๕. สุกกาเถริยาปทาน
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก สุกกาเถริยาปทานที่ ๕ ว่าด้วยบุพจริยาของพระสุกกาเถรี
ปญฺจมํ สุกฺกาเถริยาปทานํ (๓๕)
ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้นายกของโลกพระนามว่า วิปัสสี มีพระเนตรงาม ทรงเห็นแจ้งซึ่งธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้น แล้ว ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในสกุลหนึ่งในพระนครพันธุมดี ได้ฟัง ธรรมของพระมุนีแล้ว ออกบวชเป็นภิกษุณี เป็นผู้มีสุตะมาก ทรง ธรรม มีปฏิภาณ กล่าวธรรมกถาไพเราะ ปฏิบัติตามพระพุทธศาสนา ครั้งนั้น หม่อมฉันแสดงธรรมกถาเพื่อประโยชน์แก่ประชุมชนทุก สมัย หม่อมฉันเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดในภพดุสิต เป็น เทพธิดามียศ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่า สิขี มีพระรัศมีดังไฟ สง่าอยู่ในโลกด้วยยศประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันบวชแล้ว เป็นผู้ฉลาด ในพุทธศาสนา ยังพระพุทธพจน์ให้กระจ่างแล้วไปสู่ภพดาวดึงส์ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระ- นามว่าเวสสภูมีธรรมดังว่ายานใหญ่ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว หม่อมฉัน ก็เป็นเหมือนอย่างก่อน บวชแล้วเป็นผู้ทรงธรรม ยังพุทธศาสนา ให้กระจ่างแล้ว ไปสู่เมืองมรุน่ายินดี ได้เสวยความสุขมากในภัทร- กัปนี้ พระพิชิตมารผู้อุดมพระนามว่ากกุสันธะประเสริฐกว่านรชน เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันก็เป็นเหมือนอย่างก่อน บวชแล้ว ก็ยังพุทธศาสนาให้กระจ่างจนตลอดชีวิต เคลื่อนจาก อัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ เหมือนดังไปสู่ที่อยู่ของตน ในภัทรกัปนี้แล พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่า โกนาคมน์ผู้ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต อุดมกว่าสรรพสัตว์เสด็จอุบัติ ขึ้นแล้ว แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันบวชในศาสนาของพระองค์ผู้คงที่ เป็นพหูสูตทรงธรรม ยังพุทธศาสนาให้กระจ่างในภัทรกัปนี้เหมือน กัน พระมุนีพระนามว่ากัสสป มีพระคุณประเสริฐ เป็นสรณะ แห่งสัตว์โลก ไม่มีข้าศึก ถึงที่สุดแห่งมรณะ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว หม่อมฉันบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระปรีชากว่าประชากร พระองค์นั้นศึกษาพระสัทธรรมแล้วคล่องแคล่วในปริปุจฉา ข้าแต่ พระมหามุนี หม่อมฉันมีศีลงาม มีความละอาย ฉลาดในไตรสิกขา แสดงธรรมกถามากจนตลอดชีวิต ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น และด้วย การตั้งเจตน์จำนงไว้ หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ไปสู่ภพ ดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ หม่อมฉันเกิดในสกุลเศรษฐีที่เจริญ สั่งสมรัตนะไว้มาก ในพระนครราชคฤห์อันอุดม เมื่อพระผู้มี พระภาคผู้เป็นนายกของโลกอันภิกษุขีณาสพหนึ่งพัน เป็นบริวาร สรรเสริญแล้ว เสด็จเข้าไปสู่เมืองราชคฤห์. พระผู้มีพระภาคทรงฝึกอินทรีย์แล้ว พ้นขาดจากสรรพกิเลส มีวรรณะเปล่งปลั่งดังแท่งทองสิงคี พร้อมด้วยพระขีณาสพซึ่ง เคยเป็นชฎิล ผู้ฝึกอินทรีย์แล้ว พ้นขาดจากสรรพกิเลสเสด็จ เข้าไปสู่เมืองราชคฤห์. หม่อมฉันได้เห็นพระพุทธานุภาพ และได้ฟังธรรมมีคุณเป็นที่ประชุม แล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า บูชาพระองค์ผู้มีพลธรรมมาก เวลาต่อ หม่อมฉันออกบวชเป็นภิกษุณีในสำนักพระธรรมทินนาเถรี หม่อมฉันเผากิเลสทั้งหลายในเมื่อกำลังปลงผม บวชแล้วไม่นาน ศึกษาศาสนธรรมทั่วแล้ว แต่นั้นได้แสดงธรรมในสมาคมแห่ง มหาชน เมื่อหม่อมฉันกำลังแสดงอยู่ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่ประชุมชน หลายพันมียักษ์ตนหนึ่งได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เกิดอัศจรรย์ใจ เลื่อมใส ต่อหม่อมฉัน ได้ไปยังพระนครราชคฤห์ พวกมนุษย์ในพระนคร- ราชคฤห์อันหม่อมฉันทำแล้วอย่างไร ได้ดื่มธรรมดังว่าน้ำผึ้งอยู่ มนุษย์เหล่าใดไม่นั่งใกล้ภิกษุณีชื่อสุกกาผู้แสดงอมตบท อันเป็นเหตุ ไม่ให้ถอยกลับ ให้เกิดความชื่นใจ มีรสโอชา มนุษย์เหล่านั้นเห็น จะเป็นเหมือนพวกคนมีปัญญาเดินทางไกลหาน้ำฝนดื่ม ข้าแต่พระ- มหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญใน ทิพโสตธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณ และทิพจักษุอันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพ ใหม่มิได้มีอีก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติและปฏิภาณ เกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์ ดิฉัน เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. ทราบว่า ท่านพระสุกกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบสุกกาเถริยาปทาน. จบภาณวารที่ ๕.
|๑๗๕.๑๑๑| เอกนวุเต อิโต กปฺเป วิปสฺสี นาม นายโก อุปฺปชฺชิ จารุนยโน สพฺพธมฺมวิปสฺสโก ฯ |๑๗๕.๑๑๒| ตทาหํ พนฺธุมติยํ ชาตา อญฺญตเร กุเล ธมฺมํ สุตฺวาน มุนิโน ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ |๑๗๕.๑๑๓| พหุสฺสุตา ธมฺมธรา ปฏิภาณวตี ตถา วิจิตฺตกถิกา จาปิ ชินสาสนการิกา ฯ |๑๗๕.๑๑๔| ตทา ธมฺมกถํ กตฺวา หิตาย ชนตํ สทา ตโต จุตาหํ ตุสิตํ อุปปนฺนา ยสสฺสินี ฯ |๑๗๕.๑๑๕| เอกตฺตึเส อิโต กปฺเป สิขี วิย สิขี ชิโน ตปนฺโต ยสสา โลกํ อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ |๑๗๕.๑๑๖| ตทาปิ ปพฺพชิตฺวาน พุทฺธสาสนโกวิทา โชเตตฺวา ชินวากฺยานิ ตโตปิ ติทิวงฺคตา ฯ |๑๗๕.๑๑๗| เอกตฺตึเส อิโต กปฺเป เวสฺสภู นาม นายโก อุปฺปชฺชิตฺถ มหายานี ตทาปิจ ตเถวหํ ฯ |๑๗๕.๑๑๘| ปพฺพชิตฺวา ธมฺมธรา โชตยึ ชินสาสนํ คนฺตฺวา มรุปุรํ รมฺมํ อนุโภมิ มหาสุขํ ฯ |๑๗๕.๑๑๙| อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป กกุสนฺโธ ชินุตฺตโม อุปฺปชฺชิ นรสทฺทูโล ตทาปิจ ตเถวหํ ฯ |๑๗๕.๑๒๐| ปพฺพชึ ชินสาสนํ โชตยิตฺวา ยถายุกํ ตโต จุตาหํ ติทสํ อคํ สภวนํ ยถา ฯ |๑๗๕.๑๒๑| อิมสฺมึเยว กปฺปมฺหิ โกนาคมนนายโก อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร สพฺพสตฺตานมุตฺตโม ฯ |๑๗๕.๑๒๒| ตทาปิ ปพฺพชิตฺวาน สาสเน ตสฺส ตาทิโน พหุสฺสุตา ธมฺมธรา โชตยึ ชินสาสนํ ฯ |๑๗๕.๑๒๓| อิมสฺมึเยว กปฺปมฺหิ กสฺสโป มุนิ สตฺตโม อุปฺปชฺชิ โลกสรโณ อรโณ มรณนฺตคู ฯ |๑๗๕.๑๒๔| ตสฺสาปิ นรธีรสฺส ปพฺพชิตฺวาน สาสเน ปริยาปุฏสทฺธมฺมา ปริปุจฺฉาวิสารทา ฯ |๑๗๕.๑๒๕| สุสีลา ลชฺชินี เจว ตีสุ สิกฺขาสุ โกวิทา พหุํ ธมฺมกถํ กตฺวา ยาวชีวํ มหามุเน ฯ |๑๗๕.๑๒๖| เตน กมฺมวิปาเกน เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๗๕.๑๒๗| ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ คิริพฺพชปุรุตฺตเม ฯ ชาตา เสฏฺฐิกุเล ผีเต มหารตนสญฺจเย ฯ |๑๗๕.๑๒๘| ยทา ภิกฺขุสหสฺเสน ปเรโต โลกนายโก อุปาคมิ ราชคหํ สหสฺสกฺเขหิ วณฺณิโต ฯ |๑๗๕.๑๒๙| ทนฺโต ทนฺเตหิ สห ปุราณชฏิเลหิ วิปฺปมุตฺโต วิปฺปมุตฺเตหิ สิงฺคินิกฺขสวณฺโณ ราชคหํ ปาวิสิ ภควา ฯ |๑๗๕.๑๓๐| ทิสฺวา พุทฺธานุภาวนฺตํ สุตฺวา จ คุณสญฺจยํ พุทฺเธ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา ปูชยึ ตํ มหพฺพลํ ฯ |๑๗๕.๑๓๑| อปเรน จ กาเลน ธมฺมทินฺนาย สนฺติเก อคารา นิกฺขมิตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ |๑๗๕.๑๓๒| เกเสสุ ฉิชฺชมาเนสุ กิเลเส ฌาปยึ อหํ อุคฺคหึ สาสนํ สพฺพํ ปพฺพชิตฺวา น จิเรนหํ ฯ |๑๗๕.๑๓๓| ตโต ธมฺมํ อเทเสสึ มหาชนสมาคเม ธมฺเม เทสิยมานมฺหิ ธมฺมาภิสมโย อหุ ฯ |๑๗๕.๑๓๔| เนกปาณสหสฺสานํ ตํ วิทิตฺวา วิชิมฺหิโต อภิปฺปสนฺโน เม ยกฺโข คมิตฺวาน คิริพฺพชํ ฯ |๑๗๕.๑๓๕| กึ เม กตา ราชคเห มนุสฺสา มธุํ ปีตาว อจฺฉเร เย สุกฺกํ น ปยิรุปาสนฺติ เทเสนฺตึ อมตํปทํ ฯ |๑๗๕.๑๓๖| ตญฺจ ปน อปฺปฏิวานิยํ อเสจนกโมชวํ ปิวนฺติ มญฺเญ สปฺปญฺญา วลาหกมิวทฺธคู ฯ |๑๗๕.๑๓๗| อิทฺธีสุ จ วสี โหมิ ทิพฺพาย โสตธาตุยา เจโตปริยญาณสฺส วสี โหมิ มหามุเน ฯ |๑๗๕.๑๓๘| ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ สพฺพาสวปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ |๑๗๕.๑๓๙| อตฺถธมฺมนิรุตฺตีสุ ปฏิภาเณ ตเถว จ ญาณํ มม มหาวีร อุปฺปนฺนํ ตว สนฺติเก ฯ |๑๗๕.๑๔๐| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาคีว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสวา ฯ |๑๗๕.๑๔๑| สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๗๕.๑๔๒| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ สุกฺกา ภิกฺขุนี อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ สุกฺกาเถริยา อปทานํ สมตฺตํ ฯ ปญฺจมํ ภาณวารํ