เรื่องพระโสณกุฏิกัณณะ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๒๐เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา มหากจฺจาโน อวนฺตีสุ วิหรติ กุรรฆเร ปปาเต ปพฺพเต ฯ เตน โข ปน สมเยน โสโณ อุปาสโก กุฏิกณฺโณ อายสฺมโต มหากจฺจานสฺส อุปฏฺฐาโก โหติ ฯ อถโข โสโณ อุปาสโก กุฏิกณฺโณ เยนายสฺมา มหากจฺจาโน เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โสโณ อุปาสโก กุฏิกณฺโณ อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ เอตทโวจ ยถา ยถาหํ ภนฺเต อยฺเยน มหากจฺจาเนน ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ นยิทํ สุกรํ อคารํ อชฺฌาวสตา เอกนฺตปริปุณฺณํ เอกนฺตปริสุทฺธํ สงฺขลิขิตํ พฺรหฺมจริยํ จริตุํ อิจฺฉามหํ ภนฺเต เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตุํ ปพฺพาเชตุ มํ ภนฺเต อยฺโย มหากจฺจาโนติ ฯ {๒๐.๑} เอวํ วุตฺเต อายสฺมา มหากจฺจาโน โสณํ อุปาสกํ กุฏิกณฺณํ เอตทโวจ ทุกฺกรํ โข โสณ ยาวชีวํ เอกเสยฺยํ เอกภตฺตํ พฺรหฺมจริยํ จริตุํ อิงฺฆ ตฺวํ โสณ ตตฺเถว อคาริกภูโต พุทฺธานํ สาสนํ อนุยุญฺช กาลยุตฺตํ เอกเสยฺยํ เอกภตฺตํ พฺรหฺมจริยนฺติ ฯ {๒๐.๒} อถโข โสณสฺส อุปาสกสฺส กุฏิกณฺณสฺส โย อโหสิ ปพฺพชฺชาภิสงฺขาโร โส ปฏิปฺปสฺสมฺภิ ฯ ทุติยมฺปิ โข โสโณ อุปาสโก กุฏิกณฺโณ ฯเปฯ ตติยมฺปิ โข โสโณ อุปาสโก กุฏิกณฺโณ เยนายสฺมา มหากจฺจาโน เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โสโณ อุปาสโก กุฏิกณฺโณ อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ เอตทโวจ ยถา ยถาหํ ภนฺเต อยฺเยน มหากจฺจาเนน ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ นยิทํ สุกรํ อคารํ อชฺฌาวสตา เอกนฺตปริปุณฺณํ เอกนฺตปริสุทฺธํ สงฺขลิขิตํ พฺรหฺมจริยํ จริตุํ อิจฺฉามหํ ภนฺเต เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตุํ ปพฺพาเชตุ มํ ภนฺเต อยฺโย มหากจฺจาโนติ ฯ {๒๐.๓} อถโข อายสฺมา มหากจฺจาโน โสณํ อุปาสกํ กุฏิกณฺณํ ปพฺพาเชสิ ฯ เตน โข ปน สมเยน อวนฺติทกฺขิณาปโถ อปฺปภิกฺขุโก โหติ ฯ อถโข อายสฺมา มหากจฺจาโน ติณฺณํ วสฺสานํ อจฺจเยน กิจฺเฉน กสิเรน ตโต ตโต ทสวคฺคํ ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา อายสฺมนฺตํ โสณํ อุปสมฺปาเทสิ ฯ อถโข อายสฺมโต โสณสฺส วสฺสํ วุตฺถสฺส รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ สุโตเยว โข เม โส ภควา เอทิโส จ เอทิโส จาติ น จ มยา สมฺมุขา ทิฏฺโฐ คจฺเฉยฺยาหํ ตํ ภควนฺตํ ทสฺสนาย อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ สเจ มํ อุปชฺฌาโย อนุชาเนยฺยาติ ฯ {๒๐.๔} อถโข อายสฺมา โสโณ สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา มหากจฺจาโน เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา โสโณ อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ เอตทโวจ อิธ มยฺหํ ภนฺเต รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ สุโตเยว โข เม โส ภควา เอทิโส จ เอทิโส จาติ น จ มยา สมฺมุขา ทิฏฺโฐ คจฺเฉยฺยาหํ ตํ ภควนฺตํ ทสฺสนาย อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ สเจ มํ อุปชฺฌาโย อนุชาเนยฺยาติ คจฺเฉยฺยาหํ ภนฺเต ตํ ภควนฺตํ ทสฺสนาย อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ สเจ มํ อุปชฺฌาโย อนุชานาตีติ ฯ {๒๐.๕} สาธุ สาธุ โสณ คจฺฉ ตฺวํ โสณ ตํ ภควนฺตํ ทสฺสนาย อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ ทกฺขิสฺสสิ ตฺวํ โสณ ตํ ภควนฺตํ ปาสาทิกํ ปสาทนียํ สนฺตินฺทฺริยํ สนฺตมานสํ อุตฺตมทมถสมถมนุปฺปตฺตํ ทนฺตํ คุตฺตํ ยตินฺทฺริยํ นาคํ เตนหิ ตฺวํ โสณ มม วจเนน ภควโต ปาเท สิรสา วนฺท อุปชฺฌาโย เม ภนฺเต อายสฺมา มหากจฺจาโน ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทตีติ เอวญฺจ วเทหิ อวนฺติทกฺขิณาปโถ ภนฺเต อปฺปภิกฺขุโก ติณฺณํ เม วสฺสานํ อจฺจเยน กิจฺเฉน กสิเรน ตโต ตโต ทสวคฺคํ ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา อุปสมฺปทํ อลตฺถํ อปฺเปวนาม ภควา อวนฺติทกฺขิณาปเถ อปฺปตเรน คเณน อุปสมฺปทํ อนุชาเนยฺย อวนฺติทกฺขิณาปเถ ภนฺเต กณฺหุตฺตรา ภูมิ ขรา โคกณฺฏกหตา อปฺเปวนาม ภควา อวนฺติทกฺขิณาปเถ คณงฺคณุปาหนํ อนุชาเนยฺย อวนฺติทกฺขิณาปเถ ภนฺเต นหานครุกา มนุสฺสา อุทกสุทฺธิกา อปฺเปวนาม ภควา อวนฺติทกฺขิณาปเถ ธุวนหานํ อนุชาเนยฺย อวนฺติทกฺขิณาปเถ ภนฺเต จมฺมานิ อตฺถรณานิ เอฬกจมฺมํ อชจมฺมํ มิคจมฺมํ เสยฺยถาปิ ภนฺเต มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ เอรคุ โมรคุ มชฺชารุ ชนฺตุ เอวเมว โข ภนฺเต อวนฺติทกฺขิณาปเถ จมฺมานิ อตฺถรณานิ เอฬกจมฺมํ อชจมฺมํ มิคจมฺมํ อปฺเปวนาม ภควา อวนฺติทกฺขิณาปเถ จมฺมานิ อตฺถรณานิ อนุชาเนยฺย เอฬกจมฺมํ อชจมฺมํ มิคจมฺมํ เอตรหิ ภนฺเต มนุสฺสา นิสฺสีมคตานํ ภิกฺขูนํ จีวรํ เทนฺติ อิมํ จีวรํ อิตฺถนฺนามสฺส เทมาติ เต อาคนฺตฺวา อาโรเจนฺติ อิตฺถนฺนาเมหิ เต อาวุโส มนุสฺเสหิ จีวรํ ทินฺนนฺติ เต กุกฺกุจฺจายนฺตา น สาทิยนฺติ มา โน นิสฺสคฺคิยํ อโหสีติ อปฺเปวนาม ภควา จีวเร ปริยายํ อาจิกฺเขยฺยาติ ฯ {๒๐.๖} เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา โสโณ อายสมฺโต มหากจฺจานสฺส ปฏิสฺสุณิตฺวา อุฏฺฐายาสนา อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เสนาสนํ สํสาเมตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน สาวตฺถี เตน ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน เยน สาวตฺถี เชตวนํ อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราโม เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ อถโข ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ อิมสฺส อานนฺท อาคนฺตุกสฺส ภิกฺขุโน เสนาสนํ ปญฺญาเปหีติ ฯ อถโข อายสฺมา อานนฺโท ยสฺส โข มํ ภควา อาณาเปติ อิมสฺส อานนฺท อาคนฺตุกสฺส ภิกฺขุโน เสนาสนํ ปญฺญาเปหีติ อิจฺฉติ ภควา เตน ภิกฺขุนา สทฺธึ เอกวิหาเร วตฺถุํ อิจฺฉติ ภควา อายสฺมตา โสเณน สทฺธึ เอกวิหาเร วตฺถุนฺติ ยสฺมึ วิหาเร ภควา วิหรติ ตสฺมึ วิหาเร อายสฺมโต โสณสฺส เสนาสนํ ปญฺญาเปสิ ฯ
๒๑อถโข ภควา พหุเทว รตฺตึ อชฺโฌกาเส วีตินาเมตฺวา วิหารํ ปาวิสิ ฯ อายสฺมาปิ โข โสโณ พหุเทว รตฺตึ อชฺโฌกาเส วีตินาเมตฺวา วิหารํ ปาวิสิ ฯ อถโข ภควา รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย อายสฺมนฺตํ โสณํ อชฺเฌสิ ปฏิภาตุ ตํ ภิกฺขุ ธมฺโม ภาสิตุนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา โสโณ ภควโต ปฏิสฺสุณิตฺวา สพฺพาเนว อฏฺฐกวคฺคิกานิ สเรน อภาสิ ฯ อถโข ภควา อายสฺมโต โสณสฺส สรภญฺญปริโยสาเน อพฺภานุโมทิ สาธุ สาธุ ภิกฺขุ สุคฺคหิตานิ โข เต ภิกฺขุ อฏฺฐกวคฺคิกานิ สุมนสิกตานิ สูปธาริตานิ กลฺยาณิยาสิ วาจาย สมนฺนาคโต วิสฺสฏฺฐาย อเนลคลาย อตฺถสฺส วิญฺญาปนิยา กติวสฺโสสิ ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ เอกวสฺโส อหํ ภควาติ ฯ กิสฺส ปน ตฺวํ ภิกฺขุ เอวํจิรํ อกาสีติ ฯ จิรํ ทิฏฺโฐ เม ภนฺเต กาเมสุ อาทีนโว อปิจ สมฺพาธา ฆราวาสา พหุกิจฺจา พหุกรณียาติ ฯ อถโข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ทิสฺวา อาทีนวํ โลเก ญตฺวา ธมฺมํ นิรูปธึ อริโย น รมตี ปาเป ปาเป น รมตี สุจีติ ฯ
๒๒อถโข อายสฺมา โสโณ ปฏิสมฺโมทติ โข มํ ภควา อยํ ขฺวสฺส กาโล ยํ เม อุปชฺฌาโย ปริทสฺสีติ อุฏฺฐายาสนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา ภควโต ปาเทสุ สิรสา นิปติตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ อุปชฺฌาโย เม ภนฺเต อายสฺมา มหากจฺจาโน ภควโต ปาเทสุ สิรสา วนฺทติ เอวญฺจ วเทติ อวนฺติทกฺขิณาปโถ ภนฺเต อปฺปภิกฺขุโก ติณฺณํ เม วสฺสานํ อจฺจเยน กิจฺเฉน กสิเรน ตโต ตโต ทสวคฺคํ ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา อุปสมฺปทํ อลตฺถํ อปฺเปวนาม ภควา อวนฺติทกฺขิณาปเถ อปฺปตเรน คเณน อุปสมฺปทํ อนุชาเนยฺย อวนฺติทกฺขิณาปเถ ภนฺเต กณฺหุตฺตรา ภูมิ ขรา โคกณฺฏกหตา อปฺเปวนาม ภควา อวนฺติทกฺขิณาปเถ คณงฺคณุปาหนํ อนุชาเนยฺย อวนฺติทกฺขิณาปเถ ภนฺเต นหานครุกา มนุสฺสา อุทกสุทฺธิกา อปฺเปวนาม ภควา อวนฺติทกฺขิณาปเถ ธุวนหานํ อนุชาเนยฺย อวนฺติทกฺขิณาปเถ ภนฺเต จมฺมานิ อตฺถรณานิ เอฬกจมฺมํ อชจมฺมํ มิคจมฺมํ เสยฺยถาปิ ภนฺเต มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ เอรคุ โมรคุ มชฺชารุ ชนฺตุ เอวเมว โข ภนฺเต อวนฺติทกฺขิณาปเถ จมฺมานิ อตฺถรณานิ เอฬกจมฺมํ อชจมฺมํ มิคจมฺมํ อปฺเปวนาม ภควา อวนฺติทกฺขิณาปเถ จมฺมานิ อตฺถรณานิ อนุชาเนยฺย เอฬกจมฺมํ อชจมฺมํ มิคจมฺมํ เอตรหิ ภนฺเต มนุสฺสา นิสฺสีมคตานํ ภิกฺขูนํ จีวรํ เทนฺติ อิมํ จีวรํ อิตฺถนฺนามสฺส เทมาติ เต อาคนฺตฺวา อาโรเจนฺติ อิตฺถนฺนาเมหิ เต อาวุโส มนุสฺเสหิ จีวรํ ทินฺนนฺติ เต กุกฺกุจฺจายนฺตา น สาทิยนฺติ มา โน นิสฺสคฺคิยํ อโหสีติ อปฺเปวนาม ภควา จีวเร ปริยายํ อาจิกฺเขยฺยาติ ฯ
๒๓อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อวนฺติทกฺขิณาปโถ ภิกฺขเว อปฺปภิกฺขุโก อนุชานามิ ภิกฺขเว สพฺพปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ วินยธรปญฺจเมน คเณน อุปสมฺปทํ ฯ {๒๓.๑} ตตฺรีเม ปจฺจนฺติมา ชนปทา ปุรตฺถิมาย ทิสาย กชงฺคลํ นาม นิคโม ตสฺส ปเรน มหาสาลา ตโต ปรา ปจฺจนฺติมา ชนปทา โอรโต มชฺเฌ ฯ ปุรตฺถิมทกฺขิณาย ทิสาย สลฺลวตี นาม นที ตโต ปรา ปจฺจนฺติมา ชนปทา โอรโต มชฺเฌ ฯ ทกฺขิณาย ทิสาย เสตกณฺณิกํ นาม นิคโม ตโต ปรา ปจฺจนฺติมา ชนปทา โอรโต มชฺเฌ ฯ ปจฺฉิมาย ทิสาย ถูนํ นาม พฺราหฺมณคาโม ตโต ปรา ปจฺจนฺติมา ชนปทา โอรโต มชฺเฌ ฯ อุตฺตราย ทิสาย อุสีรทฺธโช นาม ปพฺพโต ตโต ปรา ปจฺจนฺติมา ชนปทา โอรโต มชฺเฌ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว เอวรูเปสุ ปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ วินยธรปญฺจเมน คเณน อุปสมฺปทํ ฯ อวนฺติทกฺขิณาปเถ ภิกฺขเว กณฺหุตฺตรา ภูมิ ขรา โคกณฺฏกหตา อนุชานามิ ภิกฺขเว สพฺพปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ คณงฺคณุปาหนํ ฯ อวนฺติทกฺขิณาปเถ ภิกฺขเว นหานครุกา มนุสฺสา อุทกสุทฺธิกา อนุชานามิ ภิกฺขเว สพฺพปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ ธุวนหานํ ฯ อวนฺติทกฺขิณาปเถ ภิกฺขเว จมฺมานิ อตฺถรณานิ เอฬกจมฺมํ อชจมฺมํ มิคจมฺมํ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ เอรคุ โมรคุ มชฺชารุ ชนฺตุ เอวเมว โข ภิกฺขเว อวนฺติทกฺขิณาปเถ จมฺมานิ อตฺถรณานิ เอฬกจมฺมํ อชจมฺมํ มิคจมฺมํ อนุชานามิ ภิกฺขเว สพฺพปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ จมฺมานิ อตฺถรณานิ เอฬกจมฺมํ อชจมฺมํ มิคจมฺมํ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว มนุสฺสา นิสฺสีมคตานํ ภิกฺขูนํ จีวรํ เทนฺติ อิมํ จีวรํ อิตฺถนฺนามสฺส เทมาติ อนุชานามิ ภิกฺขเว สาทิตุํ น ตาว ตํ คณนุปคํ ยาว น หตฺถํ คจฺฉตีติ ฯ จมฺมกฺขนฺธกํ ปญฺจมํ ฯ อิมมฺหิ ขนฺธเก วตฺถู เตสฏฺฐี ฯ ---------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๕. จัมมขันธกะ] ๑๕๗. โสณกุฏิกัณณวัตถุ ๑๕๗. โสณกุฏิกัณณวัตถุ ว่าด้วยพระโสณกุฏิกัณณะ เรื่องพระมหากัจจานะ
สมัยนั้น ท่านพระมหากัจจานะพักอยู่ที่ภูเขาปปาตะ เมืองกุรุรฆระ ในแคว้นอวันตี ครั้งนั้น อุบาสกชื่อโสณกุฏิกัณณะ เป็นอุปัฏฐากของท่านพระ มหากัจจานะ ต่อมา เขาเข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ ไหว้แล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับท่านพระมหากัจจานะดังนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ ธรรมตามที่พระ คุณเจ้ามหากัจจานะแสดงนั้น กระผมเข้าใจว่า ‘การที่ผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติ พรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์อย่างยิ่งเหมือนสังข์ที่ขัดดีแล้ว มิใช่กระทำได้ง่าย’ กระผมปรารถนาจะปลงผม โกนหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือนมาบวช เป็นบรรพชิต ขอพระคุณเจ้ากัจจานะโปรดให้กระผมบวชด้วยเถิด ขอรับ” เมื่อเขากล่าวอย่างนี้ ท่านพระมหากัจจานะได้กล่าวกับอุบาสกโสณกุฏิกัณณะ ดังนี้ว่า “การประพฤติพรหมจรรย์ซึ่งต้องนอนผู้เดียว บริโภคอาหารมื้อเดียวจน ตลอดชีพทำได้ยาก แต่เอาเถอะ โสณะ ท่านเป็นคฤหัสถ์อยู่ที่บ้านนั้นแหละ จง หมั่นประพฤติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งเป็นพรหมจรรย์ที่ต้อง นอนผู้เดียว บริโภคอาหารมื้อเดียวตามเวลาที่เหมาะสมเถิด” ครั้งนั้น ความคิดที่น้อมไปเพื่อบรรพชาของอุบาสกโสณกุฏิกัณณะ ระงับไป @เชิงอรรถ : @ โสณสูตร (ขุ.อุ. ๒๕/๔๖/๑๗๑) @ ภูเขาปวัตตะ (ขุ.อ. ๒๕/๔๖/๑๗๑) @ นอนผู้เดียว มิได้หมายถึงแต่เพียงอิริยาบถนอนอย่างเดียว แต่หมายถึงอิริยาบถอีก ๓ อิริยาบถด้วย คือ@ยืนผู้เดียว เดินผู้เดียว นั่งผู้เดียว ซึ่งจัดเป็นกายวิเวก (สารตฺถ.ฏีกา ๓/๒๕๓/๓๖๐)@ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่อุบาสกจะพึงหมั่นประพฤติในส่วนเบื้องต้น คือ ศีล ๕ ที่จะต้องรักษาประจำ@ศีล ๘ ที่พึงรักษาในวันอุโบสถ ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และศีล ๑๐ (ถ้าสามารถ)และเจริญสมาธิ@ปัญญาตามเหมาะสมแก่ศีลที่รักษานั้นๆ (สารตฺถ.ฏีกา ๓/๒๕๗/๓๖๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๓๒}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๕. จัมมขันธกะ] ๑๕๘. มหากัจจานปัญจวรปริทัสสนา แม้ครั้งที่ ๒ อุบาสกโสณกุฏิกัณณะ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ อุบาสกโสณกุฏิกัณณะ เข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับท่านพระมหากัจจานะดังนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ ธรรมตามที่พระคุณเจ้ามหากัจจานะแสดงนั้น กระผมเข้าใจว่า ‘การที่ผู้อยู่ครอง เรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์อย่างยิ่งเหมือนสังข์ที่ขัดดีแล้ว มิใช่ กระทำได้ง่าย’ กระผมปรารถนาจะปลงผม โกนหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจาก เรือนมาบวชเป็นบรรพชิต ขอพระคุณเจ้ากัจจานะโปรดให้กระผมบวชด้วยเถิด ขอรับ” ลำดับนั้น ท่านพระมหากัจจานะจึงให้อุบาสกโสณกุฏิกัณณะบวช ก็สมัยนั้น อวันตีทักขิณาบถ มีภิกษุน้อย ท่านพระมหากัจจานะจัดหาภิกษุ สงฆ์จากที่นั้นๆ ให้ครบองค์ประชุม คือ ๑๐ รูป ได้ยากลำบาก เวลาล่วงไปถึง ๓ ปี จึงให้ท่านโสณะอุปสมบทได้ ๑๕๘. มหากัจจานปัญจวรปริทัสสนา ว่าด้วยอาณัตติกพจน์ของท่านพระมหากัจจานะ ๕ ประการ สมัยนั้น ท่านพระโสณะออกพรรษาแล้ว หลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความ คิดขึ้นในใจอย่างนี้ว่า “เราเพียงแต่ได้ยินว่า ‘พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงมีพระลักษณะเช่นนี้และเช่นนี้’ แต่เราไม่เคยเฝ้าเฉพาะพระพักตร์เลย เราจะไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ถ้าพระอุปัชฌาย์อนุญาต” ครั้นเวลาเย็น ท่านพระโสณะออกจากที่หลีกเร้น เข้าไปหาท่านพระมหา กัจจานะถึงที่อยู่ ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่สมควร ท่านพระโสณะได้กล่าวกับท่านพระ มหากัจจานะดังนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ ขอโอกาส กระผมหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิด ความคิดขึ้นในใจอย่างนี้ว่า “เราเพียงแต่ได้ยินว่า ‘พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงมีพระลักษณะเช่นนี้และเช่นนี้’ แต่เราไม่เคยเฝ้าเฉพาะพระพักตร์เลย เราจะไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ถ้าพระอุปัชฌาย์อนุญาต”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๓๓}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๕. จัมมขันธกะ] ๑๕๘. มหากัจจานปัญจวรปริทัสสนา ท่านผู้เจริญ กระผมจะไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นถ้าพระอุปัชฌาย์อนุญาต” ท่านพระมหากัจจานะกล่าวว่า “ดีละ ดีละ โสณะ ท่านจงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเถิด ท่านจะเห็นพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้น่าเลื่อมใส ทรงเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส มีพระอินทรีย์สงบ มีพระทัยสงบ ทรง บรรลุทมถะและสมถะสูงสุด ทรงฝึกฝนแล้ว คุ้มครองแล้ว ทรงสำรวมอินทรีย์ ทรง เป็นผู้ประเสริฐ ท่านโสณะ ท่านจงถวายอภิวาทด้วยเศียรเกล้าแทบพระบาทของ พระผู้มีพระภาคตามคำของเราว่า ‘พระพุทธเจ้าข้า ท่านพระมหากัจจานะผู้เป็นพระ อุปัชฌาย์ของข้าพระองค์ ขอถวายอภิวาทแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วย เศียรเกล้า’ ดังนี้ และจงกราบทูลอย่างนี้ว่า ๑. พระพุทธเจ้าข้า อวันตีทักขิณาบถ มีภิกษุน้อย ข้าพระองค์จัดหา ภิกษุสงฆ์จากที่นั้นๆ ให้ครบองค์ประชุม คือ ๑๐ รูป ได้ยาก ลำบาก เวลาล่วงไปถึง ๓ ปี จึงได้อุปสมบท ถ้ากระไร พระผู้มี พระภาคพึงทรงอนุญาตให้อุปสมบทด้วยคณะสงฆ์น้อยรูปกว่านี้ได้ เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ @เชิงอรรถ : @ น่าเลื่อมใส คือให้เกิดความเลื่อมใส (วิ.อ. ๓/๒๕๗/๑๗๐) พระรูปกายของพระผู้มีพระภาคถึงพร้อมด้วย@พระรัศมีแห่งพระสรีระอันนำความเลื่อมใสมารอบด้าน เพราะประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ@อนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ และพระเกตุมาลามีพระรัศมีแผ่ออกข้างละวา นำความเลื่อมใสมาแก่ชนผู้สนใจ@ทัสสนาพระรูปกาย เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส พระผู้มีพระภาคทรงถึงพร้อมด้วยกองธรรมอันประกอบ@ด้วยหมู่แห่งคุณที่ประมาณมิได้ เป็นต้นว่า พลญาณ ๑๐ เวสารัชชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖@(ดู ขุ.ป. ๓๑/๖๘-๗๓/๕, ๑๒๑/๑๓๗) และพุทธธรรมเฉพาะอย่าง ๑๘ ประการ (ดู ที.ปา.อ. ๓/๓๐๕/๑๘๘-๑๘๙)@(ขุ.อุ.อ. ๙๐, สารตฺถ.ฏีกา ๓/๒๕๗/๓๖๓) @ ทมถะและสมถะ หมายถึงปัญญาและสมาธิและหมายถึงความสงบกายและความสงบจิตบ้าง@(วิ.อ. ๓/๒๕๗/๑๗๐) ทมถะและสมถะที่สูงสุด คือปัญญาวิมุตติและเจโตวิมุตติอันเป็นโลกุตตระ@(สารตฺถ. ฏีกา. ๓/๒๕๗/๓๖๓) @ หมายถึง เวลาผ่านไป ๓ พรรษา นับจากวันที่บรรพชาเป็นสามเณร (วิ.อ. ๓/๒๕๗/๑๗๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๓๔}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๕. จัมมขันธกะ] ๑๕๘. มหากัจจานปัญจวรปริทัสสนา ๒. พระพุทธเจ้าข้า พื้นดินในอวันตีทักขิณาบถ มีสีดำมาก แข็ง มี รอยระแหงกีบโค ถ้ากระไร พระผู้มีพระภาคพึงทรงอนุญาตรองเท้า หลายชั้น เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ ๓. พระพุทธเจ้าข้า พวกมนุษย์ในอวันตีทักขิณาบถนิยมการอาบน้ำ ถือว่าน้ำจะทำให้สะอาด ถ้ากระไร พระผู้มีพระภาคพึงทรงอนุญาต การอาบน้ำได้เป็นนิตย์ เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ ๔. พระพุทธเจ้าข้า ในอวันตีทักขิณาบถ มีหนังที่เป็นเครื่องลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ หนังมฤค เหมือนกับที่มัชฌิมชนบทมีหญ้า ตีนกา หญ้าหางนกยูง หญ้าหนวดแมว หญ้าหางช้าง ถ้ากระไร พระผู้มีพระภาคพึงทรงอนุญาตหนังที่เป็นเครื่องลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ และหนังมฤค เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ ๕. พระพุทธเจ้าข้า เวลานี้ พวกมนุษย์ถวายจีวรฝากภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่นอกสีมาด้วยกล่าวว่า ‘พวกเราขอถวายจีวรผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’ ภิกษุผู้รับฝากเหล่านั้นมาบอกว่า ‘พวกมนุษย์ชื่อนี้ถวายจีวรแก่ท่าน’ ภิกษุที่จะได้รับจีวรเหล่านั้นยำเกรงอยู่ จึงไม่ยินดี ด้วยคิดว่า ‘ของที่เป็นนิสสัคคีย์ อย่าได้มีแก่พวกเราเลย’ ถ้ากระไร พระผู้มี พระภาคพึงตรัสบอกเหตุในเรื่องจีวร” พระโสณะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ท่านพระโสณะรับคำของท่านพระมหากัจจานะแล้ว ลุกจากอาสนะไหว้ท่าน พระมหากัจจานะ ทำประทักษิณ เก็บเสนาสนะ ถือบาตรและจีวร จาริกไปทาง กรุงสาวัตถี เดินทางไปโดยลำดับจนถึงกรุงสาวัตถี ถึงพระเชตวันอารามของอนาถ บิณฑิกเศรษฐีแล้วเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มี พระภาคแล้วนั่ง ณ ที่สมควร @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดเกี่ยวกับของที่เป็นนิสสัคคีย์ใน วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๕๙-๕๔๑/๑-๖๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๓๕}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๕. จัมมขันธกะ] ๑๕๘. มหากัจจานปัญจวรปริทัสสนา ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกับท่านพระอานนท์ว่า “อานนท์ เธอจงจัด เสนาสนะต้อนรับภิกษุอาคันตุกะรูปนี้” ท่านพระอานนท์ทราบว่า “พระผู้มีพระภาคทรงมีพระประสงค์จะประทับอยู่ใน วิหารหลังเดียวกับภิกษุรูปที่พระองค์มีพระบัญชาใช้เราว่า ‘อานนท์ เธอจงจัด เสนาสนะต้อนรับภิกษุอาคันตุกะรูปนี้’ พระผู้มีพระภาคทรงมีพระประสงค์จะประทับ อยู่ในวิหารแห่งเดียวกับท่านพระโสณะ” จึงจัดเสนาสนะต้อนรับท่านพระโสณะใน พระวิหารอันเป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาค เรื่องพระโสณะสวดพระสูตรในอัฏฐกวรรค
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในที่แจ้งจนดึกจึงเสด็จเข้าพระวิหาร ฝ่ายท่านพระโสณะก็ใช้เวลาอยู่ในที่แจ้งจนดึกจึงเข้าพระวิหาร พอถึงเวลาใกล้รุ่งพระผู้มีพระภาคทรงลุกขึ้นแล้ว ทรงเชื้อเชิญท่านพระโสณะว่า “ภิกษุ เธอจงกล่าวธรรมตามถนัดเถิด” ท่านพระโสณะทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว ได้สวดพระสูตรทั้งหมด ในอัฏฐกวรรค โดยทำนองสรภัญญะ เมื่อท่านพระโสณะสวดทำนองสรภัญญะจบแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงชื่นชมอย่างยิ่งจึงได้ประทานสาธุการว่า “ดีละ ดีละ ภิกษุ เธอเล่าเรียนสูตรในอัฏฐกวรรคมาดีแล้ว จำได้แม่นยำดี เปล่งเสียงสวดได้ไพเราะเพราะพริ้ง ไม่มีที่น่าตำหนิบอกความหมายได้ชัดเจน ภิกษุ เธอมีพรรษาเท่าไร” ท่านพระโสณะกราบทูลว่า “ข้าพระองค์บวชได้ ๑ พรรษา พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ภิกษุ เพราะเหตุไร เธอจึงช้าอยู่เล่า” @เชิงอรรถ : @ จงกล่าวธรรมตามที่ได้ฟัง ตามที่เล่าเรียนมา (ขุ.อุ.อ. ๔๖/๓๓๔) @ ขุ.สุ. ๒๕/๗๗๓-๙๘๒/๔๘๖-๕๒๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๓๖}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๕. จัมมขันธกะ] ๑๕๘. มหากัจจานปัญจวรปริทัสสนา ท่านพระโสณะกราบทูลว่า “ข้าพระองค์เห็นโทษในกามนานแล้ว แต่ผู้ครองเรือนวุ่นวาย มีกิจมาก มีธุระมาก พระพุทธเจ้าข้า” ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่องนี้แล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานว่า “อารยชนเห็นโทษในโลก รู้ธรรมที่ไม่มีอุปธิ จึงไม่ยินดีในบาป เพราะคนบริสุทธิ์ ย่อมไม่ยินดีในบาป” ลำดับนั้น ท่านพระโสณะคิดว่า “พระผู้มีพระภาคกำลังทรงชื่นชมเรา เวลานี้ควรกราบทูลคำสั่งของพระอุปัชฌาย์” จึงลุกจากอาสนะ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง หมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ท่านพระมหากัจจานะผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ของข้าพระองค์ ขอกราบถวายอภิวาทแทบพระบาทของพระพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า สั่งให้กราบทูลว่า ๑. พระพุทธเจ้าข้า อวันตีทักขิณาบถ มีภิกษุน้อย ข้าพระองค์จัดหา ภิกษุสงฆ์จากที่นั้นๆ ให้ครบองค์ประชุม คือ ๑๐ รูป ได้ยาก ลำบาก เวลาล่วงไปถึง ๓ ปี จึงได้อุปสมบท ถ้ากระไร พระผู้มี พระภาค พึงทรงอนุญาตให้อุปสมบทด้วยคณะสงฆ์น้อยรูปกว่านี้ได้ เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ ๒. พระพุทธเจ้าข้า พื้นดินในอวันตีทักขิณาบถ มีสีดำมาก แข็ง มี รอยระแหงกีบโค ถ้ากระไร พระผู้มีพระภาคพึงทรงอนุญาตรองเท้า หลายชั้น เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ ๓. พระพุทธเจ้าข้า พวกมนุษย์ในอวันตีทักขิณาบถนิยมการอาบน้ำ ถือว่าน้ำจะทำให้สะอาด ถ้ากระไร พระผู้มีพระภาคพึงทรงอนุญาต การอาบน้ำได้เป็นนิตย์ เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ @เชิงอรรถ : @ วุ่นวายอยู่กับกรณียกิจน้อยใหญ่ (ขุ.อุ.อ. ๔๖/๓๓๕) @ คือเป็นผู้มีความประพฤติทางกายเป็นต้นบริสุทธิ์สม่ำเสมอ (ขุ.อุ.อ. ๔๖/๓๓๖)@ ขุ.อุ. ๒๕/๔๖/๑๗๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๓๗}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๕. จัมมขันธกะ] ๑๕๘. มหากัจจานปัญจวรปริทัสสนา ๔. พระพุทธเจ้าข้า ในอวันตีทักขิณาบถ มีหนังที่เป็นเครื่องลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ หนังมฤค เหมือนกับที่มัชฌิมชนบทมีหญ้าตีนกา หญ้า หางนกยูง หญ้าหนวดแมว หญ้าหางช้าง ถ้ากระไร พระผู้มีพระภาคพึงทรงอนุญาตหนังที่เป็นเครื่องลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ และหนังมฤค เฉพาะในอวันตีทักขิณาบถ ๕. พระพุทธเจ้าข้า เวลานี้ มนุษย์ทั้งหลายถวายจีวรฝากภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่นอกสีมาด้วยกล่าวว่า ‘พวกเราขอถวายจีวรผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’ ภิกษุผู้รับฝากเหล่านั้นมาบอกว่า ‘พวกมนุษย์ชื่อนี้ถวายจีวรแก่ท่าน’ ภิกษุที่จะได้รับจีวรเหล่านั้นยำเกรงอยู่ จึงไม่ยินดีด้วยคิดว่า ‘ของ ที่เป็นนิสสัคคีย์อย่าได้มีแก่พวกเราเลย’ ถ้ากระไร พระผู้มีพระภาค พึงตรัสบอกเหตุในเรื่องจีวร” เรื่องประทานพร ๕ อย่างแก่พระโสณะ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถาเพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ แล้วรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า ๑. ภิกษุทั้งหลาย อวันตีทักขิณาบถ มีภิกษุน้อย ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการอุปสมบทด้วยคณะมีจำนวน ๕ รูปรวมทั้งพระ วินัยธร ในปัจจันตชนบททั้งหมด กำหนดเขตปัจจันตชนบทและมัชฌิมชนบท บรรดาชนบทเหล่านั้น ปัจจันตชนบทกำหนดเขตไว้ ดังนี้ ทางทิศตะวันออกมีนิคมกชังคละ เป็นขอบเขต ถัดเข้ามาถึงมหาสาลนคร พ้นเขตนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ด้านในเป็นมัชฌิมชนบท ทางทิศเหนือมีแม่น้ำสัลลวดี เป็นขอบเขต พ้นเขตนั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบทด้านในเป็นมัชฌิมชนบท
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๓๘}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๕. จัมมขันธกะ] ๑๕๘. มหากัจจานปัญจวรปริทัสสนา ทางทิศใต้มีนิคมเสตกัณณิกะเป็นขอบเขต พ้นเขตนั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบทด้านในเป็นมัชฌิมชนบท ทางทิศตะวันตกมีหมู่บ้านพราหมณ์ถูณะเป็นขอบเขต พ้นเขตนั้นออกไป เป็นปัจจันตชนบท ด้านในเป็นมัชฌิมชนบท ทางทิศอุดรมีภูเขาอุสีรธชะเป็นขอบเขต พ้นเขตนั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบทด้านในเป็นมัชฌิมชนบท ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการอุปสมบทด้วยคณะสงฆ์ ๕ รูปรวมทั้งพระ วินัยธรได้ทั่วปัจจันตชนบทดังกล่าวนี้ ๒. ภิกษุทั้งหลาย พื้นดินในอวันตีทักขิณาบถ มีสีดำมาก แข็ง มีรอย ระแหงกีบโค เราอนุญาตรองเท้าหลายชั้น ในปัจจันตชนบททั้งหมด ๓. ภิกษุทั้งหลาย พวกมนุษย์ในอวันตีทักขิณาบถนิยมการอาบน้ำ ถือว่าน้ำจะทำให้สะอาด เราอนุญาตการอาบน้ำได้เป็นนิตย์ ใน ปัจจันตชนบททั้งหมด ๔. ภิกษุทั้งหลาย ในอวันตีทักขิณาบถมีหนังที่เป็นเครื่องลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ หนังมฤค เหมือนกับที่มัชฌิมชนบทมีหญ้า ตีนกา หญ้าหางนกยูง หญ้าหนวดแมว หญ้าหางช้าง เราอนุญาต หนังที่เป็นเครื่องลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ และหนังมฤค ใน ปัจจันตชนบททั้งหมด ๕. ภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกมนุษย์ถวายจีวรฝากภิกษุทั้งหลายผู้อยู่นอก สีมาด้วยกล่าวว่า ‘พวกเราขอฝากถวายจีวรผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’ เรา อนุญาตให้ยินดีจีวรนั้นยังไม่นับ(ราตรี) ตลอดเวลาที่ยังไม่ถึงมือ” จัมมขันธกะที่ ๕ จบ @เชิงอรรถ : @ ภิกษุที่รับฝากถวายจีวร ยังมิได้นำจีวรมาถวายจนถึงมือ หรือยังมิได้ส่งข่าวมาแจ้งให้ทราบว่า มีทายก@ถวายจีวร ต่อเมื่อภิกษุที่รับฝากถวายจีวรนำมาถวายจนถึงมือ หรือส่งข่าวมาแจ้งให้ทราบ หรือได้ฟังข่าวว่า@มีทายกถวายจีวรแล้วแต่นั้น จีวรนั้นเก็บไว้ได้ ๑๐ วัน (วิ.อ. ๓/๒๕๙/๑๗๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๓๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เรื่องพระโสณกุฏิกัณณะ
บทว่า กุรรฆเร ได้แก่ ในเมืองมีชื่ออย่างนั้น. โคจรคามของพระมหากัจจายนะนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวด้วยบทว่า กุรรฆเร นั้น.
สองบทว่า ปปาเต ปพฺพเต ได้แก่ ที่ภูเขาปปาต. สถานเป็นที่อยู่ของท่าน พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวด้วยสองบทว่า ปปาเต ปพฺพเต นั้น.
คำว่า โสณะ เป็นชื่อของอุบาสกนั้น. ก็และอุบาสกนั้นทรงเครื่องประดับหูมีราคาโกฏิหนึ่ง. เพราะฉะนั้นจึงเรียกกันว่า กุฏิกัณณะ ความว่า โกฏิกัณณะ.
บทว่า เอกเสยฺยํ ได้แก่ การนอนของบุคคลผู้เดียว. ความว่า พรหมจรรย์ประกอบด้วยการเป็นที่ประกอบความเพียรเนืองๆ.
บทว่า ปาสาทิกํ ได้แก่ ให้เกิดความเลื่อมใส.
บทว่า ปสาทนียํ นี้เป็นคำกล่าวซ้ำเนื้อความของบทว่า ปาสาทิกํ นั้นแล.
บทว่า อุตฺตมทมถสมถํ ได้แก่ ความฝึกและความสงบคือปัญญาและสมาธิอันอุดม. ความว่า ความสงบกายและสงบจิตดังนี้ก็ได้.
บทว่า ทนฺตํ มีความว่า ชื่อว่าผู้ทรมานแล้ว เพราะกิเลสเครื่องดิ้นรนซึ่งเป็นข้าศึกทั้งปวงเป็นของเด็ดขาดไปแล้ว. อธิบายว่า ผู้สิ้นกิเลสแล้ว.
บทว่า คุตฺตํ ได้แก่ ผู้คุ้มครองแล้วด้วยความป้องปก คือความระวัง.
บทว่า ยตินฺทฺริยํ ได้แก่ ทรงชนะอินทรีย์แล้ว.
บทว่า นาคํ ได้แก่ ผู้เว้นจากบาป. ความว่า ผู้ปราศจากกิเลส.
หลายบท ติณฺณํ เม วสฺสานํ อจฺจเยน มีความว่า ต่อล่วงไปสามเดือนจำเดิมแต่วันบรรพชาของข้าพเจ้า.
สองบทว่า อุปสมฺปทํ อลตฺถํ ความว่า ข้าพเจ้าจึงได้อุปสมบท.
บทว่า กณฺหุตฺตรา ได้แก่ มีดินดำยิ่งนัก. ความว่า มีดินดำเป็นก้อนนูนขึ้น.
บทว่า โคกณฺฏกหตา คือ เป็นภาคพื้นที่ถูกทำให้เสียด้วยระแหงกีบโคซึ่งตั้งขึ้นจากพื้นที่ถูกกีบโคเหยียบ. ได้ยินว่า รองเท้าชั้นเดียวไม่อาจกันระแหงกีบโคเหล่านั้นได้, พื้นแผ่นดินเป็นของแข็งขรุขระด้วยประการดังนี้.
ติณชาติมีอยู่ ๔ อย่างเหล่านี้ คือ เอรคุ คือหญ้าตีนกา ๑ โมรคุ คือหญ้าหางนกยูง ๑ มัชชารุ คือหญ้าหนวดแมว ๑ ชันตุ คือหญ้าหางช้าง ๑ ชนทั้งหลายย่อมทำเสื่อลำแพนและเสื่ออ่อนด้วยหญ้าเหล่านี้.
บรรดาติณชาติ ๔ ชนิดนั้น หญ้าเอรคุนั้นได้แก่หญ้าทราย, หญ้าทรายนั้นเป็นของหยาบ. หญ้าโมรคุมียอดสีแดงละเอียดอ่อน มีสัมผัสสบาย. เสื่อที่ทำด้วยหญ้าโมรคุนั้น เมื่อนอนแล้วพอลุกขึ้นเป็นของฟูขึ้นอีกได้. ชนทั้งหลายย่อมทำแม้ซึ่งผ้าสาฎกด้วยหญ้ามัชชารุ. หญ้าชันตุมีสีคล้ายแก้วมณี.
สองบทว่า เสนาสนํ ปญฺญาเปสิ มีความว่า พระอานนท์ผู้มีอายุได้ปูฟูกหรือเสื่อลำแพน. ก็แลครั้นปูแล้วจึงบอกแก่พระโสณะว่า ผู้มีอายุ พระศาสดามีพระประสงค์จะอยู่ในที่มุงที่บังอันเดียวกับท่าน, เสนาสนะสำหรับท่าน เราจัดไว้แล้ว ในพระคันธกุฎีนั่นเอง.
หลายบทว่า ปฏิภาตุ ตํ ภิกฺขุ ธมฺโม ภาสิตุํ มีความว่าธรรมจงรับหน้าที่ต่อญาณ กล่าวคือปฏิญาณ เพื่อสวด.
บทว่า อฏฺฐกวคฺคิกานิ มีความว่า พระโสณะผู้มีอายุได้สวดพระสูตร ๑๖ สูตรมีกามสูตรเป็นต้น ที่ว่าเป็นอัฏฐกวัคคิกะ เหล่านั้น.
บทว่า วิสฺสฏฺฐาย คือ มีอักขระอันสละสลวย.
บทว่า อเนลคลาย มีความว่า ความเป็นวาจาประกอบด้วยโทษ ย่อมไม่มี.
สองบาทคาถาว่า อริโย น รมตี ปาเป, ปาเป น รมตี สุจิ มีความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คนสะอาดย่อมไม่ยินดีในบาป เพื่อแสดงเนื้อความวิเศษว่า จริงอยู่ บุคคลใดประกอบด้วยคุณธรรมเครื่องเป็นผู้สะอาดทางกายวาจาและใจ, บุคคลนั้นย่อมไม่ยินดีในบาป เพราะฉะนั้น เฉพาะพระอริยเจ้า ชื่อว่าไม่ยินดีในบาป.
หลายบทว่า อยํ ขฺวสฺส กาโล ความว่า เวลานี้แลพึงเป็นกาล.
บทว่า ปริทสฺสิ ได้แก่ สั่งมาแล้ว.
ในคำนี้ว่า อยํ ขฺวสฺส กาโล ... ปริทสฺสิ มีคำอธิบายดังนี้ว่า
อุปัชฌาย์ของเราให้เรารับทราบคำสั่งอันใดมาว่า เธอพึงทูลเรื่องนี้ด้วย เรื่องนี้ด้วย, เวลานี้พึงเป็นกาลแห่งคำสั่งนั้น, เอาเถิด เราจะทูลคำสั่งนั้นเดี๋ยวนี้.
บทว่า วินยธรปญฺจเมน คือ มีอาจารย์ผู้สวดประกาศเป็นที่ ๕.
วินิจฉัยในข้อว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว สพฺพปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ คณงฺคณุปาหนํ นี้ พึงทราบดังนี้ :-
รองเท้าที่ทำด้วยหนังชนิดใดชนิดหนึ่ง เว้นหนังมนุษย์เสีย ย่อมควรแม้ในถุงรองเท้า ฝักมีดและฝักกุญแจ ก็นัยนี้แล.
____________________________
อฏฺฐกวคฺคิกานีติ : อฏฺฐกวคฺคภูตานิ กามสุตฺตาทีนิ โสฬสสุตฺตานีติ สารตฺถทีปนี.
เป็นวรรคที่ ๔ แห่งสุตตนิบาต ขุททกนิกาย ๓๙๓.
มหาวคฺค. ทุติย. ๓๔.
ว่าด้วยหนัง
ก็แลวินิจฉัยในคำว่า จมฺมานิ อตฺถรณานิ นี้ พึงทราบดังนี้ :-
ภิกษุจะปูหนังแกะและหนังแพะอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วนอนหรือนั่งก็ควร.
วินิจฉัยในหนังมฤค พึงทราบดังนี้ :-
หนังแห่งมฤคชาติ คือเนื้อทราย เนื้อสมัน เนื้อฟาน กวาง เนื้อถึก ละมั่งเหล่านี้เท่านั้นควร. ส่วนหนังแห่งสัตว์เหล่าอื่นไม่ควร.
ลิง ค่าง นางเห็น ชะมดและสัตว์ร้ายเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี หนังของสัตว์เหล่านั้นไม่ควร.
ในสัตว์เหล่านั้น ที่ชื่อว่าสัตว์ร้าย ได้แก่ ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี เสือดาว. แต่จะไม่ควรเฉพาะสัตว์เหล่านี้พวกเดียวเท่านั้น หามิได้อันหนังของสัตว์เหล่าใด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าไม่ควร เว้นสัตว์เหล่านั้นเสีย สัตว์ทั้งหลายที่เหลือชั้นที่สุดแม้โค กระบือ กระต่าย แมวเป็นต้น รวมทั้งหมดพึงทราบว่า สัตว์ร้ายเหมือนกันในอรรถนี้. จริงอยู่ หนังของสัตว์ทุกๆ ชนิดไม่ควร.
ข้อว่า น ตํ ตาว คณนูปคํ, ยาว น หตฺถํ คจฺฉติ มีความว่า
จีวรซึ่งชนทั้งหลายนำมาแล้วแต่ยังมิได้ถวายก็ดี จีวรที่เขาฝากไปให้ แต่ยังมิได้บอกว่า จีวรเกิดขึ้นแก่ท่านแล้ว ดังนี้ก็ดี เพียงใด จีวรนั้นยังไม่ต้องนับวัน คือไม่ควรเพื่ออธิษฐาน.
อธิบายว่า ยังไม่เข้าถึงความถือเอาที่ควรอธิษฐานเพียงนั้น. แต่จีวรที่เขานำมาถวายแล้วก็ดี จีวรที่เขาฝากไปให้และบอกแล้วก็ดี จีวรที่ภิกษุได้ฟังว่า เกิดแล้วก็ดีในกาลใด จำเดิมแต่กาลนั้นไป ภิกษุย่อมได้บริหาร ๑๐ วันเท่านั้นฉะนี้แล.
อรรถกถาจัมมขันธกะ จบ. -----------------------------------------------------