มาติกา ๘ เป็นต้น
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๙๙กถญฺจ ภิกฺขเว อุพฺภตํ โหติ กฐินํ ฯ อฏฺฐิมา ภิกฺขเว มาติกา กฐินสฺส อุพฺภาราย ปกฺกมนนฺติกา นิฏฺฐานนฺติกา สนฺนิฏฺฐานนฺติกา นาสนนฺติกา สวนนฺติกา อาสาวจฺเฉทิกา สีมาติกฺกนฺติกา สหุพฺภาราติ ฯ
๑๐๐ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน กตจีวรํ อาทาย ปกฺกมติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน ปกฺกมนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร สุณาติ อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สวนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺติ พหิทฺธา กฐินุทฺธารํ วีตินาเมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สีมาติกฺกนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺติ สมฺภุณาติ กฐินุทฺธารํ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สห ภิกฺขูหิ กฐินุทฺธาโร ฯ อาทายสตฺตกํ นิฏฺฐิตํ ปฐมํ ฯ
๑๐๑ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน กตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน ปกฺกมนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร สุณาติ อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สวนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺติ พหิทฺธา กฐินุทฺธารํ วีตินาเมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สีมาติกฺกนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺติ สมฺภุณาติ กฐินุทฺธารํ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สห ภิกฺขูหิ กฐินุทฺธาโร ฯ สมาทายสตฺตกํ นิฏฺฐิตํ ทุติยํ ฯ
๑๐๒ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร สุณาติ อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สวนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺติ พหิทฺธา กฐินุทฺธารํ วีตินาเมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สีมาติกฺกนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺติ สมฺภุณาติ กฐินุทฺธารํ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สห ภิกฺขูหิ กฐินุทฺธาโร ฯ อาทายฉกฺกํ นิฏฺฐิตํ ตติยํ ฯ
๑๐๓ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร สุณาติ อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สวนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺติ พหิทฺธา กฐินุทฺธารํ วีตินาเมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สีมาติกฺกนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺติ สมฺภุณาติ กฐินุทฺธารํ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สห ภิกฺขูหิ กฐินุทฺธาโร ฯ สมาทายฉกฺกํ นิฏฺฐิตํ จตุตฺถํ ฯ
๑๐๔ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ
๑๐๕ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ
๑๐๖ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน เนวสฺส โหติ ปจฺเจสฺสนฺติ น ปนสฺส โหติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน เนวสฺส โหติ ปจฺเจสฺสนฺติ น ปนสฺส โหติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน เนวสฺส โหติ ปจฺเจสฺสนฺติ น ปนสฺส โหติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ
๑๐๗ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๐๗.๑} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร สุณาติ อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สวนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺติ พหิทฺธา กฐินุทฺธารํ วีตินาเมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สีมาติกฺกนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺติ สมฺภุณาติ กฐินุทฺธารํ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สห ภิกฺขูหิ กฐินุทฺธาโร ฯ
๑๐๘ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ฯ (อาทาย- วารสทิสํ เอวํ วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ) ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ อาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ (สมาทายวารสทิสํ เอวํ วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ)
๑๐๙ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ
๑๑๐ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ
๑๑๑ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน เนวสฺส โหติ ปจฺเจสฺสนฺติ น ปนสฺส โหติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน เนวสฺส โหติ ปจฺเจสฺสนฺติ น ปนสฺส โหติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน เนวสฺส โหติ ปจฺเจสฺสนฺติ น ปนสฺส โหติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ
๑๑๒ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๑๒.๑} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร สุณาติ อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สวนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺติ พหิทฺธา กฐินุทฺธารํ วีตินาเมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สีมาติกฺกนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน วิปฺปกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺติ สมฺภุณาติ กฐินุทฺธารํ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สห ภิกฺขูหิ กฐินุทฺธาโร ฯ อาทายภาณวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๘๘. อาทายสัตตกะ เรื่องกฐินเดาะด้วยมาติกา ๘ ข้อ
ภิกษุทั้งหลาย กฐินย่อเป็นอันเดาะได้อย่างไร ภิกษุทั้งหลายมาตกาแห่งการเดาะกฐินมี ๘ ข้อ คือ ๑. กำหนดด้วยหลีกไป ๒. กำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ ๓. กำหนดด้วยตกลงใจ ๔. กำหนดด้วยผ้าเสียหาย ๕. กำหนดด้วยได้ทราบข่าว ๖. กำหนดด้วยสิ้นหวัง ๗. กำหนดด้วยล่วงเขต ๘. กำหนดด้วยเดาะพร้อมกัน๑๘๘. อาทายสัตตกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการถือจีวรหลีกไป ๗ กรณี
ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำเสร็จแล้วหลีกไป คิดว่า ‘จะไม่กลับ’ การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยหลีกไป (๑) ภิกษุกรานกฐินแล้วถือเอาจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้ที่ภายนอกสีมานี้แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น การเดาะกฐิน ของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๒) ภิกษุกรานกฐินแล้วถือเอาจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๓) ภิกษุกรานกฐินแล้วถือเอาจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้ภายนอกสีมานี้แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๔)@เชิงอรรถ : @ กฐินเดาะ หมายถึงกฐินที่เสียหาย ไม่มีอานิสงส์ ใช้ไม่ได้ ภิกษุหมดโอกาสจะได้ประโยชน์จากกฐิน@ ถือเอาจีวรหลีกไป ในหมวดที่ ๒-๗ หมายถึง ผ้าสำหรับทำจีวร คือ จีวรที่ยังทำไม่เสร็จนั่นเอง@(วิ.อ. ๓/๓๑๑/๑๙๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๕๐}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๘๙. สมาทายสัตตกะ ภิกษุกรานกฐินแล้วถือเอาจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรผืนนั้น ครั้นทำเสร็จแล้วได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยได้ทราบข่าว (๕) ภิกษุกรานกฐินแล้วถือเอาจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วล่วงคราวกฐินเดาะนอกสีมาการเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยล่วงเขต (๖) ภิกษุกรานกฐินแล้วถือเอาจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วกลับมาทันกฐินเดาะ การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่าเดาะพร้อมกันกับภิกษุทั้งหลาย (๗) อาทายสัตตกะ ที่ ๑ จบ ๑๘๙. สมาทายสัตตกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการนำจีวรติดตัวหลีกไป ๗ กรณี
ภิกษุกรานกฐินแล้วนำจีวรที่ทำเสร็จแล้วหลีกไปคิดว่า “จะไม่กลับ” การ เดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยหลีกไป (๑) ภิกษุกรานกฐินแล้วนำจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้ที่นอกสีมานี่แหละ ไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๒) ภิกษุกรานกฐินแล้วนำจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๓) ภิกษุกรานกฐินแล้วนำจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี้แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๕๑}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๐. อาทายฉักกะ ภิกษุกรานกฐินแล้วนำจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้ว ได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยได้ทราบข่าว (๕) ภิกษุกรานกฐินแล้วนำจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ” แล้วล่วงคราวกฐินเดาะที่นอกสีมา การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยล่วงเขต (๖) ภิกษุกรานกฐินแล้วนำจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ” แล้วกลับมาทันกฐินเดาะ การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่าเดาะพร้อมกันกับภิกษุทั้งหลาย (๗) สมาทายสัตตกะ ที่ ๒ จบ ๑๙๐. อาทายฉักกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป ๖ กรณี
ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมามีความ คิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้ที่นอกสีมานี้แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑) ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรผืนนั้น จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๒) ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรผืนนี้ที่นอกสีมานี้แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น จีวรที่เธอให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๕๒}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๑. สมาทายฉักกะ ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้ว ได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยได้ทราบข่าว (๔) ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วล่วงคราวกฐินเดาะนอกสีมา การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยล่วงเขต (๕) ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอก สีมาให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วกลับมาทันกฐินเดาะ การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่าเดาะพร้อมกันกับภิกษุทั้งหลาย (๖)อาทายฉักกะ ที่ ๓ จบ ๑๙๑. สมาทายฉักกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการนำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป ๖ กรณี
ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมามีความ คิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้ที่นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้นการเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑) ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิด อย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรผืนนั้น จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๒) ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรผืนนี้ที่นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๕๓}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๒. อาทายปัณณรสกะ ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอก สีมาให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้ว ได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยได้ทราบข่าว (๔) ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วล่วงคราว กฐินเดาะนอกสีมา การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยล่วงเขต (๕) ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้ว คิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วกลับมาทันกฐินเดาะ การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่าเดาะพร้อมกันกับภิกษุทั้งหลาย (๖)สมาทายฉักกะ ที่ ๔ จบ ๑๙๒. อาทายปัณณรสกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการถือจีวรหลีกไป ๑๕ กรณี
ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑) ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๒) ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไป อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำนั้น เกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๓)ติกะที่ ๑ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๕๔}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๒. อาทายปัณณรสกะ ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๔) ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๕) ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๖) ติกะที่ ๒ จบ ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้คิดว่า “จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๗) ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้คิดว่า “จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๘) ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้คิดว่า “จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำนั้นเกิดเสียหายการเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๙) ติกะที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ โดยไม่ตั้งใจ คือโดยมิได้กำหนดว่า “จะกลับ จะไม่กลับ” (สารตฺถ. ฏีกา ๓/๓๑๒/๔๐๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๕๕}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๒. อาทายปัณณรสกะ ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑๐) ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๑๑) ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย(๑๒) ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาให้ทำจีวรผืนนั้น ทำจีวรเสร็จแล้ว ได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยได้ทราบข่าว (๑๓) ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาให้ทำจีวรผืนนั้นทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วล่วงคราวกฐินเดาะนอกสีมา การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยล่วงเขต (๑๔) ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรหลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาให้ทำจีวรผืนนั้นทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วกลับมาทันกฐินเดาะ การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่าเดาะพร้อมกันกับภิกษุทั้งหลาย (๑๕) ฉักกะ จบ อาทายปัณณรสกะ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๕๖}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๔. วิปปกตสมาทายปัณณรสกะ ๑๙๓. สมาทายปัณณรสกาทิ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการนำจีวรติดตัวหลีกไป ๑๕ กรณีเป็นต้น
ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรหลีกไป ฯลฯ (พระวินัยธรพึงขยายความให้พิสดารอย่างนี้ เหมือนวาระที่ว่าด้วยเรื่องการเดาะกฐินกำหนดด้วยถือจีวรหลีกไป) ภิกษุกรานกฐินแล้ว ถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรผืนนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ ฯลฯ (พระวินัยธรพึงขยายความให้พิสดารอย่างนี้ เหมือนวาระที่ว่าด้วยเรื่องการเดาะกฐินกำหนดด้วยถือจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป) ๑๙๔. วิปปกตสมาทายปัณณรสกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินด้วยการนำจีวรที่ทำค้างไว้ติดตัวหลีกไป ๑๕ กรณี
ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมา มีความ คิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑) ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมา มีความคิด อย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๒) ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไป อยู่นอกสีมา มีความคิด อย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๓)ติกะที่ ๑ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๕๗}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๔. วิปปกตสมาทายปัณณรสกะ ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอก สีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๔) ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอก สีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๕) ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอก สีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๖) ติกะที่ ๒ จบ ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้คิดว่า “จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้นชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๗) ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้คิดว่า “จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๘) ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปโดยไม่ตั้งใจ คือ เธอไม่ได้คิดว่า“จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรผืนนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๙)ติกะที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๕๘}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๔. วิปปกตสมาทายปัณณรสกะ ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้นการเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑๐) ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๑๑) ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้นจีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๑๒) ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาให้ทำจีวรนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว”การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยได้ทราบข่าว (๑๓) ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาให้ทำจีวรนั้น เธอทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วล่วงคราวกฐินเดาะนอกสีมา การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยล่วงเขต (๑๔) ภิกษุกรานกฐินแล้ว นำจีวรที่ทำค้างไว้หลีกไปคิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาให้ทำจีวรนั้น เธอทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” แล้วกลับมาทันกฐินเดาะการเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่าเดาะพร้อมกันกับภิกษุทั้งหลาย (๑๕) ฉักกะ จบ สมาทายปัณณรสกะ จบ อาทายภาณวาร จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๕๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ศึกษาเนื้อความอรรถกถาได้ในข้อ ๙๕. (อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้) -----------------------------------------------------
อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา มหาวรรค ภาค ๒ กฐินขันธกะ ภิกษุปาไฐยรัฐเดินทางเข้าเฝ้าเป็นต้น