ผู้มีเงินได้ที่จะได้รับสิทธิตามมาตรา ๔ และมาตรา ๕ ต้องมีคุณสมบัติ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้
(๑) เป็นแรงงานฝีมือหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีประกาศกำหนด เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๕ มิถุนายน ๒๕๖๗
(๒) เป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานโดยมีระยะเวลาการทำงานไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ในบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีสถานประกอบกิจการตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจและปฏิบัติงาน ตามสัญญาจ้างแรงงานในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้แจ้ง การจ้างลูกจ้างดังกล่าวต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่สถานประกอบกิจการตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษ เฉพาะกิจก่อนจ่ายเงินได้ให้ลูกจ้างครั้งแรกของการจ้างแรงงาน โดยผู้มีเงินได้ดังกล่าวจะได้รับสิทธิ ลดอัตราภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่นั้น ได้รับแจ้งจากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น
(๓) ก่อนเข้าทำงานกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตาม
(๒) เป็นแห่งแรกนับตั้งแต่วันที่ พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับ ผู้มีเงินได้ต้องมีภูมิลำเนาอยู่นอกเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจและไม่ได้ ทำงานอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ หรือกรณีผู้มีเงินได้ได้ทำงานในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจมาก่อน การเข้าทำงานกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตาม
(๒) จะต้องเป็นการเข้าทำงานเมื่อพ้นกำหนด หนึ่งปีนับแต่วันที่การจ้างงานในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจครั้งก่อนได้สิ้นสุดลง เว้นแต่ในกรณีที่เป็น การลาออกหรือมีเหตุให้สัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงและผู้มีเงินได้ได้เข้าทำงานกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลตาม
(๒) รายใหม่ โดยมีระยะเวลาต่อเนื่องจากการจ้างงานของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตาม
(๒) รายเดิม
(๔) ในปีภาษีที่ผู้มีเงินได้ใช้สิทธิลดอัตราภาษีเงินได้ ผู้มีเงินได้ต้องอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีนั้น โดยต้องมีหลักฐานการอยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองจากนายจ้าง หรือเจ้าของสถานที่ที่พักอาศัยและเก็บหลักฐานนั้นไว้เพื่อให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบ
(๕) กรณีประสงค์จะยกเลิกการใช้สิทธิลดอัตราภาษีเงินได้ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตาม
(๒) แจ้งต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ได้แจ้งการจ้างลูกจ้าง เพื่อขอใช้สิทธิลดอัตราภาษีเงินได้
(๖) ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด