จตุตถภาณวาร - ภาเวตัพพนิทเทส
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรม ที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างไร ธรรมอย่างหนึ่งควรเจริญ คือ กายคตาสติอันสหรคตด้วยความสำราญ ธรรม ๒ ควรเจริญ คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑ ธรรม ๓ ควรเจริญ คือ สมาธิ ๓ ธรรม ๔ ควรเจริญ คือ สติปัฏฐาน ๔ ธรรม ๕ ควรเจริญ คือ สัมมาสมาธิ มีองค์ ๕ ธรรม ๖ ควรเจริญ คือ อนุสสติ ๖ ธรรม ๗ ควรเจริญ คือ โพชฌงค์ ๗ ธรรม ๘ ควรเจริญ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ธรรม ๙ ควรเจริญ คือ องค์อันเป็น ประธานแห่งความบริสุทธิ์ [ปาริสุทธิ] ๙ ธรรม ๑๐ ควรเจริญ คือ กสิณ ๑๐ ฯ
กถํ อิเม ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ เอโก ธมฺโม ภาเวตพฺโพ กายคตา สติ สาตสหคตา เทฺว ธมฺมา ภาเวตพฺพา สมโถ จ วิปสฺสนา จ ตโย ธมฺมา ภาเวตพฺพา ตโย สมาธี จตฺตาโร ธมฺมา ภาเวตพฺพา จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ปญฺจ ธมฺมา ภาเวตพฺพา ปญฺจงฺคิโก สมฺมาสมาธิ ฉ ธมฺมา ภาเวตพฺพา ฉ อนุสฺสติฏฺฐานานิ สตฺต ธมฺมา ภาเวตพฺพา สตฺต โพชฺฌงฺคา อฏฺฐ ธมฺมา ภาเวตพฺพา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค นว ธมฺมา ภาเวตพฺพา นว ปาริสุทฺธิปฺปธานิยงฺคานิ ทส ธมฺมา ภาเวตพฺพา ทส กสิณายตนานิ ฯ
ภาวนา ๒ คือโลกิยภาวนา ๑ โลกุตรภาวนา ๑ ภาวนา ๓ คือ การเจริญธรรมอันเป็นรูปาวจรกุศล ๑ การเจริญธรรมอันเป็นอรูปาวจรกุศล ๑ การ เจริญกุศลธรรมอันไม่นับเนื่องในโลก [โลกุตรกุศล] ๑ การเจริญธรรมอันเป็น รูปาวจรกุศล เป็นส่วนเลวก็มี เป็นส่วนปานกลางก็มี เป็นส่วนประณีตก็มี การ เจริญธรรมอันเป็นอรูปาวจรกุศล เป็นส่วนเลวก็มี เป็นส่วนปานกลางก็มี เป็น ส่วนประณีตก็มี การเจริญกุศลธรรมอันไม่นับเนื่องในโลก เป็นส่วนประณีตอย่าง เดียว ภาวนา ๔ คือ เมื่อแทงตลอดทุกขสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยปริญญา ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดสมุทัยสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยปหานะ ชื่อว่า เจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดนิโรธสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา ชื่อว่า เจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดมรรคสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยภาวนา ชื่อว่าเจริญ อยู่ ๑ ภาวนา ๔ นี้ ฯ
เทฺว ภาวนา โลกิยา จ ภาวนา โลกุตฺตรา จ ภาวนา ฯ ติสฺโส ภาวนา รูปาวจรกุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา อรูปาวจรกุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา อปริยาปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา ฯ รูปาวจรกุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา อตฺถิ หีนา อตฺถิ มชฺฌิมา อตฺถิ ปณีตา อรูปาวจรกุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา อตฺถิ หีนา อตฺถิ มชฺฌิมา อตฺถิ ปณีตา อปริยาปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา ปณีตา ฯ จตสฺโส ภาวนา ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ภาเวติ สมุทยสจฺจํ ปหานปฺปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ภาเวติ นิโรธสจฺจํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ภาเวติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ภาเวติ อิมา จตสฺโส ภาวนา ฯ
ภาวนา ๔ อีกประการหนึ่ง คือ เอสนาภาวนา ๑ ปฏิลาภภาวนา ๑ เอกรสาภาวนา ๑ อาเสวนาภาวนา ๑ ฯ เอสนาภาวนาเป็นไฉน เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิอยู่ ธรรม ทั้งหลายที่เกิดในธรรมอันเป็นส่วนเบื้องต้นนั้น มีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เพราะ ฉะนั้น ภาวนานี้ จึงชื่อว่าเอสนาภาวนา ฯ ปฏิลาภภาวนาเป็นไฉน เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิแล้ว ธรรม ทั้งหลายที่เกิดในสมาธินั้น ไม่เป็นไปล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ภาวนานี้ จึงชื่อว่าปฏิลาภภาวนา ฯ
อปราปิ จตสฺโส ภาวนา เอสนาภาวนา ปฏิลาภภาวนา เอกรสาภาวนา อาเสวนาภาวนา ฯ {๖๙.๑} กตมา เอสนาภาวนา สพฺเพสํ สมาธึ สมาปชฺชนฺตานํ ตตฺถ ชาตา ธมฺมา เอกรสา โหนฺตีติ อยํ เอสนาภาวนา ฯ {๖๙.๒} กตมา ปฏิลาภภาวนา สพฺเพสํ สมาธึ สมาปนฺนานํ ตตฺถ ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ อยํ ปฏิลาภภาวนา ฯ
เอกรสาภาวนาเป็นไฉน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ แห่งสัทธินทรีย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็น อย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ... เมื่อ เจริญสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ... เมื่อเจริญสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ... เมื่อเจริญปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียว กันด้วยสามารถปัญญินทรีย์ เพราะฉะนั้นชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ฯ เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธาพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหว เพราะ อสัทธิยะ พละอีก ๔ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัทธาพละ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญวิริยพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะโกสัชชะ ... เมื่อ พระโยคาวจรเจริญสติพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะปมาทะ ... เมื่อ พระโยคาวจรเจริญสมาธิพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ ... เมื่อ พระโยคาวจรเจริญปัญญาพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา พละ อีก ๔ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถปัญญาพละ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ฯ เมื่อพระโยคาวจรเจริญสติสัมโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น โพชฌงค์ อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสติสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจร เจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าเลือกเฟ้น ... เมื่อเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ... เมื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่า ซาบซ่านไป ... เมื่อเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าสงบ ... เมื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ... เมื่อเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าพิจารณาหาทาง โพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ฯ เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็นชอบ องค์มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาทิฐิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่า องค์มรรคทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาสังกัปปะด้วย อรรถว่าตรึก ... เมื่อเจริญสัมมาวาจาด้วยอรรถว่ากำหนดเอา ... เมื่อเจริญสัมมา- *กัมมันตะด้วยอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ... เมื่อเจริญสัมมาอาชีวะด้วยอรรถว่าผ่องแผ้ว ... เมื่อเจริญสัมมาวายามะด้วยอรรถว่าประคองไว้ ... เมื่อเจริญสัมมาสติด้วยอรรถว่า ตั้งมั่น ... เมื่อเจริญสัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน องค์มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนาด้วย อรรถว่าองค์มรรถทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ภาวนานี้ ชื่อว่าเอกรสาภาวนา ฯ
กตมา เอกรสาภาวนา อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ภาวยโต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตาริ อินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ภาวยโต วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตาริ อินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ภาวยโต สตินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตาริ อินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ภาวยโต สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตาริ อินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ภาวยโต ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตาริ อินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา {๗๐.๑} อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺเฐน สทฺธาพลํ ภาวยโต สทฺธาพลสฺส วเสน จตฺตาริ พลานิ เอกรสา โหนฺตีติ พลานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โกสชฺเช อกมฺปิยฏฺเฐน วิริยพลํ ภาวยโต วิริยพลสฺส วเสน จตฺตาริ พลานิ เอกรสา โหนฺตีติ พลานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปมาเท อกมฺปิยฏฺเฐน สติพลํ ภาวยโต สติพลสฺส วเสน จตฺตาริ พลานิ เอกรสา โหนฺตีติ พลานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยฏฺเฐน สมาธิพลํ ภาวยโต สมาธิพลสฺส วเสน จตฺตาริ พลานิ เอกรสา โหนฺตีติ พลานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺเฐน ปญฺญาพลํ ภาวยโต ปญฺญาพลสฺส วเสน จตฺตาริ พลานิ เอกรสา โหนฺตีติ พลานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ฯ {๗๐.๒} อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปวิจยฏฺเฐน ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต วิริยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกสรฏฺเฐน ภาวนา ผรณฏฺเฐน ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต ปีติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อุปสมฏฺเฐน ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปฏิสงฺขานฏฺเฐน อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ฯ {๗๐.๓} ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐึ ภาวยโต สมฺมาทิฏฺฐิยา วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺปํ ภาวยโต สมฺมาสงฺกปฺปสฺส วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจํ ภาวยโต สมฺมาวาจาย วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺตํ ภาวยโต สมฺมากมฺมนฺตสฺส วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีวํ ภาวยโต สมฺมาอาชีวสฺส วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายามํ ภาวยโต สมฺมาวายามสฺส วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสตึ ภาวยโต สมฺมาสติยา วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธึ ภาวยโต สมฺมาสมาธิสฺส วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อยํ เอกรสาภาวนา ฯ
อาเสวนาภาวนาเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเสพ เป็นอันมากซึ่งสมาธิที่ถึงความสำราญ ตลอดเวลาเช้าก็ดี ตลอดเวลาเที่ยงก็ดี ตลอดเวลาเย็นก็ดี ตลอดเวลาก่อนภัตก็ดี ตลอดเวลาหลังภัตก็ดี ตลอดยามต้นก็ดี ตลอดยามหลังก็ดี ตลอดคืนก็ดี ตลอดวันก็ดี ตลอดคืนและวันก็ดี ตลอดกาฬปักษ์ ก็ดี ตลอดชุณหปักษ์ก็ดี ตลอดฤดูฝนก็ดี ตลอดฤดูหนาวก็ดี ตลอดฤดูร้อนก็ดี ตลอดส่วนวัยต้นก็ดี ตลอดส่วนวัยกลางก็ดี ตลอดส่วนวัยหลังก็ดี ภาวนานี้ ชื่อว่าอาเสวนาภาวนา ภาวนา ๔ ประการนี้ ฯ
กตมา อาเสวนาภาวนา อิธ ภิกฺขุ ปุพฺพณฺหสมยํปิ อาเสวติ มชฺฌนฺติกสมยํปิ อาเสวติ สายณฺหสมยํปิ อาเสวติ ปุเรภตฺตํปิ อาเสวติ ปจฺฉาภตฺตํปิ อาเสวติ ปุริเมปิ ยาเม อาเสวติ ปจฺฉิเมปิ ยาเม อาเสวติ รตฺตึปิ อาเสวติ ทิวาปิ อาเสวติ รตฺตินฺทิวาปิ อาเสวติ กาเฬปิ อาเสวติ ชุเณฺหปิ อาเสวติ วสฺเสปิ อาเสวติ เหมนฺเตปิ อาเสวติ คิเมฺหปิ อาเสวติ ปุริเมปิ วโยขนฺเธ อาเสวติ มชฺฌิเมปิ วโยขนฺเธ อาเสวติ ปจฺฉิเมปิ วโยขนฺเธ อาเสวติ อยํ อาเสวนาภาวนา อิมา จตสฺโส ภาวนา ฯ
ภาวนา ๔ อีกประการหนึ่ง คือ ภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกัน แห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจ เป็นอย่างเดียวกัน ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรม นั้นๆ ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก ๑ ฯ
อปราปิ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ
ภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิด ในภาวนานั้น อย่างไร ฯ เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถเนกขัมมะ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกัน แห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น เมื่อพระโยคาวจรละพยาบาท ธรรมทั้งหลาย ที่เกิดด้วยสามารถความไม่พยาบาท ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละถีนมิทธะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอาโลกสัญญา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละ อุทธัจจะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมไม่ล่วงกัน และกัน ... เมื่อละวิจิกิจฉา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถการกำหนดธรรม ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอวิชชา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถแห่งญาณ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอรติ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ความ ปราโมทย์ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละนิวรณ์ทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เกิด ด้วยสามารถปฐมฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละวิตกและวิจาร ธรรม ทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถทุติยฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละปีติ ธรรม ทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถตติยฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสุขและทุกข์ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถจตุตถฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละรูป สัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอากาสานัญ- *จายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอากาสานัญจายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิญญาณัญจายตนสมาบัติย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละวิญญาณัญจายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอากิญจัญญายตน สมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอากิญจัญญายตนสัญญา ธรรมทั้งหลาย ที่เกิดด้วยสามารถเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละนิจจสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนิจจานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกัน และกัน ... เมื่อละสุขสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถทุกขานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอัตตสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ อนัตตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละความเพลิดเพลิน ธรรมทั้งหลาย ที่เกิดด้วยสามารถนิพพิทานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละราคะ ธรรม ทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิราคานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละ ฆนสัญญา ธรรมทั้งหลายเกิดด้วยสามารถขยานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสมุทัย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถนิโรธานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกัน และกัน ... เมื่อละความถือมั่น ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถปฏินิสสัคคานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอายูหนะ (การทำความเพียรเพื่อประโยชน์ แก่สังขาร) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวยานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละธุวสัญญา (ความสำคัญว่ายั่งยืน) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิปริณา มานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละนิมิต ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย สามารถอนิมิตตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละปณิธิ ธรรมทั้งหลาย ที่เกิดด้วยสามารถอัปปณิหิตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอภินิเวส (ความยึดมั่นว่ามีตัวตน) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถสุญญตานุปัสนา ย่อม ไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสาราทานาภินิเวส (ความยึดมั่นด้วยการถือว่าเป็น แก่นสาร) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง ซึ่งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง) ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสัมโมหาภินิเวส (ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถยถาภูตญาณ- *ทัสนะ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอาลยาภินิเวส (ความยึดมั่นด้วย ความอาลัย) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอาทีนวานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกัน และกัน ... เมื่อละอัปปฏิสังขา (ความไม่พิจารณา) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย สามารถปฏิสังขานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสัญโญคาภินิเวส (ความยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบสัตว์) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ด้วยวิวัฏฏานุปัสนา (ความตามเห็นกามเป็นเครื่องควรหลีกไป) ย่อมไม่ล่วงกัน และกัน ... เมื่อละกิเลสที่ตั้งอยู่รวมกันกับทิฐิ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ โสดาปัตติมรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละกิเลสอย่างหยาบ ธรรมทั้งหลาย ที่เกิดด้วยสามารถสกทาคามิมรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละกิเลสอย่าง ละเอียด ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความสามารถอนาคามิมรรค ย่อมไม่ล่วงกัน และกัน ... เมื่อละกิเลสทั้งปวง ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความสามารถอรหัตมรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลาย ที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงกันและกัน ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลาย ที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงกันและกัน อย่างนี้ ฯ
กถํ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา พฺยาปาทํ ปชหโต อพฺยาปาทวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ถีนมิทฺธํ ปชหโต อาโลกสญฺญาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อุทฺธจฺจํ ปชหโต อวิกฺเขปวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา วิจิกิจฺฉํ ปชหโต ธมฺมววตฺถานวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อวิชฺชํ ปชหโต ญาณวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อรตึ ปชหโต ปามุชฺชวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา {๗๓.๑} นีวรเณ ปชหโต ปฐมชฺฌานวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา วิตกฺกวิจาเร ปชหโต ทุติยชฺฌานวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ปีตึ ปชหโต ตติยชฺฌานวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สุขทุกฺเข ปชหโต จตุตฺถชฺฌานวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา รูปสญฺญํ ปฏิฆสญฺญํ นานตฺตสญฺญํ ปชหโต อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อากาสานญฺจายตนสญฺญํ ปชหโต วิญฺญาณญฺจายตน- สมาปตฺติวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ ปชหโต อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ ปชหโต เนวสญฺญานาสญฺญายตน- สมาปตฺติวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา นิจฺจสญฺญํ ปชหโต อนิจฺจานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา {๗๓.๒} สุขสญฺญํ ปชหโต ทุกฺขานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อตฺตสญฺญํ ปชหโต อนตฺตานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา นนฺทึ ปชหโต นิพฺพิทานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ราคํ ปชหโต วิราคานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สมุทยํ ปชหโต นิโรธานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อาทานํ ปชหโต ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ฆนสญฺญํ ปชหโต ขยานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อายุหนํ ปชหโต วยานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ธุวสญฺญํ ปชหโต วิปริณามานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา {๗๓.๓} นิมิตฺตํ ปชหโต อนิมิตฺตานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ปณิธึ ปชหโต อปฺปณิหิตานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อภินิเวสํ ปชหโต สุญฺญตานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สาราทานาภินิเวสํ ปชหโต อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สมฺโมหาภินิเวสํ ปชหโต ยถาภูตญาณทสฺสนวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อาลยาภินิเวสํ ปชหโต อาทีนวานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อปฺปฏิสงฺขํ ปชหโต ปฏิสงฺขานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สญฺโญคาภินิเวสํ ปชหโต วิวฏฺฏนานุปสฺสนา- วเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา {๗๓.๔} ทิฏฺเฐกฏฺเฐ กิเลเส ปชหโต โสตาปตฺติมคฺควเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา โอฬาริเก กิเลเส ปชหโต สกทาคามิมคฺควเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อณุสหคเต กิเลเส ปชหโต อนาคามิมคฺควเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สพฺพกิเลเส ปชหโต อรหตฺตมคฺควเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา เอวํ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ฯ
ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน อย่างไร เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วย สามารถเนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจ เป็นอย่างเดียวกัน เมื่อละพยาบาท อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ ความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งหมด อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ด้วยสามารถอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจ เป็นอย่างเดียวกัน อย่างนี้ ฯ
กถํ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา พฺยาปาทํ ปชหโต อพฺยาปาทวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหโต อรหตฺตมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา เอวํ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ฯ
ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรม นั้นๆ อย่างไร ฯ พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ เนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควร แก่ธรรมนั้นๆ เมื่อละพยาบาท ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถความ ไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ อรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควร แก่ธรรมนั้นๆ ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรม นั้นๆ อย่างนี้ ฯ
กถํ ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน วิริยํ วาเหตีติ ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา พฺยาปาทํ ปชหโต อพฺยาปาทวเสน วิริยํ วาเหตีติ ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหโต อรหตฺตมคฺควเสน วิริยํ วาเหตีติ ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา เอวํ ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา ฯ
ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก อย่างไร ฯ เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งเนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก เมื่อละพยาบาท ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมเสพ เป็นอันมากซึ่งอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมากอย่างนี้ ภาวนา ๔ ประการนี้ ฯ พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูป ชื่อว่าเจริญภาวนา พิจารณาเห็นเวทนา ... พิจารณาเห็นสัญญา ... พิจารณาเห็นสังขาร ... พิจารณาเห็นวิญญาณ ... พิจารณา เห็นจักษุ ฯลฯ พิจารณาเห็นชราและมรณะ ... พิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงใน อมตะด้วยอรรถว่าเป็นที่สุด ชื่อว่าเจริญภาวนา ธรรมใดๆ เป็นธรรมอันเจริญแล้ว ธรรมนั้นๆ ย่อมมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้นๆ ชื่อว่าปัญญา ด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำ ธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วว่า ธรรมเหล่านี้ ควรเจริญ ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ จบจตุตถภาณวาร
กถํ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมํ อาเสวตีติ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทํ อาเสวตีติ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺคํ อาเสวตีติ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา เอวํ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา อิมา จตสฺโส ภาวนา รูปํ ปสฺสนฺโต ภาเวติ เวทนํ ปสฺสนฺโต ภาเวติ สญฺญํ ปสฺสนฺโต ภาเวติ สงฺขาเร ปสฺสนฺโต ภาเวติ วิญฺญาณํ ปสฺสนฺโต ภาเวติ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ปสฺสนฺโต ภาเวติ เย เย ธมฺมา ภาวิตา โหนฺติ เต เต ธมฺมา เอกรสา โหนฺติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อิเม ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ฯ จตุตฺถภาณวารํ ฯ