๑
อรรถกถาแปลไทย
พรรณนาอนิยตสิกขาบทที่ ๒
อนิยตสิกขาบทที่ ๒ ว่า เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา เป็นต้น
ข้าพเจ้าจะขอกล่าวต่อไป :-
ในอนิยตสิกขาบทที่ ๒ นั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ในคำว่า ภควตา ปฏิกฺขิตฺตํ เป็นต้น ผู้ศึกษาพึงทราบสัมพันธ์อย่างนี้ว่า ภิกษุรูปเดียวพึงสำเร็จการนั่งใด ในที่ลับคืออาสนะกำบังพอจะทำการได้กับมาตุคามผู้เดียว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามการสำเร็จการนั่งนั้น.
จริงอยู่ เมื่อจะถือเอาใจความโดยประการอื่นควรจะตรัสว่า เอกสฺส เอกาย.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะท่านกล่าวคำว่า ทรงห้ามแล้ว.
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า เอโก นี้ พึงทราบว่า เป็นปฐมาวิภัตติลงในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ.
[อธิบายว่าด้วยสถานที่ลับทำให้ต้องอาบัติ]
ก็ในคำว่า น เหว โข ปน ปฏิจฺฉนฺนํ นี้ แม้สถานที่ล้อมในภายนอก ภายในเปิดเผย มีบริเวณสนามเป็นต้น ก็พึงทราบว่า รวมเข้าในภายใน (นับเนื่องในสถานที่ไม่กำบัง). ท่านกล่าวไว้ในมหาปัจจรีว่า สถานที่แม้เห็นปานนี้ นับเข้าในที่ไม่กำบังทีเดียว.
คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยแห่งสิกขาบทที่ ๑ นั่นแล.
ก็ในสิกขาบทนี้มีความแปลกกันเพียงอย่างเดียวนี้ว่า
คนรู้เดียงสาผู้หนึ่งผู้ใดเป็นหญิงก็ตาม ชายก็ตาม ไม่เป็นคนตาบอด และหูหนวก ยืนหรือนั่งอยู่ในโอกาสภายใน ๑๒ ศอก มีจิตฟุ้งซ่านไปบ้าง เคลิ้มไปบ้าง ก็คุ้มอาบัติได้. ส่วนคนหูหนวก แม้มีตาดี หรือคนตาบอดแม้หูไม่หนวก ก็คุ้มไม่ได้. และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงลดอาบัติปาราชิกลงมา ปรับอาบัติเพราะวาจาชั่วหยาบ.
คำที่เหลือเป็นเช่นกับสิกขาบทก่อนนั่นแล.
แม้ในสิกขาบททั้งสอง ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุบ้า และภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ.
ในสมุฏฐานเป็นต้น สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๓ เกิดจากกายกับจิต วาจากับจิต กายวาจากับจิต เป็นกิริยา เป็นสัญญาวิโมกข์ เป็นสจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม วจีกรรม อกุศลจิต มีเวทนา ๒ โดยเป็นสุขเวทนาและอุเบกขาเวทนา.
บทที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
อนิยตวรรณนาในอรรถกถาพระวินัย ชื่อสมันตปาสาทิกา จบ ปฐมสมันตปาสาทิกา วินัยวรรณนา จบ. ------------------------------------------------------------