ภิกษุหมดจดจากอาบัติ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๕๗๘อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชติ ปริมาณมฺปิ อปริมาณมฺปิ ฯเปฯ ววตฺถิตมฺปิ สมฺภินฺนมฺปิ ฯ โส สงฺฆํ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ ยาจติ ฯ ตสฺส สงฺโฆ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ เทติ ฯ โส ปริวสนฺโต อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชติ ปริมาณาโย อปฺปฏิจฺฉนฺนาโย ฯ โส สงฺฆํ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาจติ ฯ ตํ สงฺโฆ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสติ อธมฺมิเกน กมฺเมน กุปฺเปน อฏฺฐานารเหน อธมฺเมน สโมธานปริวาสํ เทติ ฯ โส ปริวสามีติ มญฺญมาโน อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชติ ปริมาณาโย อปฺปฏิจฺฉนฺนาโย ฯ {๕๗๘.๑} โส ตสฺมึ ภูมิยํ ฐิโต ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺติโย สรติ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺติโย สรติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อหํ โข สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชึ ปริมาณมฺปิ อปริมาณมฺปิ ฯเปฯ ววตฺถิตมฺปิ สมฺภินฺนมฺปิ โสหํ สงฺฆํ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ ยาจึ ตสฺส เม สงฺโฆ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ อทาสิ โสหํ ปริวสนฺโต อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชึ ปริมาณาโย อปฺปฏิจฺฉนฺนาโย โสหํ สงฺฆํ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาจึ ตํ มํ สงฺโฆ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสิ อธมฺมิเกน กมฺเมน กุปฺเปน อฏฺฐานารเหน อธมฺเมน สโมธานปริวาสํ อทาสิ ฯ {๕๗๘.๒} โสหํ ปริวสามีติ มญฺญมาโน อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชึ ปริมาณาโย อปฺปฏิจฺฉนฺนาโย โสหํ ตสฺมึ ภูมิยํ ฐิโต ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺติโย สรามิ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺติโย สรามิ ยนฺนูนาหํ สงฺฆํ ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาเจยฺยํ ธมฺมิเกน กมฺเมน อกุปฺเปน ฐานารเหน ธมฺเมน สโมธานปริวาสํ ธมฺเมน มานตฺตํ ธมฺเมน อพฺภานนฺติ ฯ {๕๗๘.๓} โส สงฺฆํ ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาจติ ธมฺมิเกน กมฺเมน อกุปฺเปน ฐานารเหน ธมฺเมน สโมธานปริวาสํ ธมฺเมน มานตฺตํ ธมฺเมน อพฺภานํ ฯ ตํ สงฺโฆ ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ มูลาย ปฏิกสฺสติ ธมฺมิเกน กมฺเมน อกุปฺเปน ฐานารเหน ธมฺเมน สโมธานปริวาสํ เทติ ธมฺเมน มานตฺตํ เทติ ธมฺเมน อพฺเภติ ฯ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิสุทฺโธ ตาหิ อาปตฺตีหิ ฯ
๕๗๙อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชติ ปริมาณมฺปิ อปริมาณมฺปิ ฯเปฯ ววตฺถิตมฺปิ สมฺภินฺนมฺปิ ฯ โส สงฺฆํ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ ยาจติ ฯ ตสฺส สงฺโฆ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ เทติ ฯ โส ปริวสนฺโต อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชติ ปริมาณาโย ปฏิจฺฉนฺนาโย ฯเปฯ ปริมาณาโย ปฏิจฺฉนฺนาโยปิ อปฺปฏิจฺฉนฺนาโยปิ ฯ โส สงฺฆํ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาจติ ฯ ตํ สงฺโฆ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสติ อธมฺมิเกน กมฺเมน กุปฺเปน อฏฺฐานารเหน อธมฺเมน สโมธานปริวาสํ เทติ ฯ {๕๗๙.๑} โส ปริวสามีติ มญฺญมาโน อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชติ ปริมาณาโย ปฏิจฺฉนฺนาโยปิ อปฺปฏิจฺฉนฺนาโยปิ ฯ โส ตสฺมึ ภูมิยํ ฐิโต ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺติโย สรติ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺติโย สรติ ฯ {๕๗๙.๒} ตสฺส เอวํ โหติ อหํ โข สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชึ ปริมาณมฺปิ อปริมาณมฺปิ ฯเปฯ ววตฺถิตมฺปิ สมฺภินฺนมฺปิ โสหํ สงฺฆํ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ ยาจึ ตสฺส เม สงฺโฆ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ อทาสิ โสหํ ปริวสนฺโต อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชึ ปริมาณาโย ปฏิจฺฉนฺนาโยปิ อปฺปฏิจฺฉนฺนาโยปิ โสหํ สงฺฆํ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาจึ ตํ มํ สงฺโฆ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสิ อธมฺมิเกน กมฺเมน กุปฺเปน อฏฺฐานารเหน อธมฺเมน สโมธานปริวาสํ อทาสิ โสหํ ปริวสามีติ มญฺญมาโน อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชึ ปริมาณาโย ปฏิจฺฉนฺนาโยปิ อปฺปฏิจฺฉนฺนาโยปิ โสหํ ตสฺมึ ภูมิยํ ฐิโต ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺติโย สรามิ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺติโย สรามิ ยนฺนูนาหํ สงฺฆํ ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาเจยฺยํ ธมฺมิเกน กมฺเมน อกุปฺเปน ฐานารเหน ธมฺเมน สโมธานปริวาสํ ธมฺเมน มานตฺตํ ธมฺเมน อพฺภานนฺติ ฯ โส สงฺฆํ ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาจติ ธมฺมิเกน กมฺเมน อกุปฺเปน ฐานารเหน ธมฺเมน สโมธานปริวาสํ ธมฺเมน มานตฺตํ ธมฺเมน อพฺภานนฺติ ฯ ตํ สงฺโฆ ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ มูลาย ปฏิกสฺสติ ธมฺมิเกน กมฺเมน อกุปฺเปน ฐานารเหน ธมฺเมน สโมธานปริวาสํ เทติ ธมฺเมน มานตฺตํ เทติ ธมฺเมน อพฺเภติ ฯ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิสุทฺโธ ตาหิ อาปตฺตีหิ ฯ
๕๘๐อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชติ ปริมาณมฺปิ อปริมาณมฺปิ เอกนามมฺปิ นานานามมฺปิ สภาคมฺปิ วิสภาคมฺปิ ววตฺถิตมฺปิ สมฺภินฺนมฺปิ ฯ โส สงฺฆํ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ ยาจติ ฯ ตสฺส สงฺโฆ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ เทติ ฯ โส ปริวสนฺโต อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชติ อปริมาณาโย อปฺปฏิจฺฉนฺนาโย ฯเปฯ อปริมาณาโย ปฏิจฺฉนฺนาโย ฯเปฯ อปริมาณาโย ปฏิจฺฉนฺนาโยปิ อปฺปฏิจฺฉนฺนาโยปิ ฯ โส สงฺฆํ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาจติ ฯ ตํ สงฺโฆ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสติ อธมฺมิเกน กมฺเมน กุปฺเปน อฏฺฐานารเหน อธมฺเมน สโมธานปริวาสํ เทติ ฯ โส ปริวสามีติ มญฺญมาโน ฯเปฯ ธมฺเมน สโมธานปริวาสํ เทติ ธมฺเมน มานตฺตํ เทติ ธมฺเมน อพฺเภติ ฯ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิสุทฺโธ ตาหิ อาปตฺตีหิ ฯ
๕๘๑อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชติ ปริมาณมฺปิ อปริมาณมฺปิ ฯเปฯ ววตฺถิตมฺปิ สมฺภินฺนมฺปิ ฯ โส สงฺฆํ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ ยาจติ ฯ ตสฺส สงฺโฆ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ เทติ ฯ โส ปริวสนฺโต อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชติ ปริมาณาโยปิ อปริมาณาโยปิ อปฺปฏิจฺฉนฺนาโย ฯ โส สงฺฆํ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาจติ ฯ ตํ สงฺโฆ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสติ อธมฺมิเกน กมฺเมน กุปฺเปน อฏฺฐานารเหน อธมฺเมน สโมธานปริวาสํ เทติ ฯ โส ปริวสามีติ มญฺญมาโน ฯเปฯ ธมฺเมน สโมธานปริวาสํ เทติ ธมฺเมน มานตฺตํ เทติ ธมฺเมน อพฺเภติ ฯ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิสุทฺโธ ตาหิ อาปตฺตีหิ ฯ
๕๘๒อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชติ ปริมาณมฺปิ อปริมาณมฺปิ ฯเปฯ ววตฺถิตมฺปิ สมฺภินฺนมฺปิ ฯ โส สงฺฆํ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ ยาจติ ฯ ตสฺส สงฺโฆ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ เทติ ฯ โส ปริวสนฺโต อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชติ ปริมาณาโยปิ อปริมาณาโยปิ ปฏิจฺฉนฺนาโย ฯ โส สงฺฆํ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาจติ ฯ ตํ สงฺโฆ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสติ อธมฺมิเกน กมฺเมน กุปฺเปน อฏฺฐานารเหน อธมฺเมน สโมธานปริวาสํ เทติ ฯ โส ปริวสามีติ มญฺญมาโน อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชติ ปริมาณาโยปิ อปริมาณาโยปิ ปฏิจฺฉนฺนาโย ฯ {๕๘๒.๑} โส ตสฺมึ ภูมิยํ ฐิโต ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺติโย สรติ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺติโย สรติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อหํ โข สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชึ ปริมาณมฺปิ อปริมาณมฺปิ ฯเปฯ ววตฺถิตมฺปิ สมฺภินฺนมฺปิ โสหํ สงฺฆํ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ ยาจึ ตสฺส เม สงฺโฆ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ อทาสิ โสหํ ปริวสนฺโต อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชึ ปริมาณาโยปิ อปริมาณาโยปิ ปฏิจฺฉนฺนาโย โสหํ สงฺฆํ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาจึ ตํ มํ สงฺโฆ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสิ อธมฺมิเกน กมฺเมน กุปฺเปน อฏฺฐานารเหน อธมฺเมน สโมธานปริวาสํ อทาสิ โสหํ ปริวสามีติ มญฺญมาโน อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชึ ปริมาณาโยปิ อปริมาณาโยปิ ปฏิจฺฉนฺนาโย โสหํ ตสฺมึ ภูมิยํ ฐิโต ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺติโย สรามิ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺติโย สรามิ ยนฺนูนาหํ สงฺฆํ ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาเจยฺยํ ธมฺมิเกน กมฺเมน อกุปฺเปน ฐานารเหน ธมฺเมน สโมธานปริวาสํ ธมฺเมน มานตฺตํ ธมฺเมน อพฺภานนฺติ ฯ {๕๘๒.๒} โส สงฺฆํ ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาจติ ธมฺมิเกน กมฺเมน อกุปฺเปน ฐานารเหน ธมฺเมน สโมธานปริวาสํ ธมฺเมน มานตฺตํ ธมฺเมน อพฺภานํ ฯ ตํ สงฺโฆ ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ มูลาย ปฏิกสฺสติ ธมฺมิเกน กมฺเมน อกุปฺเปน ฐานารเหน ธมฺเมน สโมธานปริวาสํ เทติ ธมฺเมน มานตฺตํ เทติ ธมฺเมน อพฺเภติ ฯ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิสทฺโธ ตาหิ อาปตฺตีหิ ฯ
๕๘๓อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชติ ปริมาณมฺปิ อปริมาณมฺปิ ฯเปฯ ววตฺถิตมฺปิ สมฺภินฺนมฺปิ ฯ โส สงฺฆํ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ ยาจติ ฯ ตสฺส สงฺโฆ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ เทติ ฯ โส ปริวสนฺโต อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชติ ปริมาณาโยปิ อปริมาณาโยปิ ปฏิจฺฉนฺนาโยปิ อปฺปฏิจฺฉนฺนาโยปิ ฯ โส สงฺฆํ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาจติ ฯ ตํ สงฺโฆ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสติ อธมฺมิเกน กมฺเมน กุปฺเปน อฏฺฐานารเหน อธมฺเมน สโมธานปริวาสํ เทติ ฯ โส ปริวสามีติ มญฺญมาโน อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชติ ปริมาณาโยปิ อปริมาณาโยปิ ปฏิจฺฉนฺนาโยปิ อปฺปฏิจฺฉนฺนาโยปิ ฯ {๕๘๓.๑} โส ตสฺมึ ภูมิยํ ฐิโต ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺติโย สรติ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺติโย สรติ ฯ ตสฺส เอวํ โหติ อหํ โข สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชึ ปริมาณมฺปิ อปริมาณมฺปิ เอกนามมฺปิ นานานามมฺปิ สภาคมฺปิ วิสภาคมฺปิ ววตฺถิตมฺปิ สมฺภินฺนมฺปิ โสหํ สงฺฆํ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ ยาจึ ตสฺส เม สงฺโฆ ตาสํ อาปตฺตีนํ สโมธานปริวาสํ อทาสิ โสหํ ปริวสนฺโต อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชึ ปริมาณาโยปิ อปริมาณาโยปิ ปฏิจฺฉนฺนาโยปิ อปฺปฏิจฺฉนฺนาโยปิ โสหํ สงฺฆํ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาจึ ตํ มํ สงฺโฆ อนฺตรา อาปตฺตีนํ มูลาย ปฏิกสฺสิ อธมฺมิเกน กมฺเมน กุปฺเปน อฏฺฐานารเหน อธมฺเมน สโมธานปริวาสํ อทาสิ โสหํ ปริวสามีติ มญฺญมาโน อนฺตรา สมฺพหุลา สงฺฆาทิเสสา อาปตฺติโย อาปชฺชึ ปริมาณาโยปิ อปริมาณาโยปิ ปฏิจฺฉนฺนาโยปิ อปฺปฏิจฺฉนฺนาโยปิ โสหํ ตสฺมึ ภูมิยํ ฐิโต ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺติโย สรามิ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺติโย สรามิ ยนฺนูนาหํ สงฺฆํ ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาเจยฺยํ ธมฺมิเกน กมฺเมน อกุปฺเปน ฐานารเหน ธมฺเมน สโมธานปริวาสํ ธมฺเมน มานตฺตํ ธมฺเมน อพฺภานนฺติ ฯ โส สงฺฆํ ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ มูลาย ปฏิกสฺสนํ ยาจติ ธมฺมิเกน กมฺเมน อกุปฺเปน ฐานารเหน ธมฺเมน สโมธานปริวาสํ ธมฺเมน มานตฺตํ ธมฺเมน อพฺภานํ ฯ ตํ สงฺโฆ ปุริมาอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ อปราอาปตฺตีนํ อนฺตรา อาปตฺตีนญฺจ มูลาย ปฏิกสฺสติ ธมฺมิเกน กมฺเมน อกุปฺเปน ฐานารเหน ธมฺเมน สโมธานปริวาสํ เทติ ธมฺเมน มานตฺตํ เทติ ธมฺเมน อพฺเภติ ฯ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิสุทฺโธ ตาหิ อาปตฺตีหีติ ฯ สมุจฺจยกฺขนฺธกํ นิฏฺฐิตํ ตติยํ ฯ ------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๑. ตติยนวกะ ว่าด้วยความหมดจดจากอาบัติโดยขั้นตอนที่ ๓ รวม ๙ กรณี
ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว มีจำนวนนับได้บ้าง มีจำนวนนับไม่ได้บ้าง ฯลฯ กำหนดได้บ้าง กระจายไปบ้างภิกษุนั้นขอสโมธานปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นกับสงฆ์ สงฆ์ให้สโมธานปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นแก่ภิกษุนั้น เมื่อภิกษุนั้นกำลังอยู่ปริวาส ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่าง มีจำนวนนับได้ ไม่ได้ปิดไว้ จึงขอการชักเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างกับสงฆ์ สงฆ์ชักภิกษุนั้นเข้าหาอาบัติเดิมเพื่ออาบัติในระหว่างด้วยกรรมอันไม่ชอบธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ ให้สโมธานปริวาสโดยไม่ชอบธรรมภิกษุนั้นสำคัญว่า “เรากำลังอยู่ปริวาส” ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่างมีจำนวนนับได้ ไม่ได้ปิดไว้ ภิกษุนั้นตั้งอยู่ในภูมินั้น ระลึกอาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อนได้ ระลึกอาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลังได้ ภิกษุนั้นคิดอย่างนี้ว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว มีจำนวนนับได้บ้างมีจำนวนนับไม่ได้บ้าง ฯลฯ กำหนดได้บ้าง กระจายไปบ้าง เรานั้นขอสโมธานปริวาสเพื่ออาบัติเหล่านั้นกับสงฆ์ สงฆ์ได้ให้สโมธานปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นแก่เรานั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๒๘๗}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๓. สมุจจยขันธกะ] ๑๑. ตติยนวกะ เรานั้นกำลังอยู่ปริวาส ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่าง มีจำนวนนับได้ ไม่ได้ปิดไว้ จึงขอการชักเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างกับสงฆ์ สงฆ์ชักเรานั้นเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่าง ด้วยกรรมอันไม่ชอบธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ ได้ให้สโมธานปริวาสโดยไม่ชอบธรรม เรานั้นสำคัญว่า ‘เราอยู่ปริวาส’ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่าง มีจำนวนนับได้ ไม่ได้ปิดไว้ เรานั้นตั้งอยู่ในภูมินั้น ระลึกอาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อนได้ ระลึกอาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลังได้ ไฉนหนอ เราพึงขอการชักเข้าหาอาบัติเดิมเพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อนและเพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลัง ด้วยกรรมที่ชอบธรรม ไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ พึงขอปริวาสโดยชอบธรรม พึงขอมานัตโดยชอบธรรมพึงขออัพภานโดยชอบธรรมกับสงฆ์” ภิกษุนั้นจึงขอการชักเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อนและเพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลัง ด้วยกรรมที่ชอบธรรม ไม่กำเริบควรแก่ฐานะ ขอสโมธานปริวาสโดยชอบธรรม ขอมานัตโดยชอบธรรม ขออัพภานโดยชอบธรรมกับสงฆ์ สงฆ์ชักเธอเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่าง บรรดาอาบัติตัวก่อน และเพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลัง ด้วยกรรมที่ชอบธรรมไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ ให้สโมธานปริวาสโดยชอบธรรม ให้มานัตโดยชอบธรรมอัพภานโดยชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหมดจดแล้วจากอาบัติเหล่านั้น (๑) ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุ ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว มีจำนวนนับได้บ้าง มีจำนวนนับไม่ได้บ้าง ฯลฯ กำหนดได้บ้าง กระจายไปบ้าง ภิกษุนั้นขอสโมธานปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นกับสงฆ์ สงฆ์ให้สโมธานปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นแก่ภิกษุนั้น เมื่อภิกษุนั้นกำลังอยู่ปริวาส ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่าง มีจำนวนนับได้ ปิดไว้ ภิกษุนั้นขอการชักเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างกับสงฆ์ สงฆ์ชักภิกษุนั้นเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่าง ด้วยกรรมอันไม่ชอบธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ ให้สโมธานปริวาสโดยไม่ชอบธรรม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๒๘๘}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๓. สมุจจยขันธกะ] ๑๑. ตติยนวกะ ภิกษุนั้นสำคัญว่า “เรากำลังอยู่ปริวาส” ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่างมีจำนวนนับได้ ปิดไว้ ภิกษุนั้นตั้งอยู่ในภูมินั้น ระลึกอาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อนได้ ระลึกอาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลังได้ ภิกษุนั้นคิดอย่างนี้ว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว มีจำนวนนับ ได้บ้าง มีจำนวนนับไม่ได้บ้าง ฯลฯ กำหนดได้บ้าง กระจายไปบ้าง เรานั้นได้ขอสโมธานปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นกับสงฆ์ สงฆ์ได้ให้สโมธานปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นแก่เรานั้น เมื่อเรานั้นกำลังอยู่ปริวาส ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่าง มีจำนวนนับได้ จึงขอการชักเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างกับสงฆ์สงฆ์ชักเรานั้นเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่าง ด้วยกรรมอันไม่ชอบธรรมกำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ ได้ให้สโมธานปริวาสโดยไม่ชอบธรรม เรานั้นสำคัญว่า‘เรากำลังอยู่ปริวาส’ ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่าง มีจำนวนนับได้ ปิดไว้เรานั้นตั้งอยู่ในภูมินั้น ระลึกอาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อนได้ ระลึกอาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลังได้ ไฉนหนอ เราพึงขอการชักเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อน และเพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลังด้วยกรรมที่ชอบธรรม ไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ พึงขอสโมธานปริวาสโดยชอบธรรมพึงขอมานัตโดยชอบธรรม พึงขออัพภานโดยชอบธรรมกับสงฆ์” ภิกษุนั้นขอการชักเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อนและเพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลัง ด้วยกรรมที่ชอบธรรม ไม่กำเริบควรแก่ฐานะ ขอสโมธานปริวาสโดยชอบธรรม ขอมานัตโดยชอบธรรม ขออัพภานโดยชอบธรรมกับสงฆ์ สงฆ์ชักภิกษุนั้นเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อน และเพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลัง ด้วยกรรมที่ชอบธรรม ไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ ให้สโมธานปริวาสโดยชอบธรรม ให้มานัตโดยชอบธรรม อัพภานโดยชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหมดจดแล้วจากอาบัติเหล่านั้น (๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๒๘๙}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๓. สมุจจยขันธกะ] ๑๑. ตติยนวกะ ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว มีจำนวนนับได้บ้าง มีจำนวนนับไม่ได้บ้าง มีชื่ออย่างเดียวกันบ้าง มีชื่อต่างกันบ้าง เป็นสภาคกันบ้าง ไม่เป็นสภาคกันบ้าง กำหนดได้บ้าง กระจายไปบ้าง ภิกษุนั้นขอสโมธาน-ปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นกับสงฆ์ สงฆ์ให้สโมธานปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นแก่ภิกษุนั้น เมื่อภิกษุนั้นกำลังอยู่ปริวาส ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่าง มีจำนวนนับได้ ได้ปิดไว้บ้าง ไม่ได้ปิดไว้ จึงขอการชักเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างกับสงฆ์ สงฆ์ชักภิกษุนั้นเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่าง ด้วยกรรมอันไม่ชอบธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ ให้สโมธานปริวาสโดยไม่ชอบธรรม ภิกษุนั้นสำคัญว่า “เรากำลังอยู่ปริวาส” ฯลฯ ให้สโมธานปริวาสโดยชอบธรรม ให้มานัตโดยชอบธรรม อัพภานโดยชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหมดจดแล้วจากอาบัติเหล่านั้น (๓) ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว มีจำนวนนับได้บ้าง มีจำนวนนับไม่ได้บ้าง ฯลฯ กำหนดได้บ้าง กระจายไปบ้าง ภิกษุนั้นขอสโมธานปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นกับสงฆ์ สงฆ์ให้สโมธานปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นแก่ภิกษุนั้น เมื่อภิกษุนั้นกำลังอยู่ปริวาส ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่าง มีจำนวนนับไม่ได้ ไม่ได้ปิดไว้ ฯลฯ มีจำนวนนับไม่ได้ ปิดไว้ ฯลฯ มีจำนวนนับไม่ได้ ปิดไว้บ้าง ไม่ได้ปิดไว้บ้าง ฯลฯ มีจำนวนนับได้บ้าง มีจำนวนนับไม่ได้บ้าง ไม่ได้ปิดไว้ จึงขอการชักเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างกับสงฆ์สงฆ์ชักภิกษุนั้นเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่าง ด้วยกรรมอันไม่ชอบธรรมกำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ ให้สโมธานปริวาสโดยไม่ชอบธรรม ภิกษุนั้นสำคัญว่า “เรากำลังอยู่ปริวาส” ฯลฯ ให้สโมธานปริวาสโดยชอบธรรม ให้มานัตโดยชอบธรรมอัพภานโดยชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหมดจดแล้วจากอาบัติเหล่านั้น (๔-๗) ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว มีจำนวนนับได้บ้าง มีจำนวนนับไม่ได้บ้าง ฯลฯ กำหนดได้บ้าง กระจายไปบ้าง ภิกษุนั้นขอ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๒๙๐}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๓. สมุจจยขันธกะ] ๑๑. ตติยนวกะ สโมธานปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นกับสงฆ์ สงฆ์ให้สโมธานปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นแก่ภิกษุนั้น เมื่อภิกษุนั้นกำลังอยู่ปริวาส ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่าง มีจำนวนนับได้บ้าง มีจำนวนนับไม่ได้บ้าง ปิดไว้ จึงขอการชักเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างกับสงฆ์ สงฆ์ชักภิกษุนั้นเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่าง ด้วยกรรมอันไม่ชอบธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ ให้สโมธานปริวาสโดยไม่ชอบธรรม ภิกษุนั้นสำคัญว่า “เรากำลังอยู่ปริวาส” ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่างมีจำนวนนับได้บ้าง มีจำนวนนับไม่ได้บ้าง ปิดไว้ ภิกษุนั้นตั้งอยู่ในภูมินั้น ระลึกอาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อนได้ ระลึกอาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลังได้ ภิกษุนั้นคิดอย่างนี้ว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว มีจำนวนนับได้บ้างมีจำนวนนับไม่ได้บ้าง มีชื่ออย่างเดียวกันบ้าง ฯลฯ กำหนดได้บ้าง กระจายไปบ้างเรานั้นได้ขอสโมธานปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นกับสงฆ์ สงฆ์ได้ให้สโมธานปริวาสเพื่ออาบัติเหล่านั้นแก่เรานั้น เรานั้นกำลังอยู่ปริวาส ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่าง มีจำนวนนับได้บ้าง มีจำนวนนับไม่ได้บ้าง ปิดไว้ จึงขอการชักเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างกับสงฆ์ สงฆ์ชักเรานั้นเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่าง ด้วยกรรมอันไม่ชอบธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ ได้ให้สโมธานปริวาสโดยไม่ชอบธรรม เรานั้นสำคัญว่า ‘เรากำลังอยู่ปริวาส’ ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่าง มีจำนวนนับได้บ้าง มีจำนวนนับไม่ได้บ้าง ปิดไว้ เรานั้นตั้งอยู่ในภูมินั้นระลึกอาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อนได้ ระลึกอาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลังได้ ไฉนหนอ เราพึงขอการชักเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อน และเพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลัง ด้วยกรรมที่ชอบธรรมไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ พึงขอสโมธานปริวาสโดยชอบธรรม พึงขอมานัตโดยชอบธรรม พึงขออัพภานโดยชอบธรรมกับสงฆ์”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๒๙๑}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๓. สมุจจยขันธกะ] ๑๑. ตติยนวกะ ภิกษุนั้นจึงขอการชักเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อนและเพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลัง ด้วยกรรมที่ชอบธรรม ไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ ขอสโมธานปริวาสโดยชอบธรรม ขอมานัตโดยชอบธรรม ขออัพภานโดยชอบธรรมกับสงฆ์ สงฆ์ชักเธอเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อน และเพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลัง ด้วยกรรมที่ชอบธรรมไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ ให้สโมธานปริวาสโดยชอบธรรม ให้มานัตโดยชอบธรรมอัพภานโดยชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหมดจดแล้วจากอาบัติเหล่านั้น (๘) ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว มีจำนวนนับได้บ้าง มีจำนวนนับไม่ได้บ้าง ฯลฯ กำหนดได้บ้าง กระจายไปบ้าง ภิกษุนั้นขอสโมธานปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นกับสงฆ์ สงฆ์ให้สโมธานปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นแก่ภิกษุนั้น เมื่อภิกษุนั้นกำลังอยู่ปริวาส ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่าง มีจำนวนนับได้บ้าง มีจำนวนนับไม่ได้บ้าง ปิดไว้บ้าง ไม่ได้ปิดไว้บ้าง จึงขอการชักเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างกับสงฆ์ สงฆ์ชักภิกษุนั้นเข้าหาอาบัติเดิมเพื่ออาบัติในระหว่าง ด้วยกรรมอันไม่ชอบธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ ให้สโมธาน-ปริวาสโดยไม่ชอบธรรม ภิกษุนั้นสำคัญว่า “เรากำลังอยู่ปริวาส” ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่างมีจำนวนนับได้บ้าง มีจำนวนนับไม่ได้บ้าง ปิดไว้บ้าง ไม่ได้ปิดไว้บ้าง ภิกษุนั้นตั้งอยู่ในภูมินั้น ระลึกอาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อนได้ ระลึกอาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลังได้ ภิกษุนั้นคิดอย่างนี้ว่า “เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว มีจำนวนนับได้บ้างมีจำนวนนับไม่ได้บ้าง มีชื่ออย่างเดียวกันบ้าง มีชื่อต่างกันบ้าง เป็นสภาคกันบ้างไม่เป็นสภาคกันบ้าง กำหนดได้บ้าง กระจายไปบ้าง เรานั้นได้ขอสโมธานปริวาสเพื่ออาบัติเหล่านั้นกับสงฆ์ สงฆ์ได้ให้สโมธานปริวาส เพื่ออาบัติเหล่านั้นแก่เรานั้นเรานั้นกำลังอยู่ปริวาส ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่าง มีจำนวนนับได้บ้าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๒๙๒}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๓. สมุจจยขันธกะ] รวมเรื่องที่มีในสมุจจยขันธกะ มีจำนวนนับไม่ได้บ้าง ปิดไว้บ้าง ไม่ได้ปิดไว้บ้าง จึงขอการชักเข้าหาอาบัติเดิมเพื่ออาบัติในระหว่างกับสงฆ์ สงฆ์ชักเรานั้นเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างด้วยกรรมอันไม่ชอบธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ ได้ให้สโมธานปริวาสโดยไม่ชอบธรรม เรานั้นสำคัญว่า ‘เรากำลังอยู่ปริวาส’ ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวในระหว่างมีจำนวนนับได้บ้าง มีจำนวนนับไม่ได้บ้าง ปิดไว้บ้าง ไม่ได้ปิดไว้บ้าง เรานั้นตั้งอยู่ในภูมินั้น ระลึกอาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อนได้ ระลึกอาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลังได้ ไฉนหนอ เราพึงขอการชักเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อน และเพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลัง ด้วยกรรมที่ชอบธรรม ไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ พึงขอสโมธานปริวาสโดยชอบธรรม พึงขอมานัตโดยชอบธรรม พึงขออัพภานโดยชอบธรรมกับสงฆ์” ภิกษุนั้นจึงขอการชักเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อน และเพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลัง ด้วยกรรมที่ชอบธรรมไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ ขอสโมธานปริวาสโดยชอบธรรม ขอมานัตโดยชอบธรรมขออัพภานโดยชอบธรรมกับสงฆ์ สงฆ์ชักเธอเข้าหาอาบัติเดิม เพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวก่อน และเพื่ออาบัติในระหว่างบรรดาอาบัติตัวหลัง ด้วยกรรมที่ชอบธรรม ไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ ให้สโมธานปริวาสโดยชอบธรรม ให้มานัตโดยชอบธรรม อัพภานโดยชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหมดจดแล้วจากอาบัติเหล่านั้น (๙) ตติยนวกะ จบ สมุจจยขันธกะที่ ๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เนื้อความส่วนนี้ ศึกษาอรรถกถาได้จากข้อ ๓๗๗.
(อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้) -----------------------------------------------------
อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา จุลวรรค ภาค ๑ สมุจจยขันธกะ เรื่องพระอุทายีเป็นต้น