เรื่องสมาทานติตถิยมีวัตรเปลือยกายเป็นต้น
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๖๘เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ นคฺโค หุตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ ภควา ภนฺเต อเนกปริยาเยน อปฺปิจฺฉสฺส สนฺตุฏฺฐสฺส สลฺเลขสฺส ธูตสฺส ปาสาทิกสฺส อปจยสฺส วิริยารมฺภสฺส วณฺณวาที อิทํ ภนฺเต นคฺคิยํ อเนกปริยาเยน อปฺปิจฺฉตาย สนฺตุฏฺฐตาย สลฺเลขาย ธูตตฺตาย ปาสาทิกตาย อปจยาย วิริยารมฺภาย สํวตฺตติ สาธุ ภนฺเต ภควา ภิกฺขูนํ นคฺคิยํ อนุชานาตูติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา อนนุจฺฉวิกํ โมฆปุริส ฯเปฯ กถํ หิ นาม ตฺวํ โมฆปุริส นคฺคิยํ ติตฺถิยสมาทานํ สมาทิยิสฺสสิ เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว นคฺคิยํ ติตฺถิยสมาทานํ สมาทิยิตพฺพํ โย สมาทิเยยฺย อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ ฯ {๑๖๘.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ กุสจีรํ นิวาเสตฺวา ฯเปฯ วากจีรํ นิวาเสตฺวา ฯเปฯ ผลกจีรํ นิวาเสตฺวา ฯเปฯ เกสกมฺพลํ นิวาเสตฺวา ฯเปฯ วาลกมฺพลํ นิวาเสตฺวา ฯเปฯ อุลูกปกฺขํ นิวาเสตฺวา ฯเปฯ อชินกฺขิปํ นิวาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ ภควา ภนฺเต อเนกปริยาเยน อปฺปิจฺฉสฺส สนฺตุฏฺฐสฺส สลฺเลขสฺส ธูตสฺส ปาสาทิกสฺส อปจยสฺส วิริยารมฺภสฺส วณฺณวาที อิทํ ภนฺเต อชินกฺขิปํ อเนกปริยาเยน อปฺปิจฺฉตาย สนฺตุฏฺฐตาย สลฺเลขาย ธูตตฺตาย ปาสาทิกตาย อปจยาย วิริยารมฺภาย สํวตฺตติ สาธุ ภนฺเต ภควา ภิกฺขูนํ อชินกฺขิปํ อนุชานาตูติ ฯ {๑๖๘.๒} วิครหิ พุทฺโธ ภควา อนนุจฺฉวิกํ โมฆปุริส ฯเปฯ กถํ หิ นาม ตฺวํ โมฆปุริส อชินกฺขิปํ ติตฺถิยทฺธชํ ธาเรสฺสสิ เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว อชินกฺขิปํ ติตฺถิยทฺธชํ ธาเรตพฺพํ โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ ฯ {๑๖๘.๓} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อกฺกนาลํ นิวาเสตฺวา ฯเปฯ โปตฺถกํ นิวาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ ภควา ภนฺเต อเนกปริยาเยน อปฺปิจฺฉสฺส สนฺตุฏฺฐสฺส สลฺเลขสฺส ธูตสฺส ปาสาทิกสฺส อปจยสฺส วิริยารมฺภสฺส วณฺณวาที อยํ ภนฺเต โปตฺถโก อเนกปริยาเยน อปฺปิจฺฉตาย สนฺตุฏฺฐตาย สลฺเลขาย ธูตตฺตาย ปาสาทิกตาย อปจยาย วิริยารมฺภาย สํวตฺตติ สาธุ ภนฺเต ภควา ภิกฺขูนํ โปตฺถกํ อนุชานาตูติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา อนนุจฺฉวิกํ โมฆปุริส ฯเปฯ กถํ หิ นาม ตฺวํ โมฆปุริส โปตฺถกํ นิวาเสสฺสสิ เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว โปตฺถโก นิวาเสตพฺโพ โย นิวาเสยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๑๖๙เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู สพฺพนีลกานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ สพฺพปีตกานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ สพฺพโลหิตกานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ สพฺพมญฺเชฏฺฐกานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ สพฺพกณฺหานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ สพฺพมหารงฺครตฺตานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ สพฺพมหานามรตฺตานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ อจฺฉินฺนทสานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ ทีฆทสานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ ปุปฺผทสานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ ผณทสานิ จีวรานิ ธาเรนฺติ กญฺจุกํ ธาเรนฺติ ติรีฏกํ ธาเรนฺติ เวฐนํ ธาเรนฺติ ฯ {๑๖๙.๑} มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ น ภิกฺขเว สพฺพนีลกานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น สพฺพปีตกานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น สพฺพโลหิตกานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น สพฺพมญฺเชฏฺฐกานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น สพฺพกณฺหานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น สพฺพมหารงฺครตฺตานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น สพฺพมหานามรตฺตานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น อจฺฉินฺนทสานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น ทีฆทสานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น ปุปฺผทสานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น ผณทสานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ น กญฺจุกํ ธาเรตพฺพํ น ติรีฏกํ ธาเรตพฺพํ น เวฐนํ ธาเรตพฺพํ โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๘. จีวรขันธกะ] ๒๒๗. กุสจีราทิปฏิกเขปกถา ๒๒๖. นัคคิยปฏิกเขปกถา ว่าด้วยทรงห้ามเปลือยกาย เรื่องภิกษุเปลือยกาย
สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเปลือยกายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณที่ประทับแล้วได้กราบทูลดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสสรรเสริญความมักน้อย สันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการน่าเลื่อมใส การไม่สะสมการปรารภความเพียรโดยประการต่างๆ การเปลือยกายนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการน่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยประการต่างๆ ขอประทานวโรกาส พระผู้มีพระภาคทรงโปรดอนุญาตการเปลือยกายแก่ภิกษุเถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระทำของเธอไม่สมควร ไม่คล้อยตาม ไม่เหมาะสม ไม่ใช่กิจสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำเลยโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้สมาทานการเปลือยกายที่พวกเดียรถีย์ทำกันเล่า โมฆบุรุษการทำอย่างนี้มิได้เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส ฯลฯ” ครั้นทรงตำหนิแล้วทรงแสดงธรรมีกถารับสั่งภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสมาทานการเปลือยกายที่พวกเดียรถีย์ทำกัน รูปใดสมาทาน ต้องอาบัติถุลลัจจัย”๒๒๗. กุสจีราทิปฏิกเขปกถา ว่าด้วยทรงห้ามผ้าคากรองเป็นต้น เรื่องภิกษุนุ่งผ้าคากรองเป็นต้น
สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งนุ่งผ้าคากรอง ฯลฯ นุ่งผ้าเปลือกไม้ ฯลฯ นุ่ง ผ้าผลไม้ ฯลฯ นุ่งผ้าทอด้วยผมคน ฯลฯ นุ่งผ้าทอด้วยขนสัตว์ ฯลฯ นุ่งผ้าทอ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๔๖}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๘. จีวรขันธกะ] ๒๒๗. กุสจีราทิปฏิกเขปกถา ด้วยขนปีกนกเค้า ฯลฯ นุ่งหนังเสือแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ ที่ประทับได้กราบทูลดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสสรรเสริญความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยประการต่างๆ หนังเสือนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความมักน้อยความสันโดษความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยประการต่างๆ ขอประทานวโรกาส พระผู้มีพระภาคทรงโปรดอนุญาตหนังเสือแก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระทำของเธอไม่สมควรไม่คล้อยตาม ไม่เหมาะสม ไม่ใช่กิจสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำเลย ไฉนเธอจึงได้ใช้หนังเสืออันเป็นสัญลักษณ์ของเดียรถีย์เล่า โมฆบุรุษ การทำอย่างนี้ มิได้เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส ฯลฯ” ครั้นทรงตำหนิแล้วทรงแสดงธรรมีกถารับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้หนังเสืออันเป็นสัญลักษณ์ของเดียรถีย์ รูปใดใช้ ต้องอาบัติถุลลัจจัย” เรื่องภิกษุนุ่งผ้าทำด้วยก้านดอกรักเป็นต้น ต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งนุ่งผ้าทำด้วยก้านดอกรัก ฯลฯ นุ่งผ้าทำด้วยเปลือกปอ แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ ที่ประทับ ได้กราบทูลดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้าพระผู้มีพระภาคตรัสสรรเสริญความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยประการต่างๆผ้าทำด้วยเปลือกปอนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลาความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยประการต่างๆ ขอประทานวโรกาส พระผู้มีพระภาคทรงโปรดอนุญาตผ้าเปลือกปอแก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระทำของเธอไม่ สมควร ไม่คล้อยตาม ไม่เหมาะสม ไม่ใช่กิจสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำเลย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๔๗}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๘. จีวรขันธกะ] ๒๒๘. สัพพนีลกาทิปฏิกเขปกถา โมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้นุ่งผ้าเปลือกปอเล่า โมฆบุรุษ การทำอย่างนี้ มิได้เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส ฯลฯ” ครั้นทรงตำหนิแล้วทรงแสดงธรรมีกถารับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงนุ่งผ้าทำด้วยเปลือกปอรูปใดพึงนุ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ” ๒๒๘. สัพพนีลกาทิปฏิกเขปกถา ว่าด้วยทรงห้ามจีวรสีเขียวล้วนเป็นต้น เรื่องพระฉัพพัคคีย์ห่มจีวรสีเขียวล้วนเป็นต้น
สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ห่มจีวรสีเขียวล้วน ... ห่มจีวรสีเหลือง ล้วน ... ห่มจีวรสีแดงล้วน ... ห่มจีวรสีบานเย็นล้วน ... ห่มจีวร สีดำล้วน ... ห่มจีวรสีแสดล้วน ... ห่มจีวรสีชมพูล้วน ... ห่มจีวรที่ไม่ตัดชาย ... ห่มจีวรมีชายยาว ... ห่มจีวรมีชายเป็นลายดอกไม้ ... ห่มจีวรมีชายเป็นแผ่น ... สวมเสื้อ ... สวมหมวก... โพกศีรษะ คนทั้งหลายจึงตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงใช้ผ้าโพกศีรษะเหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงห่มจีวรสีเขียวล้วน ... ไม่พึงห่มจีวรสีเหลืองล้วน ... ไม่พึงห่มจีวรสีแดงล้วน ... ไม่พึงห่มจีวรสีบานเย็นล้วน ... ไม่พึงห่มจีวรสีดำล้วน ... ไม่พึงห่มจีวรสีแสดล้วน ... ไม่พึงห่มจีวรสีชมพูล้วน ... ไม่พึงห่มจีวรที่ไม่ตัดชาย ... ไม่พึงห่มจีวรมีชายยาว ... ไม่พึงห่มจีวรมีชายลายดอกไม้... ไม่พึงห่มจีวรมีชายเป็นแผ่น ...ไม่พึงสวมเสื้อ ... ไม่พึงสวมหมวก ... ไม่พึงใช้ผ้าโพกศีรษะ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๒๔๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ว่าด้วยจีวรที่ไม่ควร
วินิจฉัยในจีวรคากรองเป็นอาทิ พึงทราบดังนี้ :-
บทว่า อกฺกนาลํ ได้แก่ จีวรที่ทำด้วยก้านรัก.
ผ้าที่ทำด้วยปอ เรียกว่าผ้าเปลือกไม้.
ผ้าที่เหลือได้กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาแห่งปฐมปาราชิก.
ในผ้าเหล่านั้น เฉพาะผ้าเปลือกไม้ ปรับทุกกฏ ในผ้าที่เหลือปรับถุลลัจจัย.
ส่วนผ้าเปลือกรัก ผ้ากาบกล้วยและผ้าเปลือกละหุ่ง มีคติอย่างผ้าเปลือกไม้เหมือนกัน.
จีวรมีสีเขียวล้วนเป็นต้น พึงสำรอกสีเสีย ย้อมใหม่แล้วจึงใช้, ถ้าเป็นของที่ไม่อาจสำรอกสีได้, พึงให้กระทำเป็นผ้าปูลาดหรือพึงแทรกไว้ในท่ามกลางจีวรสองชั้น.
ความเป็นต่างๆ กันแห่งสีของจีวรเหล่านั้น มีนัยดังกล่าวแล้วในรองเท้านั่นแล.
ผ้าทั้งหลายที่มีชายไม่ได้ตัดและมีชายยาว พึงตัดชายเสียแล้ว จึงใช้.
ภิกษุได้เสื้อแล้วเลาะออกย้อมใช้ ย่อมควร. แม้ในผ้าโพกก็นัยนี้แล.
ส่วนหมวกเป็นของที่ทำด้วยเปลือกไม้ จะทำหมวกนั้น ให้เป็นของสำหรับเช็ดเท้าก็ควร.
____________________________
สมนฺต. ปฐฺม. ๒๗๙.
-----------------------------------------------------