This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๓๑

本册其他条目

ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สุตมยญาณกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ญาณกถา อภิญเญยยนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ปฐมภาณวาร - สัจนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ญาณกถา ทุติยภาณวารขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ญาณกถา ตติยภาณวาร - ปริญเญยยนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ตติยภาณวาร - ปหาตัพพนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค จตุตถภาณวาร - ภาเวตัพพนิเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สัจฉิกาตัพพนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ลักขณัตติกนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ทุกขสัจนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สมุทยสัจนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา นิโรธสัจนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค มัคคสัจนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สีลมยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สมาธิภาวนามยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ธรรมฐิติญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สัมมสนญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อุทยัพพยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อาทีนวญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สังขารุเปกขาญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค โคตรภูญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค มรรคญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ผลญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา วิมุตติญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ปัจจเวกขณญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา วัตถุนานัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา โคจรนานัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค จริยานานัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ภูมินานัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ธรรมนานัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ญาณปัญจกนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ปฏิสัมภิทาญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ญาณัตตยานิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อานันตริกสมาธิญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อรณวิหารญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ปรินิพพานญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สมสีสัฏฐญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สัลเลขัฏฐญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา วีริยารัมภญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อัตถสันทัสนญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ทัสนวิสุทธิญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ขันติญาณปริโยคาหณญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ปเทสวิหารญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา วิวัฏฏญาณฉักกนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อิทธิวิธญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา โสตธาตุวิสุทธิญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา เจโตปริยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา บุพเพนิวาสานุสติญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ทิพจักขุญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อาสวักขยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สัจญาณจตุกทวยนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สุทธิกปฏิสัมภิทาญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อินทริยปโรปริยัตตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อาสยานุสยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ยมกปาฏิหาริยญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา มหากรุณาสมาปัตติญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สัพพัญญุตญาณนิทเทสขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ทิฐิกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อานาปาณกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อินทรียกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค วิโมกขกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๖. คติกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๗. กรรมกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๘. วิปัลลาสกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๙. มรรคกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑๐. มัณฑเปยยกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ยุคนัทธกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค สัจจกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค โพชฌงคกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค เมตตากถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ๕. วิราคกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ปฏิสัมภิทากถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ๗. ธรรมจักรกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ๘. โลกุตรกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค พลกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค สุญญกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค มหาปัญญากถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค อิทธิกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๓. อภิสมยกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค วิเวกกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๕. จริยากถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๖. ปาฏิหาริยกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๗. สมสีสกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๘. สติปัฏฐานกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๙. วิปัสสนากถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค ๑๐. มาติกากถา

经典

ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส

อรรถกถาแปลไทย

141 行1 个版本

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

๓๔. อรรถกถานิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส

[๒๑๗-๒๒๕] พึงทราบวินิจฉัยในนิโรธสมาปัตติญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.

บทว่า สมถพลํ - สมถพละ ความว่า ชื่อว่าสมถะ เพราะอรรถว่าสงบธรรมเป็นข้าศึกมีกามฉันทะเป็นต้น.

สมถะนั่นแหละชื่อว่าเป็นพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว. เพราะพระอนาคามีและพระอรหันต์นั่นแหละเป็นผู้ถึงความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ ด้วยการละกามฉันทะอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสมาธิ ท่านจึงทำสมาธิของพระอนาคามีและพระอรหันต์เหล่านั้นว่า พลปฺปตฺโต - ผู้ถึงซึ่งกำลัง แล้วจึงกล่าวว่า สมถพลํ มิใช่ของคนอื่น. ปาฐะว่า สมาธิพลํ บ้าง.

บทว่า วิปสฺสนาพลํ - วิปัสสนาพละ ความว่า ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะอรรถว่าเห็นธรรมด้วยอาการหลายอย่างโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. วิปัสสนานั่นแหละชื่อว่าเป็นพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว. วิปัสสนาญาณถึงซึ่งกำลังของพระอริยเจ้าทั้งสองเหล่านั้น.

สมถพละ เพื่อสงบจิตตสันดานโดยลำดับ และเพื่อดำเนินไปในนิโรธ.

ส่วนวิปัสสนาพละ เพื่อแสดงโทษในวัฏฏะ และเพื่อแสดงอานิสงส์ในนิโรธ.

บทว่า นีวรเณ - เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งนิมิตตสัตตมี. แปลว่า ในเพราะนิวรณ์. อธิบายว่า มีนิวรณ์เป็นนิมิต มีนิวรณ์เป็นปัจจัย. หรือเป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ แปลว่า เพราะนิวรณ์.

บทว่า น กมฺปติ - ไม่หวั่นไหว ได้แก่ บุคคลผู้มีความพร้อมในฌาน.

อีกอย่างหนึ่ง สมาธิสัมปยุตด้วยฌานนั้น ไม่หวั่นไหวในเพราะนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน เพราะท่านประสงค์องค์แห่งฌานในบทว่า ฌานํ. พึงถือการประกอบนี้แหละในนิทเทสนี้.

บทว่า อุทฺธจฺเจ จ - ในเพราะอุทธัจจะ คือ ในเพราะอุทธัจจะอันเป็นจิตตุปบาทสหรคตด้วยอุทธัจจะ.

อนึ่ง บทว่า อุทฺธจฺจํ ได้แก่ ความฟุ้งซ่าน. อุทธัจจะนั้นมีความไม่สงบเป็นลักษณะ.

บทว่า อุทฺธจฺจสหคตกิเลเส จ - ในเพราะกิเลสสหรคตด้วยอุทธัจจะ ได้แก่ ในเพราะกิเลสคือโมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะอันสัมปยุตด้วยอุทธัจจะ ถึงความเป็นกิเลสเกิดขึ้นร่วมกัน สหรคตด้วยอุทธัจจะ.

บทว่า ขนฺเธ จ ในเพราะขันธ์ คือ ในเพราะขันธ์ ๔ อันสัมปยุตด้วยอุทธัจจะ.

บทว่า น กมฺปติ น จลติ น เวธติ - ไม่หวั่นไหว ไม่กวัดแกว่ง ไม่คลอนแคลน เป็นไวพจน์ของกันและกัน.

พึงประกอบว่า ไม่หวั่นไหว ในเพราะอุทธัจจะ. ไม่กวัดแกว่ง ในเพราะกิเลสสหรคตด้วยอุทธัจจะ. ไม่คลอนแคลน ในเพราะขันธ์สหรคตด้วยอุทธัจจะ.

พึงทราบวิปัสสนาพละว่า เพราะท่านกล่าวอนุปัสนา ๗ วิปัสสนาพละจึงเป็นอันบริบูรณ์ด้วยอำนาจแห่งอนุปัสนานั้นนั่นเอง.

บทว่า อวิชฺชาย จ - ในเพราะอวิชชา ได้แก่ ในเพราะอวิชชาในจิตตุปบาทอันเป็นอกุศล ๑๒ อย่าง.

บทว่า อวิชฺชาสหคตกิเลเส จ - ในเพราะกิเลสสหรคตด้วยอวิชชา ได้แก่ กิเลสคือโลภะ โทสะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะอันสัมปยุตด้วยอวิชชาตามที่ประกอบไว้.

บทว่า วจีสงฺขารา - วจีสังขาร ได้แก่ วิตก วิจาร.

ชื่อว่า วจีสงฺขารา เพราะอรรถว่าปรุงแต่ง ให้เกิดวาจา เพราะบาลีว่า ดูก่อนอาวุโสวิสาขะ บุคคลตรึกตรองก่อนแล้วจึงเปล่งวาจาในภายหลัง. เพราะฉะนั้น วิตกวิจารจึงเป็นวจีสังขาร.

บทว่า กายสงฺขารา - กายสังขาร ได้แก่ ลมอัสสาสะปัสสาสะ.

ชื่อว่า กายสงฺขารา เพราะอรรถว่าอันกายปรุงแต่ง เพราะบาลีว่า ดูก่อนอาวุโสวิสาขะ ธรรมเหล่านี้ คือลมอัสสาสะลมปัสสาสะมีอยู่ในกาย เนื่องด้วยกาย. เพราะฉะนั้น ลมอัสสาสะปัสสาสะจึงเป็นกายสังขาร.

____________________________

บาลีว่า กาเยน สงฺขรียนฺตีติ กายสงฺขารา (โดยมาก แปลว่า ปรุงแต่งกาย)

บทว่า สญฺญาเวทยิตนิโรธํ - สัญญาเวทยิตนิโรธ คือ ดับสัญญาและเวทนา.

บทว่า จิตฺตสงฺขารา - จิตตสังขาร ได้แก่ สัญญาและเวทนา.

ชื่อว่า จิตฺตสงฺขารา เพราะอรรถว่าอันจิตปรุงแต่ง เพราะบาลีว่า เจตสิกธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต. เพราะฉะนั้น สัญญาและเวทนาจึงเป็นจิตตสังขาร.

____________________________

จิตฺเตน สงฺขรียนฺตีติ จิตฺตสงฺขารา (โดยมาก แปลว่า ปรุงแต่งจิต)

ในญาณจริยาทั้งหลาย พึงทราบว่า จริยากถาอันเป็นเบื้องต้นแห่งอนุปัสสนานั้น ท่านกล่าวว่าญาณจริยา ด้วยสามารถแห่งอนุปัสสนา หรือด้วยวิวัฏฏนานุปัสสนา แม้อนุปัสสนาที่เหลือก็เป็นอันถือเอาไว้.

บทว่า โสฬสหิ ญาณจริยาหิ - ด้วยญาณจริยา ๑๖ เป็นกำหนดอย่างอุกฤษฏ์ เพราะพระอนาคามีเป็นผู้มีกำลังบริบูรณ์ด้วยจริยาแม้ ๑๔ จะได้บรรลุอรหัตมรรคและอรหัตผลต่อไป.

ในบทว่า นวหิ สมาธิจริยาหิ - ด้วยสมาธิจริยา ๙ นี้ พึงทราบความดังต่อไปนี้.

จริยา ๘ ด้วยปฐมฌานเป็นต้น. จริยา ๑ ด้วยสามารถแห่งอุปจารฌานในธรรมทั้งปวง เพื่อได้ปฐมฌานเป็นต้น รวมเป็นสมาธิจริยา ๙.

ถามว่า เพื่อความต่างกันแห่งพลจริยาเป็นอย่างไร?

ตอบว่า แม้ในสมถพละ ท่านก็กล่าวถึงอุปจารสมาธิไว้โดยปริยาย ๗ มีอาทิว่า เนกฺขมฺมวเสน - ด้วยอำนาจแห่งเนกขัมมะ.

โดยความพิสดารแห่งไปยาล คือละความไว้ ท่านกล่าวถึงอัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิตามควรด้วยวาระ ๗๐ บริบูรณ์ มีอาทิว่า ปฐมชฺฌานวเสน ด้วยสามารถแห่งปฐมฌาน. แม้ในสมาธิจริยา ท่านก็กล่าวถึงอัปปนาสมาธิไว้โดยปริยาย ๘ มีอาทิว่า ปฐมํ ฌานํ.

ท่านกล่าวอุปจารสมาธิไว้โดยปริยาย ๘ มีอาทิว่า ปฐมํ ฌานํ ปฏิลาภตฺถาย - เพื่อประโยชน์แก่การได้ปฐมฌาน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวอัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิไว้ในที่ทั้งสอง.

แม้เมื่อเป็นอย่างนั้นก็พึงทราบว่า ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว ชื่อว่าจริยา เพราะอรรถว่ามีความชำนาญ.

อนึ่ง ในวิปัสสนาพละ ท่านกล่าวอนุปัสสนา ๗ ว่าวิปัสสนาพละ. และกล่าวอนุปัสสนา ๗ ไว้ในญาณจริยา. ทั้งท่านยังกล่าวอนุปัสสนา ๙ มีวิวัฏฏนานุปัสสนาเป็นต้น ให้แปลกออกไป.

นี้เป็นความต่างกันแห่งอนุปัสสนาเหล่านั้น.

ส่วนอนุปัสสนา ๗ พึงทราบว่า ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว. ชื่อว่าจริยา เพราะอรรถว่ามีความชำนาญ. เพื่อแก้วสีที่ท่านกล่าวไว้ในบทนี้ว่า วสีภาวตา ปญฺญา - ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ ท่านจึงกล่าวเป็นอิตถีลิงค์ วสีติ ปญฺจ วสิโย - คำว่า วสี ได้แก่ วสี ๕.

ท่านอธิบายว่า ความชำนาญนั่นแหละ ชื่อว่าวสี.

____________________________

ขุ. ป. เล่ม ๓๑/มาติกายํ

พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแก้ซึ่งวสีเหล่านั้น ด้วยแสดงเป็นบุคลาธิฏฐานอีก จึงกล่าวบทมีอาทิว่า อาวชฺชนาวสี - ชำนาญในการนึก.

ชื่อว่า อาวชฺชนาวสี เพราะมีความชำนาญในการนึก.

ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า ปฐมํ ฌานํ ยตฺถิจฺฉกํ - คำนึงถึงปฐมฌานได้ในที่ที่ปรารถนา.

ความว่า สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึงในประเทศที่ตนปรารถนาเป็นบ้านก็ตาม ป่าก็ตาม.

บทว่า ยทิจฺฉกํ - ปรารถนาในกาลใด. ความว่า คำนึงในเวลาหนาวก็ตาม ร้อนก็ตาม.

อีกอย่างหนึ่ง คำนึงถึงปฐมฌานที่ปรารถนามีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ก็ตาม มีกสิณที่เหลือเป็นอารมณ์ก็ตาม. แก้อย่างก่อนดีกว่า เพราะท่านกล่าวถึงความเป็นผู้ชำนาญฌาน แม้มีกสิณอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ไว้แล้ว.

บทว่า ยาวติจฺฉกํ - ปรารถนาเพียงใด คือคำนึงถึงกาลที่ปรารถนาเพียงลัดนิ้วมือเดียวหรือ ๗ วัน.

บทว่า อาวชฺชนาย - ในการคำนึง ได้แก่มโนทวาราวัชชนะ.

บทว่า ทนฺธายิตตฺตํ - ความเนิ่นช้า คือความไม่เป็นไปในอำนาจ. หรือความเกียจคร้าน.

บทว่า สมาปชฺชติ - ย่อมเข้า คือย่อมปฏิบัติ. อธิบายว่า ย่อมแนบแน่น.

บทว่า อธิฏฺฐาติ - ย่อมอธิฏฐาน คือตั้งใจทำให้ยิ่งในภายในสมาบัติ.

บทว่า ปฐมํ ฌานํ ในวุฏฐานวสี เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งปัญจมีวิภัตติ แปลว่า จากปฐมฌาน.

บทว่า ปจฺจเวกฺขติ - ย่อมพิจารณา คือเห็นทันทีด้วยการแล่นไปแห่งการพิจารณา.

นี้เป็นการพรรณนาบาลีในบทนี้.

ต่อไปนี้เป็นการชี้แจงความ

เมื่อพระโยคาวจรออกจากปฐมฌานแล้วคำนึงถึงวิตกชวนจิต ๔ หรือ ๕ ดวง มีวิตกเป็นอารมณ์ย่อมแล่นไปในลำดับแห่งอาวัชชนจิตอันตัดภวังค์เป็นไป. แต่นั้นภวังคจิต ๒ ดวงแล่นไป. แต่นั้นอาวัชชนจิตมีวิจารเป็นอารมณ์แล่นไปโดยนัยดังกล่าวแล้วอีก.

พระโยคาวจรสามารถส่งจิตไปในลำดับในองค์ฌาน ๕ ด้วยประการฉะนี้. คราวนี้อาวัชชนวสีของพระโยคาวจรนั้นเป็นอันสำเร็จ.

ส่วนวสีอันถึงที่สุดนี้ ย่อมได้ในยมกปาฏิหาริย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น. นอกจากนี้ไม่มีอาวัชชนวสีที่เร็วกว่า. การคำนวณในภวังควาระในลำดับๆ ไม่มีแก่ผู้อื่น.

ความเป็นผู้สามารถในการเข้าสมาบัติได้เร็ว ดุจในการทรมานนันโทปนันทนาคของพระมหาโมคคัลลานเถระ ชื่อว่าสมาปัชชนวสี.

ความเป็นผู้สามารถเพื่อดำรงสมาบัติตลอดขณะเพียงนิ้วมือเดียว หรือเพียง ๑๐ นิ้วมือ ชื่อว่าอธิฏฐานวสี.

อนึ่ง ความเป็นผู้สามารถออกได้เร็วกว่านั้น ชื่อว่าวุฏฺฐานวสี.

ส่วนปัจจเวกขณวสี ท่านกล่าวไว้แล้วในอาวัชชนวสีนั่นแหละ เพราะว่า ปัจจเวกขณชวนะเป็นลำดับของอาวัชชนะในอาวัชชนวสีนั้น. เป็นอันว่าปัจจเวกขณวสีสำเร็จด้วยความสำเร็จแห่งอาวัชชนวสีด้วยประการฉะนี้. และวุฏฐานวสีเป็นอันสำเร็จด้วยความสำเร็จแห่งอธิฏฐานวสี.

แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ความเป็นผู้สามารถในการยังอาวัชชนะให้เป็นไปโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในกสิณนั้นเร็วตามชอบใจของผู้ประสงค์เพื่อจะเข้าฌานมีกสิณนั้นๆ เป็นอารมณ์ เพราะความสำเร็จด้วยสามารถกสิณต่างๆ ของผู้นิรมิตมีเพศหลายอย่างเป็นต้น เพราะไม่มีปัจจเวกขณะอันเป็นองค์ฌานในเวลาแสดงปาฏิหาริย์ เพราะท่านกล่าวไว้แล้วว่า วสีอันถึงที่สุดนี้ย่อมได้ในยมกปาฏิหาริย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น ชื่อว่าอาวัชชนวสี.

ความเป็นผู้สามารถในอัปปนา และความเป็นผู้สามารถเข้าฌานนั้นๆ ในวิถีแห่งอาวัชชนะในกาลนั้น ชื่อว่าสมาปัชชนวสี. ก็เมื่อกล่าวอย่างนี้เป็นอันยุติและไม่ผิด.

อนึ่ง ลำดับแห่งวสีย่อมควรตามลำดับนั่นเอง.

อนึ่ง ในการพิจารณาองค์แห่งฌาน เพราะท่านกล่าวไว้ว่า ชวนจิต ๕ ดวงถึงที่สุดแล้ว แม้เมื่อชวนจิต ๗ ดวงแล่นไปโดยนัยดังกล่าวแล้ว ก็ย่อมเป็นปัจจเวกขณวสีเหมือนกัน.

เมื่อเป็นอย่างนั้นหากกล่าวว่า คำว่า คำนึงถึงปฐมฌาน ย่อมไม่ถูก. ท่านกล่าวฌานเป็นไปในกสิณ ว่าเป็นกสิณโดยเป็นอุปจารของเหตุ ฉันใด. ท่านกล่าวกสิณมีฌานเป็นปัจจัยก็ฉันนั้น ว่าเป็นฌานโดยเป็นอุปจารแห่งผล ดุจในคำมีอาทิว่า สุโข พุทฺธานมุปฺปาโท - การเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นความสุข. แม้เมื่อมีการก้าวลงสู่ฌานอีก ดุจในการที่บุคคลตื่นจากหลับตามกาลที่กำหนดไว้แล้วก้าวลงสู่ความหลับอีก ชื่อว่าอธิฏฐานวสี. แม้เมื่อมีการอธิฏฐานในการลุกขึ้นของผู้ที่ลุกขึ้นตามกาลที่กำหนด ก็ชื่อว่าวุฏฐานวสี.

นี้เป็นความต่างกันของวสีเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้.

____________________________

ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๔

เพื่อชี้แจงนิโรธสมาบัติจึงมีปัญหาดังต่อไปนี้

นิโรธสมาบัติเป็นอย่างไร. ใครเข้านิโรธสมาบัตินั้น. ใครไม่เข้า. เข้าในที่ไหน. เพราะเหตุไรจึงเข้า. อย่างไรจึงเป็นอันเข้านิโรธสมาบัตินั้น. ตั้งอยู่อย่างไร. ออกอย่างไร. ผู้ออกมีจิตน้อมไปสู่อะไร. คนตายและคนเข้าต่างกันอย่างไร. นิโรธสมาบัติเป็นสังขตะหรืออสังขตะ เป็นโลกิยะหรือโลกุตระ เป็นนิปผันนะ - สำเร็จ หรืออนิปผันนะ - ไม่สำเร็จ.

ในปัญหากรรมเหล่านั้น บทว่า กา นิโรธสมาปตฺติ - นิโรธสมาบัติเป็นอย่างไร คือ จิตเจตสิกธรรมทั้งหลายไม่เป็นไปด้วยสามารถแห่งอนุปุพพนิโรธคือนิโรธตามลำดับ ชื่อว่านิโรธสมาบัติ.

บทว่า เก ตํ สมาปชฺชนฺติ, เก น สมาปชฺชนฺติ - ใครเข้านิโรธสมาบัตินั้น ใครไม่เข้า คือ ปุถุชนแม้ทั้งหมด พระโสดาบัน พระสกทาคามีและพระอนาคามี พระอรหันต์ผู้เป็นสุกขวิปัสสก ไม่เข้า. ส่วนพระอนาคามีผู้ได้สมาบัติ ๘ และพระขีณาสพ เข้า.

บทว่า กตฺถ สปชฺชนฺติ - เข้าในที่ไหน? คือ ในภพที่มีขันธ์ ๕. เพราะเหตุไร? เพราะมีสมาบัติตามลำดับ. ส่วนในภพ คือขันธ์ ๔ ปฐมฌานเป็นต้น ไม่มีการเกิดเลย. เพราะฉะนั้น จึงไม่สามารถเข้าในภพนั้นได้.

บทว่า กสฺมา สมาปชฺชนฺติ - เพราะเหตุไรจึงเข้า? คือ เป็นผู้เบื่อหน่ายในความเป็นไปของสังขาร ไม่คิดจะอยู่ในทิฏฐธรรม จึงเข้าด้วยคิดว่า เราถึงนิพพานอันเป็นความดับแล้ว จักอยู่เป็นสุข.

บทว่า กถญฺจสฺสา สมาปชฺชนํ โหติ - อย่างไรจึงเป็นอันเข้านิโรธสมาบัตินั้น? คือ เมื่อขวนขวายด้วยสามารถแห่งสมถวิปัสสนาแล้วทำกิจเบื้องต้น ยังเนวสัญญานาสัญญายตนะให้ดับ เป็นอันเข้านิโรธสมาบัติด้วยอาการอย่างนี้. เพราะผู้ใดขวนขวายด้วยสามารถแห่งสมถะเท่านั้น ผู้นั้นบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้วตั้งอยู่.

ส่วนผู้ใดขวนขวายด้วยสามารถแห่งวิปัสสนาเท่านั้น. ผู้นั้นบรรลุผลสมาบัติแล้วตั้งอยู่.

อนึ่ง ผู้ใดขวนขวายด้วยสามารถทั้งสองอย่าง ย่อมยังเนวสัญญานาสัญญายตนะให้ดับ. ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเข้าถึงนิโรธสมาบัติ นี้เป็นความสังเขปในบทนี้.

ส่วนความพิสดารพึงทราบดังต่อไปนี้

ภิกษุในศาสนานี้ประสงค์จะเข้านิโรธ ฉันอาหารเสร็จแล้ว ล้างมือและเท้า นั่งขัดสมาธิบนอาสนะที่ปูไว้อย่างดีในโอกาสอันสงัด ตั้งกายตรงดำรงสติไว้เฉพาะหน้า. ภิกษุนั้นเข้าปฐมฌาน ครั้นออกแล้วพิจารณาเห็นแจ้ง สังขารทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ณ ที่นั้น.

ก็วิปัสสนานั้นมี ๓ อย่าง คือ สังขารปริคคัณหนกวิปัสสนา - วิปัสสนากำหนดสังขาร ๑, ผลสมาปัตติวิปัสสนา - วิปัสสนาอันเป็นผลสมาบัติ ๑, นิโรธสมาปัตติวิปัสสนา - วิปัสสนาอันเป็นนิโรธสมาบัติ ๑.

ในวิปัสสนา ๓ อย่างนั้น สังขารปริคคัณหนกวิปัสสนาจะอ่อนหรือกล้าแข็งก็ตาม ย่อมเป็นปทัฏฐานแห่งมรรคนั่นแหละ. ผลสมาปัตติวิปัสสนากล้าแข็งเช่นกับมรรคภาวนาจึงควร. ส่วนนิโรธสมาปัตติวิปัสสนาไม่อ่อนเกินไป ไม่กล้าแข็งเกินไปนั่นแหละจึงควร.

เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงพิจารณาเห็นแจ้งสังขารเหล่านั้น ด้วยวิปัสสนาอันไม่อ่อนเกินไป ไม่กล้าแข็งเกินไป. แต่นั้นจึงเข้าตติยฌาน ฯลฯ วิญญาณัญจายตนะ.

ครั้นออกแล้วกระทำกิจเบื้องต้น ๔ อย่าง คือ.

นานาพัทธอวิโกปนะ ๑

สังฆปฏิมานนะ ๑

สัตถุปักโกสนะ ๑

อัทธานปริจเฉทะ ๑.

ในกิจ ๔ อย่างนั้น บทว่า นานาพทฺธอวิโกปนํ - ไม่ให้ของใช้ต่างๆ เสียหาย.

ความว่า สิ่งใดที่ไม่เป็นของใช้เนื่องเป็นอันเดียวกันกับภิกษุนี้ เป็นของใช้ต่างๆ ที่ตั้งไว้ เช่น บาตร จีวร เตียง ตั่ง ที่อยู่อาศัยหรือแม้บริขารไรๆ อย่างอื่น, ไม่ให้ทำลายสิ่งนั้น. ไม่ให้เสียหายไปด้วยไฟ น้ำ ลม โจรและหนูเป็นต้นโดยประการใด พึงอธิฏฐานโดยประการนี้. วิธีอธิฏฐานมีว่าดังนี้ ในภายใน ๗ วันนี้ ขอสิ่งนี้ๆ จงอย่าถูกไฟไหม้, อย่าถูกน้ำพัดไป. อย่าถูกลมกำจัด, อย่าถูกโจรลัก, อย่าถูกหนูกัดเป็นต้น.

เมื่ออธิฏฐานอย่างนี้ตลอด ๗ วันนั้นจะไม่มีอันตรายใดๆ แก่สิ่งเหล่านั้น. แต่เมื่อไม่อธิฏฐาน จะเสียหายด้วยไฟเป็นต้น. นี้ชื่อว่านานาพัทธอวิโกปนะ. แต่สิ่งใดที่ใช้เนื่องเป็นอันเดียวกัน เช่น ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นั่ง ในสิ่งนั้นไม่มีกิจที่จะอธิฏฐานต่างหาก. สมาบัตินั่นแลย่อมคุ้มครองสิ่งนั้นนั่นแล.

บทว่า สงฺฆปฏิมานนํ - การรอท่าสงฆ์ ได้แก่การรอท่า คือการเห็นภิกษุสงฆ์.

อธิบายว่า ไม่ทำสังฆกรรม จนกว่าภิกษุรูปนั้นจะมา.

อนึ่ง ในบทนี้การรอท่ามิใช่เป็นบุพกิจของภิกษุนี้. แต่การนึกถึงการรอท่าเป็นบุพกิจ เพราะฉะนั้นควรนึกถึงอย่างนี้ว่า หากตลอด ๗ วัน เมื่อนั่งเข้านิโรธสงฆ์ประสงค์จะทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในอปโลกนกรรมเป็นต้น. เราจักออกโดยภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไม่มาเรียกเรา.

ก็ภิกษุทำอย่างนี้แล้วเข้าสมาบัติ ย่อมออกได้ในสมัยนั้นนั่นเอง. แต่ภิกษุใดไม่ทำอย่างนี้. ทั้งสงฆ์ก็ประชุมกันแล้ว เมื่อไม่เห็นภิกษุนั้น จึงถามว่า ภิกษุรูปโน้นไปไหน เมื่อตอบว่า กำลังเข้าสมาบัติ จึงส่งภิกษุรูปหนึ่งไปว่า ท่านจงไปเรียกภิกษุนั้นตามคำของสงฆ์.

ลำดับนั้น เพียงคำอันภิกษุนั้นยืนอยู่ในที่ใกล้พอจะได้ยิน กล่าวว่า อาวุโส สงฆ์รอท่านเท่านั้น ดังนี้ ภิกษุนั้นเป็นอันออกจากนิโรธ. เพราะว่า ชื่อว่าอาณา คืออำนาจของสงฆ์หนักถึงอย่างนี้. ฉะนั้นพึงเข้านิโรธโดยอาการที่ภิกษุนั้นนึกถึงแล้วออกจากนิโรธก่อน.

บทว่า สตฺถุ ปกฺโกสนํ - พระศาสดาตรัสเรียกหา.

แม้ในบทนี้ การนึกถึงการเรียกหาของพระศาสดาก็เป็นบุพกิจของภิกษุนี้. เพราะฉะนั้นควรนึกถึงบุพกิจนั้นอย่างนี้ว่า หากว่า เมื่อเรานั่งเข้านิโรธตลอด ๗ วัน. พระศาสดาทรงบัญญัติสิกขาบทในเพราะเรื่องที่ละเมิด. หรือทรงแสดงธรรมในเพราะเหตุเกิดเรื่องเห็นปานนั้น. เราจักออกโดยที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งยังไม่มาเรียกเรา. ภิกษุนั่งทำอย่างนี้ย่อมออกในสมัยนั้นนั่นแหละ.

อนึ่ง ภิกษุใดไม่ทำอย่างนั้น. ทั้งพระศาสดา เมื่อสงฆ์ประชุมกัน ไม่ทรงเห็นภิกษุนั้นตรัสถามว่า ภิกษุรูปนั้นไปไหน เมื่อกราบทูลว่า เข้านิโรธ จึงทรงส่งภิกษุรูปหนึ่งไปว่าเธอจงไปเรียกภิกษุนั้นตามคำของเรา. ครั้นเพียงภิกษุนั้นยืนอยู่ในที่ใกล้พอได้ยินกล่าวว่า พระศาสดาตรัสเรียกหาท่านดังนี้เท่านั้น ภิกษุนั้นก็เป็นอันออกจากนิโรธ. เพราะว่าการตรัสเรียกหาของพระศาสดาถือเป็นเรื่องหนักอย่างนี้. ฉะนั้นพึงเข้านิโรธโดยอาการที่ภิกษุนั้นนึกถึง แล้วออกก่อนนั่นเทียว.

บทว่า อทฺธานปริจฺเฉโท - กำหนดกาล คือกำหนดกาลของชีวิต.

จริงอยู่ ภิกษุนี้ควรเป็นผู้ฉลาดในการกำหนดกาล. ควรนึกว่า อายุสังขารของตนจักเป็นไปได้ตลอด ๗ วัน. หรือจักเป็นไปไม่ได้แล้วเข้านิโรธ. เพราะว่าเมื่ออายุสังขารดับเสียในระหว่าง ๗ วัน. ภิกษุไม่ได้นึกถึงเข้านิโรธ. นิโรธสมาบัติของภิกษุนั้นไม่สามารถห้ามความตายได้. ภิกษุย่อมออกจากสมาบัติในระหว่างได้ เพราะในภายในนิโรธยังไม่มีความตาย. ฉะนั้นควรนึกถึงกาลนั้นแล้วจึงเข้านิโรธ. แม้ไม่นึกถึงกาลที่เหลือก็ควร. แต่ควรนึกถึงกาลนี้ทีเดียว.

ท่านอธิบายไว้ดังนี้.

ภิกษุนั้นเข้าอากิญจัญญายตนะอย่างนี้แล้ว ครั้นออกแล้วทำบุพกิจนี้ย่อมเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะได้ ครั้นล่วงเลยวารจิตหนึ่ง หรือสองแล้วเป็นอจิตตกะ ย่อมถูกต้องนิโรธได้.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร จิตเหนือ คือเกินจิตสองดวงจึงเป็นไปไม่ได้เล่า.

ตอบว่า เพราะเป็นปโยคะแห่งนิโรธ.

จริงอยู่ การทำสมถะและวิปัสสนาทั้งสองของภิกษุนั้นให้เป็นยุคนัทธะคือธรรมที่เทียมคู่นี้ แล้วขึ้นสู่สมาบัติ ๘ เป็นความขวนขวายของนิโรธตามลำดับ. มิใช่เพราะเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เพราะเหตุนั้น จิตทั้งหลายจึงไม่เป็นไปเหนือจิตสองดวงเพราะเป็นปโยคะแห่งนิโรธ.

____________________________

หมายความว่า ในขณะที่จะเข้านิโรธสมาบัติ จตุตถอรูปสมาบัติเกิดขึ้น ๒ ครั้งแล้วก็ถึงนิโรธ.

บทว่า กถํ ฐานํ - ตั้งอยู่อย่างไร คือตั้งอยู่ด้วยสามารถกำหนดกาลแห่งสมาบัตินั้นที่เข้าถึงพร้อมแล้วอย่างนี้ และด้วยไม่มีอายุขัย การรอท่าของสงฆ์และการตรัสเรียกหาของพระศาสดาในระหว่าง.

บทว่า กถํ วุฏฺฐานํ - ออกอย่างไร ได้แก่ออก ๒ อย่างนี้ คือด้วยอนาคามิผลสมาบัติ ๑ ด้วยอรหัตผลสมาบัติของพระอรหันต์ ๑.

บทว่า วุฏฺฐิตสฺส กินฺนินฺนํ จิตฺตํ โหติ - จิตของผู้ออกแล้วน้อมไปสู่อะไร. ความว่า น้อมไปสู่นิพพาน.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ดูก่อนอาวุโสวิสาขะ จิตของภิกษุผู้ออกจาก

สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ น้อมไปสู่วิเวก โอนไป

สู่วิเวก โน้มไปสู่วิเวก.

____________________________

ม. ม. เล่ม ๑๒/ข้อ ๕๑๐

บทว่า มตสฺส จ สมาปนฺนสฺส จ โก วิเสโส - ผู้ตายแล้วและผู้เข้านิโรธต่างกันอย่างไร.

ท่านกล่าวความนี้ไว้แล้วในพระสูตร.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ดูก่อนอาวุโส กายสังขารของผู้ตายแล้ว ถึง

แก่กรรมแล้ว ดับ สงบ. วจีสังขาร จิตตสังขารดับ

สงบ. อายุสิ้นไป. ไออุ่นสงบไป. อินทรีย์ทำลายไป.

แม้กายสังขารของภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็

ดับสงบ. วจีสังขาร จิตตสังขารก็ดับ สงบ. อายุยังไม่

สิ้นไป. ไออุ่นยังไม่สงบ. อินทรีย์ยังไม่ทำลาย.

____________________________

ม. ม. เล่ม ๑๒/ข้อ ๕๐๒

ในคำถามมีอาทิว่า นิโรธสมาปตฺติ กึ สงฺขตา อสงฺขตา - นิโรธสมาบัติเป็นสังขตะหรืออสังขตะ? มีอธิบายดังต่อไปนี้

ไม่ควรกล่าวว่า เป็นสังขตะบ้าง อสังขตะบ้าง โลกิยะบ้าง โลกุตระบ้าง.

เพราะเหตุไร? เพราะไม่มีโดยสภาพ. เพราะภิกษุ ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงพร้อมแล้วด้วยอำนาจแห่งการเข้านิโรธ. ฉะนั้นควรกล่าวว่า เป็นนิปผันนะ คือสำเร็จแล้ว ไม่ควรกล่าวว่า เป็นอนิปผันนะ คือยังไม่สำเร็จ.

สมาบัติอันสงบแล้ว อันพระอริยะเสพแล้ว

นี้ได้ชื่อว่านิพพาน ในทิฏฐธรรมด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถานิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส 注释 · 第31册