This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture

สัมมาทิฏฐิสูตร

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation528 lines1 editions

อรรถกถาสัมมาทิฏฐิสูตร

[๑๑๐] สัมมาทิฏฐิสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในสัมมาทิฏฐิสูตรนั้น ดังต่อไปนี้ :-

คำถามที่พระเถระ (สารีบุตร) กล่าวไว้อย่างนี้ว่า คุณ ที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอ? ดังนี้ หรือว่าอกุศลเป็นอย่างไรเล่า? ดังนี้ทุกข้อ เป็นกเถตุกามยตาปุจฉา (ถามเพื่อตอบเอง) เท่านั้นเอง.

เพราะว่าในคำถามเหล่านั้น คนทั้งหลายเข้าใจในสัมมาทิฏฐินั้นก็มี ไม่เข้าใจก็มี เป็นคนนอกศาสนาก็มี ในศาสนาก็มี กล่าวว่า สัมมาทิฏฐิด้วยสามารถที่ได้ฟังตามกันมาเป็นต้นก็มี ด้วยได้ประจักษ์ด้วยตนเองมาก็มี ฉะนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงได้กล่าวหมายเอาคำถามของคนส่วนมากนั้น ย้ำถึง ๒ ครั้งว่า คุณที่เรียกกันว่า สัมมาทิฏฐิ... อันที่จริงในเรื่องนี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้ ถึงอาจารย์เหล่าอื่นก็เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ.

ท่านพระสารีบุตรนี้นั้น เมื่อกล่าวอย่างนี้ ได้กล่าวว่า ด้วยเหตุเท่าไรหนอ อริยสาวกจึงชื่อว่ามีความเห็นถูกต้อง ดังนี้ หมายถึงความหมายและลักษณะ (ของสัมมาทิฏฐิ).

แก้สัมมาทิฏฐิ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยความเห็นทั้งดีงามทั้งประเสริฐ.

ก็เมื่อใด ศัพท์ว่า สัมมาทิฏฐินี้ใช้ในธรรมะเท่านั้น เมื่อนั้นพึงทราบเนื้อความของศัพท์นั้นอย่างนี้ว่า ทิฏฐิทั้งดีงามทั้งประเสริฐ ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ. และสัมมาทิฏฐินี้นั้นมี ๒ อย่าง คือ โลกิยสัมมาทิฏฐิ ๑ โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ ๑.

ในจำนวนสัมมาทิฏฐิ ๒ อย่างนั้น กัมมัสสกตาญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ว่า สัตว์มีกรรมเป็นของตน) และสัจจานุโลมิกญาณ (ปรีชาเป็นไปโดยสมควรแก่การกำหนดรู้อริยสัจ) ชื่อว่า โลกิยสัมมาทิฏฐิ. ส่วนปัญญาที่สัมปยุตด้วยอริยมรรค อริยผล ชื่อว่าโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ. แต่คนที่มีสัมมาทิฏฐิมี ๓ ประเภท คือ ปุถุชน ๑ เสกขบุคคล (ผู้ต้องศึกษา) ๑ อเสกขบุคคล (ผู้ไม่ต้องศึกษา) ๑.

ในจำนวน ๓ ประเภทนั้น ปุถุชนมี ๒ ประเภท คือ พาหิรกชน (คนนอกศาสนา) ๑ ศาสนิกชน (คนในศาสนา) ๑.

ในจำนวน ๒ ประเภทนั้น พาหิรกปุถุชนผู้เป็นกรรมวาที (เชื่อถือกรรม) ชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง (เป็นสัมมาทิฏฐิกบุคคล) โดยความเห็นว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน ไม่ใช่โดยความเห็นขั้นสัจจานุโลมญาณ.

ส่วนศาสนิกปุถุชน ชื่อว่ามีความเห็นถูกต้อง (เป็นสัมมาทิฏฐิกบุคคล) โดยความเห็นทั้ง ๒ อย่าง (คือกัมมัสสกตาและอนุโลมญาณ เพราะยังลูบคลำความเห็นเรื่องอัตตาอยู่ ยังละสักกายทิฏฐิไม่ได้).

เสกขบุคคล ชื่อว่ามีความเห็นชอบ เพราะมีความเห็นชอบที่แน่นอน. ส่วนอเสกขบุคคล ชื่อว่ามีความเห็นชอบ เพราะไม่ต้องศึกษา.

แต่ในที่นี้ประสงค์เอาผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตรกุศลที่แน่นอน คือเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ว่า ผู้มีความเห็นชอบ.

เพราะเหตุนั้นเอง ท่านพระสารีบุตรจึงได้กล่าวไว้ว่า เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน ได้มาสู่พระสัทธรรมนี้แล้ว.

อธิบายว่า สัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตรกุศลเท่านั้นเป็นความเห็นที่ตรง เพราะไปตามความตรง ไม่ข้องแวะกับที่สุดทั้ง ๒ อย่าง หรือตัดขาดความคดงอทุกอย่างมีความคดงอทางกายเป็นต้นแล้วไปตรง และผู้ประกอบด้วยทิฏฐินั้นเอง ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่คลอนแคลน คือด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในโลกุตตรธรรมทั้ง ๙ ประการ.

อริยสาวกเมื่อคลายความยึดมั่นด้วยทิฏฐิทุกอย่าง ละกิเลสทั้งสิ้นได้ ออกไปจากสงสารคือชาติ เสร็จสิ้นการปฏิบัติ ท่านเรียกว่าผู้ได้มาสู่พระสัทธรรม กล่าวคือพระนิพพานที่หยั่งลงสู่อมตธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศแล้วด้วยอริยมรรค.

[๑๑๑] คำว่า ยโต โข นี้เป็นคำกำหนดกาลเวลา. มีอธิบายว่า ในกาลใด.

ข้อว่า อกุสลมูลญฺจ ปชานาติ ความว่า รู้ชัดอกุศล กล่าวคืออกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ คือเมื่อแทงตลอดว่า สิ่งนี้เป็นทุกข์ด้วยสามารถแห่งกิจจญาณ ชื่อว่ารู้ชัดอกุศล เพราะความรู้ชัดที่มีนิโรธเป็นอารมณ์.

ข้อว่า อกุสลญฺจ ปชานาติ ความว่า รู้ชัดรากเหง้าของอกุศลที่เป็นรากเหง้า เป็นปัจจัยแห่งอกุศลนั้น คือเมื่อแทงตลอดว่า นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์โดยประการนั้นนั่นเอง (ชื่อว่ารู้ชัดรากเหง้าของอกุศล).

ถึงแม้ในคำนี้ว่า กุศลและรากเหง้าของกุศล ก็มีนัยนี้.

ในทุกวาระต่อจากวาระนี้ไป ก็เหมือนกับในวาระนี้ ควรทราบการรู้ชัดวัตถุ ด้วยสามารถแห่งกิจจญาณนั่นเอง.

บทว่า เอตฺตาวตาปิ ความว่า ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ คือแม้ด้วยการรู้ชัดอกุศลเป็นต้นนี้.

บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิ โหติ ความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ มีประการดังกล่าวมาแล้ว.

ด้วยคำเพียงเท่านี้ว่า อริยสาวกนั้นมีความเห็นตรง ฯลฯ ได้มาสู่พระสัทธรรมนี้แล้ว เป็นอันท่านพระสารีบุตรจบการแสดงโดยย่นย่อลงแล้ว. การแสดง (ของท่าน) นี้ถึงจะย่นย่อ แต่ก็ควรทราบถึงการแทงตลอดด้วยมนสิการโดยชอบ ด้วยสามารถแห่งความพิสดารอยู่นั่นเอง สำหรับภิกษุเหล่านั้น. ส่วนในทุติยวารถึงการแสดง (จะย่นย่อ) ก็ควรทราบถึงการแทงตลอด ด้วยมนสิการโดยชอบอย่างพิสดารว่า ได้เป็นไปแล้วโดยพิสดารอยู่นั่นเอง.

ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวกันว่า บรรดาการแสดงทั้ง ๒ อย่างนั้น ด้วยการแสดงอย่างย่นย่อ ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวถึงมรรคเบื้องต่ำไว้ทั้ง ๒ อย่าง ด้วยการแสดงอย่างพิสดาร ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวถึงมรรคเบื้องสูงไว้ ๒ อย่าง

ในที่สุดแห่งการแสดงอย่างพิสดาร ภิกษุทั้งหลายเล็งเห็นคำมีอาทิว่า เพราะละราคานุสัยได้โดยประการทั้งปวง. แต่พระเถระได้กล่าวว่า มรรคทั้ง ๔ ได้กล่าวไว้แล้ว โดยเป็นหมวดด้วยการแสดงอย่างย่อก็มี ด้วยการแสดงอย่างพิสดารก็มี.

อนึ่ง การแสดงทั้งโดยย่อทั้งโดยพิสดารนี้ใด เป็นการแสดงที่ข้าพเจ้าได้กระทำการวิจารณ์ไว้โดยละเอียดแจ่มแจ้งแล้ว ในที่นี้การแสดงนั้น พึงทราบตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในที่นี้ทุกๆ วาระเทอญ. เพราะว่าต่อแต่นี้ไป ข้าพเจ้าจักทำเพียงการขยายความเฉพาะบทที่ยากที่ยังไม่ได้ (อธิบาย) เท่านั้น.

พึงทราบวินิจฉัยในการแสดงโดยพิสดารซึ่งปฐมวารในจำนวนวาระเหล่านั้นก่อน.

ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า ปาณาติบาตนั้นแหละเป็นอกุศล. อกุศลพึงทราบได้จากความเป็นไปโดยความไม่ฉลาด. อกุศลนั้นพึงทราบโดย (เป็นธรรม) ตรงกันข้ามกับกุศลที่จะต้องกล่าวข้างหน้า หรือโดยลักษณะ พึงทราบ (ว่าเป็น) สิ่งที่มีโทษและมีวิบากเป็นทุกข์ เป็นสิ่งที่เศร้าหมอง. นี้เป็นการขยายบททั่วไปในอกุศลวาระนี้ก่อน.

แก้ปาณาติบาต

ส่วนในบทเฉพาะ (ไม่ทั่วไป) พึงทราบวินิจฉัยว่า การยังสัตว์ที่มีชีวิตให้ตกล่วงไป ชื่อว่าปาณาติบาต ได้แก่การฆ่าสัตว์ที่มีชีวิต. อธิบายว่า การทำลายสัตว์ที่มีชีวิต.

ก็คำว่า ปาณะ ในคำว่า ปาณาติปาโต นี้ โดยโวหารได้แก่สัตว์ แต่โดยปรมัตถ์ได้แก่ชีวิตินทรีย์.

ส่วนเจตนาที่จะฆ่าของผู้มีความสำคัญในสัตว์มีชีวิตนั้นว่า เป็นสัตว์มีชีวิตอันเป็นสมุฏฐานแห่งความพยายามที่จะเข้าไปตัดชีวิตินทรีย์ ที่เป็นไปทางกายทวารหรือวจีทวาร ทวารใดทวารหนึ่ง ชื่อว่าปาณาติบาต.

ปาณาติบาตนั้น พึงทราบว่ามีโทษน้อย ในเพราะสัตว์มีชีวิตตัวเล็ก ในจำนวนสัตว์มีชีวิตทั้งหลายมีเดียรัจฉานเป็นต้นที่ปราศจากคุณ แต่พึงทราบว่ามีโทษมาก ในเพราะสัตว์มีชีวิตตัวใหญ่.

เพราะเหตุไร?

เพราะมีประโยคใหญ่ (มีวิธีการมาก).

แม้เมื่อมีประโยคเสมอกัน ปาณาติบาตพึงทราบว่ามีโทษมาก เพราะวัตถุใหญ่ (ตัวใหญ่). ในจำพวกสัตว์ที่มีคุณมีมนุษย์เป็นต้น ในเพราะสัตว์มีคุณน้อย ปาณาติบาตก็พึงทราบว่ามีโทษน้อย. ในเพราะสัตว์มีคุณมาก ก็พึงทราบว่ามีโทษมาก. แต่เมื่อสรีระและคุณมีความเสมอกัน ปาณาติบาตพึงทราบว่ามีโทษน้อย เพราะกิเลสและความพยายามอ่อน พึงทราบว่ามีโทษมาก เพราะกิเลสและความพยายามแรงกล้า.

ปาณาติบาตนั้นมีองค์ประกอบ ๕ คือ

สัตว์มีชีวิต ๑

ความรู้ว่าสัตว์มีชีวิต ๑

จิตคิดจะฆ่า ๑

ความพยายาม (ฆ่า) ๑

สัตว์ตายเพราะความพยายามนั้น ๑.

ประโยคแห่งการฆ่า มี ๖ คือ สาหัตถิกประโยค (ฆ่าด้วยมือของตนเอง) ๑ อาณัตติกประโยค (ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า) ๑ นิสสัคคิยประโยค (ฆ่าด้วยสาตราวุธที่พุ่งหรือปล่อยออกไป) ๑ ถาวรประโยค (ฆ่าด้วยเครื่องมือดักอยู่กับที่) ๑ วิชชามยประโยค (ฆ่าด้วยอำนาจวิชา) ๑ อิทธิมยประโยค (ฆ่าด้วยฤทธิ์) ๑.

แต่ครั้นจะอธิบายประโยคนี้ให้พิสดารในปฐมวาระนี้ ก็จะยืดยาวไปมาก เพราะฉะนั้น จะไม่ขออธิบายประโยคนั้นและอย่างอื่นที่เป็นแบบนี้ให้พิสดาร ส่วนผู้มีความต้องการ พึงตรวจดูสมันตปาสาทิกาอรรถกถาพระวินัยเอาเถิด.

แก้อทินนาทาน

การถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ ชื่อว่าอทินนาทาน การลักของๆ ผู้อื่น ชื่อว่าเถยยะ. อธิบายว่า เป็นกิริยาของโจร.

บทว่า อทินฺนํ ได้แก่ ของที่ผู้อื่นหวงแหนซึ่งคนอื่น (เจ้าของ) เมื่อใช้ตามที่ต้องการ ก็ไม่ควรได้รับทัณฑ์และไม่ควรถูกตำหนิ.

ส่วนเจตนาที่จะลักของผู้มีความสำคัญในของที่ผู้อื่นหวงแหนนั้นว่า เป็นของที่เขาหวงแหน อันเป็นสมุฏฐานแห่งความพยายามที่จะถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้นั้น ชื่อว่าอทินนาทาน.

อทินนาทานนั้นมีโทษน้อย ในเพราะสิ่งของๆ ผู้อื่นที่เลว. ชื่อว่ามีโทษมาก ในเพราะสิ่งของของผู้อื่นประณีต.

เพราะเหตุไร?

เพราะว่าเป็นสิ่งของประณีต.

เมื่อมีความเสมอกันแห่งวัตถุ ชื่อว่ามีโทษมาก ในเพราะสิ่งของที่มีอยู่ของผู้มีคุณยิ่ง. อทินนาทานนั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย ในเพราะสิ่งของที่มีอยู่ของผู้มีคุณต่ำกว่านั้น เพราะเปรียบเทียบกับผู้มีคุณยิ่งนั้น.

อทินนาทานนั้นมีองค์ประกอบ ๕ ประการ คือ

ของที่คนอื่นหวงแหน ๑

ความรู้ว่าเป็นของที่คนอื่นหวงแหน ๑

จิตคิดจะลัก ๑

ความพยายาม (จะลัก) ๑

ลักของได้มาด้วยความพยายามนั้น ๑.

ก็ประโยค (การประกอบอทินนาทาน) มี ๖ อย่างมีสาหัตถิกประโยคเป็นต้น. ก็ประโยคเหล่านั้นแลเป็นไปแล้ว ด้วยสามารถแห่งอวหาร (การลัก) เหล่านี้ คือ เถยยาวหาร (ลักโดยการขโมย) ๑ ปสัยหาวหาร (ลักโดยการกรรโชก) ๑ ปฏิจฉันนาวหาร (ลักโดยการปิดซ่อนสิ่งของ) ๑ ปริกัปปาวหาร (ลักโดยการกำหนดสิ่งของหรือเวลา) ๑ กุสาวหาร (ลักโดยการสับเปลี่ยน) ๑.

ข้อความดังที่กล่าวมาแล้วนี้ เป็นข้อความสังเขปในอวหารนี้. ส่วนความพิสดารได้กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาชื่อสมันตปาสาทิกา.

แก้กาเมสุมิจฉาจาร

ก็บทว่า กาเมสุ ในข้อว่า กาเมสุมิจฺฉาจาโร นี้ ได้แก่ เมถุนสมาจาร. ความประพฤติลามกที่บัณฑิตตำหนิโดยส่วนเดียว ชื่อว่ามิจฉาจาร.

แต่โดยลักษณะเจตนาที่ล่วงเกินอคมนียฐาน (คนที่ต้องห้าม) ที่เป็นไปทางกายทวาร ด้วยความประสงค์ต่ออสัทธรรม ชื่อว่ากาเมสุมิจฉาจาร.

ก่อนอื่น (หญิง) ที่ชื่อว่าเป็นอคมนียฐาน (หญิงที่ต้องห้าม) สำหรับผู้ชายในกาเมสุมิจฉาจารนี้ ได้แก่หญิง ๒๐ จำพวก คือ หญิงที่มีมารดารักษาเป็นต้น.

หญิง ๑๐ จำพวก คือ หญิงที่มารดารักษา ๑ ที่บิดารักษา ๑ ที่ทั้งมารดาและบิดารักษา ๑ ที่พี่ชายน้องชายรักษา ๑ ที่พี่หญิงน้องหญิงรักษา ๑ ที่ญาติรักษา ๑ ที่โคตรรักษา ๑ ที่ธรรมรักษา ๑ ที่มีการอารักขา ๑ ที่มีอาชญารอบด้าน (อยู่ในกฏมณเฑียรบาล) ๑.

และหญิงอีก ๑๐ จำพวก มีหญิงที่ไถ่มาด้วยทรัพย์เป็นต้นเหล่านี้ คือ ภรรยาที่ซื้อมาด้วยทรัพย์ (ภรรยาสินไถ่) ๑ ที่อยู่ด้วยกันเพราะความพอใจ ๑ ที่อยู่ด้วยกันเพราะโภคะ ๑ ที่อยู่ด้วยกันเพราะเครื่องนุ่งห่ม ๑ ที่ผู้ปกครองเต็มใจยกให้ ๑ ที่ชายยกเทริดลงจากศีรษะ ๑ ที่เป็นทั้งภรรยาเป็นทั้งทาส ๑ ที่เป็นทั้งภรรยาเป็นทั้งลูกจ้าง ๑ ที่เป็นเชลยศึก ๑ ที่อยู่ด้วยกันเพียงครู่เดียว ๑.

ส่วนชายอื่น นอกจากสามีของตน ชื่อว่าเป็นอคมนียฐาน (ชายต้องห้าม) สำหรับหญิง ๑๒ จำพวก คือ ๒ จำพวกสำหรับหญิงมีอารักขาและหญิงมีอาชญารอบด้าน และ ๑๐ จำพวกสำหรับภรรยาที่ไถ่มาด้วยทรัพย์เป็นต้น ในจำนวนหญิงทั้งหลาย (๑๐ จำพวก) สำหรับภรรยา.

อนึ่ง มิจฉาจารนี้นั้นชื่อว่ามีโทษน้อย ในเพราะอคมนียฐาน (ผู้ต้องห้าม) ปราศจากคุณธรรมมีศีลเป็นต้น ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะถึงพร้อมด้วยคุณธรรมมีศีลธรรมเป็นต้น.

กาเมสุมิจฉาจารนั้นมีองค์ประกอบ ๔ อย่าง คือ

เป็นบุคคลต้องห้าม ๑

จิตคิดจะเสพในบุคคลต้องห้ามนั้น ๑

การประกอบการเสพ ๑

การยังมรรคให้ดำเนินไปในมรรคหรือหยุดอยู่ ๑

ประโยคมีอย่างเดียว คือสาหัตถิกประโยคเท่านั้น.

แก้มุสาวาท

กายประโยคหรือวจีประโยคที่หักรานประโยชน์ (ผู้อื่น) ของผู้มุ่งจะพูดให้ผิด ชื่อว่ามุสา. เจตนาของผู้พูดให้ผิดต่อผู้อื่นด้วยประสงค์จะให้เข้าใจผิด มีกายประโยคและวจีประโยคเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่ามุสาวาท.

อีกนัยหนึ่ง เรื่องไม่จริง ไม่แท้ ชื่อว่ามุสา (เรื่องเท็จ). การให้ (ผู้อื่น) เข้าใจเรื่องเท็จนั้นว่าเป็นเรื่องจริง เรื่องแท้ ชื่อว่าวาทะ (การพูด) แต่โดยลักษณะ เจตนาของผู้ประสงค์จะให้ผู้อื่นเข้าใจเรื่องที่ไม่จริงว่าเป็นเรื่องจริง อันเป็นสมุฏฐานแห่งวิญญัติ (การเคลื่อนไหว) อย่างนั้น ชื่อว่ามุสาวาท (การพูดเท็จ).

มุสาวาทนั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะประโยชน์ที่ตนหักรานมีจำนวนน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะประโยชน์ที่ตนหักรานมีจำนวนมาก.

อีกอย่างหนึ่ง สำหรับคฤหัสถ์ มุสาวาทที่เป็นไปแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า ไม่มีเพราะไม่ประสงค์จะให้ของๆ ตน (แก่คนอื่น) มีโทษน้อย ที่กล่าวเบิกพยานเพื่อหักล้างประโยชน์ (ของคู่ความ) มีโทษมาก.

สำหรับบรรพชิต มุสาวาทที่เป็นไปแล้วโดยนัยแห่งบูรณากถา (พูดให้เต็มความหรือเล่นสำนวน) ว่า วันนี้น้ำมันในบ้านเห็นจะไหลเป็นแม่น้ำนะด้วยความประสงค์จะให้หัวเราะ เพราะได้น้ำมันหรือเนยใสน้อยไป มีโทษน้อย. แต่ของผู้พูดโดยนัยมีอาทิว่า สิ่งที่ไม่ได้เห็นเลยว่าได้เห็น มีโทษมาก.

มุสาวาทนั้นมีองค์ประกอบ ๔ อย่าง คือ

เรื่องไม่จริง ๑

ตั้งใจพูดให้ผิด ๑

พยายามพูด ๑

ผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้น ๑.

ประโยคมีประโยคเดียว คือสาหัตถิกประโยคเท่านั้น. ประโยคนั้นพึงเห็นว่า ได้แก่การแสดงกิริยาของผู้จะพูดให้ผิดต่อผู้อื่นด้วยกาย ด้วยของเนื่องด้วยกายหรือด้วยวาจา. ถ้าหากผู้อื่นเข้าใจเนื้อความนั้นด้วยกิริยานั้น กิริยานี้ชื่อว่าเนื่องด้วยมุสาวาทกรรม ในขณะแห่งเจตนาที่มีกิริยาเป็นสมุฏฐานนั้นเอง.

แก้ปิสุณาวาจา

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ปิสุณาวาจา เป็นต้น.

วาจาที่เป็นเหตุให้หัวใจของบุคคลผู้ที่ตนพูดด้วย เกิดความรักตนและเกลียดชังคนอื่น ชื่อว่าปิสุณาวาจา.

ส่วนวาจาที่เป็นเหตุทำให้ตนเองบ้าง ผู้อื่นบ้าง หยาบคายและวาจาที่หยาบคายเอง คือไม่ไพเราะโสต หรือไม่ชื่นใจ (ผู้ฟัง) นี้ชื่อว่าผรุสวาจา.

วาทะที่เป็นเหตุให้เจรจาเพ้อเจ้อ คือไร้ประโยชน์ ชื่อว่าสัมผัปปลาป. ถึงเจตนาที่เป็นมูลฐานของการกล่าวคำหยาบและคำเพ้อเจ้อเหล่านั้น ก็ได้นามว่าปิสุณาวาจาเป็นต้นอยู่นั่นเอง. และในที่นี้ก็ประสงค์เอาเจตนานั้นแล.

เจตนาของผู้มีจิตเศร้าหมองที่เป็นสมุฏฐานแห่งกายประโยคและวจีประโยค เพื่อทำลายชนเหล่าอื่นหรือเพื่อประสงค์จะทำตนให้เป็นที่รักของผู้อื่น ชื่อว่าปิสุณาวาจาในวจีกรรมนั้น.

ปิสุณาวาจานั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะผู้ถูกทำให้แตกกันนั้น มีคุณธรรมน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะมีคุณธรรมมาก.

ปิสุณาวาจานั้นมีองค์ประกอบ ๔ ประการ คือ

ผู้ต้องถูกทำลายเป็นคนอื่น ๑

ความมุ่งหน้าจะทำลายด้วยประสงค์ว่า คนเหล่านี้จักเป็นผู้แตกแยกจากกัน ด้วยอุบายอย่างนี้ หรือความประสงค์ว่าเราจักเป็นที่รักเป็นที่คุ้นเคย (ของเขา) ด้วยอุบายอย่างนี้ (รวมเป็นองค์) ๑

ความพยายามที่เกิดจากความตั้งใจนั้น ๑

การที่เขาเข้าใจเนื้อความนั้น ๑.

แก้ผรุสวาจา

เจตนาที่หยาบคายโดยส่วนเดียว ที่เป็นสมุฏฐานแห่งกายประโยคและวจีประโยค อันเป็นเหตุตัดรอนความรักของคนอื่น ชื่อว่าผรุสวาจา.

เพื่อความแจ่มชัดแห่งผรุสวาจานั้น ต้องสาธกเรื่องนี้.

ได้ทราบว่า เด็กคนหนึ่งไม่เชื่อถ้อยคำของมารดา (ขืน) เข้าป่าไป. มารดาเมื่อไม่สามารถจะให้เขากลับได้ จึงด่าว่า ขอให้แม่กระบือดุร้ายจงไล่ขวิดมึง. ภายหลังแม่กระบือได้ปรากฏแก่เขาเหมือนอย่างที่แม่ว่านั่นแหละ. เด็กจึงทำสัจจกิริยาว่า คุณแม่ของข้าพเจ้ากล่าวอย่างใดด้วยปาก ขออย่าเป็นอย่างนั้น แต่คิดอย่างใดด้วยใจ ขอให้เป็นอย่างนั้น. แม่กระบือได้หยุดชะงักอยู่ ณ ที่นั้นนั่นเองเหมือนถูกผูกไว้.

วจีประโยคแม้เป็นเหตุตัดเสียซึ่งคำรัก (คำที่พาดถึงสิ่งที่รัก) ดังที่พรรณนามานี้

ก็ไม่เป็นผรุสวาท เพราะผู้พูดมีจิตอ่อนโยน.

จริงอยู่ บางครั้งพ่อแม่ว่าลูกๆ อย่างนี้ว่า ขอให้พวกโจรฟันพวกเองให้ขาดเป็นท่อนๆ ไปเถิด ถึงอย่างนั้น แม้แต่เพียงกลีบดอกอุบลก็ไม่ประสงค์จะให้ตกลงบนเบื้องบนของพวกเขาเลย. และบางครั้งอาจารย์และอุปัชฌาย์ต่อว่า อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกผู้อยู่อาศัยทั้งหลายว่า พวกนี้จะพูดอะไรกันก็ไม่มียางอาย ไม่มีความเกรงกลัว สูเจ้าทั้งหลายจงไล่เขาไปเสีย. แต่ถึงกระนั้น อาจารย์และอุปัชฌาย์เหล่านั้นก็ยังปรารถนาสมบัติคืออาคม (ปริยัติ) และอธิคม (ปฏิเวธ) แก่อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกเหล่านั้นอยู่.

อนึ่ง วจีประโยคไม่เป็นผรุสวาจา เพราะผู้พูดมีจิตอ่อนโยนฉันใด จะไม่เป็นผรุสวาจาเพราะผู้พูดมีคำพูดอ่อนหวานฉันนั้นก็หามิได้ เพราะว่า คำพูดของผู้ประสงค์จะให้เขาตายว่า แกจงให้คนคนนี้นอนสบายเถิด ดังนี้ ไม่ใช่ไม่เป็นผรุสวาจา แต่วาจานี้เป็นผรุสวาจาทีเดียว เพราะผู้พูดมีจิตหยาบคาย.

ผรุสวาจานี้ ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะผู้ที่ผรุสวาทีบุคคลพูดหมายถึงเป็นผู้มีคุณน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะมีคุณมาก.

ผรุสวาจานั้นมีองค์ประกอบ ๓ ประการ คือ

ผู้ที่จะต้องถูกด่าเป็นคนอื่น ๑

จิตขุ่นเคือง ๑

การด่า ๑.

แก้สัมผัปปลาปะ

ความจงใจที่เป็นอกุศล ที่เป็นสมุฏฐานแห่งกายประโยคและวจีประโยค ที่ยังผู้อื่นให้เข้าใจคำพูดที่ไร้ประโยชน์ ชื่อว่าสัมผัปปลาปะ.

สัมผัปปลาปะนั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะผู้พูดมีอาเสวนะอ่อน (ความเคยชินน้อย) ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะผู้พูดมีอาเสวนะมาก (ความเคยชินมาก).

สัมผัปปลาปะนั้นมีองค์ประกอบ ๒ ประการ คือ

ความมุ่งหน้าที่จะพูดถ้อยคำไร้ประโยชน์ มีเรื่องสงครามภารตะและเรื่องการลักพานางสีดา (เรื่องรามเกียรติ์) เป็นต้น ๑

การกล่าวถ้อยคำชนิดนั้น ๑.

แก้อภิชฌา

เจตนาชื่อว่าอภิชฌา เพราะเพ่งเล็ง. อธิบายว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มุ่งหน้าเพ่งเล็งเฉพาะภัณฑะของผู้อื่นแล้วน้อมภัณฑะนั้นมา. อภิชฌานั้นมีลักษณะเพ่งเล็งภัณฑะของผู้อื่นอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ ของสิ่งนี้จะพึงเป็นของเรา. อภิชฌานั้น ชื่อว่ามีโทษน้อยและมีโทษมาก เหมือนกับอทินนาทาน.

อภิชฌานั้นมีองค์ประกอบ ๒ ประการ คือ

ของของผู้อื่น ๑

น้อมสิ่งนั้นมาเพื่อตน ๑.

อธิบายว่า ถึงจะเกิดความโลภที่มีภัณฑะของผู้อื่นเป็นที่ตั้งขึ้น กรรมบถก็ยังไม่ขาดจนกว่าจะน้อมมาเพื่อตนว่า ไฉนหนอ ของสิ่งนี้จะพึงเป็นของเรา.

แก้พยาบาท

บาปธรรมชื่อว่าพยาบาท เพราะยังประโยชน์เกื้อกูลและความสุขให้ถึงความพินาศ. พยาบาทนั้นมีลักษณะประทุษร้าย เพื่อความพินาศของผู้อื่น. พยาบาทนั้น ชื่อว่ามีโทษน้อยและมีโทษมาก เหมือนกับผรุสวาจา.

พยาบาทนั้นมีองค์ประกอบ ๒ ประการ คือ

สัตว์อื่น ๑

ความคิดที่จะให้สัตว์นั้นพินาศ ๑.

อธิบายว่า ถึงจะเกิดความโกรธที่มีสัตว์อื่นเป็นที่ตั้งขึ้น กรรมบถก็ยังไม่ขาด ตลอดเวลาที่ผู้โกรธยังไม่คิดให้สัตว์นั้นพินาศว่า ไฉนหนอ สัตว์นี้จะพึงขาดสูญพินาศไป.

แก้มิจฉาทิฏฐิ

เจตนาชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ เพราะเห็นผิด โดยไม่มีการถือเอาตามความเป็นจริง. มิจฉาทิฏฐินั้นมีลักษณะเห็นผิด โดยนัยมีอาทิว่า ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล. มิจฉาทิฏฐินั้นชื่อว่ามีโทษน้อยและมีโทษมาก เหมือนสัมผัปปลาปะ. อีกอย่างหนึ่ง มิจฉาทิฏฐิที่ไม่แน่นอน (ยังไม่ดิ่ง) ชื่อว่ามีโทษน้อย. ที่แน่นอน (ดิ่ง) ชื่อว่ามีโทษมาก.

มิจฉาทิฏฐินั้นมีองค์ประกอบ ๒ ประการ คือ

การที่เรื่องผิดไปจากอาการที่ยึดถือ ๑

การปรากฏขึ้นแห่งเรื่องนั้น โดยไม่เป็นอย่างที่มิจฉาทิฏฐิกบุคคลยึดถือ ๑.

วินิจฉัยโดยอาการ ๕ อย่าง

อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ เหล่านี้ โดยอาการ ๕ อย่าง คือ

โดยธรรมะ (ธมฺมโต) ๑ โดยโกฏฐาสะ (โกฏฺฐาสโต) ๑ โดยอารมณ์ (อารมฺมณโต) ๑ โดยเวทนา (เวทนาโต) ๑ โดยเค้ามูล (มูลโต) ๑.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมโต มีเนื้อความว่า ความจริงในจำนวนกรรมบถ ๑๐ อย่างเหล่านี้ กรรมบถ ๗ ข้อตามลำดับ (กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔) เป็นเจตนาธรรมตรงตัว ส่วนกรรมบถ ๓ อย่างมีอภิชฌาเป็นต้น เป็นตัวประกอบเจตนา.

บทว่า โกฏฺฐาสโต ความว่า กรรมบถ ๗ ข้อตามลำดับ และมิจฉาทิฏฐิอีก ๑ รวมเป็น ๘ ข้อนี้เป็นกรรมบถอย่างเดียว ไม่เป็นมูล (รากเหง้าของอกุศล). ส่วนอภิชฌากับพยาบาท (๒ ข้อนี้) เป็นทั้งกรรมบถ เป็นทั้งมูล (รากเหง้าของอกุศล). อธิบายว่า เพราะเป็นรากเหง้า อภิชฌาจึงเป็นโลภอกุศลมูล พยาบาทเป็นโทสอกุศลมูล.

บทว่า อารมฺมณโต ความว่า ปาณาติบาตมีสังขารเป็นอารมณ์ เพราะมีชีวิตินทรีย์เป็นอารมณ์. อทินนาทานมีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง มีสังขารเป็นอารมณ์บ้าง. มิจฉาจารมีสังขารเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจแห่งโผฏฐัพพะ. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า มีสัตว์เป็นอารมณ์ก็มี. มุสาวาทมีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง มีสังขารเป็นอารมณ์บ้าง. ปิสุณาวาจาก็เหมือนกัน ผรุสวาจามีสัตว์เป็นอารมณ์อย่างเดียว สัมผัปปลาปะมีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง ด้วยอำนาจแห่งรูปที่ได้เห็นแล้ว เสียงที่ได้ยินแล้ว กลิ่น รส และโผฏฐัพพะที่ได้ทราบแล้ว และธรรมารมณ์ที่ได้รู้แล้ว อภิชฌาก็เหมือนกัน (แต่) พยาบาทมีสัตว์เป็นอารมณ์อย่างเดียว (ส่วน) มิจฉาทิฏฐิมีสังขารเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจแห่งธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓.

บทว่า เวทนาโต ความว่า ปาณาติบาตมีเวทนาเป็นทุกข์. เพราะว่า พระราชาทั้งหลายทรงเห็นโจรแล้ว ถึงจะทรงกระหยิ่มอยู่พลางรับสั่งว่า ไป เอามันไปสังหาร ดังนี้ก็จริง แต่ถึงกระนั้น เจตนาที่เป็นตัวการให้ตกลงปลงพระทัยของพระราชาเหล่านั้น เป็นเจตนาที่ประกอบด้วยทุกข์อยู่นั้น.

อทินนาทานมีเวทนา ๓. มิจฉาจารมีเวทนา ๒ ด้วยอำนาจแห่งสุขเวทนาและอุเบกขาเวทนา. แต่ไม่ใช่มีเวทนาเป็นอุเบกขา ในเพราะจิตเป็นตัวการให้ตกลงปลงใจ. มุสาวาทมีเวทนา ๓. ปิสุณาวาจาก็เหมือนกัน. ผรุสวาจามีเวทนาเป็นทุกข์อย่างเดียว. สัมผัปปลาปะมีเวทนา ๓. อภิชฌามีเวทนา ๒ ด้วยอำนาจแห่งสุขเวทนาและอุเบกขาเวทนา. มิจฉาทิฏฐิก็เหมือนกัน. (แต่) พยาบาทมีเวทนาเป็นทุกข์.

แก้อกุศลมูล

บทว่า มูลโต ความว่า ปาณาติบาตมีอกุศล ๒ อย่างเป็นมูลด้วยอำนาจแห่งโทสะและโมหะ.

อทินนาทาน (มีอกุศล ๒ อย่างเป็นมูล) ด้วยอำนาจแห่งโทสะและโมหะ หรือด้วยอำนาจแห่งโลภะและโมหะ. มิจฉาจาร (มีอกุศล ๒ อย่างเป็นมูล) ด้วยอำนาจแห่งโลภะและโมหะ. มุสาวาทด้วยอำนาจแห่งโทสะและโมหะหรือโลภะและโมหะ. ปิสุณาวาจาและสัมผัปปลาปะก็เหมือนกัน (กับมุสาวาท).

ผรุสวาจาด้วยอำนาจแห่งโทสะและโมหะ. อภิชฌามีอกุศลอย่างเดียวเป็นมูล ด้วยอำนาจแห่งโมหะ (น่าจะเป็นโลภะ -ผู้แปล-)

พยาบาทก็เหมือนกัน (กับอภิชฌา). (แต่) มิจฉาทิฏฐิมีอกุศล ๒ อย่างเป็นมูลด้วยอำนาจแห่งโลภะและโมหะ ดังนี้แล.

พึงทราบวินิจฉัย ในคำว่า โลโภ อกุสลมูลํ เป็นต้น (ดังต่อไปนี้)

อกุศลธรรมชื่อว่าโลภะ เพราะอยากได้. ชื่อว่าโทสะ เพราะประทุษร้าย. ชื่อว่าโมหะ เพราะหลง.

ในจำนวนอกุศลธรรมทั้ง ๓ อย่างเหล่านั้น โลภะชื่อว่าเป็นอกุศลมูล เพราะตัวมันเองเป็นทั้งอกุศล เพราะอรรถว่ามีโทษและมีทุกข์เป็นวิบาก เป็นทั้งรากเหง้าของอกุศลธรรมเหล่านี้มีปาณาติบาตเป็นต้น เพราะอรรถว่าเป็นสภาพแห่งสัมปยุตธรรมของอกุศลบางเหล่า และเพราะอรรถว่าเป็นอุปนิสสยปัจจัยของอกุศลธรรมบางอย่าง.

สมจริงตามคำที่ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า

ดูกรท่านผู้มีอายุ ผู้กำหนัดมากแล้ว ถูกราคะครอบงำแล้ว มีจิตถูกราคะรึงรัดแล้ว ย่อมฆ่าสัตว์มีชีวิตได้ ดังนี้เป็นต้น

แม้ในการที่โทสะและโมหะเป็นอกุศลมูล ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

แก้กุศลกรรมบถ

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ปาณาติปาตา เวรมณี กุสลํ (เจตนางดเว้นจากปาณาติบาตเป็นกุศล) เป็นต้นดังต่อไปนี้.

อกุศลกรรมบถทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้น มีอรรถาธิบายดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วนั้นแหละ.

เจตนาชื่อว่า เวรมณี เพราะย่ำยีเวร. อธิบายว่า ละเวรได้.

อีกอย่างหนึ่ง บุคคลเว้นจากเวรได้เพราะเจตนานี้เป็นเหตุ เพราะเหตุนั้น เจตนานั้นจึงชื่อว่า เวรมณี โดยเปลี่ยน วิ อักษร ให้เป็น เว อักษร ไป.

นี้เป็นการขยายความในคำว่า เวรมณี นี้ โดยพยัญชนะก่อน.

ส่วนการขยายความโดยอรรถ (ความหมาย) พึงทราบว่า วิรัติที่สัมปยุตด้วยกุศลจิต ชื่อว่าเวรมณี. วิรัติของผู้เว้นจากปาณาติบาตที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า การงดการเว้นจากปาณาติบาต ในสมัยนั้น ดังนี้ ชื่อว่าเป็นวิรัติที่สัมปยุตด้วยกุศลจิต.

แก้วิรัติ ๓

วิรัตินั้นแยกประเภทออกเป็น ๓ อย่าง คือ สัมปัตตวิรัติ ๑ สมาทานวิรัติ ๑ สมุจเฉทวิรัติ ๑. ในจำนวนวิรัติทั้ง ๓ นั้น วิรัติที่เกิดขึ้นแก่ผู้ไม่ได้สมาทานสิกขาบททั้งหลาย (มาก่อน) แต่ได้พิจารณาถึงชาติ วัยและการคงแก่เรียนเป็นต้นของตนแล้ว เห็นว่า ไม่เหมาะแก่เรา การทำอย่างนี้ แล้วไม่ล่วงเกินสิ่งที่เผชิญเข้า พึงทราบว่าเป็นสัมปัตตวิรัติ. เหมือนวิรัติของจักกนอุบาสกในสีหลทวีป.

นิทานประกอบสัมปัตตวิรัติ

ได้ทราบว่า ในเวลาเขายังหนุ่มอยู่นั้นแหละ มารดาของเขาเกิดโรคและหมอบอกว่า ควรจะได้เนื้อกระต่ายสดๆ (มาประกอบยา). ลำดับนั้น พี่ชายของจักกนะสั่งว่า ไปเถอะเจ้าจงไปนา แล้วส่งจักกนะไป. เขาก็ได้ไปที่นานั้น. และเวลานั้นมีกระต่ายตัวหนึ่งมาเล็มหญ้าอ่อนอยู่. มันเห็นเขาแล้วรีบวิ่งหนีไป แต่ไปข้องเถาวัลย์ จึงส่งเสียงร้อง แกร่ก แกร่ก (กริ กริ) ขึ้น. จักกนะตามเสียงนั้นไป จับกระต่ายไว้ได้ ตั้งใจว่าจะเอามาทำยาให้แม่ แต่ก็ฉุดคิดขึ้นมาว่าไม่เป็นการสมควรสำหรับเขาที่จะทำลายชีวิตสัตว์อื่นแลกชีวิตแม่ของเรา. จึงพูดว่า ไปเถิดเจ้าไปกินหญ้ากินน้ำร่วมกับกระต่ายทั้งหลายในป่าเถิดแล้วปล่อยมันไป และเมื่อกลับถึงบ้าน เขาถูกพี่ชายถามว่า เป็นอย่างไรน้อง ได้กระต่ายไหม? จึงได้บอกความเป็นไปนั้นให้ทราบ. บัดนั้น พี่ชายก็ได้บริภาษเขา. เขาเข้าไปหาแม่แล้ว ได้ยืนตั้งสัตยาธิษฐานว่า ข้าพเจ้าตั้งแต่เกิดมาจำความได้ไม่เคยจงใจฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลย. ทันใดนั้น แม่ของเขาได้หายจากโรค.

แต่วิรัติที่เกิดขึ้นแก่ผู้สมาทานสิกขาบทมาแล้ว ถึงจะสละชีพของตน ในเวลาสมาทานสิกขาบทและเวลาถัดจากนั้นไป ก็ไม่ล่วงเกินวัตถุ พึงทราบว่าเป็นสมาทานวิรัติ เหมือนวิรัติของอุบาสกชาวเขาอุตรวัฑฒมานะ.

นิทานประกอบสมาทานวิรัติ

ได้ทราบว่า อุบาสกนั้นรับสิกขาบทในสำนักของท่านปิงคลพุทธรักขิตเถระชาวอัมพริยวิหารแล้วไปไถนา. ต่อมา โคของเขาหายไป. เขาเมื่อตามหามัน ได้ขึ้นภูเขาอุตรวัฑฒมานะ.

งูใหญ่ได้รัดเขาอยู่บนภูเขานั้น. เขาคิดว่า จะเอามีดที่คมนี้ตัดหัวมัน แต่ก็ยังคิดอีกว่า การที่สมาทานสิกขาบทในสำนักของครูผู้น่านับถือแล้ว ทำลายเสียไม่สมควรเลย. ครั้นคิดอย่างนี้ถึง ๓ ครั้งแล้วก็ตัดสินใจว่า เราจะสละชีวิต ไม่ยอมสละสิกขาบท (ศีล) แล้ว ได้ขว้างมีดโต้เล่มที่แบกมาอยู่บนบ่าเข้าป่าไป. ทันใดนั้น งูใหญ่ก็ได้คลายตัวออกแล้วเลื้อยไป.

แก้สมุจเฉทวิรัติและกุศลกรรมบถ

ส่วนวิรัติที่สัมปยุตด้วยอริยมรรคพึงทราบว่า เป็นสมุจเฉทวิรัติ ซึ่งจำเดิมแต่เกิดแล้ว พระอริยบุคคลทั้งหลายไม่เคยแม้แต่จะเกิดความคิดว่า เราจักฆ่าสัตว์มีชีวิต ดังนี้. แต่วิรัตินี้นั้น ท่านเรียกว่ากุศล เพราะเป็นไปแล้วด้วยความฉลาด.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่ากุศล เพราะตัดซึ่งความทุศีล ที่ได้โวหารว่า กุศะ เพราะเป็นที่หมักหมมความชั่วร้ายบ้างแต่ไม่ได้ เรียกว่ากุศล เพราะไม่เหมาะสมกับปัญหานี้ว่า กุศลเป็นอย่างไร? (ปาฐะว่า กุจฺฉิตสฺส สลนโต วา กุสลนฺติ.. ฉบับพม่าเป็น กุจฺฉิตสยนโต วา กุสนฺติ.. จึงได้แปลตามฉบับพม่า เพราะเห็นว่าได้ความดีกว่า).

วินิจฉัยโดยอาการ ๕ อย่าง

อนึ่ง กุศลกรรมบถแม้เหล่านี้ ก็ควรทราบวินิจฉัยโดยอาการ ๕ อย่าง

คือ โดยธรรม (ธมฺมโต) ๑ โดยโกฏฐาส (โกฏฺฐาสโต) ๑ โดยอารมณ์ (อารมฺมณโต) ๑ โดยเวทนา (เวทนาโต) ๑ โดยเค้ามูล (มูลโต) ๑ เหมือนกับอกุศลกรรมบถทั้งหลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมโต ความว่า ในจำนวนกุศลกรรมบถแม้เหล่านี้ กรรมบถ ๗ ประการตามลำดับเป็นตัวเจตนา ก็ถูกแต่วิรัติทั้ง ๓ ตอนสุดท้าย (มโนกรรม ๓) เป็นธรรมสัมปยุตด้วยเจตนา.

บทว่า โกฏฺฐาสโต ความว่า กุศลธรรม ๗ ประการตามลำดับเป็นกรรมบถอย่างเดียวไม่เป็นรากเหง้า (กุศล). (แต่) กุศลธรรม ๓ ประการตอนท้ายเป็นทั้งกรรมบถ เป็นทั้งรากเหง้า (กุศล).

อธิบายว่า อนภิชฌาถึงกรรมบถแล้ว จึงชื่อว่าเป็นอโลภะกุศลมูล. แต่อัพยาบาท ชื่อว่าเป็นอโทสะกุศลมูล. ส่วนสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่าเป็นอโมหะกุศลมูล.

บทว่า อารมฺมณโต ความว่า อารมณ์ทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้นนั่นแหละเป็นอารมณ์ของเวรมณี (เจตนางดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น) เหล่านั้น เพราะว่า เวรมณีจะมีได้ก็โดยได้เผชิญกับวัตถุที่จะต้องก้าวล่วงเท่านั้น อุปมาเสมือนหนึ่งว่า อริยมรรค (ต้อง) มีนิพพานเป็นอารมณ์ จึงจะละกิเลสได้ฉันใด กรรมบถเหล่านี้ก็พึงทราบว่า เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน (ต้อง) มีชีวิตินทรีย์เป็นต้นเป็นอารมณ์ จึงจะละทุศีลมีปาณาติบาตเป็นต้นได้.

บทว่า เวทนาโต ความว่า กุศลกรรมบถทั้งหมดเป็นสุขเวทนาบ้าง เป็นอุเบกขาเวทนาบ้าง เพราะว่าถึงกุศลแล้ว จะไม่มีทุกขเวทนา (กรรมบถฝ่ายกุศลไม่มีให้ผลเป็นทุกข์).

บทว่า มูลโต ความว่า กรรมบถ ๗ จะมีมูล ๓ ตามอำนาจของอโลภะ อโทสะและอโมหะ สำหรับผู้งดเว้นด้วยจิตสัมปยุตด้วยญาณ แต่มีมูล ๒ สำหรับผู้งดเว้นด้วยจิตที่ปราศจากญาณ. อนภิชฌามีมูล ๒ สำหรับผู้งดเว้นด้วยจิตสัมปยุตด้วยญาณ มีมูลเดียวสำหรับผู้งดเว้นด้วยจิตที่ปราศจากญาณ แต่อโลภะ ตัวมันเองจะเป็นรากเหง้าของตนไม่ได้. แม้ในอัพยาบาทก็ทำนองเดียวกันนี้แหละ.

สัมมาทิฏฐิมีมูล ๒ เหมือนกันตามอำนาจของอโลภะและอโทสะ ดังนี้.

กุศลธรรมชื่อว่า อโลภะ ในคำว่า อโลโภ กุสลมูลํ เป็นต้น เพราะไม่โลภ.

คำว่า อโลโภ นี้ เป็นชื่อของธรรมที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับโลภะ. ถึงในอโทสะและอโมหะ ก็ทำนองเดียวกันนี้แหละ.

ในจำนวนกุศลมูลทั้ง ๓ อย่างนั้น อโลภะชื่อว่าเป็นกุศลมูล เพราะตัวเองก็เป็นกุศล และชื่อว่าเป็นมูลของกุศลธรรมทั้งหลาย มีการงดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้นเหล่านี้ด้วย เพราะอรรถว่าเป็นสภาพแห่งสัมปยุตธรรมของกุศลลางเหล่า และเพราะอรรถว่าเป็นอุปนิสสยปัจจัยของกุศลธรรมบางเหล่า. ในความที่อโทสะและอโมหะเป็นกุศลมูล ก็นัยเดียวกันนี้แหละ.

อริยสัจในกรรมบถ

บัดนี้ ท่านพระสารีบุตร เมื่อจะย้ำเนื้อความนั้นทั้งหมด ที่ท่านได้แสดงไว้แล้วทั้งโดยย่อและโดยพิสดาร จึงได้กล่าวอัปปนาวาระไว้มีอาทิว่า ยโต โข อาวุโส ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ อกุสลํ ปชานาติ ความว่า รู้ชัดอกุศลด้วยสามารถแห่งอกุศลกรรมบถ ๑๐ ตามที่ได้แสดงไว้แล้วอย่างนี้. ถึงในบทมีอาทิว่า เอวํ อกุสลมูลํ ก็นัยเดียวกันนี้แหละ.

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ คือด้วยนัยอย่างเดียวกัน เป็นอันท่านพระสารีบุตรได้กล่าวถึงกรรมฐานเป็นเหตุนำสัตว์ออกไป (จากภพ) จนถึงพระอรหัต สำหรับผู้บำเพ็ญกรรมฐาน มีจตุราริยสัจเป็นอารมณ์.

กล่าวไว้อย่างไร?

กล่าวไว้ว่า ความจริง อกุศลกรรมบถ ๑๐ และกุศลกรรมบถ ๑๐ เว้นอภิชฌา (ท่านกล่าวว่า) เป็นทุกขสัจในกรรมบถวาระนี้.

ส่วนธรรมทั้ง ๒ อย่างเหล่านี้ คือ อภิชฌา ๑ โลภะที่เป็นอกุศลมูล ๑ (ท่านกล่าวว่า) เป็นสมุทัยสัจโดยตรง. แต่กรรมบถทั้งหมด (ท่านกล่าวว่า) เป็นทุกขสัจโดยอ้อม. กุศลมูลและอกุศลมูลทั้งหมด (ท่านกล่าวว่า) เป็นสมุทัยสัจ. ความไม่เป็นไปแห่งกุศลมูลและอกุศลมูลทั้ง ๒ (ท่านกล่าวว่า) เป็นนิโรธสัจ. เมื่อกำหนดรู้ทุกข์ เมื่อละสมุทัย เมื่อรู้แจ้งนิโรธ อริยมรรค (ท่านกล่าวว่า) เป็นมรรคสัจ. สัจจะทั้ง ๒ ท่านได้กล่าวไว้แล้วโดยสรุปดังที่พรรณนามานี้.

ส่วนสัจจะ ๒ อย่าง (นิโรธ มรรค) พึงทราบด้วยสามารถแห่งการไม่หมุนกลับ.

บทว่า โส สพฺพโส ราคานุสยํ ปหาย (เธอละราคานุสัยได้โดยประการทั้งปวง) ความว่า เธอรู้ชัดอกุศลเป็นต้นอยู่อย่างนี้ จะละราคานุสัยได้โดยอาการทุกอย่าง.

บทว่า ปฏิฆานุสยํ ปฏิวิโนเทตฺวา (บรรเทาปฏิฆานุสัย) มีคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า นำปฏิฆานุสัยออกได้โดยประการทั้งปวงทีเดียว ด้วยคำเพียงเท่านี้ พระเถระได้กล่าวถึงอนาคามิมรรค.

บทว่า อสฺมีติ ทิฏฺฐิมานานุสยํ สมูหนิตฺวา (ถอนทิฏฐิมานานุสัยว่า เรามี ออกไป) ความว่า เพิกถอนทิฏฐิมานานุสัยที่เป็นไปโดยอาการถือรวมกันนี้ว่า เรามี โดยกระทำธรรมะบางประการในขันธ์ ๕ ไม่ให้ตกต่ำ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐิมานานุสยํ ท่านอธิบายไว้ว่า ได้แก่มานานุสัยที่เช่นกับทิฏฐิ. เพราะว่ามานานุสัยนี้เป็นเช่นเดียวกับทิฏฐิ เพราะมีลักษณะเป็นไปแล้วว่า เรามี เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้อย่างนี้.

อนึ่ง ผู้ประสงค์จะเข้าใจอัสมิมานะนี้โดยพิสดาร ควรตรวจดูเขมกสูตร ในขันธกวรรคเทอญ.

บทว่า อวิชฺชํ ปหาย ความว่า ละอวิชชาที่เป็นรากเหง้าของวัฏฏะ.

บทว่า วิชฺชํ อุปฺปาเทตฺวา ความว่า ให้วิชชาคืออรหัตตมรรคซึ่งห้ำหั่นอวิชชานั้นเกิดขึ้น. ด้วยคำเพียงเท่านี้ ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวถึงอรหัตตมรรค.

ข้อว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหติ (เป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันนี้ทีเดียว) ความว่า เป็นผู้กระทำการตัดขาดวัฏฏทุกข์ในอัตภาพนี้ทีเดียว.

ท่านพระสารีบุตรยังเทศนาให้จบลงด้วยคำว่า เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส อธิบายว่า แม้ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอดด้วยมนสิการดังที่กล่าวแล้วในการแสดงกรรมบถนี้. คำที่ยังเหลือมีนัยดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นแหละ.

ท่านพระสารีบุตรเถระได้จบเทศนาลงด้วยอนาคามิมรรค และอรหัตตมรรคดังที่ได้พรรณนามานี้แล. จบกถาว่าด้วยกรรมบถ

พระภิกษุชื่นชมภาษิตของพระสารีบุตร

[๑๑๒] ในคำว่า สาธาวุโส โข ฯลฯ อาคโต อิมํ สทฺธมฺมํ มีคำอธิบายไว้ว่า ภิกษุเหล่านั้น ครั้นได้ฟังเทศนาว่าด้วยสัจจะทั้ง ๔ ของท่านพระสารีบุตร โดยมุขคือกุศลและอกุศลอย่างนี้แล้ว จึงพากันชมเชยภาษิตของท่านพระสารีบุตร ด้วยถ้อยคำนี้ว่า ดีแล้วครับใต้เท้า และอนุโมทนาด้วยจิตที่เป็นสมุฏฐานของถ้อยคำนี้นั้นเอง รับเอาด้วยวาจา เอิบอิ่มด้วยใจทีเดียว.

บัดนี้ เพราะเหตุที่พระเถระเป็นผู้สามารถที่จะแสดงธรรมเทศนาว่า ด้วยจตุราริยสัจได้ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระสารีบุตรสามารถจะบอกจะแสดงอริยสัจ ๔ ได้โดยพิสดาร. หรือเพราะเหตุที่ท่านพระสารีบุตรต้องการจะแสดงธรรมให้สูงยิ่งขึ้นไปอยู่แล้ว จึงได้กล่าวว่า เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส (เพียงเท่านี้เท่านั้นแลคุณ) เพราะเหตุนั้น ภิกษุทั้งหลายนั้นผู้ประสงค์จะฟังสัจจเทศนาโดยนัยแม้อย่างอื่น จึงได้ถามปัญหาสูงขึ้นไปกะท่านพระสารีบุตร. ภิกษุเหล่านั้นจึงได้ถามปัญหาอื่นที่สูงขึ้นไป โดยนัยนี้ว่า ใต้เท้าขอรับ ยังมีอยู่อีกหรือ บรรยายแม้อย่างอื่นคือเหตุแม้อย่างอื่นที่เหนือกว่าปัญหาที่ใต้เท้าได้ถามเองตอบเองมาแล้ว.

อีกอย่างหนึ่ง มีคำอธิบายไว้ว่า ภิกษุเหล่านั้นได้พากันถามปัญหาในส่วนที่เหนือปัญหาก่อนขึ้นไป. อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า ภิกษุทั้งหลายได้ถามปัญหาข้อแรกให้สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง.

ถัดนั้น พระเถระเมื่อจะพยากรณ์ปัญหาให้ภิกษุเหล่านั้นฟัง จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า สิยา อาวุโส (ยังมีอยู่คุณ) ดังนี้.

กถาพรรณนาอาหารวาระ

ภูต-สัมภเวสี

[๑๑๓] ในจำนวนบทเหล่านั้น คำขยายต่อไปนี้จะเป็นคำขยายความเฉพาะบทที่ยาก.

คำว่า อาหาร ได้แก่ ปัจจัย. เพราะปัจจัยนำผลมาให้ตน ฉะนั้น ปัจจัยจึงเรียกว่าอาหาร.

เหล่าสัตว์ที่ถือกำเนิดเกิดแล้ว ชื่อว่าภูต ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า ภูตานํ วา สตฺตานํ.

เหล่าสัตว์ที่เสาะหา คือแสวงหาการสมภพคือการเกิด ได้แก่การบังเกิดขึ้น ชื่อว่าสัมภเวสี.

บรรดากำเนิดทั้ง ๔ ชนิดเหล่านั้น เหล่าสัตว์ที่เกิดในฟองและที่เกิดในหยดน้ำ ตราบใดที่ยังไม่ทำลายกระเปาะฟองและรังมดลูก (ออกมา) ตราบนั้นก็ยังชื่อว่าสัมภเวสี ต่อเมื่อทำลายกระเปาะฟองและรังมดลูก ออกมาภายนอกแล้ว จึงชื่อว่าภูต.

ส่วนสัตว์ที่เกิดแต่เถ้าไคลและผุดเกิด ในขณะแห่งจิตดวงแรก ชื่อว่าสัมภเวสี. ตั้งแต่ขณะแห่งจิตดวงที่ ๒ ไป ชื่อว่าภูต.

อีกอย่างหนึ่ง สัตว์ทั้งหลายจะเกิดโดยอิริยาบถใดก็ตาม ตราบใดยังไม่เปลี่ยนอิริยาบถเป็นอย่างอื่นจากอิริยาบถนั้น ตราบนั้นชื่อว่าสัมภเวสี ต่อจากอิริยาบถนั้นไปจึงชื่อว่าภูต.

อีกอย่างหนึ่ง เหล่าสัตว์ที่เกิดแล้ว คือเกิดขึ้นแล้ว (สำเร็จแล้ว) ชื่อว่าภูต. พระขีณาสพเหล่าใดผู้เป็นพระอริยเจ้าแล้วนั่นแหละ นับว่าจักไม่เกิดอีก. คำว่า ภูต นี้เป็นชื่อของพระขีณาสพเหล่านั้น.

สัตว์เหล่าใดกำลังแสวงหาการเกิด สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าสัมภเวสี. คำว่า สัมภเวสี นี้เป็นชื่อของพระเสขะและปุถุชนผู้กำลังแสวงหาการเกิดต่อไป เพราะยังละสังโยชน์ในภพไม่ได้.

เมื่อเป็นเช่นนี้ ด้วย ๒ บทนี้ แม้ในที่ทุกแห่ง (เนื้อความ) จึงคลุมถึงสัตว์ทุกชนิด. และ วา ศัพท์ในคำว่า ภูตานํ วา สตฺตานํ นี้เป็นสัมปิณฑนัตถะ (มีเนื้อความรวม ไม่ใช่เป็นวิกัปปัตถะ). เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบ (ว่าเท่ากับ) เนื้อความนี้ว่า ภูตานํ จ สมฺภเวสีนญฺจ (ทั้งภูตทั้งสัมภเวสี).

บทว่า ฐิติยา ได้แก่ เพื่อดำรงอยู่.

บทว่า อนุคฺคหาย ได้แก่ เพื่ออนุเคราะห์ คือเพื่ออุปการะ.

ทั้ง ๒ บท คือ ภูตานํ วา สมฺภเวสีนํ นั้นมีความแตกต่างกัน เพียงคำพูดเท่านั้น แต่ความหมายของทั้ง ๒ บทนั้นเป็นอย่างเดียวกันทีเดียว.

บทว่า ฐิติยา (เพื่อดำรงอยู่) คือ เพื่อไม่ให้ธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นๆ ขาดตอนไป โดยไม่สามารถติดต่อกันได้.

บทว่า อนุคฺคหาย เพื่ออนุเคราะห์ ได้แก่เพื่อให้ธรรมที่ยังไม่เกิดได้เกิดขึ้น.

และทั้ง ๒ บทนี้ ควรใช้ในข้อความทั้งคู่อย่างนี้ว่า เพื่อการดำรงอยู่และเพื่ออนุเคราะห์ภูตทั้งหลายด้วย เพื่อการดำรงอยู่และเพื่ออนุเคราะห์สัมภเวสีทั้งหลายด้วย.

กวฬิงการาหาร

อาหารที่จะต้องทำให้เป็นคำๆ ไปแล้วกลืนกิน ชื่อว่ากวฬิงการาหาร. คำว่า กวฬิงการาหาร นี้เป็นชื่อของโอชะที่มีข้าวสุกและขนมสด (กุมมาส) เป็นต้น เป็นที่ตั้ง.

สองบทว่า โอฬาริโก วา สุขุโม วา ความว่า (อาหาร) ชื่อว่าโอฬาร เพราะเป็นสิ่งที่หยาบโดยวัตถุ. ชื่อว่าสุขุม เพราะเป็นสิ่งที่ละเอียดโดยวัตถุ.

แต่โดยสภาวะ กวฬิงการาหาร ชื่อว่าเป็นของละเอียดทีเดียว เพราะเป็นของนับเนื่องในสุขุมรูป. ถึงแม้ว่าการที่อาหารนั้นจะเป็นของหยาบและเป็นของละเอียดโดยวัตถุ ก็ต้องรู้ได้เพราะอุปาทายรูป.

ความจริง อาหารของนกยูงที่ชื่อว่าเป็นของละเอียด เพราะเปรียบเทียบกับอาหารจระเข้. ได้ทราบว่า พวกจระเข้ฮุบก้อนหินเข้าไป และก้อนหินเหล่านั้นพอตกถึงท้องของจระเข้เท่านั้นก็ย่อมหมด (ละลายไป). พวกนกยูงจิกกินสัตว์มีชีวิต เช่นงูและแมงป่องเป็นต้น. แต่อาหารของพวกหมาใน ชื่อว่าเป็นของละเอียด เพราะเปรียบเทียบกับอาหารของนกยูง.

ได้ทราบว่า หมาในเหล่านั้นแทะเขาและกระดูก (สัตว์) ที่ทิ้งไว้ตั้ง ๓ ปีได้ ก็เขาและกระดูกสัตว์เหล่านั้นพอแต่เปียกน้ำลายของมันเท่านั้น ก็ยุ่ยเหมือนกันกับเหง้ามัน.

อาหารของพวกช้าง ชื่อว่าเป็นของละเอียด เพราะเปรียบเทียบอาหารของหมาใน พวกมันกินกิ่งไม้นานาชนิด. อาหารของสัตว์ทั้งหลายเช่นโคลาน ระมาดและมฤคเป็นต้น ชื่อว่าเป็นของละเอียดกว่าอาหารช้าง.

ได้ทราบว่า พวกมันพากันกินใบไม้นานาชนิดเป็นต้นที่ไม่แข็ง (ไม่มีแก่น).

อาหารของพวกโค ชื่อว่าเป็นอาหารละเอียดกว่าอาหารของโคลานเป็นต้นเหล่านั้น. พวกมันกินหญ้าสดและหญ้าแห้งกัน. อาหารของกระต่ายเป็นอาหารละเอียดกว่าอาหารโคเหล่านั้น. อาหารของพวกนกละเอียดกว่าอาหารของพวกกระต่าย. อาหารของชาวชายแดนละเอียดกว่าอาหารของพวกนก. อาหารของนายอำเภอ (เจ้าเมือง) ละเอียดกว่าอาหารของชาวชายแดน. อาหารของพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาละเอียดกว่าอาหารของนายอำเภอ (เจ้าเมือง). พระกระยาหารของพระเจ้าจักรพรรดิละเอียดกว่าอาหารของคนแม้เหล่านั้น. อาหารของเหล่าภุมมเทวดาละเอียดกว่าพระกระยาหารของพระเจ้าจักรพรรดิ. อาหารของเหล่าเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาละเอียดกว่าอาหารของเหล่าภุมมเทวดา. อาหาร (ของเหล่าเทวดาชั้นต่างๆ) ก็ควรขยายให้พิสดารอย่างนี้ไปจนถึงเหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี. อาหารของเทวดาชั้นเหล่านั้นตกลงว่าเป็นอาหารละเอียดทั้งนั้น.

อนึ่ง ในวัตถุหยาบนี้ โอชาก็น้อย มีพลังต่ำ. ในวัตถุละเอียด โอชามีพลังสูง.

จริงอย่างนั้น ผู้ดื่มข้าวยาคูตั้งเต็มบาตร ครู่เดียวเท่านั้นก็หิว อยากจะเคี้ยวกินของสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่นั่นเอง.

____________________________

เปยยาลเล็กวางไว้หลัง โหติ เข้าใจว่า ผิดที่ ควรจะอยู่หลัง ขาทิตุกาโม จึงแปลเช่นนั้น.

ส่วนผู้ดื่มเนยใส แม้เพียงฟายมือเดียว ก็ไม่อยากกิน (ไม่หิว) ตลอดทั้งวัน.

ในจำนวนวัตถุและโอชา ๒ อย่างนั้น วัตถุบรรเทาความกระวนกระวาย (หิว) ได้ แต่ไม่อาจจะรักษา (ชีวิต) ไว้ได้. (ส่วน) โอชารักษาชีวิตไว้ได้ แต่ไม่อาจบรรเทาความกระวนกระวาย (หิว) ได้. แต่ทั้ง ๒ อย่างนั้นรวมกันเข้าแล้ว บรรเทาความกระวนกระวาย (หิว) ได้ด้วยรักษา (ชีวิต) ได้ด้วย ดังนี้แล.

ผัสสาหาร-มโนสัญเจตนาหาร-วิญญาณาหาร

บทว่า ผสฺโส ทุติโย ความว่า ผัสสะทั้ง ๖ อย่างมีจักขุสัมผัสเป็นต้น พึงทราบว่า เป็นอาหารอย่างที่ ๒ ในจำนวนอาหาร ๔ อย่างนั้น.

ก็นัยนี้เป็นนัยแห่งเทศนาเท่านั้น เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุชื่อนี้จึงไม่ควรแสวงหาคำนี้ว่า อาหารที่ ๒ และที่ ๓ ในอาหารวาระนี้.

เจตนานั้นเอง ท่านเรียกว่า มโนสัญเจตนา.

จิตดวงใดดวงหนึ่ง ชื่อว่า วิญญาณ.

ในเรื่องนี้ ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวไว้ว่า ถ้ามีคำถามว่า สัตว์ดำรง (ชีพ) อยู่ได้เพราะปัจจัย ดำรงชีพอยู่ได้เพราะอาหาร เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉน เมื่อปัจจัยของสัตว์ทั้งหลายแม้อย่างอื่นมีอยู่ พระองค์จึงตรัสอาหารไว้ ๔ อย่างเหล่านี้เท่านั้น.

____________________________

เปยยาลเล็กในปาฐะวางไว้หลัง วจฺจเต เข้าใจว่าคงวางผิด จึงได้แปลตามที่เข้าใจ.

ข้าพเจ้าจะกล่าวตอบว่า พระองค์ตรัสไว้ เพราะเป็นปัจจัยพิเศษแห่งสันตติที่เป็นภายใน.

อธิบายว่า กวฬิงการาหารเป็นปัจจัยพิเศษของรูปกายของสัตว์ทั้งหลายผู้มีกวฬิงการาหารเป็นภักษา ผัสสาหารเป็นปัจจัยพิเศษของเวทนาในหมวดนาม มโนสัญเจตนาหารเป็นปัจจัยพิเศษของวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยพิเศษของนามรูป.

ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ร่างกายนี้อาศัยอาหารจึงดำรง (ชีพ) อยู่ได้ ไม่มีอาหาร ดำรง (ชีพ) อยู่ไม่ได้ ฉันใด. เหมือนอย่างเวทนาเกิดมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย วิญญาณเกิดมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย นามรูปเกิดมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย.

ถามว่า ก็ในอาหารวาระนี้ อาหารอะไร นำอะไรมาให้?

ตอบว่า กวฬิงการาหารนำรูปมีโอชะเป็นที่ ๘ มาให้ (อวินิพโภครูป ๘) ผัสสาหารนำเวทนา ๓ มาให้ มโนสัญเจตนาหารนำภพทั้ง ๓ มาให้ วิญญาณาหารนำนามรูปในปฏิสนธิมาให้.

นำมาให้อย่างไร?

(นำมาให้อย่างนี้) คือก่อนอื่น กวฬิงการาหารเพียงแต่วางไว้ในปากเท่านั้น ก็ก่อตั้งรูปทั้ง ๘ ขึ้น (สร้างรูปทั้ง ๘ ขึ้น). ส่วนคำข้าวแต่ละคำที่ฟันเคี้ยวให้ละเอียดกลืนลงไป จะก่อตั้งรูปขึ้นคำละ ๘ รูปทั้งนั้น. กวฬิงการาหารนำรูปมีโอชะเป็นที่ ๘ มาให้อย่างนี้. ส่วนผัสสาหาร คือผัสสะที่จะให้เกิดสุขเวทนา เมื่อเกิดขึ้นจะนำสุขเวทนามาให้. ผัสสะที่จะให้เกิดทุกขเวทนาก็เช่นนั้น คือจะนำทุกข์มาให้ ที่จะให้เกิดอทุกขมสุขเวทนาก็จะนำอทุกขมสุขมาให้. ผัสสาหารจะนำเวทนาทั้ง ๓ มาให้โดยประการทั้งปวง ดังที่พรรณนามานี้.

มโนสัญเจตนาหาร คือกรรมที่จะให้เข้าถึงกามภพ จะนำกามภพมาให้. ที่จะให้เข้าถึงรูปภพและอรูปภพ ก็จะนำรูปภพและอรูปภพมาให้. มโนสัญเจตนาหารจะนำภพทั้ง ๓ มาให้อย่างนี้ แม้โดยประการทั้งปวง.

แต่วิญญาณาหาร ท่านกล่าวว่าจะนำขันธ์ทั้ง ๓ ที่สัมปยุตด้วยวิญญาณนั้น และรูป ๓๐ อย่างที่เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสันตติ ๓ มาให้โดยนัยแห่งปัจจัยมีสหชาตปัจจัยเป็นต้นในปฏิสนธิขณะ. วิญญาณาหารนำนามรูปในปฏิสนธิขณะมาให้อย่างนี้ ดังนี้.

อนึ่ง ในอาหารวาระนี้ กุศลเจตนาและอกุศลเจตนาที่ยังมีอาสวะอยู่นั้นแหละ ท่านกล่าวไว้ว่า มโนสัญเจตนาหารจะนำภพทั้ง ๓ มาให้. ปฏิสนธิวิญญาณนั้นเอง ท่านกล่าวไว้ว่า วิญญาณจะนำนามรูปในปฏิสนธิขณะมาให้. แต่อาหาร ๓ อย่างเหล่านี้ พึงทราบว่าเป็นอาหารโดยไม่แปลกกัน เพราะนำมาซึ่งธรรมที่สัมปยุตกับด้วยวิญญาณนั้น และธรรมที่เป็นสมุฏฐานแห่งวิญญาณนั้น.

ในจำนวนอาหาร ๔ อย่างนั้น กวฬิงการาหาร เมื่อค้ำชู (ชีวิต) ไว้ย่อมให้สำเร็จกิจคือการนำ (รูป) มา. ผัสสะ เมื่อถูกต้องอยู่นั้นแหละ (ย่อมให้สำเร็จกิจคือการนำเวทนามา). มโนสัญเจตนา เมื่อประมวลมาอยู่นั่นแหละ (ย่อมให้สำเร็จกิจคือการนำภพมา). วิญญาณ เมื่อรู้อยู่นั้นแหละ (ย่อมให้สำเร็จกิจคือการนำนามรูปในปฏิสนธิขณะมา).

อย่างไร?

(อย่างนี้คือ) ความจริง กวฬิงการาหาร เมื่อค้ำชู (ชีวิต) อยู่นั้นเอง จะมีการดำรงสัตว์ทั้งหลายไว้ โดยการดำรงกายไว้ เพราะว่า ร่างกายนี้ถึงกรรมจะแต่งให้เกิด กวฬิงการาหารก็ค้ำชูไว้ จึงดำรงอยู่ได้จนถึงกำหนดอายุ ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง เหมือนทารกที่มารดาให้เกิดแล้ว แม่นมให้ดื่มนมเป็นต้นเลี้ยงดูอยู่ จึงดำรงอยู่ได้นานแล. เหมือนเรือนที่ใช้ไม้ค้ำค้ำไว้.

สมจริงตามพระพุทธพจน์ว่า

ขอถวายพระพรมหาบพิตร เมื่อเรือนจะล้ม คนทั้งหลายจะเอาไม้อื่นมาค้ำไว้ เรือนนั้นที่ถูกไม้อื่นค้ำไว้ ทรงตัวอยู่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เรือนนั้นจะไม่ล้มฉันใด ขอถวายพระพรมหาบพิตรพระราชสมภารเจ้า ร่างกายนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันนั่นแล ดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร อาศัยอาหารจึงดำรงอยู่ได้.

กวฬิงการาหาร เมื่อค้ำจุนร่างกายอยู่อย่างนี้ ย่อมชื่อว่าให้สำเร็จหน้าที่ของอาหาร (การนำรูปมา) และแม้เมื่อให้สำเร็จอาหารกิจอยู่อย่างนี้ กวฬิงการาหารก็ชื่อว่าเป็นปัจจัยของรูปสันตติ ๒ อย่างคือ เป็นปัจจัยของรูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานด้วย รูปที่ตัณหาและทิฏฐิถือเอาแล้วด้วย. กวฬิงการาหารเป็นสิ่งที่ตามรักษากัมมชรูป (รูปเกิดแต่กรรม) และเป็นผู้ให้กำเนิดแก่รูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานดำรงอยู่ได้.

____________________________

เปยยาลเล็กวางไว้หลัง โหติ เข้าใจว่าเป็นหลัง จ ซึ่งใช้ควบพากย์ จึงแปลตามที่เข้าใจ.

ส่วนผัสสะ เมื่อถูกต้องอารมณ์ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความสุขเป็นต้นอยู่นั้นแหละ ชื่อว่ามีอยู่เพื่อการดำรงอยู่แห่งสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการหมุนเวียนไปแห่งสุขเวทนาเป็นต้น.

มโนสัญเจตนา เมื่อประมวลไว้ด้วยสามารถแห่งกุศลกรรมและอกุศลกรรมอยู่นั้นแหละ ชื่อว่ามีอยู่เพื่อการดำรงอยู่แห่งสัตว์ทั้งหลาย โดยการยังรากเหง้าของภพให้สำเร็จ.

วิญญาณ เมื่อรู้อยู่นั้นแหละ ชื่อว่ามีอยู่เพื่อการดำรงอยู่แห่งสัตว์ทั้งหลาย โดยการเป็นไปแห่งนามรูป.

ภัยในอาหาร ๔

ในอาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ ที่ให้สำเร็จอาหารกิจอยู่ ด้วยสามารถแห่งการอุปถัมภ์เป็นต้น ควรเห็นภัย ๔ ประการอย่างนี้ คือ ในกวฬิงการาหาร ได้แก่ ภัยคือความใคร่ (อยาก). ในผัสสาหาร ได้แก่ ภัยคือการข้องแวะ (ติด) นั้นเอง. ในมโนสัญเจตนาหาร ได้แก่ ภัยคือการประมวลมา (สั่งสม) นั้นแหละ. ในวิญญาณาหาร ได้แก่ ภัยคือการตกลงจำเพาะ (การถือกำเนิด) ทีเดียว.

เพราะเหตุไร?

เพราะว่า สัตว์ทั้งหลายสร้างภัย คือความใคร่ในกวฬิงการาหาร มุ่งหน้าต่อความหนาวเป็นต้น ทำงานมีการนับด้วยหัวแม่มือเป็นต้นเพื่อต้องการอาหาร ย่อมเข้าถึงทุกข์มิใช่น้อย. และคนบางจำพวกถึงจะบวชในพระศาสนานี้ ก็แสวงหาอาหารโดยการแสวงหาที่ไม่สมควรมีเวชชกรรมเป็นต้น จะเป็นผู้ถูกครหาในปัจจุบันนี้. ถึงในสัมปรายภพก็จะเป็นสมณเปรตโดยนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในลักษณะสังยุตมีอาทิว่า แม้สังฆาฏิของเธอถูกไฟไหม้ลุกโชนแล้ว และความใคร่ในกวฬิงการาหารนั้นเอง

พึงทราบว่าเป็นภัย เพราะเหตุนี้ก่อน.

ชนทั้งหลายผู้มีอัสสาทะในผัสสะ แม้เมื่อเผชิญผัสสะ ก็จะเบียดเบียนสิ่งของทั้งหลายมีเมียเป็นต้นของคนอื่นที่เขารักษาคุ้มครองไว้. เจ้าของสิ่งของจะจับเขาพร้อมด้วยสิ่งของ ฟันให้แหลกเป็นท่อนๆ โยนทิ้งที่กองขยะ หรือมอบตัวแก่พระราชา. ต่อจากนั้น พระราชาก็จะตรัสสั่งให้พวกเขาทำงานชนิดต่างๆ (ลงโทษ). และเพราะกายแตกทำลายไป พวกเขาเป็นหวังได้รับภัย คือทุคติ. กรรมที่มีอัสสาทะในผัสสะเป็นรากฐาน เป็นเหตุให้ประสบภัยทั้งในปัจจุบันและสัมปรายภพทีเดียว ด้วยประการฉะนี้. เพราะเหตุนี้ การข้องแวะในผัสสาหารนั้นเอง พึงทราบว่าเป็นภัย.

แต่ภัยในภพทั้ง ๓ ที่มีกุศลและอกุศลกรรมนั้นเป็นมูลฐานจะมาทั้งหมดเลย เพราะการประมวลมาซึ่งกุศลกรรมและอกุศลกรรมนั้นเอง. เพราะเหตุนี้ การประมวลมาในมโนสัญเจตนาหารนั้นเอง พึงทราบว่าเป็นภัย.

ส่วนปฏิสนธิวิญญาณ ก็จะรับเอาปฏิสนธินามรูปนั้นแหละ เกิดขึ้นในที่เป็นที่ถือกำเนิด และเมื่อปฏิสนธิวิญญาณนั้นเกิดขึ้นแล้ว ภัยทุกอย่างก็เป็นอันเกิดขึ้นเหมือนกัน เพราะมีปฏิสนธินั้นเป็นมูลราก เพราะเหตุดังที่พรรณนามาแล้วนี้แล การถือกำเนิด (ตกลงเฉพาะ) พึงทราบว่าเป็นภัยในวิญญาณาหารดังนี้แล.

แต่ในจำพวกอาหารทั้ง ๔ อย่างเหล่านี้ที่เป็นภัยอย่างนี้ เพื่อจะให้ครอบงำความใคร่ในกวฬิงการาหาร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงการเปรียบเทียบด้วยเนื้อบุตร โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผัวเมียทั้ง ๒ แม้ฉันใด.

เพื่อให้ครอบงำความใคร่ในผัสสาหาร จึงทรงแสดงการเปรียบเทียบด้วยแม่โคที่ถูกถลกหนัง โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่โคที่เขาถลกหนังแล้ว ... แม้ฉันใด.

เพื่อให้ครอบงำความใคร่ในมโนสัญเจตนาหาร จึงทรงแสดงการเปรียบเทียบด้วยหลุมถ่านเพลิง โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หลุมถ่านเพลิง ... แม้ฉันใด.

เพื่อให้ครอบงำความใคร่ในวิญญาณาหาร จึงทรงแสดงการเปรียบเทียบด้วยการแทงด้วยหอกสามร้อยเล่ม โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... ซึ่งโจรผู้ประพฤติชั่วช้าแม้ฉันใด.

นี้เป็นการประกอบเนื้อความโดยสังเขป โดยอธิบายความให้แจ่มชัดในอาหารวาระนั้น.

เปรียบเทียบสามีภรรยากินเนื้อบุตร

ได้ทราบว่า สองผัวเมียพากันอุ้มบุตรเดินทางกันดาร ๑๐๐ โยชน์โดยเสบียงเล็กน้อย. เมื่อเขาเดินไปได้ ๕๐ โยชน์ เสบียงหมดลง.

เขาทั้ง ๒ กระสับกระส่ายเพราะความหิวกระหายพากันนั่งใต้ร่มเงาโปร่ง (ของต้นไม้) ถัดนั้น ฝ่ายชายได้พูดกับภรรยาว่า น้องนางเอ๋ย ระยะ ๕๐ โยชน์รอบๆ นี้ ไม่มีบ้านหรือนิคมเลย เพราะฉะนั้น บัดนี้ พี่ไม่สามารถจะทำงานตั้งมากมายที่ผู้ชายจะพึงทำได้ มีการทำนาและเลี้ยงโคเป็นต้นได้ มาเถิดน้อง จงฆ่าพี่แล้วกินเนื้อเสียครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเอาเป็นเสบียงเดินข้ามทางกันดารไปกับลูกเถิด.

ฝ่ายนางได้พูดกับสามีว่า พี่ขา บัดนี้ น้องไม่สามารถจะทำงานที่หญิงจะต้องทำ มีการปั่นด้ายเป็นต้นตั้งมากมายได้ มาเถิดพี่ จงฆ่าน้อง แล้วกินเนื้อเสียครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเอาเป็นเสบียงเดินทางข้ามทางกันดารไปกับลูกเถิด.

ฝ่ายชายจึงพูดกับภรรยาอีกว่า น้องเอ๋ย เพราะแม่บ้านตาย ความตายจะปรากฏแก่เราทั้ง ๒ พ่อลูก เพราะเด็กน้อยเว้นมารดาแล้ว จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ แต่ถ้าเราทั้ง ๒ ยังมีชีวิตอยู่ ก็จะได้ลูกอีก อย่ากระนั้นเลย บัดนี้เราจะฆ่าลูกเอาเนื้อกิน ข้ามทางกันดาร.

ลำดับนั้น แม่ได้พูดกับลูกว่า ลูกเอ๋ย จงไปหาพ่อเถอะ. ลูกก็ได้ไป (หาพ่อ). ถัดนั้น พ่อของลูกพูดว่า พี่ได้เสวยทุกข์มาไม่น้อย เพราะการทำนาเลี้ยงโคด้วยหวังว่าจะเลี้ยงลูก พี่จึงไม่อาจจะฆ่าลูกได้ เธอนั้นแหละจงฆ่าลูกของเธอ ดังนี้แล้วได้บอกลูกว่า ลูกเอ๋ยจงไปหาแม่เถิด. ลูกก็ได้ไป (หาแม่) ถึงแม่ของลูกนั้นก็ได้พูดว่า ฉันเมื่ออยากได้ลูก ได้เสวยทุกข์ทรมานมิใช่น้อย ด้วยการประพฤติตนเยี่ยงโค ประพฤติตนเยี่ยงลูกสุนัข และอ้อนวอนขอต่อเทวดาเป็นต้นก่อน ไม่ต้องพูดถึงการประคับประคองท้อง ฉันจึงไม่อาจจะฆ่าลูกได้ แล้วได้บอกลูกว่า ลูกเอ๋ย เจ้าจงไปหาพ่อเถิด. ลูกนั้นเมื่อเดินไปมาในระหว่างพ่อแม่ทั้ง ๒ อยู่อย่างนี้ก็ได้ตายลง.

สองผัวเมียนั้นเห็นลูกเข้าพากันคร่ำครวญ เอาเนื้อ (ลูก) มากินแล้วหลีกไป ตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วแต่ต้น. เขาทั้ง ๒ นั้นไม่ได้เอาเนื้อบุตรกินเป็นอาหารเพื่อเล่นเลย ไม่ใช่เพื่อเมามาย ไม่ใช่เพื่อประดับประดา ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง แต่เพื่อต้องการข้ามให้พ้นทางกันดารอย่างเดียวเท่านั้นเอง เพราะเป็นของปฏิกูลด้วยเหตุ ๙ ประการ.

หากจะถามว่า ปฏิกูลด้วยเหตุ ๙ ประการอะไรบ้าง?

แก้ว่า คือเพราะเป็นเนื้อที่เกิดจากตน ๑ เพราะเป็นเนื้อของญาติ ๑ เพราะเป็นเนื้อของลูก ๑ เพราะเป็นเนื้อของลูกรัก ๑ เพราะเป็นเนื้อของเด็กอ่อน ๑ เพราะเป็นเนื้อดิบ ๑ เพราะเป็นเนื้อที่ไม่ใช้กิน ๑ เพราะไม่ได้ใส่เกลือ ๑ เพราะไม่ได้ย่าง ๑

เพราะฉะนั้น ภิกษุใดเห็นกวฬิงการาหารเป็นเสมือนเนื้อลูกอย่างนี้ เธอจะครอบงำ (คลาย) ความใคร่ในกวฬิงการาหารนั้นได้.

นี้เป็นการประกอบความในข้ออุปมาด้วยเนื้อบุตรก่อน.

เปรียบเทียบแม่โคที่ถูกถลกหนัง

ส่วนในข้อเปรียบเทียบด้วยแม่โคที่เขาถลกหนัง พึงทราบอรรถาธิบายดังต่อไปนี้

แม่โคนั้นเขาถลกหนังแต่คอจนถึงเล็บออกไปแล้วปล่อยทิ้งไว้ มันจะถูกสัตว์มีชีวิตกัดกินอยู่ในที่ที่มันอาศัยอยู่ จะมีแต่เรื่องทุกข์เท่านั้นฉันใด. ถึงผัสสะก็ฉันนั้นเหมือนกัน อาศัยวัตถุหรืออารมณ์ใดๆ สถิตอยู่ จะมีแต่เรื่องทุกข์ที่ได้เสวยแล้วเท่านั้น อันเกิดจากวัตถุและอารมณ์นั้นๆ.

เพราะฉะนั้น ภิกษุใดเห็นผัสสาหารเป็นเสมือนกับแม่โคที่เขาถลกหนังอยู่อย่างนี้ ภิกษุนั้นจะครอบงำความใคร่ในผัสสาหารนั้นได้. นี้เป็นการประกอบความในข้อเปรียบเทียบด้วยแม่โคที่เขาถลกหนัง.

เปรียบเทียบหลุมถ่านเพลิง

แต่ในข้อเปรียบเทียบด้วยหลุมถ่านเพลิง พึงทราบอรรถาธิบายดังต่อไปนี้

ภพทั้ง ๓ เหมือนกับหลุมถ่านเพลิง เพราะอรรถว่าร้อนระอุมาก มโนสัญเจตนาเหมือนกับชายสองคนต่างพากันจับแขน กระชากลงในหลุมถ่านเพลิงนั้น เพราะอรรถว่าฉุดกระชากเข้าไปในภพทั้งหลาย.

เพราะฉะนั้น ภิกษุใดเห็นมโนสัญเจตนาหารว่าเป็นเช่นกับหลุมถ่านเพลิงอยู่อย่างนี้ ภิกษุนั้นจะครอบงำความใคร่ในมโนสัญเจตนาหารได้. นี้เป็นการประกอบความในข้อเปรียบเทียบด้วยหลุมถ่านเพลิง.

เปรียบเทียบด้วยการแทงด้วยหอกร้อยเล่ม

ส่วนในข้อเปรียบเทียบ การถูกแทงด้วยหอก ๓ ร้อยเล่ม พึงทราบอรรถาธิบายดังต่อไปนี้.

ในเวลาเช้า ชายคนหนึ่งเดือดร้อนเพราะหอก ๑๐๐ เล่มจำนวนใด หอกจำนวนนั้นแทงร่างของเขาให้เป็นบาดแผลถึง ๑๐๐ แห่ง ทะลุไปไม่หยุดอยู่ในระหว่างแล้ว ในกาลต่อมา ก็หล่นออกไป. หอก ๒๐๐ เล่มอีกต่างหากก็อย่างนั้น เมื่อเช่นนั้น ทั่วร่างจึงพรุนไปหมด เพราะหอกหลายด้ามที่พุ่งไปไม่หล่นในโอกาสที่หอก ๑๐๐ ด้าม (รุ่นก่อน) นั้นหล่นไปแล้ว. ทุกข์ของชายคนนั้นที่เกิดขึ้น เพราะปากบาดแผล แม้บาดแผลเดียวก็หาประมาณไม่ได้อยู่แล้ว. จะป่วยกล่าวไปไยถึงทุกข์ที่เกิดขึ้น เพราะปากบาดแผล ๓๐๐ แผล.

บรรดาเหตุการณ์เหล่านั้น ปฏิสนธิเหมือนกับเวลาที่หอกตกถูก. การเกิดแห่งขันธ์เหมือนกับการเกิดในเพราะปากบาดแผล การเกิดขึ้นแห่งทุกข์นานาชนิดที่มีวัฏฏะเป็นมูลมีได้ในเพราะขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแล้ว เหมือนการเกิดขึ้นแห่งทุกขเวทนาในเพราะปากบาดแผลทั้งหลาย.

อีกนัยหนึ่ง ปฏิสนธิวิญญาณเหมือนชายผู้ประพฤติชั่วช้า. นามรูปมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย เหมือนปากบาดแผลที่เกิดขึ้นแก่ชายคนนั้น เพราะถูกหอกทั้งหลายแทงแล้ว. พึงเห็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์มีประการต่างๆ สำหรับวิญญาณ เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย ด้วยสามารถของกรรมกรณ์ ๓๒ ประการและโรค ๙๘ ชนิดเป็นต้น เหมือนการเกิดขึ้นแห่งทุกข์หนักแก่ชายคนนั้น เพราะมีปากบาดแผลเป็นปัจจัย.

เพราะฉะนั้น ภิกษุใดเห็นวิญญาณาหารว่า เป็นเช่นกับด้วยถูกแทงด้วยหอก ๓๐๐ เล่มอย่างนี้ ภิกษุนั้นจะครอบงำความใคร่ในวิญญาณาหารได้. นี้เป็นการประกอบความในการเปรียบเทียบด้วยการถูกแทงด้วยหอก ๓๐๐ เล่ม

เธอเมื่อครอบงำความใคร่ในอาหารเหล่านี้อย่างนี้ว่า ชื่อว่าย่อมกำหนดรู้อาหารทั้ง ๔ อย่าง. เมื่อกำหนดรู้อาหารเหล่านั้นแล้ว วัตถุที่กำหนดรู้แม้ทั้งหมด ก็เป็นอันกำหนดรู้แล้วเหมือนกัน.

สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายกำหนดรู้กวฬิงการาหารแล้ว ราคะที่อาศัยเบญจกามคุณ ก็เป็นอันกำหนดรู้แล้ว. เมื่อกำหนดรู้ราคะที่อาศัยเบญจกามคุณแล้ว จะไม่มีสังโยชน์นั้น (กามราคสังโยชน์) ซึ่งเป็นเหตุให้อริยสาวกผู้ประกอบแล้ว มาสู่โลกนี้อีก.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกำหนดรู้ผัสสาหารแล้ว เวทนาทั้ง ๓ ก็เป็นอันเธอทั้งหลายกำหนดรู้แล้ว. เมื่อกำหนดรู้เวทนาทั้ง ๓ แล้ว เราตถาคตกล่าวว่า อริยสาวกจะไม่มีกิจอะไรที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไป.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกำหนดรู้มโนสัญเจตนาหารแล้ว ตัณหา ๓ ก็เป็นอันกำหนดรู้แล้ว. เมื่อกำหนดรู้ตัณหา ๓ แล้ว เราตถาคตกล่าวว่า อริยสาวกจะไม่มีกิจอะไรที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไป.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกำหนดรู้วิญญาณาหารแล้ว นามรูปก็เป็นอันกำหนดรู้แล้ว เมื่อกำหนดรู้นามรูปแล้ว เราตถาคตก็กล่าวว่า อริยสาวกจะไม่มีกิจอะไรที่จะต้องทำให้ยิ่งขึ้นไป.

ตัณหาเกิด อาหารจึงเกิด

บทว่า ตณฺหาสมุทยา อาหารสมุทโย มีเนื้อความว่า เพราะตัณหาเก่าก่อนเกิดขึ้น สมุทัย (เหตุเกิด) คือการเกิดขึ้นแห่งอาหารทั้งหลายที่มีมาแต่ปฏิสนธิ ย่อมมีขึ้น.

มีอย่างไร?

(มีอย่างนี้คือ) เพราะในขณะแห่งปฏิสนธิ จะมีโอชะที่เกิดขึ้นแล้ว ในภายในรูป ๓๐ ถ้วน ที่เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสันตติ ๓ นี้ คือกวฬิงการาหารที่เป็นอุปาทินนกะ (มีใจครอง) เกิดขึ้นแล้ว เพราะตัณหาเป็นปัจจัย. ส่วนผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหารที่เป็นอุปาทินนกะเหล่านี้ คือผัสสะและเจตนาที่สัมปยุตด้วยปฏิสนธิจิต และวิญญาณคือตัวจิตเอง เกิดขึ้นแล้ว เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย ดังนี้แล.

พึงทราบการเกิดขึ้นแห่งอาหารทั้งหลายที่มีมาแต่ปฏิสนธิ เพราะตัณหาเก่าก่อนเกิดขึ้น ดังที่พรรณนามานี้ก่อน.

แต่เพราะเหตุที่ในอาหารวาระนี้ ท่านพระสารีบุตรกล่าวถึงอาหารคละกันไปทั้งอาหารที่เป็นอุปาทินนกะ (มีใจครอง) และที่เป็นอนุปาทินนกะ (ที่ไม่มีใจครอง) ฉะนั้น จึงควรทราบการเกิดขึ้นแห่งอาหาร เพราะตัณหาเกิดอย่างนี้ สำหรับอาหารทั้งหลายที่เป็นอนุปาทินนกะ (ดังต่อไปนี้) :-

อันที่จริง โอชะมีอยู่ในรูปทั้งหลายที่ตั้งขึ้น แต่จิตที่สหรคตด้วยโลภะ ๘ ดวงนี้ คือกวฬิงการาหารที่เป็นอนุปาทินนกะ ที่เกิดขึ้นแล้วเพราะตัณหาที่เกิดขึ้นพร้อมกันเป็นปัจจัย. ส่วนผัสสะ ๑ เจตนาที่สัมปยุตด้วยจิตที่สหคตด้วยโลภะ ๑ วิญญาณคือตัวจิตเอง ๑ รวมทั้ง (๓ อย่าง) เหล่านี้ ได้แก่ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหารและวิญญาณาหารที่เป็นอนุปาทินนกะเกิดขึ้นแล้ว เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย ดังนี้แล.

ตัณหาดับ อาหารจึงดับ

สองบทว่า ตณฺหานิโรธา อาหารนิโรโธ ความว่า ความดับแห่งอาหารย่อมปรากฏ เพราะความดับแห่งตัณหาที่เป็นปัจจัยของอาหารทั้งหลายทั้งที่เป็นอุปาทินนกะและที่เป็นอนุปาทินนกะนี้.

คำที่เหลือ (จากที่อธิบายนี้) มีนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั้นแหละ.

ในอาหารวาระนี้ ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวถึงสัจจะทั้ง ๔ ไว้โดยสรุปแล้ว. และในทุกวาระนอกเหนือจากนี้ ท่านก็ได้กล่าวไว้เหมือนในอาหารวาระนี้ เพราะเหตุนั้นแล ผู้ศึกษาที่ไม่หลงลืมควรยกสัจจะทั้งหลายขึ้นในทุกวาระ. และการประมวลเทศนาในทุกวาระว่า เอตฺตาวตาปิ โข อาวุโส นี้ ควรประกอบด้วยสามารถแห่งธรรมที่แสดงแล้วในวาระนั้นๆ. นี้เป็นการประกอบเนื้อความนั้น ในวาระนี้ก่อน.

บทว่า เอตฺตาวตาปิ นี้ ความว่า ด้วยเทศนาเรื่องอาหารนี้.

มีอธิบายว่า แม้ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอดด้วยมนสิการที่กล่าวมาแล้ว.

แม้ในทุกบทก็ทำนอง (นัย) นี้. จบกถาพรรณนาอาหารวาระ

กถาพรรณนาสัจจวาระ

[๑๑๔] บัดนี้ ภิกษุเหล่านั้น ครั้นพากันชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระเถระนั้น โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในตอนก่อนว่า สาธาวุโส แล้วได้ถามปัญหาสูงขึ้นไปอีก และพระเถระก็ได้แก้ปัญหา โดยทำนองแม้อย่างอื่น แก่ภิกษุเหล่านั้น.

ในทุกวาระแม้นอกจากวาระนี้ ก็มีนัยนี้.

[๑๑๕] เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้ไป ข้าพเจ้าจักขยายความของบรรยายที่พระเถระได้กล่าวแก้ไว้แล้ว ไม่พาดพิงถึงคำแบบนี้. แต่ด้วยการแสดงโดยย่อซึ่งวาระนี้ พระเถระได้แสดงทุกขสัจว่า ทุกข์ ในคำว่า ทุกฺขญฺจ ปชานาติ. ส่วนในการแสดงโดยพิสดาร คำที่จะต้องกล่าวทั้งหมดได้กล่าวไว้แล้วในสัจจนิเทศ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นแล. จบกถาพรรณนาสัจจวาระ

กถาพรรณนาชรามรณวาระ

[๑๑๗] ต่อจากนี้ไป เป็นเทศนาว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท.

ในจำนวนวาระเหล่านั้น ก่อนอื่นพึงทราบวินิจฉัยในชรามรณวาระว่า

บทว่า เตสํ เตสํ นี้ เป็นการแสดงทั่วไปถึงสัตว์จำนวนมากมายไว้โดยสังเขป. เพราะว่า เมื่อพูดอยู่ตลอดทั้งวันอย่างนี้ว่า ความแก่ของพระเทวทัตอันใด ความแก่ของท่านโสมทัตอันใด ... ดังนี้ สัตว์ทั้งหลายจะไม่ถึงการครอบคลุมไว้ (จะไม่ครอบคลุมไปถึงสัตว์ทั้งหมด).

แต่ด้วยบททั้ง ๒ นี้ (เตสํ เตสํ) สัตว์ตัวไหนจะไม่ถูกครอบคลุมเป็นไม่มี (คลุมไปหมดทุกตัวสัตว์). เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้ว่า บทนี้เป็นการแสดงทั่วไปถึงสัตว์จำนวนมากไว้โดยสังเขป.

บททั้ง ๒ ว่า ตมฺหิ ตมฺหิ นี้ เป็นการแสดงทั่วไปถึงหมู่สัตว์จำนวนมากมายด้วยสามารถแห่งการเกิดในคติ.

บทว่า สตฺตนิกาเย เป็นการแสดงสรุปถึงสัตว์ที่ได้แสดงไว้แล้วโดยสาธารณนิเทศ.

ก็บทว่า ชรา ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า ชรา ชีรณตา เป็นการแสดงถึงสภาวธรรม.

บทว่า ชีรณตา เป็นการแสดงถึงอาการ.

บททั้งหลายมี ขณฺฑิจฺจํ เป็นต้น เป็นการแสดงถึงหน้าที่ (ของชรา) ในเพราะผ่านกาลเวลาไป.

สองบทหลังเป็นการแสดงถึง (หน้าที่) ตามปกติ. เพราะว่าชรานี้ ท่านพระสารีบุตรแสดงไว้โดยสภาวะด้วยบทว่า ชรา เพราะฉะนั้น บทนี้จึงเป็นบทแสดงถึงสภาวะของชรานั้น.

ด้วยบทว่า ชีรณตา นี้ พระเถระได้แสดงไว้โดยอาการ. เพราะฉะนั้น บทนี้จึงเป็นบทแสดงถึงอาการของชรานั้น.

ด้วยบทว่า ขณฺฑิจฺจํ นี้ พระเถระได้แสดงโดยกิจคือการกระทำภาวะแห่งฟันและเล็บที่หักเป็นชิ้นๆ ในเพราะล่วงกาลเวลาไป.

ด้วยบทว่า ปาลิจฺจํ นี้ พระเถระได้แสดงโดยกิจคือการทำภาวะที่ผมและขนหงอก. ด้วยบทว่า วลิตตจตา นี้ พระเถระได้แสดงแม้โดยกิจ คือการกระทำให้เนื้อเหี่ยวหนังย่น. ด้วยเหตุนั้น ศัพท์ทั้ง ๓ มี ขณฺฑิจฺจํ เป็นต้นเหล่านี้ จึงเป็นศัพท์แสดงถึงกิจของชรานั้น ในเพราะล่วงกาลเวลาไป ด้วยศัพท์ทั้ง ๓ เหล่านั้น พระเถระได้แสดงถึงชราที่ปรากฏคือเป็นสิ่งที่ปรากฏ ด้วยสามารถเห็นความพิการเหล่านี้ได้.

อุปมาเสมือนหนึ่งว่า ทางเดินของน้ำปรากฏ (ให้เห็นได้) เพราะพัดหญ้าและต้นไม้เป็นต้นให้ล้มราบ หรือทางเดินของไฟปรากฏ (ให้เห็นได้) เพราะหญ้าและต้นไม้เป็นต้นไหม้. และทางเดิน (ของน้ำเป็นต้น) นั้น ก็ไม่ใช่น้ำเป็นต้นเหล่านั้นเลย (เป็นคนละอย่าง) ฉันใด. ทางเดินของชรา ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นธรรมชาติปรากฏ (ให้เห็น) ในอวัยวะทั้งหลายมีฟันเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งความพิการทั้งหลายมีความหักเป็นต้น คนแม้ลืมตาดูแล้ว ก็จับต้องได้. และทางเดินของชรานั้น ด้วยความสามารถแห่งความพิการทั้งหลาย มีความหักเป็นต้น ก็ไม่ใช่ชรา. เพราะชราจะเป็นธรรมชาติรู้ได้ด้วยจักษุหามิได้เลย. (ต้องรู้ได้ด้วยปัญญา).

แต่ด้วยบทเหล่านี้ว่า อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก พระเถระได้แสดงชราตามปกติ เพราะความสิ้นไปแห่งอายุเป็นสิ่งที่รู้ได้จากความหง่อมของอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น ในเพราะการก้าวล่วงกาลเวลาเท่านั้น เหตุที่ท่านเป็นผู้ฉลาดยิ่ง.

เพราะฉะนั้น ๒ อาการหลังนี้พึงทราบว่า เป็นการแสดง (อาการ) ตามปกติของชรานั้น.

บรรดาอายุและอินทรีย์ทั้ง ๒ อย่างนั้น เพราะเหตุที่อายุของผู้ถึงความแก่ ย่อมเสื่อมไป (มากขึ้น) ฉะนั้น ท่านจึงได้กล่าวชราไว้โดยใกล้ต่อผล (ใกล้ต่อความตาย) ว่า ได้แก่ความเสื่อมแห่งอายุ อายุมาก.

แต่เพราะเหตุที่เวลายังหนุ่ม อินทรีย์ทั้งหลายมีตาเป็นต้นยังสดใสสามารถรับเอาอารมณ์ (มีรูปเป็นต้น) ของตน แม้ที่ละเอียดได้ โดยง่ายดาย เมื่อเข้าถึงชราแล้วจะหง่อม ขุ่นมัว ไม่สดใส อารมณ์ของตนถึงจะหยาบก็ไม่สามารถจะรับได้ ฉะนั้น ชรา พระเถระจึงกล่าวไว้โดยความใกล้ต่อผลว่า ความหง่อมของอินทรีย์ทั้งหลายบ้าง.

ชรา ๒ อย่าง

อนึ่ง ชรานี้นั้น คือชราทั้งหมดที่แสดงมาแล้วอย่างนี้ มี ๒ อย่าง คือ ปากฏชรา (ความแก่ที่ปรากฏ) ๑. ปฏิจฉันนชรา (ความแก่ที่ปกปิด) ๑.

ในจำนวนชราทั้ง ๒ อย่างนั้น ความแก่ในรูปธรรมทั้งหลาย ชื่อว่า ปากฏชรา เพราะแสดงความวิการมีความหักเป็นต้น ในอวัยวะทั้งหลายมีฟันเป็นต้นให้เห็น ส่วนในอรูปธรรมชื่อว่า ปฏิจฉันนชรา เพราะไม่แสดงความวิการเช่นนั้นให้เห็น.

มีชรา ๒ อย่างอีก อย่างนี้คือ อวีจิชรา (แก่ไม่มีร่องรอยให้เห็น) ๑ สวีจิชรา (แก่มีร่องรอยให้เห็น) ๑.

ในจำนวนชรา ๒ อย่างนั้น ชราของแก้วมณี ทอง เงิน แก้วประพาฬ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เป็นต้น พึงทราบว่า ชื่อว่า อวีจิชรา อธิบายว่า ชื่อว่าชราไม่มีระหว่างขั้น (ไม่มีขั้นตอนให้เห็น) เพราะความแตกต่างของสีเป็นต้นในระหว่างๆ รู้ได้ยาก เหมือนความแตกต่างแห่งสีเป็นต้นในระหว่างๆ ของสัตว์มีปราณ ในวัยมันททสกะ (วัย ๑๐ ปีที่เยาว์) เป็นต้น และเหมือนความแตกต่างแห่งสีเป็นต้นในระหว่างๆ ของสิ่งที่ไม่มีลมปราณในดอกไม้ผลไม้และใบไม้เป็นต้น. แต่ชราในสิ่งอื่นนอกจากนั้น ตามที่กล่าวมาแล้ว ชื่อว่า สวีจิชรา เพราะความแตกต่างแห่งสีเป็นต้นในระหว่างๆ เป็นสิ่งที่พึงรู้ได้ง่าย.

ต่อแต่นี้ไป บทว่า เตสํ เตสํ เป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นแหละ.

ก็บทว่า จุติ ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า จุติ จวนตา เป็นต้น พระเถระกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งสัตว์ผู้เคลื่อนไป.

คำว่า จุติ นี้ เป็นคำทั่วไปสำหรับขันธ์ ๑ ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕.

คำว่า จวนตา เป็นคำแสดงถึงลักษณะ (ของขันธ์) โดยการเคลื่อนจากภาวะ.

คำว่า เภโท เป็นคำแสดงถึงการแตกดับและการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายที่จุติ.

คำว่า อนฺตรธานํ เป็นคำแสดงถึงภาวะของการเคลื่อนที่จากฐาน โดยปริยายใดปริยายหนึ่ง แห่งจุติขันธ์ทั้งหลายที่แตกไป เหมือนกระออมที่แตกแล้วฉะนั้น. ความตายกล่าวคือมฤตยู ชื่อว่ามัจจุมรณะ.

ด้วยศัพท์ว่า มจฺจุมรณํ นั้น พระเถระปฏิเสธสมุจเฉทมรณะเป็นต้น. (การตายโดยการตัดขาดซึ่งชาติเป็นต้น). มัจจุราชผู้ทำซึ่งที่สุด (จุดจบ) ชื่อว่ากาละ. การทำกาละนั้น ชื่อว่า กาลกิริยา (การถึงแก่กรรม) ด้วยคำว่า กาลกิริยา นี้ พระเถระแสดงถึงความตายตามสมมติของชาวโลก.

ต่อไปนี้ เพื่อจะแสดงถึงความตายโดยปรมัตถ์ พระเถระจึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า ขนฺธานํ เภโท ไว้.

อันที่จริง โดยปรมัตถ์ ขันธ์ทั้งหลายเท่านั้นแตกดับ ไม่ใช่สัตว์อะไรๆ เลยตาย เมื่อขันธ์ทั้งหลายกำลังแตกดับอยู่ สัตว์ก็ชื่อว่ากำลังตาย เมื่อแตกดับแล้ว ก็มีโวหารว่า ตายแล้ว.

ในชรามรณวาระนี้ การแตกดับแห่งขันธ์ทั้งหลาย มีได้โดยจตุโวการภพ (นามขันธ์ ๔) การทอดทิ้งซากศพมีได้โดยเอกโวการภพ (รูปขันธ์ ๑) หรือการแตกดับแห่งขันธ์ทั้งหลาย พึงทราบโดยจตุโวการภพ (ส่วน) การทอดทิ้งซากศพ พึงทราบด้วยสามารถแห่งภพทั้ง ๒ ที่เหลือ (เอกโวการภพและปัญจโวการภพ).

เพราะเหตุไร?

เพราะซากศพกล่าวคือรูปกายเกิดขึ้นเฉพาะใน ๒ ภพ.

อีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่ขันธ์ทั้งหลายในเทวโลกและพรหมโลกมีชั้นจาตุมหาราชิกาเป็นต้นแตกดับไปอย่างเดียว ไม่ทิ้งอะไรไว้ฉะนั้น การแตกดับแห่งขันธ์ทั้งหลาย พึงทราบด้วยสามารถแห่งขันธ์ทั้งหลายในเทวโลกและพรหมโลกมีชั้นจาตุมหาราชิกาเป็นต้นเหล่านั้น. (ส่วน) การทอดทิ้งซากศพไว้มีอยู่ในสัตว์ทั้งหลายมีมนุษย์เป็นต้น. ความตายโดยเหตุที่ทอดทิ้งซากศพไว้ พระเถระกล่าวว่า การทอดทิ้งซากศพ.

พึงทราบอรรถาธิบายอย่างนี้ว่า ทั้งชราทั้งมรณะนี้พึงทราบดังที่พรรณนามานี้.

ข้อว่า อิทํ วุจฺจตาวุโส ความว่า ชราและมรณะทั้ง ๒ อย่างนี้ พระเถระกล่าวรวมกันว่า ชรามรณะ.

คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั้นแหละ ฉะนี้แล. จบกถาพรรณนาชรามรณวาระ

------------------------------------

กถาพรรณนาชาติวาระ

[๑๑๘] พึงทราบวินิจฉัยในคำทั้งหลายมีอาทิว่า ชาติ สญฺชาติ ในชาติวาระ (ดังต่อไปนี้) :-

ชื่อว่า ชาติ เพราะอรรถว่า (เริ่ม) เกิด. ชาตินั้นประกอบแล้วด้วยสามารถแห่งอายตนะยังไม่บริบูรณ์.

ชื่อว่า สญฺชาติ เพราะอรรถว่าเกิดครบแล้ว. สัญชาตินั้นประกอบแล้วด้วยสามารถแห่งอายตนะบริบูรณ์แล้ว.

ชื่อว่า โอกฺกนฺติ เพราะอรรถว่าก้าวลง (สู่ครรภ์). โอกกันตินั้นประกอบด้วยอัณฑชกำเนิด (เกิดในฟอง) และชลาพุชกำเนิด (เกิดเป็นตัว). อธิบายว่า สัตว์เหล่านั้นก้าวลง คือถือปฏิสนธิ เหมือนก้าวย่างเข้าไปสู่กะเปาะไข่และรังมดลูก.

ชื่อว่า อภินิพฺพตฺติ เพราะอรรถว่าผุดเกิด. อภินิพพัตตินั้นประกอบด้วยสังเสทชกำเนิด (เกิดในเถ้าไคล) และโอปปาติกกำเนิด (ผุดเกิด).

อธิบายว่า สัตว์เหล่านั้นเกิดปรากฏขึ้นทีเดียว.

นี้เป็นเทศนาตามโวหารก่อน.

ต่อไปนี้จึงเป็นเทศนาโดยปรมัตถ์. อธิบายว่า โดยปรมัตถ์ ขันธ์ทั้งหลายเท่านั้นแหละปรากฏขึ้น ไม่ใช่สัตว์ปรากฏ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขนฺธานํ พึงทราบว่า หมายเอาขันธ์ ๑ ในเอกโวการภพ ขันธ์ ๔ ในจตุโวการภพ และขันธ์ ๕ บ้างในปัญจโวการภพ.

การอุบัติ ชื่อว่า ปาตุภาโว. พึงทราบการสงเคราะห์ด้วยอายตนะที่กำลังเกิดขึ้นในภพนั้นๆ เข้าในคำว่า อายตนานํ นี้.

การปรากฏขึ้นในสันตตินั่นเอง ชื่อว่า ปฏิลาโภ อธิบายว่า อายตนะเหล่านั้นที่ปรากฏอยู่นั่นแหละ ย่อมชื่อว่าเป็นอันสัตว์ทั้งหลายกลับได้แล้ว.

ด้วยบทนี้ว่า อยํ วุจฺจตาวุโส ชาติ พระเถระกล่าวย้ำชาติที่ได้แสดงมาแล้ว ทั้งโดยโวหาร ทั้งโดยปรมัตถ์ ดังนี้แล.

ก็ผู้ศึกษาพึงทราบกรรมภพที่เป็นปัจจัยแห่งชาติ ในคำว่า ภวสมุทยา นี้.

คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั้นแหละ. จบกถาพรรณนาชาติวาระ

กถาพรรณนาภววาระ

[๑๑๙] พึงทราบวินิจฉัยในภววาระดังต่อไปนี้ :-

กรรมภพและอุปปัตติภพ ชื่อว่า กามภพ.

บรรดาภพทั้ง ๒ อย่างนั้น กรรมที่เป็นเหตุให้เข้าถึงกามภพนั่นเอง ชื่อว่า กรรมภพ.

อธิบายว่า กรรมนั้นเองท่านกล่าวว่า ภพ โดยการกล่าวถึงผล เหมือนคำทั้งหลายมีอาทิว่า การอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข การสะสมบาปเป็นเหตุนำมาซึ่งทุกข์ดังนี้ เพราะกรรมภพนั้นเป็นเหตุแห่งอุปปัตติภพ.

ขันธปัญจกที่ตัณหาและทิฏฐิยึดครองแล้วเกิดขึ้นแล้วด้วยกรรมนั้น ชื่อว่าอุปปัตติภพ. เพราะว่าขันธปัญจกนั้น ท่านกล่าวว่า ภพ เพราะตั้งวิเคราะห์ว่าเป็นที่เกิด (แห่งปฏิสนธิจิต).

เมื่อเป็นอย่างนี้ ทั้ง ๒ อย่างนี้ คือ กรรมภพนี้ ๑ อุปปัตติภพ ๑ ท่านกล่าวว่า เป็นกามภพแม้โดยประการทั้งปวง.

ในรูปภพและอรูปภพก็ทำนองนี้.

แต่อุปาทานในคำนี้ว่า อุปาทานสมุทยา นี้ เป็นปัจจัยของกรรมภพที่เป็นกุศล โดยอุปนิสสยปัจจัยนั้นเอง. อุปาทานเป็นปัจจัยของกรรมภพที่เป็นอกุศล โดยอุปนิสสยปัจจัยบ้าง โดยสหชาตปัจจัยเป็นต้นบ้าง แต่เป็นปัจจัยของอุปปัตติภพของกรรมภพทั้งที่เป็นกุศลและอกุศลทั้งหมดโดยอุปนิสสยปัจจัยบ้าง.

คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละดังนี้. จบกถาพรรณนาภววาระ

กถาพรรณนาอุปาทานวาระ

[๑๒๐] พึงทราบวินิจฉัยในคำทั้งหลายมีอาทิว่า กามุปาทานํ ในอุปาทานวาระ.

กิเลสชาต ชื่อว่ากามุปาทาน เพราะวิเคราะห์ว่าเป็นเหตุยึดมั่นวัตถุกาม หรือเพราะยึดวัตถุกามนั่นเอง.

อีกอย่างหนึ่ง กามนั้นด้วยเป็นอุปาทานด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ากามุปาทาน.

การยึดมั่นท่านเรียกว่า อุปาทาน. เพราะว่า อุปศัพท์ในคำว่า อุปาทานํ นี้ มีเนื้อความว่ามั่น เหมือนอุปศัพท์ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า อุปายาสและอุปกัฏฐะ.

คำว่า กามุปาทาน นี้เป็นชื่อของราคะที่เป็นไปในกามคุณ. นี้เป็นข้อความสังเขปในกามุปาทานนี้.

แต่โดยพิสดาร กามุปาทานนี้ พึงทราบโดยนัยที่ได้ตรัสไว้แล้วว่า บรรดาอุปาทานเหล่านั้น กามุปาทานเป็นไฉน? ได้แก่ความพอใจด้วยอำนาจความใคร่ในกามทั้งหลาย.

ทิฏฐุปาทานก็อย่างนั้น คือทิฏฐินั้นด้วย เป็นอุปทานด้วย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าทิฏฐุปาทาน.

อีกอย่างหนึ่ง กิเลสชาต ชื่อว่าทิฏฐุปาทาน เพราะยึดมั่นทิฏฐิ. หรือชื่อว่าทิฏฐุปาทาน เพราะวิเคราะห์ว่าเป็นเหตุให้ยึดมั่นทิฏฐิ.

อธิบายว่า กิเลสชาตใดย่อมยึดมั่นทิฏฐิเดิม ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า ทั้งอัตตา (อาตมัน) ทั้งโลก เป็นของเที่ยง เพราะฉะนั้น กิเลสชาตินั้น จึงชื่อว่าอย่างนั้น (ทิฏฐุปาทาน).

อย่างที่ตรัสไว้มีอาทิว่า ทั้งอัตตา (อาตมัน) ทั้งโลก เป็นของเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้น เป็นสัตยะ (ของจริง) สิ่งอื่นเป็นโมฆะ (ไร้ประโยชน์).

คำว่า ทิฏฐุปาทาน นี้เป็นชื่อของทิฏฐิทั้งหมดเว้นไว้แต่สีลัพพัตตุปาทานและอัตตวาทุปาทาน. นี้เป็นข้อความสังเขปในทิฏฐุปาทานนี้. แต่โดยพิสดารทิฏฐุปาทานนี้ พึงทราบโดยนัยที่ได้ตรัสไว้แล้วนั่นแหละว่า บรรดาอุปาทานเหล่านั้น ทิฏฐุปาทานเป็นอย่างไร? (ทิฏฐุปาทานคือ) ทานที่บุคคลให้แล้ว ไม่มีผล.

บรรดาอุปาทานเหล่านั้น ชื่อว่าสีลัพพัตตุปาทาน เพราะเป็นเหตุยึดมั่นศีลและพรตบ้าง เพราะศีลและพรตนั้นยึดมั่นเองบ้าง เพราะศีลและพรตนั้นด้วยเป็นอุปทานด้วยบ้าง.

อธิบายว่า การยึดมั่นด้วยตนเองนั่นแหละโดยความเชื่อมั่นว่า ศีลและพรตทั้งหลายมีศีลของโคและวัตรของโคเป็นต้น เป็นของบริสุทธิ์ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอย่างนั้น (สีลัพพัตตุปาทาน). นี้เป็นข้อความสังเขปในสีลัพพัตตุปาทานนี้.

แต่โดยพิสดารสีลัพพัตตุปาทานนี้ พึงทราบโดยนัยที่ตรัสไว้แล้วว่า

บรรดาอุปาทานเหล่านั้น สีลัพพัตตุปาทานเป็นไฉน? คือ ความบริสุทธิ์ด้วยศีลของสมณพราหมณ์ทั้งหลายภายนอกศาสนานี้.

ชื่อว่าวาทะ เพราะเป็นเหตุกล่าวในบัดนี้. ชื่อว่าอุปาทาน เพราะเป็นเหตุยึดมั่น.

ถามว่า กล่าวหรือยึดมั่นอะไร?

แก้ว่า กล่าวหรือยึดมั่นอัตตา (อาตมัน).

การยึดมั่นวาทะของตน ชื่อว่าอัตตวาทุปาทาน.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอัตตวาทุปาทาน เพราะเป็นเหตุยึดมั่น เพียงแต่วาทะของตนเท่านั้นว่าเป็นอัตตา (อาตมัน). คำว่า อัตตวาทุปาทาน นี้เป็นชื่อของสักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐. นี้เป็นข้อความสังเขปในอัตตวาทุปาทานนี้.

ส่วนโดยพิสดารอัตตวาทุปาทานนี้ พึงทราบโดยนัยที่ตรัสไว้แล้วว่า

บรรดาอุปาทานเหล่านั้น อัตตวาทุปาทานเป็นไฉน? อัตตวาทุปาทาน คือ ปุถุชนในพระศาสนานี้ ไม่ได้สดับแล้ว ไม่เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลายดังนี้.

ตัณหาในคำว่า ตณฺหาสมุทยา นี้เป็นปัจจัยของกามุปาทานโดยอุปนิสสยปัจจัย หรือโดยอนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย นัตถิปัจจัยและอาเสวนปัจจัย แต่เป็นปัจจัยของอุปาทานที่เหลือ คือแม้โดยเป็นสหชาตปัจจัยเป็นต้นบ้าง.

คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแหละ ดังนี้. จบ กถาพรรณนาอุปาทานวาระ

-----------------------------------

กถาพรรณนาตัณหาวาระ

ตัณหา ๑๐๘

[๑๒๑] พึงทราบวินิจฉัยในตัณหาวาระ (ต่อไป) :-

ตัณหาที่เป็นไปแล้วโดยชวนวิถี มีชื่อตามอารมณ์ที่คล้ายกับบิดา (ผู้ให้เกิด) ว่า รูปตัณหา ฯลฯ ธรรมตัณหา เหมือนกับ (คน) มีชื่อตามบิดาในคำทั้งหลาย มีอาทิว่า เศรษฐีบุตร พราหมณบุตร เป็นต้น.

ก็ในตัณหาวาระนี้ ตัณหามี ๓ ประการอย่างนี้ คือตัณหาที่มีรูปเป็นอารมณ์คือตัณหาในรูป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ารูปตัณหา รูปตัณหานั้นเมื่อยินดี เป็นไปโดยความเป็นกามราคะ ชื่อว่ากามตัณหา.

เมื่อยินดี (รูป) เป็นไปอย่างนี้ว่า รูปเที่ยง คือยั่งยืนได้แก่ติดต่อกันไป โดยความเป็นราคะที่เกิดร่วมกับสัสสตทิฏฐิ ชื่อว่าภวตัณหา.

เมื่อยินดี (รูป) เป็นไปอย่างนี้ว่า รูปขาดสูญ คือหายไป ได้แก่ละโลกนี้ไปแล้ว จักไม่มี โดยความเป็นราคะเกิดร่วมกับอุจเฉททิฏฐิ ชื่อว่าวิภวตัณหา.

และสัททตัณหาเป็นต้น ก็เหมือนกับรูปตัณหา ฉะนั้น จึงรวมเป็นตัณหาวิปริต ๑๘ ประการ. ตัณหาวิปริตเหล่านั้น แจกออกเป็น ๑๘ ในอายตนะทั้งหลายมีรูปภายในเป็นต้น (และ) แจกออกเป็น ๑๘ ในอายตนะทั้งหลายมีรูปภายนอกเป็นต้น จึงรวมเป็น ๓๖ ประการ. แจกเป็นอดีต ๓๖ เป็นอนาคต ๓๖ เป็นปัจจุบัน ๓๖ ด้วยประการอย่างนี้ จึงเป็นตัณหาวิปริต ๑๐๘ ประการ.

อีกอย่างหนึ่ง ตัณหาวิปริต ๑๘ ประการอาศัยรูปที่เป็นไปภายในเป็นต้น มีอาทิอย่างนี้ว่า เพราะอาศัยรูปเป็นภายใน มีตัณหาว่าเรามีเพราะรูปนี้ (และ) ว่าเมื่อเรามี เราก็เป็นที่ปรารถนา ฉะนั้น จึงรวมเป็นตัณหา ๓๖ แบ่งเป็นอดีต ๓๖ อนาคต ๓๖ ปัจจุบัน ๓๖ โดยประการอย่างนี้ รวมเป็นตัณหาวิปริต ๑๐๘ ดังที่พรรณนามานี้แล.

เมื่อทำการสงเคราะห์เข้ากันอีก ตัณหาก็มี ๖ หมวดเท่านั้นในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ด้วยอรรถที่ท่านแสดงไว้อย่างนี้ว่า ตัณหามี ๓ อย่างเท่านั้นมีกามตัณหาเป็นต้น นักปราชญ์พึงทราบตัณหาโดยการสงเคราะห์ข้อความที่พิสดารเข้าด้วยกันอีก จากข้อความพิสดารที่แสดงไว้แล้ว ดังนี้.

ก็เวทนาที่เป็นวิบากพระเถระประสงค์เอาแล้วว่า เวทนา ในคำว่า เวทนาสมุทยา นี้.

ถ้าจะมีคำถามว่า เวทนานั้นเป็นปัจจัยแห่งตัณหาในทวาร ๖ อย่างไร?

ตอบว่า เป็นปัจจัย เพราะเวทนาเป็นสิ่งที่น่ายินดี.

อธิบายว่า เมื่อสัตว์ทั้งหลายยึดมั่นเวทนาว่าเป็นของเราอยู่. ด้วยความชอบใจสุขเวทนา เขาจะเป็นผู้ยังความทะยานอยากเวทนาให้เกิดขึ้นแล้ว ยินดีแล้วด้วยความกำหนัดยินดีเวทนา ปรารถนารูปที่ได้เห็นแล้วนั่นแหละ และครั้นได้รูปนั้นแล้ว ก็ชอบใจทั้งทำสักการะแก่ช่างเขียนเป็นต้นผู้ให้อารมณ์.

ในโสตทวารเป็นต้นก็เหมือนกัน สัตว์ทั้งหลายย่อมปรารถนาเสียงเป็นต้นซึ่งเป็นที่น่าปรารถนาทีเดียว และครั้นได้แล้วก็ชอบใจเสียงเป็นต้นเหล่านั้น ทั้งทำการสักการะนักดีดพิณ ช่างปรุงน้ำหอม ช่างทอและผู้แสดงศิลปนานาชนิดเป็นต้น.

เหมือนอะไร?

เหมือนแม่ผู้รักลูก ทำสักการะแม่นมคือให้เขาดื่มและบริโภคเนยใส และนมที่อร่อยเป็นต้น เพราะความเสน่หาในลูก.

ถ้อยคำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. จบกถาพรรณนาตัณหาวาระ

กถาพรรณนาเวทนาวาระ

[๑๒๒] พึงทราบวินิจฉัยในเวทนาวาระ (ต่อไป) :-

หมวดเวทนาชื่อว่า เวทนากายะ.

คำว่า จกฺขุสมฺผสฺสชา เวทนา ฯลฯ มโนสมฺผสฺสชา เวทนา นี้เป็นชื่อของเวทนาทั้งที่เป็นกุศลทั้งที่เป็นอกุศล และอัพยากฤตที่เป็นไปแล้วในจักษุทวารเป็นต้น ตามวัตถุ (ที่ตั้ง) ที่คล้ายแม่ เหมือนกับชื่อ (ของลูก) ตามแม่ในคำทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า สารีบุตร (ลูกนางสารี) มันตานีบุตร (ลูกนางมันตานี) เพราะมาแล้วในคัมภีร์วิภังค์อย่างนี้ว่า

เวทนาที่เกิดจากจักขุสัมผัสที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี ในคำมีอาทิว่า จกฺขุสมฺผสฺสชา เวทนา นี้มีอรรถพจน์ว่า เวทนาที่เกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัสเป็นเหตุ ชื่อว่าจักขุสัมผัสสชาเวทนา.

ในทุกทวารมีโสตะเป็นต้น ก็ทำนองนี้.

นี้เป็นกถาที่ว่าด้วยการสงเคราะห์เข้ากันทุกอย่าง ในเวทนาวาระนี้ก่อน.

แต่ว่า เวทนาพึงทราบโดยเวทนาที่สัมปยุตด้วยธรรมเหล่านี้ คือในจักขุทวารโดยวิบาก มีจักขุวิญญาณ ๒ ดวง มโนธาตุ ๒ ดวง มโนวิญญาณธาตุ ๓ ดวง.

ในโสตทวารเป็นต้นก็ทำนองนี้.

ส่วนมโนทวารพึงเข้าใจว่า เป็นเวทนาสัมปยุตด้วยมโนวิญญาณธาตุ.

ก็ในคำว่า ผสฺสสมุทยา นี้ พึงทราบวินิจฉัยว่า

ในทวารทั้ง ๕ เวทนาอาศัยวัตถุทั้ง ๕ มีการเกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัสที่เกิดขึ้นร่วมกันเป็นต้นเกิดขึ้น. จักขุสัมผัสเป็นต้นจึงเป็นปัจจัยของเวทนาที่เหลือทั้งหลายโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเป็นต้น เวทนาในตทาลัมพณขณะในมโนทวาร และเวทนาในปฏิสนธิขณะ ภวังคขณะและจุติขณะที่เป็นไปในทวารทั้ง ๖ มีการเกิดขึ้น เพราะการเกิดขึ้นแห่งมโนสัมผัสที่เกิดขึ้นร่วมกัน.

คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละ. จบกถาพรรณนาเวทนาวาระ

กถาพรรณนาผัสสวาระ

[๑๒๓] พึงทราบวินิจฉัยในผัสสวาระ (ต่อไป) :-

สัมผัสในเพราะจักษุชื่อว่า จักขุสัมผัส. ในทุกทวารก็ทำนองนี้.

และด้วยคำเพียงเท่านี้ว่า จกฺขุสมฺผสฺโส ฯลฯ กายสมฺผสฺโส เป็นอันพระเถระได้กล่าวถึงสัมผัสทั้ง ๑๐ มีวัตถุ ๕ ทั้งที่เป็นกุศลวิบากและอกุศลวิบาก.

ด้วยคำว่า มโนสมฺผสฺโส นี้ เป็นอันพระเถระได้กล่าวถึงผัสสะที่สัมปยุตด้วยโลกิยวิบากที่เหลือ ๒๒ อย่าง.

บทว่า สฬายตนสมุทยา ความว่า เพราะอายตนะ ๖ อย่างมีจักษุเป็นต้นเกิดขึ้น ผัสสะแม้ทั้ง ๖ อย่างนี้ก็มีการเกิดขึ้น.

คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวมาแล้วนั้นแหละ. จบกถาพรรณนาผัสสวาระ

กถาพรรณนาสฬายตนวาระ

[๑๒๔] พึงทราบวินิจฉัยในสฬายตนวาระ (ต่อไป) ว่า

อายตนะทั้งหมดที่ควรจะกล่าวในคำทั้งหลายมีอาทิว่า จกฺขายตนํ มีนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในขันธกนิเทศและอายตนนิเทศในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นเอง.

แต่ว่า ในคำว่า นามรูปสมุทยา นี้ ผู้ศึกษาพึงทราบการเกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ เพราะนามรูปเกิด โดยนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในนิเทศแห่งปฏิจจสมุปบาทในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ด้วยสามารถแห่งอายตนะที่มีรูป (อย่างเดียว) และนาม (อย่างเดียว) และทั้งนามทั้งรูปเป็นปัจจัย.

คำที่เหลือมีประการดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแล. จบกถาพรรณนาสฬายตนวาระ

กถาพรรณนานามรูปวาระ

[๑๒๕] พึงทราบวินิจฉัยในนามรูปวาระ (ต่อไป) :-

นามมีการน้อมไปเป็นลักษณะ. รูปมีการสลายไปเป็นลักษณะ. แต่ว่าในวาระแห่งวิตถารนัยของนามรูปนั้น พึงทราบว่า เวทนาได้แก่เวทนาขันธ์. สัญญาได้แก่สัญญาขันธ์. เจตนา ผัสสะ มนสิการ ได้แก่สังขารขันธ์. ถึงจะมีธรรมะแม้อย่างอื่นที่สงเคราะห์เข้าด้วยสังขารขันธ์ ก็จริงอยู่ แต่ธรรม ๓ อย่างนี้มีอยู่ในจิตที่มีพลังต่ำทุกดวง เพราะฉะนั้น ในนามรูปวาระนี้ พระเถระก็ได้แสดงสังขารขันธ์ไว้ด้วยอำนาจแห่งธรรม ๓ อย่างเหล่านี้นั่นเอง.

คำว่า จตฺตาริ ในคำว่า จตฺตาริ มหาภูตานิ นี้เป็นการกำหนดการนับ (เป็นจำนวนนับ).

คำว่า มหาภูตานิ นี้ เป็นชื่อของดิน น้ำ ไฟ ลม แต่เหตุที่เรียกสิ่งทั้ง ๔ นั้นว่ามหาภูตและนัยแห่งการวินิจฉัยอย่างอื่นในนามรูปนี้ทั้งหมดได้กล่าวไว้แล้วในนิเทศแห่งรูปขันธ์ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

ส่วนคำว่า จตุนฺนํ ในคำว่า จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทาย เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ มีอธิบายว่า อาศัยซึ่งมหาภูตทั้ง ๔.

บทว่า อุปาทาย ความว่า เข้าไปยึดไว้ คือจับไว้. อาจารย์บางพวกว่า นิสฺสาย (อาศัย) ก็มี.

ก็ศัพท์ว่า วตฺตมานํ นี้เป็นปาฐะเหลือ (เกิน).

อีกอย่างหนึ่ง คำว่า วตฺตมานํ นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในอรรถว่า ชุมนุม เพราะเหตุนั้น พึงทราบอรรถาธิบายนี้ว่า รูปที่อาศัยการชุมนุมมหาภูตรูปทั้ง ๔ เป็นไปอยู่.

เมื่อเป็นอย่างนี้ แม้ในที่ทุกแห่ง มหาภูตรูป ๔ มีปฐวีเป็นต้นและรูป ๒๓ อย่างที่อาศัยมหาภูต ๔ อย่างเป็นไป ที่ตรัสไว้ในพระบาลีนั่นเองในคัมภีร์อภิธรรม โดยแยกประเภทเป็นจักขายตนะเป็นต้น แม้ทั้งหมดพึงทราบว่า ชื่อว่ารูป.

ก็ในคำว่า วิญฺญาณสมุทยา นี้ วิญญาณใดเป็นปัจจัยของนาม (อย่างเดียว) ด้วยของรูป (อย่างเดียว) ด้วย ทั้งของนามของรูปด้วย เพราะฉะนั้น ด้วยสามารถแห่งนาม แห่งรูป และทั้งนามทั้งรูปที่มีวิญญาณเป็นปัจจัยนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบการเกิดขึ้นแห่งนามรูปเพราะวิญญาณเกิดขึ้น ตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในนิเทศแห่งปฏิจจสมุปบาท ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นเทอญ.

คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั้นแหละดังนี้แล. จบกถาพรรณนานามรูปวาระ

กถาพรรณนาวิญญาณวาระ

[๑๒๖] พึงทราบวินิจฉัยในวิญญาณวาระ (ต่อไป) :-

วิญญาณในเพราะจักษุ ชื่อว่าจักขุวิญญาณ.

อีกอย่างหนึ่ง วิญญาณที่เกิดขึ้นแล้วจากจักษุ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าจักษุวิญญาณ.

โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณ ก็อย่างนี้เหมือนกัน. แต่วิญญาณนี้ ได้แก่มโนนั่นเอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามโนวิญญาณ.

คำว่า มโนวิญญาณ นี้ เป็นชื่อของวิบากจิตที่เป็นไปในภูมิ ๓ เว้นทวิปัญจวิญญาณ.

แต่ในคำว่า สงฺขารสมุทยา นี้ ผู้ศึกษาพึงทราบการเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ เพราะสังขารเกิด ตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นเอง โดยวิญญาณที่มีสังขารเป็นปัจจัย.

คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ ดังนี้แล. จบกถาพรรณนาวิญญาณวาระ

กถาพรรณนาสังขารวาระ

[๑๒๗] พึงทราบวินิจฉัยในสังขารวาระ (ต่อไป) :-

สังขารมีการปรุงแต่งเป็นลักษณะ. แต่ว่า ในวาระแห่งวิตถารนัยของสังขารนั้น สังขารที่เป็นไปแล้วทางกาย ชื่อว่ากายสังขาร.

คำว่า กายสังขาร นี้เป็นชื่อของสัญเจตนา ๒๐ ดวง คือ ๘ ดวงจากกามาวจรกุศล และ ๑๒ ดวงจาก (กามาวจร) อกุศลที่เป็นไปแล้วโดยการไหวในกายทวาร.

คำว่า วจีสังขาร นี้เป็นชื่อของวจีสัญเจตนา ๒๐ ดวงเหมือนกันที่เป็นไปแล้วโดยการเปล่งถ้อยคำในวจีทวาร.

สังขารที่เป็นไปแล้วทางจิต ชื่อว่าจิตตสังขาร.

คำว่า จิตตสังขาร นี้เป็นชื่อของมโนสัญเจตนา ๑๙ ดวง โดยโลกิยกุศลและโลกิยอกุศลที่เป็นไปแล้ว (เกิดขึ้น) แก่ผู้นั่งคิดอยู่ในที่ลับโดยไม่ได้ทำการไหวกายและวาจา.

ก็ในคำว่า อวิชฺชาสมุทยา นี้ พึงทราบวินิจฉัยว่า อวิชชาของสังขารที่เป็นกุศลโดยอุปนิสสยปัจจัยบ้าง ของสังขารที่เป็นอกุศลโดยสหชาตปัจจัยเป็นต้นบ้าง.

คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง ดังนี้แล. จบกถาพรรณนาสังขารวาระ

กถาพรรณนาอวิชชาวาระ

[๑๒๘] พึงทราบวินิจฉัยในอวิชชาวาระ (ต่อไป) :-

ความไม่รู้ในทุกขสัจ ชื่อว่าความไม่รู้ในทุกข์. คำว่า ทุกฺเข อญฺญาณํ นี้ เป็นชื่อของโมหะ. ในคำทั้งหลายมีอาทิว่า สมุทเย อญฺญาณํ ก็มีนัยนี้.

ในจำนวนสัจจะทั้ง ๔ นั้น การไม่รู้ในทุกข์ พึงทราบได้โดยเหตุ ๔ ประการ คือ โดยการหยั่งลงภายใน ๑ โดยฐาน (ที่ตั้ง) ๑ โดยอารมณ์ ๑ โดยการปกปิดไว้ ๑.

จริงอย่างนั้น การไม่รู้ทุกข์นั้น ชื่อว่าหยั่งลงภายในทุกข์ เพราะนับเนื่องในทุกขสัจ. ทุกขสัจชื่อว่าเป็นฐาน (ที่ตั้ง) เพราะเป็นนิสสยปัจจัยของการไม่รู้ทุกข์นั้น. ชื่อว่าเป็นอารมณ์ เพราะความเป็นอารัมณปัจจัย (ของการไม่รู้ทุกข์นั้น) และทุกขสัจ ย่อมปกปิดการไม่รู้ทุกข์นั้นไว้.

ในอธิการแห่งอวิชชาวาระ ความไม่รู้ในสมุทัยพึงรู้ได้โดยเหตุ ๓ ประการ คือ โดยฐาน ๑ โดยอารมณ์ ๑ โดยการปิดบังไว้ ๑ เพราะสมุทัยนั้นห้ามกันการแทงตลอดลักษณะตามความจริง และเพราะไม่มอบให้ซึ่งความเป็นไปแห่งญาณ.

ความไม่รู้ในนิโรธและปฏิปทา พึงทราบได้โดยเหตุเดียวเท่านั้น คือโดยการปิดบังไว้. ก็ความไม่รู้ที่ปิดบังไว้. ก็ความไม่รู้ที่ปิดบังนิโรธและปฏิปทาไว้นั่นเอง พึงทราบได้เพราะห้ามไว้ซึ่งการแทงตลอดลักษณะตามความจริงแห่งนิโรธสัจและปฏิปทาเหล่านั้น และเพราะการไม่มอบให้ซึ่งความไม่เป็นไปแห่งญาณในสัจจะทั้ง ๒ นั้น. แต่ความไม่รู้สัจจะทั้ง ๒ นั้นไม่เป็นการหยั่งลงสู่ภายในในสัจจะทั้ง ๒ นั้น เพราะไม่นับเนื่องในสัจจะทั้ง ๒ นั้น สัจจะทั้ง ๒ นั้นก็ไม่เป็นที่ตั้งของความไม่รู้สัจจะทั้ง ๒ นั้น เพราะไม่เป็นธรรมเกิดร่วมกัน (และ) ไม่เป็นอารมณ์ เพราะไม่ปรารภสัจจะทั้ง ๒ เป็นไป.

อธิบายว่า สัจจะ ๒ ข้อหลังเห็นได้ยาก เพราะลึกซึ้ง แต่ในเรื่องนี้ ความไม่รู้ไม่ใช่มืดบอด จึงเป็นไป. ส่วนสัจจะ ๒ ข้อต้นลึกซึ้ง เพราะลักษณะของสภาวะเห็นได้ยาก โดยความหมายว่า เป็นข้าศึกกันจึงเป็นไปด้วยการถึงวิปลาสในสัจจะทั้ง ๒ นั้น.

อีกอย่างหนึ่ง ด้วยคำเพียงเท่านี้ว่า ทุกฺเข พระเถระได้แสดงอวิชชาไว้ โดยการสงเคราะห์เข้าด้วยกันทั้งโดยฐาน (ที่ตั้ง) โดยอารมณ์และโดยกิจ.

ด้วยคำเพียงเท่านี้ว่า ทุกฺขสมุทเย ท่านแสดงไว้โดยฐาน (ที่ตั้ง) โดยอารมณ์และโดยกิจ.

ด้วยคำเพียงเท่านี้ว่า ทุกฺขนิโรเธ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ท่านแสดงไว้โดยกิจ. แต่โดยไม่แตกต่างกันแล้ว อวิชชาพึงทราบว่า ท่านแสดงไว้โดยสภาวะด้วยคำว่า อญฺญาณํ นี้

ก็กามาสวะ ภวาสวะ ในคำว่า อาสวสมุทยา นี้ เป็นปัจจัยแห่งอวิชชาด้วยสามารถแห่งสหชาตปัจจัยเป็นต้น. อวิชชาสวะพึงทราบว่า ก็อวิชชาที่เกิดขึ้นก่อนโดยอุปนิสสยปัจจัยนั่นเอง ชื่อว่าอวิชชาสวะ ในคำว่า อาสวสมุทยา นี้. อวิชชาสวะนั้นจะเป็นอุปนิสสยปัจจัยของอวิชชาที่เกิดขึ้นในกาลต่อมา.

คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละดังนี้แล. จบกถาพรรณนาอวิชชาวาระ

กถาพรรณนาอาสววาระ

[๑๓๐] พึงทราบวินิจฉัยในอาสววาระ (ต่อไป) :-

อวิชชาในคำว่า อวิชฺชาสมุทยา นี้ เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัยเป็นต้นของกามาสวะและภวาสวะ และเป็นปัจจัยแห่งอวิชชาสวะโดยอุปนิสสยปัจจัยนั่นแหละ แต่ในคำว่า อวิชฺชาสมุทยา นี้ อวิชชาที่เกิดขึ้นในกาลต่อๆ มา พึงทราบว่าเป็นอวิชชาสวะ.

อวิชชานั่นเองที่เกิดขึ้นในกาลก่อน จะเป็นอุปนิสสยปัจจัยของอวิชชาสวะที่เกิดขึ้นในกาลต่อมา.

คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละ ดังนี้แล.

วาระนี้ ท่านกล่าวไว้แล้วโดยการแสดงปัจจัยของอวิชชานี้ที่เป็นประธานในบทปฏิจจสมุปบาททั้งหลาย. ด้วยวาระที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ เป็นอันสำเร็จความที่สงสารมีที่สุดเบื้องต้น (เงื่อนต้น) อันใครตามไปไม่รู้แล้ว.

ถามว่า ไม่รู้อย่างไร?

แก้ว่า (ไม่รู้อย่างนี้คือ) เพราะว่า การเกิดขึ้นแห่งอวิชชามีเพราะการเกิดขึ้นแห่งอาสวะ การเกิดขึ้นแห่งอาสวะก็มี แม้เพราะการเกิดขึ้นแห่งอวิชชา อาสวะเป็นปัจจัยของอวิชชา ถึงอวิชชาก็เป็นปัจจัยของอาสวะ เพราะอธิบายดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ที่สุดเบื้องต้น (เงื่อนต้น) จึงไม่ปรากฏ ภาวะที่สงสารมีเงื่อนต้นที่ใครตามไปไม่รู้แล้ว เป็นอันสำเร็จแล้ว เพราะเงื่อนต้นของอวิชชานั้นไม่ปรากฏ.

____________________________

ปาฐะ ปุพฺพา โกฏิ แยกกัน แต่ฉบับพม่าติดกันเป็น ปุพฺพโกฏิ จึงแปลตามที่ไม่แยก. ถ้าแยกก็ต้องแปลว่า เบื้องต้น เบื้องปลาย...

วาระเหล่านี้ทั้งหมดคือ กัมมปถวาระ ๑ อาหารวาระ ๑ ทุกขวาระ ๑ ชรามรณวาระ ๑ ชาติวาระ ๑ ภววาระ ๑ อุปาทานวาระ ๑ ตัณหาวาระ ๑ เวทนาวาระ ๑ ผัสสวาระ ๑ สฬายตนวาระ ๑ นามรูปวาระ ๑ วิญญาณวาระ ๑ สังขารวาระ ๑ อวิชชาวาระ ๑ อาสววาระ ๑ รวม ๑๖ วาระ พระเถระได้กล่าวไว้แล้วในพระสูตรนี้ดังที่พรรณนามานี้.

เพราะในจำนวนวาระทั้ง ๑๖ วาระนั้น แต่ละวาระท่านวางไว้ ๒ อย่างโดยอย่างย่อและอย่างพิสดารจึงเป็น ๓๒ สถาน. ด้วยเหตุดังนี้ ในพระสูตรนี้จึงเป็นอันพระเถระได้กล่าวสัจจะไว้ ๔ อย่างใน ๓๒ สถานเหล่านี้.

พระเถระได้กล่าวอรหัตไว้ในที่ ๑๖ สถานที่กล่าวไว้แล้วโดยพิสดารในบรรดาอย่างย่อและอย่างพิสดารนั้นนั่นเอง. แต่ตามมติของพระเถระท่านได้กล่าวถึงสัจจะทั้ง ๔ และมรรคทั้ง ๔ ไว้ใน ๓๒ สถานเท่านั้น เพราะเหตุดังที่กล่าวมาแล้วนี้แล ในพระพุทธพจน์ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์ได้รวบรวมไว้ในนิกายใหญ่ทั้ง ๕ นิกายหมดทั้งสิ้น จึงไม่มีสูตรที่ประกาศสัจจะ ๔ อย่างไว้ถึง ๓๒ ครั้ง และประกาศอรหัตไว้ถึง ๓๒ ครั้ง นอกจากสัมมาทิฏฐิสูตรนี้แล.

คำว่า อิทมโวจายสฺมา สาริปุตฺโต มีเนื้อความว่า ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวสัมมาทิฏฐิสูตรนี้ แพรวพราวไปด้วยเหตุ ๖๔ อย่าง คือ ด้วยการบรรยายอริยสัจ ๔ ไว้ ๓๒ อย่าง และบรรยายพระอรหัตไว้ ๓๒ อย่าง.

ภิกษุเหล่านั้นพอใจ ได้พากันชมเชยภาษิตของท่านพระสารีบุตรดังนี้แล.

จบอรรถกถาสัมมาทิฏฐิสูตร จบพระสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร