ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๑๕ มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการ พลเรือนกลาโหมออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จ บานาญข้าราชการได้ในกรณี ดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการของตนได้ โดยสม่าเสมอ
(๒) เมื่อข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดสมัครไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามความประสงค์ ของทางราชการ
(๓) เมื่อข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดขาดคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา ๑๑ ก. (๑) หรือ
(๓) หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๑ ข. (๑) (๓) (๖) หรือ (๗)
(๔) เมื่อทางราชการเลิกหรือยุบหน่วยงานหรือตำแหน่งที่ข้าราชการพลเรือนกลาโหมปฏิบัติ หน้าที่หรือดำรงอยู่ สำหรับผู้ที่ออกจากราชการในกรณีนี้ให้ได้รับเงินชดเชยตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนด
(๕) เมื่อข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดไม่สามารถปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพและ เกิดประสิทธิผลในระดับอันเป็นที่พอใจของทางราชการ
(๖) เมื่อข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ บกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ ถ้าให้ผู้นั้นรับราชการ ต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
(๗) เมื่อข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดมีกรณีถูกสอบสวนว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา ๕๐ และผลการสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะสั่งลงโทษตามมาตรา ๕๒ แต่มีมลทิน หรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน ถ้าให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
(๘) เมื่อข้าราชการพลเรือนกลาโหมผู้ใดต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือต้องรับโทษจำคุกโดยคำสั่งของศาล ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก เลม่ ๑๔๐ ตอนที่ ๒๐ ก หนา้ ๙๔ ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๖ การสั่งให้ออกจากราชการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด