อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๑๓

ความสิ้นหวัง ๑๒ หมวด

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๓–๑๒๖พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 14 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 14 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 8 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๑๓.๑} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวราสํ ปยิรุปาสิสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ ฯ ตสฺส สา จีวราสา อุปจฺฉิชฺชติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน อาสาวจฺเฉทิโก กฐินุทฺธาโร ฯ

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๑๔.๑} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวราสํ ปยิรุปาสิสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ ฯ ตสฺส สา จีวราสา อุปจฺฉิชฺชติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน อาสาวจฺเฉทิโก กฐินุทฺธาโร ฯ

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน เนวสฺส โหติ ปจฺเจสฺสนฺติ น ปนสฺส โหติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน เนวสฺส โหติ ปจฺเจสฺสนฺติ น ปนสฺส โหติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๑๕.๑} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน เนวสฺส โหติ ปจฺเจสฺสนฺติ น ปนสฺส โหติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน เนวสฺส โหติ ปจฺเจสฺสนฺติ น ปนสฺส โหติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวราสํ ปยิรุปาสิสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ ฯ ตสฺส สา จีวราสา อุปจฺฉิชฺชติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน อาสาวจฺเฉทิโก กฐินุทฺธาโร ฯ อนาสาโทฬสกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อาสาย ลภติ อนาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อาสาย ลภติ อนาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๑๖.๑} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อาสาย ลภติ อนาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวราสํ ปยิรุปาสิสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ ฯ ตสฺส สา จีวราสา อุปจฺฉิชฺชติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน อาสาวจฺเฉทิโก กฐินุทฺธาโร ฯ

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต สุณาติ อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ ยโต ตสฺมึ อาวาเส อุพฺภตํ กฐินํ อิเธวิมํ จีวราสํ ปยิรุปาสิสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อาสาย ลภติ อนาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต สุณาติ อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ ยโต ตสฺมึ อาวาเส อุพฺภตํ กฐินํ อิเธวิมํ จีวราสํ ปยิรุปาสิสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อาสาย ลภติ อนาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๑๗.๑} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต สุณาติ อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ ยโต ตสฺมึ อาวาเส อุพฺภตํ กฐินํ อิเธวิมํ จีวราสํ ปยิรุปาสิสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อาสาย ลภติ อนาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต สุณาติ อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ ยโต ตสฺมึ อาวาเส อุพฺภตํ กฐินํ อิเธวิมํ จีวราสํ ปยิรุปาสิสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ ฯ ตสฺส สา จีวราสา อุปจฺฉิชฺชติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน อาสาวจฺเฉทิโก กฐินุทฺธาโร ฯ

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อาสาย ลภติ อนาสาย น ลภติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร สุณาติ อุพฺภตํ กิร ตสฺมึ อาวาเส กฐินนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สวนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวราสํ ปยิรุปาสิสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ ฯ ตสฺส สา จีวราสา อุปจฺฉิชฺชติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน อาสาวจฺเฉทิโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๑๘.๑} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อาสาย ลภติ อนาสาย น ลภติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺติ พหิทฺธา กฐินุทฺธารํ วีตินาเมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สีมาติกฺกนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน จีวราสาย ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อาสาย ลภติ อนาสาย น ลภติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺติ สมฺภุณาติ กฐินุทฺธารํ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สห ภิกฺขูหิ กฐินุทฺธาโร ฯ อาสาโทฬสกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน เกนจิเทว กรณีเยน ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส จีวราสา อุปฺปชฺชติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน เกนจิเทว กรณีเยน ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส จีวราสา อุปฺปชฺชติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๑๙.๑} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน เกนจิเทว กรณีเยน ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส จีวราสา อุปฺปชฺชติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน เกนจิเทว กรณีเยน ปกฺกมติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส จีวราสา อุปฺปชฺชติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวราสํ ปยิรุปาสิสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ ฯ ตสฺส สา จีวราสา อุปจฺฉิชฺชติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน อาสาวจฺเฉทิโก กฐินุทฺธาโร ฯ

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน เกนจิเทว กรณีเยน ปกฺกมติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส จีวราสา อุปฺปชฺชติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน เกนจิเทว กรณีเยน ปกฺกมติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส จีวราสา อุปฺปชฺชติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๒๐.๑} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน เกนจิเทว กรณีเยน ปกฺกมติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส จีวราสา อุปฺปชฺชติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน เกนจิเทว กรณีเยน ปกฺกมติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส จีวราสา อุปฺปชฺชติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวราสํ ปยิรุปาสิสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ ฯ ตสฺส สา จีวราสา อุปจฺฉิชฺชติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน อาสาวจฺเฉทิโก กฐินุทฺธาโร ฯ

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน เกนจิเทว กรณีเยน ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน เนวสฺส โหติ ปจฺเจสฺสนฺติ น ปนสฺส โหติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส จีวราสา อุปฺปชฺชติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน เกนจิเทว กรณีเยน ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน เนวสฺส โหติ ปจฺเจสฺสนฺติ น ปนสฺส โหติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส จีวราสา อุปฺปชฺชติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๒๑.๑} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน เกนจิเทว กรณีเยน ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน เนวสฺส โหติ ปจฺเจสฺสนฺติ น ปนสฺส โหติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส จีวราสา อุปฺปชฺชติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ อนาสาย ลภติ อาสาย น ลภติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน เกนจิเทว กรณีเยน ปกฺกมติ อนธิฏฺฐิเตน เนวสฺส โหติ ปจฺเจสฺสนฺติ น ปนสฺส โหติ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส จีวราสา อุปฺปชฺชติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวราสํ ปยิรุปาสิสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวราสํ ปยิรุปาสติ ฯ ตสฺส สา จีวราสา อุปจฺฉิชฺชติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน อาสาวจฺเฉทิโก กฐินุทฺธาโร ฯ กรณียโทฬสกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน ทิสงฺคมิโก ปกฺกมติ จีวรปฏิวิสํ อปวิลายมาโน ตเมนํ ทิสงฺคตํ ภิกฺขู ปุจฺฉนฺติ กหํ ตฺวํ อาวุโส วสฺสํ วุตฺโถ กตฺถ จ เต จีวรปฏิวิโสติ ฯ โส เอวํ วเทติ อมุกสฺมึ อาวาเส วสฺสํ วุตฺโถมฺหิ ตตฺถ จ เม จีวรปฏิวิโสติ ฯ เต เอวํ วเทนฺติ คจฺฉาวุโส ตํ จีวรํ อาหร มยนฺเต อิธ จีวรํ กริสฺสามาติ ฯ โส ตํ อาวาสํ คนฺตฺวา ภิกฺขู ปุจฺฉติ กหํ เม อาวุโส จีวรปฏิวิโสติ ฯ เต เอวํ วเทนฺติ อยนฺเต อาวุโส จีวรปฏิวิโส กหํ คมิสฺสสีติ ฯ โส เอวํ วเทติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เม ภิกฺขู จีวรํ กริสฺสนฺตีติ ฯ เต เอวํ วเทนฺติ อลํ อาวุโส มา อคมาสิ มยนฺเต อิธ จีวรํ กริสฺสามาติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน ทิสงฺคมิโก ปกฺกมติ ฯเปฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน ทิสงฺคมิโก ปกฺกมติ ฯเปฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน ทิสงฺคมิโก ปกฺกมติ จีวรปฏิวิสํ อปวิลายมาโน ฯ ตเมนํ ทิสงฺคตํ ภิกฺขู ปุจฺฉนฺติ กหํ ตฺวํ อาวุโส วสฺสํ วุตฺโถ กตฺถ จ เต จีวรปฏิวิโสติ ฯ โส เอวํ วเทติ อมุกสฺมึ อาวาเส วสฺสํ วุตฺโถมฺหิ ตตฺถ จ เม จีวรปฏิวิโสติ ฯ เต เอวํ วเทนฺติ คจฺฉาวุโส ตํ จีวรํ อาหร มยนฺเต อิธ จีวรํ กริสฺสามาติ ฯ โส ตํ อาวาสํ คนฺตฺวา ภิกฺขู ปุจฺฉติ กหํ เม อาวุโส จีวรปฏิวิโสติ ฯ เต เอวํ วเทนฺติ อยนฺเต อาวุโส จีวรปฏิวิโสติ ฯ โส ตํ จีวรํ อาทาย ตํ อาวาสํ คจฺฉติ ฯ ตเมนํ อนฺตรามคฺเค ภิกฺขู ปุจฺฉนฺติ อาวุโส กหํ คมิสฺสสีติ ฯ โส เอวํ วเทติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เม ภิกฺขู จีวรํ กริสฺสนฺตีติ ฯ เต เอวํ วเทนฺติ อลํ อาวุโส มา อคมาสิ มยนฺเต อิธ จีวรํ กริสฺสามาติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๒๓.๑} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน ทิสงฺคมิโก ปกฺกมติ จีวรปฏิวิสํ อปวิลายมาโน ฯ ตเมนํ ทิสงฺคตํ ภิกฺขู ปุจฺฉนฺติ กหํ ตฺวํ อาวุโส วสฺสํ วุตฺโถ กตฺถ จ เต จีวรปฏิวิโสติ ฯ โส เอวํ วเทติ อมุกสฺมึ อาวาเส วสฺสํ วุตฺโถมฺหิ ตตฺถ จ เม จีวรปฏิวิโสติ ฯ เต เอวํ วเทนฺติ คจฺฉาวุโส ตํ จีวรํ อาหร มยนฺเต อิธ จีวรํ กริสฺสามาติ ฯ โส ตํ อาวาสํ คนฺตฺวา ภิกฺขู ปุจฺฉติ กหํ เม อาวุโส จีวรปฏิวิโสติ ฯ เต เอวํ วเทนฺติ อยนฺเต อาวุโส จีวรปฏิวิโสติ ฯ โส ตํ จีวรํ อาทาย ตํ อาวาสํ คจฺฉติ ฯ ตเมนํ อนฺตรามคฺเค ภิกฺขู ปุจฺฉนฺติ อาวุโส กหํ คมิสฺสสีติ ฯ โส เอวํ วเทติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เม ภิกฺขู จีวรํ กริสฺสนฺตีติ ฯ เต เอวํ วเทนฺติ อลํ อาวุโส มา อคมาสิ มยนฺเต อิธ จีวรํ กริสฺสามาติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๒๓.๒} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน ทิสงฺคมิโก ปกฺกมติ จีวรปฏิวิสํ อปวิลายมาโน ฯ ตเมนํ ทิสงฺคตํ ภิกฺขู ปุจฺฉนฺติ กหํ ตฺวํ อาวุโส วสฺสํ วุตฺโถ กตฺถ จ เต จีวรปฏิวิโสติ ฯ โส เอวํ วเทติ อมุกสฺมึ อาวาเส วสฺสํ วุตฺโถมฺหิ ตตฺถ จ เม จีวรปฏิวิโสติ ฯ เต เอวํ วเทนฺติ คจฺฉาวุโส ตํ จีวรํ อาหร มยนฺเต อิธ จีวรํ กริสฺสามาติ ฯ โส ตํ อาวาสํ คนฺตฺวา ภิกฺขู ปุจฺฉติ กหํ เม อาวุโส จีวรปฏิวิโสติ ฯ เต เอวํ วเทนฺติ อยนฺเต อาวุโส จีวรปฏิวิโสติ ฯ โส ตํ จีวรํ อาทาย ตํ อาวาสํ คจฺฉติ ฯ ตเมนํ อนฺตรามคฺเค ภิกฺขู ปุจฺฉนฺติ อาวุโส กหํ คมิสฺสสีติ ฯ โส เอวํ วเทติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เม ภิกฺขู จีวรํ กริสฺสนฺตีติ ฯ เต เอวํ วเทนฺติ อลํ อาวุโส มา อคมาสิ มยนฺเต อิธ จีวรํ กริสฺสามาติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน ทิสงฺคมิโก ปกฺกมติ จีวรปฏิวิสํ อปวิลายมาโน ฯ ตเมนํ ทิสงฺคตํ ภิกฺขู ปุจฺฉนฺติ กหํ ตฺวํ อาวุโส วสฺสํ วุตฺโถ กตฺถ จ เต จีวรปฏิวิโสติ ฯ โส เอวํ วเทติ อมุกสฺมึ อาวาเส วสฺสํ วุตฺโถมฺหิ ตตฺถ จ เม จีวรปฏิวิโสติ ฯ เต เอวํ วเทนฺติ คจฺฉาวุโส ตํ จีวรํ อาหร มยนฺเต อิธ จีวรํ กริสฺสามาติ ฯ โส ตํ อาวาสํ คนฺตฺวา ภิกฺขู ปุจฺฉติ กหํ เม อาวุโส จีวรปฏิวิโสติ ฯ เต เอวํ วเทนฺติ อยนฺเต อาวุโส จีวรปฏิวิโสติ ฯ โส ตํ จีวรํ อาทาย ตํ อาวาสํ คจฺฉติ ฯ ตสฺส ตํ อาวาสํ คตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๒๔.๑} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน ทิสงฺคมิโก ปกฺกมติ ฯเปฯ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน ทิสงฺคมิโก ปกฺกมติ ฯเปฯ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ อปวิลายนนวกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน ผาสุวิหาริโก จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ วสิสฺสามิ โน เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ วสิสฺสามิ โน เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ วสิสฺสามิ โน เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๒๕.๑} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน ผาสุวิหาริโก จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ วสิสฺสามิ โน เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ วสิสฺสามิ โน เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ วสิสฺสามิ โน เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๒๕.๒} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน ผาสุวิหาริโก จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ วสิสฺสามิ โน เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ วสิสฺสามิ โน เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ วสิสฺสามิ โน เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ ตสฺส พหิสีมคตสฺส เอวํ โหติ อิเธวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ ตสฺส ตํ จีวรํ กยิรมานํ นสฺสติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน นาสนนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๒๕.๓} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน ผาสุวิหาริโก จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ วสิสฺสามิ โน เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ วสิสฺสามิ โน เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ วสิสฺสามิ โน เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺติ พหิทฺธา กฐินุทฺธารํ วีตินาเมติ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สีมาติกฺกนฺติโก กฐินุทฺธาโร ฯ {๑๒๕.๔} ภิกฺขุ อตฺถตกฐิโน ผาสุวิหาริโก จีวรํ อาทาย ปกฺกมติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ วสิสฺสามิ โน เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ วสิสฺสามิ โน เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ อมุกํ นาม อาวาสํ คมิสฺสามิ ตตฺถ เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ วสิสฺสามิ โน เจ เม ผาสุ ภวิสฺสติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ โส พหิสีมคโต ตํ จีวรํ กาเรติ ฯ โส กตจีวโร ปจฺเจสฺสํ ปจฺเจสฺสนฺติ สมฺภุณาติ กฐินุทฺธารํ ฯ ตสฺส ภิกฺขุโน สห ภิกฺขูหิ กฐินุทฺธาโร ฯ ผาสุวิหารปญฺจกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

เทฺวเม ภิกฺขเว กฐินสฺส ปลิโพธา เทฺว อปลิโพธา ฯ กตเม จ ภิกฺขเว เทฺว กฐินสฺส ปลิโพธา ฯ อาวาสปลิโพโธ จ จีวรปลิโพโธ จ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว อาวาสปลิโพโธ โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วสติ วา ตสฺมึ อาวาเส สาเปกฺโข วา ปกฺกมติ ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว อาวาสปลิโพโธ โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว จีวรปลิโพโธ โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน จีวรํ อกตํ วา โหติ วิปฺปกตํ วา จีวราสา วา อนุปจฺฉินฺนา ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว จีวรปลิโพโธ โหติ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว กฐินสฺส ปลิโพธา ฯ {๑๒๖.๑} กตเม จ ภิกฺขเว เทฺว กฐินสฺส อปลิโพธา ฯ อาวาสาปลิโพโธ จ จีวราปลิโพโธ จ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว อาวาสาปลิโพโธ โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปกฺกมติ ตมฺหา อาวาสา จตฺเตน วนฺเตน มุตฺเตน อนเปกฺเขน น ปจฺเจสฺสนฺติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว อาวาสาปลิโพโธ โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว จีวราปลิโพโธ โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน จีวรํ กตํ วา โหติ นฏฺฐํ วา วินฏฺฐํ วา ทฑฺฒํ วา จีวราสา วา อุปฺปจฺฉินฺนา ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว จีวราปลิโพโธ โหติ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว กฐินสฺส อปลิโพธาติ ฯ กฐินกฺขนฺธกํ นิฏฺฐิตํ สตฺตมํ ฯ อิมมฺหิ ขนฺธเก วตฺถู โทฬส เปยฺยาลมุขานิ เอกํ สตํ อฏฺฐารส ฯ ----------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๕. อนาสาโทฬสกะ ๑๙๕. อนาสาโทฬสกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินเพราะความสิ้นหวัง ๑๒ กรณี

ข้อ ๓๑๘

ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร อยู่นอกสีมา เข้าไป ยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวร แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า“จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร อยู่นอกสีมา เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวร แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๒) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร อยู่นอกสีมา เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวร แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๓) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร อยู่นอกสีมา มีความคิด อย่างนี้ว่า “จะเข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนี่แหละ จะไม่กลับ” เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น ความหวังว่าจะได้จีวรนั้นของเธอสิ้นสุดลง การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยสิ้นหวัง (๔) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวร แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้นชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๕) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวัง มีความ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๖๐}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๕. อนาสาโทฬสกะ คิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๖) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร คิดว่า “จะไปไม่กลับ” อยู่นอกสีมาเข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๗) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะเข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังจะได้ทำจีวรนอกสีมานี่แหละ”เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังจะได้ทำจีวรนั้น ความหวังว่าจะได้จีวรนั้นของเธอสิ้นสุดลงการเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยสิ้นหวัง (๘) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวรโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้มีความคิดว่า“จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้มีความคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังจะได้ทำจีวรนั้น แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๙) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังจะได้จีวรโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้มีความคิดว่า“จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้มีความคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังจะได้ทำจีวรนั้น แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๑๐) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวรโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้มีความคิดว่า“จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้มีความคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรแต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหายการเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๑๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๖๑}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๖. อาสาโทฬสกะ ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังจะได้จีวรโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้มีความคิดว่า“จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้มีความคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า“จะเข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวร ความหวังว่าจะได้จีวรนั้นของภิกษุนั้นสิ้นสุดลง การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยสิ้นหวัง (๑๒) อนาสาโทฬสกะ จบ ๑๙๖. อาสาโทฬสกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินเพราะความสมหวัง ๑๒ กรณี

ข้อ ๓๑๙

ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร คิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวร ได้ตามที่หวัง ไม่ผิดหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร คิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมา เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวร ได้ตามที่หวัง ไม่ผิดหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๒) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร คิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาเข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวร ได้ตามที่หวัง ไม่ผิดหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๓) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร คิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะเข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนอกสีมานี่แหละ จะไม่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๖๒}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๖. อาสาโทฬสกะ กลับ” เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น ความหวังที่จะได้จีวรนั้นของภิกษุนั้นสิ้นสุดลง การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยสิ้นหวัง (๔) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร คิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว” มีความคิดอย่างนี้ว่า “เพราะในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว จะไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนอกสีมานี่แหละ”เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น ได้ตามที่หวัง ไม่ผิดหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า“จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๕) ภิกษุกรานกฐินแล้ว หลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร คิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว” มีความคิดอย่างนี้ว่า “เพราะในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว จะไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนอกสีมานี่แหละ”เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น ได้ตามที่หวัง ไม่ผิดหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า“จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๖) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร คิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว” มีความคิดอย่างนี้ว่า “เพราะในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว จะไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนอกสีมานี่แหละ”เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น ได้ตามที่หวัง ไม่ผิดหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า“จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๗) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร คิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว” มีความคิดอย่างนี้ว่า “เพราะในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว จะเข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนอกสีมานี่แหละ จะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๖๓}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๖. อาสาโทฬสกะ ไม่กลับ” เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวร แต่ความหวังว่าจะได้จีวรนั้นของภิกษุนั้นสิ้นสุดลง การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยสิ้นหวัง (๘) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร คิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาเข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น ได้ตามที่หวัง ไม่ผิดหวัง ให้ทำจีวรนั้นทำจีวรเสร็จแล้ว ได้ทราบข่าวว่า “ในอาวาสนั้นกฐินเดาะเสียแล้ว” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยได้ทราบข่าว (๙) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร คิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะเข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวร แต่ความหวังว่าจะได้จีวรนั้นของภิกษุนั้นสิ้นสุดลง การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยสิ้นหวัง (๑๐) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร คิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาเข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น ได้ตามที่หวัง ไม่ผิดหวัง ให้ทำจีวรนั้น ทำจีวรเสร็จแล้ว คิดว่า “จะกลับ จะกลับ” ล่วงคราวกฐินเดาะนอกสีมา การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยล่วงเขต (๑๑) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยหวังว่าจะได้จีวร คิดว่า “จะกลับ” อยู่นอกสีมาเข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น ได้ตามที่หวัง ไม่ผิดหวัง ให้ทำจีวรนั้น ทำจีวรเสร็จแล้ว คิดว่า “จะกลับ จะกลับ” กลับมาทันกฐินเดาะ การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่าเดาะพร้อมกันกับภิกษุทั้งหลาย (๑๒) อาสาโทฬสกะ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๖๔}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๗. กรณียโทฬสกะ ๑๙๗. กรณียโทฬสกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินเพราะมีธุระจำเป็น ๑๒ กรณี

ข้อ ๓๒๐

ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยธุระจำเป็นบางอย่าง อยู่นอกสีมา เกิดความหวังว่าจะได้จีวร เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยธุระจำเป็นบางอย่าง อยู่นอกสีมา เกิดความหวังว่าจะได้จีวร เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวังมีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้นชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๒) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยธุระจำเป็นบางอย่าง อยู่นอกสีมา เกิดความหวังว่าจะได้จีวร เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวังมีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้นจีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๓) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยธุระจำเป็นบางอย่าง อยู่นอกสีมา เกิดความหวังว่าจะได้จีวร เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวังมีความคิดอย่างนี้ว่า “จะเข้าไปยังที่ซึ่งหวังว่าจะได้จีวรนอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ”เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวร แต่ความหวังว่าจะได้จีวรนั้นของภิกษุนั้นสิ้นสุดลงการเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยสิ้นหวัง (๔) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยธุระจำเป็นบางอย่าง คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมาเกิดความหวังว่าจะได้จีวร เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น แต่ได้ไม่สมหวังไม่ได้ตามหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ” ให้ทำจีวรนั้นการเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๖๕}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๗. กรณียโทฬสกะ ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยธุระจำเป็นบางอย่าง คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา เกิดความหวังว่าจะได้จีวร เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๖) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยธุระจำเป็นบางอย่าง คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา เกิดความหวังว่าจะได้จีวร เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ”ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้นชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าที่เสียหาย (๗) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยธุระจำเป็นบางอย่าง คิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา เกิดความหวังว่าจะได้จีวร เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวัง มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะเข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนี้นอกสีมานี่แหละ” เข้าไปยังที่ซึ่งหวังว่าจะได้จีวรนั้น แต่ความหวังว่าจะได้จีวรนั้นของภิกษุนั้นสิ้นสุดลง การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยสิ้นหวัง (๘) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยธุระจำเป็นบางอย่างโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้มีความคิดว่า “จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้มีความคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา เกิดความหวังว่าจะได้จีวร เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวังมีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้นการเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๙) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยธุระจำเป็นบางอย่างโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้มีความคิดว่า “จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้มีความคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา เกิดความหวังว่าจะได้จีวร เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวังมีความคิดอย่างนี้ว่า “จะไม่ให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๑๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๖๖}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๘. อปวิลายนนวกะ ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยธุระจำเป็นบางอย่างโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้มีความคิดว่า “จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้มีความคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา เกิดความหวังว่าจะได้จีวร เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น แต่ได้ไม่สมหวัง ไม่ได้ตามหวังมีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้นจีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่เกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่า กำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๑๑) ภิกษุกรานกฐินแล้วหลีกไปด้วยธุระจำเป็นบางอย่างโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้มีความคิดว่า “จะกลับ” แต่ก็ไม่ได้มีความคิดว่า “จะไม่กลับ” อยู่นอกสีมา เกิดความหวังว่าจะได้จีวร มีความคิดอย่างนี้ว่า “จะเข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” เข้าไปยังที่ซึ่งมีหวังว่าจะได้จีวรนั้น แต่ความหวังว่าจะได้จีวรนั้นของภิกษุนั้นสิ้นสุดลง การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วย สิ้นหวัง (๑๒) กรณียโทฬสกะ จบ ๑๙๘. อปวิลายนนวกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินเพราะหวังได้ส่วนจีวร ๙ กรณี

ข้อ ๓๒๑

ภิกษุกรานกฐินแล้วต้องการจะไปสู่ทิศจึงหลีกไป แต่ยังหวังได้ส่วน จีวร พวกภิกษุถามภิกษุนั้นผู้ไปสู่ทิศแล้วว่า “ท่านจำพรรษาที่ไหน ส่วนจีวรของท่านอยู่ที่ไหน” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ผมจำพรรษาในอาวาสโน้น ส่วนจีวรก็อยู่ที่นั้น เหมือนกัน” ภิกษุเหล่านั้นจึงกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านไปนำจีวรนั้นมา พวกเราจะทำจีวรให้ท่านในที่นี้”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๖๗}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๘. อปวิลายนนวกะ ภิกษุนั้นกลับไปยังอาวาสนั้นแล้วถามภิกษุทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลาย ส่วนจีวรของผมอยู่ที่ไหน” ภิกษุเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “นี้เป็นส่วนจีวรของท่าน ท่านจะไปไหน” ภิกษุนั้นจึงตอบอย่างนี้ว่า “ผมจะไปอาวาสโน้น ภิกษุในที่นั้นจะทำจีวรให้ผม” ภิกษุเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านอย่าไปเลย พวกเราจะทำจีวรให้ท่านในที่นี้” ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราจะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ”ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑) ภิกษุกรานกฐินแล้วต้องการจะไปสู่ทิศจึงหลีกไป ฯลฯ มีความคิดอย่างนี้ว่า“เราจะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๒) ภิกษุกรานกฐินแล้วต้องการจะไปสู่ทิศจึงหลีกไป ฯลฯ มีความคิดอย่างนี้ว่า“เราจะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๓)

ข้อ ๓๒๒

ภิกษุกรานกฐินแล้วต้องการจะไปสู่ทิศจึงหลีกไป แต่ยังหวังได้ส่วนจีวร พวกภิกษุถามภิกษุนั้นผู้ไปสู่ทิศแล้วว่า “ท่านจำพรรษาที่ไหน ส่วนจีวรของท่านอยู่ที่ไหน” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ผมจำพรรษาในอาวาสโน้น ส่วนจีวรก็อยู่ที่นั้น เหมือนกัน” พวกภิกษุกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านไปนำจีวรนั้นมา พวกเราจะทำจีวรให้ท่านในที่นี้” ภิกษุนั้นกลับไปยังอาวาสนั้นแล้วถามภิกษุทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลาย ส่วนจีวรของผมอยู่ที่ไหน” ภิกษุเหล่านั้นตอบอย่างนี้ว่า “นี้เป็นส่วนจีวรของท่าน”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๖๘}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๘. อปวิลายนนวกะ ภิกษุนั้นจึงถือเอาจีวรนั้นไปยังอาวาสนั้น ระหว่างทาง พวกภิกษุถามภิกษุนั้นว่า “ท่านจะไปไหน” ภิกษุนั้นจึงตอบว่า “ผมจะไปอาวาสโน้น ภิกษุในที่นั้นจะทำจีวรให้ผม” ภิกษุเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านอย่าไปเลย พวกเราจะทำจีวรให้ท่านในที่นี้”ภิกษุนั้นคิดว่า “เราจะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้นการเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๔) ภิกษุกรานกฐินแล้วต้องการจะไปสู่ทิศจึงหลีกไป แต่ยังหวังได้ส่วนจีวร พวกภิกษุถามภิกษุนั้นผู้ไปสู่ทิศแล้วว่า “ท่านจำพรรษาที่ไหน ส่วนจีวรของท่านอยู่ที่ไหน” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ผมจำพรรษาในอาวาสโน้น ส่วนจีวรก็อยู่ที่โน้น เหมือนกัน” พวกภิกษุกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านไปนำจีวรนั้นมา พวกเราจะทำจีวรให้ท่านในที่นี้” ภิกษุนั้นกลับไปยังอาวาสนั้นแล้วถามภิกษุทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลาย ส่วนจีวรของผมอยู่ที่ไหน” ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า “นี้เป็นส่วนจีวรของท่าน” ภิกษุนั้นจึงถือเอาจีวรนั้นไปยังอาวาสนั้น ระหว่างทาง พวกภิกษุถามภิกษุนั้นว่า “ท่านจะไปไหน” ภิกษุนั้นจึงตอบอย่างนี้ว่า “ผมจะไปอาวาสโน้น ภิกษุในที่นั้นจะทำจีวรให้ผม” ภิกษุเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านอย่าไปเลย พวกเราจะทำจีวรให้ท่านในที่นี้” ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราจะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ”ภิกษุนั้นให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๕) ภิกษุกรานกฐินแล้วต้องการจะไปสู่ทิศจึงหลีกไป แต่ยังหวังได้ส่วนจีวร พวกภิกษุถามภิกษุนั้นผู้ไปสู่ทิศแล้วว่า “ท่านจำพรรษาที่ไหน ส่วนจีวรของท่านอยู่ที่ไหน” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ผมจำพรรษาในอาวาสโน้น ส่วนจีวรก็อยู่ที่นั้น เหมือนกัน”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๖๙}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๘. อปวิลายนนวกะ พวกภิกษุกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านไปนำจีวรนั้นมา พวกเราจะทำจีวรให้ท่านในที่นี้” ภิกษุนั้นกลับไปยังอาวาสนั้นแล้วถามภิกษุทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลาย ส่วนจีวรของผมอยู่ที่ไหน” ภิกษุเหล่านั้นตอบอย่างนี้ว่า “นี้เป็นส่วนจีวรของท่าน” ภิกษุนั้นจึงถือเอาจีวรนั้นไปยังอาวาสนั้น ระหว่างทาง พวกภิกษุถามภิกษุนั้นว่า “ท่านจะไปไหน” ภิกษุนั้นจึงตอบอย่างนี้ว่า “ผมจะไปอาวาสโน้น ภิกษุในที่นั้นจะทำจีวรให้ผม” ภิกษุเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านอย่าไปเลย พวกเราจะทำจีวรให้ท่านในที่นี้” ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราจะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ”ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๖)

ข้อ ๓๒๓

ภิกษุกรานกฐินแล้วต้องการจะไปสู่ทิศจึงหลีกไป แต่ยังหวังได้ส่วนจีวร พวกภิกษุถามภิกษุนั้นผู้ไปสู่ทิศแล้วว่า “ท่านจำพรรษาที่ไหน ส่วนจีวรของท่านอยู่ที่ไหน” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ผมจำพรรษาในอาวาสโน้น ส่วนจีวรก็อยู่ที่นั้น เหมือนกัน” พวกภิกษุกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านไปนำจีวรนั้นมา พวกเราจะทำจีวรให้ท่านในที่นี้” ภิกษุนั้นกลับไปยังอาวาสนั้นแล้วถามภิกษุทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลาย ส่วนจีวรของผมอยู่ที่ไหน” ภิกษุเหล่านั้นตอบอย่างนี้ว่า “นี้เป็นส่วนจีวรของท่าน” ภิกษุนั้นจึงถือเอาจีวรนั้นไปยังอาวาสนั้น ไปยังอาวาสนั้นแล้วมีความคิดอย่างนี้ว่า “เราจะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๗๐}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๙. ผาสุวิหารปัญจกะ ภิกษุกรานกฐินแล้วต้องการจะไปสู่ทิศจึงหลีกไป ฯลฯ มีความคิดอย่างนี้ว่า“เราจะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๘) ภิกษุกรานกฐินแล้วต้องการจะไปสู่ทิศ ฯลฯ มีความคิดอย่างนี้ว่า “เราจะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๙)อปวิลายนนวกะ จบ ๑๙๙. ผาสุวิหารปัญจกะ ว่าด้วยการเดาะกฐินเพราะหวังอยู่ผาสุก ๕ กรณี

ข้อ ๓๒๔

ภิกษุกรานกฐินแล้วต้องการจะอยู่ผาสุก จึงถือจีวรหลีกไป คิดว่า “เราจะไปยังอาวาสโน้น ถ้าในอาวาสนั้นเราอยู่ผาสุกก็จะอยู่ ถ้าไม่ผาสุกก็จะไปยังอาวาสโน้น ถ้าในอาวาสนั้นเราอยู่ผาสุกก็จะอยู่ ถ้าไม่ผาสุกก็จะไปยังอาวาสโน้นถ้าในอาวาสนั้นเราอยู่ผาสุกก็จะอยู่ ถ้าไม่ผาสุกก็จะกลับ” อยู่นอกสีมามีความคิดอย่างนี้ว่า “จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” เธอให้ทำจีวรนั้น การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยทำจีวรเสร็จ (๑) ภิกษุกรานกฐินแล้วต้องการจะอยู่ผาสุก จึงถือจีวรหลีกไป คิดว่า “เราจะไปยังอาวาสโน้น ถ้าในอาวาสนั้นเราอยู่ผาสุกก็จะอยู่ ถ้าไม่ผาสุกก็จะไปยังอาวาสโน้นถ้าในอาวาสนั้นเราอยู่ผาสุกก็จะอยู่ ถ้าไม่ผาสุกก็จะไปยังอาวาสโน้น ถ้าในอาวาสนั้น เราอยู่ผาสุกก็จะอยู่ ถ้าไม่ผาสุกก็จะกลับ” อยู่นอกสีมา มีคความคิดอย่างนี้ว่า“จะไม่ให้ทำจีวรนี้ จะไม่กลับ” การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยตกลงใจ (๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๗๑}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๙๙. ผาสุวิหารปัญจกะ ภิกษุกรานกฐินแล้วต้องการจะอยู่ผาสุก จึงถือจีวรหลีกไปคิดว่า “เราจะไปยังอาวาสโน้น ถ้าในอาวาสนั้นเราอยู่ผาสุกก็จะอยู่ ถ้าไม่ผาสุกก็จะไปยังอาวาสโน้นถ้าในอาวาสนั้นเราอยู่ผาสุกก็จะอยู่ ถ้าไม่ผาสุกก็จะไปยังอาวาสโน้น ถ้าในอาวาสนั้นเราอยู่ผาสุกก็จะอยู่ ถ้าไม่ผาสุกก็จะกลับ” อยู่นอกสีมา มีความคิดอย่างนี้ว่า“จะให้ทำจีวรนี้นอกสีมานี่แหละ จะไม่กลับ” ให้ทำจีวรนั้น จีวรที่ภิกษุนั้นให้ทำอยู่นั้นเกิดเสียหาย การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยผ้าเสียหาย (๓) ภิกษุกรานกฐินแล้วต้องการจะอยู่อย่างผาสุก จึงถือจีวรหลีกไปคิดว่า “เราจะไปยังอาวาสโน้น ถ้าในอาวาสนั้นเราอยู่ผาสุกก็จะอยู่ ถ้าไม่ผาสุกก็จะไปยังอาวาสโน้นถ้าในอาวาสนั้นเราอยู่ผาสุกก็จะอยู่ ถ้าไม่ผาสุกก็จะไปยังอาวาสโน้น ถ้าในอาวาสนั้นเราอยู่ผาสุกก็จะอยู่ ถ้าไม่ผาสุกก็จะกลับ” อยู่นอกสีมา ให้ทำจีวรนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ จะกลับ” จนล่วงคราวกฐินเดาะนอกสีมา การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดด้วยล่วงเขต (๔) ภิกษุกรานกฐินแล้วต้องการจะอยู่ผาสุก จึงถือจีวรหลีกไปคิดว่า “เราจะไปยังอาวาสโน้น ถ้าในอาวาสนั้นเราอยู่ผาสุกก็จะอยู่ ถ้าไม่ผาสุกก็จะไปยังอาวาสโน้นถ้าในอาวาสนั้นเราอยู่ผาสุกก็จะอยู่ ถ้าไม่ผาสุกก็จะไปยังอาวาสโน้น ถ้าในอาวาสนั้นเราอยู่ผาสุกก็จะอยู่ ถ้าไม่ผาสุกก็จะกลับ” อยู่นอกสีมาให้ทำจีวรนั้น ทำจีวรเสร็จแล้วคิดว่า “จะกลับ” กลับมาทันกฐินเดาะ การเดาะกฐินของภิกษุนั้น ชื่อว่าเดาะพร้อมกันกับภิกษุทั้งหลาย (๕) ผาสุวิหารปัญจกะ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๗๒}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๒๐๐. ปลิโพธาปลิโพธกถา ๒๐๐. ปลิโพธาปลิโพธกถา ว่าด้วยปลิโพธและอปลิโพธ ปลิโพธ ๒ อย่าง

ข้อ ๓๒๕

ภิกษุทั้งหลาย กฐินมีปลิโพธ ๒ อย่าง มีอปลิโพธ ๒ อย่าง ภิกษุทั้งหลาย ปลิโพธ ๒ อย่าง คือ ๑. อาวาสปลิโพธ (ความกังวลในอาวาสเพราะคิดจะกลับมา) ๒. จีวรปลิโพธ (ความกังวลในจีวรเพราะยังไม่ได้ทำจีวรหรือทำยังไม่เสร็จ) ภิกษุทั้งหลาย อาวาสปลิโพธ คือ ในกรณีนี้ ภิกษุยังอยู่ในอาวาสนั้น หรือ หลีกไปแต่ผูกใจว่า “จะกลับ” อย่างนี้ชื่อว่าอาวาสปลิโพธ ภิกษุทั้งหลาย จีวรปลิโพธ คือ ในกรณีนี้ ภิกษุยังไม่ได้ทำจีวรหรือทำ จีวรค้างไว้ หรือความหวังว่าจะได้จีวรยังไม่สิ้นสุดลง อย่างนี้ชื่อว่าจีวรปลิโพธ ภิกษุทั้งหลาย กฐินมีปลิโพธ ๒ อย่างนี้แหละ ภิกษุทั้งหลาย กฐินมีอปลิโพธ ๒ อย่าง คือ ๑. อาวาสอปลิโพธ (ไม่มีความกังวลในอาวาส) ๒. จีวรอปลิโพธ (ไม่มีความกังวลในจีวร) ภิกษุทั้งหลาย อาวาสอปลิโพธ คือ ในกรณีนี้ ภิกษุหลีกไปจากอาวาส นั้น สละ คาย ปล่อยวาง ไม่ผูกใจ คิดว่า “จะไม่กลับมา” อย่างนี้ชื่อว่าอาวาสอปลิโพธ @เชิงอรรถ : @ ปลิโพธ ในทางพระวินัย หมายถึงความกังวลที่เป็นเหตุให้กฐินยังไม่เดาะ คือยังรักษาอานิสงส์กฐินและ@เขตแห่งจีวรกาล ตามกำหนดไว้ได้ ถ้าภิกษุหลีกไปโดยคิดว่า “จะไม่กลับมาอีก” จีวรปลิโพธขาดก่อน@ในขณะที่อยู่ภายในสีมานั่นเอง อาวาสปลิโพธขาดในขณะเมื่อก้าวล่วงสีมาไปแล้ว (วิ.อ. ๓/๓๑๑/๑๙๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๗๓}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๒๐๑. รวมเรื่องที่มีในกฐินขันธกะ ภิกษุทั้งหลาย จีวรอปลิโพธ คือ ในกรณีนี้ ภิกษุทำจีวรเสร็จแล้ว จีวร เสียหาย สูญหาย หรือถูกไฟไหม้ หรือความหวังว่าจะได้จีวรสิ้นสุดลง อย่างนี้ชื่อว่าจีวรอปลิโพธ ภิกษุทั้งหลาย กฐินอปลิโพธ ๒ อย่างนี้แล ปลิโพธาปลิโพธกถา จบ กฐินขันธกะที่ ๗ จบ เรื่องในขันธกะนี้มี ๑๒ เรื่อง และเปยยาลมุข ๑๑๘ เรื่อง

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ศึกษาเนื้อความอรรถกถาได้ในข้อ ๙๕. (อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้) -----------------------------------------------------

อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา มหาวรรค ภาค ๒ กฐินขันธกะ ภิกษุปาไฐยรัฐเดินทางเข้าเฝ้าเป็นต้น

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา