คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๒. มหานิทานสูตร

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๕๗–๖๖พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค10 ข้อ2 ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค ๒. มหานิทานสูตร (๑๕)

มหานิทานสุตฺตํ

๕๗

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:- สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ กุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ นามว่า กัมมาสทัมมะ ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึง ที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลความข้อนี้กะ พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมา ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ปฏิจจสมุปบาทนี้ลึกซึ้งสุดประมาณ และปรากฏเป็นของลึก ก็แหละถึงจะ เป็นเช่นนั้น ก็ยังปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือนเป็นของตื้นนัก ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้ ลึกซึ้งสุดประมาณและปรากฏเป็นของลึก ดูกรอานนท์ เพราะไม่รู้จริง เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมอันนี้ หมู่สัตว์นี้ จึงเกิดเป็นผู้ยุ่งประดุจ ด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปมประหนึ่งกระจุกด้าย เป็นผู้เกิดมาเหมือนหญ้ามุง กระต่ายและหญ้าปล้อง จึงไม่พ้นอุบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร ดูกรอานนท์ เมื่อเธอถูกถามว่า ชรามรณะ มีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ชรามรณะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีชาติเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ชาติมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ชาติมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีภพเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ภพมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอ พึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ภพมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีอุปาทานเป็น ปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า อุปาทานมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขา ถามว่า อุปาทานมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีตัณหาเป็นปัจจัย เมื่อเธอ ถูกถามว่า ตัณหามีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ตัณหามี อะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีเวทนาเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า เวทนามี สิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า เวทนามีอะไรเป็นปัจจัย เธอ พึงตอบว่า มีผัสสะเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ผัสสะมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอ พึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ผัสสะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีนามรูป เป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า นามรูปมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้า เขาถามว่า นามรูปมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีวิญญาณเป็นปัจจัย เมื่อ เธอถูกถามว่า วิญญาณมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า วิญญาณมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีนามรูปเป็นปัจจัย ดูกรอานนท์ เพราะนามรูปเป็นปัจจัยดังนี้แล จึงเกิดวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิด นามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงเกิดผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิด เวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็น ปัจจัย จึงเกิดชรามรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส ฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ฯ

เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา กุรูสุ วิหรติ กมฺมาสทมฺมํ นาม กุรูนํ นิคโม ฯ อถโข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภูตํ ภนฺเต ยาวคมฺภีโร จายํ ภนฺเต ปฏิจฺจสมุปฺปาโท คมฺภีราวภาโส จ อถ จ ปน เม อุตฺตานกุตฺตานโก วิย ขายตีติ ฯ มา เหวํ อานนฺท อวจ มา เหวํ อานนฺท อวจ คมฺภีโร จายํ ปฏิจฺจสมุปฺปาโท คมฺภีราวภาโส จ ฯ เอตสฺส อานนฺท ธมฺมสฺส อนนุโพธา อปฺปฏิเวธา เอวมยํ ปชา ตนฺตากุลกชาตา คุณคณฺฐิกชาตา มุญฺชปพฺพชภูตา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ สํสารํ นาติวตฺตติ ฯ {๕๗.๑} อตฺถิ อิทปฺปจฺจยา ชรามรณนฺติ อิติ ปุฏฺเฐน สตา อานนฺท อตฺถีติสฺส วจนียํ ฯ กึปจฺจยา ชรามรณนฺติ อิติ เจ วเทยฺย ชาติปจฺจยา ชรามรณนฺติ อิจฺจสฺส วจนียํ ฯ {๕๗.๒} อตฺถิ อิทปฺปจฺจยา ชาตีติ อิติ ปุฏฺเฐน สตา อานนฺท อตฺถีติสฺส วจนียํ ฯ กึปจฺจยา ชาตีติ อิติ เจ วเทยฺย ภวปจฺจยา ชาตีติ อิจฺจสฺส วจนียํ ฯ {๕๗.๓} อตฺถิ อิทปฺปจฺจยา ภโวติ อิติ ปุฏฺเฐน สตา อานนฺท อตฺถีติสฺส วจนียํ ฯ กึปจฺจยา ภโวติ อิติ เจ วเทยฺย อุปาทานปจฺจยา ภโวติ อิจฺจสฺส วจนียํ ฯ {๕๗.๔} อตฺถิ อิทปฺปจฺจยา อุปาทานนฺติ อิติ ปุฏฺเฐน สตา อานนฺท อตฺถีติสฺส วจนียํ ฯ กึปจฺจยา อุปาทานนฺติ อิติ เจ วเทยฺย ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานนฺติ อิจฺจสฺส วจนียํ ฯ {๕๗.๕} อตฺถิ อิทปฺปจฺจยา ตณฺหาติ อิติ ปุฏฺเฐน สตา อานนฺท อตฺถีติสฺส วจนียํ ฯ กึปจฺจยา ตณฺหาติ อิติ เจ วเทยฺย เวทนาปจฺจยา ตณฺหาติ อิจฺจสฺส วจนียํ ฯ {๕๗.๖} อตฺถิ อิทปฺปจฺจยา เวทนาติ อิติ ปุฏฺเฐน สตา อานนฺท อตฺถีติสฺส วจนียํ ฯ กึปจฺจยา เวทนาติ อิติ เจ วเทยฺย ผสฺสปจฺจยา เวทนาติ อิจฺจสฺส วจนียํ ฯ {๕๗.๗} อตฺถิ อิทปฺปจฺจยา ผสฺโสติ อิติ ปุฏฺเฐน สตา อานนฺท อตฺถีติสฺส วจนียํ ฯ กึปจฺจยา ผสฺโสติ อิติ เจ วเทยฺย นามรูปปจฺจยา ผสฺโสติ อิจฺจสฺส วจนียํ ฯ {๕๗.๘} อตฺถิ อิทปฺปจฺจยา นามรูปนฺติ อิติ ปุฏฺเฐน สตา อานนฺท อตฺถีติสฺส วจนียํ ฯ กึปจฺจยา นามรูปนฺติ อิติ เจ วเทยฺย วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปนฺติ อิจฺจสฺส วจนียํ ฯ {๕๗.๙} อตฺถิ อิทปฺปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ อิติ ปุฏฺเฐน สตา อานนฺท อตฺถีติสฺส วจนียํ ฯ กึปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ อิติ เจ วเทยฺย นามรูปปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ อิจฺจสฺส วจนียํ ฯ {๕๗.๑๐} อิติ โข อานนฺท นามรูปปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ นามรูปปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ ฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ

๕๘

ก็คำนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรามรณะ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้- ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรามรณะ ดูกรอานนท์ ก็แลถ้าชาติมิได้ มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ มิได้มีเพื่อความเป็นเทพแห่งพวก เทพ เพื่อความเป็นคนธรรพ์แห่งพวกคนธรรพ์ เพื่อความเป็นยักษ์แห่งพวกยักษ์ เพื่อความเป็นภูตแห่งพวกภูต เพื่อความเป็นมนุษย์แห่งพวกมนุษย์ เพื่อความเป็น สัตว์สี่เท้าแห่งพวกสัตว์สี่เท้า เพื่อความเป็นปักษีแห่งพวกปักษี เพื่อความเป็น สัตว์เลื้อยคลานแห่งพวกสัตว์เลื้อยคลาน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าชาติมิได้มีเพื่อความ เป็นอย่างนั้นๆ แห่งสัตว์พวกนั้นๆ เมื่อชาติไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะชาติ ดับไป ชราและมรณะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งชรามรณะ ก็คือชาตินั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้- ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบข้อความนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าภพมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เมื่อภพไม่มีโดย ประการทั้งปวง เพราะภพดับไป ชาติจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งชาติ ก็คือภพนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เรากล่าวอธิบายดัง ต่อไปนี้- ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าอุปาทานมิได้มี แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน เมื่ออุปาทานไม่มี โดยประการทั้งปวง เพราะ อุปาทานดับไป ภพจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งภพ ก็คืออุปาทานนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เรากล่าวอธิบายดัง ต่อไปนี้- ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าตัณหามิได้มี แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือรูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา เมื่อตัณหาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะ ตัณหาดับไป อุปาทานจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งอุปาทาน ก็คือตัณหานั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เรากล่าวอธิบายไว้ ดังต่อไปนี้- ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าเวทนามิได้มี แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ เวทนาที่เกิดเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อเวทนาไม่มี โดยประการทั้งปวง เพราะเวทนาดับไป ตัณหาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งตัณหา ก็คือเวทนานั่นเอง ฯ

ชาติปจฺจยา ชรามรณนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา ชาติปจฺจยา ชรามรณํ ฯ ชาติ จ หิ อานนฺท นาภวิสฺส สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ กสฺสจิ กิมฺหิจิ เสยฺยถีทํ เทวานํ วา เทวตฺตาย คนฺธพฺพานํ วา คนฺธพฺพตฺตาย ยกฺขานํ วา ยกฺขตฺตาย ภูตานํ วา ภูตตฺตาย มนุสฺสานํ วา มนุสฺสตฺตาย จตุปฺปทานํ วา จตุปฺปทตฺตาย ปกฺขีนํ วา ปกฺขิตฺตาย สิรึสปานํ วา สิรึสปตฺตาย ฯ เตสํ เตสญฺจ หิ อานนฺท สตฺตานํ ตถตฺตาย ชาติ นาภวิสฺส ฯ สพฺพโส ชาติยา อสติ ชาตินิโรธา อปิ นุ โข ชรามรณํ ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย ชรามรณสฺส ยทิทํ ชาติ ฯ {๕๘.๑} ภวปจฺจยา ชาตีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา ภวปจฺจยา ชาติ ฯ ภโว จ หิ อานนฺท นาภวิสฺส สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ กสฺสจิ กิมฺหิจิ เสยฺยถีทํ กามภโว วา รูปภโว วา อรูปภโว วา ฯ สพฺพโส ภเว อสติ ภวนิโรธา อปิ นุ โข ชาติ ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย ชาติยา ยทิทํ ภโว ฯ {๕๘.๒} อุปาทานปจฺจยา ภโวติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา อุปาทานปจฺจยา ภโว ฯ อุปาทานญฺจ หิ อานนฺท นาภวิสฺส สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ กสฺสจิ กิมฺหิจิ เสยฺยถีทํ กามุปาทานํ วา ทิฏฺฐุปาทานํ วา สีลพฺพตุปาทานํ วา อตฺตวาทุปาทานํ วา ฯ สพฺพโส อุปาทาเน อสติ อุปาทานนิโรธา อปิ นุ โข ภโว ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย ภวสฺส ยทิทํ อุปาทานํ ฯ {๕๘.๓} ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ฯ ตณฺหา จ หิ อานนฺท นาภวิสฺส สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ กสฺสจิ กิมฺหิจิ เสยฺยถีทํ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ สพฺพโส ตณฺหาย อสติ ตณฺหานิโรธา อปิ นุ โข อุปาทานํ ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย อุปาทานสฺส ยทิทํ ตณฺหา ฯ {๕๘.๔} เวทนาปจฺจยา ตณฺหาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ฯ เวทนา จ หิ อานนฺท นาภวิสฺส สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ กสฺสจิ กิมฺหิจิ เสยฺยถีทํ จกฺขุสมฺผสฺสชา เวทนา โสตสมฺผสฺสชา เวทนา ฆานสมฺผสฺสชา เวทนา ชิวฺหาสมฺผสฺสชา เวทนา กายสมฺผสฺสชา เวทนา มโนสมฺผสฺสชา เวทนา ฯ สพฺพโส เวทนาย อสติ เวทนานิโรธา อปิ นุ โข ตณฺหา ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย ตณฺหาย ยทิทํ เวทนา ฯ

๕๙

ดูกรอานนท์ ก็ด้วยประการดังนี้แล คำนี้ คือ เพราะอาศัย เวทนาจึงเกิดตัณหา เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เพราะอาศัยการแสวงหา จึงเกิดลาภ เพราะอาศัยลาภจึงเกิดการตกลงใจ เพราะอาศัยการตกลงใจจึงเกิดการ รักใคร่พึงใจ เพราะอาศัยการรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง เพราะอาศัยการพะวง จึงเกิดความยึดถือ เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เพราะอาศัยความ ตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เพราะอาศัยการป้องกันจึงเกิดเรื่องในการป้องกันขึ้น อกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ แก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น คำนี้เรากล่าวไว้ด้วยประการฉะนี้แล ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความ ข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวว่า เรื่องในการป้องกันอกุศลธรรม อันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การ วิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการป้องกันมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการป้องกันโดยประการทั้งปวง เพราะหมดการป้องกัน อกุศลธรรมอัน ชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ จะพึงเกิดขึ้นได้ บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการเกิด ขึ้นแห่งอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกเหล่านี้ คือ การถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ แก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การกล่าวคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ก็คือการป้องกันนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้- ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ ตระหนี่มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตระหนี่ โดยประการทั้งปวง เพราะหมดความตระหนี่ การป้องกันจะพึงปรากฏได้ บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการ ป้องกัน ก็คือความตระหนี่นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้- ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ ยึดถือมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความยึดถือโดย ประการทั้งปวง เพราะดับความยึดถือเสียได้ ความตระหนี่จะพึงปรากฏ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ ตระหนี่ ก็คือความยึดถือนั้นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้- ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการพะวงมิ ได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการพะวงโดยประการ ทั้งปวง เพราะดับการพะวงเสียได้ ความยึดถือจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ ยึดถือ ก็คือการพะวงนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้- ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ รักใคร่พึงใจมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความรัก ใคร่พึงใจโดยประการทั้งปวง เพราะดับความรักใคร่พึงใจเสียได้ การพะวงจะพึง ปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการพะวง ก็คือความรักใคร่พึงใจนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ เรากล่าว อธิบายดังต่อไปนี้- ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะอาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ ตกลงใจมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตกลงใจ โดยประการทั้งปวง เพราะดับความตกลงใจเสียได้ ความรักใคร่พึงใจจะพึงปรากฏ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยความรักใคร่ พึงใจ ก็คือความตกลงใจนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้- ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าลาภมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีลาภโดยประการทั้งปวง เพราะหมดลาภ ความตกลงใจจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความ ตกลงใจ ก็คือลาภนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้- ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เรา ได้กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการแสวงหา มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการแสวงหาโดย ประการทั้งปวง เพราะหมดการแสวงหาลาภจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยของลาภ ก็คือ การแสวงหานั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้- ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าตัณหามิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เมื่อ ไม่มีตัณหาโดยประการทั้งปวง เพราะดับตัณหาเสียได้ การแสวงหาจะพึงปรากฏ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยของการ แสวงหาก็คือตัณหานั่นเอง ฯ

อิติ โข ปเนตํ อานนฺท เวทนํ ปฏิจฺจ ตณฺหา ตณฺหํ ปฏิจฺจ ปริเยสนา ปริเยสนํ ปฏิจฺจ ลาโภ ลาภํ ปฏิจฺจ วินิจฺฉโย วินิจฺฉยํ ปฏิจฺจ ฉนฺทราโค ฉนฺทราคํ ปฏิจฺจ อชฺโฌสานํ อชฺโฌสานํ ปฏิจฺจ ปริคฺคโห ปริคฺคหํ ปฏิจฺจ มจฺฉริยํ มจฺฉริยํ ปฏิจฺจ อารกฺโข อารกฺขํ ปฏิจฺจ อารกฺขาธิกรณํ ทณฺฑาทานสตฺถาทาน- กลหวิคฺคหวิวาทตุวํตุวํเปสุญฺญมุสาวาทา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺตีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา อารกฺขาธิกรณํ ทณฺฑาทานสตฺถาทาน- กลหวิคฺคหวิวาทตุวํตุวํเปสุญฺญมุสาวาทา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ ฯ {๕๙.๑} อารกฺโข จ หิ อานนฺท นาภวิสฺส สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ กสฺสจิ กิมฺหิจิ ฯ สพฺพโส อารกฺเข อสติ อารกฺขนิโรธา อปิ นุ โข ทณฺฑาทานสตฺถาทานกลหวิคฺคหวิวาทตุวํตุวํเปสุญฺญมุสาวาทา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภเวยฺยุนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย ทณฺฑาทานสตฺถาทานกลหวิคฺคห- วิวาทตุวํตุวํเปสุญฺญมุสาวาทานํ อเนเกสํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ สมฺภวาย ยทิทํ อารกฺโข ฯ {๕๙.๒} มจฺฉริยํ ปฏิจฺจ อารกฺโขติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา มจฺฉริยํ ปฏิจฺจ อารกฺโข ฯ มจฺฉริยญฺจ หิ อานนฺท นาภวิสฺส สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ กสฺสจิ กิมฺหิจิ ฯ สพฺพโส มจฺฉริเย อสติ มจฺฉริยนิโรธา อปิ นุ โข อารกฺโข ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย อารกฺขสฺส ยทิทํ มจฺฉริยํ ฯ {๕๙.๓} ปริคฺคหํ ปฏิจฺจ มจฺฉริยนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา ปริคฺคหํ ปฏิจฺจ มจฺฉริยํ ฯ ปริคฺคโห จ หิ อานนฺท นาภวิสฺส สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ กสฺสจิ กิมฺหิจิ ฯ สพฺพโส ปริคฺคเห อสติ ปริคฺคหนิโรธา อปิ นุ โข มจฺฉริยํ ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย มจฺฉริยสฺส ยทิทํ ปริคฺคโห ฯ {๕๙.๔} อชฺโฌสานํ ปฏิจฺจ ปริคฺคโหติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา อชฺโฌสานํ ปฏิจฺจ ปริคฺคโห ฯ อชฺโฌสานญฺจ หิ อานนฺท นาภวิสฺส สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ กสฺสจิ กิมฺหิจิ ฯ สพฺพโส อชฺโฌสาเน อสติ อชฺโฌสานนิโรธา อปิ นุ โข ปริคฺคโห ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย ปริคฺคหสฺส ยทิทํ อชฺโฌสานํ ฯ {๕๙.๕} ฉนฺทราคํ ปฏิจฺจ อชฺโฌสานนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา ฉนฺทราคํ ปฏิจฺจ อชฺโฌสานํ ฯ ฉนฺทราโค จ หิ อานนฺท นาภวิสฺส สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ กสฺสจิ กิมฺหิจิ ฯ สพฺพโส ฉนฺทราเค อสติ ฉนฺทราคนิโรธา อปิ นุ โข อชฺโฌสานํ ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย อชฺโฌสานสฺส ยทิทํ ฉนฺทราโค ฯ {๕๙.๖} วินิจฺฉยํ ปฏิจฺจ ฉนฺทราโคติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา วินิจฺฉยํ ปฏิจฺจ ฉนฺทราโค ฯ วินิจฺฉโย จ หิ อานนฺท นาภวิสฺส สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ กสฺสจิ กิมฺหิจิ ฯ สพฺพโส วินิจฺฉเย อสติ วินิจฺฉยนิโรธา อปิ นุ โข ฉนฺทราโค ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ ทิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย ฉนฺทราคสฺส ยทิทํ วินิจฺฉโย ฯ {๕๙.๗} ลาภํ ปฏิจฺจ วินิจฺฉโยติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา ลาภํ ปฏิจฺจ วินิจฺฉโย ฯ ลาโภ จ หิ อานนฺท นาภวิสฺส สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ กสฺสจิ กิมฺหิจิ ฯ สพฺพโส ลาเภ อสติ ลาภนิโรธา อปิ นุ โข วินิจฺฉโย ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย วินิจฺฉยสฺส ยทิทํ ลาโภ ฯ {๕๙.๘} ปริเยสนํ ปฏิจฺจ ลาโภติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา ปริเยสนํ ปฏิจฺจ ลาโภ ฯ ปริเยสนา จ หิ อานนฺท นาภวิสฺส สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ กสฺสจิ กิมฺหิจิ ฯ สพฺพโส ปริเยสนาย อสติ ปริเยสนานิโรธา อปิ นุ โข ลาโภ ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย ลาภสฺส ยทิทํ ปริเยสนา ฯ {๕๙.๙} ตณฺหํ ปฏิจฺจ ปริเยสนาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา ตณฺหํ ปฏิจฺจ ปริเยสนา ฯ ตณฺหา จ หิ อานนฺท นาภวิสฺส สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ กสฺสจิ กิมฺหิจิ เสยฺยถีทํ กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา ฯ สพฺพโส ตณฺหาย อสติ ตณฺหานิโรธา อปิ นุ โข ปริเยสนา ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย ปริเยสนาย ยทิทํ ตณฺหา ฯ

๖๐

ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง ด้วยประการดังนี้แล ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าผัสสะมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหา- *สัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อไม่มีผัสสะโดยประการทั้งปวง เพราะ ดับผัสสะเสียได้เวทนาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งเวทนา ก็คือผัสสะนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้- ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศ นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัติรูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสโดยการกระทบ จะพึง ปรากฏในนามกายได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามก็ดี รูปกายก็ดี ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อ ก็ดี การสัมผัสโดยการกระทบก็ดี จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามรูปต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี ผัสสะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งผัสสะ ก็คือนามรูปนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้- ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลง ในท้องแห่งมารดา นามรูปจักขาดในท้องแห่งมารดาได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณหยั่งลงในท้องแห่งมารดาแล้วจักล่วงเลยไป นามรูปจักบังเกิดเพื่อความเป็นอย่างนี้ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณ ของกุมารก็ดี ของกุมาริกาก็ดี ผู้ยังเยาว์วัยอยู่ จักขาดความสืบต่อ นามรูปจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งนามรูป ก็คือวิญญาณนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้- ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณจักไม่ได้ อาศัยในนามรูปแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งชาติชรามรณะและกองทุกข์ พึงปรากฏ ต่อไปได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งวิญญาณ ก็คือนามรูปนั่นเอง ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้แหละ อานนท์ วิญญาณและนามรูป จึงยังเกิด แก่ ตาย จุติ หรืออุปบัติ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ ทางแห่งบัญญัติ ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญาและวัฏฏสังสาร ย่อมเป็นไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ๆ ความ เป็นอย่างนี้ ย่อมมีเพื่อบัญญัติ คือนามรูปกับวิญญาณ ฯ

อิติ โข อานนฺท อิเม เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ {๖๐.๑} ผสฺสปจฺจยา เวทนาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา ผสฺสปจฺจยา เวทนา ฯ ผสฺโส จ หิ อานนฺท นาภวิสฺส สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ กสฺสจิ กิมฺหิจิ เสยฺยถีทํ จกฺขุสมฺผสฺโส โสตสมฺผสฺโส ฆานสมฺผสฺโส ชิวฺหาสมฺผสฺโส กายสมฺผสฺโส มโนสมฺผสฺโส ฯ สพฺพโส ผสฺเส อสติ ผสฺสนิโรธา อปิ นุ โข เวทนา ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย เวทนาย ยทิทํ ผสฺโส ฯ {๖๐.๒} นามรูปปจฺจยา ผสฺโสติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา นามรูปปจฺจยา ผสฺโส ฯ เยหิ อานนฺท อากาเรหิ เยหิ ลิงฺเคหิ เยหิ นิมิตฺเตหิ เยหิ อุทฺเทเสหิ นามกายสฺส ปญฺญตฺติ โหติ เตสุ อากาเรสุ เตสุ ลิงฺเคสุ เตสุ นิมิตฺเตสุ เตสุ อุทฺเทเสสุ อสติ อปิ นุ โข รูปกาเย อธิวจนสมฺผสฺโส ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ เยหิ อานนฺท อากาเรหิ เยหิ ลิงฺเคหิ เยหิ นิมิตฺเตหิ เยหิ อุทฺเทเสหิ รูปกายสฺส ปญฺญตฺติ โหติ เตสุ อากาเรสุ เตสุ ลิงฺเคสุ เตสุ นิมิตฺเตสุ เตสุ อุทฺเทเสสุ อสติ อปิ นุ โข นามกาเย ปฏิฆสมฺผสฺโส ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ เยหิ อานนฺท อากาเรหิ เยหิ ลิงฺเคหิ เยหิ นิมิตฺเตหิ เยหิ อุทฺเทเสหิ นามกายสฺส จ รูปกายสฺส จ ปญฺญตฺติ โหติ เตสุ อากาเรสุ เตสุ ลิงฺเคสุ เตสุ นิมิตฺเตสุ เตสุ อุทฺเทเสสุ อสติ อปิ นุ โข อธิวจนสมฺผสฺโส วา ปฏิฆสมฺผสฺโส วา ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ เยหิ อานนฺท อากาเรหิ เยหิ ลิงฺเคหิ เยหิ นิมิตฺเตหิ เยหิ อุทฺเทเสหิ นามรูปสฺส ปญฺญตฺติ โหติ เตสุ อากาเรสุ เตสุ ลิงฺเคสุ เตสุ นิมิตฺเตสุ เตสุ อุทฺเทเสสุ อสติ อปิ นุ โข ผสฺโส ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย ผสฺสสฺส ยทิทํ นามรูปํ ฯ {๖๐.๓} วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ ฯ วิญฺญาณญฺจ หิ อานนฺท มาตุ กุจฺฉิสฺมึ น โอกฺกมิสฺสถ อปิ นุ โข นามรูปํ มาตุ กุจฺฉิสฺมึ สมุจฺฉิชฺชิสฺสถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ วิญฺญาณญฺจ หิ อานนฺท มาตุ กุจฺฉิสฺมึ โอกฺกมิตฺวา โวกฺกมิสฺสถ อปิ นุ โข นามรูปํ อิตฺถตฺตาย อภินิพฺพตฺติสฺสถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ วิญฺญาณญฺจ หิ อานนฺท ทหรสฺเสว สโต โวจฺฉิชฺชิสฺสถ กุมารกสฺส วา กุมาริกาย วา อปิ นุ โข นามรูปํ วุฑฺฒึ วิรุฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิสฺสถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย นามรูปสฺส ยทิทํ วิญฺญาณํ ฯ {๖๐.๔} นามรูปปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ ตทานนฺท อิมินาเปตํ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา นามรูปปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯ วิญฺญาณญฺจ หิ อานนฺท นามรูเป ปติฏฺฐํ น ลภึสฺสถ อปิ นุ โข อายตึ ชาติชรามรณทุกฺขสมุทยสมฺภโว ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเสว เหตุ เอตํ นิทานํ เอส สมุทโย เอส ปจฺจโย วิญฺญาณสฺส ยทิทํ นามรูปํ ฯ เอตฺตาวตา โข อานนฺท ชาเยถ วา ชีเยถ วา มีเยถ วา จเวถ วา อุปปชฺเชถ วา ฯ เอตฺตาวตา โข อธิวจนปโถ เอตฺตาวตา นิรุตฺติปโถ เอตฺตาวตา ปญฺญตฺติปโถ เอตฺตาวตา ปญฺญาวจรํ เอตฺตาวตา วฏฺฏํ วตฺตติ ฯ อิตฺถตฺตํ ปญฺญาปนาย ยทิทํ นามรูปํ สห วิญฺญาเณน ฯ

๖๑

ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตา ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ประมาณเท่าไร ก็เมื่อบุคคลจะบัญญัติอัตตา มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปเป็นกามาวจร เมื่อบัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปหาที่สุดมิได้ เมื่อบัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปเป็นกามาวจร เมื่อบัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อม บัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตามีรูปเป็น กามาวจรนั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือ มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่ เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่าอัตตาเป็นกามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่ เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้มีบัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุด มิได้นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมี ความเห็นว่า เราจักยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้อันมีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็น กามาวจรนั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือ มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่ เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่าอัตตาเป็นกามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีอรูป ที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ส่วนผู้ที่บัญญัติอัตตาไม่มีรูป ทั้งหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมีความเห็นว่า เราจักยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้อันมีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพ ที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดาน ผู้มีอรูป เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตาย่อมบัญญัติด้วยเหตุมีประมาณเท่า นี้แล ฯ

กิตฺตาวตา จ อานนฺท อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ ฯ รูปึ วา หิ อานนฺท ปริตฺตํ อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ รูปี เม ปริตฺโต อตฺตาติ ฯ รูปึ วา หิ อานนฺท อนนฺตํ อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ รูปี เม อนนฺโต อตฺตาติ ฯ อรูปึ วา หิ อานนฺท ปริตฺตํ อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ อรูปี เม ปริตฺโต อตฺตาติ ฯ อรูปึ วา หิ อานนฺท อนนฺตํ อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ อรูปี เม อนนฺโต อตฺตาติ ฯ {๖๑.๑} ตตฺรานนฺท โย โส รูปึ ปริตฺตํ อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ เอตรหิ วา โส รูปึ ปริตฺตํ อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ ตถาภาวึ วา โส รูปึ ปริตฺตํ อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ อตถํ วา ปน สนฺตํ ตถตฺตาย อุปกปฺเปสฺสามีติ อิติ วา ปนสฺส โหติ ฯ เอวํ สนฺตํ โข อานนฺท รูปึ ปริตฺตตฺตานุทิฏฺฐิ อนุเสตีติ อิจฺจาลํ วจนาย ฯ {๖๑.๒} ตตฺรานนฺท โย โส รูปึ อนนฺตํ อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ เอตรหิ วา โส รูปึ อนนฺตํ อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ ตถาภาวึ วา โส รูปึ อนนฺตํ อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ อตถํ วา ปน สนฺตํ ตถตฺตาย อุปกปฺเปสฺสามีติ อิติ วา ปนสฺส โหติ ฯ เอวํ สนฺตํ โข อานนฺท รูปึ อนนฺตตฺตานุทิฏฺฐิ อนุเสตีติ อิจฺจาลํ วจนาย ฯ {๖๑.๓} ตตฺรานนฺท โย โส อรูปึ ปริตฺตํ อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ เอตรหิ วา โส อรูปึ ปริตฺตํ อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ ตถาภาวึ วา โส อรูปึ ปริตฺตํ อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ อตถํ วา ปน สนฺตํ ตถตฺตาย อุปกปฺเปสฺสามีติ อิติ วา ปนสฺส โหติ ฯ เอวํ สนฺตํ โข อานนฺท อรูปึ ปริตฺตตฺตานุทิฏฺฐิ อนุเสตีติ อิจฺจาลํ วจนาย ฯ {๖๑.๔} ตตฺรานนฺท โย โส อรูปึ อนนฺตํ อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ เอตรหิ วา โส อรูปึ อนนฺตํ อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ ตถาภาวึ วา โส อรูปึ อนนฺตํ อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปติ อตถํ วา ปน สนฺตํ ตถตฺตาย อุปกปฺเปสฺสามีติ อิติ วา ปนสฺส โหติ ฯ เอวํ สนฺตํ โข อานนฺท อรูปึ อนนฺตตฺตานุทิฏฺฐิ อนุเสตีติ อิจฺจาลํ วจนาย ฯ เอตฺตาวตา โข อานนฺท อตฺตานํ ปญฺญเปนฺโต ปญฺญเปตีติ ฯ

๖๒

ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อไม่บัญญัติอัตตา ย่อมไม่บัญญัติด้วยเหตุ มีประมาณเท่าไร อานนท์ ก็เมื่อบุคคลไม่บัญญัติอัตตามีรูปเป็นกามาวจร ย่อมไม่ บัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปเป็นกามาวจร เมื่อไม่บัญญัติอัตตามีรูปอันหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปหาที่สุดมิได้ หรือเมื่อไม่บัญญัติอัตตาไม่มี รูปเป็นกามาวจร ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปเป็นกามาจร เมื่อไม่ บัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่บัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ อานนท์ บรรดาความเห็น ๔ อย่างนั้น ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตามีรูปเป็นกามาวจรนั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความ เห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีรูปที่เป็น อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือ ไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอัน ไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควร กล่าวไว้ด้วย ส่วนผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจรนั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาล บัดนี้ หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพ อันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาเป็นกามาวจร ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีอรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควร กล่าวไว้ด้วย ผู้ที่ไม่บัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้นั้น ย่อมไม่บัญญัติในกาลบัดนี้ หรือไม่บัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือไม่มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอัน ไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมไม่ติดสันดานผู้มีอรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควร กล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อไม่บัญญัติอัตตา ย่อมไม่บัญญัติด้วยเหตุมีประมาณ เท่านี้แล ฯ

กิตฺตาวตา จ อานนฺท อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ ฯ รูปึ วา หิ อานนฺท ปริตฺตํ อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ รูปี เม ปริตฺโต อตฺตาติ ฯ รูปึ วา หิ อานนฺท อนนฺตํ อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ รูปี เม อนนฺโต อตฺตาติ ฯ อรูปึ วา หิ อานนฺท ปริตฺตํ อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ อรูปี เม ปริตฺโต อตฺตาติ ฯ อรูปึ วา หิ อานนฺท อนนฺตํ อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ อรูปี เม อนนฺโต อตฺตาติ ฯ {๖๒.๑} ตตฺรานนฺท โย โส รูปึ ปริตฺตํ อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ เอตรหิ วา โส รูปึ ปริตฺตํ อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ ตถาภาวึ วา โส รูปึ ปริตฺตํ อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ อตถํ วา ปน สนฺตํ ตถตฺตาย อุปกปฺเปสฺสามีติ อิติ วา ปนสฺส น โหติ ฯ เอวํ สนฺตํ โข อานนฺท รูปึ ปริตฺตตฺตานุทิฏฺฐิ นานุเสตีติ อิจฺจาลํ วจนาย ฯ {๖๒.๒} ตตฺรานนฺท โย โส รูปึ อนนฺตํ อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ เอตรหิ วา โส รูปึ อนนฺตํ อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ ตถาภาวึ วา โส รูปึ อนนฺตํ อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ อตถํ วา ปน สนฺตํ ตถตฺตาย อุปกปฺเปสฺสามีติ อิติ วา ปนสฺส น โหติ ฯ เอวํ สนฺตํ โข อานนฺท รูปึ อนนฺตตฺตานุทิฏฺฐิ นานุเสตีติ อิจฺจาลํ วจนาย ฯ {๖๒.๓} ตตฺรานนฺท โย โส อรูปึ ปริตฺตํ อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ เอตรหิ วา โส อรูปึ ปริตฺตํ อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ ตถาภาวึ วา โส อรูปึ ปริตฺตํ อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ อตถํ วา ปน สนฺตํ ตถตฺตาย อุปกปฺเปสฺสามีติ อิติ วา ปนสฺส น โหติ ฯ เอวํ สนฺตํ โข อานนฺท อรูปึ ปริตฺตตฺตานุทิฏฺฐิ นานุเสตีติ อิจฺจาลํ วจนาย ฯ {๖๒.๔} ตตฺรานนฺท โย โส อรูปึ อนนฺตํ อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ เอตรหิ วา โส อรูปึ อนนฺตํ อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ ตถาภาวึ วา โส อรูปึ อนนฺตํ อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปติ อตถํ วา ปน สนฺตํ ตถตฺตาย อุปกปฺเปสฺสามีติ อิติ วา ปนสฺส น โหติ ฯ เอวํ สนฺตํ โข อานนฺท อรูปึ อนนฺตตฺตานุทิฏฺฐิ นานุเสตีติ อิจฺจาลํ วจนาย ฯ เอตฺตาวตา โข อานนฺท อตฺตานํ น ปญฺญเปนฺโต น ปญฺญเปตีติ ฯ

๖๓

ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นด้วยเหตุมี ประมาณเท่าไร ก็บุคคลเมื่อเล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นว่า เวทนาเป็น อัตตาของเรา ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา อานนท์ หรือเล็งเห็นอัตตา ดังนี้ว่า เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย จะว่าอัตตา ของเราไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะฉะนั้น อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา อานนท์ บรรดาความเห็น ๓ อย่างนั้น ผู้ที่กล่าว อย่างนี้ว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา เขาจะพึงถูกซักถามอย่างนี้ว่า อาวุโส เวทนา มี ๓ อย่างนี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา บรรดาเวทนา ๓ ประการนี้ ท่านเล็งเห็นอันไหนโดยความเป็นอัตตา อานนท์ ในสมัยใด อัตตา เสวยสุขเวทนา ในสมัยนั้น ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา คงเสวยแต่สุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ในสมัยใดอัตตาเสวยทุกขเวทนาไม่ได้ เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา คงเสวยแต่ทุกขเวทนาอย่างเดียว เท่านั้น ในสมัยใด อัตตาเสวยอทุกขมสุขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา คงเสวยแต่อทุกขมสุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ดูกรอานนท์ เวทนาแม้ที่เป็นสุขก็ดี แม้ที่เป็นทุกข์ก็ดี แม้ที่เป็นอทุกขม- *สุขก็ดี ล้วนไม่เที่ยง เป็นเพียงปัจจัยปรุงแต่งขึ้น มีความสิ้นความเสื่อม ความ- *คลาย และความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเขาเสวยสุขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่อสุขเวทนาอันนั้นดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเรา ดับไปแล้ว เมื่อเสวยทุกขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่อ ทุกขเวทนาอันนั้นแลดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเราดับไปแล้ว เมื่อเสวย อทุกขมสุขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่ออทุกขมสุขเวทนา อันนั้นแลดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเราดับไปแล้ว ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรานั้น เมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นเวทนาอันไม่เที่ยง เกลื่อนกล่นไปด้วยสุขและทุกข์ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เป็น อัตตาในปัจจุบันเท่านั้น เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะ เล็งเห็นว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา แม้ด้วยคำดังกล่าวแล้วนี้ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา เขาจะพึง ถูกซักอย่างนี้ว่า ในรูปขันธ์ล้วนๆ ก็ยังมิได้มีความเสวยอารมณ์อยู่ทั้งหมด ใน รูปขันธ์นั้น ยังจะเกิดอหังการว่าเป็นเราได้หรือ ฯ ไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า ถ้าเวทนา ไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา แม้ด้วยคำดังกล่าว แล้วนี้ ส่วนผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย อัตตาของเราไม่ ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะว่า อัตตาของ เรามีเวทนาเป็นธรรมดา เขาจะพึงถูกซักอย่างนี้ว่า อาวุโส ก็เพราะเวทนาจะต้อง ดับไปทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่เหลือเศษ เมื่อเวทนาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะ เวทนาดับไป ยังจะเกิดอหังการว่า เป็นเราได้หรือ ในเมื่อขันธ์นั้นๆ ดับ ไปแล้ว ฯ ไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า เวทนา ไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราไม่ต้องเสวยเวทนาเลยก็ไม่ใช่ อัตตาของ เรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา แม้ด้วยคำ ดังกล่าวแล้วนี้ ฯ

กิตฺตาวตา จ อานนฺท อตฺตานํ สมนุปสฺสมาโน สมนุปสฺสติ ฯ เวทนํ วา หิ อานนฺท อตฺตานํ สมนุปสฺสมาโน สมนุปสฺสติ เวทนา เม อตฺตาติ น เหว โข เม เวทนา อตฺตา อปฺปฏิสํเวทโน เม อตฺตาติ ฯ น เหว โข เม เวทนา อตฺตา โนปิ อปฺปฏิสํเวทโน เม อตฺตา อตฺตา เม เวทยติ เวทนาธมฺโม หิ เม อตฺตาติ อิติ วา หิ อานนฺท อตฺตานํ สมนุปสฺสมาโน สมนุปสฺสติ ฯ {๖๓.๑} ตตฺรานนฺท โย โส เอวมาห เวทนา เม อตฺตาติ โส เอวมสฺส วจนีโย ติสฺโส โข อิมา อาวุโส เวทนา สุขา เวทนา ทุกฺขา เวทนา อทุกฺขมสุขา เวทนา อิมาสํ โข ตฺวํ ติสฺสนฺนํ เวทนานํ กตมํ อตฺตโต สมนุปสฺสสีติ ฯ ยสฺมึ อานนฺท สมเย สุขํ เวทนํ เวเทติ เนว ตสฺมึ สมเย ทุกฺขํ เวทนํ เวเทติ น อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวเทติ สุขํเยว ตสฺมึ สมเย เวทนํ เวเทติ ฯ ยสฺมึ อานนฺท สมเย ทุกฺขํ เวทนํ เวเทติ เนว ตสฺมึ สมเย สุขํ เวทนํ เวเทติ น อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวเทติ ทุกฺขํเยว ตสฺมึ สมเย เวทนํ เวเทติ ฯ ยสฺมึ อานนฺท สมเย อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวเทติ เนว ตสฺมึ สมเย สุขํ เวทนํ เวเทติ น ทุกฺขํ เวทนํ เวเทติ อทุกฺขมสุขํเยว ตสฺมึ สมเย เวทนํ เวเทติ ฯ {๖๓.๒} สุขาปิ โข อานนฺท เวทนา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมา ฯ ทุกฺขาปิ โข อานนฺท เวทนา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมา ฯ อทุกฺขมสุขาปิ โข อานนฺท เวทนา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมา ฯ ตสฺส สุขํ เวทนํ เวทยมานสฺส เอโส เม อตฺตาติ โหติ ตสฺสาเยว สุขาย เวทนาย นิโรธา พฺยคา เม อตฺตาติ โหติ ฯ ทุกฺขํ เวทนํ เวทยมานสฺส เอโส เม อตฺตาติ โหติ ฯ ตสฺสาเยว ทุกฺขาย เวทนาย นิโรธา พฺยคา เม อตฺตาติ โหติ ฯ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทยมานสฺส เอโส เม อตฺตาติ โหติ ตสฺสาเยว อทุกฺขมสุขาย เวทนาย นิโรธา พฺยคา เม อตฺตาติ โหติ ฯ อิติ โส ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม อนิจฺจํ สุขทุกฺขโวกิณฺณํ อุปฺปาทวยธมฺมํ อตฺตานํ สมนุปสฺสมาโน สมนุปสฺสติ โย โส เอวมาห เวทนา เม อตฺตาติ ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเตนเปตํ นกฺขมติ เวทนา เม อตฺตาติ สมนุปสฺสิตุํ {๖๓.๓} ตตฺรานนฺท โย โส เอวมาห น เหว โข เม เวทนา อตฺตา อปฺปฏิสํเวทโน เม อตฺตาติ โส เอวมสฺส วจนีโย ยตฺถ ปนาวุโส สพฺพโส เวทยิตํ อตฺถิ อปิ นุ โข ตตฺถ อสฺมีติ สิยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเตนเปตํ นกฺขมติ น เหว โข เม เวทนา อตฺตา อปฺปฏิสํเวทโน เม อตฺตาติ สมนุปสฺสิตุํ ฯ {๖๓.๔} ตตฺรานนฺท โย โส เอวมาห น เหว โข เม เวทนา อตฺตา โนปิ อปฺปฏิสํเวทโน อตฺตา อตฺตา เม เวทยติ เวทนาธมฺโม หิ เม อตฺตาติ ฯ โส เอวมสฺส วจนีโย เวทนา จ หิ อาวุโส สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อปริเสสา นิรุชฺเฌยฺยุํ สพฺพโส เวทนาย อสติ เวทนานิโรธา อปิ นุ โข ตตฺถ อหมสฺมีติ สิยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตสฺมาติหานนฺท เอเตนเปตํ นกฺขมติ น เหว โข เม เวทนา อตฺตา โนปิ อปฺปฏิสํเวทโน อตฺตา อตฺตา เม เวทยติ เวทนาธมฺโม หิ เม อตฺตาติ สมนุปสฺสิตุํ ฯ

๖๔

ดูกรอานนท์ คราวใดเล่า ภิกษุไม่เล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ไม่ เล็งเห็นอัตตาว่าไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่เล็งเห็นว่าอัตตายังต้องเสวยเวทนา อยู่ เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา ภิกษุนั้น เมื่อเล็งเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก และเมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะทกสะท้าน เมื่อไม่ สะทกสะท้านย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตน ทั้งรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี อานนท์ ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า ทิฐิว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์ยังมีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์ไม่มีอยู่ ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์มีอยู่ด้วย ไม่มีอยู่ด้วย ว่าเบื้องหน้าแต่ตาย สัตว์มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้ กะภิกษุผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนี้ การ กล่าวของบุคคลนั้นไม่สมควร ฯ ข้อนั้น เพราะเหตุไร ดูกรอานนท์ ชื่อ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ บัญญัติ ทางแห่งบัญญัติ การแต่งตั้ง ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญา วัฏฏะยังเป็นไปอยู่ตราบใด วัฏฏสงสาร ยังคงหมุนเวียนอยู่ตราบนั้น เพราะรู้ยิ่ง วัฏฏสงสารนั้น ภิกษุจึงหลุดพ้น ข้อที่มี ทิฐิว่า ใครๆ ย่อมไม่รู้ ย่อมไม่เห็นภิกษุผู้หลุดพ้น เพราะรู้ยิ่งวัฏฏสงสารนั้น นั้นไม่สมควร ฯ

ยโต โข อานนฺท ภิกฺขุ เนว เวทนํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ โนปิ อปฺปฏิสํเวทนํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ โนปิ อตฺตา เวทยติ เวทนาธมฺโม หิ เม อตฺตาติ สมนุปสฺสติ ฯ โส เอวํ สมนุปสฺสนฺโต น กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ อนุปาทิยญฺจ น ปริตสฺสติ อปริตสฺสํ ปจฺจตฺตญฺเญว ปรินิพฺพายติ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ ฯ เอวํ วิมุตฺตํ โข อานนฺท ภิกฺขุํ โย เอวํ วเทยฺย โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิติสา ทิฏฺฐีติ ตทกลฺลํ ฯ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิติสา ทิฏฺฐีติ ตทกลฺลํ ฯ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิติสา ทิฏฺฐีติ ตทกลฺลํ ฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิติสา ทิฏฺฐีติ ตทกลฺลํ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ยาวตานนฺท อธิวจนํ ยาวตา อธิวจนปโถ ยาวตา นิรุตฺติปโถ ยาวตา ปญฺญตฺติ ยาวตา ปญฺญตฺติปโถ ยาวตา ปญฺญาปนํ ยาวตา ปญฺญาวจรํ ยาวตา วฏฺฏํ วตฺตติ ตาวตา วฏฺฏํ วตฺตติ ตทภิญฺญา วิมุตฺโต ภิกฺขุ ตทภิญฺญา วิมุตฺตํ ภิกฺขุํ น ชานาติ น ปสฺสติ อิติสา ทิฏฺฐีติ ตทกลฺลํ ฯ

๖๕

ดูกรอานนท์ วิญญาณฐิติ ๗ อายตนะ ๒ เหล่านี้ วิญญาณฐิติ ๗ เป็นไฉน คือ- ๑. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์ และพวกเทพ บางพวก พวกวินิบาตบางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๑ ๒. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพผู้นับเนื่อง ในชั้นพรหมผู้บังเกิดด้วยปฐมฌาน และสัตว์ผู้เกิดในอบาย ๔ นี้เป็นวิญญาณ ฐิติที่ ๒ ๓. สัตว์มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกเทพชั้นอาภัสสร นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๓ ๔. สัตว์ที่มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ ชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๔ ๕. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุด มิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆะสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๕ ๖. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุด มิได้ เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๖ ๗. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร เพราะล่วงชั้นวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๗ ส่วนอายตนะอีก ๒ คือ อสัญญีสัตตายตนะ (ข้อที่ ๑) และข้อที่ ๒ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ดูกรอานนท์ บรรดาวิญญาณฐิติทั้ง ๗ ประการนั้น วิญญาณฐิติข้อที่ ๑ มี ว่า สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์และพวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวก ผู้ที่รู้ชัดวิญญาณฐิติข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณ และโทษ แห่งวิญญาณฐิติข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติ ข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินวิญญาณฐิตินั้นอีกหรือ ฯ ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ ฯลฯ ฯลฯ วิญญาณฐิติที่ ๗ มีว่า สัตว์ผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการ ว่า ไม่มีอะไร เพราะล่วงชั้นวิญญาณณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง ผู้ที่รู้ชัด วิญญาณฐิติข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษ แห่งวิญญาณฐิติ ข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติข้อนั้น เขายังจะควร เพลิดเพลินวิญญาณฐิตินั้นอีกหรือ ฯ ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ส่วนบรรดาอายตนะทั้ง ๒ นั้นเล่า ข้อที่ ๑ คือ อสัญญี- *สัตตายตนะ ผู้ที่รู้ชัดอสัญญีสัตตายตนะข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณ และโทษ แห่งอสัญญีสัตตายตนะข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจาก อสัญญีสัตตายตนะข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินอสัญญีสัตตายตนะนั้น อีกหรือ ฯ ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ ส่วนข้อที่ ๒ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ผู้ที่รู้ชัดเนวสัญญานา- *สัญญายตนะข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษแห่งเนวสัญญานา- *สัญญายตนะข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากเนวสัญญานาสัญญายตนะ ข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินเนวสัญญานาสัญญายตนะข้อนั้นอีกหรือ ฯ ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ เพราะภิกษุมาทราบชัดความเกิดและความดับทั้งคุณและโทษ และอุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติ ๗ และอายตนะ ๒ เหล่านี้ ตามเป็น จริงแล้ว ย่อมเป็นผู้หลุดพ้นได้ เพราะไม่ยึดมั่น อานนท์ ภิกษุนี้เราเรียกว่า ปัญญาวิมุตติ ฯ

สตฺต โข อิมา อานนฺท วิญฺญาณฏฺฐิติโย เทฺว อายตนานิ ฯ กตมา สตฺต ฯ สนฺตานนฺท สตฺตา นานตฺตกายา นานตฺตสญฺญิโน เสยฺยถาปิ มนุสฺสา เอกจฺเจ จ เทวา เอกจฺเจ จ วินิปาติกา อยํ ปฐมา วิญฺญาณฏฺฐิติ ฯ สนฺตานนฺท สตฺตา นานตฺตกายา เอกตฺตสญฺญิโน เสยฺยถาปิ เทวา พฺรหฺมกายิกา ปฐมาภินิพฺพตฺตา จตุอปายิกา สตฺตา จ อยํ ทุติยา วิญฺญาณฏฺฐิติ ฯ สนฺตานนฺท สตฺตา เอกตฺตกายา นานตฺตสญฺญิโน เสยฺยถาปิ เทวา อาภสฺสรา อยํ ตติยา วิญฺญาณฏฺฐิติ ฯ สนฺตานนฺท สตฺตา เอกตฺตกายา เอกตฺตสญฺญิโน เสยฺยถาปิ เทวา สุภกิณฺหา อยํ จตุตฺถา วิญฺญาณฏฺฐิติ ฯ สนฺตานนฺท สตฺตา สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนูปคา อยํ ปญฺจมา วิญฺญาณฏฺฐิติ ฯ สนฺตานนฺท สตฺตา สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนูปคา อยํ ฉฏฺฐา วิญฺญาณฏฺฐิติ ฯ สนฺตานนฺท สตฺตา สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนูปคา อยํ สตฺตมา วิญฺญาณฏฺฐิติ ฯ อสญฺญิสตฺตายตนํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนเมว ทุติยํ ฯ {๖๕.๑} ตตฺรานนฺท ยายํ ปฐมา วิญฺญาณฏฺฐิติ นานตฺตกายา นานตฺตสญฺญิโน เสยฺยถาปิ มนุสฺสา เอกจฺเจ จ เทวา เอกจฺเจ จ วินิปาติกา โย นุ โข อานนฺท ตญฺจ ปชานาติ ตสฺสา จ สมุทยํ ปชานาติ ตสฺสา จ อตฺถงฺคมํ ปชานาติ ตสฺสา จ อสฺสาทํ ปชานาติ ตสฺสา จ อาทีนวํ ปชานาติ ตสฺสา จ นิสฺสรณํ ปชานาติ กลฺลํ นุ เตน ตทภินนฺทิตุนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯเปฯ ตตฺรานนฺท ยายํ สตฺตมา วิญฺญาณฏฺฐิติ สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนูปคา โย นุ โข อานนฺท ตญฺจ ปชานาติ ตสฺสา จ สมุทยํ ปชานาติ ตสฺสา จ อตฺถงฺคมํ ปชานาติ ตสฺสา จ อสฺสาทํ ปชานาติ ตสฺสา จ อาทีนวํ ปชานาติ ตสฺสา จ นิสฺสรณํ ปชานาติ กลฺลํ นุ เตน ตทภินนฺทิตุนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตตฺรานนฺท ยมิทํ อสญฺญิสตฺตายตนํ โย นุ โข อานนฺท ตญฺจ ปชานาติ ตสฺสา จ สมุทยํ ปชานาติ ตสฺสา จ อตฺถงฺคมํ ปชานาติ ตสฺสา จ อสฺสาทํ ปชานาติ ตสฺสา จ อาทีนวํ ปชานาติ ตสฺสา จ นิสฺสรณํ ปชานาติ กลฺลํ นุ เตน ตทภินนฺทิตุนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตตฺรานนฺท ยมิทํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ โย นุ โข อานนฺท ตญฺจ ปชานาติ ตสฺสา จ สมุทยํ ปชานาติ ตสฺสา จ อตฺถงฺคมํ ปชานาติ ตสฺสา จ อสฺสาทํ ปชานาติ ตสฺสา จ อาทีนวํ ปชานาติ ตสฺสา จ นิสฺสรณํ ปชานาติ กลฺลํ นุ เตน ตทภินนฺทิตุนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ยโต โข อานนฺท ภิกฺขุ อิมาสญฺจ สตฺตนฺนํ วิญฺญาณฏฺฐิตีนํ อิเมสญฺจ ทฺวินฺนํ อายตนานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ วิทิตฺวา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ อยํ วุจฺจตานนฺท ภิกฺขุ ปญฺญาวิมุตฺโต ฯ

๖๖

ดูกรอานนท์ วิโมกข์ ๘ ประการเหล่านี้ ๘ ประการเป็นไฉน คือ ๑. ผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑ ๒. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน ย่อมเห็นรูปในภายนอก นี้เป็น วิโมกข์ข้อที่ ๒ ๓. ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่า กสิณเป็นของงาม นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓ ๔. ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดย ประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔ ๕. ผู้ที่บรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ที่ ๕ ๖. ผู้ที่บรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร เพราะล่วง วิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖ ๗. ผู้ที่บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗ ๘. ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘ ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล วิโมกข์ ๘ ประการ ภิกษุเข้าวิโมกข์ ๘ ประการ เหล่านี้ เป็นอนุโลมบ้าง เป็นปฏิโลมบ้าง เข้าทั้งอนุโลมและปฏิโลมบ้าง เข้าบ้าง ออกบ้าง ตามคราวที่ต้องการ ตามสิ่งที่ปรารถนา และตามกำหนดที่ต้องประสงค์ จึงบรรลุเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป เพราะ ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน อานนท์ ภิกษุนี้ เราเรียกว่า อุภโตภาควิมุตติ อุภโตภาควิมุตติอื่นจากอุภโตภาควิมุตตินี้ที่จะยิ่งหรือประณีตไป กว่าไม่มี พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระอานนท์ยินดี ชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล ฯ จบมหานิทานสูตร ที่ ๒ -----------------------------------------------------

อฏฺฐ โข อิเม อานนฺท วิโมกฺขา ฯ กตเม อฏฺฐ ฯ รูปี รูปานิ ปสฺสติ อยํ ปฐโม วิโมกฺโข ฯ อชฺฌตฺตํอรูปสญฺญี พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ อยํ ทุติโย วิโมกฺโข ฯ สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหติ อยํ ตติโย วิโมกฺโข ฯ สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมฺม ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ จตุตฺโถ วิโมกฺโข ฯ สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ ปญฺจโม วิโมกฺโข ฯ สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ ฉฏฺโฐ วิโมกฺโข ฯ สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ สตฺตโม วิโมกฺโข ฯ สพฺพโส เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตํ นิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ อฏฺฐโม วิโมกฺโข ฯ อิเม โข อานนฺท อฏฺฐ วิโมกฺขา ฯ {๖๖.๑} ยโต โข อานนฺท ภิกฺขุ อิเม อฏฺฐ วิโมกฺเข อนุโลมํปิ สมาปชฺชติ ปฏิโลมํปิ สมาปชฺชติ อนุโลมปฏิโลมํปิ สมาปชฺชติ ยตฺถิจฺฉกํ ยทิจฺฉกํ ยาวติจฺฉกํ สมาปชฺชติปิ วุฏฺฐาติปิ อาสวานญฺจ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วุจฺจตานนฺท ภิกฺขุ อุภโตภาควิมุตฺโต ฯ อิมาย จ อานนฺท อุภโตภาควิมุตฺติยา อญฺญา อุภโตภาควิมุตฺติ อุตฺตริตรา วา ปณีตตรา วา นตฺถีติ ฯ อิทมโวจ ภควา ฯ อตฺตมโน อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ มหานิทานสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ทุติยํ ฯ ---------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย