อธิบดีมีอำนาจสั่งเพิกถอนป่าชุมชนทั้งหมดหรือบางส่วนได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนขอให้เพิกถอนป่าชุมชนตามมาตรา ๒๔
(๒) คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนทอดทิ้งไม่จัดการฟื้นฟูป่าชุมชนนั้นต่อไป
(๓) คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนไม่ปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกานี้ หรือระเบียบ หรือข้อบังคับที่ออกตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ อันจะเป็นเหตุให้ป่าชุมชนได้รับ ความเสียหายหรือมีเหตุไม่ควรไว้วางใจให้จัดการป่าชุมชนต่อไป
(๔) เมื่อมีเหตุผลความจำเป็นทางด้านกิจการเพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยความเห็นชอบ ของรัฐมนตรี ในกรณีที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดพบเหตุตาม (๒) หรือ
(๓) และเห็นเป็น การสมควรให้เพิกถอนป่าชุมชน ให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดแจ้งต่ออธิบดีเพื่อสั่งเพิกถอน ป่าชุมชนต่อไป หรือในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบเหตุตาม (๒) หรือ
(๓) ให้รายงานต่ออธิบดี เพื่อพิจารณาสั่งเพิกถอนป่าชุมชน เมื่ออธิบดีมีคำสั่งเพิกถอนป่าชุมชนแล้ว ให้อธิบดีแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือให้คณะกรรมการจัดการ ป่าชุมชนทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีคำสั่ง ในกรณีที่อธิบดีมีคำสั่งเพิกถอนป่าชุมชนเพราะเหตุตาม (๒) (๓) หรือ
(๔) คณะกรรมการ จัดการป่าชุมชนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนป่าชุมชนต่อคณะกรรมการนโยบายภายในสี่สิบห้าวันนับแต่ วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งจากอธิบดี และให้นำความในมาตรา ๑๕ วรรคสี่และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ในกรณีที่มีการเพิกถอนป่าชุมชนเพราะเหตุตาม (๒) หรือ
(๓) ห้ามมิให้กรรมการจัดการ ป่าชุมชนของป่าชุมชนที่ถูกเพิกถอนนั้นกลับมาเป็นกรรมการจัดการป่าชุมชนตามพระราชกฤษฎีกานี้อีก การเพิกถอนป่าชุมชนให้มีผลเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วและในกรณีที่เป็น การเพิกถอนป่าชุมชนบางส่วน ให้มีแผนที่แสดงแนวเขตแนบท้ายประกาศด้วย