ปฏิยาเทตฺวา ปจฺฉา คจฺฉนฺตสฺส โจรา อจฺฉินฺทึสุ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา น มตฺตํ ชานิตฺวา ปฏิคฺคเหสฺสนฺติ อยํ อิเมสํ ทตฺวา ปจฺฉา คจฺฉนฺโต โจเรหิ อจฺฉินฺโนติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ เตนหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ สิกฺขาปทํ ปญฺญาเปสฺสามิ ทส อตฺถวเส ปฏิจฺจ สงฺฆสุฏฺฐุตาย สงฺฆผาสุตาย ฯเปฯ วินยานุคฺคหาย ฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ {๔๙๕.๑} ภิกฺขุํ ปเนว กุลํ อุปคตํ ปูเวหิ วา มนฺเถหิ วา อภิหฏฺฐุํ ปวาเรยฺย ฯ อากงฺขมาเนน ภิกฺขุนา ทฺวิตฺติปตฺตปูรา ปฏิคฺคเหตพฺพา ฯ ตโต เจ อุตฺตรึ ปฏิคฺคเณฺหยฺย ปาจิตฺติยํ ฯ ทฺวิตฺติปตฺตปูเร ปฏิคฺคเหตฺวา ตโต นีหริตฺวา ภิกฺขูหิ สทฺธึ สํวิภชิตพฺพํ อยํ ตตฺถ สามีจีติ ฯ
๔๙๖ภิกฺขุํ ปเนว กุลํ อุปคตนฺติ กุลํ นาม จตฺตาริ กุลานิ ขตฺติยกุลํ พฺราหฺมณกุลํ เวสฺสกุลํ สุทฺทกุลํ ฯ อุปคตนฺติ ตตฺถ อุปคตํ ฯ ปูวํ นาม ยงฺกิญฺจิ ปหิณกตฺถาย ปฏิยตฺตํ ฯ มนฺถํ นาม ยงฺกิญฺจิ ปาเถยฺยตฺถาย ปฏิยตฺตํ ฯ อภิหฏฺฐุํ ปวาเรยฺยาติ ยาวตกํ อิจฺฉสิ ตาวตกํ คณฺหาหีติ ฯ อากงฺขมาเนนาติ อิจฺฉมาเนน ฯ ทฺวิตฺติปตฺตปูรา ปฏิคฺคเหตพฺพาติ เทฺวตโยปตฺตปูรา ปฏิคฺคเหตพฺพา ฯ ตโต เจ อุตฺตรึ ปฏิคฺคเณฺหยฺยาติ ตทุตฺตรึ ปฏิคฺคณฺหาติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ ทฺวิตฺติปตฺตปูเร ปฏิคฺคเหตฺวา ตโต นิกฺขมนฺเตน ภิกฺขุํ ปสฺสิตฺวา อาจิกฺขิตพฺพํ อมุตฺร มยา ทฺวิตฺติปตฺตปูรา ปฏิคฺคหิตา มา โข ตตฺถ ปฏิคฺคณฺหีติ ฯ สเจ ปสฺสิตฺวา นาจิกฺขติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ สเจ อาจิกฺขิเต ปฏิคฺคณฺหาติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ
๔๙๗ตโต นีหริตฺวา ภิกฺขูหิ สทฺธึ สํวิภชิตพฺพนฺติ ปฏิกฺกมนํ นีหริตฺวา สํวิภชิตพฺพํ ฯ อยํ ตตฺถ สามีจีติ อยํ ตตฺถ อนุธมฺมตา ฯ อติเรกทฺวิตฺติปตฺตปูเร อติเรกสญฺญี ปฏิคฺคณฺหาติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ อติเรกทฺวิตฺติปตฺตปูเร เวมติโก ปฏิคฺคณฺหาติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ อติเรกทฺวิตฺติปตฺตปูเร อูนกสญฺญี ปฏิคฺคณฺหาติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ อูนกทฺวิตฺติปตฺตปูเร อติเรกสญฺญี อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อูนกทฺวิตฺติปตฺตปูเร เวมติโก อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อูนกทฺวิตฺติปตฺตปูเร อูนกสญฺญี อนาปตฺติ ฯ
๔๙๘อนาปตฺติ ทฺวิตฺติปตฺตปูเร ปฏิคฺคณฺหาติ อูนกทฺวิตฺติปตฺตปูเร ปฏิคฺคณฺหาติ น ปหิณกตฺถาย น ปาเถยฺยตฺถาย ปฏิยตฺตํ เทนฺติ ปหิณกตฺถาย วา ปาเถยฺยตฺถาย วา ปฏิยตฺตเสสกํ เทนฺติ คมเน ปฏิปฺปสฺสทฺเธ เทนฺติ ญาตกานํ ปวาริตานํ อญฺญสฺสตฺถาย อตฺตโน ธเนน อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ จตุตฺถสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ ฯ ---------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๔. โภชนวรรค ๔. กาณมาตุสิกขาบท นิทานวัตถุ ๔. โภชนวรรค ๔. กาณมาตุสิกขาบท ว่าด้วยมารดาของนางกาณา เรื่องอุบาสิกามารดาของนางกาณา
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น อุบาสิกามารดาของนางกาณาเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส นางได้ยกธิดาชื่อกาณาให้ชายหนุ่มผู้หนึ่งในหมู่บ้านแห่งหนึ่งต่อมา นางกาณาได้มาบ้านมารดาด้วยกรณียกิจบางอย่าง ฝ่ายสามีของนางกาณาส่งข่าวมาถึงนางกาณาว่า “จงกลับมาเถิด กาณา ฉันต้องการให้กาณากลับ” ครั้งนั้น มารดาของนางกาณาคิดว่า “การที่กาณากลับไปมือเปล่า ดูกระไรอยู่”จึงทอดขนมให้ เมื่อขนมสุก ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งเข้ามาถึงบ้านมารดาของนางกาณา มารดาของนางกาณาจึงสั่งให้ถวายขนมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นได้ออกไปบอกภิกษุรูปอื่น มารดาของนางกาณาก็สั่งให้ถวายขนมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นได้ออกไปบอกภิกษุรูปอื่น มารดาของนางกาณาก็สั่งให้ถวายขนมแก่ภิกษุรูปนั้นจนกระทั่งขนมที่เตรียมไว้หมดสิ้นไป แม้ครั้งที่ ๒ สามีของนางกาณาก็ได้ส่งข่าวมาถึงนางกาณาว่า “จงกลับมาเถิดกาณา ฉันต้องการให้กาณากลับ” แม้ครั้งที่ ๒ มารดาของนางกาณาคิดว่า “การที่กาณากลับไปมือเปล่า ดูกระไรอยู่” จึงทอดขนมให้ เมื่อขนมสุก ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งเข้ามาถึงบ้านมารดาของนางกาณา มารดาของนางกาณาจึงสั่งให้ถวายขนมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นได้ออกไปบอกภิกษุรูปอื่น มารดาของนางกาณาก็สั่งให้ถวายขนมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นได้ออกไปบอกภิกษุรูปอื่น มารดาของนางกาณาก็สั่งให้ถวายขนมแก่ภิกษุรูปนั้นจนกระทั่งขนมที่เตรียมไว้หมดสิ้นไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๓๘๗}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๔. โภชนวรรค ๔. กาณมาตุสิกขาบท นิทานวัตถุ แม้ครั้งที่ ๓ สามีของนางกาณาก็ได้ส่งข่าวมาถึงนางกาณาว่า “จงกลับมาเถิดกาณา ฉันต้องการให้กาณากลับ หากกาณาไม่กลับ ฉันจะพาหญิงอื่นมาเป็นภรรยา” แม้ครั้งที่ ๓ มารดาของนางกาณาคิดว่า “การที่กาณากลับไปมือเปล่า ดูกระไรอยู่” จึงทอดขนมให้ เมื่อขนมสุก ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งเข้ามาถึงบ้านมารดาของนางกาณา มารดาของนางกาณาจึงสั่งให้ถวายขนมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นได้ออกไปบอกภิกษุรูปอื่น มารดาของนางกาณาก็สั่งให้ถวายขนมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นได้ออกไปบอกภิกษุรูปอื่น มารดาของนางกาณาก็สั่งให้ถวายขนมแก่ภิกษุรูปนั้นจนกระทั่งขนมที่เตรียมไว้หมดสิ้นไป ครั้งนั้น สามีของนางกาณาได้พาหญิงอื่นมาเป็นภรรยา นางกาณาได้ทราบข่าวว่าสามีของตนได้พาหญิงอื่นมาเป็นภรรยา จึงได้ยืนร้องไห้ ครั้งนั้น ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวรเสด็จไปถึงบ้านของอุบาสิกามารดาของนางกาณา ครั้นถึงแล้วได้ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย ลำดับนั้น มารดาของนางกาณาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงอาสนะ ครั้นถึงแล้วได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับมารดาของนางกาณาผู้นั่ง ณ ที่สมควรดังนี้ว่า “นางกาณาร้องไห้ทำไม” อุบาสิกามารดาของนางกาณาจึงกราบทูลเรื่องราวนั้นให้ทรงทราบ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรง ชี้แจงให้มารดาของนางกาณาเห็นชัด ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วทรงลุกจากอาสนะเสด็จไป เรื่องอุบาสิกามารดาของนางกาณา จบ เรื่องพ่อค้าเกวียน
สมัยนั้น พ่อค้าเกวียนกลุ่มหนึ่งต้องการจะเดินทางจากกรุงราชคฤห์ ไปถิ่นย้อนแสง ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตรูปหนึ่งเข้าไปบิณฑบาตถึงหมู่เกวียน@เชิงอรรถ : @ ปฏิยาโลกํ ถิ่นย้อนแสง คือ สูริยาโลกสฺส ปฏิมุขํ ย้อนแสงตะวัน ได้แก่ ปจฺฉิมทิสํ ทิศตะวันตก@(วิ.อ. ๒/๔๐๗/๔๑๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๓๘๘}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๔. โภชนวรรค ๔. กาณมาตุสิกขาบท นิทานวัตถุ อุบาสกคนหนึ่งได้ให้ถวายข้าวตูแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นได้ออกไปบอกภิกษุรูปอื่นอุบาสกได้ให้ถวายข้าวตูแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นได้ออกไปบอกภิกษุรูปอื่น อุบาสกก็ได้ให้ถวายข้าวตูแม้แก่ภิกษุรูปนั้นจนกระทั่งเสบียงที่จัดไว้หมดสิ้นไป ครั้งนั้น อุบาสกนั้นได้กล่าวกับพวกพ่อค้าดังนี้ว่า “วันนี้ พวกท่านโปรดรอก่อนเสบียงที่จัดเตรียมไว้กระผมถวายพระคุณเจ้าทั้งหลายไปแล้ว กระผมจะจัดเตรียมเสบียง” พวกพ่อค้าเกวียนกล่าวว่า “ท่านครับ พวกเราไม่สามารถจะรอได้ พ่อค้าเกวียนออกเดินทางแล้ว” ได้ไปแล้ว เมื่ออุบาสกจัดเตรียมเสบียงเสร็จแล้วเดินทางไปภายหลังจึงถูกพวกโจรปล้นพวกพ่อค้าพากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายศากยบุตรจึงรับโดยไม่รู้ประมาณ อุบาสกคนนี้ซึ่งเมื่อถวายเสบียงแก่พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้แล้วเดินทางไปภายหลังได้ถูกโจรปล้น” พวกภิกษุได้ยินพวกพ่อค้าตำหนิ ประณาม โพนทะนา ครั้นแล้วภิกษุเหล่านั้นจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ทรงบัญญัติสิกขาบท ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถาเพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ รับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เราจะบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยอาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ ๑. เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๒. เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์ ฯลฯ ๑๐. เพื่อเอื้อเฟื้อวินัย แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้ @เชิงอรรถ : @ ดูความพิสดาร ข้อ ๕๖๖ หน้า ๙๒ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๓๘๙}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๔. โภชนวรรค ๔. กาณมาตุสิกขาบท สิกขาบทวิภังค์ พระบัญญัติ
ก็ ทายกนำขนมหรือข้าวตู มาปวารณาภิกษุผู้เข้าไปถึงตระกูลภิกษุผู้ต้องการพึงรับได้เต็ม ๒-๓ บาตร ถ้ารับเกินกว่านั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ครั้นรับเต็ม ๒-๓ บาตรแล้ว เมื่อนำออกจากที่นั้นแล้วพึงแบ่งปันกับภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นการทำที่สมควรในเรื่องนั้น เรื่องพ่อค้าเกวียน จบ สิกขาบทวิภังค์
คำว่า ก็...ภิกษุผู้เข้าไปถึงตระกูล ที่ชื่อว่าตระกูล ได้แก่ ตระกูล ๔ คือ ตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ ตระกูลแพศย์ ตระกูลศูทร คำว่า ผู้เข้าไปถึง คือ ผู้เข้าไปในตระกูลนั้น ที่ชื่อว่า ขนม ได้แก่ ของกินอย่างใดอย่างหนึ่งที่เขาจัดเตรียมเพื่อส่งไปเป็นของกำนัล ที่ชื่อว่า ข้าวตู ได้แก่ ของกินอย่างใดอย่างหนึ่งที่เขาจัดเตรียมเป็นเสบียงทาง คำว่า ทายกนำมาปวารณา คือ เขานำมาปวารณาว่า “ท่านโปรดรับตาม ต้องการ” คำว่า ผู้ต้องการ คือ ผู้ปรารถนาได้ @เชิงอรรถ : @ มนฺถ ข้าวตู หมายถึง อพทฺธสตฺตุนา จ ... พทฺธสตฺตุนา จ ข้าวตูก้อน ข้าวตูป่น (วิ.อ. ๓/๑๑) สตฺตุ@นาม สาลิวีหิยเวหิ กตสตฺตุ. กงฺคุวรกกุทฺรูสกสีสานิปิ ภชฺชิตฺวา อีสกํ โกฏฺเฏตฺวา ถุเส ปลาเปตฺวา@ปุน ทฬฺหํ โกฏฺเฏตฺวา จุณฺณํ กโรนฺติ. สเจปิ ตํ อลฺลตฺตา เอกาพทฺธํ โหติ สตฺตุสงฺคหเมว คจฺฉติ. @ขรปากภชฺชิตานํ วีหีนํ ตณฺฑุเล โกฏฺเฏตฺวา เทนฺติ, ตมฺปิ จุณฺณํ สตฺตุสงฺคหเมว คจฺฉติ. ข้าวตู หรือ@ข้าวสัตตุ ทำด้วยข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ที่เขาเด็ดรวงธัญชาติ ๓ อย่าง คือ ข้าวฟ่าง ลูกเดือย หญ้ากับแก้@มาตำนิดหน่อยแล้วฝัดแกลบออกแล้วตำอีกจนป่น ซึ่งถ้ายังชุ่มอยู่จะจับเป็นก้อน นี้ก็จัดเป็นข้าวตูเหมือน@กัน และที่เขาตำข้าวเปลือกแก่เป็นข้าวสารจนป่น นี้ก็จัดเป็นข้าวตูเช่นกัน (วิ.อ. ๒/๒๓๒/๓๖๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๓๙๐}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๔. โภชนวรรค ๔. กาณมาตุสิกขาบท บทภาชนีย์ คำว่า พึงรับได้เต็ม ๒-๓ บาตร ความว่า ภิกษุพึงรับได้เต็ม ๒-๓ บาตร คำว่า ถ้ารับเกินกว่านั้น ความว่า รับเกินกำหนดนั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ครั้นรับเต็ม ๒-๓ บาตร แล้วเมื่อออกจากที่นั้นไปพบภิกษุรูปอื่นพึงบอก ว่า “กระผมรับเต็ม ๒-๓ บาตร ในที่โน้น ท่านอย่ารับในที่นั้น” ถ้าพบภิกษุรูปอื่นแล้วไม่บอก ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อบอกแล้ว ภิกษุรูปนั้นยังไปรับ ต้องอาบัติทุกกฏ คำว่า เมื่อนำออกจากที่นั้นแล้วพึงแบ่งปันกับภิกษุทั้งหลาย คือ ภิกษุพึง นำกลับไปแล้วแบ่งกัน คำว่า นี้เป็นการทำที่สมควรในเรื่องนั้น คือ นี้เป็นความถูกต้องในเรื่องนั้น บทภาชนีย์ ติกปาจิตตีย์
ของเต็มเกิน ๒-๓ บาตร ภิกษุสำคัญว่าเกิน รับ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ของเต็มเกิน ๒-๓ บาตร ภิกษุไม่แน่ใจ รับ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ของเต็มเกิน ๒-๓ บาตร ภิกษุสำคัญว่ายังไม่เต็ม รับ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกทุกกฏ ของยังไม่เต็ม ๒-๓ บาตร ภิกษุสำคัญว่าเกิน ต้องอาบัติทุกกฏ ของยังไม่เต็ม ๒-๓ บาตร ภิกษุไม่แน่ใจ ต้องอาบัติทุกกฏ ของยังไม่เต็ม ๒-๓ บาตร ภิกษุสำคัญว่ายังไม่เต็ม ไม่ต้องอาบัติ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๓๙๑}
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๔. โภชนวรรค ๔. กาณมาตุสิกขาบท อนาปัตติวาร อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ
๑. ภิกษุรับเต็ม ๒-๓ บาตร ๒. ภิกษุรับไม่เต็ม ๒-๓ บาตร ๓. ภิกษุผู้รับของที่เขาไม่ได้จัดเตรียมไว้เพื่อส่งไปเป็นของกำนัล ๔. ภิกษุผู้รับของที่เขาไม่ได้จัดเตรียมเป็นเสบียงเดินทาง ๕. ภิกษุผู้รับของที่เหลือจากที่เขาจัดเตรียมไว้เพื่อส่งไปเป็นของ กำนัลหรือเพื่อเป็นเสบียงเดินทาง ๖. ภิกษุผู้รับของที่ทายกถวายเมื่อเขาระงับการไปแล้ว ๗. ภิกษุรับของญาติ ๘. ภิกษุรับของคนปวารณา ๙. ภิกษุรับเพื่อภิกษุอื่น ๑๐. ภิกษุรับของที่จ่ายมาด้วยทรัพย์ของตน ๑๑. ภิกษุวิกลจริต ๑๒. ภิกษุต้นบัญญัติ กาณมาตุสิกขาบทที่ ๔ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๓๙๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
โภชนวรรค กาณมาตาสิกขาบทที่ ๔
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๔ พึงทราบดังต่อไปนี้ :-
[แก้อรรถปฐมบัญญัติ เรื่องมารดาของนางกาณา]
บทว่า กาณมาตา คือ มารดาของนางกาณา. ได้ยินว่า นางกาณานั้นเป็นธิดารูปงามน่าชมของนางผู้เป็นมารดานั้น.
อธิบายว่า ชนพวกใดๆ เห็นนาง, ชนพวกนั้นๆ กลายเป็นคนบอด เพราะความกำหนัด คือเป็นผู้มืดเพราะราคะ. เพราะเหตุนั้น นางจึงได้เป็นผู้ปรากฏชื่อว่ากาณา เพราะกระทำชนเหล่านั้นให้เป็นผู้บอด. แม้มารดาของนางก็พลอยปรากฏชื่อว่ากาณมาตา ด้วยสามารถแห่งนาง.
บทว่า อาคตํ คือ อาคมนํ แปลว่า การมา.
บทว่า กิสฺมึ วิย แปลว่า ดูกระไรอยู่. อธิบายว่า ดูเป็นที่น่ากระดากอาย.
สองบทว่า ริตฺตหตฺถํคนฺตุํ ได้แก่ ในการไปคราวนี้ มีมือทั้ง ๒ เปล่า (เพราะเหตุนั้น) การไปคราวนี้นั้น จึงชื่อว่า มีมือเปล่า.
มีอธิบายว่า "การไปมือเปล่านั้น ดูทีเป็นการไปที่น่ากระดากอาย."
สองบทว่า ปริกฺขยํ อคมาสิ มีความว่า อุบาสิกาผู้อริยสาวิกาเห็นภิกษุทั้งหลายแล้ว ไม่อาจที่จะไม่ถวายของที่มีอยู่ เพราะเหตุนั้น อุบาสิกาจึงได้สั่งให้ถวายจนขนมทั้งหมดได้ถึงความหมดสิ้นไป.
ในคำว่า ธมฺมิยา กถาย นี้ มีวินิจฉัยว่า แม้นางกาณาฟังธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง เพื่อประโยชน์แก่มารดา ก็ได้เป็นโสดาบันในเวลาจบเทศนา.
สองบทว่า อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุฏฐาการจากอาสนะแล้วเสด็จไป. บุรุษแม้นั้นได้สดับว่า "ได้ยินว่า พระศาสดาได้เสด็จไปบ้านของมารดานางกาณา" จึงนำนางกาณามาตั้งไว้ในตำแหน่งตามปรกติเดิม.
แต่พอเมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้ายังมิได้บัญญัติสิกขาบทเลย เรื่องเสบียงทางก็ได้เกิดขึ้น. ก็เพราะเหตุนั้น เพื่อแสดงเรื่องนี้ติดต่อกันไปเลย พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายจึงได้กล่าวคำว่า เตน โข ปน สมเยน เป็นต้น. และอุบาสกแม้นั้นก็ได้สั่งให้ถวายของทั้งหมดเหมือนกัน เพราะตนเป็นอริยสาวก. เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์จึงได้กล่าวคำว่า ปริกฺขยํ อคมาสิ.
สองบทว่า ยงฺกิญฺจิ ปหิณกตฺถาย มีความว่า อาหารวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งมีขนมต้ม และขนมคลุกน้ำอ้อยเป็นต้นที่มีรสดีเลิศอันเขาจัดเตรียมไว้ เพื่อต้องการเป็นของกำนัล ถึงการนับว่า "ขนม" ทั้งนั้นในสิกขาบทนี้.
สองบทว่า ยงฺกิญฺจิ ปาเถยฺยตฺถาย มีความว่า อาหารวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง มีสัตตุก้อน สัตตุผง งาและข้าวสารเป็นต้นทั้งหมด ที่พวกคนจะเดินจัดเตรียมไว้ เพื่อต้องการเป็นเสบียงในระหว่างทาง ถึงการนับว่า "สัตตุผง" ทั้งนั้น ในสิกขาบทนี้.
สองบทว่า ตโต เจ อุตฺตรึ มีความว่า ถ้าภิกษุรับเอาบาตรที่ ๓ ให้พูนขึ้นมา (ให้เป็นยอดขึ้นมาดุจสถูป) เป็นปาจิตตีย์ ด้วยการนับขนม.
สองบทว่า ทฺวิตฺติปตฺตปูเร ปฏิคฺคเหตฺวา ได้แก่ รับบาตรเต็มเสมอรอยข้างล่างขอบปากบาตร.
ในคำว่า อมุตฺร มยา ทฺวิตฺติปตฺตปูรา นี้ มีวินิจฉัยว่า ถ้าว่า ภิกษุรับเต็ม ๒ บาตรแล้ว พึงบอกว่า "ณ สถานที่โน้น ผมรับเต็ม ๒ บาตรแล้ว,ท่านพึงรับบาตรเดียว." แม้ภิกษุผู้มาทีหลังนั้น เห็นภิกษุอื่นแล้วก็พึงบอกว่า "ภิกษุผู้มาถึงก่อนรับเต็ม ๒ บาตรแล้ว, ผมรับเต็มบาตรหนึ่ง, ท่านอย่ารับ."แม้ในการที่ภิกษุผู้รับก่อนบาตรหนึ่งแล้ว บอกกันต่อๆ ไป ก็นัยนี้นั่นแล. ส่วนภิกษุผู้รับเอง ครบ ๓ บาตรแล้ว เห็นภิกษุอื่นพึงบอกว่า "ท่านอย่ารับเลยที่บ้านนี้" ดังนี้.
สองบทว่า ปฏิกฺกมนํ นีหริตฺวา คือ นำไปสู่โรงฉัน, ก็ภิกษุผู้จะไปยังโรงฉัน อย่าไถลไปศาลาร้าง. พึงไปในสถานที่ที่ภิกษุสงฆ์จำนวนมากนั่งอยู่. แต่ในมหาปัจจรีกล่าวว่า "โรงฉันใดที่อยู่ใกล้กับสถานที่ตนได้บิณฑบาตมา พึงไปที่โรงฉันนั้น,จะไปในโรงฉันอื่นด้วยประสงค์ว่า 'เราจะถวายแก่ภิกษุผู้เคยเห็นกัน เคยพบกัน หรือผู้ร่วมนิกายเดียวกันของตน' ย่อมไม่ได้,แต่ถ้าว่า โรงฉันนั้นเป็นสถานที่เธอนั่งเป็นประจำ แม้ไกลก็ควรไป"
บทว่า สํวิภชิตพฺพํ มีความว่า ถ้าภิกษุรับเต็มบาตรแล้ว พึงเหลือไว้เพื่อตนเองบาตรหนึ่ง แล้วถวายเต็ม ๒ บาตรแก่ภิกษุสงฆ์. ถ้ารับ ๒ บาตรพึงเหลือไว้เพื่อตนบาตรหนึ่ง แล้วถวายบาตรหนึ่งแก่สงฆ์. แต่ย่อมไม่ได้เพื่อจะให้ตามมิตรสหาย. ภิกษุผู้รับบาตรเดียวไม่ประสงค์จะให้อะไร ก็ไม่พึงให้ คือพึงทำตามชอบใจ.
สองบทว่า คมเน ปฏิปฺปสฺสทฺเธ มีความว่า เมื่อเขาระงับ คือตัดการไปเสียอย่างนี้ว่า บัดนี้ เราจักไม่ส่งไปละ หรือว่าเราจักไม่ไปละ ดังนี้ เพราะเห็นอันตรายในระหว่างทาง หรือเพราะไม่มีความต้องการ.
สองบทว่า ญาตกานํ ปวาริตานํ ได้แก่ ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้รับของพวกญาติ และคนปวารณาเหล่านั่นผู้ถวายแม้มาก. แต่ในอรรถกถาทั้งหลายกล่าวว่า ควรจะรับแต่พอประมาณ จากของที่พวกญาติและคนปวารณา แม้เหล่านั้นจัดเตรียมไว้ เพื่อต้องการขนเสบียงทาง และเป็นของกำนัล.
บทที่เหลือตื้นทั้งนั้น.
สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๖ เป็นกิริยา โนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ดังนี้แล.
____________________________
ชาวอินเดียเรียกว่าขนมโมทกะนี้ว่า "ลัฑฑู" นัยว่า ทำจากแป้ง แล้วทอดด้วยน้ำมันพืช คือทำเป็นก้อนกลมๆ ข้างในใส่น้ำอ้อยหรือน้ำตาลเหมือนขนมต้มของไทยเรา. -ผู้ชำระ.
กาณมาตาสิกขาบทที่ ๔ จบ. ------------------------------------------------------------