ว่าด้วยพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่เป็นต้น
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร หมวดที่ ๓ ว่าด้วยพระผู้มีพระภาคทรงพระชนม์อยู่เป็นต้น
มีอยู่ อาบัติ เมื่อพระผู้มีพระภาคยังทรงพระชนม์ ภิกษุจึงต้อง เมื่อปรินิพพาน แล้ว ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ เมื่อพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว ภิกษุจึงต้อง เมื่อยังทรงพระชนม์ ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ เมื่อพระผู้มีพระภาคยังทรงพระชนม์ก็ดี ปรินิพพานแล้วก็ดี ภิกษุต้อง. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในกาล หาต้องในเวลาวิกาลไม่ มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในเวลาวิกาล หาต้องในกาลไม่ มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในกาล และในเวลาวิกาล. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในกลางคืน หาต้องในกลางวันไม่ มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในกลางวัน หาต้องในกลางคืนไม่ มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในกลางคืน และกลางวัน. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีพรรษา ๑๐ จึงต้อง มีพรรษาหย่อน ๑๐ ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๑๐ จึงต้อง มีพรรษา ๑๐ ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีพรรษา ๑๐ และมีพรรษาหย่อน ๑๐ ก็ต้อง. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีพรรษา ๕ จึงต้อง มีพรรษาหย่อน ๕ ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๕ จึงต้อง มีพรรษา ๕ ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีพรรษา ๕ และมีพรรษาหย่อน ๕ ก็ต้อง. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีจิตเป็นกุศล จึงต้อง มีจิตเป็นอกุศลไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีจิตเป็นอกุศล จึงต้อง มีจิตเป็นกุศลไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุมีจิตเป็นอัพยากฤต จึงต้อง. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยสุขเวทนา จึงต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยทุกขเวทนา จึงต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยอทุกขมสุขเวทนา จึงต้อง. ว่าด้วยวัตถุแห่งการโจทเป็นต้น
อตฺถาปตฺติ ติฏฺฐนฺเต ภควติ อาปชฺชติ โน ปรินิพฺพุเต อตฺถาปตฺติ ปรินิพฺพุเต ภควติ อาปชฺชติ โน ติฏฺฐนฺเต อตฺถาปตฺติ ติฏฺฐนฺเตปิ ภควติ อาปชฺชติ ปรินิพฺพุเตปิ ฯ อตฺถาปตฺติ กาเล อาปชฺชติ โน วิกาเล อตฺถาปตฺติ วิกาเล อาปชฺชติ โน กาเล อตฺถาปตฺติ กาเล เจว อาปชฺชติ วิกาเล จ ฯ อตฺถาปตฺติ รตฺตึ อาปชฺชติ โน ทิวา อตฺถาปตฺติ ทิวา อาปชฺชติ โน รตฺตึ อตฺถาปตฺติ รตฺติญฺเจว อาปชฺชติ ทิวา จ ฯ อตฺถาปตฺติ ทสวสฺโส อาปชฺชติ โน อูนทสวสฺโส อตฺถาปตฺติ อูนทสวสฺโส อาปชฺชติ โน ทสวสฺโส อตฺถาปตฺติ ทสวสฺโส เจว อาปชฺชติ อูนทสวสฺโส จ ฯ อตฺถาปตฺติ ปญฺจวสฺโส อาปชฺชติ โน อูนปญฺจวสฺโส อตฺถาปตฺติ อูนปญฺจวสฺโส อาปชฺชติ โน ปญฺจวสฺโส อตฺถาปตฺติ ปญฺจวสฺโส เจว อาปชฺชติ อูนปญฺจวสฺโส จ ฯ อตฺถาปตฺติ กุสลจิตฺโต อาปชฺชติ โน อกุสลจิตฺโต อตฺถาปตฺติ อกุสลจิตฺโต อาปชฺชติ โน กุสลจิตฺโต อตฺถาปตฺติ อพฺยากตจิตฺโต อาปชฺชติ ฯ อตฺถาปตฺติ สุขเวทนาสมงฺคี อาปชฺชติ อตฺถาปตฺติ ทุกฺขเวทนาสมงฺคี อาปชฺชติ อตฺถาปตฺติ อทุกฺขมสุขเวทนาสมงฺคี อาปชฺชติ ฯ
วัตถุแห่งการโจทมี ๓ คือ เห็น ๑ ได้ยิน ๑ รังเกียจ ๑. การให้จับสลากมี ๓ คือ ปกปิด ๑ เปิดเผย ๑ กระซิบที่หู ๑. ข้อห้ามมี ๓ คือ ความมักมาก ๑ ความไม่สันโดษ ๑ ความไม่ขัดเกลา ๑. ข้ออนุญาตมี ๓ คือ ความมักน้อย ๑ ความสันโดษ ๑ ความขัดเกลา ๑. ข้อห้ามแม้อื่นอีก ๓ คือ ความมักมาก ๑ ความไม่สันโดษ ๑ ความไม่รู้จักประมาณ ๑. ข้ออนุญาตมี ๓ คือ ความมักน้อย ๑ ความสันโดษ ๑ ความรู้จักประมาณ ๑. บัญญัติมี ๓ คือ บัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ อนุปันนบัญญัติ ๑. บัญญัติแม้อื่นอีก ๓ คือ สัพพัตถบัญญัติ ๑ ปเทสบัญญัติ ๑ สาธารณบัญญัติ ๑. บัญญัติแม้อื่นอีก ๓ คือ อสาธารณบัญญัติ ๑ เอกโตบัญญัติ ๑ อุภโตบัญญัติ ๑. ว่าด้วยภิกขุโง่และฉลาดเป็นต้น
ตีณิ โจทนาวตฺถูนิ ทิฏฺเฐน สุเตน ปริสงฺกาย ฯ ตโย สลากคาหา คูฬฺหโก วิวฏโก สกณฺณชปฺปโก ฯ ตโย ปฏิกฺเขปา มหิจฺฉตา อสนฺตุฏฺฐตา อสลฺเลขตา ฯ ตโย อนุญฺญาตา อปฺปิจฺฉตา สนฺตุฏฺฐตา สลฺเลขตา ฯ อปเรปิ ตโย ปฏิกฺเขปา มหิจฺฉตา อสนฺตุฏฺฐตา อมตฺตญฺญุตา ฯ ตโย อนุญฺญาตา อปฺปิจฺฉตา สนฺตุฏฺฐตา มตฺตญฺญุตา ฯ ติสฺโส ปญฺญตฺติโย ปญฺญตฺติ อนุปฺปญฺญตฺติ อนุปฺปนฺนปญฺญตฺติ ฯ อปราปิ ติสฺโส ปญฺญตฺติโย สพฺพตฺถปญฺญตฺติ ปเทสปญฺญตฺติ สาธารณปญฺญตฺติ ฯ อปราปิ ติสฺโส ปญฺญตฺติโย อสาธารณปญฺญตฺติ เอกโตปญฺญตฺติ อุภโตปญฺญตฺติ ฯ
มีอยู่ อาบัติ ภิกษุเป็นผู้โง่ จึงต้อง เป็นผู้ฉลาดไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุเป็นผู้ฉลาด จึงต้อง เป็นผู้โง่ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุเป็นผู้ทั้งโง่ทั้งฉลาด จึงต้อง. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในกาฬปักษ์ ไม่ต้องในชุณหปักษ์ มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องในชุณหปักษ์ ไม่ต้องในกาฬปักษ์ มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องทั้งในกาฬปักษ์ และชุณหปักษ์. มีอยู่ การเข้าพรรษาย่อมควรในกาฬปักษ์ หาควรในชุณหปักษ์ไม่ มีอยู่ ปวารณาในวันมหาปวารณา ย่อมควรในชุณหปักษ์ หาควรในกาฬปักษ์ไม่ มีอยู่ สังฆกิจที่เหลือ ย่อมควรทั้งในกาฬปักษ์และชุณหปักษ์. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุย่อมต้องในฤดูหนาว ไม่ต้องในฤดูร้อนและในฤดูฝน มีอยู่ อาบัติ ภิกษุย่อมต้องในฤดูร้อน ไม่ต้องในฤดูหนาวและในฤดูฝน มีอยู่ อาบัติ ภิกษุย่อมต้องในฤดูฝน ไม่ต้องในฤดูร้อนและในฤดูหนาว. มีอยู่ อาบัติ สงฆ์ต้อง คณะ และบุคคล ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ คณะต้อง สงฆ์ และบุคคล ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ บุคคลต้อง สงฆ์ และคณะ ไม่ต้อง. มีอยู่ สังฆอุโบสถและสังฆปวารณา ควรแก่สงฆ์ ไม่ควรแก่คณะ และบุคคล มีอยู่ คณะอุโบสถ และคณะปวารณา ควรแก่คณะ ไม่ควรแก่สงฆ์ และบุคคล มีอยู่ อธิษฐานอุโบสถ และอธิษฐานปวารณา ควรแก่บุคคล ไม่ควรแก่สงฆ์ และคณะ. ว่าด้วยการปิดเป็นต้น
อตฺถาปตฺติ พาโล อาปชฺชติ โน ปณฺฑิโต อตฺถาปตฺติ ปณฺฑิโต อาปชฺชติ โน พาโล อตฺถาปตฺติ พาโล เจว อาปชฺชติ ปณฺฑิโต จ ฯ อตฺถาปตฺติ กาเฬ อาปชฺชติ โน ชุเณฺห อตฺถาปตฺติ ชุเณฺห อาปชฺชติ โน กาเฬ อตฺถาปตฺติ กาเฬ เจว อาปชฺชติ ชุเณฺห จ ฯ อตฺถิ กาเฬ กปฺปติ โน ชุเณฺห อตฺถิ ชุเณฺห กปฺปติ โน กาเฬ อตฺถิ กาเฬ เจว กปฺปติ ชุเณฺห จ ฯ อตฺถาปตฺติ เหมนฺเต อาปชฺชติ โน จ คิเมฺห โน จ วสฺเส อตฺถาปตฺติ คิเมฺห อาปชฺชติ โน จ เหมนฺเต โน จ วสฺเส อตฺถาปตฺติ วสฺเส อาปชฺชติ โน จ คิเมฺห โน จ เหมนฺเต ฯ อตฺถาปตฺติ สงฺโฆ อาปชฺชติ โน คโณ โน ปุคฺคโล อตฺถาปตฺติ คโณ อาปชฺชติ โน สงฺโฆ โน ปุคฺคโล อตฺถาปตฺติ ปุคฺคโล อาปชฺชติ โน สงฺโฆ โน คโณ ฯ อตฺถิ สงฺฆสฺส กปฺปติ น คณสฺส น ปุคฺคลสฺส อตฺถิ คณสฺส กปฺปติ น สงฺฆสฺส น ปุคฺคลสฺส อตฺถิ ปุคฺคลสฺส กปฺปติ น สงฺฆสฺส น คณสฺส ฯ
การปิดมี ๓ คือ ปิดวัตถุ ไม่ปิดอาบัติ ๑ ปิดอาบัติ ไม่ปิดวัตถุ ๑ ปิดทั้ง วัตถุและอาบัติ ๑. เครื่องปกปิดมี ๓ คือ เครื่องปกปิด คือ เรือนไฟ ๑ เครื่องปกปิด คือ น้ำ ๑ เครื่องปกปิด คือ ผ้า ๑. สิ่งที่กำบังไม่เปิดเผยนำไปมี ๓ คือ มาตุคาม กำบังไม่เปิดเผยนำไป ๑ มนต์ของ พวกพราหมณ์กำบังไม่เปิดเผยนำไป ๑ มิจฉาทิฏฐิกำบังไม่เปิดเผยนำไป ๑. สิ่งที่เปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรืองมี ๓ คือ ดวงจันทร์เปิดเผย ไม่กำบังจึงรุ่งเรือง ๑ ดวงอาทิตย์เปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรือง ๑ ธรรมวินัยอันพระตถาคตเจ้า ประกาศแล้วเปิดเผยไม่ กำบังจึงรุ่งเรือง ๑. การให้ถือเสนาสนะมี ๓ คือ ให้ถือในวันเข้าพรรษาต้น ๑ ให้ถือในวันเข้าพรรษา หลัง ๑ ให้ถือพ้นระหว่างนั้น ๑. ว่าด้วยอาพาธเป็นต้น
ติสฺโส ฉาทนา วตฺถุํ ฉาเทติ โน อาปตฺตึ อาปตฺตึ ฉาเทติ โน วตฺถุํ วตฺถุญฺเจว ฉาเทติ อาปตฺติญฺจ ฯ ติสฺโส ปฏิจฺฉาทิโย ชนฺตาฆรปฏิจฺฉาทิ อุทกปฏิจฺฉาทิ วตฺถปฏิจฺฉาทิ ฯ ตีณิ ปฏิจฺฉนฺนานิ วหนฺติ โน วิวฏานิ มาตุคาโม ปฏิจฺฉนฺโน วหติ โน วิวโฏ พฺราหฺมณานํ มนฺตา ปฏิจฺฉนฺนา วหนฺติ โน วิวฏา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ปฏิจฺฉนฺนา วหติ โน วิวฏา ฯ ตีณิ วิวฏานิ วิโรจนฺติ โน ปฏิจฺฉนฺนานิ จนฺทมณฺฑลํ วิวฏํ วิโรจติ โน ปฏิจฺฉนฺนํ สุริยมณฺฑลํ วิวฏํ วิโรจติ โน ปฏิจฺฉนฺนํ ตถาคตปฺปเวทิโต ธมฺมวินโย วิวโฏ วิโรจติ โน ปฏิจฺฉนฺโน ฯ ตโย เสนาสนคาหา ปุริมโก ปจฺฉิมโก อนฺตรามุตฺตโก ฯ
มีอยู่ อาบัติ ภิกษุอาพาธ จึงต้อง ไม่อาพาธ ไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุไม่อาพาธ จึงต้อง อาพาธไม่ต้อง มีอยู่ อาบัติ ภิกษุอาพาธและไม่อาพาธก็ต้อง. ว่าด้วยงดปาติโมกข์เป็นต้น
อตฺถาปตฺติ คิลาโน อาปชฺชติ โน อคิลาโน อตฺถาปตฺติ อคิลาโน อาปชฺชติ โน คิลาโน อตฺถาปตฺติ คิลาโน เจว อาปชฺชติ อคิลาโน จ ฯ
การงดปาติโมกข์ ไม่เป็นธรรมมี ๓ การงดปาติโมกข์ เป็นธรรมมี ๓. ปริวาสมี ๓ คือ ปฏิจฉันนปริวาส ๑ อัปปฏิจฉันนปริวาส ๑ สุทธันตปริวาส ๑. มานัตมี ๓ คือ ปฏิจฉันนมานัต ๑ อัปปฏิจฉันนมานัต ๑ ปักขมานัต ๑. รัตติเฉทของภิกษุผู้อยู่ปริวาสมี ๓ คือ อยู่ร่วม ๑ อยู่ปราศ ๑ ไม่บอก ๑. ว่าด้วยต้องอาบัติภายในเป็นต้น
ตีณิ อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ ตีณิ ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ ตโย ปริวาสา ปฏิจฺฉนฺนปริวาโส อปฺปฏิจฺฉนฺนปริวาโส สุทฺธนฺตปริวาโส ฯ ตโย มานตฺตา ปฏิจฺฉนฺนมานตฺตํ อปฺปฏิจฺฉนฺนมานตฺตํ ปกฺขมานตฺตํ ฯ ตโย ปาริวาสิกสฺส ภิกฺขุโน รตฺติจฺเฉทา สหวาโส วิปฺปวาโส อนาโรจนา ฯ
มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องภายใน ไม่ต้องภายนอก มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องภายนอก ไม่ต้องภายใน มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องทั้งภายในทั้งภายนอก. มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องภายในสีมา ไม่ต้องภายนอกสีมา มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องภายนอกสีมา ไม่ต้องภายในสีมา มีอยู่ อาบัติ ภิกษุต้องทั้งภายในสีมา ทั้งภายนอกสีมา. ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่างเป็นต้น
อตฺถาปตฺติ อนฺโต อาปชฺชติ โน พหิ อตฺถาปตฺติ พหิ อาปชฺชติ โน อนฺโต อตฺถาปตฺติ อนฺโต เจว อาปชฺชติ พหิ จ ฯ อตฺถาปตฺติ อนฺโตสีมาย อาปชฺชติ โน พหิสีมาย อตฺถาปตฺติ พหิสีมาย อาปชฺชติ โน อนฺโตสีมาย อตฺถาปตฺติ อนฺโตสีมาย เจว อาปชฺชติ พหิสีมาย จ ฯ
ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ต้องด้วยกาย ๑ ต้องด้วยวาจา ๑ ต้องด้วยกายวาจา ๑. ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการแม้อื่นอีก ๓ คือ ต้องในท่ามกลางสงฆ์ ๑ ต้องในท่ามกลาง คณะ ๑ ต้องในสำนักบุคคล ๑. ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการ ๓ คือ ออกด้วยกาย ๑ ออกด้วยวาจา ๑ ออกด้วยกาย วาจา ๑. ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการแม้อื่นอีก ๓ คือ ออกในท่ามกลางสงฆ์ ๑ ออกใน ท่ามกลางคณะ ๑ ออกในสำนักบุคคล ๑. ให้อมูฬหวินัยไม่เป็นธรรมมี ๓ ให้อมูฬหวินัยเป็นธรรมมี ๓. ว่าด้วยข้อที่สงฆ์จำนงเป็นต้น
ตีหากาเรหิ อาปตฺตึ อาปชฺชติ กาเยน อาปชฺชติ วาจาย อาปชฺชติ กาเยน วาจาย อาปชฺชติ ฯ อปเรหิปิ ตีหากาเรหิ อาปตฺตึ อาปชฺชติ สงฺฆมชฺเฌ คณมชฺเฌ ปุคฺคลสฺส สนฺติเก ฯ ตีหากาเรหิ อาปตฺติยา วุฏฺฐาติ กาเยน วุฏฺฐาติ วาจาย วุฏฺฐาติ กาเยน วาจาย วุฏฺฐาติ ฯ อปเรหิปิ ตีหากาเรหิ อาปตฺติยา วุฏฺฐาติ สงฺฆมชฺเฌ คณมชฺเฌ ปุคฺคลสฺส สนฺติเก ฯ ติณี อธมฺมิกานิ อมูฬฺหวินยสฺส ทานานิ ฯ ตีณิ ธมฺมิกานิ อมูฬฺหวินยสฺส ทานานิ ฯ
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงตัชชนียกรรม คือเป็นผู้ก่อ ความบาดหมาง จ่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ เป็นผู้คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ด้วยการคลุกคลีอันไม่ สมควร ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงนิยสกรรม คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ เป็นผู้คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงปัพพาชนียกรรม คือ เป็นผู้ก่อความ บาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ๑ ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทราม ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงปฏิสารณียกรรม คือ เป็นผู้ก่อความ บาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ ด่าบริภาษคฤหัสถ์ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ ต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะเห็น อาบัติ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติ คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ใน สงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ ต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะ ทำคืนอาบัติ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละคืนทิฏฐิอัน เลวทราม คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่อ อธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ ไม่ปรารถนาจะสละ คืนทิฏฐิอันเลวทราม ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์จำนงอยู่ พึงตั้งใจจับให้มั่น คือ เป็นผู้ก่อความบาด- *หมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็น ปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้มีศีลวิบัติในอธิศีล ๑ เป็นผู้มีอาจารวิบัติในอัชฌาจาร ๑ เป็นผู้มีทิฏฐิวิบัติในอติทิฏฐิ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่น ทางกาย ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่นทางวาจา ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่นทางกายและวาจา ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้ประกอบด้วยอนาจาร ทางกาย ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยอนาจารทางวาจา ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยอนาจารทั้งทางกายและ วาจา ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้ประกอบด้วยการลบล้าง ทางกาย ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยการลบล้างทางวาจา ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยการลบล้างทางกายและ วาจา ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพ ทางกาย ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางวาจา ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทั้งทางกายและ วาจา ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ ต้องอาบัติ ถูกสงฆ์ลงโทษ แล้ว ทำการอุปสมบท ๑ ให้นิสัย ๑ ให้สามเณรอุปัฏฐาก ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ สงฆ์ลงโทษเพราะอาบัติใด ต้องอาบัตินั้น ๑ ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน ๑ ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ พูดติพระพุทธเจ้า ๑ พูดติ พระธรรม ๑ พูดติพระสงฆ์ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ งดอุโบสถ ณ ท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกำจัดเสียว่า อย่าเลย ภิกษุ เธออย่าก่อความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความวิวาท แล้วทำอุโบสถ คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ งดปวารณา ณ ท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์พึงกำจัดเสียว่า อย่าเลย ภิกษุ เธออย่าก่อความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความวิวาท แล้วทำปวารณา คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์ไม่พึงให้สังฆสมมติอะไรๆ คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็น พาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์ไม่พึงว่ากล่าว คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็น ปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ สงฆ์ไม่พึงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งในหัวหน้าอะไร คือ เป็น อลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ภิกษุทั้งหลายไม่พึงอาศัยอยู่ คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงให้นิสัย คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็น ปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ จะให้ทำโอกาส ไม่ควรทำโอกาส คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงเชื่อถือคำให้การ คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่ เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ อันใครๆ ไม่พึงถามวินัย คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงถามวินัย คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็น ปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ อันภิกษุทั้งหลายไม่พึงตอบวินัย คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็น- *พาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงตอบวินัย คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็น ปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ อันภิกษุทั้งหลายไม่พึงให้คำซักถาม คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ อันภิกษุทั้งหลายไม่พึงสนทนาวินัยด้วยกัน คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงให้กุลบุตรอุปสมบท ไม่พึงให้นิสัย ไม่พึงให้สามเณร อุปัฏฐาก คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑ ไม่เป็นปกตัตตะ ๑. ว่าด้วยอุโบสถเป็นต้น
ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ ตชฺชนียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ กลหการโก วิวาทการโก ภสฺสการโก สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน คิหิสํสฏฺโฐ วิหรติ อนนุโลมิเกหิ คิหิสํสคฺเคหิ ฯ {๙๖๒.๑} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ นิยสฺสกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน คิหิสํสฏฺโฐ วิหรติ อนนุโลมิเกห คิหิสํสคฺเคหิ ฯ {๙๖๒.๒} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ ปพฺพาชนียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน กุลทูสโก โหติ ปาปสมาจาโร ฯ {๙๖๒.๓} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ ปฏิสารณียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน คิหึ อกฺโกสติ ปริภาสติ ฯ {๙๖๒.๔} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน อาปตฺตึ อาปชฺชิตฺวา น อิจฺฉติ อาปตฺตึ ปสฺสิตุํ ฯ {๙๖๒.๕} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อปฺปฏิกมฺเม อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน อาปตฺตึ อาปชฺชิตฺวา น อิจฺฉติ อาปตฺตึ ปฏิกาตุํ ฯ {๙๖๒.๖} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา อปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาพตฺติปหุโล อนปทาโน น อิจฺฉติ ปาปิกํ ทิฏฺฐึ ปฏินิสฺสชฺชิตุํ ฯ {๙๖๒.๗} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาคาฬฺหาย เจเตยฺย ภณฺฑนการโก โหติ กลหการโก วิวาทการโก ภสฺสการโก สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน คิหิสํสฏฺโฐ วิหรติ อนนุโลมิเกหิ คิหิสํสคฺเคหิ ฯ {๙๖๒.๘} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ อธิสีเล สีลวิปนฺโน โหติ อชฺฌาจาเร อาจารวิปนฺโน โหติ อติทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐิวิปนฺโน โหติ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ กายิเกน ทเวน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน ทเวน สมนฺนาคโต โหติ กายิกวาจสิเกน ทเวน สมนฺนาคโต โหติ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ กายิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ กายิกวาจสิเกน อนาจาเรน สมนฺนาคโต โหติ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ กายิเกน อุปฆาติเกน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน อุปฆาติเกน สมนฺนาคโต โหติ กายิกวาจสิเกน อุปฆาติเกน สมนฺนาคโต โหติ ฯ {๙๖๒.๙} อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ กายิเกน มิจฺฉาชีเวน สมนฺนาคโต โหติ วาจสิเกน มิจฺฉาชีเวน สมนฺนาคโต โหทิ กายิกวาจสิเกน มิจฺฉาชีเวน สมนฺนาคโต โหติ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ อาปตฺตึ อาปนฺโน กมฺมกโต อุปสมฺปาเทติ นิสฺสยํ เทติ สามเณรํ อุปฏฺฐาเปติ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ ยาย อาปตฺติยา สงฺเฆน กมฺมํ กตํ โหติ ตํ อาปตฺตึ อาปชฺชติ อญฺญํ วา ตาทิสิกํ ตโต วา ปาปิฏฺฐตรํ ฯ อปเรหิปิ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน กมฺมํ กาตพฺพํ พุทฺธสฺส อวณฺณํ ภาสติ ธมฺมสฺส อวณฺณํ ภาสติ สงฺฆสฺส อวณฺณํ ภาสติ ฯ {๙๖๒.๑๐} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน สงฺฆมชฺเฌ อุโปสถํ ฐเปนฺตสฺส อลํ ภิกฺขุ มา ภณฺฑนํ มา กลหํ มา วิคฺคหํ มา วิวาทนฺติ โอมทฺทิตฺวา สงฺเฆน อุโปสโถ กาตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ {๙๖๒.๑๑} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน สงฺฆมชฺเฌ ปวารณํ ฐเปนฺตสฺส อลํ ภิกฺขุ มา ภณฺฑนํ มา กลหํ มา วิคฺคหํ มา วิวาทนฺติ โอมทฺทิตฺวา สงฺเฆน ปวาเรตพฺพํ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน น กาจิ สงฺฆสมฺมติ ทาตพฺพา อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สงฺโฆ น โวหริตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ น กิสฺมิญฺจิ ปจฺเจกฏฺฐาเน ฐเปตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน นิสฺสาย น วตฺถพฺพํ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน นิสฺสโย น ทาตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ {๙๖๒.๑๒} ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน โอกาสํ การาเปนฺตสฺส นาลํ โอกาสกมฺมํ กาตุํ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน สวจนียํ นาทาตพฺพํ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน วินโย น ปุจฺฉิตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา วินโย น ปุจฺฉิตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน วินโย น วิสฺสชฺเชตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา วินโย น วิสฺสชฺเชตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อนุโยโค น ทาตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ วินโย น สากจฺฉิตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคเตน ภิกฺขุนา น อุปสมฺปาเทตพฺพํ น นิสฺสโย ทาตพฺโพ น สามเณโร อุปฏฺฐาเปตพฺโพ อลชฺชี จ โหติ พาโล จ อปกตตฺโต จ ฯ
อุโบสถมี ๓ คือ อุโบสถวันสิบสี่ ๑ อุโบสถวันสิบห้า ๑ อุโบสถสามัคคี ๑. อุโบสถแม้อื่นอีก ๓ คือ สังฆอุโบสถ ๑ คณะอุโบสถ ๑ ปุคคลอุโบสถ ๑. อุโบสถแม้อื่นอีก ๓ คือ สุตตุทเทศ ๑ ปาริสุทธิอุโบสถ ๑ อธิษฐานอุโบสถ ๑. ปวารณามี ๓ คือ ปวารณาวันสิบสี่ ๑ ปวารณาวันสิบห้า ๑ ปวารณาสามัคคี ๑. ปวารณาแม้อื่นอีก ๓ คือ สังฆปวารณา ๑ คณะปวารณา ๑ ปุคคลปวารณา ๑. ปวารณาแม้อื่นอีก ๓ คือ ปวารณา ๓ หน ๑ ปวารณา ๒ หน ๑ ปวารณามีพรรษา เท่ากัน ๑. บุคคลไปอบายไปนรกมี ๓ คือ ไม่เป็นพรหมจารี แต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี ไม่ ละปฏิญญาข้อนี้ ๑ โจทพรหมจารีผู้บริสุทธิ์ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ ด้วยอพรหมจรรย์อัน ไม่มีมูล ๑ มีปกติกล่าวอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า กามทั้งหลายไม่มีโทษ ถึงความเป็นผู้หมกมุ่น ในกามทั้งหลาย ๑. อกุศลมูลมี ๓ คือ อกุศลมูล คือโลภะ ๑ อกุศลมูล คือ โทสะ ๑ อกุศลมูลคือ โมหะ ๑. กุศลมูลมี ๓ คือ กุศลมูล คือ อโลภะ ๑ กุศลมูล คือ อโทสะ ๑ กุศลมูลคือ อโมหะ ๑. ทุจริตมี ๓ คือ กายทุจริต ๑ วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑. สุจริตมี ๓ คือ กายสุจริต ๑ วจีสุจริต ๑ มโนสุจริต ๑. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติโภชนะ ๓ ในสกุล เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน์ ๓ คือ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก เพื่ออยู่ผาสุกแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อประสงค์ว่าพวกมักมากอย่า อาศัยฝักฝ่ายทำลายสงฆ์ ๑ เพื่อทรงอนุเคราะห์สกุล ๑. พระเทวทัตมีจิตอันอสัทธรรม ๓ อย่าง ครอบงำย่ำยี จึงเกิดในอบายตกนรกชั่วกัลป์ ช่วยเหลือไม่ได้ คือความปรารถนาลามก ๑ ความมีมิตรชั่ว ๑ พอบรรลุคุณวิเศษเพียงขั้นต่ำก็เลิก เสียในระหว่าง ๑. สมมติมี ๑ คือ สมมติไม้เท้า ๑ สมมติสาแหรก ๑ สมมติไม้เท้าและสาแหรก ๑. เขียงรองเท้าที่ตั้งอยู่ประจำเลื่อนไปมาไม่ได้มี ๓ คือ เขียงรองเท้าถ่ายวัจจะ ๑ เขียง รองเท้าถ่ายปัสสาวะ ๑ เขียงรองเท้าสำหรับชำระ ๑. สิ่งของสำหรับถูเท้ามี ๓ คือ ก้อนกรวด ๑ กระเบื้องถ้วย ๑ ฟองน้ำทะเล ๑. หมวด ๓ จบ ----------------------------------------------------- หัวข้อประจำหมวด
ตโย อุโปสถา จาตุทฺทสิโก ปณฺณรสิโก สามคฺคีอุโปสโถ ฯ อปเรปิ ตโย อุโปสถา สงฺเฆ อุโปสโถ คเณ อุโปสโถ ปุคฺคเล อุโปสโถ ฯ อปเรปิ ตโย อุโปสถา สุตฺตุทฺเทโส ปาริสุทฺธิอุโปสโถ อธิฏฺฐานุโปสโถ ฯ ติสฺโส ปวารณา จาตุทฺทสิกา ปณฺณรสิกา สามคฺคีปวารณา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปวารณา สงฺเฆ ปวารณา คเณ ปวารณา ปุคฺคเล ปวารณา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปวารณา เตวาจิกา ปวารณา เทฺววาจิกา ปวารณา สมานวสฺสิกา ปวารณา ฯ {๙๖๓.๑} ตโย อาปายิกา เนรยิกา อิทมปฺปหาย โย จ อพฺรหฺมจารี พฺรหฺมจาริปฏิญฺโญ โย จ สุทฺธํ พฺรหฺมจารึ สุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ จรนฺตํ อมูลเกน อพฺรหฺมจริเยน อนุทฺธํเสติ โย จายํ เอวํวาที เอวํทิฏฺฐิ นตฺถิ กาเมสุ โทโสติ โส กาเมสุ ปาตพฺยตํ อาปชฺชติ ฯ ตีณิ อกุสลมูลานิ โลโภ อกุสลมูลํ โทโส อกุสลมูลํ โมโห อกุสลมูลํ ฯ ตีณิ กุสลมูลานิ อโลโภ กุสลมูลํ อโทโส กุสลมูลํ อโมโห กุสลมูลํ ฯ ตีณิ ทุจฺจริตานิ กายทุจฺจริตํ วจีทุจฺจริตํ มโนทุจฺจริตํ ฯ ตีณิ สุจริตานิ กายสุจริตํ วจีสุจริตํ มโนสุจริตํ ฯ {๙๖๓.๒} ตโย อตฺถวเส ปฏิจฺจ ภควตา กุเลสุ ติกโภชนํ ปญฺญตฺตํ ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย มา ปาปิจฺฉา ปกฺขํ นิสฺสาย สงฺฆํ ภินฺเทยฺยุํ กุลานุทฺทยตาย จ ฯ ตีหิ อสทฺธมฺเมหิ อภิภูโต ปริยาทินฺนจิตฺโต เทวทตฺโต อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ปาปิจฺฉตา ปาปมิตฺตตา โอรมตฺตเกน วิเสสาธิคเมน อนฺตรา โวสานํ อาปาทิ ฯ ติสฺโส สมฺมติโย ทณฺฑสมฺมติ สิกฺกาสมฺมติ ทณฺฑสิกฺกาสมฺมติ ฯ ติสฺโส ปาทุกา ธุวฏฺฐานิยา อสงฺกมนียา วจฺจปาทุกา ปสฺสาวปาทุกา อาจมนปาทุกา ฯ ติสฺโส ปาทฆํสนิโย สกฺขรา กถลา สมุทฺทเผณกาติ ฯ ติกํ นิฏฺฐิตํ ฯ ตสฺสุทฺทานํ
ทรงพระชนม์ ๑ กาล ๑ กลางคืน ๑ พรรษาสิบ ๑ พรรษาห้า ๑ กุศลจิต ๑ เวทนา ๑ วัตถุแห่งการโจท ๑ สลาก ๑ ข้อห้าม ๒ อย่าง ๑ ข้อบัญญัติ ๑ ข้อบัญญัติอื่นอีก ๒ อย่าง ๑ โง่ ๑ กาฬปักษ์ ๑ ควร ๑ ฤดูหนาว ๑ สงฆ์ ๑ แก่สงฆ์ ๑ การปิด ๑ เครื่อง ปกปิด ๑ สิ่งกำบัง ๑ สิ่งเปิดเผย ๑ เสนาสนะ ๑ อาพาธ ๑ ปาติโมกข์ ๑ ปริวาส ๑ มานัต ๑ ปริวาสิกภิกษุ ๑ ภายใน ๑ ภายในสีมา ๑ ต้องอาบัติ ๑ ต้องอาบัติอีก ๑ ออกจากอาบัติ ๑ ออกจากอาบัติอื่นอีก ๑ อมูฬหวินัย ๒ อย่าง ๑ ตัชชนียกรรม ๑ นิยสกรรม ๑ ปัพพานียกรรม ๑ ปฏิสารณียกรรม ๑ ไม่เห็นอาบัติ ๑ ไม่ทำคืนอาบัติ ๑ ไม่สละคืนทิฏฐิ ๑ จับให้มั่น ๑ กรรม ๑ อธิศีล ๑ คะนอง ๑ อนาจาร ๑ ลบล้าง ๑ อาชีวะ ๑ ต้องอาบัติ ๑ ต้องอาบัติเช่นนั้น ๑ พูดติ ๑ งดอุโบสถ ๑ งดปวารณา ๑ สมมติ ๑ ว่ากล่าว ๑ หัวหน้า ๑ ไม่อาศัยอยู่ ๑ ไม่ให้ นิสัย ๑ ไม่ทำโอกาส ๑ ไม่ทำการไต่สวน ๑ ไม่ถาม ๒ อย่าง ๑ ไม่ตอบ ๒ อย่าง ๑ แม้ซัก ถามก็ไม่พึงให้ ๑ สนทนา ๑ อุปสมบท ๑ นิสัย ๑ ให้สามเณรอุปัฏฐาก ๑ อุโบสถ ๓ หมวด ๓ อย่าง ๑ ปวารณา ๓ หมวด ๓ อย่าง ๑ เกิดในอบาย ๑ อกุศล ๑ กุศล ๑ ทุจริต ๑ สุจริต ๑ โภชนะ ๓ อย่าง ๑ อสัทธรรม ๑ สมมติ ๑ เขียงรองเท้า ๑ สิ่งของถูเท้า ๑ หัวข้อตามที่ กล่าวนี้รวมอยู่ในหมวด ๓. หัวข้อประจำหมวด จบ -----------------------------------------------------
ติฏฺฐนฺเต กาเล รตฺตึ จ ทส ปญฺจ จ กุสลา เวทนา โจทนาวตฺถู สลากา เทฺว ปฏิกฺขิปา ปญฺญตฺติ อปเร เทฺว จ พาโล กาเฬ จ กปฺปติ เหมนฺเต สงฺโฆ สงฺฆสฺส ฉาทนา จ ปฏิจฺฉทิ ปฏิจฺฉนฺนา วิวฏฺฏา จ เสนาสนคิลายนา ปาติโมกฺขปริวาสา มานตฺตา ปาริวาสิกา อนฺโต อนฺโต จ สีมาย อาปชฺชติ ปุนาปเร วุฏฺฐาติ อปเร เจว อมูฬฺหวินยา ทุเว ตชฺชนียา นิยสฺสา จ ปพฺพาชปฏิสารณี อทสฺสนาปฏิกฺกมฺเม อนิสฺสคฺเค จ ทิฏฺฐิยา อาคาฬฺหกมฺมาธิสีเล ทวานาจารฆาติกา อาชีวาปนฺนา ตาทิสิกา อวณฺณุโปสเถน จ ปวารณา สมฺมติ จ โวหารปจฺจเกน จ น วตฺถพฺพํ น ทาตพฺพํ โอกาสํ น กเร ตถา น กเร สวจนียํ น ปุจฺฉิตพฺพกา ทุเว น วิสฺสชฺเช ทุเว เจว อนุโยคมฺปิ โน ทเท สากจฺฉา อุปสมฺปทา นิสฺสาย สามเณร จ อุโปสถติกา ตีณิ ปวารณาติกา ตโย อาปายิกา อกุสลา กุสลา จริเตน จ ติกโภชนสทฺธมฺเม สมฺมติ ปาทุเกน จ ปาทฆํสนิกา เจว อุทฺทานํ ติกเก อิทนฺติ ฯ