สิกขาบทที่ ๕ เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ภิกขุนีวิภังค์ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๕ เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง
อารามวคฺคสฺส ปญฺจมสิกฺขาปทํ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- *บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตไปในตรอกแห่งหนึ่ง ใน พระนครสาวัตถี ผ่านเข้าไปสู่สกุลแห่งหนึ่ง ครั้นแล้วได้นั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้. ครั้นเขา นิมนต์ภิกษุณีรูปนั้นให้ฉันแล้วได้กล่าวคำนี้ว่า แม่เจ้า แม้ภิกษุณีรูปอื่นๆ ก็จงมา. ทันทีนั้น นางคิดว่า ทำไฉนภิกษุณีรูปอื่นๆ จึงจะไม่มา แล้วได้เข้าไปหาภิกษุณีทั้งหลาย กล่าวคำนี้ว่า แม่เจ้า ณ สถานที่โน้นสุนัขดุ โคเปลี่ยวดุ สถานที่ลื่น ท่านทั้งหลายอย่าได้ไป สถานที่นั้นเลย. แม้ภิกษุณีอีกรูปหนึ่งก็ได้เที่ยวบิณฑบาตไปในตรอกนั้น เดินผ่านเข้าไปถึงสกุลนั้น ครั้นแล้ว นั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย. ครั้นคนพวกนั้นนิมนต์ให้นางฉัน แล้วได้กล่าวคำนี้ว่า แม่เจ้า ทำไม ภิกษุณีทั้งหลายจึงไม่ค่อยมา. จึงภิกษุณีรูปนั้นได้เล่าเรื่องนั้นแก่เขาเหล่านั้น พวกเขาจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีจึงได้หวงตระกูลเล่า ... ทรงสอบถาม พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณีหวงตระกูล จริงหรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีจึงได้หวงตระกูลเล่า การกระทำของนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:- พระบัญญัติ ๑๑๐. ๕. อนึ่ง ภิกษุณีใด เป็นคนตระหนี่ตระกูล เป็นปาจิตตีย์. เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่ง จบ. สิกขาบทวิภังค์
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา ภิกฺขุนี สาวตฺถิยํ อญฺญตริสฺสา วิสิขาย ปิณฺฑาย จรมานา เยน อญฺญตรํ กุลํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อถโข เต มนุสฺสา ตํ ภิกฺขุนึ โภเชตฺวา เอตทโวจุํ อญฺญาปิ อยฺเย ภิกฺขุนิโย อาคจฺฉนฺตูติ ฯ {๓๔๖.๑} อถโข สา ภิกฺขุนี กถํ อญฺญา ภิกฺขุนิโย นาคจฺเฉยฺยุนฺติ ภิกฺขุนิโย อุปสงฺกมิตฺวา เอตทโวจ อมุกสฺมึ อยฺเย โอกาเส วาลา สุนขา จณฺโฑ พลิพทฺโท จิกฺขลฺโล โอกาโส มา โข ตตฺถ อคมิตฺถาติ ฯ อญฺญตราปิ ภิกฺขุนี ตสฺสา วิสิขาย ปิณฺฑาย จรมานา เยน ตํ กุลํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อถโข เต มนุสฺสา ตํ ภิกฺขุนึ โภเชตฺวา เอตทโวจุํ กิสฺส อยฺเย ภิกฺขุนิโย น อาคจฺฉนฺตีติ ฯ อถโข สา ภิกฺขุนี เตสํ มนุสฺสานํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ภิกฺขุนี กุลํ มจฺฉรายิสฺสตีติ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ภิกฺขุนี กุลํ มจฺฉรายตีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ภิกฺขเว ภิกฺขุนี กุลํ มจฺฉรายิสฺสติ เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิโย อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิสนฺตุ {๓๔๖.๒} ยา ปน ภิกฺขุนี กุลมจฺฉรินี อสฺส ปาจิตฺติยนฺติ ฯ
บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ... บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณีที่ ทรงประสงค์ในอรรถนี้. ที่ชื่อว่า ตระกูล ได้แก่ ตระกูลทั้ง ๔ คือ ตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ ตระกูลแพศย์ ตระกูลศูทร. บทว่า เป็นคนตระหนี่ตระกูล คือคิดว่า ทำไฉนภิกษุณีทั้งหลายจะไม่พึงมา แล้วกล่าวโทษ ของพวกพ้องในสำนักภิกษุณีทั้งหลาย ต้องอาบัติปาจิตตีย์ หรือ กล่าวโทษของภิกษุณีทั้งหลายใน สำนักของพวกพ้อง ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์. อนาปัตติวาร
ยา ปนาติ ยา ยาทิสา ฯเปฯ ภิกฺขุนีติ ฯเปฯ อยํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปตา ภิกฺขุนีติ ฯ กุลํ นาม จตฺตาริ กุลานิ ขตฺติยกุลํ พฺราหฺมณกุลํ เวสฺสกุลํ สุทฺทกุลํ ฯ มจฺฉรินี อสฺสาติ กถํ ภิกฺขุนิโย นาคจฺเฉยฺยุนฺติ ภิกฺขุนีนํ สนฺติเก กุลสฺส อวณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ กุลสฺส วา สนฺติเก ภิกฺขุนีนํ อวณฺณํ ภาสติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ
ไม่หวงตระกูล บอกโทษเท่าที่มีอยู่ ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้อง- *อาบัติแล. อารามวรรค สิกขาบทที่ ๕ จบ. -----------------------------------------------------
อนาปตฺติ น มจฺฉรายนฺตี สนฺตํเยว อาทีนวํ อาจิกฺขติ อุมฺมตฺติกาย อาทิกมฺมิกายาติ ฯ --------